ซีพี แอ็กซ์ตร้า สานต่อโครงการ ‘ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน’ ปีที่ 7 หนุนเกษตรกรไทย พร้อมสมทบทุนเข้าโครงการ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’

25 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง สานต่อโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 7 ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสนับสนุนการบริหารจัดการผลผลิตลำไยในช่วงฤดูกาล พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อลำไย 573,000 กิโลกรัม จากแหล่งเพาะปลูกสำคัญในภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน และตาก กระจายผลผลิตสู่แม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ

นอกจากการสร้างช่องทางตลาดและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรแล้ว โครงการยังต่อยอดการสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคม ซึ่งตลอดระยะเวลาการจำหน่ายลำไยภายใต้โครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 7 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 จะร่วมสมทบเงิน 1 บาท จากลำไยทุก 1 กิโลกรัมที่จำหน่ายได้ เข้าสู่โครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” ที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนวัตถุดิบอาหารคุณภาพสำหรับนำไปประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหาร โดยในช่วงปี 2566–2568 ได้สนับสนุนวัตถุดิบอาหารให้แก่โรงเรียนแล้วรวม 333 แห่ง ครอบคลุมนักเรียน 75,848 คน สำหรับปี 2569 นี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าสนับสนุนมื้ออาหารให้นักเรียนจำนวน 30,000 คน จาก 100 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเยาวชนไทย

การเดินหน้าโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงคุณค่าจาก “ผลผลิตของเกษตรกร” สู่ “มื้ออาหารของเยาวชน” ให้ทุกการจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรไทยมีส่วนสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม ตอกย้ำแนวทางของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการใช้ศักยภาพของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเป็นกลไกเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และชุมชน เพื่อร่วมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

เริ่มแล้ว !! บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลมื้อค่ำสุดพรีเมี่ยม ที่ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

25 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) แนะนำบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม สวรรค์ของคนรักอาหารทะเลที่มีอาหารทะเลนานาชนิดคุณภาพเยี่ยมสดใหม่พร้อมให้บริการเป็นประจำทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ในบรรยากาศสุดหรูหราที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ (Espresso)



เริ่มต้นบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียมด้วยอาหารทะเลนำเข้าสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมสดไอริส (Irish Oyster) หอยนางรม ฟิน เดอ แคลร์ (Fine De Claire Oyster) ไข่ปลาคุณภาพนานาชนิด เช่น อัฟรูกา คาเวียร์ (Avruga Caviar) ไข่ปลาแซลมอน (Salmon Roe) ไข่ปลาลัมพิชสีดำ (Black Lumpfish) และไข่ปลาลัมพิชสีแดง (Red Lumpfish) นอกจากนั้นยังมีอาหารทะเลลวกสุกกำลังพอดีแช่เย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง ได้แก่ ขาปูยักษ์สีทอง (Golden King Crab) แคนาเดียนล็อบสเตอร์ (Canadian Lobster) กุ้งแม่น้ำและกุ้งขาวลวก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Green Mussels) และปูม้านึ่ง



อาหารแนะนำจากมุมบาร์บีคิว (BBQ) ได้แก่ ปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟกับซอสครีมผสมผักชีลาว (Marinated Salmon with Dill Crème Sauce) พลาดไม่ได้กับกุ้งลายเสือย่างแคบเปอร์ซอส (Marinated Tiger Prawn Capper Butter Sauce) ส่วนกุ้งแม่น้ำอบสมุนไพรเสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วรสจัดจ้าน (Roasted Sri Lanka River Prawn with Thai Herb and Peanut Chiki Sauce) เป็นอาหารพิเศษที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำศรีลังกาขนาดใหญ่ผ่ากลางแล้วอบกับซอสสมุนไพรสูตรพิเศษที่รับรองว่าจานเดียวไม่เคยพอ ส่วนท่านที่ชื่นชอบเนื้อ แนะนำซี่โครงแกะหมักสมุนไพร (New Zealand Lamb Chop) และสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมและสมุนไพร (Australian Wagyu Beef Steak) ที่สามารถสั่งย่างให้สุกตามชอบแบบจานต่อจาน



นอกจากนั้นมุมอาหารพิเศษ ยังมีเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสด และปลาแซลมอนทั้งตัวอบเกลือและสมุนไพรไทยให้บริการอย่างไม่จำกัด ส่วนมุมอาหารจีนก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดงย่าง แสนอร่อยที่ใครต่อใครได้ชิมล้วนติดใจให้บริการอย่างไม่จำกัด



ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย ขนมหวานมากมายทั้งขนมไทย ขนมเค้ก และขนมหวานพิเศษที่ทุกคนชื่นชอบอย่างเครปซูเซ็ตต์ (Crepe Suzettes) รับประทานคู่กับ นูเทลล่า สตอร์วเบอร์รี่ หรือช็อคโกแล็ต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อคโกแลตฟาวเทน (Chocolate Fountain)หรือช็อคโกแลตฟองดูที่ใช้จุ่มผลไม้สดตามฤดูกาล



เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดที่จะขับกล่อมเสียงเพลงไพเราะระหว่างมื้ออาหารวันศุกร์และวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.30 น. ถึง 21.30 น.



บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม ให้บริการทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น. ที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ ราคาท่านละ 2,250++ บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์ในค่ำคืนวันพุธ วันพฤหัสบดี และ วันอาทิตย์ และ ราคาท่านละ 2,350++ บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์ในค่ำคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ส่วนเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำอัดลมให้บริการแบบไม่จำกัดราคาท่านละ 200++ บาท ส่วนบริการ ไวน์ โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทล น้ำผลไม้และน้ำอัดลม ราคาท่านละ 900++ บาท และราคาท่านละ 2,300++ บาท สำหรับการบริการแชมเปญแบบไม่จำกัด



ห้องอาหารเอสเพรสโซ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ



สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

เปิดมิติใหม่แห่งรสชาติ! ‘EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3’ ค้นพบเสน่ห์อาหารเวียดนามกับไวน์ระดับโลก

25 กันยายน 2569 เวลา 13:36 น.

เดินทางมาถึง EP.3 แล้วสำหรับชั้นเรียนการจับคู่อาหารตะวันออกและไวน์ โดย ภารณี จิตรกร นักชิมไวน์ระดับกูรูและกรรมการตัดสินระดับนานาชาติ ครั้งนี้เป็นการจับคู่ไวน์กับอาหารเวียดนาม “EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3: Vietnamese Flavors, Global Wines” ที่จะพาคุณร่วมออกเดินทางจากความสดหอมและซับซ้อนของอาหารเวียดนาม สู่โลกของไวน์ที่หลากหลาย ผู้ที่หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติและไวน์ไม่ควรพลาด

ค่ำคืนดังกล่าวจะได้สัมผัสประสบการณ์การจับคู่รสชาติผ่าน 7 Wine & Food Pairings + Secret Menu & Drink ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อดึงจุดเด่นของอาหารเวียดนามอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความสดใหม่ของสมุนไพร (Fresh Herbs), ความเปรี้ยวอมหวานที่สดชื่น (Bright Acidity), กลิ่นอายความเผ็ดร้อนบางเบา (Delicate Spice) ไปจนถึงความกลมกล่อมซับซ้อน (Rich & Complex Flavors) มาจับคู่กับไวน์สไตล์ต่างๆ เพื่อค้นพบความลงตัวที่คาดไม่ถึง พร้อมเรียนรู้หลักการ Pairing ผ่านประสบการณ์จริง โดย ภารณี จิตรกร จะมาถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวเบื้องหลังทุกแก้วอย่างเป็นกันเอง

EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3 จะมีขึ้นวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18:30 – 22:30 น. ที่ Thuyen Restaurant (เถวี่ยน) ร้านอาหารเวียดนามตำรับราชสำนัก ในซอยปรีดี พนมยงค์ 37 บัตรราคา 3,289 บาท บาทสุทธิ เปิดรับจำนวนจำกัดเพื่อบรรยากาศที่เป็นกันเอง สำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้าน Thuyen Restaurant โทร.092 949 5225 หรือ Facebook: Parani Chitrakorn

RALPH LAUREN เปิดตัว Ralph’s Coffee แห่งใหม่ และโฉมใหม่ของ RALPH LAUREN ณ Suria KLCC

25 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

RALPH LAUREN เปิดตัว Ralph’s Coffee และโฉมใหม่ของ RALPH LAUREN แห่งใหม่ ณ Suria KLCC ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นับเป็นจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์และการบริการแห่งที่สองของแบรนด์ในประเทศมาเลเซีย พร้อมตอกย้ำการขยายตัวของแบรนด์ในตลาดไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง

Ralph’s Coffee ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าร้าน RALPH LAUREN ภายในศูนย์การค้า Suria KLCC พร้อมต้อนรับทุกคนให้มาดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนในบรรยากาศที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ผ่านกาแฟซิกเนเจอร์ที่รังสรรค์จากเมล็ดกาแฟคุณภาพพรีเมียมจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งนำมาคั่วภายในประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วยเครื่องดื่มและของว่างที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงเมนูเอ็กซ์คลูซีฟ KLCC Exclusive Mango Cold Foam Fizz ที่พร้อมเติมความสดชื่นให้กับทุกช่วงเวลาของวัน นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าและของที่ระลึกจาก Ralph’s Coffee ให้เลือกช้อป เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของ RALPH LAUREN

พร้อมกันนี้ RALPH LAUREN ยังขยายพื้นที่ร้านที่ตั้งอยู่ติดกับ Ralph’s Coffee เพื่อนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ครบครันยิ่งขึ้น ผ่านคอลเลกชัน Purple Label สำหรับสุภาพบุรุษที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงคอลเลกชัน Polo Ralph Lauren สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ให้ทุกคนได้ค้นพบไอเทมที่สะท้อนสไตล์และตัวตนของตนเองโดยครั้งนี้ “จิมมี่ จิตรพล” และ “เลิฟ ภัทรานิษฐ์” ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเปิดตัวครั้งสำคัญ พร้อมเหล่าคนดังและบุคคลจากหลากหลายวงการที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของโลก Ralph Lauren และเฉลิมฉลองการเปิดตัวช็อปแห่งใหม่ไปด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สะท้อนเอกลักษณ์และไลฟ์สไตล์อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Ralph Lauren

การเปิดตัว Ralph’s Coffee ควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ร้านในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายแห่งใหม่สำหรับคนรักแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่สามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง จิบกาแฟแก้วโปรด และใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ RALPH LAUREN ณ Suria KLCC หนึ่งในแลนด์มาร์กด้านการช้อปปิ้งชั้นนำของกรุงกัวลาลัมเปอร์

#RalphLauren #RalphLaurenMY

@RalphLauren @PoloRalphLauren

‘Wuling Darion EV’ คว้าแชมป์ยอดขาย MPV ในไทย ตอบโจทย์-เข้าใจผู้บริโภค

25 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลังคว้ายอดขายอันดับ 1 ในหมวดรถยนต์ MPV ประจำเดือนสิงหาคมในประเทศไทยได้สำเร็จWuling Darion EV (หรือที่รู้จักในชื่อ Wuling Starlight 730) รถ MPV พลังงานไฟฟ้า 100%จากค่าย SAIC-GM-Wuling ตลาดรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็จับตากันอย่างมาก โดยใช้เวลาสร้างชื่อเพียงไม่ถึง 5 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ความหมายของการเป็น “แชมป์ยอดขาย” ในครั้งนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถ MPV ของไทย ที่ผู้บริโภคเริ่มเปิดรับนวัตกรรมพลังงานใหม่อย่างกว้างขวาง โดย Wuling Darion EV สามารถครองใจผู้ใช้ได้หลากหลายกลุ่มตั้งแต่องค์กรภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงกลุ่มนักธุรกิจและผู้มีรายได้สูง อะไรคือปัจจัยที่ทำให้รถรุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว?

สำหรับตลาด MPV ในไทยถือเป็นก้าวใหม่แห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า Wuling Darion EV  เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ในราคาจำหน่าย 799,000 – 859,000 บาท (คิดเป็นเงินหยวนประมาณ 163,000 – 175,000 หยวน) ซึ่งวางตำแหน่งอยู่ในช่วงราคาที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

จากรายงานยอดขายประจำเดือนสิงหาคม Wuling Darion EV ทำยอดจดทะเบียนได้สูงถึง 897 คัน ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในตลาดรถ MPV ของประเทศไทย พร้อมครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) สูงถึง 34% ในเดือนเดียว นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการยานยนต์ไทยอย่างก้าวกระโดด

ใครคือผู้เลือก Wuling Darion EV?

หลายคนอาจมองว่ายอดขายที่เติบโตเกิดจากการแข่งขันด้านราคา แต่ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคกลับพบว่า Wuling Darion EV สามารถสร้างความเชื่อมั่นและเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งการถูกรับเลือกเป็นรถใช้งานในหน่วยงานภาครัฐ Fleet ของบริษัทชั้นนำ

ความร่วมมือกับโรงแรมหรู รวมถึงการได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชน

สำหรับโปรไฟล์ของผู้ซื้อ Wuling Darion EV:

อายุ: 30 – 50 ปี

รายได้ต่อเดือน: 100,000 บาทขึ้นไป

อาชีพ: เจ้าของธุรกิจ, ผู้บริหารระดับสูง, ข้าราชการ, แพทย์ และกลุ่มวิชาชีพชั้นสูง

ขนาดครอบครัว: สมาชิก 3 คนขึ้นไป

ทำไมกลุ่มลูกค้ากระแสหลักถึงเลือก Wuling Darion EV?

ผลการสำรวจระบุว่า 23% ของผู้ซื้อ ชื่นชอบในจุดเด่นของ ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่ (Dual Electric Sliding Doors), ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง และรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราทันสมัย ซึ่งในระดับราคาไม่ถึง 900,000 บาท ผู้บริโภคสามารถสัมผัสกับความสะดวกสบายและความหรูหราระดับพรีเมียมได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ Wuling Darion EV ยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะอันสมดุล:

ความยาวฐานล้อที่ยาวที่สุดในระดับเดียวกัน (2,910 มม.) และทางเดินกึ่งกลางแถวที่สองที่กว้างขวางที่สุด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ AI เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Shenlian (Shenlian Battery): ให้ระยะทางขับขี่ที่ไกลและมีความปลอดภัยสูง เหมาะสมกับสภาพอากาศและรูปแบบการใช้งานในไทย

ประหยัดค่าใช้จ่าย: ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อกิโลเมตรของ Wuling Darion EV คิดเป็นเพียง 1/6 เมื่อเทียบกับรถยนต์ MPV เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป

พิสูจน์ความสำเร็จด้วยยอดขายแชมป์ในหลายภูมิภาค

ความสำเร็จในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเป็นแห่งแรก เพราะ Wuling Darion EV ได้พิสูจน์ศักยภาพและความนิยมมาแล้วในหลายตลาด:

ตลาดประเทศจีน: เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และสามารถครองแชมป์ยอดขายรถ MPV ในระดับราคาไม่เกิน 150,000 หยวน ได้ต่อเนื่องนานถึง 10 เดือนติดต่อกัน โดยมียอดขายสะสมทะลุ 65,000 คัน

ตลาดฮ่องกง: วางจำหน่ายในราคา 308,800 ดอลลาร์ฮ่องกง (สูงกว่าราคาในจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 3 เท่า) แต่ยังคงคว้าตำแหน่งแชมป์ยอดขาย MPV ประจำเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ด้วยยอดจดทะเบียน 159 คัน

สูตรแห่งความสำเร็จ: เข้าใจผู้ใช้ สร้างสรรค์คุณภาพ และเหนือระดับ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ยอดขายในหลายภูมิภาคภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Wuling Darion EV ตอบโจทย์ผู้ใช้ด้วย “ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค ความจริงใจในการผลิต และคุณค่าผลิตภัณฑ์ที่เหนือระดับ”

มิติตัวถังระดับพรีเมียม: ความยาวตัวถัง 4.91 เมตร และระยะฐานล้อ 2.91 เมตร

ฟังก์ชันครบครัน: ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่เพียงหนึ่งเดียวในระดับเดียวกัน, แบตเตอรี่ Shenlian ที่ทรงประสิทธิภาพ, และต้นทุนการครอบครองที่คุ้มค่า

ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด Wuling Darion EV ได้พิสูจน์แล้วว่า ในจีนคือ “ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่” ในฮ่องกงคือ “ทางเลือกสุดคุ้มในตลาดที่ค่าครองชีพและค่าน้ำมันสูง” และในประเทศไทยคือ “การเติมเต็มช่องว่างรถยนต์ครอบครัวพลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความหรูหรา ความคุ้มค่า และการใช้งานจริง”

กรมหม่อนไหม เปิดงาน ‘มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค’ รวม 4 ภูมิปัญญา สู่หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

กรมหม่อนไหม เปิดงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค” รวม 4 ภูมิปัญญา สู่หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย ชวนสัมผัสเสน่ห์ไหมไทยทั่วประเทศ 23–27 กันยายนนี้ ที่ขอนแก่น

กรมหม่อนไหม จัดงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ประจำปี 2569 จังหวัดขอนแก่น” ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ณ ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น ภายใต้แนวคิด “ONE SILK, One Timeless Value. 4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” มุ่งเผยแพร่คุณค่า ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ของไหมและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม

พิธีเปิดงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 โดย นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารกรมหม่อนไหม ผู้แทนจังหวัดขอนแก่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ซึ่งภายในงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค” ถ่ายทอดเรื่องราวของไหมไทยผ่านภูมิปัญญาที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำของการเลี้ยงไหม การสาวไหม กระบวนการทอผ้า ไปจนถึงการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์หม่อนไหมร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละภาคจะมีอัตลักษณ์ เทคนิค รูปแบบ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงด้วย “หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” ที่ได้รับการสืบทอด พัฒนา และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ไหมไทยถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของประเทศ แต่ละภาคมีเอกลักษณ์ เทคนิค และเรื่องราวที่แตกต่างกัน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำภูมิปัญญาจากทั้ง 4 ภาค มาร้อยเรียงและนำเสนอให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณค่าของไหมไทยในมิติที่หลากหลาย รวมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ สามารถนำภูมิปัญญามาต่อยอด เพิ่มมูลค่า และขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เลือกชมและเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ จำนวน 35 ร้านค้า ซึ่งนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์หม่อนไหม และสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการและชุมชน

ตลอดระยะเวลา 5 วัน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสาธิตภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม กิจกรรม Workshop งานประดิษฐ์จากรังไหม การนำเสนอผลิตภัณฑ์และเรื่องราวจากชุมชน การเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมและภูมิปัญญาของแต่ละภาค ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีที่เชื่อมโยงเรื่องราวของไหมไทยจากรากแห่งภูมิปัญญา สู่การสร้างสรรค์และการต่อยอดคุณค่าในปัจจุบัน

กรมหม่อนไหมจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหมไทย มาร่วมสัมผัสเรื่องราวของ “4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” พร้อมเลือกชม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพ และร่วมสนับสนุนเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการไหมไทยจากทั่วประเทศ

งาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ประจำปี 2569 จังหวัดขอนแก่น”ONE SILK, One Timeless Value.4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย 23–27 กันยายน 2569 ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ จัดกิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล ‘ก้าวด้วยธรรม’ เพื่อ 19 โรงพยาบาล ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน

24 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้สืบสานพระปณิธานด้วยการสร้างสรรค์ กิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีจิตอาสาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมบริจาคสมทบทุน   ปีนี้ “ก้าวด้วยธรรม”จัดขึ้นเป็นครั้งที่  10 เพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์และมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาล 19 แห่ง นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การรักษากรณีเร่งด่วน อันเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและคนไข้ที่ขาดแคลน  รอคอยการเยียวยารักษา  

กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องครั้งนี้ได้แม่งานอย่างก้อง ปิยะ แท็คทีม เพื่อน พี่น้องคนบันเทิง หน่อย บุษกร, ปั้นจั่น ปรมะ ,ลีโอ ธวัชรวิชญ์ และทีมผู้สนับสนุนร่วมโปรโมทเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมการกุศล “ก้าวด้วยธรรม”ครั้งที่ 10 ซึ่งเสื้อมีลวดลายสวยงาม ทันสมัย น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น รองรับกับสรีระนักวิ่งเป็นอย่างดี รับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่ ศาลาแดงหน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และจุดรับสมัครสัญจร หรือดูรายละเอียด ได้ตามลิงก์ที่แนบนี้  https://liff.line.me/1656404333-XmDp4d6p/register/KDT10Online  หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  Line ID @Kaoduaydham , inbox เพจก้าวด้วยธรรม โทร. O98-932-0545 ,098-278 -0545

กิจกรรม “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 เปิดรับสมัครเดิน – วิ่ง ในระยะ 5 กิโลเมตร และ 10.5กิโลเมตร นักวิ่งจะได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นอกจากวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว  

เชิญชวนนักวิ่งมาถ่ายภาพกับมุมพระปรางค์ 8 องค์  ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่เป็นภาพชนะรางวัลอันดับ 1 จากเวทีประกวดภาพถ่ายระดับโลก มีกำหนดการจัดงานเดิน-วิ่งในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2570 ตั้งแต่เวลา 05.00 น.  โดยมีจุดปล่อยตัว และจุดเข้าเส้นชัย ณ  ลานคนเมือง กรุงเทพมหานครฯ  

ครบรอบ 9 ปี ‘SILPIN’ รีโพซิชันสู่แบรนด์รสชาติไทยลักชัวรี มุ่งขยายตลาดต่างประเทศ

24 กันยายน 2569 เวลา 14:12 น.

SILPIN (ซิลพิน) แบรนด์ไทยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกลิ่นและรสชาติ ก้าวสู่บทใหม่ของธุรกิจในโอกาสครบรอบ 9 ปี ด้วยการประกาศปรับตำแหน่งทางการตลาดครั้งสำคัญ จาก “Flavour Experience Design House” สู่การเป็น “The World’s First Luxurious Authentic Thai Flavour Brand” หรือแบรนด์รสชาติไทยระดับหรูรายแรกของโลก พร้อมตั้งเป้าขยายตลาดต่างประเทศให้มีสัดส่วนรายได้เทียบเท่าตลาดในประเทศภายใน 5 ปีข้างหน้า

นายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลพิน เอเชีย จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ SILPIN กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้มุ่งเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป แต่ตั้งใจเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ด้านรสชาติและกลิ่น โดยนำเอกลักษณ์ของวัตถุดิบไทยมาถ่ายทอดผ่านประสาทสัมผัส เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Premium Syrup, Edible Perfume และ Gastronomic Oil ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับเชฟ มิกโซโลจิสต์ บาร์เทนเดอร์ และผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม โดยนำวัตถุดิบไทย เช่น กุหลาบจุฬาลงกรณ์ ข้าวหอมมะลิ ใบมะกรูด ตะไคร้ และข้าวเหนียวมะม่วง มาผ่านกระบวนการสกัดและตีความใหม่ให้สามารถต่อยอดสู่เมนูอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยได้หลากหลายรูปแบบ

การปรับตำแหน่งแบรนด์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนถ้อยคำทางการตลาด แต่เป็นการยกระดับบทบาทของ SILPIN จากผู้รับจ้างพัฒนาและผลิตสินค้าให้พันธมิตร สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาด้านรสชาติไทยที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในฐานะเจ้าของแบรนด์

ภายใต้แนวคิด “From Local Legacy to Global Gastronomy” บริษัทมุ่งยกระดับคุณค่าของอาหารไทย สมุนไพรไทย และวัตถุดิบท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกในมิติใหม่ พร้อมสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางวัฒนธรรมอาหารของโลก

ในด้านธุรกิจ SILPIN วางแผนระยะ 5 ปี โดยตั้งเป้าให้รายได้จากตลาดในประเทศและต่างประเทศมีสัดส่วน 50:50 จากปัจจุบันที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 10% ของธุรกิจทั้งหมด สะท้อนความมุ่งมั่นในการขยายตลาดสู่ระดับสากลผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในหลายประเทศ

นายปิยะกล่าวว่า การขยายตลาดต่างประเทศของ SILPIN ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการส่งออกสินค้า แต่เป็นการส่งออกคุณค่าของความเป็นไทยผ่านแนวคิด “Thai Agricultural Signature” ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมด้านกลิ่นและรสชาติ พร้อมผลักดัน Soft Power ด้านอาหารและการเกษตรของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก

ที่ผ่านมา SILPIN ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรม Thai Flavour Experience Design Event ในต่างประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมงานสำคัญระดับนานาชาติ เช่น งานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เนเธอร์แลนด์ ครบรอบ 420 ปี และงาน Salon Gourmets ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน เพื่อทดสอบการยอมรับรสชาติไทยในเวทีโลก

อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญคือการทำงานร่วมกับการบินไทยและเดอะแบมบูบาร์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในการพัฒนาเครื่องดื่ม “Oriental Dawn” หรือ “กลิ่นหวานใจ” รวมถึงการต่อยอดขนมไทยดั้งเดิมอย่าง “ลูกชุบ” ภายใต้ชื่อ “Look Jub TG” สำหรับให้บริการผู้โดยสารชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งของการบินไทย ซึ่งถือเป็นช่องทางสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์รสชาติไทยสู่ผู้โดยสารจากทั่วโลก

เพื่อประกาศบทบาทใหม่ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ SILPIN ได้จัดงาน “Gastronomy Experience Design” ภายใต้แนวคิด “From Local Legacy to Global Gastronomy” ณ เดอะแบมบูบาร์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ทั้ง 3 กลุ่ม พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรัชกาลที่ 5 ตลอดจนเวทีเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรม Gastronomy และบทบาทของรสชาติไทยในตลาดโลก

การเลือกสถานที่จัดงานซึ่งมีภาพลักษณ์หรูหราและเป็นที่รู้จักในระดับสากล สอดคล้องกับทิศทางการวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ของ SILPIN ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นแบรนด์รสชาติไทยระดับพรีเมียมสำหรับกลุ่มลูกค้าโรงแรม ร้านอาหารระดับมิชลิน และธุรกิจไลฟ์สไตล์หรู

ในระยะยาว SILPIN ยังคงเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยผ่านนวัตกรรมด้านกลิ่นและรสชาติ พร้อมผลักดันให้วัตถุดิบไทยก้าวสู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมูลค่าสูง และร่วมสร้างนิยามใหม่ของ “เฟลเวอร์ไทย” ให้ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับสากลอย่างยั่งยืน

กต.ร่วมกับสถานทูตแอฟริกา จัดงาน ‘THE COLOURS OF AFRICA 2026’ เปิดมุมมองใหม่สู่แอฟริกา ผ่านวัฒนธรรม

24 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศแอฟริกาประจำประเทศไทย เตรียมจัดงาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” ในวันที่ 28 กันยายน 2569 ณ Parkside Hall ชั้น G ศูนย์การค้าดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนชาวไทยได้สัมผัสสีสัน ความหลากหลาย และเสน่ห์ของทวีปแอฟริกาในมิติที่กว้างกว่าที่เคย ทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประชาชน และศักยภาพทางเศรษฐกิจ

งาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” มุ่งนำเสนอภาพของแอฟริกาในมุมมองใหม่ ในฐานะทวีปที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทรัพยากร ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแอฟริกาให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ภายในงานผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสเรื่องราวจากประเทศต่าง ๆ ผ่านบูธของสถานเอกอัครราชทูตประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งจะนำเสนอเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และข้อมูลที่น่าสนใจของแต่ละประเทศ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากไทยและแอฟริกา ถ่ายทอดความงดงามและความหลากหลายผ่านดนตรี การแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดทั้งวัน พร้อมด้วยกิจกรรมสำคัญคือการแข่งขัน Public Speaking สำหรับเยาวชน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงทักษะด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองที่มีต่อแอฟริกา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเรียนรู้โลกที่กว้างขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน พบกับการเสวนาทางธุรกิจ “แอฟริกา – กลัวทำไมไปมาแล้ว”

ซึ่งจะถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ที่เคยทำงานและดำเนินธุรกิจในแอฟริกาพร้อมเปิดมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพของตลาด โอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนแนวทางการเริ่มต้นทำธุรกิจในภูมิภาคที่ยังมีโอกาสรอการค้นพบอีกมาก

นอกจากนี้ยังมีช่วงสนทนาพิเศษ “คุยกับมาดามเหมืองทอง – จากไทยสู่กานา: ชีวิตจริงในแอฟริกาที่คุณอาจไม่เคยรู้ โดยคุณ Jeffy หรือ “มาดามเหมืองทอง” ที่จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตจริงในกานา ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คน วิถีชีวิต และแง่มุมของแอฟริกาที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้จัก

งาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” จึงไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งสีสันและวัฒนธรรม แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างประชาชน เยาวชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันเปิดมุมมองใหม่และค้นพบศักยภาพของแอฟริกา ทวีปที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความหลากหลาย และโอกาสแห่งอนาคต

ขอเชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน เยาวชน และผู้สนใจร่วมเปิดประสบการณ์และทำความรู้จักแอฟริกาให้มากกว่าที่เคย ในงาน “THE COLOURS OF AFRICA 2026” วันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ Parkside Hall ชั้น G ศูนย์การค้าดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

เลสิค คืออะไร? รู้จักการทำเลสิค ข้อดี ข้อจำกัด และการเตรียมตัว

24 กันยายน 2569 เวลา 12:15 น.

เลสิค ทางเลือกแก้ไขสายตาที่ควรรู้ก่อนเข้ารับการรักษา

การต้องใส่แว่นทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับบางคน แต่สำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย เดินทางบ่อย หรือทำงานที่ต้องสวมแว่นเป็นเวลานาน ความไม่สะดวกเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นซ้ำทุกวัน จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนเริ่มสนใจการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์

เลสิค (LASIK) เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง โดยเป็นการปรับรูปร่างของกระจกตาเพื่อเปลี่ยนการหักเหของแสง แต่ก่อนตัดสินใจทำ ควรรู้ก่อนว่าการรักษาเหมาะกับดวงตาของตัวเองหรือไม่ และมีเรื่องใดที่ต้องเตรียมพร้อม

เลสิคช่วยแก้ปัญหาสายตาได้อย่างไร?

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดคือแสงไม่สามารถโฟกัสลงบนจอประสาทตาได้พอดี การทำเลสิคจึงมุ่งปรับรูปร่างของกระจกตา ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการหักเหแสง

แพทย์จะใช้ข้อมูลจากการตรวจตาเพื่อกำหนดบริเวณที่ต้องปรับแก้ จากนั้นใช้เลเซอร์ปรับกระจกตาให้มีรูปร่างเหมาะสมกับค่าสายตา เป้าหมายคือทำให้การโฟกัสของแสงดีขึ้นและช่วยลดความจำเป็นในการใช้แว่นหรือคอนแทคเลนส์

คนสายตาสั้นทุกคนทำเลสิคได้หรือไม่?

คำตอบคือไม่เสมอไป แม้จะมีค่าสายตาที่อยู่ในช่วงที่อาจรักษาได้ แต่ยังต้องดูสภาพดวงตาประกอบด้วย

ก่อนทำเลสิค แพทย์จะประเมินหลายเรื่อง เช่น ความคงที่ของค่าสายตา ความหนาและรูปร่างของกระจกตา สุขภาพของพื้นผิวดวงตา และภาวะตาแห้ง หากพบปัจจัยบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้เลื่อนการรักษาหรือพิจารณาวิธีอื่น

ด้วยเหตุนี้ การตรวจประเมินก่อนทำจึงมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ทราบว่าดวงตาของเรามีข้อจำกัดอะไรบ้างก่อนเข้าสู่การรักษา

ก่อนทำเลสิคต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ก่อนทำเลสิค ควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งก่อนตรวจและก่อนเข้ารับการรักษา โดยมีสิ่งที่ควรทำดังนี้

  • ตรวจสุขภาพตา เพื่อประเมินค่าสายตา ความหนาและรูปร่างของกระจกตา รวมถึงสุขภาพดวงตาโดยรวม
  • งดใส่คอนแทคเลนส์ ตามระยะเวลาที่จักษุแพทย์กำหนด เพื่อให้การตรวจค่าสายตาและกระจกตามีความแม่นยำมากขึ้น
  • แจ้งประวัติสุขภาพ เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ การแพ้ยา โรคตา หรือประวัติการผ่าตัดดวงตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะคืนก่อนเข้ารับการรักษา และแจ้งแพทย์หากมีอาการเจ็บป่วยหรือความผิดปกติของดวงตา
  • งดแต่งหน้ารอบดวงตา ในวันทำเลสิค และดูแลบริเวณรอบดวงตาให้สะอาด
  • เตรียมคนพากลับบ้าน เพราะหลังทำการมองเห็นอาจยังไม่ชัดเต็มที่ จึงไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง
  • เตรียมแว่นกันแดด สำหรับใช้หลังทำ หากมีอาการไวต่อแสงหรือรู้สึกไม่สบายตา
  • วางแผนช่วงพักฟื้น โดยสอบถามแพทย์ว่าควรงดออกกำลังกาย ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตานานเท่าใด
  • พูดคุยเรื่องผลลัพธ์และความเสี่ยง เพื่อทำความเข้าใจข้อจำกัด ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และผลที่คาดหวังก่อนตัดสินใจ

วิธีดูแลดวงตาหลังเลสิค

หลังทำเลสิค ดวงตาต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวและปรับตัว จึงควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ โดยมีข้อควรระวังที่ควรรู้ดังนี้

  • ห้ามขยี้ตา แม้จะรู้สึกคันหรือระคายเคือง เพราะอาจทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองหรือกระทบต่อการฟื้นตัวของกระจกตา
  • ใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยา เพิ่มจำนวนครั้ง หรือเปลี่ยนชนิดของยาด้วยตัวเอง
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าตา โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังทำ ควรระมัดระวังขณะล้างหน้าและอาบน้ำ
  • พักสายตาเมื่อรู้สึกล้าหรือไม่สบายตา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน
  • สวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง หากรู้สึกไวต่อแสง เพื่อช่วยลดความไม่สบายตาจากแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา เช่น กีฬาปะทะหรือกิจกรรมที่อาจทำให้บริเวณดวงตาได้รับแรงกระแทก จนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • งดว่ายน้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • มาตรวจติดตามตามนัด เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินการฟื้นตัวของดวงตาและตรวจดูการมองเห็นหลังทำ
  • สังเกตความผิดปกติของดวงตา หากมีอาการปวดตามาก การมองเห็นลดลงอย่างชัดเจน ตาแดงมาก หรือมีอาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ควรติดต่อจักษุแพทย์โดยเร็ว

การดูแลหลังทำเลสิคอาจแตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้และสภาพดวงตาของแต่ละคน จึงควรยึดคำแนะนำจากจักษุแพทย์ที่ดูแลเป็นหลัก

ผลหลังทำเลสิคอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไป ผลการแก้ไขสายตาจากการทำเลสิคสามารถคงอยู่ได้เป็นเวลานาน แต่ไม่ได้หมายความว่าค่าสายตาจะคงเดิมตลอดชีวิต เพราะดวงตายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุและปัจจัยอื่น ๆ

หลังทำเลสิค ผู้เข้ารับการรักษาหลายคนสามารถลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ได้ แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับค่าสายตา สุขภาพดวงตา เทคนิคที่ใช้ และการตอบสนองต่อการรักษา

จึงไม่ควรมองการทำเลสิคว่าเป็นการทำให้สายตาปกติถาวร แต่เป็นการแก้ไขค่าสายตาในช่วงเวลาหนึ่ง หากกำลังสนใจทำเลสิค ควรพูดคุยกับจักษุแพทย์ถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของสายตาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เข้าใจข้อจำกัดของการรักษาก่อนตัดสินใจ

เลือกทำเลสิคอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง?

การเลือกทำเลสิคควรพิจารณาจากสภาพดวงตาและการใช้ชีวิตของแต่ละคน ไม่ควรเลือกจากราคา หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยมีปัจจัยหลักที่ควรดู ได้แก่

  • ตรวจสุขภาพตาและกระจกตา เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนรักษา
  • พิจารณาค่าสายตา ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง
  • ดูภาวะตาแห้งและสุขภาพตา เพราะอาจมีผลต่อการวางแผนรักษา
  • เลือกเทคนิคให้เหมาะกับตัวเอง เช่น LASIK, FemtoLASIK, PRK หรือ SMILE ซึ่งมีขั้นตอนและการพักฟื้นต่างกัน
  • ปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อทำความเข้าใจผลลัพธ์ที่คาดหวัง ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละวิธี

ทำเลสิคที่ไหนดี?

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสายตา โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีบริการตรวจประเมินและดูแลด้านการทำเลสิคโดยจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษา ทั้งนี้แนวทางการทำเลสิคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับค่าสายตา สุขภาพดวงตา และการวางแผนรักษาของแพทย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือเพื่อนัดหมาย

  • Line : @samitivejchinatown
  • Tel: 02-118-7893 (ตลอด 24 ชั่วโมง)