พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนค้นหาเสน่ห์อาหารไทย จากผืนดินสู่ครัวโลก

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนค้นหาเสน่ห์อาหารไทย จากผืนดินสู่ครัวโลก

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนค้นหาเสน่ห์อาหารไทย จากผืนดินสู่ครัวโลก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรไทย ไปครัวโลก” ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00–17.00 น. ขอเชิญประชาชนร่วมค้นหาคุณค่าและเสน่ห์ของอาหารไทยตั้งแต่ผืนดินไทยสู่ครัวโลก สะท้อนคุณค่าของภาคการเกษตรไทยในฐานะแหล่งผลิตอาหารผ่านองค์ความรู้ด้านเกษตร การจัดการทรัพยากร และการสร้างความมั่นคงทางอาหารจากรากฐานภูมิปัญญา พร้อมเปิดอบรมฟรี 8 หลักสูตรวิชาของแผ่นดิน ที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและสร้างมูลค่าได้จริง ชม ชิม ช็อป ผลผลิตเกษตรคุณภาพในราคาสบายกระเป๋ากว่า 100 ร้านค้า

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “ปัจจุบันอาหารไทยได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ผัดไทย เมี่ยงคำ หรืออาหารพื้นถิ่นจากแต่ละภูมิภาค วันนี้โลกให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัย สุขภาพ และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรง ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และวิถีเกษตร ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรไทย ไปครัวโลก” ครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดมุมมองให้เห็นว่า เกษตรไทยสามารถสร้างคุณค่าได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือนทั้งยังเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และถือเป็น Soft Power สำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน” 

ภายในงานจัดเต็มด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ “วิชาของแผ่นดิน” และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ 8 หลักสูตร ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้จากปราชญ์เกษตร เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และผู้ปฏิบัติจริงจากทั่วประเทศ โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหาร การแปรรูปวัตถุดิบพื้นบ้าน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการใช้ภูมิปัญญาไทยสร้างอาชีพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อาทิ หลักสูตรเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน หลักสูตรถังหนอนรักษ์โลก หลักสูตรผักพื้นบ้านสู่ตลาดโลก และหลักสูตรวิถีอาหาร วิถีใจ Food Spirit เป็นต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ นิทรรศการ “จากผืนดินไทย สู่รสชาติที่โลกหลงรัก” โดย “เชฟแตงโม” แห่งครัวงอแง ที่จะพาทุกคนร่วมออกเดินทางผ่านเรื่องราวของอาหารไทยระดับโลก ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบในแปลงเกษตรปลอดภัย ไปจนถึงจานอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ อาทิ แกงเขียวหวาน ผัดไทย มัสมั่น และอีกหลากหลายเมนูน่าทาน นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ “รสชาติแห่งภูมิปัญญา คุณค่าสู่สากล” ที่นำเสนอ 10 พืชผักของไทยในฐานะวัตถุดิบสำคัญของอาหารโลก ผ่านข้อมูลการส่งออกพืชผักสดของประเทศไทยกว่า 278 ชนิด ไปยัง 64 ประเทศทั่วโลก สะท้อนคุณภาพ มาตรฐาน และความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อสินค้าเกษตรไทย

และพลาดไม่ได้กับสีสันของร้านค้าเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 100 ร้านค้า ที่คัดสรรสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายอย่างหลากหลาย ทั้งผักอินทรีย์สดจากแปลง ผลไม้ปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร ขนมพื้นบ้าน เครื่องดื่มสมุนไพร และอาหารไทยจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่หารับประทานได้ยาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้แก่ครอบครัวและชุมชน

เชิญมาสัมผัสเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทย ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ การปลูก การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างมูลค่าและอาชีพจากภูมิปัญญาไทยในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรไทย ไปครัวโลก” 6 – 7 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปทุมธานี  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

‘จระเข้คัดสรร’ ปี 5 สานต่อภารกิจ ชุบชีวิต ‘ขยะพลาสติก’ เป็น ‘ชุดโต๊ะเรียนเพื่อน้อง’

‘จระเข้คัดสรร’ ปี 5 สานต่อภารกิจ ชุบชีวิต ‘ขยะพลาสติก’ เป็น ‘ชุดโต๊ะเรียนเพื่อน้อง’

‘จระเข้คัดสรร’ ปี 5 สานต่อภารกิจ ชุบชีวิต ‘ขยะพลาสติก’ เป็น ‘ชุดโต๊ะเรียนเพื่อน้อง’

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

บจก.จระเข้ คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสานต่อภารกิจ “ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้เพื่อเด็กไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการ “จระเข้คัดสรร” ภายใต้แนวคิด “สร้างฮีโร่ช่วยโลก ให้ขยะเป็นซีโร่” โดยเน้นการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนของประเทศ โดย จระเข้ ได้ชุบชีวิตขยะพลาสติกใช้แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า ผ่านการแปรรูปเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนรักษ์โลกที่ทั้งทนทานและใช้งานได้จริง ซึ่งการนำขยะพลาสติกมาผลิตเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ยังเป็นการจุดประกายให้นักเรียนและชุมชนได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ในปีนี้ได้ส่งมอบชุดโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนรักษ์โลก จำนวน 360 ชุด มูลค่ารวมมากกว่า 700,000 บาท ให้แก่ 12 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและจ.สระบุรีที่เข้าร่วมโครงการ โดยโต๊ะ-เก้าอี้แต่ละชุดผลิตจากวัสดุ rPET รีไซเคิลในสัดส่วนถึง 20% หรือเทียบเท่ากับขวดน้ำพลาสติกขนาด 500 มล. จำนวน 70 ขวดต่อชุด โดยโครงการนี้ สามารถลดขยะพลาสติกได้เทียบเท่าขวดน้ำขนาด 500 มล. รวมกว่า 25,200 ขวด และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,800 kgCO2e ทั้งนี้ ขวดน้ำพลาสติกทั้งหมดมาจากการร่วมแรงร่วมใจในการคัดแยกของพนักงานจระเข้ฯ รวมถึงโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ สะท้อนการเปลี่ยน “สิ่งที่ถูกทิ้ง” เป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

นายวรพจน์ ตั้งมนัสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานการตลาด บจก.จระเข้ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปัญหาขยะพลาสติกเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนด้านสิ่งแวดล้อมของสังคมไทย โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกราว 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 25% จระเข้ พร้อมเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะ และเปลี่ยนสิ่งที่ถูกทิ้งให้เป็นโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทย กิจกรรม “ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้เพื่อเด็กไทย” ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง นอกจากเราจะได้สร้างประโยชน์ใหม่ๆ จาก ขยะ ให้กลายเป็นโต๊ะและเก้าอี้ที่แข็งแรง สวยงาม และใช้งานได้จริงแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังความเข้าใจเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดให้แก่เยาวชนไทย ที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เข้ามาร่วมดูแลสังคมในอนาคต จระเข้ เชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ยั่งยืนต้องเติบโตไปพร้อมกับการดูแลผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยเราเดินหน้าทำงานใน 3 มิติหลัก ทั้งการสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง สังคมที่ยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมที่สมดุล

ตลอด 5 ปีของการดำเนินโครงการ “จระเข้คัดสรร” สามารถจัดการขยะรีไซเคิลจากสำนักงานใหญ่ โรงงานสระบุรี และชุมชนโดยรอบ รวมแล้วกว่า 280,000 กิโลกรัม (ระหว่างปี 2565–2568) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 84,000 ต้น (ข้อมูล ณ มีนาคม 2569) นอกจากนี้ จระเข้ยังส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านทีมวิทยากรและพนักงานอาสาสมัครที่ลงพื้นที่จัดอบรมแนวทางการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครและจังหวัดสระบุรี ครอบคลุมตั้งแต่การแยกประเภทขยะ การลดปริมาณขยะที่ส่งเข้าถังขยะทั่วไป กระบวนการรีไซเคิล ไปจนถึงผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการคัดแยกอย่างถูกต้อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกให้เยาวชน

จระเข้ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างที่ใส่ใจทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม พิสูจน์แล้วว่าธุรกิจสามารถเติบโตควบคู่กับสังคมได้อย่างสมดุลผ่านการดำเนินงานที่คำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นๆ ร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และ Net Zero ภายในปี 2050

วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569

วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569

วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานแถลงข่าวงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” และ โครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” โดย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กรมประชาสัมพันธ์, หน่วยงานรัฐ, เอกชน, ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Gallery 5 หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานแถลงข่าวมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การฉายวิดีทัศน์โครงการฯ การสัมมนาโดย H.E. Ms. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ผู้อาวุโสคณะกรรมการจัดงาน, เอกอัครราชทูตอาวุโสในคณะกรรมการจัดงาน, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมประชาสัมพันธ์ และ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย นางปัจฉิมา ธนสันติ อดีตอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ริเริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2552

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายประสพ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ได้บูรณาการความร่วมมือในการจัด “โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์และเสน่ห์ของผ้าไหมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2569 มีสถานเอกอัครราชทูตเข้าร่วม 72 แห่ง สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 18 แห่ง เอกอัครราชทูตประจําประเทศไทย ร่วมเดินแบบบนเวที 36 ประเทศ รวมถึงเอกอัครราชทูต และคู่สมรสของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และ สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมทั้งหมด 31 ทีม จากอาชีวศึกษา 31 แห่ง มหาวิทยาลัย 48 ทีมจาก 28 แห่งทั่วประเทศ รวมอาจารย์และนิสิตนักศึกษาคณะแฟชั่นสิ่งทอกว่า 1,000 คน

โดยกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร ภายในงานมีนิทรรศการ 30 ผลงานสุดท้ายของการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” มีนิทรรศการเชิงวัฒนธรรม 41 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการ มีซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และมีบูธจำหน่ายสินค้าผ้าไหมคุณภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดพิธีเปิดนิทรรศการไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15พร้อมพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” ณ  Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร มีการจัดแสดงผลงานการออกแบบผ้าไหมร่วมสมัย ชุดเสื้อผ้ากว่า 250 ชุด รวมถึงตัวแทนของรัฐบาลไทยจาก 23 หน่วยงาน อาทิเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น เพื่อเผยแพร่ผลงานของเยาวชนไทยสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป

“กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้แก่เยาวชน นักออกแบบรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการผ้าไหม และร่วมภาคภูมิใจในมรดกภูมิปัญญาผ้าไหมไทยที่ได้รับการต่อยอดสู่เวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน” นายประสพ กล่าว

คุณแหน : 2 มิถุนายน 2569

คุณแหน :  2 มิถุนายน  2569

คุณแหน : 2 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

พยายามลอบสังหาร ประธานาธิบดีทรัมป์ อีกแล้ว!   นับเป็น 4th attempt on his life  หลังจาก 3rd attempt  เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งเดือน   ย้ำเตือนสิ่งที่ บารอนเนส ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ “คุณแหน” ลวท. 12/5/69   ว่าสังคมในสหรัฐฯกว้างใหญ่ไพศาลแถมยังมีสังคมย่อยของชนชาติอีกหลายชั้น   ในมุมหนึ่งนี่คือป่าดงดิบของบุคคลอันตรายยิ่ง “LONE  WOLF” (หมาป่าเดียวดาย) ผู้มีปัญหาจิตเวชเสมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาทำงาน   อันตรายมาก เพราะแม้แต่ Secret Service, FBI, ตำรวจท้องที่หรือเพื่อนร่วมงานต่างไม่รู้เบาะแสของบุคคลดังกล่าวเลย   จึงขอย้ำว่านี่คือเหตุผลที่ทางการสหรัฐฯซีเรียสมาก  กรณีที่มีผู้พยายามส่งสัญญาณอันตราย   บางครั้งสัญญาณครั้งเดียวอาจจะกระตุ้น LONE WOLF สร้างโศกนาฏกรรมที่เราหวาดกลัวได้…

 ฤาครั้งนี้จะเป็นฝันสลาย…กรณีการถ่ายทอดสด  World  Cup  26  สำหรับเมืองไทย   ฟังจากคำแถลงของท่าน อดีตบิ๊กข้าราชการ   อ้างว่า “ฟรีทีวี”  ไม่มีเงินพอซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ FIFA ตั้งราคาแพงเกินไป   ถ้าจะว่าไปแล้วเดิมทีก่อนหน้าที่หน่วยงานรัฐจะมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฟรีทีวี   พวกเขาก็แข็งแรงดีอยู่แล้ว (บางช่องกำไรหลายพันล้านบาทต่อปี)   และการถ่ายทอดสด World Cup เขาก็บริหารจัดการไปด้วยดีทุกครั้ง   เพราะฟรีทีวีเขารู้งานรู้ธุรกิจการค้าดี   พอท่านมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขทีวีแต่ละช่องกลายเป็นขาดทุนร่อแร่   ผู้นำรัฐบาลเองก็เพิ่งประกาศว่าชาวไทยจะได้ดูถ่ายทอดสด World  Cup  26  ชัวร์   ดังนั้นการที่ท่านมาแนะนำให้ไทยใช้วิธียอม “อดดูซักรอบ” เพื่อกดดันตีกลับไปที่ FIFA และ  Main  sponsors  จนในที่สุดฝรั่งต้องย้อนกลับมาอ้อนวอนไทย   ฟังแล้วน่าจะเป็นฝันกลางแดดมากกว่า…อย่างไรก็ตามขอให้เหล่า FC มีกำลังใจไว้   เพราะ บารอนเนส ฟังมาว่าขณะนี้มีการดำเนินการระดับสูงเพื่อหาทางออกที่ดีให้ชาวไทย…

ชื่นชมที่ กระทรวงวัฒนธรรม ได้เสนอให้ “ชุดไทย”ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของไทย ต่อ องค์การยูเนสโก เพื่อคุ้มครองสิทธิระดับชาติ…ยอมรับว่าเห็น”ชุดไทย” เมื่อใด ก็เกิดความรู้สึกภูมิใจในความเป็นชาติไทยเมื่อนั้น

ยังคงเป็น”ลูกกตัญญู” อย่างมั่นคง  ดาราหนุ่ม โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ  ทุ่มเทแรงกาย-แรงใจ และแรงเงินหลายล้านบาทสร้าง สถานปฏิบัติธรรม”เรือนธรรม” ในเนื้อที่ 2ไร่ แถวลาดกระบัง ให้ คุณแม่ปราณี  และเปิดให้คนทั่วไปมาปฏิบัติธรรมฟรีๆ ทั้งนี้สถานที่แห่งนี้เป็นทุนของโป๊ปล้วนๆ ไม่เปิดรับบริจาค เขาทำด้วยความเต็มใจ  เพราะ”ความสุขของแม่ไม่มีคำว่าแพง”…ซาบซึ้งจัง…

รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ นักวิชาการพุทธ – สอนพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎกสไตล์คนรุ่นใหม่ เล่าให้ฟังว่า อาจารย์จัด ธรรมะทอล์ค เป็นลักษณะ นาฏยธรรม โดย เบสออนทรูสตอรี่ เป็นเรื่องราวของ ความรัก การผูกพัน ข้ามภพ ข้ามชาติ  การตื่นรู้ การให้อภัย  ทั้งนี้ใช้ชื่อว่า”จิ๊กซอว์กรรม”จัดในวันที่ 27-28 มิ.ย. (มี 3 รอบ) ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ โดยมี ตั๊ก-นภัสกร เป็นผู้แสดงนำในการถ่ายทอด นาฏยธรรม ครั้งนี้…ซึ่งขณะนี้ตั๋วเข้าชมยังพอมีอยู่บ้าง สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.the concert.com …

ช่วงนี้ พล.ร.ท.พงศ์ชาญ เพ็ชรเทศ ยกครอบครัวไปเยี่ยมหนึ่งในลูกสาวฝาแฝด ที่กำลังเรียนปริญญาโท ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย…

อดีตท่าน ออท.นริศโรจน์ เฟื่องระบิล เป็นกรรมการคอยติดตามคณะถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่มาไทย พร้อมพาไปชมอาหารอร่อยๆให้คนอ่านนำ้ลายสอ…

ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ ไข้หวัดใหญ่เริ่มอาละวาดแล้ว ตอนนี้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ประกาศฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี โดยให้ walk in ไปได้ เริ่ม 2 มิ.ย.นี้…ใครว่า ของฟรีไม่มีในโลก ขอบอกว่า ที่นี่มีของฟรีแน่นอน…

ข่าวดีอีกเรื่อง มีข่าวเพิ่มเติมว่ารถไฟฟ้า 8 สาย ใช้ ไทยช่วยไทย พลัส 60 | 40 ได้ เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย.- 30 ก.ย.นี้ !!…

บารอนเนส

ส.ส.ท.จัดแข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส.ส.ท.จัดแข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส.ส.ท.จัดแข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ส.ส.ท.แข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ถ้วยพระราชทาน “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เทคโนฯปทุมวัน – สกลราชวิทยานุกูล – ร.ร.องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท – ม.กาฬสินธุ์ แชมป์ “พันธุ์เพิ่มศักดิ์” ชี้เป็นเวทีสร้างกำลังคนคุณภาพขับเคลื่อนอนาคตประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการแข่งขันหุ่นยนต์สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี รศ.ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคม ส.ส.ท. คณะกรรมการวิชาการและตัดสินการแข่งขัน และผู้เข้าแข่งขัน เข้าร่วม ณ ห้องไดมอนด์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 เป็นเวทีส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ และการแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการพัฒนาประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่าย ให้กับนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ และผู้สนใจด้านเทคโนโลยี ได้พัฒนาความรู้ ทักษะ และสร้างประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อนำไปต่อยอดในการศึกษา พัฒนาตนเอง และก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อไป

ด้าน รศ.ปราณี กล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2536 และในปี 2569 มีนักเรียนและนักศึกษาจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมกว่า 500 ทีม โดยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขัน ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นเกียรติยศสูงสุดและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่เยาวชนไทยในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สำหรับการแข่งขันในวันนี้ ถือเป็นวันตัดสินแชมป์ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของงาน โดยมีการประลองความสามารถของทีมหุ่นยนต์ระดับหัวกะทิที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมที่จะคว้าตำแหน่งชนะเลิศระดับประเทศ และรับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่เวทีการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ (ABU Robocon 2026) ต่อไป โดยผลการแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 มีดังนี้

1.การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 313 เกมการแข่งขัน “Kung Fu Quest เส้นทางสู่ปรมาจารย์กังฟู”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 50,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) ได้แก่ ทีม MECHATRONICS 1 จาก สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 30,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีม ดอกคูณ จากสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม IVEC 3 Robot จากสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 วิทยาลัยเทคนิคนครนายกและทีม KANKRAO จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

รางวัลหุ่นยนต์อัตโนมัติยอดเยี่ยม (TPA Robot Automation Excellence Award) ได้รับถ้วยรางวัล และเงินรางวัล 15,000 บาท ได้แก่ ทีม iRAP_Savior จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

รางวัล Popular Vote ได้รับถ้วยรางวัล และ เงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ ทีมหนุ่มลำตะคอง จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

2. การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท.-สพฐ. ยุวชน ครั้งที่ 24 เกมการแข่งขัน “Robo Soccer”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 15,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) พร้อมทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ได้แก่ ทีม SAKOLRAJ-CS จาก โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีม KNW_KMITL จาก โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย, สถาบันโคเซ็นพระจอมเกล้าลาดกระบัง

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับ ถ้วยรางวัล เงินรางวัล 5,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม YB-SOCCER จาก โรงเรียนโยธินบูรณะกับทีม KP-NM จาก โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี

3. ชนะการแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท.-สพฐ. ยุวชน ครั้งที่ 26 เกมการแข่งขัน “Robo Rescue with MicroROS”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 15,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) พร้อมทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ได้แก่ ทีม CNTROBOT จาก โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีม Interstellar จาก โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม ROS หลอกหยอกเล่น จาก โรงเรียนราชวินิตบางแก้วและทีม CRMS6_2 จาก โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย

4. การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. PLC Competition ครั้งที่ 21 “เกมการแข่งขันหุ่นยนต์ยกมวย Robo Punching”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 50,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์ PLC และ SERVO รวมมูลค่า 66,000 บาท จากบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็คทริค แฟคเทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้แก่ ทีม ROBOT.KSU จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 30,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีมลูกพระธาตุพนม A จากมหาวิทยาลัยนครพนม

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม RC_AutoBrain1 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี และทีม Re-04_TNI จากสถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น

รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ได้รับถ้วยรางวัล และเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีม Harmonic Wave จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

มช. เปิดพื้นที่เรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ เสริมนักเรียน ม.ปลาย สะสมหน่วยกิต พร้อมต่อยอดสู่รั้วมหา’ลัย

มช. เปิดพื้นที่เรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์  เสริมนักเรียน ม.ปลาย สะสมหน่วยกิต พร้อมต่อยอดสู่รั้วมหา'ลัย

มช. เปิดพื้นที่เรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ เสริมนักเรียน ม.ปลาย สะสมหน่วยกิต พร้อมต่อยอดสู่รั้วมหา’ลัย

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.41 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดรับสมัครผู้เรียนเข้าร่วมโครงการ Entaneer Academy ประจำปี 2569ช่องทางการเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และต่อยอดสู่การประกอบอาชีพวิศวกรในอนาคต ภายใต้แนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง

Entaneer Academy ก่อตั้งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งพัฒนานักเรียน นักศึกษา บุคลากรวัยทำงาน และผู้สนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ พร้อมค้นหาศักยภาพและเส้นทางอาชีพของตนเองไปพร้อมกับการเรียนรู้

ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านรูปแบบการเรียนที่หลากหลาย ทั้งการเรียนในห้องเรียน (On-site) การเรียนออนไลน์ (Online) และการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบ MOOC ซึ่งช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวกและยืดหยุ่น ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะในยุคดิจิทัล

หลักสูตรพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่หลากหลาย อาทิ แคลคูลัสสำหรับวิศวกรรมศาสตร์ ฟิสิกส์สำหรับนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ วัสดุวิศวกรรม การเขียนแบบวิศวกรรม การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับวิศวกร พื้นฐานการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีโรงงาน และหลักสูตรเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและสังคมดิจิทัล เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจและเป้าหมายทางการศึกษา

จุดเด่นสำคัญของ Entaneer Academy คือการเป็นช่องทางพิเศษสำหรับนักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผู้ที่เรียนจบหลักสูตรและได้รับผลการเรียนระดับ B ขึ้นไป อย่างน้อย 3 หลักสูตร (วิชาหลัก 2 หลักสูตร และวิชาเลือก 1 หลักสูตร) สามารถใช้เป็นคุณสมบัติในการสมัครคัดเลือกผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 Portfolio ได้ นอกจากนี้ ผู้เรียนยังสามารถสะสมหน่วยกิตในระบบ Credit Bank CMU ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับการเทียบโอนหน่วยกิตวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้รับการรับรองจากวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตและสำนักทะเบียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยลดภาระการเรียนและวางแผนการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สมัครต้องเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ หรือผู้ที่มีความสนใจในศาสตร์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยใช้สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) หรือเอกสารแสดงคุณวุฒิการศึกษาเป็นหลักฐานประกอบการสมัคร

ปัจจุบัน Entaneer Academy ภาคการศึกษาที่ 2 ปี 2569 กำลังเปิดรับสมัครผู้เรียน ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2569 โดยเปิดรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 สายวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รวมถึงผู้ที่สนใจเรียนรู้ศาสตร์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผู้สนใจสามารถสมัครและชำระค่าเรียนได้ผ่านเว็บไซต์ Lifelong CMU

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Entaneer Academy หรือโทรศัพท์ 053-942095 และ 053-944179 ต่อ 109

สัมผัสวิถีล้านนา ในงาน ‘LAMPHUN BRAND FAIR 2026’ หนุนสินค้าไทยสู่สากล

สัมผัสวิถีล้านนา ในงาน 'LAMPHUN BRAND FAIR 2026' หนุนสินค้าไทยสู่สากล

สัมผัสวิถีล้านนา ในงาน ‘LAMPHUN BRAND FAIR 2026’ หนุนสินค้าไทยสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

จังหวัดลำพูนเดินหน้าขับเคลื่อน “ลำพูนแบรนด์” เปิดงาน “LAMPHUN BRAND FAIR 2026” ยกทัพสินค้าอัตลักษณ์ “ลำพูนแบรนด์” สู่สากล ชวนช้อปฟินฟีลล้านนา 29 พ.ค. – 2 มิ.ย. นี้ ณ พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร
 
จังหวัดลำพูน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดสากล จัดงาน “LAMPHUN BRAND FAIR 2026” กิจกรรมขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดลำพูน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์จังหวัดลำพูน (Lamphun Brand) ชวนชาวกรุงเทพมหานคร และใกล้เคียง ร่วมสัมผัสเสน่ห์หัตถกรรมและวิถีล้านนาอย่างเต็มอิ่มตลอด 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ ชั้น 1 ลาน Royal Park Plaza ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร


 
นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า จังหวัดลำพูนได้กำหนดตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์จังหวัดลำพูน หรือ “ลำพูนแบรนด์” ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายยืนยันและรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการที่มีแหล่งผลิตในจังหวัดลำพูน โดยมุ่งเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัด ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดี 3 ด้าน (3 Image) ได้แก่ ภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ผลิต (Corporate Image) และภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัด (Provincial Image) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน 


 
ด้าน นางสาวจุฬารัตน์ นุ่มนิ่ม พาณิชย์จังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าสินค้าอัตลักษณ์จังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อพัฒนาและส่งเสริมสินค้าดี สินค้าเด่น สินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดลำพูนให้เข้าสู่ตลาดในวงกว้าง ซึ่งภายในงาน มีกิจกรรมไฮไลท์ที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย ช้อปฟินกับ 43 ร้านค้าชื่อดัง การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้าท้องถิ่น และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีศักยภาพสูงภายใต้ตรา Lamphun Brand , การเจรจาการค้าจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เปิดโอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อผลักดันสินค้าสู่ตลาดระดับสากล , นิทรรศการ Display สุดพิเศษ จัดแสดงผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยมที่ได้รับการการันตีจากตราสัญลักษณ์ลำพูนแบรนด์ , สัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนา ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรีโฟล์คซองล้านนาทุกวันจาก ตู่ ดารณี , หนึ่ง เดอะสะล้อ และ 2 มิ.ย. 69 พบไรอัล กาจบัณฑิต , กิจกรรมแชะ & แชร์ บริการให้เช่าชุดล้านนาเพื่อเก็บภาพความประทับใจภายในงาน

พิเศษ โปรโมชันส่งเสริมการขาย กิจกรรม “สินค้านาทีกอง” แจกคูปองส่วนลดแทนเงินสด และร่วมสนุกกับเกมแจกของรางวัลรวมมูลค่า 20,000 บาทต่อวัน
 
จังหวัดลำพูนจึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการโดยตรง และร่วมสืบสานคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมในงาน “LAMPHUN BRAND FAIR 2026” ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ป.ป.ช. จัดฉาย ‘แกะดำ’ ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 สร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริต

ป.ป.ช. จัดฉาย 'แกะดำ' ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 สร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริต

ป.ป.ช. จัดฉาย ‘แกะดำ’ ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 สร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริต

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปลุกจิตสำนึกผลกระทบการทุจริตคอร์รัปชัน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์เรื่อง “แกะดำ” โครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 หวังกระตุ้น และสร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริตในรูปแบบหนังสั้น

นายประทีป คงสนิท รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมเปิดงานแถลงข่าวจัดฉายภาพยนตร์ “แกะดำ” จากโครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 โดยนายประทีป คงสนิท เปิดเผยว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญระดับสากลและเป็นภัยร้ายแรงที่บ่อนทำลายการพัฒนาประเทศในทุก มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าหลายประเทศได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่มีการรณณรงค์จากองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่เห็นพ้องกันว่าการคอร์รัปชั่นและการการทุจริตเป็นปัญหาที่นําไปสู่ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างแท้จริง สําหรับประเทศไทยนั้นเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าดัชนี CPI (Corruption Perceptions Index : ดัชนีที่สะท้อนภาพลักษณ์การทุจริตของประเทศ) มีคะแนนระดับต่ำซึ่งมีผลต่อการพัฒนาและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึกในระบบสังคมไทย การจัดโครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อร่วมกระตุ้น ปลุกจิตสำนึกให้ ประชาชน คนรุ่นใหม่ กลุ่มคนรากหญ้า ให้ ตระหนักถึงผลกระทบของการทุจริต คอร์รัปชั่นถ่ายทอดผ่านสื่อภาพยนตร์

นายประทีป คงสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์เรื่อง “แกะดำ” ภายใต้โครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 โดย บริษัท ทรีสตูดิโอ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพิ่มความตระหนัก และความเข้าใจในเรื่องการทุจริตที่มีผลกระทบต่อสังคม ผ่านสื่อภาพยนตร์ จากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เพื่อหวังสร้างสังคมที่ไม่ทนการทุจริตคอร์รัปชัน ปลูกฝังค่านิยมทางสังคมในเชิงบวกโดยการไม่ข้องแวะกับการโกงและสร้างความโปร่งใสในสังคม อีกทั้งยังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายสังคมที่ร่วมมือกันในการป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ ส่งเสริมความซื่อสัตย์และคุณธรรมจริยธรรมของคนทั้งประเทศ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการทำกิจกรรมจาก กองทุน ป.ป.ช. ปี 69  ทางโครงการได้เลือกผลของบางคดีเรื่องราวในสังคมที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างเป็นภาพยนตร์สั้น 5 เรื่องภายใต้โปรเจคภาพยนตร์ในชื่อ “แกะดำ”   โดยนักแสดงมายมายอาทิ องอาจ เจียมเจริญพรกุล / บุญส่ง นาคภู่ / ปวิตร มหาสารินันทน์ / วัฒนชัย ตรีเดชา / วรรัตน์ กาญจนราช / สุพิชญา ณ สงขลา / อชิตา วงษ์โพธิ์ / ชาลี อิ่มมาก / จำปา แสนพรม / กวินธร แสงสาคร และกลุ่ม 6 ผู้กำกับมากฝีมือ เปลว ศิริสุวรรณ / รักศักดิ์ จันทร์พิสุ /บุญส่ง นาคภู่ / เชิดศักดิ์ ประทุมศรีสาคร / พลสิน แซ่หล่อ / กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์

สำหรับโครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม ปี 2 จะมี 3 กิจกรรม ประกอบด้วย ผลิตภาพยนตร์สั้น 5 เรื่องภายใต้ชื่อเรื่อง “แกะดำ” ประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์กลางแปลงรอบสื่อมวลชน 1 แห่ง และเผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านสื่อช่องออนไลน์ 3 Applecation ประกอบด้วย Facebook, Youtube  และ Tiktok โดยในวันนี้ได้มีการมอบป้ายสนับสนุนการเผยแพร่ภาพยนตร์ให้กับตัวแทนกลุ่มฉายภาพยนตร์กลางแปลงเพื่อกระจายการฉาย มอบสิทธิ์ภาพยนตร์เพื่อเก็บเป็นเก็บรักษาไว้กับหอภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มอบสิทธิ์ภาพยนตร์ให้ทาง Mono Max เพื่อฉายในระบบ Streaming มอบสิทธิ์ภาพยนตร์ให้ทาง บริษัท นครชัยแอร์ เพื่อฉายในระบบรถโดยสารของบริษัทฯ และเผยแพร่ผ่านทางช่องเนชั่นทีวี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนการเผยแพร่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีโดยคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ภายหลังจัดฉายรอบสื่อมวลชนยังสามารถรับชมได้ฟรีในระบบโซเชียลเน็คเวิร์คผ่านแอพพิเคชั่น Facebook , Youtube ,  TikTok และช่องNationTV การดำเนินการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีกันมาอย่างยาวนานแต่การทำงานของ ป.ป.ช. เพียงลำพังไม่สามารถปราบปรามทุจริตให้หมดสิ้นไปได้ถ้าขาดการสนับสนุนของภาคประชาชน การร่วมมือภาคประชาชนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อหวังผลให้การทุจริตลดลงได้ในอนาคต

Around W. By หมูอ้วน : เปิดใจ ‘GrabRanger’ ฮีโร่แห่งท้องถนน กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆในสังคม

Around W. By หมูอ้วน : เปิดใจ ‘GrabRanger’ ฮีโร่แห่งท้องถนน กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆในสังคม

Around W. By หมูอ้วน : เปิดใจ ‘GrabRanger’ ฮีโร่แห่งท้องถนน กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆในสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มีไรเดอร์กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณ หรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสาที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่  GrabRanger มีเหมือนกันคือ “จิตสาธารณะ” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน”

จุดเริ่มต้นกลุ่ม GrabRanger เริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ “พี่เชิด” ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง “ตอนนั้นผมน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมา ก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกผมไปเลยทำให้ผมตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้วผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล”

นับจากวันนั้น พี่เชิดเดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม GrabRanger ในปีที่ 2568

วันนี้ GrabRanger ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ

สำหรับ GrabRanger “ความช่วยเหลือ” ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ “สมดุ่ย” ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม GrabRanger เล่าถึงบทบาทในทีมว่า ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์ เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด

“มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสียตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆเราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย”

“มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆนะครับ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งผมก็รับรู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือเขามีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปผมพบว่าใจผมมีความสุขมาก มันเป็นความรู้สึกดีๆที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง” สมดุ่ย กล่าว

สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ “พี่ฮาท” ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าวและว่า เมื่อมาเข้าร่วม GrabRanger เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆนี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีมเพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม GrabRanger พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนั้น สู่ GrabRanger ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ

“แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆกันไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม

เป้าหมายต่อไปของ GrabRanger คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ

“แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นประธานแถลงข่าวความร่วมมือ โครงการยกระดับภูมิปัญญาอาหารสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในพื้นที่อีอีซี โดยมี เชฟชุมพล แจ้งไพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกอบอาหารไทย เกรียงไกร แสงสุวรรณ์ General Manager Novotel Rayong Star Convention Center รศ.ดร.พรรณี พิมาพันธุ์ศรี คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และ ชวินโรจน์ สุทธิธรรมชนะ ผู้ประกอบการร้านเมฆไอศกรีม จ.ชลบุรี ร่วมเสวนาในหัวข้อ “รากฐานแห่งภูมิปัญญา สร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมแสนสำราญ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ  ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยว่า “อาหารท้องถิ่น” ถือเป็นต้นทุนของพื้นที่ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่นวัตกรรมอาหารท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและโอกาสในการการสร้างรายได้ให้กับชุมชนเชื่อมโยงสู่ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ชุมชนที่ยั่งยืน โดย สกพอ. ได้ลงพื้นที่จัดเก็บองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านอาหาร 3 จังหวัด พร้อมกับประชุมหารือสร้างการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนายกระดับนวัตกรรมอาหารถิ่นให้เป็น 30 เมนูต้นแบบ สร้างตำรับอาหารถิ่นถ่ายทอดส่งต่อสู่การเรียนการสอนในสู่สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และชุมชน

โดยความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมสถาบันการศึกษา 6 แห่ง ในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา, มหาวิทยาลัยบูรพา, วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา, วิทยาลัยเทคนิคระยอง,วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง พร้อมทั้งต่อยอดและขยายผลสู่ภาคธุรกิจบริการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมอาหารเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ เชฟชุมพล แจ้งไพร และทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมกันยกระดับภูมิปัญญาอาหารสู่มาตรฐาน พร้อมทั้งมุ่งเป้าการยกระดับองค์ความรู้โดยมุ่งเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อยอดองค์ความรู้เดิม ยกระดับให้เป็นองค์ความรู้ใหม่และขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่และชุมชน

นอกจากนี้ โครงการยังเดินหน้าเตรียมขยายผลสู่สาธารณะผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ได้แก่ ธุรกิจบริการ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะมีการจัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้ในงาน EEC Sustainability Expo 2026 ในวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง รวมทั้งมีการจัดทำ E-book รวบรวม 30 เมนูต้นแบบพร้อมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบวีดีโอเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เผยแพร่สู่ผู้สนใจในวงกว้างสู่การสร้างอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการ เชื่อมอดีตสู่อนาคต เชื่อมชุมชนสู่ภาคอุตสาหกรรม เชื่อมประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่ชุมชน โดยให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาอย่างเป็นระบบ สร้างมาตรฐาน เพิ่มคุณค่า และต่อยอดสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซี โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันให้พื้นที่อีอีซีเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป” ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้าย