18 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

คดีฮั้ว สว.จบยากแล้ว ดีเอสไอลับดาบสอง ลุยต่อแยกคดีอาญา และอั้งยี่-ฟอกเงินออกจากการเลือกตั้ง ไล่สอบเส้นเงินไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่โดนสั่งฟ้องศาลฎีกา เตรียมประชุมพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่นายกฯบอกคนเชื่อก็มีเยอะหลังสั่งไม่ฟ้อง “ไชยชนก” อ้างมีขบวนการจ้องทำลายพรรคอันดับหนึ่ง ส่วน “ธนพร” ชี้อย่าให้น้ำหนักเสียงข้างน้อย แฉปมขัดแย้งชิงประธานฯก่อนลงมติ ด้าน’โรม’โวยแหลกใครบังอาจตีตราสว.สีส้ม ลั่นอย่าใช้วิธีถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย ท้าแน่จริงเปิดชื่อ-หลักฐานใช้มาตรฐานเดียวกัน
จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.’67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าวระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
DSIยันเดินหน้าลุยคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน
ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วัน หรือไม่นั้นแหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญาโดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.
“เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และกกต.มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต.ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินสว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน”
ลุยเส้นเงินไม่จำกัด77รายที่กกต.ส่งฟ้อง
ทั้งนี้กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวนในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูกกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯคือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของกกต.ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย
วุฒิฯไม่เคยส่งเอกสารให้DSI-ปปง.
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่าสำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่แต่ปรากฏว่า กกต.มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของกกต.ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วยสว.ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินพบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิดสว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศจึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา
“แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงานปปง.แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี”
สวนกกต.ยันพยานหลักฐานให้ครบ
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเผยต่อว่ากรณีที่กกต.ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้วสว.ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้กกต.แต่ทาง กกต.มีมติไม่รับหลักฐานไว้มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงินสว.จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน
ยัน‘เอกราช’ให้ปากคำปกติ ไม่ถูกข่มขู่
โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใดกกต.จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราชได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกันคือคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้นและยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วยซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้นนายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯคณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลยแต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน
จ่อลุยเอาผิด‘เอกราช’ให้การเท็จ
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้นตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า“คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า“ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ”มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า“คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ”ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตราคือฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาลจะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า
ชี้หลักฐานชัดสาวถึงฝ่ายการเมือง
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต.ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของกกต.ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต.คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่า
จะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ
ชี้ไม่ควรให้น้ำหนักข้างน้อยกว่ามติ กกต.
ด้านรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีฮั้ว สว. นั้นว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต.โดยต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย
แฉ!ปมขัดแย้งชิงประธานกกต.ก่อนคดี
ทั้งนี้ก่อนการพิจารณาคดีเลือกสว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกกต.ฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้ เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวหรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วยข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชคไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกกต.เสียงข้างน้อยถูกบางฝ่ายนำไปขยายผลโจมตีมติขององค์กร
เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่าการใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่
‘โรม’ฉะเดือดอย่าตีตรา‘สว.สีส้ม’
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่โยงไป สว. สีส้มและพรรคประชาชน คณะก้าวหน้าว่า ไม่มี สว.คนไหนที่นิยามตัวเองว่าเป็นสว.สีส้ม แต่ความพยายามตีตราว่ามีสว.สีส้ม เกิดจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม ทำให้คนตรีตราในเรื่องว่าหากผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม เป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด
ลั่นปชน.ไม่ปกป้องย้ำปฏิบัติเดียวกัน
นายรังสิมันต์ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง หรือเรียกร้องในการเลือกปฏิบัติกับ สว. กลุ่มหนึ่ง หรือปฏิบัติแตกต่างกับสว.อีกกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือมาตรฐานเดียวกันหากมีพยานหลักฐานใดไม่ว่า สว ประชาชน-สว. กลุ่มอิสระ-สว. สีน้ำเงิน จะต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวย้ำว่าที่เรียก สว.สีส้มไปดูว่าใครเป็นคนนิยาม ว่าตนเองเป็น สว.สีส้มจริงๆ หรือไม่ แต่สว.สีน้ำเงินมีแน่
“พอเราไปดูในรายละเอียด ต้องแยกกันกระทำให้ชัดคำว่าโกง สว.มีหน้าตาอย่างไร หากมีประเภทจ้างให้คนมาสมัคร เพื่อที่จะพลีชีพโหวตให้กับตัวเอง มีการจ่ายเงินจ่ายทองกันมากมาย มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพวกนี้ต้องแยกให้ชัดสิ่งที่พยายามจะบอกว่ามี สว.อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเพื่อนหรือเกี่ยวข้องกับคุณ ต้องแยกกันให้ชัดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรถ้าข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้าอนุทินชอบพูดว่าอะไรนะปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ใช้หลักการนั้นสิ” นายรังสิมันต์ กล่าว
ท้ากกต.เปิดชื่อ-หลักฐาน ฟันยกแผง
นายรังสิมันต์ยังกล่าวอีกว่า ทางกกต.สามารถดำเนินการได้เต็มที่หากจะเปิดหลักฐานก็ยินดี ซึ่งสามารถเปิดชื่อได้เลยว่าเป็นนักการเมืองคนไหนของพรรคประชาชนไปเกี่ยวข้อง พรรคประชาชนยินดีให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกัน พรรคก็จะมีกระบวนการตรวจสอบภายใน แต่ตามที่ได้แจ้งไปคือตกลงการโกง สว. ต้องแยกระหว่างสว.ไปเข้าชื่อรวมกลุ่มกัน ทำเว็บไซต์ ผิดหรือไม่เอาให้ชัด แต่อีกอันนึงผิดแน่ๆเรื่องของการจ่ายเงินไปจ้างคนสมัครผิดประเภทซึ่งแตกต่างกัน ระหว่าง“โกง สว.กับ ประชาชนไปรวมกลุ่มกัน” พูดคุยแนะนำตัวแตกต่างกันมากตนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ว่าการที่ สว.สีส้มสู้ได้หรือไม่ได้ หากมีพฤติกรรมในการโกง สว. ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคใด หรือนิยามตัวเองเป็นสีอะไร ต้องจัดการทั้งหมดซึ่งกกต.จะต้องดำเนินการให้ชัด ไม่ใช่การถกเถียงว่าสว. นี้เป็นของใคร แต่ต้องรู้ว่ามีกระบวนการโกง สว.ใช่หรือไม่ซึ่งต้อง จัดการทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์เชื่อมถึงใครก็ต้องจัดการ
นายกฯมีคนเชื่อกกต.ไม่ส่งฟ้องฮั้วสว.
ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกา คดีฮั้วสว.แต่ยังมีคนบางส่วนไม่เชื่อว่าไม่มีคนในพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า
“คนเชื่อก็มี”เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาแถลงถึงเหตุผลในการเห็นด้วยกับการส่งฟ้องคนในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยตอบเพียงว่า มีประชุมต่อ และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
‘ไชยชนก’ชี้ปกติพรรคอันดับ1ตกเป็นเป้า
ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีสำนวนคดีฮั้วสว.อีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับ สว.สีส้ม และพรรคประชาชน มีความคาดหวังเรื่องนี้อย่างไรว่า ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ความจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเชื่อว่ามันจะปรากฏ และจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาชนและไอลอว์ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้
เห็นชัดมีขบวนการจ้องทำลาย‘ภท.’
เมื่อถามว่า จะฟ้องร้องแจ้งความกลับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่
เมื่อถามว่า คิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรคภูมิใจไทยจริงหรือไม่ นายไชยชนก ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” ก่อนจะกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้น ไม่กังวล
ยังไม่คุย‘เนวิน-นายกฯ’หลังกกต.มีมติ
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่าไม่ได้คุย แม้แต่นายกรัฐมนตรีตนก็ไม่ได้คุย และตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่า มีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้ รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติ ที่กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ตนและนายกฯ ก็ได้ออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือกสว.เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผย ออกมาก็จะเห็นได้ว่า ตนไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้น จะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร
เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าอยากให้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาหรือไม่ เพราะสังคมยังกังขาเรื่องดังกล่าว นายไชยชนกกล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะเรื่องนี้มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ