พรรคประชาชน จ่อยื่น ป.ป.ช. ฟัน 7 กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โยงเอื้อ ‘คดีฮั้ว สว.’ 

23 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

‘เท้ง’ เฟิร์มยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบเอาผิด ‘7 กกต.’ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โยงเอื้อ ‘คดีฮั้ว สว.’ เมินหลักฐาน เอื้อประโยชน์ ‘นักการเมือง’ ด้าน ‘พริษฐ์’ ปลุกจับตาตั้ง ‘ปิยะ’ นั่ง ‘อธิบดีดีเอสไอ’ เป่าตกประเด็นอั้งยี่ ซ่องโจร มีประวัติเป็น ‘อนุฯชุด 36’ หวั่นฟอกขาวทั้งก๊วนแก๊ง สวนทางข้อกฎหมาย -หลักฐาน

วันที่ 23 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 25 ก.ย.นี้

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนเห็นว่า มติของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234 , พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้นตนจะยื่นต่อ ป.ป.ช. ในสองกลุ่มสำคัญ 1. มติของ กกต.วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกกต.พยายามแถลงพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องเห็นอยู่ว่ามีการทำเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ทั้งกกต. ยังเพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่ง ขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่ง กกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่ กกต. กลับละเลย รวมถึงกกต. อ้างการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดี เพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 2. การดำเนินการของ กกต.ก่อนการลงมติ มีข้อพิรุธที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ โดยเห็นว่า กกต. จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกง สว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยและการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้นคือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสาระสำคัญคือ ป.ป.ช. ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนินเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากมองภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อก็จะเห็นช้างทั้งตัว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ

เมื่อถามว่า ช่องทางการร้องนี้จะล้อไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราก็ดำเนินการแยกส่วนกัน จริงๆ มีอีกหนึ่งช่องทางที่ตนอยากแนะนำ หรือว่าสนับสนุนคนที่เป็นผู้เสียหาย ก็คือเป็นผู้สมัคร หรือว่าเป็น สว. สำรอง ในการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนตนหรือภาคประชาชนใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไป

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหลายคนมองว่าตั้งมาเพื่อดูเรื่องคดีฮั้ว สว. หรือไม่ ด้ายนายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช. นั้น เราร้อง กกต. ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพราะประการแรก เราไม่ทราบว่า กกต. คนไหนลงมติอย่างไร มีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้อง กกต. ทั้ง 7 คน ส่วนใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช. ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ประการที่สอง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะตนเข้าใจว่าอย่าง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฐานความผิดที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการ แต่ครอบคลุมอนุกรรมการด้วย และเราก็ทราบดีว่าในอนุฯ ชุดที่ 36 โดยเสียงข้างมาก ซึ่งคาดกันว่าเป็นมติ 5 ต่อ 2 ลงความเห็นว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่ง 1 ใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากก็คือ ร.ต.อ. ปิยะ ซึ่งเรามองว่า การเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นต่อกรณีของ ร.ต.อ. ปิยะ ที่ ครม. มีมติแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีดีเอสไออย่างเป็นทางการนั้น ต้องบอกว่าช่วงเวลานี้หลัง กกต. มีมติส่งเรื่องผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล จำนวน 77 คน แม้จะน้อยกว่าจำนวนที่เราคิดว่าควรจะเป็น แต่สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อคือทางดีเอสไอต้องตรวจสอบในส่วนของตัวเองต่อไป ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการสืบสวน และให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน เมื่อปลายปีที่แล้วก่อนอัยการจะตีกลับ เนื่องจากเห็นว่าการกระทำผิดทำเป็นกระบวนการ จึงไม่ควรสั่งฟ้องแค่ 8 คน ควรสอบสวนเพิ่มเติม แต่ดีเอสไอระบุว่าจะต้องรอมติ กกต. ก่อนว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่ง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยสั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีส่วนสำคัญมาก ในการสอบสวนอย่างเข้มข้น อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพื่อขยายผลนำตัวผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย

“ดังนั้นการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ. ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของดีเอสไอเป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบต่อไป และขอเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า พฤติการณ์นี้มองว่าเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของ ร.ต.อ. ปิยะ คือหนึ่งในอนุกรรมการเสียงข้างมากที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากว่าการเลือก สว. ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว จริงๆ ยังเป็นการขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะอนุสอบสวนชุดที่ 26 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ และขัดแย้งแม้กระทั่งความเห็นของ กกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน

เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรกับขณะนี้ที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะมาเป่าตกคดีฮั้ว สว. ในประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร นายพริษฐ์ กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด เพราะหลัง กกต. มีมติแล้ว ดีเอสไอก็ต้องสอบสวนต่อ ยิ่งมติของ กกต. ยืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทางดีเอสไอก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ ทั้งนี้ในการประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อเชิญผู้แทน กกต. ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม เราตั้งใจว่าจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแน่นอน ไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลในคดีดังกล่าว

ทรงศักดิ์ โยนถาม ‘ธรรมนัส’ สวมนาฬิกาสลักชื่อ ‘อนุทิน’ สื่ออะไร

23 กันยายน 2569 เวลา 10:50 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย เตรียมดึงพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลว่า เป็นเพียงข่าว วันนี้ตนต้องดูข่าวจากสื่อเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องข้อเท็จจริงในการหารือกันตนยังไม่ได้ยินเลย ซึ่งทุกวันนี้นักข่าวได้ข้อมูลมา ตนไม่ทราบว่าเป็นการบูรณาการความคิดเองหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีล่าสุดมีภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมนาฬิกาสลักชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ในทางการเมือง นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมรัฐบาล ถือเป็นเรื่องปกติ ตนเองเป็นผู้แทนหลายสมัย เห็นว่าเป็นปกติธรรมดา ไม่ต้องไปคิดมาก เพราะรัฐบาลพยายามสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับรัฐบาล พร้อมกำหนดนโยบายที่เกิดผลสูงสุดกับประเทศชาติ

เมื่อถามย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส สวมนาฬิกาเหมือนนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ต้องถาม ร.อ.ธรรมนัส

เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการปรับ ครม. นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องถามนายกฯ

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ผุดไอเดียขอศาลออกหมายเรียก ‘อนุทิน’ มาเบิกความเอง คดีฟ้องหมิ่นประมาท

23 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

ยิ่งชีพ iLaw

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล มอบอำนาจให้ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยื่นฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ต่อศาลอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีแถลงพาดพิงอ้างมีหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลใน ครม. 9 คน คดีฮั้ว สว. ไปนั้น

ล่าสุดวันนี้ 23 กันยายน 2569 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ผมกำลังมีไอเดียว่า คดีที่ท่านนายกรัฐมนตรียื่นฟ้องผมต่อศาลอาญา ฐานหมิ่นประมาทนั้น

ถ้าหากท่านนายกรัฐมนตรีมาเบิกความด้วยตัวเอง ผมคงถาม 3-4 คำถาม จบ ศาลก็ยกฟ้องง่ายๆ แต่ถ้าท่านไม่ยอมมาเบิกความด้วยตัวเอง แต่มอบหมายตัวแทนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว และไม่รู้เหตุการณ์จริงมาเบิกความ ตอบไม่รู้ๆๆๆๆ มันไม่มีประโยชน์ต่อคดี

ในฐานะจำเลยผมน่าจะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความในชั้นศาลได้ ตามหลักกฎหมายแล้วผมสามารถขอให้ศาลออกหมายเรียกใครก็ตามที่รู้เห็นข้อเท็จจริงในคดีมาเบิกความต่อศาลได้ ถ้าศาลออกหมายเรียกแล้ว พยานได้รับหมายเรียกแล้ว พยานไม่ยอมมาศาล ก็จะมีความผิด

คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ดีที่สุดก็คือ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นั่นเอง

ก็คงต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกท่านนี้มาศาลเองเสียเลย

โดยปกติแล้วการต่อสู้คดีแบบนี้เค้าไม่ทำกัน เพราะถ้าขอให้ศาลเรียกเอาพยานที่อยากให้เราแพ้คดีมาเบิกความเป็นพยานฝ่ายเรา เดี๋ยวมาโกหก เบิกความไม่ดีเราติดคุกจะไม่คุ้ม แต่เนื่องจากคดีนี้มูลเหตุที่มามันไม่มีอะไรใกล้ความผิดเลยตั้งแต่แรก พยานจะมาเบิกความยังไงผมก็ไม่อาจจะผิดได้ ไอเดียนี้จึงเห็นว่า น่าสนใจดี

โดยหลักกฏหมายแล้วศาลควรจะไม่รับฟ้องคดีนี้ตั้งแต่แรก เพราะเป็นการใช้สิทธิ์โดยสุจริตเพื่อตรวจสอบการทุจริตในบ้านเมือง

แต่ถ้าศาลรับฟ้องขึ้นมาการขอให้ออกหมายเรียกพยานจำเลยที่รู้เห็นเหตุการณ์ในคดีมาสักคนหนึ่ง ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่อะไร หวังว่าจะได้พบกันที่ศาลอาญานะครับท่านนายกรัฐมนตรี “

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

โพสต์ของนาย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“Is he (Mr. Prime Minister) a gentleman? I don’t think so.”

“สุดยอดใอเดียค่ะ ถ่ายทอดสดด้วยได้มั๋ยอยากเห็นหนูขึ้นศาลค่ะ Love iLaw”

“อาจจบแค่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ได้ คดีแบบนี้ เค้าเรียกคดีรกศาล”

“เป็นไอเดียที่แหลมคมสุดยอดมากๆครับ”

“น่าจะไม่ว่างนะ ซ้อมร้องเพลงอยู่ ต้องไปร้องอีกหลายที่ “

“ชอบความฉลาดและความกล้าหาญของคุณ”

“ขนาดไปสภายังไม่ไปเลยครับ “

“ถ้านายกเป็นลูกผู้ชายจริง เค้าต้องมา!!!”

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึก ฮั้ว สว. คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ? กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมาย กกต.

23 กันยายน 2569 เวลา 09:48 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ในหัวข้อ “เจาะลึก “ฮั้ว สว.”: คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ? กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมาย กกต.”

ประเด็น “ฮั้วเลือก สว.” กำลังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากมีหลักฐานอันควเชื่อได้ว่า มีขบวนการทำให้การเลือก สว. มิได้เป็นไปโยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลฎีกา หรือสามารถยกระดับขึ้นเป็น “ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” จนอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้

เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นนี้ออกจากกันให้ชัด

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 107 กับ “การลงคะแนนลับ”

รัฐธรรมนูญมาตรา 107 วางโครงสร้างการได้มาซึ่ง สว. และมอบรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเลือกให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แต่ มาตรา 107 มิได้บัญญัติหลัก “การลงคะแนนโดยลับ” ไว้โดยตรง

หลักการลงคะแนนลับปรากฏอยู่ใน มาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาใช้วิธีลงคะแนนลับตามวิธีการที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด

ดังนั้น หากพบว่ามีการฮั้วการเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการเกือบทั่วประเทศหรือไม่ อันเป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเลือก สว. โดยตรง ไม่ใช่ปัญหารัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ

2. “ผิด พ.ร.ป. สว.” ไม่ได้แปลว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยอัตโนมัติ

การจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมี ฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญ รองรับ การกล่าวว่า “การฮั้วลงคะแนนขัดหลักการลงคะแนนลับ” จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติที่กำหนดเรื่องการลงคะแนนโดยลับ คือมาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. สว.

คำถามจึงควรเป็นว่า

มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใดที่ถูกละเมิดโดยตรง และบทบัญญัตินั้นให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยในกรณีนี้หรือไม่?

ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ การนำปัญหาการฮั้วซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและการใช้บังคับ พ.ร.ป. สว. ไปเป็นคดีรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นการขยายเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด

3. แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเป็น “ประตู” ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่?

ประเด็นนี้ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน มาตรา 37(4) แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 กำหนดว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ห้ามรับเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น หรือที่องค์กรอิสระอื่นรับไว้ดำเนินการแล้ว

แม้กฎหมายจะไม่ตัดอำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินในการขอทราบผลการพิจารณาขององค์กรอิสระนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่เป็น “องค์กรอุทธรณ์” เหนือ กกต. ได้

เรื่องการทุจริตหรือฮั้วในการเลือก สว. เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจโดยตรง

ดังนั้น หาก กกต.มีคำวินิจฉัยยุติเรื่องแล้ว จะไม่สามารถสรุปง่าย ๆ ว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นกระบวนการสามารถร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกผู้ตรวจการแผ่นดิน ตาม พรป. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2561

4. แตกต่างจากกรณี Barcode/QR Code ในการเลือกตั้ง สส.

ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน กรณี Barcode หรือ QR Code ของบัตรเลือกตั้ง สส. มีการตั้งคำถามในระดับว่า ระบบหรือวิธีการจัดการเลือกตั้งอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยตรงหรือไม่

จึงเป็นการตั้งคำถามในลักษณะ “การจัดการเลือกตั้งของรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่?”

ขณะที่ “ฮั้ว สว.” เป็นโจทย์อีกแบบหนึ่ง คือ “เลือก สว.” เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือไม่?”
สองเรื่องนี้จึงไม่ควรนำมาเทียบกัน

กรณีหนึ่งตั้งคำถามถึง ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระบบหรือการจัดการเลือกตั้ง อีกกรณีหนึ่งตั้งคำถามถึง พฤติการณ์ของบุคคลและการใช้บังคับ พ.ร.ป. สว.

5. แล้วใครมีหน้าที่ตรวจสอบกรณี “ฮั้ว สว.”?

รัฐธรรมนูญได้ออกแบบกลไกไว้แล้ว เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดทุจริตในการเลือก หรือมีพฤติการณ์ทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.มีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา

กกต.มีหน้าที่คัดกรองพยานหลักฐาน ส่วนศาลฎีกามีหน้าที่พิจารณาคดีตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

คำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ก็ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับการพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัย หากกฎหมายกำหนดให้ กกต.ส่งเรื่องเมื่อถึงเกณฑ์ดังกล่าว ก็ไม่ควรนำมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดทางอาญามาใช้แทน

6. คำถามที่สำคัญอีกคำถามหนึ่งคือ “มีกระบวนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. หรือไม่ เพียงใด?”

โดยที่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4 (2) ไม่ให้นำ พ.ร.บ. นี้ไปใช้บังคับแก่องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ และรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีบทบัญญัติให้มีกระบวนอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ไว้

ส่วน พรป. สว มาตรา 44 บัญญัติให้มีการคัดค้านคำสั่งของ กกต., ผู้อำนวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้สมัครในระดับอำเภอ หรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาภายใน 3 วันนับแต่วันที่มีการออกคำสั่ง ศาลฎีกาต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่า 1 วัน เมื่อถึงวันเลือก ถ้าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัย ก็ให้ดำเนินการเลือกต่อไป ส่วนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ออกมาภายหลังไม่มีผลกระทบต่อการเลือกที่ดำเนินการไปแล้ว (มาตรา 22 วรรคสอง)

ฝากความหวังให้ศาลฎีกาพิจารณาคลี่คลายปัญหานี้เมื่อต้องเผชิญในอนาคต

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

23/9/69

ไทยพร้อมรับการลงทุน! นายกฯพบ 3 สถาบันการเงิน-กองทุนชั้นนำอเมริกา

23 กันยายน 2569 เวลา 09:33 น.

ไทยพร้อมรับการลงทุน ! นายกฯ พบ 3 สถาบันการเงิน/กองทุนชั้นนำอเมริกา- BofA – Microsoft- PIMCO มองหา พาร์ทเนอร์ ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีอนาคคตและความยั่งยืน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ ชั้น 29 อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับผู้บริหารระดับสูง 3 สถาบันหารเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา Bank of America Microsoft PIMCO นักลงทุน สถาบันการลงทุน สหรัฐอเมริกาตอบรับการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวในประเทศไทย มากกว่าเพียงนำเงินมาลงทุน โดยจะเน้นเทคโนโลยีแห่งอนาคคต และความยั่งยืน

ในการหารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารสถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวเห็นว่า สถาบันการเงินระดับโลกมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทย

ประธานกรรมการธุรกิจต่างประเทศ (Bank of America President of International) ชื่นชมนโยบายรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลกในอนาคต ทั้งการส่งเสริม AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งจะเดินทางเยือนไทย เพี่อเข้าร่วมการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ที่ประเทศไทยในเดือนหน้านี้ด้วย

ขณะที่ การพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท Microsoft ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค นายกรัฐมนตรียังขอบคุณ Microsoft ที่มีส่วนสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนการหารือกับ ผู้บริหาร PIMCO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อมูลและมุมมองจากนักลงทุนระดับโลกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานโยบายและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในการหารือพูดคุยของนายกรัฐมนตรีกับ 3 สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐ ฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ สร้างโอกาสให้เงินทุนคุณภาพเข้ามามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่เพียงเงินทุนที่นำเข้ามา แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ ที่จะร่วมกันสร้าง เศรษฐกิจแห่งอนาคต

นายกฯขอใช้เวทีประชุม UNGA ทำให้ประเทศไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก

23 กันยายน 2569 เวลา 08:55 น.

นายกฯขอใช้เวทีประชุม UNGA ทำให้ประเทศไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก เคียงข้างกับผู้นำประเทศต่างๆ

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 11.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมการเปิดอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระยะเวลา 3 วันที่อยู่นครนิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับ ผู้นําประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจและนักลงทุนต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น แม้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การมาสร้างความเชื่อมั่น ก็จะเน้นประเด็นความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในวันที่ 24 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอ อนาคตของประเทศไทย
การเป็นศูนย์กลางการค้าการเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และปรับตัวพร้อมรับกติกาโลกใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไทยมีความพร้อม ตลอดจนมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( OECD ) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติ ช่วยส่งเสริมประเทศไทย ในการร่วมมือกับนานาประเทศ ในสถานที่ไทยไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ จับตา ศึกใหญ่มาแน่ สหรัฐ-อิหร่าน ขยายขอบเขต ตั้งคำถาม ลุงปู ลุงสี อาคิม จะว่ายังไง

23 กันยายน 2569 เวลา 07:35 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Nantiwat Samart” ระบุว่า

ขยายขอบเขตสงคราม
นึกว่าจะยอมยุติการสู้รบเจรจากัน
หาเป็นเช่นนั้นไม่
เล็กๆไม่​ ใหญ่ๆทำ

ปิดช่องแคบฮอร์มุชมันยังน้อยไป
ต้องปิดน่านฟ้าด้วย​ มันถึงจะเบ็ดเสร็จ

นั่นคือแนวคิดท่านผู้นำทรัมป์

อเมริกาสั่งแบนสายการบินอิหร่านทั่วโลก
ให้สนามบินทั่วโลกแบนสายการบินอิหร่าน
ไมให้ลงจอด​

กะทุบเอาให้ตาย​ ไม่ต้องติดต่อใคร
ชาติใดฝ่าฝืนอาจถูกมาตรการลงโทษ
หนักสุด​ สายการบินและสนามบินนั้นๆ
อาจถูกแบนด้วย

อิหร่านจะยอมสยบให้ง่ายๆหรือ
ไม่ใช่อิหร่านอย่างแน่นอน

ไม่ต้องรอนาน​ อิหร่านประกาศตอบโต้
ตาต่อตา​ ฟันต่อฟัน​ แบนมาแบนกลับ
มาตรการที่อิหร่านอาจจะทำได้ทันที
ปิดด่านฟ้าอิหร่าน

ไม่ให้เครื่องบินชาติที่ร่วมมือกับอเมริกันบินผ่าน
ถือว่าเป็นชาติปฏิปักษ์กับอิหร่าน

ขั้นรุนแรง คือ​ ปิดน่านฟ้าตลอดอ่าวอาหรับ
ทำลายทุกสนามบินพาณิชย์

ปิดกั้นข่องแคบฮอร์มุช​ ซึ่งปิดอยู่แล้ว
เอาให้หนักขึ้น​ เรือทุกลำต้องจ่ายค่าผ่าน
ฟัดให้จมเขี้ยว​ โดยเฉพาะเรือปฏิปักษ์

การโจมตีผลประโยชน์อเมริกันและกลุ่ม
ไม่จำกัดบริเวณ​ ทั้งในอ่าวและนอกอ่าว
ใครจะ​ ฉห. มากกว่ากัน​ ชั้นนี้ยังตอบไม่ได้
ถ้าไม่ลดราวาศอก​ ถึงขั้นอัปปางตายหมู่

งานนี้​ ลุงปู ลุงสี อาคิม จะว่ายังไง
นั่งดูตาปริบๆ​ มองเพื่อนถูกบีบ.. หน้าเขียว
หรือ จะโดดมาร่วมวงไพบูลย์
คนอื่นจะเดือดร้อนไปทั่ว

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว ต่ออีก2เดือน เติมให้คนละหนึ่งพัน

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว ต่ออีก2เดือน เติมให้คนละหนึ่งพัน กดรับสิทธิ1-15ตุลาฯ

ครม.อนุมัติต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส คนละ 1,000 บาท ออกไปอีก 2 เดือน กดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯเป๋าตัง 1-15 ตุลาคมนี้ ส่วนบัตรคนจนเติมเงิน คนละ1,000บาท ในเดือนตุลาคมพร้อมไฟเขียวคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.ช่วยให้ไม่กระทบการเรียน ขณะที่ภารกิจนายกฯวันแรกที่นครนิวยอร์ก เช้าร่วมเปิดอภิปรายทั่วไปUNGA81 บ่ายคุยกับสถาบันการเงิน กองทุนและบิ๊กเทครายใหญ่มุ่งสร้างความมั่นใจการลงทุนในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) และ 2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) 2 เดือน เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จะมุ่งเน้นการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)

แจงเงื่อนไขการต่ออายุ

เงื่อนไขต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 (เพิ่มเติม) เฟส21.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติมเงินให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569จำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700บาทต่อคนต่อเดือน)ได้รับสิทธิรับเงิน ในเดือนตุลาคม 2569 เพียง 1 เดือน

2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)วงเงินไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนใช้ได้ 2 เดือน ระหว่างเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 (2 เดือน)ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

กดยืนยันสิทธิ1-15ตุลาคม

วิธีการกดยืนยันสิทธิไทยช่วยไทยพลัส รอบใหม่ประชาชนกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569

ผู้ประกอบการร้านค้ากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569

ทั้งนี้ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ส่วนประชาชนใช้จ่ายในส่วน 40% เหมือนเดิม

ผู้ใช้สิทธิรอบนี้รวมทั้งหมด47ล้านคน

นายเอกนิติ ระบุว่า จากวงเงิน พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เหลือวงเงิน 44,000 ล้านบาท โดยในรอบนี้เพิ่มเติมให้คนละ 1,000 บาท รวมทั้งสิ้น 47 ล้านคน ใช้วงเงินจากงบเงินกู้ 43,000 ล้านบาทเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,000 บาท จากปกติ 300 บาทต่อเดือน เพิ่มอีก 700 บาท ในเดือนตุลาคม 2569ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพิ่มเติมอีก คนละ 1,000 บาท ใช้นาน 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569

สำหรับผู้ได้รับสิทธิในรอบนี้รวมทั้งหมด 47 ล้านคน แบ่งเป็น1.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ผ่านสิทธิ และเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 14.5 ล้านคน2.ผู้มีสิทธิไทยช่วยไทยพลัสรอบใหม่นี้มีทั้งหมด 32.5 ล้านคน จากรอบแรกได้รับสิทธิ 26 ล้านคน ต่อมาได้ถูกย้ายไปบัตรคนจน 1 ล้านคน และมีกลุ่มคนตกหล่น 7.5 ล้านคน เข้ามาเพิ่มเติมจากการเติมเงินไทยช่วยไทยพลัสในรอบนี้ จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.1-0.2% ซึ่งเป็นในส่วนของการกระตุ้นฝั่งรัฐบาล และเป็นส่วนหนึ่งช่วยแก้เงินเฟ้อ แต่กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานดูแลได้ตรงจุดที่สุด โดยในมาตรการนี้จะเน้นในการดูแลค่าครองชีพเป็นหลัก โดยมั่นใจจีดีพีทั้งปีนี้ จะได้ 2.5% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกด้วย

คืนสิทธินร.-นศ.อาชีวะ-สกร.

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคืนสิทธิให้แก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และผู้เรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์เดิม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการพยามยามเร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เรียน เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียน และนักศึกษาบางส่วนต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือรักษาสิทธิด้านสวัสดิการของรัฐ

“ผมดีใจที่วันนี้เราสามารถนำข่าวดีมาบอกกับนักเรียน และผู้เรียน สกร.ได้ว่า ครม.เห็นชอบแนวทางคืนสิทธิให้กับพวกเขาแล้ว เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเลือกระหว่างอนาคตทางการศึกษาของตัวเองกับสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เราอยากเห็นเด็กทุกคนได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนแล้วสิทธิที่ครอบครัวพึ่งพาอยู่จะหายไป เพราะหน้าที่ของรัฐคือการสร้างโอกาส ไม่ใช่ทำให้เด็กต้องเลือกว่าจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง”นายอัครนันท์ กล่าว

ช่วยเด็กกลับสู่ระบบได้อีกครั้ง

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องหยุดเรียนจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการลดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้เด็กมีโอกาสกลับมาเรียนต่อและเดินหน้าสร้างอนาคตของตัวเองได้เราไม่อยากให้มีเด็กคนไหนต้องหลุดออกจากระบบเพียงเพราะครอบครัวมีภาระหรือกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย วันนี้เมื่อมีแนวทางที่ช่วยลดภาระได้ ก็อยากให้เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วกลับมาเรียนอีกครั้ง เพราะโอกาสทางการศึกษาไม่ควรหมดไปเพียงเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

นายกฯร่วมเปิดอภิปรายUNGA81

เมื่อวันที่ 22กันยายน2569 เวลา 08.30น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชม. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจวันแรกของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly : UNGA81)

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของ UNGA81 ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ โดยมีประธานสมัชชาสหประชาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ ตลอดจนประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาล และผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ รวมทั้ง นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ การอภิปรายทั่วไปถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกใช้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์และความท้าทายระหว่างประเทศโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนางรีเบกา กรินสแปน(Mrs.RebecaGrynspan) ผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากสาธารณรัฐคอสตาริกา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นระหว่างประเทศและความร่วมมือในกรอบพหุภาคี

พบสถาบันการเงิน กองทุนรายใหญ่

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะหารือกับสถาบันการเงินและกองทุนการเงิน จัดโดย Bank of America และพบผู้บริหาร Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมทั้งหารือกับบริษัท Microsoft ณ อาคาร Bank of America Tower นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้นำเสนอศักยภาพ จุดแข็งและโอกาสของประเทศไทยต่อนักลงทุนและบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Reception) และงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลที่เข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ โรงแรม Lotte New York Palace

“การเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ถือเป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านจะนำเสนอจุดแข็งและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย โดยไม่ว่าสถานการณ์โลกจะมีความผันผวนอย่างไร นานาประเทศก็จะสามารถมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทย”โฆษกรัฐบาลกล่าว

พรรคฝ่ายค้านระส่ำ ขับกล้าธรรม แหกมติหนุนงบฯ70

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

พรรคฝ่ายค้านระส่ำ ขับกล้าธรรม แหกมติหนุนงบฯ70 ไม่ร่วมยื่นญัตติซักฟอกรบ. ภูมิใจไทยอ้างไร้สัญญาณ ดึง‘สีเขียว’เสียบรัฐบาล

“ไอติม พริษฐ์”ปธ.วิปฯขับ“กล้าธรรม”พ้นวิปฝ่ายค้าน อ้างปมแหกมติโหวตงบฯ’70-ไม่ร่วมยื่นญัตติซักฟอกเคลียร์ทาง 5 พรรคร่วมซักฟอก“อนุทิน”ด้าน“สาทิตย์”ลั่นปชป.พร้อม 100% คาดสัปดาห์หน้าเห็นร่างญัตติซักฟอก เตรียมผงซักฟอกคุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่ขย่มรัฐบาลขณะ “กล้าธรรม”ย้ำจุดยืน ยึดผลประโยชน์ ปชช.เป็นหลักเมินถูกขับพ้นวิปฝ่ายค้าน “อรรถกร”ยันยังทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน “ปิยวัฒน์” ประกาศ!“กล้าธรรม”ค้านแบบมีศักดิ์ศรี ไม่เล่นเกมการเมือง เอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นตัวตั้ง ลั่น“อย่าเล่นเกมการเมืองเยอะเกินไป”แกนนำ ภท.ต่างปัดไร้สัญญาณดึงร่วมรบ. ย้ำอำนาจปรับครม.อยู่ที่นายกฯคนเดียว โฆษกภท.ปัดคุย“กล้าธรรม”ดึงร่วมรัฐบาล โยนวิปฝ่ายค้านแจงเหตุถีบออก วงประชุม สส.ลั่นตอนนี้รบ.มีแค่พรรคร่วมเดิม

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในการเมืองระบบรัฐสภา เป็นที่เข้าใจดีว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน ย่อมมีมาตรฐานและรูปแบบที่แตกต่าง กับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกรัฐบาล

เพราะในขณะที่พรรคในซีกรัฐบาล ตกลงจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาล, พรรคในซีกฝ่ายค้านประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่(ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด) ตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาล หรือ ไม่ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลด้วยเหตุผลดังกล่าว การทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านที่ผ่านมาจึงเป็นการทำงานบนความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ว่าพรรคในซีกฝ่ายค้าน อาจมีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแนวคิดทางนโยบาย ที่แตกต่างกันได้

ไอติมชี้ปมแหกมติงบ70-ไม่ร่วมยื่นญัตติ

นายพริษฐ์ระบุว่าสิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันว่าพรรคในซีกฝ่ายค้านควรมีร่วมกัน คือจุดร่วมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้ทำงานผิดทิศผิดทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรม ได้มีมติให้ สส. จากพรรค ลงมติเห็นชอบ กับ พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่: (1) ขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญดังกล่าว (มติวิปฝ่ายค้าน คือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ งดออกเสียง“ ตามมติของแต่ละพรรค) (2) ก่อให้เกิดคำถามถึงสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งเมื่อประกอบกับความไม่ชัดเจนของพรรคต่อการยื่นญัตติและลงมติในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

ย้ำชัดขับ’กล้าธรรม’พ้นวิปฝ่ายค้าน

นายพริษฐ์ย้ำว่า“ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ผมได้หารือกับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร(วิปฝ่ายค้าน) ทั้งนี้เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคกล้าธรรมมีสส.ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนถึง 58 คน ผมจะยังคงทำหน้าที่ประสานงานกับตัวแทนของพรรคกล้าธรรมต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของ สส.พรรคกล้าธรรม ในการมีพื้นที่ทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฎร ผ่านกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน (เช่น เวลาในการอภิปรายวาระทั่วไป /โควต้าการปรึกษาหารือปัญหาในพื้นที่)

เคลียร์ 5 พรรคร่วมซักฟอก’อนุทิน’

ในวันพรุ่งนี้ ผมจะนำเสนอรายชื่อกรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่ ต่อผู้นำฝ่ายค้านฯเพื่อพิจารณาเสนอต่อประธานสภาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีผลให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย 5 พรรค คือ:1. พรรคประชาชน

  1. พรรคประชาธิปัตย์ 3. พรรคไทยภักดี4. พรรคเสรีรวมไทย5. พรรคไทรวมพลัง (ซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยประชุมนี้ หลังจากพรรคเริ่มมีการลงมติในทิศทางเดียวกันกับฝ่ายค้านในวาระสำคัญ (เช่น พ.ร.ก. เงินกู้ / พ.ร.บ. งบประมาณ 2570)) โดยสำหรับวาระเฉพาะหน้า พวกเรา 5 พรรค มีภารกิจสำคัญร่วมกัน ในการยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเร็วที่สุด

สาทิตย์ลั่นปชป.พร้อมซักฟอก100%

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมความพร้อมเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจครบ 100 %แล้วเนื่องจากเราได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และในการประชุมร่วมกันฝ่ายค้านทั้งหมด เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคงจะ ดำเนินการเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

“ดังนั้นการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านในสัปดาห์นี้คงจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันและในสัปดาห์หน้าจะได้เห็นหน้าตาร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนั้นจะนำมาให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ดูอีกครั้ง”นายสาทิตย์ ย้ำ

อุบรายชื่อรมต.หลายคนเข้าข่าย

นายสาทิตย์กล่าวว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้คุยกันทั้งไหนที่ประชุมสส.และผู้ที่รับผิดชอบข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยมีข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยครบถ้วนแล้ว ตอนนี้เราเตรียมที่จะยื่นรายชื่อของรัฐมนตรีที่เราจะอภิปราย ให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่าเป้าของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม(ดีอี) จะมีรายชื่อรัฐมนตรีคนอื่นของพรรคการเมืองอื่นอีกหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เท่าที่เราเก็บข้อมูลก็มี เพราะเราคิดว่าพฤติกรรมการบริหารแผ่นดินผิดพลาดร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถจะไว้วางใจให้ทำหน้าที่ก็มีอยู่หลายคน แต่ไว้เปิดเผยทีเดียวเมื่อถามย้ำว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าเราดูทั้งคณะไม่ได้เลือกว่า จะเป็นรัฐมนตรีพรรคไหน พูดง่ายๆ คือปิดชื่อดูพฤติกรรม ถ้าพฤติกรรมเข้าข่ายก็อภิปรายทั้งหมด

ห่วงปธ.สภาฯจ้องเตะสกัดญัตติ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าตอนนี้มีวิชามารขัดขวางการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีบ้างหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆแล้วเรากังวลเพราะมีการให้สัมภาษณ์ในลักษณะว่าเรื่องนั้นให้อภิปรายได้ เรื่องนี้อภิปรายไม่ได้ เราก็กังวลท่าทีของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะที่สำคัญอยู่ที่ตัวญัตติ

“ในอดีตที่ผ่านมา สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลัก ในยุคของรัฐบาลทักษิณ เรื่องญัตติไม่เคยเป็นปัญหาเลย ตอนนั้นญัตติจะเขียนอย่างไร ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นประธานสภาฯก็ไม่เคยมีปัญหา แต่พอมีการให้สัมภาษณ์จากบางส่วนในพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เกิดความกังวลว่า จะมีการเตะสกัดญัตติอะไรหรือไม่ ทั้งที่ความจริงทุกอย่างต้องว่าตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย อย่างกรณีฮั้วสว. หากถามว่าอภิปรายได้หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่รัฐบาลทำหรือไม่ทำแต่เป็นเรื่องพฤติกรรมและจริยธรรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เมื่อเป็นคุณสมบัติสำคัญก็สามารถอภิปราย” นายสาทิตย์กล่าว

โวขนผงซักฟอกยิ่งกว่าโอโม่ขย่มรบ.

นายสาทิตย์ กล่าวว่า การอภิปรายทุกเรื่องต้องมีน้ำหนัก ดังนั้นต้องขอให้คอยดูวันอภิปราย ตนในฐานะประธานสส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้กำชับไปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การอภิปรายทั่วไปต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หลายกรณีที่มีข้อมูลไม่ชัดเจน เราไม่เอาการอภิปรายแบบตัดแปะต้องเป็นข้อมูลที่ชัด ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเข้มข้นเป็นตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบความไม่ไว้วางใจของรัฐมนตรีบางคนในรัฐรัฐบาลชุดนี้

“เราเตรียมผงซักฟอกไว้หลายฟองและแต่ละซอง ก็คุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่อีก เอาไว้คอยดูตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายสาทิตย์กล่าว

‘กธ.’แจง’ธรรมนัส’บินญี่ปุ่นดูแลนักกีฬา

หลังภาพหลังจากนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านประกาศว่าจะขับพรรคกล้าธรรม(กธ.)ออกพ้นจากวิปฝ่ายค้านและมีกระแสข่าวว่าพรรคกธ.จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย)นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรค กธ.โดยในกลุ่มไลน์สื่อมวลชนพรรค กธ.ได้มีการแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัสในฐานะนายกสมาคมสมาคมกีฬาทางน้ำฯอยู่ระหว่างการเดินทางไปดูแลความเรียบร้อยของนักกีฬาไทย ที่ไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่20ที่จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น

‘กธ.’ย้ำจุดยืนไม่หวั่นถูกขับพ้นฝ่ายค้าน

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทราโฆษกพรรคกล้าธรรมกล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)มีแนวคิดจะปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านหลังเกิดความเห็นต่างเรื่องการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570ว่าพรรคกล้าธรรมเข้าใจว่าอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์ประกอบและการทำงานของวิปฝ่ายค้านอยู่ที่ประธานวิปฝ่ายค้าน และเคารพกระบวนการดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกพรรคกล้าธรรมได้ทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีบางเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งจุดยืนของพรรคกล้าธรรมคือ การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยพรรคมีความเป็นตัวของตัวเอง และการลงมติในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

โหวตทุกครั้งดูผลกระทบประเทศ

ส่วนการลงมติรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นายอรรถกร กล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร แต่ต้องมองต่อไปว่า หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลา ย่อมกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาและประชาชนกำลังต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหาภายหลังการลงมติงบประมาณที่ผ่านมา ประธานวิปฝ่ายค้านได้มาพูดคุยและแสดงความไม่สบายใจ จึงได้หารือกันถึงการทำงานของฝ่ายค้านและสัดส่วนโควตาการตั้งกระทู้ถามสด ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะไม่ใช้สิทธิในการถามกระทู้สด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการจัดสรรเวลาหรือการทำงานร่วมกัน

ยันทำหน้าที่แทนปชช.ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน

เมื่อถามถึงสถานะของพรรคกล้าธรรมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว นายอรรถกรมองว่าพรรคมีจุดยืนและแนวทางการทำงานของตัวเอง โดยที่ผ่านมาสมาชิกพรรคก็เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านและให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่องแต่การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาผลกระทบต่อประเทศเป็นหลักไม่ใช่เพียงการคำนวณทางการเมืองว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด สส.พรรคกล้าธรรมยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด เรายังคงผลักดันการแก้ไขปัญหาประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาต่อไป

ประกาศกธ.ค้านแบบมีศักดิ์ศรี

นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก ในฐานะกรรมการวิปฝ่ายค้านในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรม กล่าวแสดงจุดยืนในการทำงานของพรรค ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบทบาทของพรรคกล้าธรรมในฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า การทำงานของพรรคที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับมือกับพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด แต่สิ่งสำคัญคือการยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักค้านแบบมีศักดิ์ศรี ค้านแบบมีเหตุมีผล โดยพรรคกล้าธรรมทำงานโดยให้ความร่วมมือกับมือกับพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอดและมีจุดยืนที่แน่วแน่ในการทำงานภายใต้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

อย่าเล่นเกมการเมืองเยอะเกินไป

โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณซึ่งนายปิยวัฒน์ ตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากงบประมาณไม่ผ่านว่าหากงบประมาณฉบับดังกล่าวไม่ผ่านแล้ว“พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร สถานการณ์แบบนี้ยังแย่ไม่พออีกหรือ?”และย้ำว่า การทำหน้าที่ของ สส.ไม่ควรถูกมองเพียงว่าใครอยู่ฝ่ายไหนหรือมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด แต่ควรพิจารณาว่า กำลังคิดถึงพี่น้องประชาชนมากแค่ไหน “เราเป็นฝ่ายไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เราคิดถึงพี่น้องประชาชนกันแค่ไหน ไม่ใช่ค้านแบบหัวชนฝาแล้วเอาพี่น้องประชาชนมาเป็นตัวประกันแบบนี้ พวกเรากล้าธรรมไม่เอาด้วยแน่นอน”นายปิยวัฒน์ยังทิ้งท้ายว่า“อย่าเล่นเกมส์การเมืองเยอะเกินไปครับ”

“พิพัฒน์”ลั่นยังไม่มีสัญญาณ ดึงกธ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน และมีกระแสข่าวจะเข้าร่วมรัฐบาลว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คงต้องถามนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวที่จะเป็นผู้ชี้แจงเอง ตนไม่สามารถตอบอะไรได้เลย

เมื่อถามว่าในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยมองว่ามีสัญญาณความเป็นไปได้หรือไม่นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อันนี้ยังไม่มีเลยครับ ยังไม่มีข้อสั่งการอะไรหรือดำริจากนายกฯเลย

โยนถามนายกฯปมกธ.จะเข้าร่วม?

เมื่อถามว่าจำนวนเสียงของรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้มีความจำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมหรือไม่ นายพิพัฒน์ ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนรัฐบาลเพิ่งทำงานมาประมาณ 6 เดือน เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ขอให้ผู้บริหารพรรคหรือนายกฯเป็นผู้ตัดสินใจดีกว่าและตนก็ไม่ได้เป็นผู้บริหารพรรค ในฐานะรัฐบาลเรายังทำงานร่วมกันได้ดีไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง ทุกอย่างเดินไปได้สบาย ไม่มีอะไรทำให้เกิดปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองผู้ใหญ่ก็หารือกันตลอดเวลา

ข่าวจะร่วมรัฐบาลเรื่องปกติการเมือง

เมื่อถามว่ามีข่าวพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมาร่วมรัฐบาลโดยตลอดมองอย่างไรนายพิพัฒน์ กล่าวว่า การที่มีข่าวจะร่วมรัฐบาล ถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง ทุกพรรคการเมืองที่อาสาหรือเสนอเป็นตัวแทนของประชาชนก็ล้วนแล้วที่จะนำเสนอนโยบายของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศจึงถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการคุยกันและหารือกันโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่จำเป็นว่ารัฐบาลจะหารือเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลกันเองที่มีการหารือกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว แต่สำหรับฝ่ายค้าน อะไรที่นำเสนอมาและเป็นประโยชน์สำหรับประเทศเราจะรับข้อเสนอต่างๆเหล่านั้นเพื่อมาปรับแก้นำพาประเทศชาติให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เมื่อถามย้ำว่าการที่มีข่าวออกมาบ่อยเช่นนี้มีโอกาสที่จะเป็นไปได้หรือไม่นายพิพัฒน์ตอบว่าตนไม่ขอออกความเห็น

“วราวุธ”เพิ่งทราบ กธ.ออกฝ่ายค้าน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกระแสข่าวภายหลังพรรคกล้าธรรมถูกขับออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเป็นการส่งสัญญาณจะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า เป็นเรื่องของแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ผู้ใหญ่จะพูดคุยกันเมื่อถามว่าเคยได้ยินผู้ใหญ่ภายในพรรคคุยกันถึงเรื่องนี้หรือไม่นายวราวุธ กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินและเพิ่งทราบข่าว ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นคนตัดสินใจดีกว่า วันนี้เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในฐานะ รมว.อุตสาหกรรมส่วนตัวสามารถร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมได้หรือไม่ นายวราวุธตอบว่า ยังไม่มีความเห็น เพราะเราคือส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทยจะทำอะไรก็ต้องทำในนามของพรรค แล้วแต่หัวหน้าพรรค

ชี้การเมืองมีนวัตกรรมใหม่ๆคาดเดายาก

นายวราวุธ กล่าวถึงพรรคกล้าธรรมถอนตัวเพราะต้องการร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ว่า ตนตอบไม่ถูก เพราะการเมืองไทยนับวันผ่านไปก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นเรื่อยๆ ต้องให้เกิดเหตุการณ์ก่อนจึงจะบอกได้ เพราะการคาดเดาเป็นการตีตนไปก่อนไข้ อย่าเพิ่งไปคิดว่ามันจะเกิดดีกว่า

เมื่อถามว่าการที่ปล่อยข่าวมาแบบนี้เป็นการกดดัน พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ข่าวการเมืองก็มีการปล่อยทุกวัน เป็นเรื่องปกติ เรื่องนี้ ต้องหลายฝ่ายคุยกัน นายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องหารือกับหลายฝ่าย

“พลพีร์’ชม‘กธ.’โหวตงบ70ทำถูกแล้ว

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และสส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคกล้าธรรมถูกขับออกจากวิปฝ่ายค้านจะเป็นผลดีกับรัฐบาลหรือไม่ว่าจริงๆแล้วเขาคงมีการหารือกันภายในฝ่ายค้านอยู่แล้ว การที่พรรคกล้าธรรมไปโหวตให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570ก็แสดงให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชนเพราะการใช้งบประมาณในการผลักดันเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศไทยสิ่งที่พรรคกล้าธรรมทำเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ส่วนที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนไม่ให้เข้าร่วมในวิปฝ่ายค้านก็สุดแล้วแต่พรรคประชาชน ส่วนตัวคิดว่าการแสดงออกในเวทีรัฐสภาหรือการโหวตในญัตติหรือกฎหมายต่างๆ ถ้ายึดประชาชน ยึดประเทศชาติเป็นหลัก คิดว่าพรรคกล้าธรรมทำถูกแล้วไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ปรับครม.ดึงร่วมรบ.หรือไม่อยู่ที่นายกฯ

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่การปรับครม.จะมีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย นายพลพีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลย เพราะดุลพินิจในการปรับรัฐมนตรีต่างๆ เป็นของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ทั้งนี้ไม่เคยมีการหารือในพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลเลย ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรอยู่ที่นายกฯคนเดียว ส่วนตัวคิดว่าครม.ทั้งหมด ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนพยายามช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงทีตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย

ตอนนี้รัฐมนตรีทุกคนที่มีบางคนอาจจะเป็นรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามาร่วมกับนายกรัฐมนตรีในการบริหารงานก็กำลังลงตัว และทำงานกับข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดีแล้ว

‘ยศชนัน’เผยไร้สัญญาณดึง ‘กธ.’

ขณะที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากวิปฝ่ายค้านได้มีการส่งสัญญาณมาหรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล ว่า“ไม่มีนะครับ” ในฐานะพรรคเพื่อไทย สิ่งที่ต้องทำเหมือนที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้พูดไว้ คือเราทำเต็มที่ในเรื่องการพูดคุยตั้งแต่การเข้าร่วมรัฐบาล อยู่แล้ว เรารับผิดชอบ 5 กระทรวงที่ดูแลการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรงนี้ยังไม่ได้มีสัญญาณอะไร และยังตั้งใจมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่

ชี้ปรับ ครม.เป็นอำนาจนายกฯ

เมื่อถามว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลตัวหารจะต้องเพิ่มขึ้นทำให้เก้าอี้พรรคเพื่อไทยอาจหายไปรับได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตนก็ตอบเหมือนเดิม การปรับครม.เป็นอำนาจของนายกฯโดยตรงอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเราทำได้ เราได้สัญญาเรื่องไหนไว้ สัญญาว่าจะดูแลเรื่องทุนมนุษย์ทั้งหมด พี่น้องเกษตรกรเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องอื่นเป็นอำนาจของนายกฯและย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเรายึดกับเสียงที่เราได้รับมอบหมายเข้ามา และปัจจุบันใน 5 กระทรวงที่เราได้รับดูแลเป็นสิ่งที่เราพยายามทำตรงนี้ อย่างเต็มที่

เมื่อถามย้ำว่าตัวเลขของรัฐบาลในขณะนี้ เพียงพอต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายยศชนันยืนยันว่า ตอนนี้เราก็อยู่ได้

ภท.โยนวิปฝ่ายค้านแจงปมถีบกธ.ออก

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.)น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ว่าเป็นการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองเช่นวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเรื่องของพรรคกล้าธรรม ขอไม่ก้าวล่วงเพราะเพิ่งทราบจากข่าวและไม่ทราบว่าคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) มีปัญหาอะไรจนนำพรรคกล้าธรรมออกและนำพรรคอื่นเข้ามา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่วิปฝ่ายค้านต้องตอบเอง

วงประชุม‘ภูมิใจไทย’ปัดพูดดึงร่วมรบ.

เมื่อถามว่าในที่ประชุมวันนี้ได้ถามความเห็นของ สส.กรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดากล่าวว่าในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว แค่คุยกันว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากไหนซึ่งเป็นเพียงสำนักข่าวต่างๆที่วิเคราะห์กัน พวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของพรรคร่วมฝ่ายค้านมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีมีการดึงพรรคกล้าทำเข้าร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตอนนี้เรามีพรรคร่วมรัฐบาลเท่าที่เห็น

ลั่นตอนนี้รบ.มีแค่พรรคร่วมเดิม

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคกล้าธรรมไม่ได้อยู่ในฝ่ายค้านแล้ว ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะปิดกั้นการทำงานระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกพรรคในสภาฯทำงานร่วมกันตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม เพราะต้องคุยกันเรื่องวาระสภาว่าการประชุมในสัปดาห์มีอะไรบ้าง คงจะไม่บอกว่าเราจะไม่ทำงานกับใคร เพราะทุกวันนี้วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านพูดคุยกันตลอดอยู่แล้ว จะไปพูดว่าเราปิดประตูคนนั้นปิดประตูคนนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคทำงานด้วยกันในสภาอยู่แล้ว

“ขอย้ำว่า ณ ตอนนี้ทุกพรรคทำงานด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคอยู่ในสถานะใดในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเดิมตามที่เคยประกาศไว้”โฆษกพรรคภูมิใจไทย ระบุเมื่อถามว่า ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลมีพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่าณ ตอนนี้เป็นแบบนี้ ส่วนวิปฝ่ายค้านก็ประกาศชัดเจนเขาก็ประกาศว่ามีพรรคไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน

ครม.ไฟเขียวร่างก.ม.ควบคุมกัญชา

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ.ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อ โดยเนื้อหาสาระเป็นการควบคุมตั้งแต่แปลงเพาะปลูก ที่จะต้องลงทะเบียนว่าจะเป็นแปลงขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ให้ติดตามได้ว่าแหล่งปลูกอยู่ที่ไหน เพื่อควบคุมคุณภาพและสกัดออกมาเป็นสารสกัด หรือการใช้ประโยชน์ของช่อดอกต่างๆ จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะมีบทกำหนดโทษที่ชัดเจน และรุนแรงมากยิ่งขึ้น จาก พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ยืนยันใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น

นายพัฒนา ยืนยันว่าขณะนี้กัญชาใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ส่วนร้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน ใช้ใบอนุญาตเดิมอยู่ มีอายุ 3 ปีและจะไล่หมดอายุ ตั้งแต่ 2569-2571 ดังนั้นร้านค้าที่ไม่ได้เป็นสถานพยาบาลเมื่อใบอนุญาตหมดอายุ หากจะต่ออายุก็จะต้องปรับเป็นสถานพยาบาล ต้องมีแพทย์ประจำ ตามระเบียบใหม่ และการสั่งจ่ายยาจะต้องมีใบสั่งที่เซ็นโดยแพทย์และในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่เป็นลิงก์สามารถตรวจสอบได้ว่าร้านกัญชา แหล่งปลูก ตั้งอยู่ที่ใดเท่าที่ตนตรวจสอบข้อมูลเมื่อเช้ามีการบันทึกข้อมูลลงไปแล้วกว่า 10,000 แห่งก็คิดว่าตอนนี้ครอบคลุมกว่า 95%แล้วซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านไหนเป็นร้านที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย แต่หากร้านใด ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นร้านที่ไม่ถูกกฎหมาย

เตรียมส่งทีมสแกนเข้มทั่วประเทศ

รมว.สาธารณสุขย้ำอีกว่าหลังจากนี้จะมีการจัดทีมลงไปตรวจสอบร้านค้าที่เปิดอยู่ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพื่อจะดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ต่างๆ และหลังจากนี้จะให้กรมการแพทย์แผนไทย แถลงในรายละเอียดเรื่องของการควบคุมและลงไปตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายกัญชา แต่มั่นใจว่าบุคลากรมีครอบคลุมที่จะสามารถลงไปตรวจตราได้

รัฐบาลลุยปิดช่องโกงสอบภาครัฐ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่ารัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐโดยที่ประชุทครม.เห็นชอบข้อเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต(คตท.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเสนอพร้อมให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับสำนักงาน ก.พ.เพื่อนำหลักการและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปประกอบการจัดทำร่างกฎหมายต่อไปโดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ปัญหาการทุจริตสอบอย่างเป็นระบบ หลังพบกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งมีพฤติการณ์ทั้งการเรียกรับผลประโยชน์และการแก้ไขกระดาษคำตอบ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะ

ดันกม.เฉพาะฟันอาญา–ตัดสิทธิทุกแห่ง

สาระสำคัญของข้อเสนอ คือ กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา พร้อมให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุม สามารถสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดรวมทั้งจัดให้มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชนแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการทุจริต

สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ จะส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบประวัติได้ก่อนรับบุคคลเข้าทำงาน

เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวไล่ออกจากรชก.

นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิด ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดหลักการให้ไล่ออกจากราชการ โดยสำนักงาน ก.พ. เสนอให้แยกโทษทางวินัยออกจากโทษทางอาญาให้ชัดเจน เนื่องจากการไล่ออกจากราชการเป็นโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนหลักการให้รับโทษหนักขึ้นอีกหนึ่งเท่าควรกำหนดไว้ในส่วนของโทษทางอาญาในกรณีพบเหตุอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต จะต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยประเด็นการสั่งยุติการสอบเป็นการชั่วคราว สำนักงาน ก.พ. มีข้อสังเกตว่าควรพิจารณาตามลักษณะและความร้ายแรงของแต่ละกรณี เพื่อไม่ให้ผู้เข้าสอบโดยสุจริตได้รับผลกระทบเกินสมควร

“รัฐบาลต้องการปิดช่องการโกงสอบตั้งแต่ต้นทาง เพราะการสอบเข้าทำงานภาครัฐต้องแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ด้วยเงิน เส้นสาย หรือการทุจริต ผู้ที่โกงต้องมีความรับผิดชัดเจน และหากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องมีมาตรการทางวินัยและทางอาญาที่จริงจัง เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่สุจริตและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

‘ปิยะ’ผงาดคุมดีเอสไอ เด้งยุทธนา หึ่งพิษคดีฮั้วสว.หลุด

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

‘ปิยะ’ผงาดคุมดีเอสไอ เด้งยุทธนา หึ่งพิษคดีฮั้วสว.หลุด รบ.โต้ต่างตอบแทน ชี้เป็นไปตามวงรอบ

“ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล” ผงาดนั่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่รมว.ยุติธรรม ปัดต่างตอบแทน หลังเคยนั่ง อนุฯ กกต. ชุดที่ 36 ชี้คดีฮั้ว สว.ไม่มีมูล ทั้งเคยมีประเด็นยืนต้อนรับไหว้ ‘อนุทิน’ที่สนามบินบุรีรัมย์‘ ขณะเดียวกัน ครม.ยังแต่งตั้ง”สลักจิต”ตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ด้าน”ธีรลักษ์”นั่งอธิบดีธนารักษ์

เมื่อวันที่ 22ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โยกย้ายในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ระดับ ซี10 กระทรวงการคลัง จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) กรมสรรพากร ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมสรรพากร”2.นายธีรลักษ์ แสงสนิท รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ กระทรวงการคลัง ได้รับแต่งตั้งเป็น “อธิบดีกรมธนารักษ์” 3.นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)”4.นายพลจักร นิ่มวัฒนา ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงการคลัง ได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการ สคร.”5.นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ได้รับแต่งตั้งเป็น “รองปลัดกระทรวงการคลัง” 6.นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ ที่ปรึกษา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็น “ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง” 7.นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ เป็น “ผู้ตรวจราชการกระทรวง” 8.นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็น รองปลัดกระทรวงการคลัง

ปิยะนั่งอธิบดีดีเอสไอ

ขณะเดียวกัน ครม.ยัง เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6ราย ได้แก่ 1.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2.พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็น อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 3.นายโกมล พรมเฮ็ง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม 4.นางธารินี แสงสว่าง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม 5.พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 6.น.ส.นันทรัศมิ์ เทพดลไชย เป็น รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

หัวหน้าทีมสอบเสื้อแดง                                       

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติการทำงานของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ เริ่มจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ช่วงปี 2552-2553 และขยับขึ้นเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

ต่อมาปี 2558 เป็นรองผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะขยับขึ้นเป็น รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2565 และย้ายไปเป็นรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เมื่อปี 2567 กระทั่ง ปี 2568 ได้ย้ายกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และล่าสุด ขยับเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยสมัยดำรงแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ได้รับมอบหมายให้เป็น หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงและการชุมนุมทางการเมือง คดีการชุมนุมปี 2553 หรือคดีเสื้อแดง

นอกจากนี้ ร.ต.อ.ปิยะ มีชื่อเป็นประธาน 1 ใน 7 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. ที่พิจารณาคดีทุจริตฮั้วเลือก สว. และเป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ลงมติว่าคดีดังกล่าว “ไม่มีมูลความผิด”

อย่างไรก็ตาม ภาพเหตุการณ์ที่ ร.ต.อ.ปิยะ ไปยืนรอต้อนรับและยกมือไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี (MotoGP) 2569 เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 ขณะดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และยังร่วมเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองอย่างกว้างขวาง เพราะเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

ปัดตอบแทนคดีฮั้วสว.

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติในส่วนของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เทียบเท่าระดับซี 11 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงขึ้น และหากเทียบกับท่านเดิมที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ก็เทียบได้กับว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งอยู่ในระดับซี 11 เทียบเท่ากับระดับปลัดกระทรวง และเท่าที่ทราบ เห็นว่าในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 25-30 คน ที่โยกไปอยู่ที่สำนักนายกฯ

เมื่อถามต่อว่าการโยกย้ายครั้งนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่า ไม่มี เพราะเป็นการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และหากดูจากประวัติของอธิบดีดีเอสไอทั้ง 15 คน ก็จะดำรงตำแหน่งประมาณ 1-2 ปี ดังนั้นยืนยันว่า นี่เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นเทียบเท่ากับปลัดกระทรวง

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีข้อครหาว่าการโยกย้ายครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่อง สว. อย่างตนมาดำรงตำแหน่งสองสมัยประมาณ 1 ปี ก็ไม่เคยโยกย้าย และถือว่าทุกหน่วยงานดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตำแหน่งของ พ.ต.ต.ยุทธนา อยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ มาประมาณ 1 ปี 8 เดือน จึงเป็นการโยกย้ายตามขั้นตอน เพื่อไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น

โยนเป็นรูปปลัดกระทรวง

เมื่อถามต่อถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มาดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอแทน เคยปรากฏภาพไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังมีมติในคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า มองว่าการไหว้ก็ส่วนหนึ่ง แต่การแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ มานั่งอธิบดีดีเอสไอ เป็นเรื่องของปลัดกระทรวง ที่ทางราชการจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งบุคลากรที่เคยอยู่ดีเอสไอมี 2 คน คือ ร.ต.อ.ปิยะ และ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ ยอมรับตำแหน่งซี 10 เป็นเรื่องของปลัด ส่วนตำแหน่งซี 11 เป็นเรื่องของรัฐมนตรี

เมื่อถามต่อว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการล้างบางขั้วเดิมที่อยู่ในดีเอสไอ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งข้อสังเกต เพราะการพิจารณาของปลัดกระทรวง จะต้องมีข้อมูล ขณะเดียวกัน การพิจารณาโยกย้ายปลัดกระทรวงของกระทรวงยุติธรรม เราก็ให้ดูผลงานย้อนหลัง 2 ปี และหากอยู่ในระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไป ก็ต้องนำเสนอผลงาน 2 ปีย้อนหลังเช่นกัน ยืนยันว่าไม่ใช่การตอบแทนคดีฮั้ว สว. แต่เป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะท่านก็เคยอยู่ดีเอสไอมาก่อน

คล้ายโยกย้ายยุคธาริด

จากรายงานข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 ก.ย. 69 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6 ราย โดยมี 1 ตำแหน่งถูกจับตาสำคัญมาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่ง ครม.มีมติแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีดีเอสไอ แทน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีรายงานภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุ คาดว่า พ.ต.ต.ยุทธนา อาจถูกย้ายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คล้ายกับสมัยของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ โดยการโยกย้ายเก้าอี้อธิบดีครั้งนี้ มีรายงานว่าเป็นเหตุจากคดีฮั้ว สว. ที่ต้องการให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาล อันเป็นผลดีต่อผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในพรรคฝ่ายรัฐบาลเอง

ข้อมูลหลุดไปฝ่ายค้าน

ซึ่งที่ผ่านมาทาง พ.ต.ต.ยุทธนา ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาสาระสำคัญคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หรือแฟ้มสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ที่มีการสอบปากคำพยานบุคคลสำคัญจำนวนมาก จนหลุดออกไปสู่กลุ่มผู้คนภายนอกอย่าง iLaw และพรรคประชาชนได้ ทำให้ยิ่งสร้างแรงกดดันและความไม่พึงพอใจต่อท่าทีของดีเอสไอ เพราะในส่วนของดีเอสไอเองยังคงต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่มีการตีกลับสำนวน หลังจากมีการสั่งฟ้องดำเนินคดีผู้ต้องหากลุ่มแรกเพียง 8 ราย ทำให้ยังเหลือสำนวนในคดีนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญของดีเอสไอในการดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน กับผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการฮั้ว สว.

อย่างไรก็ตาม การโยกย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา จากเก้าอี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาถึงการเตรียมสลับตัวอธิบดีกรมคุมประพฤติ กับอธิบดีดีเอสไอ โดยเฉพาะการปรากฏภาพที่สนามบินจังหวัดบุรีรัมย์ ของร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ และมีรายชื่อเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ไปยืนรอต้อนรับและยกมือไหว้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ก็ถูกมติของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินคดีในกรณีฮั้วเลือก สว.

ส่ง”ปิยะ”คุมคดีสำคัญ

ดังนั้น จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการย้าย ร.ต.อ.ปิยะ ครั้งนี้อาจเป็นการเกลี่ยทางไปสู่การเข้าควบคุมการทำสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่กำลังจะมีการนัดหมายประชุมนัดแรกภายในสิ้นเดือน ก.ย. 69 หรือไม่ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติสั่งฟ้องดำเนินคดี 77 รายในคดีฮั้วเลือก สว. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุให้ ร.ต.อ.ปิยะ เตรียมขึ้นแท่นอธิบดีดีเอสไอ แทนที่ พ.ต.ต.ยุทธนา

สำหรับเส้นทางราชการของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล คลุกคลีกับหน่วยงานด้านยุติธรรมมาหลายหน่วยงานทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงกระทรวงยุติธรรม อย่างดีเอสไอ ซึ่งตำแหน่งสูงสุดที่เคยปฏิบัติหน้าที่ คือ รองอธิบดีดีเอสไอ ส่วนกรมคุมประพฤติ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ทั้งนี้ ในส่วนมิติงานภายในดีเอสไอ ถือว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เรียกได้ว่าเป็นลูกหม้อ ผ่านหน้างานมาตั้งแต่การเป็นพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ไปจนถึงระดับรองอธิบดีดีเอสไอ ก่อนที่ปี พ.ศ. 2567 จะย้ายไปเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. และปี พ.ศ. 2568 จึงย้ายกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ที่ผ่านมาในส่วนของดีเอสไอ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เคยรับผิดชอบคดีสำคัญหลายคดี อาทิ คดีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงปี 2553 และคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันอย่างคดีชายชุดดำ คดีการเสียชีวิตของประชาชน

‘หมอตุลย์’บุกกกต.จี้ฟ้องยกชุด

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้ กกต.จัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติสำนวนคดีในการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 อีกครั้ง ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ด้วยสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบถ้วน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และดำเนินคดีต่อพยานเลขที่ 16/26 , 21/26 และ 22/26 ที่กลับคำทั้ง 3 คน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า การที่ กกต.มีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 คน ในความผิด 7 มาตรา ยังเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่ครบถ้วน เนื่องจากไม่ได้พิจารณาการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ตามมาตรา 62 ถือเป็นการละเว้นต่อหน้าที่ เพราะตามสำนวนคดีของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 มีพยานหลักฐานชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม