สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โศกนาฏกรรมบริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แยกอโศก–เพชรบุรี หรือ “แยกมักกะสัน” เมื่อวันที่ 16 พ.ค.69 ที่ผ่านมา กลายเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งของไทย หลังรถไฟสินค้าขบวนที่ 2126 สายแหลมฉบัง–ชุมทางบางซื่อ พุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย และสร้างความเสียหายต่อยานพาหนะของประชาชนในบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยทางรางของไทย ทั้งในเรื่องระบบสัญญาณ การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ การออกแบบจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงกลไกการสอบสวนอุบัติเหตุหลังเกิดเหตุ ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุในอดีตมาพัฒนาเป็นมาตรการป้องกันเชิงระบบได้อย่างจริงจังเสียที

อุบัติเหตุระหว่างรถไฟกับรถยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก บริเวณจุดตัดทางรถไฟ เกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และทุกครั้งล้วนสร้างความสูญเสียอย่างมาก

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ เหตุรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่แยกหนองแสง จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2552 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย จุดเกิดเหตุเป็นทางตัดเสมอระดับที่ไม่มีเครื่องกั้น แม้จะมีป้ายและสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟของไทยอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้นยังเกิดเหตุลักษณะคล้ายกันอีกหลายครั้ง เช่น รถไฟชนรถบัสสองชั้นที่ จ.นครปฐม ปี 2559 , เหตุกาณ์รถไฟชนรถบัสคณะกฐินที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2563 , รถไฟสินค้าชนรถกระบะคนงานที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2566 และล่าสุดกับเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่แยกมักกะสันในปีนี้ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ อุบัติเหตุรุนแรงลักษณะนี้กลับเกิดบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เทคโนโลยีด้านระบบความปลอดภัย และการเตือนต่างๆ ซึ่งมาตรการความปลอดภัยควรพัฒนาขึ้นตามเวลา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่แยกมักกะสันมีลักษณะซับซ้อนกว่าอุบัติเหตุในอดีต เพราะเกิดขึ้นกลางเมืองที่มีโครงสร้างการจราจรซับซ้อน ไม่ใช่เพียงปัญหาการไม่มีไม้กั้น หรือสัญญาณเตือนเท่านั้น เพราะบริเวณดังกล่าวมีทางแยกสำคัญหลายจุดอยู่ใกล้กัน ได้แก่ แยกอโศก–ดินแดง และ แยกอโศก–เพชรบุรี ส่งผลให้มีระบบสัญญาณไฟจราจรหลายชุดทำงานพร้อมกัน การระบายรถในช่วงเวลาเร่งด่วนจึงติดขัดได้ง่าย ผู้ขับขี่จำนวนมากเร่งผ่านทางแยกเมื่อไฟเขียว และบางครั้งหยุดรถคร่อมรางโดยไม่เหลือพื้นที่ให้รถไฟผ่าน

ข้อมูลอุบัติเหตุจาก ThaiRSC ยังพบว่า พื้นที่โดยรอบแยกอโศก–เพชรบุรีมีอุบัติเหตุสะสมจำนวนมากในรัศมี 500 เมตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณรางรถไฟ แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบจราจรและการจัดการพื้นที่โดยรวม นอกจากนี้ ยังมีจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่งที่มีลักษณะเสี่ยงคล้ายกัน เช่น แยกพญาไท และแยกเทอดดำริ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีทั้งปริมาณจราจรหนาแน่นและขบวนรถไฟผ่านจำนวนมากในแต่ละวัน

การสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทยที่ผ่านมา มักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมุ่งไปที่การอธิบายว่า “เกิดอะไรขึ้น” และ “ใครผิดพลาด” มากกว่าการตั้งคำถามถึงระบบบริหารจัดการ มาตรฐานความปลอดภัย หรือโครงสร้างการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้อุบัติเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำอยู่เป็นระยะ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนยังถูกแต่งตั้งโดยหน่วยงานผู้ดำเนินกิจการเอง จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระของการสอบสวน และความสามารถในการตรวจสอบปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างตรงไปตรงมา

ในความเป็นจริง ช่องว่างของการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบราง แต่ยังพบได้ในระบบความปลอดภัยทางถนนของไทยด้วยเช่นกัน โดยการสอบสวนอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมากยังมุ่งไปที่การหาผู้กระทำผิด มากกว่าการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพถนน การออกแบบทางแยก ระบบควบคุมความเร็ว หรือมาตรการด้านความปลอดภัยที่อาจเอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แตกต่างจากแนวทางของระบบการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุของไทย ซึ่งใช้หลักการตามภาคผนวกที่ 13 ของอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยแยกการสอบสวนเพื่อความปลอดภัยออกจากกระบวนการแสวงหาความรับผิดอย่างชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ และนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

แนวคิดเรื่อง “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล ตัวอย่างสำคัญคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Railway Accident Investigation Branch (RAIB) ขึ้นในปี 2548 หลังเกิดอุบัติเหตุรถไฟร้ายแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุรถไฟชนกันที่ Ladbroke Grove ในปี 2542 ซึ่งนำไปสู่ข้อวิจารณ์ว่าระบบสอบสวนในขณะนั้นมุ่งหาผู้รับผิดเช่นเดียวกับประเทศไทยในปัจจุบัน โดยหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่สอบสวนอุบัติเหตุทางรางโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ “ค้นหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ” และมีความเป็นอิสระจากผู้ประกอบกิจการรถไฟ หน่วยงานกำกับดูแล และตำรวจ ทำให้สามารถตรวจสอบปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา

ที่ผ่านมา RAIB มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น กรณีเหตุรถไฟตกรางที่เมือง Carmont ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2563 ซึ่งพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการเดินรถ แต่รวมถึงระบบระบายน้ำ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง จนนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานโครงสร้างทางรางทั่วประเทศ รวมถึงกรณีรถไฟชนกันที่ Salisbury ในปี 2564 ซึ่ง RAIB ชี้ให้เห็นปัจจัยร่วมทั้งด้านระบบสัญญาณ สภาพราง และกระบวนการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการมองว่าเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานเพียงคนเดียว

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทาง “Safe System Approach” ที่หลายประเทศนำมาใช้กับความปลอดภัยทางถนน โดยมองว่าอุบัติเหตุเกิดจากข้อจำกัดของระบบโดยรวม ซึ่งรัฐมีหน้าที่ออกแบบระบบให้สามารถรองรับความผิดพลาดของมนุษย์โดยไม่ทำให้เกิดการสูญเสียร้ายแรง

พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 หรือ พ.ร.บ.ราง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2569 โดยมีหัวใจสำคัญคือการวางระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางราง ให้มีสถานะตามกฎหมายอย่างชัดเจน หลังจากในอดีตที่ผ่านมาการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางมักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมีกลไกลดังนี้ 1.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์” เพื่อแยกการสอบสวนด้านความปลอดภัยออกจากการสอบสวนทางคดี 2.คุ้มกันคณะกรรมการหรืออนุกรรมการ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากการถูกเรียกไปเป็นพยานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบสวนในประเด็นนั้นๆ 3.คณะกรรมการต้องไม่มีตำแหน่งหรือผลประโยชน์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์กับภารกิจของคณะกรรมการ และ 4.ให้มีการจัดทำรายงานและเสนอมาตรการป้องกันเชิงรุก รวมถึงอำนาจดำเนินการใดๆ ในกรณีเร่งด่วน

กล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามในการเปลี่ยนระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทย จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆไป สู่การมีกลไกถาวรที่สามารถสะสมองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและใช้ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อป้องกันความสูญเสียในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีผลใช้บังคับแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

จากบทเรียนอุบัติเหตุที่แยกมักกะสัน รวมถึงอุบัติเหตุทางรางที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา การลดความเสี่ยงในระยะยาวนั้นอาจจำเป็นต้องอาศัยมาตรการหลายด้านควบคู่กัน ดังนี้ 1.เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางอย่างอิสระ รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 พร้อมจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และอำนาจที่เพียงพอ 2.ปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟในเขตเมือง จุดตัดเสี่ยงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรถูกสำรวจและจัดลำดับความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรสูง เช่น มักกะสัน พญาไท และเทอดดำริ พร้อมพิจารณามาตรการ เช่น ปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กับการเดินรถไฟ, ติดตั้งระบบตรวจจับรถติดค้างบนราง, เชื่อมระบบสัญญาณรถไฟกับศูนย์ควบคุมจราจรแบบเรียลไทม์, รวมถึงการพิจารณาสร้างทางลอดหรือทางยกระดับในระยะยาว 3.ยกระดับมาตรฐานการออกแบบจุดตัดทางรถไฟ หลายจุดตัดในประเทศไทยถูกออกแบบในยุคที่ปริมาณรถยนต์ยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน จึงควรมีการทบทวนมาตรฐานการออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรในเมืองขนาดใหญ่ 4.พัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุคมนาคมแบบบูรณาการ พร้อมใช้ข้อมูลเชิงรุก ประเทศไทยควรพัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระให้ครอบคลุมทั้งระบบราง ถนน และขนส่งสาธารณะอื่นๆ โดยในระหว่างนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ (ทางราง) ทำงานร่วมกับ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เพื่อสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ทั้งด้านระบบราง และระบบถนน เพื่อสรุปสาเหตุและเสนอข้อเสนอเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจุดตัดรถไฟร่วมกัน พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลอุบัติเหตุและเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ (near miss) ข้ามโหมดการขนส่ง เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า แทนการรอให้เกิดเหตุก่อนจึงแก้ไข

5. แยก “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ออกจาก “การหาผู้กระทำผิด” แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องกล้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น และเปิดโอกาสให้สามารถค้นพบปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง 6.เพิ่มความโปร่งใสของรายงานสอบสวน ผลการสอบสวนควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมติดตามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแล้วหรือไม่ เพื่อให้การสอบสวนไม่จบลงเพียงการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวหลังเกิดเหตุ 7.พัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย การลดอุบัติเหตุไม่สามารถพึ่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั้งในหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบกิจการ และประชาชนผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การฝ่าไม้กั้นหรือหยุดรถคร่อมราง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการตรวจจับการกระทำผิด การติดตั้งกล้องบริเวณจุดตัดทางรถไฟ และการดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปฏิบัติตามกฎจราจรและลดพฤติกรรมเสี่ยงในระยะยาว

โศกนาฏกรรมที่แยกมักกะสันอาจไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของระบบรางไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบความปลอดภัยด้านคมนาคมของไทยโดยรวม หากประเทศไทยยังคงมองอุบัติเหตุเป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะหน้า มากกว่าจะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาเชิงระบบ โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครต้องรับผิด” แต่คือรัฐไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนบทเรียนจากความสูญเสีย ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบความปลอดภัยด้านคมนาคมอย่างจริงจัง

บทความวิเคราะห์จาก TDRI

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน พาคุณไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แล้วได้นำภาพโคมไฟกระดาษที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะแห่งนี้มาฝากสองภาพ ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าเขาติดโคมไฟกระดาษที่เขียนรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งดูเป็นงาน hand made ที่มีความงามแบบธรรมชาติไว้เพื่ออะไร 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขอเล่าเรื่องโคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะให้คุณได้ทราบโดยสังเขป สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มักมีประเพณีเกี่ยวกับไฟอยู่หลายหลากมากมาย เพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่บรรพกาลว่าไฟเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและการรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ และไฟยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้มลายหายไป ดังนั้น จึงมีเทศกาลเกี่ยวกับไฟมากมาย เช่น เทศกาลไฟโอบัง เทศกาลไฟโยชิดะ เทศกาลไฟโนซาวะ และเทศกาลพลุดอกไม้ไฟฮานามิ เป็นต้น 

ส่วนที่เกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ ก็มีประเพณีประดับโคมไฟกระดาษ และประเพณีลอนโคมไฟกระดาษ เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลโบราณ เพื่อเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น และเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความสุขสงบในชุมชน โดยเทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 17 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม

เทศกาลโคมไฟสำคัญบนเกาะแห่งนี้ชื่อว่าเทศกาลคังเก็นไซ หรือ Miyajima Kangensai Boat Festival เป็นเทศกาลลอยเรือที่งดงามที่สุดของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ แต่ช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวเกาะนี้เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงไม่มีภาพการลอยเรือที่งดงามมาฝาก (แต่วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวครับ) เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์นี้จึงเน้นการสำเสนอภาพโคมไฟกระดาษ hand made ที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะมาให้ชม

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลจะมีการตั้งขบวนแห่โคมไฟกระดาษที่ศาลเจ้านางาฮามะ โดยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกจุดขึ้นเพื่อรับขบวนเรือของขุนนาง โดยมีบทเพลงคลาสสิกของพื้นเมืองบรรเลงตลอดเวลา ส่วนบรรยากาศของงานก็จะสุกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมทำให้ท้องน้ำของเกาะมิยาจิมะเรืองรองจากแสงไฟ

ขณะเดียวกันยังมีเทศกาลลอยโคมโทโรนากาชิ จัดในเขตใกล้เคียงกับเกาะมิยาจิมะ ในฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกวันที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ เทศกาลนี้จัดเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันภาวนาแล้วส่งส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษและนำไปลอยในท้องทะเล ในวันดังกล่าวจะมีภาพประทับใจปรากฏคือแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟสะท้อนบนท้องน้ำแล้วมีภาพเสาโทเรอิสีแดง สัญลักษณ์ของเมืองฮิโรชิมะเป็นเครื่องประกอบ

ส่วนที่วัดไดโชอิน บนเกาะมิยาจิมะ ยังมีเทศกาลโคมไฟกระดาษ เพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่ชื่อ Kukai ที่มีอายุในช่วง ค.ศ. 774-835 โดยท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขามิเซน บนเกาะมิยาจิมะ ดังนั้น จึงมีเทศกาลโคมไฟ 1,250 สีเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์รูปดังกล่าว แล้วยังมีการประดับประดาโคมไฟภายในถ้ำของวัดสำคัญอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย 

ขอกระซิบให้ทราบว่าหากคุณ ๆ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศวันลอยโคมไฟบนเกาะมิยาจิมะ คุณจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม โดยเฉพาะภาพเสาโทเรอิสีแดงที่ดูแล้วดุจดั่งลอยอยู่บนน้ำทะเล ที่สุกสกาวไปด้วยแสงไฟจากโคมที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันดวง

สนใจร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไมไปกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบ slow trip ดื่มด่ำกับขนบประเพณี ซึมซับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) แถลงข่าวการจัดงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall พร้อมขยายพื้นที่ครอบคลุม Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่า งาน SITE 2026 ปีนี้จะก้าวจากเวทีแห่งการเชื่อมโยงสู่เวทีที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากทิศทางของงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ มาสู่ปีนี้ที่มุ่งผลักดันให้เครือข่ายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุน ความร่วมมือใหม่ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และการเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาคและนานาชาติ

“ปีนี้ เราต้องการให้ SITE 2026 เป็นแพลตฟอร์มที่โอกาสพบกับเงินทุน และนวัตกรรมพบกับพันธมิตรระดับโลก  เพราะ Innovation Impact ไม่ได้วัดจากความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์ของงาน SITE 2026 ปีนี้ NIA ได้ออกแบบกิจกรรมให้ครบทั้งเวทีแห่งอนาคต เวทีแห่งโอกาสการลงทุน และเวทีแห่ง ecosystem ไทย  ตั้งแต่เวทีเสวนาและฟอรัมระดับโลก การรวม 100 สตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต และ 100 นวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง เวที Pitch และกิจกรรม Business Matching ไปจนถึง International Pavilion พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ผ่าน Startup Thailand League  จุดรวมพลังหน่วยงานสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือใหม่ในมิติ design, business และ innovation ผ่าน SYNC Design & Innovation ตลอดจนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ผ่าน Maker Faire Bangkok ที่จะเข้ามาเติมมิติของการลงมือสร้างจริงและวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ผอ.NIA กล่าวด้วยว่า ในมิติของการลงทุน SITE 2026 ตั้งเป้าให้เป็น “ตลาดนัดการลงทุนจริง” ของปี โดยเชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับ VC, CVC, นักลงทุนต่างประเทศ และพันธมิตรทางธุรกิจในงานเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี เครือข่าย และโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือจากประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 “หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด #นิโคติน เสพติด จน ตาย”ด้วยการขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ได้กล่าวถึง กิจกรรมของหน่วยวิชาการฯ ในเดือนแห่งการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกว่า “ทางหน่วยวิชาการฯในฐานะเครือข่ายวิชาการและวิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบไปด้วยคณาจารย์จากหลากหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก โครงการจัดตั้ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ทั้งเครือข่ายสร้างสุขพังงา สมาคมหมออนามัยวิชาการ และสมาคมทันติบาลแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมที่ขับเคลื่อนงานวิจัยและนำงานวิจัยและวิชาการสู่การทำงานในระดับพื้นที่ ในปี 2569 นี้ใน 4 กิจกรรม

กิจกรรมแรก จัดอบรมพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน หัวข้อ “Change Agents ยุคดิจิทัล: การพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล” จัดจำนวน 2 รุ่น วันที่ 25 และ 26 มิถุนายน 2569 ได้ 6 หน่วยคะแนนวิชาชีพ โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา จิตอร่าม ผู้อำนวยการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก และ ผศ.ดร.สมตระกูล ราศิริ รองเลขาธิการสภาการสาธารณสุขชุมชน และผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง เป็นสถาบันหลักของสภาการสาธารณสุขชุมชนในการผลักดันให้เกิดกิจกรรมครั้งนี้

กิจกรรมที่สอง โครงการพัฒนาเครือข่ายนักสาธารณสุข เพื่อการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้เครือข่ายนักสาธารณสุขทั้งจาก สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พัฒนานวัตกรรมโครงการกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะในระดับพื้นที่โดยทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเปิดรับสมัครพฤษภาคม 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการสนับสนุนในการขับเคลื่อนในพื้นที่ เดือนมิถุนายน 2569

กิจกรรมที่สาม โครงการจัดประชุมวิชาการและอบรมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนักวิจัยและนักสาธารณสุขด้านการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า (ภาคกลางและปริมณฑล) ความร่วมมือระหว่าง ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หัวข้อ “ความหลากหลายทางเพศกับการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า” โดยจะจัดกิจกรรมในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัย ประจำภาคกลางของ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีพื้นที่ครอบคลุม กรุงเทพมหานคร และจังหวัดดังต่อไปนี้ นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, อยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา และสมุทรสงคราม ซึ่งในจังหวัด ดังกล่าวมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย เครือข่ายนักสาธารณสุขทั้งในภาควิชาการและภาควิชาชีพสามารถมีบทบาทในการรร่วมแก้ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าได้

กิจกรรมที่สี่ คณะนักวิชาการโครงการ สปสส. นำโดย อ.ชลิตา ชยุตรากรณ์ อ.ศรัญญา แจ้งขำ และ ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ได้ร่วมนำเสนอผลการศึกษา “ประมาณการณ์การสูบบุหรี่ทั้งประเทศของกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานข้ามชาติ ช่วงปีพ.ศ. 2561-2566” ในงานการประชุมวิชาการเครือข่ายหมออนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมกระบี่ มาริไทม์ รีสอร์ท จังหวัดกระบี่

ในการนี้ อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถติดตามได้จากทางเพจ facebook ของทางโครงการได้ที่ “สปสส. – หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ” https://www.facebook.com/ph4healthrisk?locale=th_TH 

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” พร้อมเผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ  ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สถาบันพระปกเกล้า โดย พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสำนักงานเลขาธิการ จัดงานเทิดพระเกียรติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ  “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” เพื่อเปิดตัวผ้าพันคอและเนคไทของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องในวาระพิเศษแห่งการน้อมรำลึกและเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่น และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงยกระดับงานศิลปาชีพไทยให้มีคุณค่าและร่วมสมัย 
โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลวดลายจากแรงบันดาลใจเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations เป็นส่วนหนึ่งของโครงการกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ‘สิริรำไพพรรณ พัสตราภรณ์’  ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในโอกาสมหามงคล 120 ปี แห่งวันพระราชสมภพ และโอกาส 100 ปี แห่งวันสถาปนาพระบรมราชินี 

อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติรับรองการประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ประจำปี 2569 – 2570 พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการส่งเสริมหัตถศิลป์และผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล  

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และคุณรติรส จุลชาติ ผู้บริหาร แบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงาน 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัย โดยมี “บุรพราชินี” ทั้งสองพระองค์เป็นปฐมบทแห่งแรงบันดาลใจอันสูงสุดในการศึกษาศิลปะและการออกแบบ ได้ทรงรังสรรค์อัตลักษณ์ของสถาบันพระปกเกล้าผ่านการตีความใหม่ด้วยศิลปะแฟชั่นชั้นสูง ในผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบ
• เนคไทสำหรับนักศึกษาชาย: ออกแบบบนพื้นผ้าสีเขียวอันเป็นสีประจำสถาบันพระปกเกล้า โดดเด่นด้วยลวดลาย “ดอกไอริส” สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ตรงกึ่งกลางของลวดลาย ซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์  อันวิจิตรที่ผสานตัวตนของสองสถาบันไว้อย่างกลมกลืน เปี่ยมด้วยความหมาย  

• เนคไทสำหรับผู้บริหาร:รังสรรค์ด้วยสีดำที่สื่อถึงความสง่างามและความน่าเชื่อถือ ตกแต่งด้วยลวดลายโลโก้ของสถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเนคไทรุ่นพิเศษสำหรับผู้บริหารของสถาบันฯ

• ผ้าพันคอสำหรับนักศึกษาหญิง: ลายพิมพ์ภาพวาด ‘ต้นประดู่’ พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมตีกรอบด้วยสีเขียวและประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ทั้ง 4 มุม สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของสถาบัน


 
ภายในงานยังจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกเป็น 3 โซน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระเกียรติคุณ การสืบสานรสนิยมความงาม และการพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยของทั้ง 3 พระองค์ เริ่มจาก โซนเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และความเชื่อมโยงของทั้ง 3 พระองค์ในฐานะผู้ทรงส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี ผู้ทรงมีพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ  ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร ฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่นของจันทบุรี และพัฒนาเป็นกิจการ S.B.K. อุตสาหกรรมชาวบ้าน ต่อด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพและยกระดับงานหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในโลกปัจจุบัน และสมเด็จพระเจ้า    ลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัยภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

นิทรรศการเทิดพระเกียรติ เปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (หลานหลวง กรุงเทพฯ) 

สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  02 142 7703

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

Zara (ซาร่า) เปิดร้านสาขาใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัล พาร์ค ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบร้านใหม่ของแบรนด์ในระดับสากล ตอกย้ำการขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ร้านแห่งใหม่นี้ ปักหมุดใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมถึง 2 ชั้น โดยนำเสนอคอลเลคชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างหลากหลาย รวมถึงโซนสำหรับน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าโดยเฉพาะ

ซึ่งสาขานี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านนวัตกรรมการค้าปลีก เพื่อให้แบรนด์ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

คอนเซปต์ร้านถูกออกแบบโดยทีม Zara Architecture Studio ภายใต้แนวคิดการสร้างพื้นที่แห่งการค้นพบ ที่ค่อยๆ พาเหล่าผู้มาเยือนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมได้นำองค์ประกอบคลาสสิคอย่างซุ้มเสาและคานเหนือประตูมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย จนเกิดเป็นบรรยากาศของร้านที่ทั้งเหนือกาลเวลาและเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา

ร้านตั้งอยู่บริเวณพลาซ่าหลักของ เซ็นทรัล พาร์ค โดดเด่นด้วยเพดานสูงสองชั้นด้านหน้าร้านที่เปิดมุมมองสู่ลานกลางของร้าน ภายในถูกออกแบบให้มีบรรยากาศที่เสมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งอย่างเป็นมิตร พร้อมพื้นที่เฉพาะสำหรับคอลเลคชันผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงโซน รองเท้า กระเป๋า และน้ำหอมโดยเฉพาะ วัสดุตกแต่งภายในผสานพื้นผิวลักษณะคล้ายหิน พื้นไม้โอ๊ค ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยสแตนเลส เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและร่วมสมัยในทุกโซนของร้าน

โดยการออกแบบสะท้อนให้เห็นถึงคอนเซปต์ใหม่ล่าสุดของ Zara สำหรับแฟลกชิพสโตร์ทั่วโลก ผ่านภาพลักษณ์ใหม่และพื้นที่จัดแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ ที่ช่วยส่งเสริมคอลเลคชันของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและสินค้าอีกด้วย

นวัตกรรมด้านการบริการลูกค้า

สำหรับร้านค้าคอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อแบบ Omnichannel เชื่อมโยงระหว่างร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ทั้งภายในร้าน ผ่านเว็บไซต์ zara.com และแอปพลิเคชัน Zara ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าออนไลน์ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดยบริการสำคัญที่นำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ได้แก่

จุดรับคืนสินค้าแบบมีผู้ช่วยบริการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการคืนสินค้า
พื้นที่ชำระเงินแบบมีผู้ช่วยบริการในทุกโซน โดยติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จากการสั่งซื้อออนไลน์สำหรับรีไซเคิล เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน อีกทั้งยังมีจุดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอีกด้วย

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ด้วยการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมของ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะลไทย เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะระบบนิเวศใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของความสมดุลทางธรรมชาติ และฐานรากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระดำริในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแนวปะการังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ตลอดจนกระตุ้นปลูกจิตสำนึกของประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แนวปะการัง รวมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ทราบถึงประโยชน์และการให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป 

สำหรับกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท เดอะทับแขก รีสอร์ท จำกัด บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบา (Toba Aquarium) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความเครียด ความกดดัน และสิ่งที่เข้ามากระทบใจอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คำว่า ตั้งสติ” จึงไม่ใช่เพียงคำเตือนให้ใจเย็นลงชั่วขณะ แต่เป็นทักษะสำคัญของชีวิตที่มนุษย์ สามารถฝึกฝนและนำไปใช้ได้จริง

ด้วยความเชื่อว่า “สติ” คือ ทักษะที่ฝึกได้ มด–ดุษฎี ตันเจริญ และ หลิน–อุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ จึงนำองค์ความรู้ด้านการฝึกสติในแนวทาง MRP หรือ Mind Retreat Program ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้นี้จาก พระอาจารย์ธนดิตถ์ ธัมมนันโท หรือ Master T. แห่งมูลนิธิปิยโปฎก มาพัฒนาต่อยอดสู่ House of MRP พื้นที่แห่งการเรียนรู้และฝึกสติสำหรับคนยุคปัจจุบันที่ถึงแม้จะมีรากฐานมาจากสติปัฏฐานสูตร แต่ได้ผ่านการถอดรหัสออกมาเป็นโปรแกรมการฝึกที่ไม่ได้มีการยึดโยงกับศาสนา มีความเป็นกลาง เป็นทักษะที่มีการวางหลักสูตรเป็นขั้นเป็นตอน

House of MRP จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องสติ แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อทำให้การฝึกสติเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในมิติของการทำงาน ความสัมพันธ์ การรับมือกับความเครียด และการค้นหาความสุขที่ยั่งยืนจากภายใน

MRP เป็นโปรแกรมการฝึกสติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจนเป็นระบบการฝึกที่มีโครงสร้างชัดเจน โดยเชื่อมโยงหลักการเจริญสติเข้ากับภาษาที่คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หนึ่งในหัวใจสำคัญของ MRP คือสมการ O + B = PP โดย O หมายถึง Observer Base หรือ ฐานของจิตผู้สังเกตการณ์ , B หมายถึง Breath หรือลมหายใจและชีพจร และ PP หมายถึง Problem Point หรือจุดปัญหาที่เข้ามากระทบใจในชีวิตประจำวัน

หลักการนี้สะท้อนว่า เมื่อผู้ฝึกสามารถวางจิตให้อยู่ในฐานะ “ผู้สังเกต” กลับมาอยู่กับลมหายใจ และรับรู้สภาวะภายในได้ทัน สิ่งที่เข้ามากระทบใจจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางอารมณ์เสมอไป แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนขึ้น

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของ MRP คือ ประโยคที่ว่า “Mental clarity is not a trait. It is a system.” หรือ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “จิตใจที่มีความกระจ่างชัดเจน ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นระบบที่เราสามารถฝึกฝนและออกแบบได้”

แนวคิดนี้เป็นแกนสำคัญของ House of MRP เพราะการมีสติไม่ใช่พรสวรรค์ของคนบางกลุ่ม และไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นระบบการฝึกที่ค่อยๆ พัฒนาผ่านประสบการณ์ตรง การรู้ลมหายใจ การเห็นความคิด การรับรู้อารมณ์ และการกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นกลาง

ในการเปิดบ้าน House of MRP ครั้งนี้ นอกจากการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มูลนิธิปิยโปฎก แล้ว ยังมีการเสวนาและแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ที่ได้นำการฝึกสติไปใช้จริงในชีวิต โดยผู้ร่วมพูดคุย ได้แก่ เฟื่องลดาสรานี สงวนเรืองแม่ชีจุ๊ยชื่นชีวัน วงษ์เสรี และ หวานชัญญา อุดมพร

เฟื่องลดาสรานี สงวนเรือง เจ้าของ Flourish Digital หรือ รู้จักในฐานะ นางฟ้าไอที แบ่งปันมุมมองจากชีวิตของคนทำงานยุคดิจิทัล ที่คุ้นเคยกับความเร็วและความสำเร็จ เธอเล่าว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิต เธอเคยวิ่งไล่ตามความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าความสำเร็จ คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งกลับพบว่าภายในยังมีความว่างเปล่า การได้ฝึกสติกับ MRP ทำให้เริ่มกลับมาฟังเสียงภายในของตัวเองมากขึ้น และตั้งคำถามว่า “Voice” ที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร สำหรับเธอ การฝึกสติจึงไม่ใช่การหยุดใช้ชีวิตหรือถอยออกจากโลก แต่คือการกลับมาเข้าใจตัวเองให้ชัดขึ้น ท่ามกลางโลกที่ยังต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เธอยังสะท้อนประเด็นที่น่าสนใจในยุค AI ว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และ AI สามารถช่วยมนุษย์ได้หลายด้าน แต่สิ่งที่มนุษย์ยังต้องพัฒนาด้วยตัวเอง คือ “Wisdom” หรือปัญญาภายใน ซึ่งเกิดจากการรู้เท่าทันตัวเองและการมีสติในการใช้ชีวิต

ด้าน แม่ชีจุ๊ยชื่นชีวัน วงษ์เสรี ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ Globish ถ่ายทอดประสบการณ์จากโลกสตาร์ทอัป ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเร็ว และแรงกดดัน เธอเล่าว่า เคยมีช่วงที่ความเครียดจากงานมาก จนส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างชัดเจน ซึ่งกลายจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร สำหรับแม่ชีจุ๊ย การฝึกสติไม่ใช่การหนีโลก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่างอย่างเข้าใจและวางใจมากขึ้น สำหรับแม่ชีจุ๊ยแล้ว สติ คือ การลงรายละเอียดในชีวิต เป็นพื้นฐานของการรู้จักตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น และเธอยังเชื่อมโยงการฝึกสติกับโลก AI ได้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขึ้น มนุษย์ยิ่งต้องกลับมาถามตัวเองให้ชัดว่า เราจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร และจะใช้ปัญญาภายในของตัวเองอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ หวานชัญญา อุดมพร เจ้าของเพจ Vegan Calendar และหนึ่งในผู้ร่วมริเริ่ม MRP ถ่ายทอดมุมมองของคนที่เคยใช้ชีวิตด้วยความเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว และทันเหตุการณ์ตลอดเวลา เธอเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการฝึกสติเกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มอยากใช้ชีวิตให้ช้าลง และกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เธอกล่าวว่า MRP เป็นโปรแกรมที่ทำให้เธอเข้าใจคำว่า “สติ” ผ่านประสบการณ์ตรง จากเดิมที่ไม่เคยศึกษาด้านจิตใจอย่างจริงจัง การฝึกสติทำให้เธอรู้ทันอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น และตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นในชีวิตประจำวัน

สำหรับ หลินอุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ ในฐานะมาสเตอร์ของ MRP นั้น เธอกล่าวว่า สติเปรียบเหมือน “เบรกมือ” ของชีวิต เพราะคนเราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินหน้า เมื่อไหร่ควรหยุด และเมื่อไหร่ควรวางใจให้อยู่กับปัจจุบัน เธออธิบายว่า การฝึกสติทำให้มองเห็นธรรมชาติของชีวิตตามความเป็นจริง เห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้ทั้งหมด และไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอดกาล

หลิน ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า MRP ไม่ได้มองการฝึกสติเป็นเพียงการแสวงหาความสงบหรือการพักใจชั่วคราว แต่เป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เปรียบเหมือนระบบความปลอดภัยภายในใจ เมื่อเราฝึกจนเกิดความมั่นคง เราจะสามารถรับมือกับปัญหาหรือแรงกระทบต่างๆ ได้ดีขึ้น เหมือนนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถรับลูกที่เข้ามาได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าลูกนั้นจะเร็วหรือแรงเพียงใด

House of MRP จึงต้องการส่งต่อการฝึกสติไปยังคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Young Entrepreneur และ New Leader ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ท่ามกลางความเครียดและแรงกดดันสูง เพราะก่อนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมหรือโลกภายนอกได้อย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงภายในคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

สำหรับ House of MRP ความสุขที่ยั่งยืน หรือ Lasting Happiness ไม่ได้หมายถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทุกอย่างตามต้องการ แต่คือความสามารถในการวางใจอยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นกลาง แม้ชีวิตจะยังมีความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง และปัญหาเข้ามากระทบ เพราะในท้ายที่สุด การฝึกสติอาจไม่ใช่การทำให้ชีวิตไม่มีปัญหา แต่คือการทำให้เรามีพื้นที่ภายในมากพอที่จะมองเห็นปัญหา เห็นตัวเอง และกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

ติดตามเรื่องราวของ House of MRP หรือ บ้านแห่งสติ ได้ที่ www.HouseofMPR.com หรือ FB/IG : House of MRP

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

II ขอแสดงความยินดีกับ รุ่งเรือง กิจผาติ ในโอกาสที่ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ดำรงตำแหน่ง ” เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ” เมื่อ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา…

II ดีใจด้วยกับ ผู้บริหาร โรงแรมศิวาเทล ถ.เพลินจิต ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในGreen Hotel จาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม…

II ข้าราชการเกษียณ พรทิพย์ สาริกบุตร บายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60-40 เพราะไม่อยากเปลี่ยนโทรศัพท์ที่ตกรุ่น ซึ่งเป็นเครื่องที่เพื่อนรักมอบไว้ให้ก่อนจากไป…เหตุผลใช้ได้ แต่หากเก่ามาก คงต้องทำใจ เพราะต่อไปก็ต้องเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่ดี…

II ขอเป็นกำลังใจให้ ฟองสนาน จามรจันทร์ ที่ต้องดูแลคู่ชีวิต คุณหนุ่ย ที่ป่วยไข้ไม่สบาย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนได้พาไปแอดมิดที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นที่เรียบร้อย…

II หมอศัลยกรรมชื่อดัง หมอสอง – นพ.นพรัตน์ รัตนวราห พา มาดาม ออน-สมฤทัย ภรรยาไปเที่ยวสหรัฐฯ ระหว่างนี้ โดยมอบหน้าที่ดูแล goddess of love -เทพีแห่งความรัก “น้องเฟรญานา” ลูกสาววัย 6 เดือนให้ญาติผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ดูแลแทนที่เมืองไทยชั่วคราว…

II ไม่มีรูปหวานมานาน จนกองเชียร์ข้างๆ คิดว่าคู่คนรักที่โลกอิจฉาเลิกรากันไปแล้ว ปรากฏความจริงที่ว่า ผศ.นพ.สิระ กอไพศาล หรือ หมอปิแอร์ กับ ผู้ประกาศข่าวหนุ่มช่อง 3 ไก่-ภาษิต อภิญญาวาท ยังคงยืนกราน รักหวานเหมือนเดิม…เพื่อนๆไม่ต้องแอบเป็นห่วง…

II ใจหายและเสียใจด้วยกับญาติมิตร ในการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ศัลยแพทย์กระดูกคนดี นพ.ณพล สินธุวนิช แห่ง โรงพยาบาล ข้อดีมีสุข (kdms) พิธีสวดพระอภิธรรม จัดในวันที่ 28-31 พ.ค. 18.30 น.ที่ศาลา 9 วัดสุทธิวราราม และกำหนดพิธีฌาปนกิจ 1 มิ.ย. 14.00 น…

II พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ศุภชัย ยุวบูรณ์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 29 พ.ค.-1 มิ.ย.18.00 น.(วันที่ 31 พ.ค.งดสวด) ณ ศาลา 5 วัดโสมนัสราชวรวิหาร และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 2 มิ.ย.14.00 น…

II ชีวิตดี๊ดี น่าดีใจด้วย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บอกว่า ตอนนี้มีความสุขกับการอยู่บ้านเล็กๆ ตื่นเช้ามาไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องมีโปรแกรม อยากไปไหนก็ไป…ความสุขอยู่ไม่ไกล อยู่ที่ใจของตัวเราเอง…

II กำหนดเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม.คนใหม่ คือ วันที่ 28 มิ.ย.69 โดยปีนี้ มีผู้สมัครที่มีสีสันโดดเด่นให้เลือกหลายคน อาทิ ดร.โจ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ,อนุชา บูรพชัยศรี , ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี , พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช และเจ้าเก่า คนดี-คนเดิม ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ฯลฯ…ซึ่งคนหลัง ผลโพลหลายสำนักว่า โดดเด่นที่สุด หรือที่เรียกว่า”นอนมา” แต่เจ้าตัวตอบ”ไม่ได้นอนมา แต่ขี่จักรยานมา” และเมื่อถูกถามว่า “หากได้เป็น ผู้ว่า กทม.จะทำอะไรก่อน” อดีตผู้ว่า กทม. ตอบว่า”ก็จะเป็นผู้ว่าฯติดดินเหมือนเดิม”…ได้ยินแล้ว ปลื้มแทนคน กทม.จริงๆ !!

บารอนเนส

BDMS ขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า Value-Based Healthcare สู่มาตรฐานสากล ICHOM ด้วยผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

BDMS ขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า Value-Based Healthcare สู่มาตรฐานสากล ICHOM ด้วยผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

BDMS ขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า Value-Based Healthcare สู่มาตรฐานสากล ICHOM ด้วยผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (Value-Based Healthcare) หลังจากโรงพยาบาลในเครือได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ICHOM จาก International Consortium for Health Outcomes Measurement องค์กรระดับโลกผู้พัฒนามาตรฐานการวัดผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วย (Patient Outcomes) โดยมุ่งเน้นให้ “ผู้ป่วย” เป็นศูนย์กลางของการดูแลและการประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ  ทั้งระยะก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับโรงพยาบาลในเครือ BDMS มีจำนวนทั้งหมด 18 โรงพยาบาลที่เตรียมขอรับรองมาตรฐานสากล ICHOM โดยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง ICHOM Level 1 (ไตรมาส 1 ปี 2569) ดังนี้  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)  โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)  โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลกรุงเทพเมืองราช  ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลพญาไท 1 ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรงพยาบาลพญาไท 2 ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และก่อนหน้านี้ในปี 2568 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลกที่ได้รับการรับรอง ICHOM Level 2 ด้านโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) กับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และในอีกสองกลุ่มโรคได้รับการรับรอง ICHOM Level 1 ได้แก่ โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) และโรคเบาหวาน (Diabetes) นอกจากนี้ โรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital ได้รับการรับรอง ICHOM Level 2 ด้านมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) ในปี 2568 เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลกที่ได้รับรางวัลนี้เช่นเดียวกัน

นพ. พงศ์ธร เกียรติดำรงวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารโครงการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (Project Management Director) กล่าวว่า “การได้รับการรับรอง ICHOM สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเครือ BDMS ในการรักษามาตรฐานการดูแลรักษาระดับสากล โดย ICHOM ได้กำหนดชุดตัวชี้วัดมาตรฐานเพื่อประเมินผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญต่อผู้ป่วย ทั้งด้านอาการ การฟื้นตัว คุณภาพชีวิต และผลลัพธ์ระยะยาว ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพแบบ Value-Based Healthcare การดูแลรักษาแบบองค์รวมผ่านทีมสหสาขาวิชาชีพ การนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพของประเทศไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นคุณภาพและคุณค่าที่ผู้ป่วยได้รับอย่างแท้จริง