เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’

เคาะลงทะเบียน25พ.ค.  43ล้านคนเฮ  ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส'

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เริ่มใช้เดือนมิถุนายน ทูลเกล้าฯพรก.กู้เงิน ปชน.ส่งศาลตีความ อัดยัดไส้-ไม่เร่งด่วน

นายกฯอนุทินเผยลงนามทูลเกล้าฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ไม่หวั่น “ฝ่ายค้าน” จ่อร้องศาลรธน.ตีความ ย้อนคนร้องก็เคยกู้มาก่อนในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” มั่นใจไม่สะดุด ด้าน “ไทยช่วยไทย พลัส” คนไทยรับสิทธิ์ 43 ล้านคน เตรียมเปิดลงทะเบียน25 พฤษภาคมนี้เริ่มใช้จ่ายเฟสแรก1มิ.ย.กับร้านค้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้า 1.5 ล้านแห่งทั่วประเทศสภาเดือด ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้สดปมกู้เงิน ขณะที่มติปชน.ส่งศาลรธน.ตีความ ภายใน 11-12 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีการล่ารายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณี รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯว่า ตนลงนามทูลเกล้าฯไปเรียบร้อยแล้ว

นายกฯเมินฝ่ายค้านส่งศาลฯตีความ

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุดลงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนพยายามแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการลดความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าเราเป็นผู้แทนประชาชนต้องรักและคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

“เรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นคนที่ 8 ที่ผ่านมาน่าจะมีการกู้ในลักษณะนี้มาตลอด แม้กระทั่งกลุ่มที่บอกจะไปยื่นที่ศาลก็กู้จำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่าไทยเข้มแข็ง ผมใช้คำว่าไทยช่วยไทย”นายกฯย้ำ

เมื่อถามว่ามั่นใจจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“รัฐบาลทำตามสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนและดำเนินการตามที่แถลงไว้ทุกประการด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต”

ยันใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไร้โกง

เมื่อถามว่ารูปแบบการกู้ครั้งนี้ต่างจากการกู้แบบเดิมๆหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าของเราใช้เงินสกุลบาทไม่มีการใช้เงินสกุลต่างประเทศและเมื่อมีผลแล้วเงินกู้ทุกบาททุกสตางค์จะส่งไปถึงประชาชนโดยตรงไม่ได้ผ่านโครงการนั้นโครงการนี้ ประชาชนจะได้รับโดยตรงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้สภาพคล่องในระบบมีการหมุนเวียนมากขึ้น

“สิ่งที่ผมยืนยันเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผมๆต้องกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนไม่มีรั่วไหล ต้องไม่มีคำว่าโกงและต้องไม่มีคำว่ากระเด็นไปตรงไหน ถ้าจะกระเด็นก็กระเด็นไปที่ประชาชนหรือไม่”นายกฯย้ำ

ลั่นไม่ท้อเจอหลายเรื่องรุมเร้า

เมื่อถามว่าหากมีปัญหาขึ้นมาได้เตรียมแผนสองไว้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“ไม่ได้เตรียมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ได้แปลกใหม่อะไร เมื่อถึงเวลามีความจำเป็นที่เราคิดว่าควรดำเนินการให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการตรงกับนโยบายที่เราแถลงไว้ก็ดำเนินการไป”เมื่อถามว่าการยื่นคำร้องต่อศาลจะทำให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ไม่เกี่ยวกัน”

เมื่อถามว่านายกฯท้อหรือไม่ที่ช่วงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายๆ เรื่อง นายอนุทิน ตอบว่า”ทําไมต้องท้อ ผมเป็นคนจีน มีเชื้อสายจีน ลูกท้อคือผลไม้มงคล กินทุกวันเกิดเลย”

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ลงทะเบียน25พค.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเปิดเผยรายละเอียดโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”ว่าจะเป็นการรวมโครงการคนละครึ่งเดิมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกัน คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ 43ล้านคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงินซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.4-1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ

โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะแบ่งการดำเนินโครงการออกเป็น 2 เฟส ดังนี้เฟสที่ 1 เปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยเริ่มใช้จ่ายในวันที่ 1 มิ.ย.2569 ให้วงเงินเดือนละ 1,000 บาท นาน 2 เดือน โดยรัฐช่วยสมทบ 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 700 บาท จากปกติที่ได้รับเดือนละ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือนเท่ากับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องเข้ามาลงทะเบียนรับเข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน โดยกระทรวงการคลังจะมีการตรวจสอบและทบทวนผู้ผ่านเกณฑ์ถือบัตรสวัสดิการอีกครั้ง หลังจากมีการลงทะเบียนล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

เฟส2ดีเดย์จ่ายต่อเนื่องก.ค.

“การทบทวนสิทธิครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนยากจนที่เคยตกหล่นสามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบได้ในขณะเดียวกันก็จะทำการคัดกรองผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการฯแต่ปัจจุบันมีฐานะดีขึ้นหรือรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ให้ย้ายไปใช้สิทธิในส่วนของคนละครึ่งแทน เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากที่สุด”

เฟสที่ 2 เริ่มใช้จ่ายต่อเนื่องเดือนก.ค.2569โดยผู้เข้าร่วมได้รับเงินสมทบเดือนละ1,000 บาท 2 เดือน โดยในเฟสนี้จะมีการเริ่มใช้ข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเดิมจะยังคงได้รับสิทธิใน2 เดือนแรกไปก่อนระหว่างรอการตรวจสอบ โดยในเฟสที่ 2 ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท อีก 2 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ยังสามารถลงทะเบียนในเฟส2 เพื่อให้รัฐสมทบ 60%และจ่ายเอง 40%

สภาเดือด!ปชน.จี้ถามกู้เงิน4แสนล.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามสด ซึ่งน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทน

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามแรกถึงแผนการใช้เงินที่ระบุว่าจะเยียวยาประชาชนที่ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ในรายละเอียดพบว่าการใช้เงินกู้จะมี 2 แผ่น คือ แบ่งเป็นแผนละ 2 แสนล้านบาท โดยแผนและวงเงินก้อนแรกเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร ทั้งนี้ในหลักการตนเห็นด้วยมีเงินเพื่อเยียวยาประชาชนกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน

ติดใจเทงบหมดหน้าตักใน4เดือน

“แต่ติดใจวงเงิน และการใช้เงิน ซึ่งพบว่า จะใช้ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ คนละครึ่งพลัส กลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และอีก 5.2หมื่นล้านบาท เพื่อเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ทั้งนี้ 4 เดือนแรก จะใช้งบประมาณรวม 1.72 แสนล้านบาท เรียกว่ากู้มาจะเทหมดหน้าตัก ภายใน 4 เดือนแจกโครงการคนละครึ่ง 30 ล้านคน นั้นมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบใด วิธีการลงทะเบียนใครลงก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนจริงหรือไม่ แผนการเทหมดหน้าตัก 4 เดือนแรก แจกแบบสุ่ม คนเดือดร้อนไม่ได้ คนได้อาจไม่ได้นั้นเดือดร้อน รัฐบาลมีแผนเยียวยามีวัตถุประสงค์อะไร” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

แจงรัฐจำเป็นกู้รับมือพิษสงคราม

นายภราดรได้ชี้แจงว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออกพ.ร.ก.เงินกู้เพราะวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งต่อพลังงาน ต้นทุนสินค้า เป็นภาระของประชาชนที่ซื้อสินค้าแพง ขณะที่กำลังซื้อหดตัว เมื่อพิจารณาจากงบประมาณปี 2569พบว่ามีงบกลาง เหลือ 2หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานกรณ์ได้ถ้วนหน้าทั้งหมด ส่วนการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ทั้งนี้ คาดว่ามีเงินเหลือที่โอนได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน

ชี้คนไทยได้รับสิทธิ์43.2ล้านคน

นายภราดรชี้แจงอีกว่าการที่รัฐบาลแบ่งเงินกู้ เป็น 2 ก้อนๆละ 2แสนล้านบาท โดยก้อนแรกจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม แต่ที่ถามว่า 2โครงการหลักที่จะเกิดขึ้นคือโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”แบ่งเป็น 2 ก้อน คือ 1.โครงการคนละครึ่งพลัสที่วางแผนช่วยเหลือ 30 ล้านสิทธิ ให้ 4 เดือนๆ ละ 1,000 บาท เท่ากับ 1 คนใช้เงิน 4,000 บาทและลงทะเบียนใหม่ และ 2.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีผู้ถือ 13.2ล้านคน จะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่ใช้ 1.72 แสนล้านบาท ทั้งนี้ที่ถามว่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ขอถามตรงๆว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกะทบจากสถานการณ์สงคราม ตนเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดีในส่วนกลุ่มเปราะบางที่ปัจจุบันได้ 13.2ล้านสิทธิ์ รัฐบาลจะขยายเพิ่มอีก 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับ เป็น43.2ล้านคน

เชื่อสงครามยืดเยื้องัดมาตรการเร่งด่วน

“เหตุที่รัฐบาลต้องเทหมดหน้าตักเพราะรัฐบาลเชื่อและประเมินสถานการณ์สงครามจาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้ เชื่อว่าสงครามยืดเยื้อระดับกลางไม่จบภายใน 1-2 เดือน อาจจะจบช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ต้องช่วย ช่วง 4 เดือน หากไม่เยียวยาได้อย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า โดยรัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์เกิดขึ้น จึงวางมาตรการเร่งด่วน”นายภราดร กล่าว

ยัดไส้-ไม่เร่งด่วน/ส่อขัดรธน.ม.172

น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สอง และให้ข้อสังเกตว่า เป็นภาวะรัฐบาลถังแตก แต่พบว่ามีเจตนายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน คือ ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท มาในพ.ร.ก.กู้ด่วน ถ้าไม่ทำตอนนี้กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่ไม่มีรายละเอียด หากจะเปลี่ยนผ่านพลังงานภายในปีเดียว และต้องกู้ในก.ย.70 จะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์และทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนหรือไม่ หากรอไปอีก 3 เดือน บรรจุในพ.ร.บ.งบประมาณทำได้ ทั้งนี้ควรทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

ปัดสอดไส้โครงการพลังงาน

จากนั้นนายภราดรชี้แจงว่าสำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลังได้ประชุม 4หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง ทำรายละเอียดส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาทไว้ โดยมีแผนว่าจะแบ่งกู้ 2ปี โดยปีนี้กู้ 2 แสนล้านบาท และปีหน้ากู้ 2 แสนล้านบาท ส่วนพ.ร.บ.งบประมาณปกติได้ทำตัวเลขแล้วทั้งหมดจากประมาณการทำให้เห็นชัดว่า 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70%ส่วนเรื่องสอดไส้โครงการพลังงาน วงเงิน2แสนล้านบาท ซึ่งที่บอกว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมองวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศต่อวิกฤติพลังงานแบบไหน เร่งด่วนหรือไม่

“วันนี้ประชาชนบ่นว่าเสียค่าไฟแพง เพราะไฟฟ้าผลิตมาจากฟอสซิล และแก๊สธรรมชาติที่ราคาแพง ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งประเด็นนี้เป็นร่มเดียวกันที่ตั้งใจลดค่าใช้จ่ายประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยสนับสนุนพลังงานสะอาดที่เน้นพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ในส่วนของพลังงาน ผมเชื่อว่าในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามาหลังจากที่พ.ร.ก.บังคับใช้และผ่านสภาฯจะตั้งกรรมการกลั่นกรองโครงการเพื่อตอบโจทย์ลดภาระใช้พลังงานจึงเป็นโอกาสของประเทศเปลี่ยนถ่ายพลังงาน”นายภราดร ย้ำ

พร้อมชี้แจงอีกว่าเหตุที่ไม่ใช้งบประมาณปี2570เพราะทำไม่ทัน เนื่องจากวันที่ 1พ.ค.สำนักงบประมาณได้ปิดคำขอให้หน่วยงานส่งคำขอแล้ว ทั้งนี้ เมื่อดูในไส้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ขอเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานนั้นมีไม่มากเพราะเวลาจำกัดจึงต้องใช้โอกาสเปลี่ยนถ่ายพลังงานเพื่อความยั่งยืนของพลังงานสะอาด

ซัดรัฐตีเช็คเปล่า-ปชช.ใช้หนี้

น.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถามที่สามว่ารัฐบาลตีเช็คเปล่า กับประชาชนที่เป็นผู้ใช้หนี้ คิดไปทำไปเพราะยังไม่มีโครงการใดๆอยู่ในแผน2และไม่ได้สะท้อนว่าไม่ทำวันนี้ กระทบมั่นคงเศรษฐกิจอย่างรับไม่ได้ ทั้งนี้ พ.ร.ก.ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อเพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกเป็นพ.ร.ก.ข้ามหัวสภา หากออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาตนไม่ติด แต่ออกให้น้อยกว่า2แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มให้กับโครงการคนละครึ่งมากถึง1.2แสนล้านบาทไม่ต้องออกถึง 2แสนล้านบาท และเก็บกระสุนเพื่อให้ตรงเป้ากับกลุ่มเป้าหมาย

“4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท คิดว่ายังไงมีโอกาสที่สงครามยืดเยื้อ และวิกฤติไม่จบภายใน 4 เดือน แต่กระสุนไม่เหลือให้ช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและอาจกู้ใหม่ไม่ได้ อาจเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่จะออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินได้ ไม่ใช้เพราะจะชนเพดานกู้เงิน 70% เพราะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นทั้งนี้แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ มีแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไรในอนาคต”น.ส.ศิริกัญญา ย้ำ

ยันออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.ม.172

นายภราดร ชี้แจงว่าข้อกล่าวหาเช็คเปล่ารุนแรงเกินไป ได้วางแผนอย่างรอบคอบต่อการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน นอกจากนั้นการใช้เงินก้อนแรก วงเงิน 1.7แสนล้าน ใน 4 เดือน เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชานในช่วงสั้น จำเป็นที่ต้องช่วยประชาชนก่อนเจอภาวะข้าวยากหมากแพง โดยการใช้เงินก้อนดังกล่าวใน 4 เดือนถึงมือประชาชนทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ ส่วนแผนการกู้จะกู้เงินในประเทศ ดอกเบี้ย 1.3% เท่านั้น ส่วนแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล จะใช้ตามปกติ คือ ตั้ง 4% ในงบรายจ่ายประจำปี ใช้เงินต้น 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก ทั้งนี้การกู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 มีเหตุผล มีความจำเป็นเร่งด่วน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายฝากไปยังรัฐบาลว่าอย่าเอาการเยียวยาประชานเป็นตัวประกัน แล้วยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เพียงเพื่อหวังผลอื่นใด หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความและมีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง อย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้าง เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ

‘ภรณ์’ย้ำปชป.ร่วมปชน.ส่งตีความ

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ต่อกรณีการร่วมกับพรรคประชาชนเข้าชื่อเพื่อยื่นตีความการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลส่อขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172ว่าวานนี้ (6 พ.ค.)ได้หารือร่วมกันและพรรคประชาชนบอกว่าขอให้นำเข้าที่ประชุมสส.วันนี้(7พ.ค.)ก่อนจากนั้นจะให้คำตอบ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สส.เข้าชื่อ100คน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มี 21เสียงดังนั้นการยื่นเรื่องได้หรือไม่ต้องผ่านด่านพรรคประชาชนก่อนโดยทิศทางแล้วเชื่อว่าจะเห็นไปในทางเดียวกันว่าการออกพ.ร.ก.นั้นไม่เข้าเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นพ.ร.ก.ฉวยโอกาส

สวน‘เอกนิติ’วิกฤติแตกต่างกัน

นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลังระบุว่าก่อนหน้านี้ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเคยกู้เงินและถูกยื่นตีความเช่นกันว่าในอดีตที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินนั้นเพราะมีวิกฤติที่แตกต่างกัน เช่นปี2541 ที่มีวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2552 มีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และปี 2565 มีวิกฤติโควิด ซึ่งวิกฤติแต่ละครั้งมีสิ่งบ่งชี้ว่าจีดีพีติดลบ แต่ปัจจุบันแม้มีปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้า แต่ยังโตอยู่ และจีดีพีในภาวะสงครามคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย แถลงอย่างภาคภูมิใจต่อการจัดอันดับของมูดี้ส์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนนอกจากนั้นแล้วการเก็บภาษียังเป็นปกติ ไม่มีวิกฤติที่เข้าเกณฑ์ต่อการออกพ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการใช้เงิน หรือการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ทุกอย่างมีกติกาและเหตุผล นายกฯบอกว่าต่างคนต่างหน้าที่ ผมอยู่ฝ่ายค้านต้องดูแลประชาชนเช่นกัน เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากประเทศขาดวินัยการเงินการคลังต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เศรษฐกิจล่มสลายได้ จะกลายเป็นเวเนซุเอลา ดังนั้นทุกอย่างที่รัฐบาลทำ ต้องยึดกรอบกฎหมายที่กำหนด ไม่ใช้เงินเกินควร ทำงบขาดดุลได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเพื่อให้ฐานะการคลังยังมั่นคง” นายกรณ์ กล่าว

มติปชน.ร้องศาลฯตีความพ.ร.ก.

ช่วงบ่าย ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นคือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน400,000 ล้านบาท ทั้งๆที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีกพรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป

ย้ำพรรคฝ่ายค้านร่วมลงชื่อได้

เมื่อถามว่าการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่ายินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆมาร่วมลงชื่อด้วยกันตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วยเพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เล็งส่งศาลรธน.จันทร์-อังคารนี้

เมื่อถามว่าร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯอื่นๆอยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

นายกฯฉะฝ่ายค้านอย่าตีตนก่อนไข้

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านออกมาแฉมีบริษัทนอมินีในชื่อ อาม่า กว้านซื้อที่ดินที่จ.ระนองกว่า 500 ไร่ทั้งที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ทันเริ่มจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรนายกฯหัวเราะในลำคอก่อนกล่าวว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า ช่วยทำให้ทุกอย่างมันคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศให้มากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้และโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพรุ่งนี้ บริบทมันเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีมาอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ตอนนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้ายืนบนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนมีความขัดแย้งมีการสู้รบหรือมีสงครามเราก็พยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความมั่นคงปลอดภัยเป็นที่สนใจของนานาชาติ พยายามจะเสริมศักยภาพเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป

ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น-ฟังเสียงปชช.

เมื่อถามว่ามีการปั่นกระแสการให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี นายอนุทิน กล่าวว่าพอพูดปั่นกันรัฐบาลไม่ฟัง เสียงปั่นไม่เกี่ยว นี่เรื่องแลนด์บริดจ์การลงทุน

เมื่อถามว่าเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านจะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการยังไม่เริ่มเลย เราก็ศึกษาปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาที่มี นายเอกนิติ นิติทันณ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังเป็นประธาน เมื่อผลการศึกษาออกมาเราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันไม่ได้มีอะไรแปลก ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้นยืนยันทุกอย่างอยู่บนผลการศึกษา

เมื่อถามว่า เมื่อผลการศึกษาออกมาแล้วต้องฟังคำแนะนำฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทินกล่าวสวนทันทีว่า “ฟังเสียงประชาชน ผมกำชับใช้คณะกรรมการมีภาคประชาชนอยู่ด้วย นายเอกนิติก็เห็นชอบและจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย”

14จว.ใต้จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์

วันเดียวกัน ทาวเครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์เรื่อง รัฐบาลต้องทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ดังนี้นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชล และนักวิชาการ ถึงความไม่คุ้มทุนในการก่อสร้างโครงการ ที่มีงานวิชาการรองรับอย่างชัดเจนว่าวิธีการขนส่งสินค้าแบบถ่ายลำเรือคือวิธีการที่ไม่ได้ดึงความสนในผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และยังความเสี่ยงที่ไร้อนาคต อาจจะกลายเป็นการยกผืนแผ่นดินภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ร่วม 100,000 ไร่ ให้กับนายทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนมากกว่า 99 ปี ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย SEC

ขณะที่พลเมืองไทยจำนวนมากยังไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย และอีกจำนวนไม่น้อยถูกริดรอนสิทธิ์ด้วยการการประกาศเขตป่าไม้ เขตอุทยานแห่งชาติทับที่ จนไม่สามารถออกถือกรรมสิทธิ์ได้อย่างชอบธรรม โดยอ้างกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังระดับชาติที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคมานานหลายปี ที่หลายรัฐบาลไม่กล้าแม้แต่จะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่พอกับนายทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ที่ดินของพวกเราจำนวนมากนับแสนไร่ กลับง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ พวกเราเครือข่ายขบวนองค์กรสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดฟังเสียงประชาชน และเสียงของนักวิชาการที่กำลังเสนอให้เห็นถึงความเสี่ยงในโครงการนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและแผ่นดินผืนใหญ่ของภาคใต้ให้กับนายทุนต่างชาตินานนับร้อยปี ด้วยการทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และยกเลิกแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ในทันที”

Leave a comment