
ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ก.พ.ค.มีมติ 6 ต่อ 1 ชี้เมื่อปี’68 ภูมิธรรม-ปลัด มท.โยกย้าย 2 อธิบดี ไม่ชอบด้วย ก.ม.เผยใช้เวลาเพียง 4 วัน หลังจากมอบนโยบาย ไม่ใช่ย้ายเพื่อประโยชน์ต่อราชการ แต่มีวัตถุประสงค์อื่น ด้านไชยวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้องภูมิธรรม-ปลัด มท.เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค.ว่า จากกรณีเมื่อปี 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้นเสนอรายชื่อให้โยกย้ายนายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและนายไชยวัฒน์จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาทั้งสอง ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายดังกล่าว เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งทาง ก.พ.ค.มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาดำเนินการ
ทั้งนี้ ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ต่อนายภูมิธรรม ภายหลังนายภูมิธรรม ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดี ทั้ง 2 กรม ต้องนำนโยบายของ รมว.มหาดไทย ไปดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ก.พ.ค.มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 4กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายที่กระทรวงมหาดไทย และวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ให้พ้นจากตำแหน่ง จากนั้น รมว.มหาดไทยเสนอเรื่องต่อ ครม.วันที่ 8กรกฎาคม 2568 และ ครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4วันแสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้นำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติราชการโดยเฉพาะนายไชยวัฒน์ซึ่งเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง1 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จได้ และแม้ว่า รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจแต่ต้องใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
นายวรวิทย์ กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการ นอกจากนี้แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลักกับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่มีหน่วยงานในสังกัด มีหน้าที่เพียงตรวจราชการและให้คำแนะนำการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ไม่มีอำนาจสั่งการไม่อาจใช้อำนาจบริหารบังคับบัญชาได้
ประธาน ก.พ.ค.กล่าวต่อว่า กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองมิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใดดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยลงและอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42และมาตรา 57วรรคสอง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งอธิบดี จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่านายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายเกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้นการจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ
นายวรวิทย์ กล่าวว่า ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อย 1เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551และกฎ ก.พ.ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ.2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้งสอง
ด้านนายไชยวัฒน์เปิดเผยว่า กรณีที่ก.พ.ค.มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องขอบคุณ ก.พ.ค.ที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากจะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย โดยขอปรึกษาทีมกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง
เมื่อถามว่าการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม จะทำเพียงคนเดียวหรือควบคู่กับนายนฤชา ด้วย นายไชยวัฒน์กล่าวว่า คงต้องปรึกษาหารือกัน เนื่องจากตนและนายนฤชาถูกคำสั่งลักษณะเดียวกัน ต่อข้อถามว่าการโยกย้ายครั้งนั้น ที่ ก.พ.ค.ระบุว่าย้ายเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ เป็นเพราะสาเหตุใด นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากนายภูมิธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย และพวกตนได้รับนโยบายแต่ยังไม่มีเวลาดำเนินการใดๆ ก็กลับถูกโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องว่าไปตามเหตุตามผล
.jpg)
