
ช็อกข้อมูลรั้ว สิทธิรักษา67.1ล้านคน หนูจ่อรื้อทีมลุยมาเฟีย
วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ช็อกข้อมูลรั้ว สิทธิรักษา67.1ล้านคน หนูจ่อรื้อทีมลุยมาเฟีย
ช็อก!ภาคประชาชน บุกร้อง กมธ.ดีอีสภาฯปูดหน่วยงานดูแลสุขภาพ ทำข้อมูลปชช.สิทธิรักษา 67.1 ล้านคนรั่วไหล พบช่องโหว่สะท้อน ความล้มเหลวเชิงระบบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ จวกภาครัฐหละหลวม จี้เปิดเผยผลกระทบ-ผู้เสียหาย เร่งมาตรการเยียวยาด่วน“ปธ.อลงกต”เด้งรับเรียกหน่วยงานเข้าแจงสัปดาห์หน้า นายกฯผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายความมั่นคงรับมือภัยคุกคามยุคใหม่‘อนุทิน’จี้ถาม รมต.-ปลัดมหาดไทย คืบหน้า ปราบมาเฟียภูเก็ต เตรียมฟื้น คกก.ปราบผู้มีอิทธิพล มอบ‘พลพีร์’รับผิดชอบ
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ภาคประชาชนนำโดย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์CEOของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain ยื่นหนังสือต่อนายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่ทำข้อมูลประชาชนรั่วไหลครั้งใหญ่ พบช่องโหว่ระดับวิกฤต พร้อมจี้รัฐเปิดเผยความเสียหายและเยียวยาด่วน
รั่วไหล!ข้อมูลสุขภาพคนไทย67.1ล้านคน
โดยนายธนารัตน์กล่าวว่าระบบดังกล่าวสามารถค้นข้อมูลด้วยเลขประจำตัวประชาชน ชื่อนามสกุลซึ่งง่ายมากในการใช้ชื่อนามสกุลสืบค้น โดยจะได้ข้อมูลออกมาหลายเรื่องเช่นเลขบัตรประชาชน วันเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สิทธิ์การรักษาพยาบาล โดยเฉพาะข้อมูลบิดามารดา ตนได้จัดทำรายงานตรวจพบช่องโหว่ของระบบส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นครั้งที่สองในปีนี้ โดยประเมินว่าเป็นความรุนแรงในระดับวิกฤต
“นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยแจ้งเหตุเกี่ยวกับฐานข้อมูลชุดเดียวกันรั่วไหลมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม แม้ช่องโหว่ ครั้งก่อนและครั้งนี้จะเป็นคนละระบบและใช้คนละเทคนิค เพื่อเข้าถึงข้อมูลตามฐานข้อมูล โดย 2ครั้งนี้ เป็นฐานข้อมูลเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล จากข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยหน่วยงานดังกล่าว ครอบคลุมประชากรประมาณ 67.1 ล้านคน ถือว่าเยอะมาก น่าจะกระทบแทบทุกคน“นายธนารัตน์ กล่าว
จี้รัฐเปิดเผยผลกระทบความเสียหาย
นายธนารัตน์กล่าวอีกว่าการประเมินเบื้องต้นของตน คือประชาชนทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูลนั้นมีความเสี่ยง เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็ก แต่เป็นความเสี่ยงระดับประเทศ หน่วยงานดังกล่าวต้องเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบรวมถึงต้องแจ้งเตือนทุกครั้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้รับทราบ เนื่องจากพบข้อมูลการซื้อขายในตลาดมืดเรียบร้อยแล้ว ขอเรียกร้องให้หน่วยดังกล่าวเปิดเผยทันทีว่ามีประชาชนกี่รายที่ได้รับผลกระทบแล้วและต้องชี้แจงด้วยว่านับจากเหตุรั่วไหลเมื่อเดือนมีนาคม ได้แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 72 ชั่วโมง
ชี้ข้อมูลหลุดสารตั้งต้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์
นายธนารัตน์ ย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลคือข้อมูลดิบสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ผ่านมา รัฐให้ความสำคัญกับการปราบล้างบัญชีม้า แต่บัญชีม้าคือปลายทาง ก่อนจะถูกหลอก มิจฉาชีพต้องมีข้อมูลประชาชนก่อน ถ้าต้องการแก้ปัญหากันคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นทางคือตัวเราเอง ต้องหยุดทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล ข้อมูลเหล่านี้ทำให้มิจฉาชีพเลือกทำให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าข้อมูลของตนเองปลอดภัยหรือไม่ หากเกิดความเสี่ยง ควรต้องแจ้งเยียวยาและถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส
ปธ.กมธ.ดีอีจ่อเรียกหน่วยงานแจงด่วน
ขณะที่นายอลงกตกล่าวว่าคณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.ถือว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญ เป็นข้อมูลความปลอดภัยส่วนบุคคล เพราะเมื่อรั่วไหลออกไปแล้วจะเกิดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่ากลัว คือ เรื่องสแกมเมอร์โดยคณะกรรมาธิการฯจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อหาข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์หน้า
เล็งยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลปชช.
ทั้งนี้ เบื้องต้นที่คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯให้ความสำคัญคือการยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจะเน้นหนักไปที่ภาครัฐการกำหนดกลไกการแจ้งเตือน การเยียวยาผู้เสียหายจากข้อมูลรั่วและการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การป้องกันปราบปรามภัยทางไซเบอร์ให้ทันต่อสถานการณ์การสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล และการตระหนักด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชนทั่วไป พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม และเสนอแนะแนวทางเชิงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างเหมาะสม
จวกภาครัฐหละหลวม/แฉข้อมูลเร่ขายหลักสิบ
ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯกล่าวว่าเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและบ่อยมากที่ข้อมูลภาครัฐรั่วไหล ซึ่งน้อยครั้งมากที่หน่วยงานภาครัฐจะออกมารับผิดชอบ ออกมาทำตามกระบวนที่กฎหมายมีอยู่แล้ว
เรื่องนี้กมธ.จะทำให้เป็นระบบ เพื่อส่งสัญญาณเตือนหน่วยงานภาครัฐที่เก็บข้อมูลของประชาชนเอาไว้ หลายหน่วยงานปล่อยปะละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอย่างดี
“ทำให้วันนี้เรามีแฮ็คเกอร์ที่สามารถเจาะข้อมูลและนำมาขายในตลาดมืด ซึ่งในราคาขาย ไม่ใช่หลักแสนหลักล้าน แต่แค่หลักสิบทำให้ข้อมูลกระจาย และสแกมเมอร์ มิจฉาชีพก็เอาข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอด เราอยากส่งเสียงไปยังหน่วยงานภาครัฐให้ตรวจสอบ แล้วจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับ กรรมาธิการฯ ว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมจะทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงาน เราจะปลุกความตระหนักของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องรับผิดชอบ รักษาข้อมูลของประชาชนได้ดีที่สุด”นายภาวุธ กล่าว
ย้ำข้อมูลอ่อนไหวจี้บังคับใช้กม.เข้มข้น
ขณะที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯกล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวถือว่าเป็น Sensitive Data ในความหมายของ PDPA ตั้งแต่ต้น ในฐานะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนในการดำเนินการครั้งนี้ให้มีการตรวจสอบเรื่องกรอบของกฎหมาย วิธีการการทำงานและที่สำคัญคือสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องรับรู้ว่าสิทธิ์และข้อมูลรั่วไหลมากแค่ไหน เพื่อประโยชน์ป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายของภาครัฐเองต้อง เข้มข้น เข้มแข็งมากกว่านี้ เพราะเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจ Ai เศรษฐกิจดิจิตอลเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ
ชัดพุ่งเป้า‘หน่วยงานดูแลสิทธิ์สุขภาพ’
เมื่อถามว่าพอจะระบุให้แคบลงได้หรือไม่ว่าเป็นหน่วยงานไหนที่ทำข้อมูลรั่วไหล นายธนารัตน์ กล่าวว่า เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิ์เรื่องสุขภาพ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่าใช่กระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า “น่าจะชัดมากแล้วนะครับ”
นายกฯผนึกFBIปราบอาชญากรรมไซเบอร์
เช้าวันเดียวกัน ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้จัดการประชุม FBI National Academy Associates Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งที่ 26 ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากประเทศต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร กระชับความร่วมมือ และเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศ เข้าร่วม
โดยภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1. นายกฯขอบคุณสมาคมนักเรียนเก่าเอฟบีไอ–เอ็นเอ แห่งประเทศไทย (FBI-NAAT) ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 40 ปีของสมาคมฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศมีต่อประเทศไทย และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยกับเครือข่าย FBI National Academy ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง 2. นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้พรมแดนมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม จึงไม่สามารถรับมือได้ด้วยการทำงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับ FBI และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยี บุคลากร และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ
สร้างเครือข่ายรับมือภัยคุกคามยุคใหม่
3. นายกฯยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการสานต่อความร่วมมือกับ FBI National Academy Associates และเครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันจะนำไปสู่ความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกประเทศ 4. คณะผู้จัดการประชุมกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นพันธมิตรสำคัญด้านการบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค และขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การสืบสวนและติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการช่วยเหลือผู้เสียหายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายกฯจี้ถามคืบหน้าปราบมาเฟียภูเก็ต
ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เดินกลับมายังตึกไทยคู่ฟ้าก่อนยืนคุยกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีรายงานว่านายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงความคืบหน้าการจัดการมาเฟียภูเก็ตเนื่องจากล่าสุดยังได้รับรายงานว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข
เตรียมฟื้นคกก.ปราบผู้มีอิทธิพล
นายพลพีร์เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่านายกฯได้สั่งการให้ไปดำเนินการสิ่งที่ยังค้างคาและยังไม่สำเร็จ ซึ่งจะลงไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมจะแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยนายกรัฐมนตรีจะนั่งตำแหน่งเป็นประธานด้วยตนเอง แต่จะมอบหมายให้นายนายพลพีร์ เป็นผู้รับผิดชอบ เหมือนกับที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เคยได้รับหน้าที่นี้ในขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย