
พาณิชย์ แจง 6 ปมร้อนปัญหาสินค้าเกษตร ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ มุ่งแก้ปัญหาแบบยั่งยืน
วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.
จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมานั้น
ล่าสุดวันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกฉบับสำคัญ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและทำความเข้าใจกับประชาชนและสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงข้อเท็จจริง 6 ประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันกระทรวงฯ กำลังปรับโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบ ไม่ได้เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเนื้อหาในจดหมายระบุชัดถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว หรือปัญหาราคาปุ๋ย โดยเน้นย้ำว่าภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ แต่เป็นการวางรากฐาน ยุทธศาสตร์ 3 น้ำ (ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ) เพื่อสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานและยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ทีมแอดมินเพจ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun ขออนุญาตโพสต์จดหมายเปิดผนึกของกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริง จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งปรากฏในสื่อและโซเชียลต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา แบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะคะ
1) ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”, 2) ประเด็นทุเรียน, 3) ประเด็นราคาปาล์ม, 4) ประเด็นมะพร้าวน้ำหอม และล้งกลาง (ล้งชุมชน), 5) ประเด็นปุ๋ยแพง / ปุ๋ยธงเขียวพลัสหาซื้อไม่ได้จริง, 6) ประเด็นมะม่วงล้นตลาด “รัฐไม่ดูแล”
.jpg)
จดหมายเปิดผนึก เรียน สื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสารทุกท่าน กระทรวงพาณิชย์ใคร่ขอขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ได้นำเสนอข่าวสารของกระทรวงพาณิชย์ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อและสื่อโซเชียล ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในกลุ่มผู้ติดตามข่าวสาร กระทรวงพาณิชย์จึงขอถือโอกาสนี้ในการอธิบายข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1) ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”
.jpg)
ข้อเท็จจริง : กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่า ปัญหาด้านสินค้าเกษตรเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก จึงมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ ประกอบกับความท้าทายจากประเทศคู่แข่งที่เข้ามาช่วงชิงสัดส่วนตลาดมากขึ้น เช่น ทุเรียน จากเวียดนาม และมาเลเซีย รวมไปถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น น้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ในทันที ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นเฟสๆ
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่จะทำให้กลไกตลาดเกิดความสมดุล และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถมองข้ามได้ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาให้ได้โดยเร็ว แต่ก็ไม่ได้ละเลยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือแก้ไขปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด โดยขอยกตัวอย่างในเรื่องของสินค้าเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมทั้งความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ดังนี้
• การบริหารจัดการต้นน้ำ (ด้านการผลิต)
.jpg)
– ตั้งแต่ก่อนฤดูการผลิตจะมาถึง กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเกษตรกร สมาคมการเกษตร ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดทั้งในและต่างประเทศล่วงหน้า
– จัดทำปฏิทินคาดการณ์ปริมาณและช่วงเวลาสำหรับผลผลิตสินค้าพืชเกษตรที่สำคัญทุกชนิด เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานได้อย่างแม่นยำ
– ในภาคการเพาะปลูกนั้น เราเห็นว่า จะต้องทำการบริหารจัดการให้มีปริมาณผลผลิตการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand) โดยให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศประเมินความต้องการของตลาด มีการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่
– การยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด
– ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเสริมความแม่นยำให้เกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาสายพันธุ์ การควบคุมดูแลแปลง การใส่ปุ๋ย/ยาปราบศัตรูพืช ตามความเหมาะสมต่อพื้นที่และสายพันธุ์ อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาสวนสมพงษ์ 100 ล้าน ให้เป็นสวนทุเรียนตัวอย่าง เป็นต้น
ตัวอย่างสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว :
.jpg)
– ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร เช่น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมะพร้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี สภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย และผู้ประกอบการในพื้นที่กว่า 15 ราย เข้าหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ที่กระทรวงพาณิชย์
– หารือร่วมกับ 4 สมาคมภาคการเกษตร ได้แก่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าพืชไร่ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องข้าว
– ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการสร้าง Story ของสายพันธุ์ข้าวในโครงการข้าวประณีตที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 (ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 200 กลุ่ม) พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตต่อไร่
– บูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี
• การบริหารจัดการกลางน้ำ (ด้านการแปรรูป/การขนส่ง)
.jpg)
– ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น โดยสนับสนุนให้มีการลงทุนวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแปรรูป
– สร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรมให้ชุมชน โดยสนับสนุนเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น และช่องทางการตลาดให้กับเกษตรแปลงใหญ่ รวมทั้งสนับสนุนการตั้งล้งชุมชน เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต เพิ่มอำนาจการต่อรองราคา ไม่ให้มีการกดราคารับซื้อจากผู้ซื้อรายใหญ่รายใดรายหนึ่ง (ควบคู่กับการควบคุมล้งต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร โดยได้แจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นและจับกุมล้งที่มีหลักฐานว่ากระทำผิดกฎหมาย)
– ด้านการขนส่ง บูรณาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งทีมไปเชื่อมโยงระบบการตรวจสอบสินค้าและฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกับประเทศปลายทาง การพัฒนาเทคโนโลยีในการยืดอายุสินค้าให้สามารถขนส่งได้ไกลยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการตลาด
– เข้มงวดดูแลการนำเข้าสินค้าทางการเกษตรประเภทเดียวกันจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ การห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านความมั่นคง หากพบเบาะแสการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ให้รีบสกัดกั้นในทันที
ตัวอย่างสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว :
.jpg)
– สนับสนุนการสร้าง Fruits Processing Center อาทิ ห้องเย็น โรงงานแปรรูป ที่จังหวัดจันทบุรี โดยตั้งใจให้เป็นต้นแบบของการเข้าไปสนับสนุนการแปรรูปที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่อื่นต่อไป
– จัดการวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Zero Waste) เช่น การทำ Biochar เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้
– สนับสนุนการจัดตั้งล้งมะพร้าวชุมชนโดยเริ่มที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต และมีความตั้งใจขยายไปในพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม
– กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการคุมเข้มห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งเผาตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568
– กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงกลาโหม ศุลกากร และหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดน ป้องกันและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างเข้มงวด
• การบริหารจัดการปลายน้ำ (ด้านการตลาด)

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
– ได้ดำเนินการรักษาตลาดส่งออกเดิม อาทิ การขายข้าวให้แก่จีนเพิ่มขึ้น 500,000 ตัน และใช้กลไก Trading Firm & Distributor ทำหน้าที่แทนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเจรจา ต่อรอง และตัดสินใจซื้อ-ขาย เพื่อเจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูปในยุโรป
– นำสินค้าเกษตรเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ โดยเจรจากับประเทศที่ขายสินค้าให้ไทยรับชำระค่าขายส่วนหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรของไทย
– ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และวิถีการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น
– สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI)
– ใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า
– จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าร่วมกับห้างและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่างต่อเนื่อง สามารถดูดซับผลผลิตของเกษตรกรไม่ให้ราคาตกต่ำ
2) ประเด็นทุเรียน
.jpg)
ข้อเท็จจริง : กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังทั้งด้านของการส่งเสริมและการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ
– สร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ไม่รอให้อุปทานล้นตลาด
– เปลี่ยน Demand ตลาด ปลุกกระแสการบริโภคทุเรียน เพื่อเพิ่มอุปสงค์รองรับทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางการตลาดที่ตอบสนองต่อวิถีการค้าและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
– จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด Thailand: The Land of Tropical Fruits ร่วมกับทุกภาคส่วนผ่านช่องทางห้าง Modern Trade ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน
.jpg)
– หาตลาดรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป นำไปทำเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Healthy Snack ต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนแช่แข็งเพื่อชะลอการออกสู่ตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มระยะเวลาเก็บรักษา ขนส่งไปยังประเทศปลายทางที่ห่างไกลได้เพิ่มขึ้น
– รุกตลาดต่างประเทศ รักษาตลาดหลัก จีนเมืองหลัก (ผลสด-พรีเมียม) และเมืองรอง (ผลสด-เกรดรอง) มุ่งเน้นตลาดศักยภาพที่รู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ได้แก่ ผลสด-พรีเมียม (ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) แช่เย็น-แช่แข็ง (ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร) และแปรรูป-อบแห้ง (สหรัฐอเมริกา) และหาตลาดใหม่เพิ่มเติมที่ต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ผลไม้ไทย ได้แก่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง เข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ และรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รุกปราบปรามล้งที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และล้งนอมินี กรมการค้าภายใน ตรวจตราการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การสร้างความเป็นธรรมทางการค้า (การกดราคารับซื้อ การปฏิเสธการรับซื้อ การสร้างความปั่นป่วนในตลาด) การกำกับดูแลความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง กรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น สำหรับปัญหาทุเรียนอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตาม และแจ้งเบาะแสไปยังกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรฯ ได้คุมเข้มตรวจล้งจันทบุรีและระยอง จำนวน 760 แห่ง พบมีการฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อน 21 แห่ง และพักใบอนุญาตทันที 1 แห่ง
3) ประเด็นราคาปาล์ม
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ข้อเท็จจริง :
– โครงสร้างการใช้น้ำมันปาล์มดิบของประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การบริโภคภายในประเทศ (2) การใช้ในภาคพลังงาน (3) การส่งออก ซึ่งในขณะนี้ที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางด้านพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการนำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าดีเซล และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรให้มีราคาที่เหมาะสม
– สินค้าปาล์มน้ำมัน มีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ภายใต้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มทั้งระบบให้เกิดความสมดุล ระหว่างการใช้ภายในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ราชการ-เกษตรกร-เอกชน) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
– มาตรการการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมสมดุลสต็อก ไม่ได้เป็นการห้ามหรือทำให้มีปัญหาอุปสรรคในการส่งออกอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล โดยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีการอนุมัติให้ส่งออกในทุกคำขอ รวม 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน ซึ่งปริมาณการส่งออกถือว่ายังไม่สูงมากเนื่องจากราคาตลาดโลกยังไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการเพิ่มการส่งออกมากนัก โดยราคาปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น จากสัปดาห์ก่อนที่ 6.60 – 7.00 บาท/กก. ขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.40 บาท/กก. เป็นไปตามกลไกตลาดโลก
– กระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการน้ำมันปาล์มอย่างสมดุลในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยช่วยลดต้นทุนภาคการขนส่งให้ประชาชน น้ำมันดีเซล B20 มีราคาถูกกว่าดีเซลธรรมดาถึง 7 บาท ตลอดจนสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดให้เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอ ช่วยรักษาต้นทุนการผลิตไม่ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการประกอบอาหาร ขณะเดียวกันสามารถที่รักษาระดับราคาปาล์มในประเทศให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมต่อต้นทุน เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร
4) ประเด็นมะพร้าวน้ำหอม และล้งกลาง (ล้งชุมชน)
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
ข้อเท็จจริง :
สินค้ามะพร้าวมีลักษณะเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรหลายๆ ชนิดของไทย ที่มีการพึ่งพาการส่งออกในตลาดหลักเพียงไม่กี่ตลาด ดังนั้น ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากพร้อม ๆ กันในแหล่งผลิตทั้งภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยในปีนี้สินค้ามะพร้าวเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้มีมะพร้าวลูกเล็ก คุณภาพลดลง ในสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศนำเข้าหลักอย่างจีนมีการชะลอตัวลง ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมกดทับราคามะพร้าวให้ตกต่ำลง กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะต่าง ๆ ดังนี้
ระยะเร่งด่วน : กระทรวงฯ แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ก.ค. 68 – เม.ย. 69 ในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัด (ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สงขลา) ดูดซับผลผลิตออก 10 ล้านลูก ผ่านการเปิดจุดรับซื้อในราคานำตลาด เชื่อมโยงผ่านกลไกพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมและเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรจำหน่าย อาทิ ห้างโมเดิร์นเทรด ปั้มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ King Power กลุ่มสยามพิวรรธน์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดย ณ 4 พ.ค. 69 ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 9 – 10.50 บาท/ลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ 10.50 – 12 บ./ลูก ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนที่มีปัญหาเกษตรกรได้รับอยู่ที่ 3 – 4 บาท/ลูก
ระยะกลาง-ระยะยาว :
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
– แก้ปัญหาการกดราคารับซื้อจากล้งต่างชาติ: สนับสนุนผลักดันให้มีการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” (ความหมายเดียวกับ “ล้งกลาง”) เพื่อตัดวงจรการกดราคา/การบิดเบือนราคาของล้งนอมินี และเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม
– ล่าสุด กระทรวงฯ โดยกรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ประชุมหารือกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย วิสาหกิจตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งล้งชุมชน โดยทางวิสาหกิจฯ อยู่ระหว่างขอรับสนับสนุนงบประมาณ (เงินทุนหมุนเวียน) จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
– แก้ไขปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งทำลายตลาดมะพร้าวน้ำหอมในภาพรวม โดยมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างจัดทำตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจยืนยันความเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% (ตรวจสารประกอบ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัย และการแสดงฉลากต้องถูกต้อง และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าว รวมถึงจะได้ประชาสัมพันธ์ตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศต่อไป
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
– มาตรการทางกฎหมาย โดยกำหนดมะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าควบคุม โดยอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อประกอบการจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดสินค้าและบริการควบคุม และมาตรการกำกับดูแล (สิ้นสุด 8 พ.ค. 69) ซึ่งมาตรการที่จะกำหนด อาทิ การแจ้งข้อมูลปริมาณและราคารับซื้อมะพร้าวผลอ่อน ปริมาณและราคาจำหน่ายมะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ รวมถึงปริมาณการใช้/การแปรรูป ปริมาณคงเหลือ สถานที่จัดเก็บ ฯลฯ เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลรอบด้านในการกำกับดูแลทั้งระบบ ว่ามีผลผลิตเข้าสู่ระบบเท่าใด ปริมาณมีความสอดคล้องต่อการนำไปผลิตเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% หรือไม่ รวมถึงราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรมีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นต้น
– กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนิติบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเข้าข่ายลักษณะนอมินี โดย CIB ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นธุรกิจเป้าหมายนิติบุคคลรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปมะพร้าว พบนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน และบัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตผลทางการเกษตร การค้าปลีกและค้าส่ง จำนวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และพบผู้ร่วมดำเนินการบุคคลสัญชาติไทย 10 ราย / ชาวต่างชาติ 7 ราย โดยอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
5) ประเด็นปุ๋ยแพง / ปุ๋ยธงเขียวพลัสหาซื้อไม่ได้จริง
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
ข้อเท็จจริง :
– ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลางและจีน ซึ่งปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ในสภาวะปกติกระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการปริมาณและราคาปุ๋ยได้ อย่างไรก็ดี สภาวะสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ไม่สามารถนำวัตถุดิบปุ๋ยเข้ามาในประเทศได้ และประเทศจีนมีการบริหารจัดการการส่งออกปุ๋ยเพื่อให้เกษตรกรในประเทศมีปุ๋ยใช้ที่เพียงพอ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงได้ติดตามสถานการณ์และร่วมมือกับสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ในการบริหารจัดการสต็อกให้มีเพียงพอและไม่ขึ้นราคาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางจนถึงปัจจุบัน
– สำหรับปริมาณปุ๋ยยูเรียที่ช่วงแรกกระทรวงฯ ได้เคยชี้แจงตามข้อมูลจากสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้องว่าจะมีเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนั้นมีสต็อกอยู่ที่ 340,000 ตัน และคาดว่าจะนำเข้ามาในเดือนเมษายน 2569 ประมาณ 200,000 ตัน แต่ติดปัญหาเรือขนส่งแม่ปุ๋ยบางส่วนไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งปุ๋ยที่เป็นประเด็นหลัก คือ ยูเรียประมาณ 36% อย่างไรก็ตามยังมีปุ๋ยที่ใช้ได้ปกติอีก 64% เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปุ๋ยทั้งตลาดจะขาดแคลนไปทั้งหมด
– ในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงด้านราคา ได้ดำเนินโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรในลำดับแรกก่อน สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านปริมาณปุ๋ย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง จะมีโครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่ง โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวกลางในการดูแลหาแม่ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของดินในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ ต่อไป
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
– สำหรับรายละเอียดของโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในการเข้าถึงการจำหน่ายปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตรในราคาพิเศษ โดยมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 40 จังหวัด 60 ครั้ง ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล โดยตั้งเป้าจำหน่ายปุ๋ยเคมี รวม 600,000 กระสอบ หรือครั้งละประมาณ 10,000 กระสอบ และจะเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก อำเภอคลองลาน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด
– สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” จะได้รับส่วนลดซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละ 300 บาท (เดิมได้เพียงกระสอบละ 200 บาท) จำนวนไม่เกิน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และได้รับส่วนลดซื้อเคมีเกษตรเพิ่มเติมอีก 50 บาท รวมเป็นส่วนลดทั้งสิ้น 1,550 บาทต่อครัวเรือน ส่วนเกษตรกรที่มีเล่มเขียว และมี “บัตรดินดี” หรือได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช. จะได้รับสิทธิซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มอีก 1 กระสอบ พร้อมส่วนลดเพิ่ม 300 บาท และคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภัณฑ์อีก 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน
6) ประเด็นมะม่วงล้นตลาด “รัฐไม่ดูแล”
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
ข้อเท็จจริง : กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา) และภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย) ออกสู่ตลาดมากในลักษณะกระจุกตัวพร้อมกันในหลายพื้นที่
– ตั้งแต่ก่อนผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด เร่งผลักดันมะม่วงต้นฤดูสู่ตลาดต่างประเทศให้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณ Supply มะม่วงที่จะเป็นปัจจัยกดราคาในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร เช่น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 จัดให้มีการซื้อขายล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด โดยจับคู่เจรจาซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทย 101 บริษัท ผู้นำเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 3,120.51 ล้านบาท
– เตรียมการล่วงหน้าโดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ นำผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้างฯ โรงงานแปรรูป อคส. เชื่อมโยงซื้อขายผ่านตลอดข้อตกลงของกรมฯ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 69 ณ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีกลุ่มเกษตรกรมะม่วง จาก 4 จังหวัด (พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และเพชรบูรณ์) ปริมาณมะม่วงที่ได้ทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า 1,220 ตัน
– เชื่อมโยงกระจาย และดูดซับผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดต้นทาง-ปลายทาง ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ห้างท้องถิ่น ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” งานธงฟ้า รถโมบายผลไม้ ฯลฯ ควบคู่ไปกับการรณรงค์บริโภคภายในประเทศ
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
– สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ (ตะกร้าพลาสติก) ให้เกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตคุณภาพจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในห้างสรรพสินค้า
– ขอความร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ตลาดสด ตลาดกลาง และการทำ CSR เพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม
– กระทรวงฯ จะติดตามและดูแลต่อเนื่องกับมะม่วงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ได้แก่ สายพันธุ์แฟนซี (งาช้างแดง แดงจักพรรดิ์ อาร์ทูอีทู) รวมถึง มะม่วงเขียวมรกตของจังหวัดลำพูน และมะม่วงน้ำดอกไม้จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากในระยะต่อไป
กระทรวงพาณิชย์ มีความมั่นใจว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในเฟสต่างๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะช่วยสร้างให้เกิดความสมดุลและสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ผลสำเร็จของความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ อาจจำเป็นต้องใช้เวลาก็ตาม #ทีมแอดมิน #SuphajeeSuthumpunOfficial”
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ
หลังจากที่โพสต์ของทีมแอดมินนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้ง 6 เรื่องลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น
“เป็นกำลังใจคะ”
“เหมือนหมากในเกมการเมืองตัวนึงเลยคับ”
“อ่านให้จบแล้วจะเข้าใจ”
“ดีครับ”
“ทีมงานสื่อสารประชาสัมพันธ์ ของรัฐบาลพังพินาศ ต้องยอมรับจุดนี้ แล้วแก้ไขนะครับ ข่าวปลอมข่าวโจมตีเต็มโชเชียล ถ้าคิดว่า ไม่ต้องสนใจปล่อยไป ปัญหายิ่งลุกลาม คนทำงานจริงแต่ผลงานไม่ผ่านตาประชาชน เพราะโดนข่าวปลอมข่าวโจมตีถาโถมถล่ม ฝากเอาไว้ให้คิดแก้ไขปัญหาครับ ด้วยความห่วงใย”
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun