อัยการสั่งยุติคดีประชาชน 38 คน ร่วมชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ปี 2563 หลังเข้าข่ายนิรโทษกรรม

23 กันยายน 2569 เวลา 14:36 น.

23 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า อัยการสั่งยุติคดีประชาชน 38 คน ร่วมชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ปี 2563 หลังเข้าข่ายนิรโทษกรรม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ได้มีหนังสือสั่งยุติคดี จากการชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ที่ข่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2563 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งหมดถึง 38 คน โดยเหลือข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังในตอนแรกมีการออกหมายเรียกนัดหมายไปสั่งฟ้องคดี แต่เมื่อเห็นว่าเข้าข่ายนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ อัยการจึงได้มีคำสั่งยุติต่อมา

คดีนี้มี บัญชา บุญพยุง เป็นผู้กล่าวหาผู้ชุมนุมดังกล่าวถึง 38 คน ไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยทั้งนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรม ผู้เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ และกลุ่มคนเสื้อแดง ในข้อกล่าวหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ นับเป็นคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหามากที่สุดคดีหนึ่งในการชุมนุมช่วงปี 2563-64

ทั้งหมดทยอยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564 ต่อมาวันที่ 23 ก.ย. 2564 พนักงานสอบสวนได้นัดแกนนำนักศึกษา 5 คน ส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความเห็นควรฟ้องคดี ต่อมาทั้ง 5 คน ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไว้ ส่วนผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ไม่มีนัดส่งตัวต่อพนักงานอัยการแต่อย่างใด แต่ทางตำรวจได้ส่งสำนวนให้อัยการโดยไม่มีตัวผู้ต้องหา

จากนั้นวันที่ 2 ต.ค. 2566 เจ้าหน้าที่อัยการจังหวัดเชียงใหม่ได้แจ้งต่อทนายความ ว่าอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 38 คน ในข้อหาตามมาตรา 116 แต่ยังมีคำสั่งให้ฟ้องข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพียงข้อหาเดียว จึงส่งเรื่องต่อให้แก่พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อไป เนื่องจากข้อหานี้เพียงข้อหาเดียวอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง ไม่ใช่ศาลจังหวัด

ในช่วงที่ผ่าน พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ได้เตรียมนัดหมายเพื่อสั่งฟ้องคดี โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ยังได้ออกหมายเรียกถึงผู้ต้องหาทุกคน นัดหมายให้ไปสั่งฟ้องคดีต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ในวันที่ 25 ก.ย. 2569

แต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 เว็บไซต์พระราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในการนิรโทษกรรมสำหรับการชุมนุมหรือแสดงออกทางเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ทำให้ทางทนายความทำหนังสือถึงพนักงานอัยการให้ยุติคดี เนื่องจากคดีนี้เข้าเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

กระทั่งเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 กิตติชัย จิวะอุดมทรัพย์ อัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ ได้มีหนังสือถึงผู้กำกับการ สภ.เมืองเชียงใหม่ แจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีนี้ โดยระบุว่าเมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น จึงมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีนี้ ทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้แจ้งแก่ผู้ร้องทุกข์และผู้ต้องหาทราบ

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีนี้นับเป็นคดีแรกที่มีการยุติคดีในชั้นอัยการ เนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง หลังจากก่อนหน้านี้มีการสั่งยุติคดีในชั้นศาลบ้างแล้ว แต่คดีก็ใช้เวลากว่า 5 ปีครึ่ง หากนับจากวันเริ่มมีการแจ้งข้อกล่าวหา กว่าจะสิ้นสุดลง

ในส่วน บัญชา บุญพยุง ผู้แจ้งความกล่าวหาในคดีนี้ พบว่าประกอบอาชีพเป็นทนายความ เคยเคลื่อนไหวในนามหัวหน้ากลุ่ม “คนรักแผ่นดินเกิด” แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดจึงทราบรายละเอียดข้อมูลของผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนถึง 38 คน และมีพยานหลักฐานใดใช้กล่าวหาบ้าง

อีกทั้งในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ทราบว่าช่วงที่ผ่านมามีประชาชน 3 ราย ได้เสียชีวิตไปแล้ว อาทิ “ป้าดาวเรือง” สิริเรือง แก้วสมทรัพย์ ประชาชนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัวในวัย 74 ปี

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86789

อ่านสรุปสถานการณ์ 1 เดือนหลังมี พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ https://tlhr2014.com/archives/86778

สนธิ เตรียมยื่นหนังสือ กกต. ตรวจสอบคดี ฮั้ว สว. 25 ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

“สนธิ” นัดแสดงพลังปชช. บุกกกต. 25 ก.ย. จี้ให้กกต.ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง-หยุดวงจรฮั้ว ซัดใครครองสว. สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ เปรียบตั้งราชวงศ์การเมืองไม่มีใครโค่นลง ความถูกต้องไม่สำคัญ เชื่อเคลื่อนไหวเรื่อยๆ แรงสะท้อนส่งกลับไปยังรบ. แน่

วันที่ 23 กันยายน 2569  ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายนิติธร ล้ำเหลือ นายปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ นายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันแถลงข่าวเปิดแนวทางการเคลื่อนไหว “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา“ เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา

นายปานเทพ ระบุว่า จะมีการยื่นหนังสือเรียกร้องต่อกกต. ในวันที่ 25 ก.ย. เวลา 10.00 น. เนื่องจากแม้จะมีมติกกต. สั่งฟ้องฮั้วสว. แต่ยังไม่ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต่อระบบและระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกลไกำารตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ สว. ต้องเป็นอีกกลุ่มที่ไม่สัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองในระบบสส. และรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การเลือกคัดสรรองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การถ่วงดุลตรวจสอบผู้กระทำความผิด จึงกระทบต่อระบบทั้งหมด จึงเห็นว่ามติกกต. ยังไม่ได้พิจารณาตามมาตรา 62 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้กกต. ยังเปลี่ยนมติจากการอ้างของพยาน 3 ปาก ที่กลับคำให้การ โดยอ้างว่าไม่มีการไต่สวนหรือเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นกกต.ได้ดำเนินการโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่และกกต. อาศัยการกลับคำให้การพยาน 3 ปาก ยังไม่มีการดำเนินการที่เกี่ยวกับการให้การเท็จใส่ร้ายพรรคการเมือง หรือเป็นการฮั้วอีกระบบ ที่คนกลับคำให้การไม่มีความผิด ไม่มีบทลงโทษ

และการอ้างว่ากลุ่มนี้ผิดก็มีอีกกลุ่มผิดด้วยนั้น เราเป็นภาคประชาชนไม่ได้สนใจว่าใครจะทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เรามีหลักการที่ว่าใครที่ทุจริตการเลือกตั้งไม่ว่ากลุ่มใดสีใด ต้องได้รับการลงโทษโดยไม่มีการตัดตอน การเลือกปฏิบัติ และไม่ใช้เหตุอ้างว่าทำผิดทั้งสองฝ่าย แล้วมีการยอมหรือตกลงประนีประนอมความ ดังนั้นกกต. ไม่ได้ใช้มาตรา 62 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เอาผิดหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่งการกลับคำของพยานไม่สอดรับกับหลักฐานจำนวนมาก ทำเป็นขบวนการใหญ่ เรื่องนี้ต้องมีคำตอบ ดังนั้นหากมีการยื่นหนังสือแล้วกกต. ยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน จะต้องถูกดำเนินการ ถูกตรวจสอบ ฟ้องร้องตามมา ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามต่อกกต. ให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง หยุดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่หากยังละเว้นอยู่ต้องมีการดำเนินการขั้นตอนต่อไป

นายพิชิต ระบุว่า คณะอนุชุดที่ 26 ทำงานมา 2ปี แต่กลับเชื่อพยานที่กลับคำให้การ3 ปาก เหมือนทำงานแค่ 2 วัน ซึ่วกกต.5 คนถูกฮั๊วไปด้วยหรือไม่ จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนว่า เมื่อ กกต.ไม่อาจผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม กระบวนการตรวจสอบการทำงานของกกต.ยังไม่สิ้นสุดจึงต้องไปตรวจสอบการทำงานของกกต. อย่าให้มติ กกต.5 คน เป็นมติของสีน้ำเงิน จึงอยากเชิญชวนประชาชนไปแสดงพลังในการเริ่มกระบวนการตรวจสอบการทำงานของกกต. และหยุดวงจรฮั้วประเทศไทยให้ได้

นายนิติธร ระบุว่า เรามีองค์กรกำกับดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรม ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะนำไปสู่ความสุจริตและเที่ยงธรรม และการเลือกตั้งสว. กกต.มีหน้าที่ 3 ส่วนคือ ก่อนเลือกตั้ง ขณะการเลือก และหลังเลือกตั้งคือการรับรองผล ซึ่งการเลือกสว.เราเห็นภาพที่ไม่ได้ปกปิด มีกลุ่มบุคคล ไปอยู่ที่เดียวกัน มีการแต่งตัวเหมือนกัน มีการจัดทำโพย ส่อให้เกิดการฮั้ว ซึ่งกกต.มีหน้าที่หยุด ระงับ การเลือกตั้งได้ ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกกต.เป็นเหมือนฝ่ายอำนวยการให้กระบวนการนี่ดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้มีการทุจริตมีการฮั้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คือ กกต. เพราะถ้ากกต.เบรกเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขั้น แต่กกต.ปล่อยให้กระบวนการดำเนินการแล้วรับรองผลการเลือกตั้ง

ด้านนายสนธิ กล่าวว่า ทำไมต้องจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องรวมพลัง เคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องเอาประเทศไทยเราคืนมา ประเทศไทยที่เราต้องการคือประเทศไทยที่เรากำลังสู้มีหลักนิติรัฐหลักนิติธรรม ซึ่งมีคำถามว่าตกลงจะไล่รัฐบาลชุดนี้ออกหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้อง เราไม่มีความปรารถนาที่จะไล่ออก แต่ต้องใช้ความกล้าหาญออกมาให้เห็นว่า การกระทำงานที่ช่อราฎบังหลวง การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การการช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง ยังมีสิ่งที่สำคัญ คือการพยายามครอบงำขบวนการขององค์กรอิสระ สำหรับภาพรวมถ้ากกต. ยังเป็นเช่นนี้ รับคำสั่งจากพรรคการเมือง ทั้งนี้ สว. ที่มีมลทินมีมติเลือกองค์กรอิสระมาหลายส่วน เช่น กกต. 4 คน ปปช. 4 คน การทำงานขององกรอิสระ แม้จะทำตามหลักการแต่ข้อเท็จจริงค้านสายตาของประชาชน กฎหมายเปเป็ยกรอบนึดถือ แต่เบื้องหลังการใช้กฎหมายถ้าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือการฟอกขาว ก็เป็นที่น่าสงสัย

เช่น ปปช. ฟอกขาวนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งที่รัฐธรรมนูญชี้ว่าผิดเรื่องใดบ้าง โดยโครงสร้างที่ภท. พยายามครอบงำ ซึ่งตอนนี้กกต. เป็นของพรรคการเมือง โดยเฉพาะกกต. และป.ป.ช. ที่มาจากผู้พิพากษา ทั้งชื่อนายณรงค์ ชื่อนายสุชาติ ที่มาฝั่งตุลาการ ซึ่งมีการฟอกขาว และช่วยเหลือภท. ซึ่งกระเทือนไปยังตุลาการศาลสถิตยุติธรรม นี่หรือคือศาลฎีกาคัดมาเพื่อส่งเข้าประกวด ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความกล้าหาญ มีไหมต้องตั้งข้อสงสัย การได้ตำแหน่งประธานต้องวิ่งไปหาผู้มีอำนาจที่คุมสว. อยู่ ซึ่งทุกคนต้องหยุดคิดหากผู้ตรวจ ต้องผ่านสว. ไปจนถึงศาลรธน. ก็ต้องผ่านสว. ดังนั้นใครครองสว. สามารถชี้เป็นชีตายได้ สำหรับคนที่ต้องการเป็นการคณะกรรมการอิสระ โดยขณะนี้มีการครวบคุม 70-80% ป.ป.ช. ยังปล่อยให้นายศักดิ์สยาม หลุดไป ดังนั้นหากเขาควบคุมข้อต่อ เมื่อประชาชนไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือร้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ในขณะยังไม่แก้ไขกกต. เขาก็มีคนอยู่ และมีเงิน 1.9 หมื่นล้านซึ่งเป็นส่นต่างที่หายไป จนกระทั่งจับไอ้โมงไม่เจอ ดังนั้นคำถามคือจะเอาการเมืองที่เน่าและเป็นขยะมาใส่ตัวเราไปตลอดชีวิตหรือย่างไร เหมือนเป็นการตั้งราชวงศ์การเมือง ที่ไม่มีใครเข้าโค่นลงเลย ความถูกต้องไม่สำคัญ สำคัญคือจะเอายังไง

ส่วนที่มีการตั้งร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล เป็นคนพรรคภท. ภาพประตักษ์พยานมีทุกอย่าง และเป็นคนดูแลอนุกรรมการชุดที่ 36 จัดการเคลียร์เรื่องเรียบร้อย และได้รับแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งการที่มาเป็นตำแหน่งนี้ เนื่องจากต้องมีการพิจารณาข้อหาอั่งยี่-ฟอกเงินสว. หากมีคนร้องว่าการฮั้วสว. มีการชุมนุมโรงแรม แจกโพย หน้าที่เขาต้องขจัดไขข้อข้องใจของประชาชนว่าไม่มีไม่ผิด ดังนั้นเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่และไม่มีวันที่จะทำหน้าที่อย่างสุจริต ซึ่งตราบใดที่บุคคลนี้ยังอยู่ ข้อหานี้จะไม่มีวันไปถึงคนที่บงการอยู่ข้างบน วันนี้ตนสู้โดยการใช้พลังของประชาชน ลุกขึ้นมาต่อต้าน กดดันให้ทำงานในสิ่งที่ควรทำ อย่างไรก็ตามจะเป็นใดก็ตามเราก็ไม่สนใจ ต่อให้เป็นพรรคประชาชน เพราะเราไม่เชื่อในเรื่องหากไม่เลือกเรา เขามาแน่ พรรคอะไรเข้ามาเราไม่สนใจ แค่สนใจมีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่ทำให้ประเทศมีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ทำงานไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ จะเป็นพรรคการเมืองใดก็ได้ไม่สนใจ คือขอให้พลังประชาชน มีพลานุภาพอย่างเข้มแข็ง เพื่อกดดันรัฐบาลไม่ว่าจะชื่อหรือมียี่ห้ออะไร ใครเป็นหัวหน้าพรรค ตอนนี้ประชาชนอึดอัดใจแต่ขาดความกล้าหาญ พวกเราจึงต้องเสียสละอออกมา และให้เขาด้อยค่า แต่เราทำทุกอย่างด้วยความเสียสละกล้าหาญ และย้ำว่าตนไม่ล้มรัฐบาล

เมื่อถามถึงการเตรียมยื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันที่ 25 ก.ย. นายปานเทพ ระบุว่า ไม่ได้มีเพียงประเด็นพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 62 แต่รวมถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ซึ่งเห็นว่าไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่น เช่น รับฟังพยาน 3 ปากกับคำให้การโดยไม่มีการดำเนินคดีเป็นไปได้อย่างไร มีการรับฟังเอกสารที่ลงวันที่เดียวกันเนื้อหาคล้ายกัน ไม่เรียกใส่สวนเพื่อยืนยันกับพยานหลักฐานหลักฐานก่อนหน้าที่เชื่อแล้วแลพลงมติโดยชุดที่ 26 มีความขัดแย้ง เป็นถึงอดีตผู้พิพากษา ไม่คิดไต่สวนแต่เชื่อกฎหมาย ส่อความไม่สุจริต หากสว. ถูกแทรกแซงครอบงำและนำไปสู่องค์กรอิสระ หมายความว่าต่อไปต่อไปหากทุจริตเลือกตั้งไม่ผิด เพราพพวกของตัวเองหรือไม่ เท่ากับฝ่ายการเมืองทำอะไรไม่ผิด ซึ่งจะปล่อยให้ทำลายระบบถ่วงดุลอำนาจในการตรวจสอบประเทศไทยจะอยู่อย่างไร โดยการยื่นคำร้องครั้งนี้จะอธิบายให้กกต. ฟังถึงหน้าที่ที่พึงกระทำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียบเรียงประเด็นให้ครบเพื่อเป็นหลักฐานว่ากกตอ ทุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองหรือไม่

ส่วนกรณีประธานกกต. ระบุว่า การวินิจฉัยยึดตามสำนวนไม่ได้พิจารณาตามกระแสสังคม นายปานเทพ ตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของ กกต. ซึ่งมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่มีการพูดถึงกฎหมายตามที่ตนกล่าวถึง เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงไม่พิจารณาตามมาตรา 62

เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจะทำให้รัฐบาลเพิกเฉยหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า เชื่อว่าเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ แรงสะท้อนจะส่งกลับไปยังรัฐบาลแน่นอน และหากไม่มีการแก้ไข เราอาจมีการรวมตัวครั้งใหญ่ทั่วประเทศ โดยวันที่ 25 กันยายนนี้ ที่กกต. คนชลบุรี เริ่มถูกตำรวจถามว่านั่งรถอะไรเข้ามา หากไม่กลัวเหตุใดจึงใช้ตำรวจมาถาม วิธีการแบบนี้เป็นการต่อต้านประชาชน เหตุใดเมื่อตนเคลื่อนไหวจึงไม่มองที่เนื้อหา

“สนธิไม่ได้อะไรจากอนุทินหรือไม่ เมื่อไม่ให้จึงโกรธ เหมือนเมื่อ 22 ปีที่แล้ว สนธิเคยขอทักษิณช่วยแต่ทักษิณไม่ช่วยจึงโกรธ ซึ่งเป็นมุกห่วยๆ ที่ทันสมัยและใช้ได้ดีตลอดเวลา ซึ่งขอให้จับตาดูคดีกรงสอบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ฃกับที่ปรึกษานายกฯ อาจต้องสละให้ถูกกล่าวหาและจะไปหยุดที่ ป.ป.ช.“ นายสนธิ กล่าว

การดี เขย่า TH-AI Passport เจอพิรุธรวบรัด TOR หลุดข้อตกลงคุณธรรม จี้ สตง.เร่งตรวจสอบ

23 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

“การดี”เขย่า TH-AI Passport เจอพิรุธรวบรัด TOR หลุด”ข้อตกลงคุณธรรม” จี้”สตง.”เร่งตรวจสอบ ยันไม่มีเจตนาพูดถึงการสร้างจำนวนตัวเลขปลอม เหตุเพราะการเข้าถึงแพลตฟอร์มต้องใช้ ThaID เข้าอยู่แล้ว

23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความคืบหน้าของการตรวจสอบโครงการ TH-AI passport ว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการใช้เงินของโครงการ TH-AI passport ใน 7 ประเด็นสำคัญ โดยมี 2 ประเด็นที่ได้พูดคุยอย่างกว้างขวางคือ 1.เร่งให้ สตง.ตรวจเงินทางด้านการใช้ คำนิยามผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ซึ่งเป็นฐานการเบิกจ่ายเงินแผ่นดินกว่าพันล้าน แต่โครงการนี้ออกมาแล้ว 3 สัปดาห์ ยังไม่มีความชัดเจนในกระบวนการ พอลงลึกไปในสัญญาที่แก้ไขเพิ่มเติม มีเพียงแค่ค่าดำเนินงานงวดคงที่ และค่าฝั่งและค่า Generative AI ซึ่งคำนวณตามจำนวนผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ในอัตรา 24 บาท 70 สตางค์ต่อคนต่อเดือน

นางการดี กล่าวว่า สัญญาที่แก้ไขเพิ่มเติมได้นิยามคำว่าผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หมายถึง ผู้ใช้งานบริการแพลตฟอร์ม Generative AI โดยเข้าเรียนในระบบและมีคะแนนสะสมในแต่ละเดือนตามเกณฑ์ที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ตนอ่านครั้งแรกรู้สึกดีกว่าการเหมาจ่ายแบบเดิม แต่สิ่งที่ตนอยากเรียกร้อง คือเกณฑ์การนับยังไม่ได้กำหนดในสัญญาที่ชัดเจน ซึ่งส่วนต่างทางการเงินในการสร้างแรงจูงใจตรงนี้มีมูลค่าสูง จึงอยากให้หน่วยงานเร่งชี้แจงและให้ สตง.เร่งตรวจการนับคะแนนสะสมหรือการนับผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ผู้ว่าจ้างกำหนดนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน หากดูในสัญญาและกรรมการตรวจรับสัญญาตามตัวหนังสือก็อาจจะไม่ให้เกิดความเสียหายกับประเทศและงบประมาณได้ ย้ำว่า ตนไม่มีเจตนาพูดถึงเรื่องการสร้างจำนวนตัวเลขปลอม เพราะการเข้าถึงแพลตฟอร์มต้องใช้ ThaID เข้าอยู่แล้ว แต่ตนหมายถึงคำจำกัดความของการนับ

นางการดี กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 2 ที่เราถกเถียงกันมาคือเรื่องการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขว่าด้วยข้อตกลงคุณธรรมตามที่ TOR กำหนดไว้ ถ้าพูดถึงการเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม ปกติต้องเข้าร่วมตั้งแต่การร่าง TOR แต่ตามไทม์ไลน์ในวันที่ 12 พ.ย.2568 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้รับอนุมัติเงิน 1,650 ล้านบาท วันที่ 18 พ.ย. 2568 ยื่นขอเข้าข้อตกลงคุณธรรม วันที่ 15 ธ.ค.2568 ประกาศร่าง TOR เสร็จเรียบร้อยไปแล้วก่อนที่คณะกรรมการจะประชุมตัดสินใจ วันที่ 17 ธ.ค.2568 คณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตมีมติไม่คัดเลือก TH-AI Passport เข้าข้อตกลงคุณธรรม ด้วยเหตุผลว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างล่วงเลยขั้นตอนการจัดทำร่าง TOR แล้วจึงไม่เข้าเงื่อนไข

นางการดี กล่าวต่อว่า จากนั้น 22 ธ.ค.2568 กรมบัญชีกลางออกหนังสืออย่างเป็นทางการถึง สดช. ว่าแม้ไม่ได้รับคัดเลือก ในวันที่ 24 ธ.ค.2568 ยังลุยประกาศเชิญชวนเผยแพร่ TOR ต่อ สำหรับตนเห็นว่าไม่ใช่เหตุที่จะเป็นให้เราปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งใน TOR เดิมกำหนดไว้ชัดในข้อ 3.16 ว่า ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องลงนามในข้อตกลงคุณธรรมกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งในข้อ 3.15 กำหนดว่าผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง วันนี้การที่หน่วยงาน บอกว่าไม่ได้รับคัดเลือก

“ปกติทั่วไปเราต้องเริ่มโครงการข้อตกลงคุณธรรม ตั้งแต่ร่าง TOR วันนี้ก็เห็นชัดว่าเป็นการรีบทำไปก่อน รีบทำอย่างรวดเร็ว แม้ว่า TOR ของตัวเองเป็นข้อกำหนดไว้ ก็ออกมาอย่างที่เห็นว่าแม้จะไม่ร่วมโครงการ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวว่า สิ่งที่ควรจะเป็น หากย้อนเวลากลับไปได้ก็น่าจะมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือถ้าไม่ผ่านแบบนี้ ก็แก้ไขใน TOR ทางเลือกที่สอง คือเริ่มกระบวนการร่าง TOR ใหม่ให้ถูกต้อง และร่วมกระบวนข้อตกลงคุณธรรมให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ถ้าจะมากล่าวอ้างว่าทำให้โครงการนี้เสียเวลาก็ต้องบอกว่าไม่เสียมาก เพราะการเริ่มต้นใหม่และมีผู้สังเกตการณ์จะทำให้ กระบวนการเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งกว่า

“โครงการนี้ทำผิดในกฎเกณฑ์ตัวเอง ที่เขียนเอาไว้เองแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ขอตั้งคำถามว่าแล้วโครงการนี้จะไปอย่างไรต่อ TOR ที่ทำ กรรมการจัดซื้อจัดจ้างปล่อยผ่านสิ่งนี้ไปได้อย่างไรมีความผิดหรือไม่ ทำให้โครงการนี้ยังเป็นโครงการที่ทำได้โดยชอบอีกหรือเปล่า เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามและเร่งให้ สตง. เข้าตรวจสอบ” นางการดี กล่าว

เมื่อถามว่า รมช.ดีอี ระบุว่า เอกสารของกรมบัญชีกลาง ไม่ได้ระบุเหตุผลว่าทำไมโครงการดังกล่าว ถึงไม่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในข้อตกลงคุณธรรม นางการดี กล่าวว่า ตนรับทราบแล้วว่าโครงการไม่ได้รับการคัดเลือก แต่อย่างไรก็ตาม สดช.สามารถส่งโครงการในอนาคตให้มีระยะเวลาให้เหมาะสมกว่านี้ การไม่บอกว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร สำหรับตนนั้น ไม่ใช่ประเด็น โดยในรายงานการประชุม มีการระบุเหตุผลชัดเจนว่า โครงการนี้ล่วงเลย TOR มาแล้ว ดังนั้น การทำงานในลักษณะข้อตกลงคุณธรรม ถือว่าผิดขั้นตอน การบอกว่าไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลอะไร แต่ปล่อยผ่านมาถึงจุดนี้ ในขณะที่ TOR ของหน่วยงาน ที่มีลายเซ็นครบ เขียนไว้ชัดเจน ตนคิดว่าไม่มีประเด็นอะไรที่จะมาสงสัย ว่าเขาไม่ได้ให้เหตุผล สำหรับตน มันคือคนละประเด็น

นางการดี กล่าวว่า หน่วยงานและคณะอนุกรรมการเรื่องความโปร่งใสทุจริต หรือ คปท.เป็นหน่วยที่ต้องไปร้องขอ ทำข้อตกลงคุณธรรม แต่หน่วยงาน สดช.มีหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ที่ตัวเองเขียนขึ้นมาเอง จึงเป็นเหตุให้ตนเรียกร้องให้ สตง.ตรวจสอบ และหากเห็นว่ามีมูลทุจริต ให้ส่งไปที่ ป.ป.ช.ต่อไป ที่ผ่านมา ตนเฝ้าถามหาตลอด ว่าโครงการใหญ่ โครงการซับซ้อนขนาดนี้ ทำไมไม่เอาผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสังเกตการณ์ หรือดูว่าสิ่งที่ทำนั้น ถูกต้องหรือไม่ เพราะเราเริ่มเห็นปัญหาตั้งแต่เห็น TOR ที่ซับซ้อนย้อนแย้ง หากตนเป็นคนตรวจรับงานนี้ต้องเสียวสันหลังแล้ว เพราะมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิคมาก เพราะเอกสารที่ส่งในชั้นกรรมาธิการ หรือส่งไปให้รัฐมนตรีโดยตรงในช่วงเดือน มิ.ย.และ ก.ค.ที่ผ่านมาก็พูดมาตลอด ย้ำว่า หากทำถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องมาวุ่นวายกันเรื่องนี้มากขนาดนี้ด้วยซ้ำ ส่วนจะเป็นเจตนาหมกเม็ดหรือไม่นั้น ตนไม่กล้ากล่าวหาในเจตนา แต่ตอนนี้ความผิดพลาด และกรรมที่เกิดขึ้นแล้วกับกฎที่ สดช. ได้เขียนเอง ทำเองทั้งหมด อนุมัติเองด้วย

“วันนี้อยากให้มีการชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น หากถามองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ลักษณะนี้แม้ว่าจะไม่ได้รับคัดเลือก แต่ไม่ได้หมายความว่า ความพยายามที่จะทำให้ความโปร่งใส มันจะหมดความรับผิดชอบไปจากผู้บริหาร และเมื่อไปรับทราบมาแล้วยังมีโครงการอื่นที่ไม่ได้รับคัดเลือก อาจจะเป็นเรื่องระยะเวลา หรืองบประมาณ แต่สุดท้ายแล้วหากเกิน 1,000 ล้านบาท บางโครงการก็ถือว่าไปเริ่มหาข้อตกลงคุณธรรมด้วยตัวเอง และกลับมาเริ่มกระบวนการใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับทราบจากผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย” นางการดี กล่าว

ปชป. เดินหน้า Smart Youth ต่อเนื่อง 2 วัน ดึง ‘กรณ์-รัดเกล้า’ ติวเข้มเยาวชนเสริมทักษะการเงิน-รู้ทันสแกมเมอร์

23 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

ปชป

วันที่ 21–22 กันยายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าจัดกิจกรรม “Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention” ต่อเนื่อง 2 วัน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงิน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยสแกมเมอร์และการหลอกลวงที่พัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี AI

กิจกรรมดังกล่าวมี นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่วมผลักดันโครงการ โดยมุ่งให้เยาวชนมีความรู้ตั้งแต่การวางแผนรายรับ–รายจ่าย การออม การลงทุน การประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลและรับมือกับกลโกงออนไลน์

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

โครงการมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเยาวชนที่มองเห็นถึงความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเดียวกัน และต้องการนำความกังวลดังกล่าวมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนด้วยกันเอง จึงเกิดการนำเรื่อง “การบริหารเงิน” มาผนวกเข้ากับ “การปกป้องเงิน” เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้

นายกรณ์กล่าวว่า ความรู้ทางการเงินควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะการรู้จักบริหารรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนทางการเงิน และการลงทุน พร้อมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางการเงินในอนาคต

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

ด้านนางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่มีส่วนร่วมตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การออกแบบกิจกรรม ไปจนถึงการลงมือทำเพื่อเยาวชนด้วยกันเอง

“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากทำกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การเข้าไปบอกว่าเยาวชนควรทำอะไร แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็นคนคิด เป็นคนลงมือทำ และนำปัญหาที่มองเห็นรอบตัวมาสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น พรรคอยากเป็น ‘ลมใต้ปีก’ ที่ช่วยเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อโอกาส เพื่อให้เยาวชนได้ปลดล็อกศักยภาพของตัวเอง หากเยาวชนคนไหนสนใจร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ขอให้คิดถึง Blue Academy ของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแค่ติดต่อเข้ามา เราพร้อมรับฟัง พร้อมสนับสนุน”

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

สำหรับเนื้อหาด้าน Financial Literacy ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ทั้งการจัดการรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนการเงิน และการลงทุน รวมถึงกิจกรรมจำลองการลงทุนและการจัดพอร์ต เพื่อให้เยาวชนได้ทดลองตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการบริหารเงินในชีวิตจริง โดยมี Future Innovative of Thailand (FIT) ร่วมพัฒนากิจกรรมจำลองดังกล่าว

ขณะที่ในส่วนของ AI Scam Prevention มีการให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และสถานการณ์จำลองที่มีความสมจริงมากขึ้น พร้อมฝึกทักษะการตรวจสอบข้อมูล การสังเกตความผิดปกติ และแนวทางรับมือเมื่อพบความเสี่ยง

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

กิจกรรมทั้งสองวันมีวิทยากรและผู้ร่วมขับเคลื่อนจากหลายภาคส่วน อาทิ พ.ต.ท.จิรวัฒน์ บุรีงาม จากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายศารทูล วุฒิศักดิ์ศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบัน Blue Academy นางพิมชนก เก่าเจริญ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และนางสาวภัทรวดี เรืองหนู ผู้ริเริ่มโครงการ AI Scammer Prevention เพื่อเยาวชน โดยเยาวชน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมที่ มจพ. ในวันที่ 22 กันยายน เป็นการต่อยอดจากกิจกรรมวันแรกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยพรรคประชาธิปัตย์มุ่งให้ “Smart Youth” เป็นพื้นที่ที่เยาวชนสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาคิดต่อยอดเป็นการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด “เยาวชนคิด เยาวชนทำ เพื่อเยาวชน” เพื่อสร้างทั้งทักษะทางการเงินและภูมิคุ้มกันต่อภัยรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเยาวชนมากขึ้น

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention
Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention
Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

รัฐบาล  สวน รักชนก ปม กยศ. ย้ำพร้อมเติมงบ–ช่วยคนไม่มีรายได้ แต่ผู้มีกำลังจ่ายต้องคืนเข้ากองทุน

23 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

รัฐบาลตอบ “รักชนก” ปม กยศ. ชี้เติมเงินอย่างเดียวไม่จบ หากเงินไม่หมุนกลับถึงรุ่นน้อง ย้ำพร้อมเติมงบ–ช่วยคนไม่มีรายได้ แต่ผู้มีกำลังจ่ายต้องคืนเงินเข้ากองทุน

วันที่ 23 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อมเผยแพร่ตารางประมาณการว่า เงินสดปลายปีงบประมาณ 2570 อาจติดลบ 7,037.35 ล้านบาท ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเกิดจากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอเพียงสาเหตุเดียว เพราะ กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน เงินที่ผู้กู้รุ่นก่อนชำระคืนจะถูกนำกลับไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้กู้รุ่นต่อไป

“หากจะใช้ตารางนี้วิจารณ์รัฐบาล ก็ต้องอ่านให้ครบทั้งตารางค่ะ ไม่ใช่อ่านเฉพาะบรรทัดงบประมาณ เพราะตัวเลขที่นำมาเผยแพร่เองชี้ว่า รายรับหลักของ กยศ. มาจากเงินที่ผู้กู้รุ่นก่อนชำระกลับเข้ากองทุน หากพูดเฉพาะว่ารัฐบาลเติมเงินเท่าไร แต่ไม่พูดถึงเงินที่ต้องหมุนกลับเข้ามา ก็เท่ากับมองปัญหาเพียงครึ่งเดียว” นางสาวลลิดากล่าว

จากตารางที่ น.ส.รักชนกเผยแพร่ ปีงบประมาณ 2570 คาดว่า กยศ. จะมีรายรับจากการชำระหนี้ 33,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 78 ของรายรับทั้งหมด 42,251.72 ล้านบาท ขณะที่เงินจากงบประมาณอยู่ที่ 9,000.37 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 21 และมีประมาณการรายจ่าย 49,507.32 ล้านบาท ทำให้เกิดส่วนขาดระหว่างปี 7,255.60 ล้านบาท ก่อนรวมเงินสดต้นปี และประมาณการเงินสดปลายปีติดลบ 7,037.35 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ตัวเลขติดลบ 7,037.35 ล้านบาทเป็น “ประมาณการ” ภายใต้สมมติฐานรายรับและรายจ่าย ไม่ใช่ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามยอดรับชำระหนี้และการเบิกจ่ายจริง จึงสะท้อนว่าการบริหารสภาพคล่องของ กยศ. ต้องพิจารณาทั้งด้านเงินสนับสนุนจากรัฐและประสิทธิภาพในการรับชำระเงินคืน

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2570 โดยข้อมูลของ กยศ. ในปี 2568 เคยประมาณการว่าจะรับชำระหนี้ 26,087.76 ล้านบาท ได้รับเงินจากรัฐบาล 4,572.98 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย 48,080.23 ล้านบาท ทำให้ประมาณการเงินสดปลายปีติดลบ 4,645.31 ล้านบาท และ กยศ. ต้องดำเนินทั้งมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้และขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมควบคู่กัน

“รัฐบาลเติมเงินได้และต้องเติมเมื่อจำเป็น เพื่อไม่ให้เด็กที่กำลังเรียนอยู่เสียโอกาส แต่ถ้าเงินที่ปล่อยกู้ออกไปไม่หมุนกลับเข้ากองทุนอย่างเพียงพอ แล้วต้องนำภาษีประชาชนมาเติมช่องว่างเดิมทุกปี ปัญหาก็จะกลับมาอีก การเพิ่มงบจึงช่วยแก้สภาพคล่องได้ แต่คำตอบระยะยาวคือต้องทำให้เงินของกองทุนหมุนกลับไปถึงเด็กรุ่นต่อไปด้วย” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดาย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เหมารวมว่าผู้ค้างชำระทุกคนจงใจหลีกเลี่ยงหนี้ โดยข้อมูลรายงานประจำปี 2567 ของ กยศ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ระบุว่า มีผู้ครบกำหนดชำระ 3,614,904 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ค้างชำระ 2,447,297 ราย และมีเงินต้นค้างชำระประมาณ 105,863.8 ล้านบาท ดังนั้น จำเป็นต้องแยกผู้ที่ยังไม่มีความสามารถชำระออกจากผู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่ชำระ

ผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ประสบปัญหาจนยังไม่มีความสามารถชำระ ต้องได้รับความช่วยเหลือ การผ่อนผัน หรือการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม ขณะที่ผู้มีงาน มีรายได้ และมีความสามารถชำระ แต่ไม่ชำระตามสัญญา ก็ควรเข้าสู่กระบวนการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพื่อให้เงินกลับเข้าสู่กองทุน

“เราไม่ควรไปรีดเงินจากคนที่ยังไม่มีรายได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้คนที่มีรายได้และมีกำลังจ่ายไม่ชำระ แล้วให้เด็กยากจนรุ่นต่อไปและผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระแทน วินัยการชำระหนี้ไม่ใช่เรื่องช่วยรัฐบาล แต่คือการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้อง” นางสาวลลิดากล่าว

สำหรับข้อกังวลเรื่องเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่าผู้ขอกู้ทุกคนต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทจึงจะกู้ได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ปีการศึกษา 2569 แบ่งผู้กู้ออกเป็นหลายลักษณะและหลายลำดับ โดยผู้กู้บางประเภทในสาขาที่เป็นความต้องการหลักหรือสาขาที่กองทุนมุ่งส่งเสริม ไม่ได้ใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขเดียวในการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรับฟังข้อกังวลว่า รายได้ครอบครัวเพียงตัวเลขเดียวอาจไม่สะท้อนภาระที่แท้จริงของแต่ละครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรหลายคนหรือมีค่าใช้จ่ายจำเป็นสูง และเห็นว่าการพิจารณาควรคำนึงถึงทั้งรายได้และภาระรายจ่ายตามสภาพความเป็นจริง

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบในการดูแลสภาพคล่องของ กยศ. และไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีสิทธิต้องเสียโอกาสทางการศึกษา โดยในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้เพิ่มเงินสนับสนุน กยศ. จากประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็นประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะที่ปีการศึกษา 2569 กยศ. วางกรอบวงเงินให้กู้กว่า 48,000 ล้านบาท รองรับนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 780,000 ราย

“เรื่องนี้ไม่ควรถูกทำให้เหลือเพียงคำถามว่า ‘รัฐบาลจะเติมเงินอีกเท่าไร’ แต่ต้องถามด้วยว่า เงินที่เติมเข้าไปจะหมุนกลับมาได้อย่างไร เพราะเป้าหมายที่แท้จริงมีสามเรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน คือ เด็กที่มีสิทธิต้องไม่หลุดจากระบบ คนที่ยังไม่มีความสามารถชำระต้องได้รับความช่วยเหลือ และคนที่มีกำลังชำระต้องคืนเงินเข้ากองทุน เพื่อให้เงินก้อนเดียวกันส่งต่อโอกาสทางการศึกษาไปถึงรุ่นน้องได้อย่างยั่งยืนค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

สภามีมติเห็นชอบ ร่าง กม.ล้มละลาย ฉบับกมธ.ร่วมแก้ไข

23 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

‘สภาฯ‘ ไฟเขียว ‘ร่างกม.ล้มละลาย’ ฉบับกมธ.ร่วมสส.-สว.แก้ไข ด้าน ’อภิสิทธิ์‘ บี้ ’รัฐบาล‘ ออกกฎหมายกลาง แก้ปัญหาลักลั่น ปม มาตรฐานลูกหนี้ล้มละลาย-รับราชการ หลังพบให้สิทธิเฉพาะลูกหนี้ล้มละลายเฉพาะผู้ได้อนุมัติแผนฟื้นฟู

วันที่ 23 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาฯ ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับ ที่กมธ.ร่วมกันได้พิจารณาแก้ไข พร้อมกับเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกมธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของ สส. ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนสนับสนุนให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบทางการเงินสามารถฟื้นฟูตนเองและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่ในรายละเอียดแล้ว ตนเห็นว่าในมาตราที่แก้ไข ว่าด้วยให้ลูกหนี้ล้มละลายที่เข้าสู่กระบวนการและได้รับการอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่ขาดคุณสมบัติในการรับราชการ แม้ต่อมาจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ก็ตาม โดยกรณีดังกล่าวอาจสร้างปัญหาและเกิดความลักลั่นในระบบราชการ เพราะเท่ากับให้สิทธิ์เฉพาะผู้ล้มละลายที่ได้รับอนุมัติแผนฟื้นฟูเท่านั้น แต่กลุ่มผู้ล้มละลายสุจริตในกรณีอื่นๆ หรือกรณีที่ศาลไม่อนุมัติแผน จะไม่ได้สิทธิ์ดังกล่าว ถือเป็นความลักลั่นและเลือกปฏิบัติ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นในเชิงหลักการ รัฐธรรมนูญและกฎหมายปัจจุบันยังคงจำกัดสิทธิ์ผู้ล้มละลายในบางตำแหน่งราชการ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับภาระหน้าที่และการดูแลทรัพย์สินของรัฐ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลต้องมีมาตรฐานกลาง เพื่อแก้ไขเรื่องคุณสมบัติผู้ล้มละลายรับราชการในภายหลัง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสับสนต่อการบังคับใช้กฎหมาย

“ผมมองว่ารัฐบาลควรตรากฎหมายกลางเป็นการเร่งด่วน โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องผลักดันการออกกฎหมายกลาง ความยาวเพียง 2–3 มาตรา เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายสิบฉบับพร้อมกัน ซึ่งจะครอบคลุมและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ล้มละลายโดยสุจริตทุกคนอย่างเท่าเทียม” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

รังสิมันต์ ห่วง ครม.ตั้ง ปิยะ นั่งธิบดีDSI เป็นการต่างตอบแทน หวั่น ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

23 กันยายน 2569 เวลา 13:41 น.

“รังสิมันต์” ห่วง ครม.ตั้ง “ปิยะ” นั่งธิบดีDSI เป็นการต่างตอบแทน หวั่น ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง-ช่วยอาชญากรรมตัวจริง มอง ใครช่วยระบอบน้ำเงินมักได้ดี

23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการให้ประโยชน์ต่างตอบแทน ว่า นั่นเป็นสิ่งที่ตนเป็นห่วงเช่นเดียวกัน และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะมีสถานการณ์คล้ายกันอีกหลายเรื่อง ดังนั้นตนเป็นห่วงจริง ๆ

“ว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ในเวลานี้ คือคนทำงานจะไม่ได้ดี ส่วนคนที่ช่วยเหลือระบอบน้ำเงิน ที่เรียกว่าทำให้บางคนรอดพ้นจากคุกไปได้อาจกลายเป็นคนที่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยในระบบราชการ” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ลองคิดดูในเรื่องการสอบท้องถิ่น วันนี้ถ้าเกิดอยากจะสอบท้องถิ่น เรียนจบและประสบความสำเร็จในการเรียน ไม่ได้หมายความว่าจะสอบได้ แต่ต้องมีเงิน มีเส้นสายด้วย และทุกวันนี้สิ่งที่เราเห็นคือคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนไม่รู้ว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนช่วยระบอบน้ำเงินมากน้อยแค่ไหน แต่ก็รู้ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 (คณะอนุฯ ชุดที่ 36) เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ และสวนกลับมติชุดที่คณะอนุฯ ชุดที่ 26 ตัวอธิบดีคนใหม่ก็มีส่วนในนั้น

“เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้คำถามคือ ตกลงแล้วถ้าอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในราชการ คือคุณต้องเอียงเข้าหาคนที่มีอำนาจ แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะพังทะลายเช่นนั้น ถ้าอยู่กันแบบนี้ผมก็อยากเชื้อเชิญพี่น้องข้าราชการทุกคน ว่าเราจะยอมให้ประเทศของเราเป็นแบบนี้จริงๆหรือ ผมคิดว่าการที่จะประสบความสำเร็จของราชการ มันควรที่จะเอาเรื่องของคุณงามความดีที่มีต่อแผ่นดิน และควรจะเอาเรื่องความสามารถเป็นหลักไม่ใช่หรือ “นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อยากชวนให้ทุกคนมองและส่งเสียงถึงเรื่องนี้ว่าเราจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านยินดีที่จะทำงานกับข้าราชการน้ำดีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครเรายินดีเปิดรับในเรื่องนี้ แต่เราต้องไม่จำยอมหรือจำยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติต่อไปไม่เช่นนั้นนึกไม่ออกว่าประเทศของเราจะมีความเจริญงอกงามได้อย่างไร

เมื่อถามว่า กังวลคดีอื่นๆที่อยู่ในมือของดีเอสไอหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ตอนนี้ตนไม่ค่อยมั่นใจว่าดีเอสไอมีบทบาทอย่างไรในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งการปราบปรามอาชญากรรมเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ควรทำว่ากันด้วยพยานหลักฐาน แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ดีเอสไอจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ด้วย 2 วัตถุประสงค์ 1.ช่วยอาชญากรตัวจริง 2.เป็นเครื่องมือทางการเมืองกับผู้ที่ต้องการทำให้บ้านเมืองนี้ เป็นของตัวเอง

ดร.ธนพร ชี้ปม กล้าธรรม เป็นปัญหาฝ่ายค้าน ไม่เกี่ยวรัฐบาล ย้ำเสถียรภาพพรรคร่วมฯยังแน่นปึ้ก

23 กันยายน 2569 เวลา 12:37 น.

“ธนพร” ชี้รัฐบาลเสถียรภาพแน่น ตัวเลขเศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องสร้างแรงกระเพื่อม

วันที่ 23 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์กระแสข่าวเกี่ยวกับสถานะของพรรคกล้าธรรม ภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาล และรัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นมาเพิ่มเสียงสนับสนุนในสภา

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า ต้องแยกสถานะของรัฐบาลและฝ่ายค้านออกจากกันให้ชัดเจน โดยรัฐบาลผสมจำเป็นต้องมีเอกภาพ เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันนโยบาย และผ่านกฎหมายสำคัญ ขณะที่ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง

ดังนั้น การที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมทำงานกับวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นปัญหาภายในของฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคกล้าธรรมย้ายเข้าร่วมรัฐบาล และไม่ใช่สัญญาณว่ารัฐบาลกำลังเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี

“สถานะของพรรคกล้าธรรมในวันนี้ยังเป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีตัวแทนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้านไม่เท่ากับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

รศ.ดร.ธนพร มองว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพทั้งในและนอกสภา โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานร่วมกันได้ดี และไม่ปรากฏความขัดแย้งเชิงนโยบายหรือการลงมติในกฎหมายสำคัญที่สะท้อนถึงรอยร้าว

ที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลสามารถสนับสนุนกฎหมายด้านการเงินและกฎหมายสำคัญด้วยคะแนนเสียงที่มั่นคง จึงยังไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้ต้องปรับ ครม. หรือเพิ่มพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล

“เมื่อเสียงรัฐบาลเพียงพอต่อการบริหารประเทศ และพรรคร่วมยังลงมติไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาพรรคอื่นมาเติมเสียง การปรับ ครม. ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเพียงเพราะฝ่ายค้านมีปัญหากันเอง” รศ.ดร.ธนพร ระบุ

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากรัฐบาลดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม อาจทำให้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 349 เสียง จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน ซึ่งแม้ดูเป็นความได้เปรียบในเชิงตัวเลข แต่อาจเปิดช่องให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการรวบอำนาจหรือ “เผด็จการรัฐสภา”

พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลต้องเสี่ยงสร้างเงื่อนไขทางการเมืองใหม่ ในเมื่อเสียงที่มีอยู่เพียงพอต่อการทำงานอยู่แล้ว อีกทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลต่างมีบทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต และย่อมตระหนักถึงผลเสียของการรวมเสียงจำนวนมากเกินความจำเป็น

รศ.ดร.ธนพร ยังกล่าวถึงมุมมองจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ซึ่งประเมินภาพรวมประเทศไทยในทิศทางมีเสถียรภาพ โดยมองว่าเป็นข้อมูลจากบุคคลที่สามซึ่งนักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ

การประเมินดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองภายในจะมีการวิพากษ์วิจารณ์และแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่ใช่ภาวะที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหรือความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลสั่นคลอน

นักลงทุนย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ได้พิจารณาจากความเห็นทางการเมืองเพียงด้านเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการรักษาความต่อเนื่องของรัฐบาล เพื่อให้การลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป
ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่รัฐบาล

รศ.ดร.ธนพร ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนปัญหาการบริหารความแตกต่างของแกนนำฝ่ายค้าน เพราะในช่วงที่รัฐบาลมีเสียงมั่นคง ประเทศยิ่งต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล

การผลักพรรคหนึ่งออกจากกลไกการทำงานร่วมกันจึงไม่ได้ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง แต่กลับทำให้ฝ่ายค้านมีเสียงลดลงและตรวจสอบรัฐบาลได้ยากขึ้น

“รัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสียงและไม่จำเป็นต้องหาเสียงมาเติมในเวลานี้ ส่วนพรรคกล้าธรรมก็ยังเป็นฝ่ายค้าน เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์ของฝ่ายค้านว่าจะบริหารความแตกต่างและฟื้นความเข้มแข็งกลับมาได้อย่างไร” รศ.ดร.ธนพร กล่าว.

ปชน.ปัดเสียมารยาท ปรับ กล้าธรรม พ้นฝ่ายค้าน ชี้ไม่ชัดเจน ร่วมซักฟอกหรือไม่

23 กันยายน 2569 เวลา 12:28 น.

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ปัดตอบเขี่ยปรับ ‘กล้าธรรม’ ออกจากเหตุประเคนเสียงใส่พานเสริมทัพรัฐบาลหรือไม่ โยนถาม ‘พรรคเขียว‘ เอง ยันไม่ได้เสียมารยาททางการเมือง เมินภาพ ‘ธรรมนัส’ ใส่นาฬิกาหวาน สลักชื่อ ‘อนุทิน’ ลั่นให้การทำงาน สส.เป็นตัวชี้วัด ด้าน ‘พริษฐ์’ แจงท่าที ’ยื่นซักฟอก‘ ไม่ชัดเจน จะโหวตวางใจหรือไม่

วันที่ 23 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคประชาชนปรับพรรคกล้าธรรม (กธ.) จากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ว่า การทำงานในระบบรัฐสภา ใครที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลย่อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทั้งหมด สิ่งที่เราคาดหวังคือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ จริงๆ เราอาจจะเห็นการออกมาแสดงความเห็นจากตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่า เราดำเนินการไปเลยโดยที่ไม่มีการพูดคุยกันมาก่อน ดูเหมือนเสียมารยาททางการเมือง ไม่ได้ให้เกียรติพรรคกล้าธรรมหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ในความจริงแล้วนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการอัปเดตกับพรรค และส่งกลับมาที่ตนโดยตลอด และก่อนที่นายพริษฐ์จะมีการโพสต์เฟซบุ๊กออกไป เราก็พยายามประสานไปยังพรรคกล้าธรรม

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนพรรคกล้าธรรมจะมีช่องว่างในการประสานงานอย่างไร ที่ทำให้เพื่อนสส. หลายคนอาจจะไม่สบายใจ อย่างนายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า รับสายจากเพื่อนสส.หลายคนว่า ไม่สบายใจ ตนก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าการ ประสานภายในพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไร แต่ยืนยันโดยหลักแบบนี้ว่า เราอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะฝ่ายค้านไม่ใช่รัฐบาล

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า หลังพรรคกล้าธรรมลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 ขัดต่อมติวิปฝ่ายค้าน ประกอบกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของพรรคกล้าธรรมที่จะร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ตนได้หารือกับตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไรดี และนำมาสู่ข้อสรุปการปรับสัดส่วนวิปฝ่ายค้าน

“ต้องย้ำว่าไม่ใช่ความขัดแย้งอะไรกัน เป็นการแยกกลไกการทำงานอย่างชัดเจน องค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน เช่น โควตากระทู้ถามสด เราก็มองว่า ควรถูกจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มีความประสงค์ จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่กลไกใดก็ตามที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของสส. เช่นสัดส่วนเวลาในการอภิปรายวาระต่างๆ การหารือปัญหาในพื้นที่ อย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของพรรคกล้าธรรมอยู่แล้ว ในฐานะพรรคการเมืองที่มีสส. ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมา 50 กว่าคน“ นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ต่อ หมุดหมายสำคัญคือ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะจัดทำญัตติให้เสร็จภายในเดือนนี้ และยื่นอภิปรายโดยไม่ชักช้า ซึ่งที่ผ่านมาพรรคกล้าธรรม ก็ให้ความร่วมมือประชุม และในการประชุมและประสานงานมาโดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการลงมติที่ขัดต่อมติฝ่ายค้าน ซึ่งเหตุผลที่บอกว่า อยากให้ประเทศมีงบประมาณ ตนคิดว่าไม่ได้สมเหตุสมผลทั้งหมด เพราะในมุมของฝ่ายค้าน อยากพรรคประชาชนที่ลงมติไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็นชอบที่ประเทศจะมีงบประมาณ แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ รวมไปถึงฝ่ายค้านก็พยายามมีมติรองรับ ความเห็นที่แตกต่างได้ โดยให้โหวตงดออกเสียง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่สองคือท่าทีความไม่ชัดเจน ว่าจะมีการร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ หรือแม้กระทั่งลงไปแล้ว จะมีมติอย่างไร เราใช้เกณฑ์นี้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ ไม่ได้เอาองค์ประกอบอื่น ที่เราก็รับรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น มาเป็นเกณฑ์หลัก พยายามจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก

เมื่อถามว่า แบบนี้จะไม่ใช่การถวายเสียง ประเคนใส่พานให้รัฐบาลหรือไม่ เพราะมีการวิจารณ์ว่าเหมือน MOA ภาคสอง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะดูว่าเสียงฝั่งไหนเพิ่มขึ้น ควรไปถามพรรคกล้าธรรมโดยตรงว่าจะเพิ่มเสียงให้ฝั่งไหน ตนคิดว่าปัจจัยสำคัญคือเรื่องการเคารพการทำงานของวิปฝ่ายค้านด้วยกัน โดยสาระสำคัญเป็นแบบที่นายพริษฐ์ได้กล่าวไป ทำให้เราต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เราพูดคุยกันมาตลอดว่าจะลงมติอย่างไรในร่างงบประมาณ แต่พอมาถึงหน้างานจริง กลับมีการอ้างว่ามีการพูดคุยกันในพรรคกล้าธรรม แล้วเปลี่ยนกันในวันนั้นเลย ตนคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง ในฐานะประธานซึ่งในฐานะประธานวิป และในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็จะทำงานลำบาก

เมื่อถามถึง กรณีนาฬิกาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมใส่ ซึ่งมีการสลักชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขออ้างอิงคำให้สัมภาษณ์นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่บอกว่าความสัมพันธ์โดยส่วนตัว ของ ร.อ.ธรรมนัส และนายอนุทิน ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เดินหน้าโดยดีมาโดยตลอด ความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ตนว่าวางไว้เรื่องนึง แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นอย่างไร การทำหน้าที่ในสภาตัวชี้วัดมากกว่าว่า คุณทำหน้าที่สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า ก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเติมเสียงรัฐบาล ต้นคิดว่าการอยู่หรือไม่อยู่ของพรรคกล้าธรรมในวิปฝ่ายค้าน สิ่งที่เราพยายามปรับองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน

แหกหน้า’ไอซ์’ไม่รู้เรื่องบัญชี บิดเรื่องรัฐตัดงบ กยศ. ทั้งที่จริงให้เพิ่มกว่าเดิมอื้อ!

23 กันยายน 2569 เวลา 12:11 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 จากรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปเพื่อตอบคำถาม ภูมิใจไทยให้งบประมาณกองทุน กยศ.เพิ่มขึ้นในปีหน้าจริงหรือไม่?

โดยในคลิปช่วงหนึ่ง ไอซ์ รักชนก พูดว่า ปีหน้า กยศ. จะขาดเงิน 7,000 ล้าน ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ว่า “ปี69 รัฐบาลให้งบกองทุน กยศ.แค่ 5,000 ล้านบาท แต่ปี 70 รัฐบาลให้ กยศ. 9,000ล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นตั้งเยอะ”

 ไอซ์ รักชนก  ยังพูดอีกว่า เพจจักรวาลด้อมส้ม V9 ก็เอาข้อมูลชุดเดียวกันมาประโคม และ ไอซ์ รักชนก ได้เปิดเอกสารให้ดูตัวเลข งบประมาณ กยศ. ในปี 69 ไม่ได้ 5,000 ล้านบาท แต่จริงๆแล้วได้ 5,100 ล้านบาท คือตัวเลขที่ถูกต้อง และยังมีงบกลางมาให้อีก มันต้องรวมกัน 5,100 ล้านบ้าน บวก 4,800 ล้านบาท รวมเป็น 9,900 ล้านบาท ดังนั้นที่บอกว่า ปี 70 ได้งบมากกว่าปีนี้ไม่เป็นความจริง นอกจากว่ารัฐบาลจะให้งบกลางมาเพิ่้มก่อนแล้วค่อยมาคุยว่าได้งบมากกว่าปีที่แล้ว

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม V9 ได้ออกมาตอบโต้ถึงเรื่องนี้ว่า #ทุกคนคะ ไอซ์กล่าวหาเพจ “ให้ข้อมูลไม่ครบ” ความจริงแล้ว “ไอซ์นั่นแหละที่ให้ข้อมูลไม่ครบ “

ไอซ์ส่งตารางงบ กยศ. ปี 69-70 มาโต้แย้งเพจ ปี 69 กยศ. ได้งบ 9,900 ล้านบาท ปี 70 ได้งบ 9,000 ล้านบาท มันเพิ่มยังไง
ตรงนี้ต้องอธิบายหลักการงบประมาณให้ชัดก่อนนะคะ

งบมี 2 ประเภทที่ทำงานคนละแบบ

1. งบ พ.ร.บ. ประจำปี จำนวนที่ตั้งไว้ล่วงหน้า รู้ตัวเลขแน่นอนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ

2. งบกลาง เงินสำรองที่จัดสรรเพิ่มเติมระหว่างปี ตามความจำเป็นที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้ตั้งไว้ล่วงหน้า และจะรู้ตัวเลขรวมทั้งปีก็ต่อเมื่อปิดปีงบประมาณแล้วเท่านั้น

หลักการบัญชี เทียบงบต้องเทียบ “หัวข้อเดียวกัน” ไม่ใช่เอาปีที่ปิดบัญชีแล้วไปเทียบกับปีที่ยังไม่ปิด

งบ พ.ร.บ. ปกติ ปี 69: 5,100 ล้าน → ปี 70: 9,000 ล้าน (เพิ่มขึ้นราว 76%)

นี่คือตัวเลขที่เปรียบเทียบกันได้ตรงไปตรงมา เพราะเป็นก้อนเดียวกัน รู้แน่นอนตั้งแต่ต้นปีทั้งคู่

ส่วนที่ไอซ์เอา ปี 69 (ปิดปีแล้ว รู้ตัวเลขงบกลางครบ 4,800 ล้าน) ไปเทียบกับ ปี 70 (ยังไม่เริ่มปีงบด้วยซ้ำ งบกลางยังเป็น “–”) คือการเอาปีที่ปิดบัญชีสมบูรณ์แล้ว ไปเทียบกับปีที่ยังไม่เกิดขึ้น

ซึ่งไม่มีนักบัญชีที่ไหนเขาทำกัน มันผิดหลักการ !!

รัฐบาล ก็ยืนยันในสภาแล้วว่า ถ้า กยศ. บริหารจัดการเต็มที่แล้วยังไม่พอ งบกลางยังพิจารณาอุดหนุนเพิ่มได้อีก ซึ่งเป็นกลไกปกติที่ใช้กับทุกปี ไม่ใช่แค่ปี 70

สรุปคือ ตัวเลข “เพิ่มขึ้นราว 76-80%” ที่เพจนำเสนอ เป็นการเทียบงบก้อนเดียวกันถูกต้องตามหลักบัญชีอยู่แล้วค่ะ

ส่วนตัวเลขงบกลางของปี 70 คงต้องรอตอนปิดปีงบเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ควรโฟกัสที่ต้องให้ความสำคัญจริงๆคือ

กยศ. จะบริหารจัดการเก็บหนี้จากผู้ผิดนัด 2.6 ล้านคนได้แค่ไหน

ถ้าเก็บหนี้ไม่พอ รัฐบาลจะดึงงบกลางมาโปะทันเวลาหรือไม่

เป็น สส. ต้องคุยด้วยข้อมูลและหลักการที่ถูกต้อง ไม่ใช่หยิบตัวเลขคนละหัวข้อมาเทียบกันแล้วสรุปเอาเอง
อย่าเล่นการเมืองด้วยการสร้างความหวาดกลัว ตื่นตระหนก เพราะเรื่องนี้มันคืออนาคตของเด็กจริงๆ ค่ะ

ปล. ช่วยกันแชร์ให้คนเห็นและเข้าใจด้วยค่ะ