ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

24 กันยายน 2569 เวลา 07:58 น.

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่พบเจอมากขึ้นกับยุคสมัยใหม่ ที่ต้องทำงานก้มหน้ามองจอมือถือคอมพิวเตอร์ ทำให้อาการนี้พบเจอได้ในคนไข้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้โรคพัฒนาไปเป็นอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยจึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม (ว.48555) แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ – ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง สำหรับนำไปปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง กรณีหากเริ่มมีอาการรุนแรงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง “ออฟฟิศซินโดรม” ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นหูของคนวัยทำงานมากขึ้น ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ตาแห้ง มือชา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังและระบบประสาทได้

อาการปวดเรื้อรัง….ต้นเหตุจากเรื่องเล็ก ๆ

จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น การนั่งหลังงอ การยกไหล่ขณะใช้เมาส์ การวางจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การพิมพ์บนแป้นพิมพ์ในท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับสรีระ พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการตึงและอักเสบ รวมถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการชาและปวดเรื้อรัง

นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว ความเครียดจากการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะความเครียดมีผลต่อกล้ามเนื้อ ทำให้หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว และอาจจะกระทบการนอนตอนกลางคืนได้

วิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง

ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นออฟฟิศซินโดรม มักจะเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกเมื่อยไหล่หรือคอบ่อย ๆ แต่เมื่อปล่อยไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดตึงจนขยับคอยาก ปวดหลังจนไม่สามารถนั่งได้นาน หรือมือชาเมื่อต้องพิมพ์งานต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งโดยให้หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ข้อมือไม่งอขณะพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หมั่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 1-2 ชั่วโมง และทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง เป็นประจำจะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดี

หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจหาอาการแทรกช้อน เช่น อาการกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังเพราะจะนำไปสู่ปัญหากระดูกและเส้นประสาทที่ยากต่อการรักษาในระยะยาว

ยืดเส้นวันละนิด ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

การยืดกล้ามเนื้อระหว่างวันทำงานเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป ท่าเหล่านี้สามารถทำได้แม้อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ 

บริหารต้นคอ : หมุนศีรษะเป็นวงกลมช้า ๆ 5 รอบไปทางซ้าย และอีก 5 รอบไปทางขวา ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ

บริหารหัวไหล่และหลังส่วนบน: ประสานมือยกแขนขึ้นระดับอก เหยียดตรงหันฝ่ามือออก เหยียดไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังส่วนบน ค้างไว้ 10–15 วินาทีต่อครั้ง และหลังส่วนบน ค้างท่าไว้ประมาณ 10–15 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้งต่อรอบ และควรทำประมาณวันละ 3–5 รอบ

บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: นั่งหลังตรง แล้วบิดลำตัวไปทางซ้าย มือจับพนักเก้าอี้ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับไปอีกด้าน

บริหารกล้ามเนื้อขา: เหยียดขาทีละข้างให้ตึงใต้โต๊ะ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง หากเอื้อมมือจับปลายเท้าด้วย จะทำให้ยืดได้มากขึ้น

บริหารกล้ามเนื้อมือและข้อมือ: เพื่อผ่อนคลายข้อมือจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ให้กำแล้วแบมือช้า ๆ สัก 10 ครั้ง และหมุนข้อมือไปมา

การยืดกล้ามเนื้อทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรม แต่ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

สุขภาพดี เริ่มที่โต๊ะทำงาน

 โต๊ะทำงาน ควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอาการปวดเรื้อรัง การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และหน้าจอให้เหมาะกับสรีระ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก และที่สำคัญคือต้องไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดหรือชา แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางทันที

ทั้งนี้ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งโรงพยาบาลนวเวชได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej ให้ผู้ชำนาญการเฉพาะทางดูแลคุณตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาการ

ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเป็นสัญญาณ PMOS ควรระวัง!! เสี่ยงกระทบสุขภาพและการมีบุตรในอนาคต

24 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจเคยพบเจอกับปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ สิวขึ้นซ้ำ น้ำหนักเพิ่มง่าย หรือมีขนขึ้นผิดปกติ แต่กลับมองว่าเป็นเพียงความแปรปรวนของฮอร์โมนตามธรรมชาติ ทั้งที่อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome: PMOS) *ถูกเรียกใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 จากเดิม PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) ซึ่งเป็นหนึ่งในความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และอาจส่งผลต่อสุขภาพในหลายด้าน หากไม่ได้รับการวินิจฉัยเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า PMOS พบได้ประมาณ 6–13% ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เนื่องจากอาการในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน หรือเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ ส่งผลให้การรักษาเริ่มต้นล่าช้า

ปัจจุบัน PMOS ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาเรื่องประจำเดือนผิดปกติหรือภาวะมีบุตรยากเท่านั้น แต่เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้หญิงในระยะยาว โดยแนวทาง International Evidence-based Guideline for the Assessment and Management of PCOS 2023 แนะนำให้ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งการควบคุมอาการ การดูแลสุขภาพเมตาบอลิซึม การส่งเสริมสุขภาพจิต การวางแผนการตั้งครรภ์ และการติดตามความเสี่ยงของโรคร่วมในอนาคต

ทั้งนี้ เดือนกันยายนของทุกปีเป็นเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องโรค PMOS ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้ารับการตรวจคัดกรอง เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ผลกระทบที่แฝงมากับโรค PMOS

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้หญิงที่มีภาวะ PMOS อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ภาวะไขมันพอกตับ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า จึงทำให้การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและการติดตามรักษาอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของผู้หญิงในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แนวทางการดูแลคนไข้ PMOS ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการประเมินแบบเฉพาะบุคคล โดยแพทย์จะพิจารณาจากอาการ อายุ ดัชนีมวลกาย ความต้องการมีบุตร โรคร่วม และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก การดูแลสุขภาพจิต และการใช้ยาตามข้อบ่งใช้เมื่อมีความจำเป็น

เอนริเก้ คาลโว้

นายเอนริเก้ คาลโว้ ผู้จัดการทั่วไป หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวว่า “ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตอยู่กับอาการของ PMOS โดยไม่รู้ตัว เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของร่างกาย ทั้งที่หากได้รับการวินิจฉัยเร็ว ก็จะสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ลดผลกระทบต่อสุขภาพในอนาคต และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว”

บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ยาจากประเทศสเปน และเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพผู้หญิงทั่วโลก สนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคและภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้หญิง เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงไทยเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในนวัตกรรมใหม่ล่าสุดคือ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีตัวยาสำคัญ Dienogest  2 มิลลิกรัม และ Ethinylestradiol 0.02 มิลลิกรัม ที่ช่วยลดระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ผิวหน้ามัน ขนดก และรอบเดือนผิดปกติ ทั้งนี้การเลือกใช้ยาจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย  และการประเมินของแพทย์ประจำตัวของคนไข้แต่ละราย ซึ่งในครั้งนี้ บริษัท เอ๊กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน “Unlocking Innovation For PMOS Treatment” ขึ้น เพื่อเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้และได้มีการเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลชื่อดัง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มาอัปเดตสถานการณ์ของโรค และแนวทางการแก้ใขในอนาคตอีกด้วย ซึ่งภายในงานได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก

สำหรับ สัญญาณที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม มีวิธีการสังเกตความผิดปกติของร่างกายเบื้องต้น และควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเพื่อประเมินทันที  คือ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดประจำเดือน สิวอักเสบ ผิวหน้ามัน  มีขนขึ้นมากผิดปกติบริเวณใบหน้า หน้าอก หรือหน้าท้อง ผมร่วง ผมบางบริเวณกลางศีรษะ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่าย หรือควบคุมน้ำหนักได้ยาก ภาวะมีบุตรยากจากภาวะไข่ไม่ตก

ทั้งนี้ อาการดังกล่าวอาจเกิดจากหลายสาเหตุ การวินิจฉัยภาวะ PMOS จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ที่มีข้อสงสัยหรือมีอาการผิดปกติควรเข้ารับคำปรึกษาจากสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมให้คนไข้ PMOS กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

 ข้อควรระวัง ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีตัวยา Dienogest 2 มิลลิกรัม และ Ethinylestradiol 0.02 มิลลิกรัม เป็นยาที่ต้องใช้ตามคำสั่งแพทย์ การใช้ยาควรเป็นไปตามข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ด้านสุขภาพสตรี เพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.neversurrender.in.th

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

24 กันยายน 2569 เวลา 06:48 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  

อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่  โทร. 02-836-9999 ต่อ *2621

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : เอกซเรย์ฟัน…อันตรายหรือไม่?

24 กันยายน 2569 เวลา 06:40 น.

“หมอคะ เอกซเรย์ฟันบ่อย ๆ จะเป็นอันตรายไหม?”

เป็นคำถามที่หมอณันได้ยินบ่อยมากในคลินิก และเชื่อว่าทันตแพทย์หลายท่านก็คงเจอคำถามนี้ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในยุคที่คนไข้สามารถหาข้อมูลได้ด้วยตัวเองมากขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับอาจยังไม่ครบถ้วน หรือทำให้เกิดความกังวลเกินความเป็นจริง

หมอณันจึงขอชวนคุยกับ รศ.ดร.ทพญ.จิรา กิติทรัพย์กาญจนา ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อช่วยอธิบายเรื่อง “เอกซเรย์ฟัน” ให้เข้าใจง่าย และสบายใจมากขึ้นค่ะ

เอกซเรย์ฟัน สำคัญอย่างไร?

อาจารย์จิรา อธิบายว่า การเอกซเรย์ฟัน หรือการถ่ายภาพรังสีฟันและกระดูกใบหน้า ขากรรไกร เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทันตแพทย์ในการวินิจฉัยโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และติดตามผลการรักษาในระยะยาว

หลายครั้งรอยผุ รอยอักเสบ หรือความผิดปกติของกระดูก ซ่อนอยู่ใต้เหงือกหรือภายในกระดูก ซึ่งไม่สามารถเห็นได้จากการตรวจในช่องปากเพียงอย่างเดียว เอกซเรย์จึงเปรียบเสมือน “ดวงตาอีกคู่” ของทันตแพทย์นั่นเอง

แล้วรังสีจากเอกซเรย์ฟัน อันตรายไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่อันตรายค่ะ

การถ่ายภาพรังสีทางทันตกรรม ใช้รังสีเฉพาะบริเวณฟัน ใบหน้า และขากรรไกร โดยมีลักษณะสำคัญคือ

ใช้พลังงานรังสีต่ำ ใช้เวลาถ่ายสั้น ให้ปริมาณรังสีน้อยกว่าการถ่ายเอกซเรย์ทางการแพทย์ทั่วไปมาก

ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ในชีวิตประจำวัน คนเราทุกคนได้รับรังสีจากธรรมชาติอยู่แล้ว ทั้งจากแสงแดด อากาศ ดิน และอาหารโดยเฉลี่ยประมาณ 8.5 ไมโครซีเวิร์ตต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณรังสีจากการเอกซเรย์ฟันในปากหนึ่งครั้งเสียอีก (ประมาณ 9.5 ไมโครซีเวิร์ต)

ดังนั้น การเอกซเรย์ฟันในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างที่หลายคนกังวล

ทำไมแต่ละคนได้รังสีไม่เท่ากัน?

อาจารย์จิรา เล่าว่า ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เทคนิคการถ่ายภาพรังสี (เช่น เอกซเรย์ในปาก เอกซเรย์ปริทัศน์ หรือ CBCT) ชนิดและเทคโนโลยีของเครื่องเอกซเรย์ ค่าการตั้งเครื่องและโปรโตคอลที่ใช้

ทันตแพทย์จะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการรักษา โดยใช้รังสีให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

คำถามยอดฮิต: ควรเอกซเรย์ฟันบ่อยแค่ไหน?

คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขตายตัวค่ะ

ความถี่ในการเอกซเรย์ ขึ้นกับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น     อายุ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีฟันผุหลายซี่ หรือมีความเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องเอกซเรย์เพื่อติดตามทุก 6–18 เดือน ผู้ที่มีสุขภาพช่องปากดี และมีความเสี่ยงต่ำ อาจเอกซเรย์ทุก 2–3 ปี ก็เพียงพอ โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความจำเป็นเป็นรายบุคคล ไม่ได้เอกซเรย์ “สุ่มสี่สุ่มห้า” อย่างแน่นอน

แล้วเด็กกับหญิงตั้งครรภ์ล่ะ?

กลุ่มเด็กและหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเซลล์มีความไวต่อรังสีมากกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ห้ามเอกซเรย์ หากมีข้อบ่งชี้ทางการรักษาที่จำเป็น ทันตแพทย์จะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมปริมาณรังสีต่ำที่สุด และมีการป้องกันอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วย

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่าน “จำให้ได้”

เอกซเรย์ฟัน ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การรักษาทางทันตกรรม แม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น ท้ายที่สุด อาจารย์จิราทิ้งข้อคิดสำคัญไว้ว่า ถึงแม้การเอกซเรย์ฟันจะมีความปลอดภัย แต่ทันตแพทย์ทุกคนควรใช้รังสีอย่างมีความรับผิดชอบ ตามหลักความสมเหตุสมผล (Justification) การทำให้เหมาะสมที่สุด (Optimization) และการจำกัดปริมาณรังสี (Dose limitation) เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยทั้งในปัจจุบันและระยะยาว

 

ขอขอบคุณข้อมูลและความรู้จาก

รศ.ดร.ทพญ.จิรา กิติทรัพย์กาญจนา

ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรียบเรียง โดย ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

คุณแหน : 24 กันยายน 2569

24 กันยายน 2569 เวลา 05:59 น.

ll ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงาน วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ประจำปี 2569 (World Rabies Day 2026) จัดโดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วันจันทร์ 28 ก.ย. เวลา 14.30 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น..

ll ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุได้ 100 ปี โดยมีลูกหลานคอยดูแลใกล้ชิดอบอุ่น เมื่อ 21 ก.ย.สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมเริ่ม 24 ก.ย.-30 ก.ย.19.00 น.ที่บ้านซังฮี้ (ตำหนักทิพย์) ขอแสดงความเสียใจกับ ศักดิ์ทิพย์-อนุทิพย์-เพิ่มพูน-กรทิพย์-กุณฑิกา ไกรฤกษ์ พร้อมเขย-สะใภ้ ..

ll นพ.คณิต-ผุสดี มันตาภรณ์ อบอุ่นใจเมื่อ ทัก ลูกชายคนเดียว กลับมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ให้ชื่นใจถึงเมษายน ปีหน้า 2570..

ll ยินดีกับ ศ.พิเศษ ดร.ฐานิสร์ วัชโรทัย ในโอกาสได้รับรางวัลนักวิชาการยอดเยี่ยมในงานประกาศรางวัล มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 จากสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ส่วนบุตรชาย ชาญวุฒิ วัชโรทัย ได้รับรางวัลสาขาผู้บริหารยอดเยี่ยม งานจะจัดวันอาทิตย์ 25 ต.ค.16.00 น. ที่ อาคาร 9 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (TOT) สำนักงานแจ้งวัฒนะ..

ll รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการ เตรียมจัดแข่งกอล์ฟการกุศล เพื่อหารายได้สมทบทุน “กองทุนหมอเจ้าฟ้า” ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันอาทิตย์ 1 พ.ย. ณ สนามกอล์ฟ The Royal Chiangmai Golf Resort สันทราย เชียงใหม่ ช่วงนั้นสนามกำลังสวยด้วยดอกไม้ต้นไม้ สอบถาม สนามรอยัลเชียงใหม่ฯ โทร.083-5689797…

ll ครบ 7 รอบ 84 ปี “ป้าใหญ่” ภัทรา ศิลาอ่อน เชิญชวนญาติมิตรสนิท ร่วมสังสรรค์ Patara’s Party วันอังคาร 29 ก.ย. 18.00 น. ที่ S&P Hall สุขุมวิท 26 ร่วมทำบุญเพื่อวันมหิดล (ศิริราชมูลนิธิ) เป็นประจำทุกปี ..

ll ระหว่างนี้ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ปฎิบัติหน้าที่กรรมการในชุดโอลิมปิกสากล (ไอโอซีเมมเบอร์)และคณะกรรมการที่ปรึกษาสภาโอลิมปิกแห่งเอเซีย (โอซีเอ) ในมหกรรมกีฬาเอเซียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ไอจิ-นาโกยา 2026 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ร่วมยินดีและเป็นกำลังใจให้กองทัพนักกีฬาไทยทุกประเภท ..

ll ศ.ดร.สุรเกียรติ-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ทำบุญสมโภชน์ฉลองกุฎิหม่อมหลวงบัว กิติยากรอนุสรณ์ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไม้เพื่อให้ ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ นำไปสร้างกุฎิฯ ถวายวัดพร้อมทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหาร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดท่านผู้หญิง ณ วัดป่าศรัทธาถวาย (วัดถ้ำเต่า) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เมื่อ 23 ก.ย.ที่ผ่าน.. นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้..

คุณแหน

นับถอยหลังสู่ World Gourmet Festival 2026: The World of Flavours ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

23 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ (Anantara Siam Bangkok Hotel) ชวนนับถอยหลังสู่งาน World Gourmet Festival 2026 เทศกาลอาหารระดับนานาชาติครั้งที่ 26 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้ธีม “The World of Flavours” ต้อนรับเชฟชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารและวัฒนธรรมผ่านมื้ออาหารสุดพิเศษ คอลลาบอเรชันดินเนอร์ เทสติ้งเมนู และประสบการณ์ด้านอาหารที่จะจัดขึ้นตลอดหกวันของเทศกาล



ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ห้องอาหารและพื้นที่ต่างๆ ภายในโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จะกลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าเชฟจากทั่วโลก ตั้งแต่เชฟเจ้าของดาวมิชลิน ไปจนถึงเชฟผู้สร้างชื่อจากแวดวงไฟน์ไดนิ่งระดับสากล พร้อมด้วยเชฟแถวหน้าของประเทศไทยที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และมุมมองด้านอาหาร เพื่อร่วมรังสรรค์ประสบการณ์อาหารเลิศรสอย่างเหนือระดับ

ตลอดเทศกาล นักชิมจะได้พบกับเหล่าเชฟผู้มีชื่อเสียงจากเวทีอาหารระดับโลก อาทิ Chef Julien Royer จาก Odette ประเทศสิงคโปร์, Chef Josiah Citrin จาก Mélisse สหรัฐอเมริกา, Chef Dave Pynt จาก Burnt Ends ประเทศสิงคโปร์, Chef Álvaro Clavijo จาก El Chato ประเทศโคลอมเบีย, Chef Deepanker Khosla จาก HAŌMA กรุงเทพฯ รวมถึง Chef Chumpol Jangprai จาก R.HAAN, Chef Chalee Kader จาก Wana Yook และเชฟชั้นนำอีกมากมายจากประเทศไทยและนานาประเทศ

นอกเหนือจากดินเนอร์โดยเชฟระดับโลกแล้ว World Gourmet Festival 2026 ยังเตรียมโปรแกรมหลากหลายตลอดหกวัน ทั้งเทสติ้งเมนู ดินเนอร์แบบคอลลาบอเรชัน โชว์และกิจกรรมต่างๆ จากเชฟ อาฟเตอร์นูนที, บรันช์สุดสัปดาห์, บาร์คอลลาบอเรชัน และบาร์เทคโอเวอร์ รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากบุคคลสำคัญในแวดวงอาหาร

อีกเพียงไม่กี่วัน โลกแห่งอาหารจากหลากหลายมุมโลกจะมาบรรจบกันที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่งาน World Gourmet Festival 2026: The World of Flavours ระหว่างวันที่ 29 กันยายน ถึง4 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เตรียมพบกับ 6 วันแห่งรสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวจากทั่วโลก ได้ภายในงาน

สามารถดูตารางกิจกรรมและรายละเอียดการสำรองที่นั่งได้ที่ https://www.worldgourmetfestival.asia

‘BLOOM ACROSS THE SKY’ สองคืนสุดท้ายของ Drone Show ในงาน Bangkok Flower Festival 2026 เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

23 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

โค้งสุดท้ายของ “Bangkok Flower Festival 2026” เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ที่ชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของปากคลองตลาดผ่านมุมมองใหม่ ทั้งศิลปะ บรรยากาศริมแม่น้ำ และกิจกรรมหลากหลายตลอดการจัดงาน พร้อมอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างสีสันให้กับค่ำคืนของเทศกาล นั่นคือ “Drone Show : BLOOM ACROSS THE SKY” การแสดงโดรนจำนวน 1,000 ลำ ที่ร่วมกันสร้างสีสันและเรื่องราวบนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

การแสดง “BLOOM ACROSS THE SKY” นำความงดงามของดอกไม้และเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครมาถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีโดรน ผสานการแปรอักษร แสง และสี ให้เกิดเป็นภาพบนท้องฟ้ายามค่ำคืน สะท้อนแนวคิดของการนำ “ดอกไม้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของย่านปากคลองตลาด มาตีความในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากการชมดอกไม้บนพื้นดิน สู่การชมความงดงามที่เบ่งบานขึ้นบนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

ความพิเศษของ Drone Show จึงไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนของโดรนที่ขึ้นแสดง แต่ยังอยู่ที่การนำเทคโนโลยี แสง สี และการออกแบบภาพบนท้องฟ้า มาผสมผสานเข้ากับบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้ ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสงานในอีกหนึ่งมิติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำที่แสงจากการแสดงตัดกับท้องฟ้าและวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สะท้อนบรรยากาศของ Bangkok Flower Festival 2026 ได้อย่างโดดเด่น ตลอดการแสดงฝูงโดรนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปแบบการแปรอักษรและแสงสีสอดคล้องกับแนวคิด “BLOOM ACROSS THE SKY” หรือการผลิบานบนท้องฟ้า เปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดชมการแสดงในยามค่ำคืน

26–27 กันยายน นี้ สองคืนสุดท้ายของ Drone Show

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีโอกาสได้ชม หรือกำลังวางแผนมาเที่ยว Bangkok Flower Festival 2026 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขอชวนปักหมุดไว้ให้พร้อมเพราะจะเป็นรอบสุดท้ายของการแสดง Drone Show : BLOOM ACROSS THE SKY ก่อนที่เทศกาลจะเข้าสู่ช่วงท้ายของการจัดงาน การแสดงมีกำหนดเริ่ม เวลาประมาณ 20.30 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค -ปากคลองตลาด ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเป็นการแสดงรอบสุดท้าย

“Bangkok Flower Festival 2026” เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–27 กันยายน 2569 ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค – ปากคลองตลาด พร้อมชวนทุกคนมาสัมผัสสีสันของดอกไม้ ศิลปะ และบรรยากาศของย่านปากคลองตลาดในมุมมองใหม่ บัตรเข้าชมราคา 150 บาท พร้อมรับดอกไม้และกรวยช่อกระดาษจากพื้นที่ที่กำหนดภายในงาน ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรรม และ ข้อมูลการจำหน่ายบัตรได้ทาง Facebook: Bangkok Flower Festival และ Yodpiman River Walk

ภาครัฐ-เอกชนนครปฐม ปลุกพลังเยาวชนร่วมอนุรักษ์ สายน้ำท่าจีน เนื่องในวันอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองแห่งชาติ และวันเยาวชนแห่งชาติ 2569

23 กันยายน 2569 เวลา 15:51 น.

ชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม ร่วมกับ ภาครัฐและเอกชนในจังหวัดนครปฐม จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ และวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมปฐกถาพิเศษ เรื่อง “การแทนคุณแผ่นดินของคนไทย” และมอบโล่ “ท่าจีน อวอร์ด” ประจำปี 2569 ให้แก่ หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ในการนี้มี อโนชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคีเครือข่าย นักเรียนจากสถานศึกษาภายในจังหวัดนครปฐม ร่วมงาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ บริษัท โรงงานเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อ.สามพราน จ.นครปฐม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคีเครือข่าย นักเรียนจากสถานศึกษาภายในจังหวัดนครปฐม รวมพลังรักแม่น้ำท่าจีน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี กล่าวเปิดงาน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม  พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานร่วมจัดงาน ประภาส ปิ่นตกแต่ง สว.นครฐม, ประเชิญ คนเทศ ผจก.มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ภาคภูมิ ทวีวิทยรัศมี์ ผู้บริหาร บมจ.ทีทีดับบลิง, พิทักษ์ชัย จันทร์สมวงษ์ ปธ.มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ผศ.เด่นศิริ ทองนพคุณ เลขาธิการชมรมเรารักษ์แม่น้ำท่าจีนนครปฐม,  ศราวุธ – วาทิต วงศ์สุรไกร ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง และ วิภารัตน์ พิพัฒน์เตชากร ปธ.ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคนครปฐม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธี กล่าวว่า “รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำคูคลอง เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ถ้าเราไม่รักแล้วใครจะรัก แม่น้ำท่าจีนก็เช่นกัน ชาวนครปฐมมีชีวิตอยู่คู่กับแม่น้ำสายประวัติศาสตร์นี้ ที่เชื่อมโยงทั้งนครปฐม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี ชัยนาท ซึ่งไม่มีใครที่จะมารักแม่น้ำท่าจีนแทนเราได้นอกจากตัวเราเองที่ต้องเป็นผู้พิทักษ์รักษา ช่วยกันสร้างความสำนึกรักให้เกิดขึ้น จึงยินดีที่ได้ทราบว่าการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำท่าจีนของจังหวัดนครปฐมมีความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งดียิ่ง”

อเนก น้อยพิทักษ์ นายก อบต.คลองใหม่ อ.สามพราน รับรางวัลท่าจีน อวอร์ด 2569

ธรรมศักดิ์ จิระวิทยพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองสามพราน อ.สามพราน รับรางวัลท่าจีน อวอร์ด 2569

ขจรเดช นพคุณชัยกิจ นายกเทศมนตรีตำบลนครชัยศรี .อ.นครชัยศรี

จากนั้น  ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธี ได้มอบโล่ “ท่าจีน อวอร์ด” ประจำปี 2569 ให้แก่ 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง ได้แก่ อบต.คลองใหม่ อ.สามพราน, เทศบาลเมืองสามพราน อ.สามพราน, เทศบาลตำบลนครชัยศรี อ.นครชัยศรี, เทศบาลตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี, อบต.บางระกำ อ.นครชัยศรี, อบต.บางระกำ อ.บางเลน และ อบต.บางหลวง อ.บางเลน มอบโล่รางวัล โครงงานรักคลองเจดีย์บูชา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเรืองฤทธิ์อุปถัมภ์) รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา)

สมัชชา ทองสิมา นายกเทศมนตรีตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี

เสฏฐวุฒิ ปิ่นเกษร นายก อบต.บางระกำ อ.นครชัยศรี

วีรกิตต์ ชั้นอินทร์งาม นายก อบต.บางระกำ อ.บางเลน

ชิตณรงค์ จูมัจฉะ นายก อบต.บางหลวง อ.บางเลน

ภายในงานมีการขนทัพกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น อาทิ

ณัฐรดา จิตรแก้วดี ผอ.รร.วัดวังตะกู (เสรีเรืองฤทธิ์อุปถัมภ์) พร้อมคณะครูและนักเรียน รับรางวัลชนะเลิศโครงงานรักคลองเจดีย์บูชา

บุษกร แดงโพธิชา และนักเรียน รร.เทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) รับรางวัลรองชนะเลิศ โครงงานรักคลองเจดีย์บูช

การบำบัดน้ำเสีย: สาธิตการใช้ถังดักไขมันครัวเรือนที่นำไปปรับใช้ได้จริง และโมเดลระบบบำบัดน้ำเสีย การตรวจวัดคุณภาพน้ำ: สาธิตการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่าย โดยทีมจาก สคพ.5 การใช้น้ำอย่างถูกกฎหมายและยั่งยืน: ให้ความรู้การประกอบกิจการน้ำบาดาลตาม พ.ร.บ. น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 กู้โลกร้อนเพิ่มพื้นที่สีเขียว: นำเสนอแนวคิดการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงนิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นักธุรกิจน้อย 12 โรงเรียน และการประกวดการแสดง “ร้อง เล่น เต้น เพลงสื่อรักท่าจีน” ซึ่งโรงเรียนที่เข้าประกวดจะต้องเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนในจังหวัดนครปฐมเท่านั้น

ศราวุธ วงศ์สุรไกร ปธ.บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง พร้อมผู้บริหาร เอริค หว่อง, อิทธิพล สีมะสิงห์, วาทิต วงศ์สุรไกร, สุดาพร วงศ์สุรไกร, นันทวรรณ โชติวิจิตร และ สุจิตรา วงศ์สุรไกร มอบของที่ระลึกแก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี

ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธานบริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจของเรามีพืชผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งต้องใช้น้ำในการเพาะปลูก อีกทั้งโรงงานของเราก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะแม่น้ำลำคลองจึงเป็นหน้าที่สำคัญของบริษัท เมื่อเรานำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ เราก็ต้องบำบัดน้ำเสียจากโรงงานให้มีความสะอาดปลอดภัยต่อแหล่งน้ำ ต่อชุมชน เพราะน้ำที่เราปล่อยคืนธรรมชาติจะถูกนำไปใช้ในการเพาะปลูกของเกษตรกร หากเราดำเนินธุรกิจโดยไม่มีความรับผิดชอบ ธุรกิจของเราก็ไม่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ โรงเส้นหมี่ชอเฮงจึงมีความยินดีและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลแม่น้ำท่าจีนอันแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อพี่น้องชาวนครปฐม”

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม และคณะกรรมการชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม

ท่านองคมนตรี เยี่ยมชมร้านค้านักธุรกิจน้อยของน้องๆ เยาวชนนครปฐมจากโรงเรียนต่างๆ

คณะกรรมการจัดงานมอบของที่ระลึกแก่ ประธานพิธี และ ผวจ.นครปฐม

การผนึกกำลังในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงพลังเยาวชนและภาคประชาชน มาร่วมกันเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการลงมือทำ เพื่อคืนชีวิตให้แม่น้ำคูคลองและแม่น้ำท่าจีนอย่างยั่งยืน

นิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นักธุรกิจน้อย จากโรงเรียนต่างๆ

บรรยากาศการประกวด “ร้อง เล่น เต้น เพลงสื่อรักท่าจีน”

Miss Grand International 2026 เยือนเมืองโบราณ สมุทรปราการ สัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมทั่วไทยในหนึ่งวัน

23 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 คณะผู้เข้าประกวด Miss Grand International 2026 (มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2026) จาก 80 ประเทศ เดินทางเยือนเมืองโบราณ สมุทรปราการ แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญของประเทศไทย เพื่อสัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมไทยและความงดงามของสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า

ตลอดการมาเยือน ผู้เข้าประกวดได้ร่วมเก็บภาพบรรยากาศและเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง สร้างการรับรู้และเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ผู้ติดตามและแฟนนางงามทั่วโลก

การเยือนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของเมืองโบราณ สมุทรปราการ ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับนานาชาติ พร้อมร่วมส่งต่อเสน่ห์และคุณค่าของมรดกไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างงดงาม

“ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม” คอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติฯ ถ่ายทอดพระราชประวัติผ่าน Orchestra × Theatre ในวาระ UNESCO ยกย่องพระเกียรติคุณ

23 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกาศจัดงานคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ภายใต้ชื่อ “Light of Dawn: The Resilient Queen Rambhai Barni of Siam ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม” เนื่องในโอกาสที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศยกย่องเชิดชูพระเกียรติคุณ ในวาระครบ 100 ปี แห่งพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสังคม และความเสมอภาคทางเพศ (พ.ศ. 2469–2569)

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ปวงชน ผ่านรูปแบบ An Immersive Orchestra Experience ที่ผสมผสาน Orchestra × Theatre เข้ากับบทเพลงคลาสสิก คลังภาพยนตร์ และภาพประวัติศาสตร์หาชมยากจากพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าและหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านประสบการณ์ทางดนตรีและการแสดง

ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานกรรมการมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี กล่าวว่า “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นขัตติยนารีผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อประเทศชาติ พระราชกรณียกิจของพระองค์ ทั้งในมิติด้านการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ได้สร้างคุณประโยชน์อันยาวนานจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

การที่องค์การ UNESCO ได้ประกาศยกย่องเชิดชูพระเกียรติคุณในวาระครบ 100 ปีแห่งพระราชกรณียกิจ จึงนับเป็นวาระอันสำคัญยิ่ง มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณีมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ให้คนรุ่นใหม่และสาธารณชนได้รับรู้ และสัมผัสผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรมและเสียงดนตรี โดยเชื่อมั่นว่าการนำเสนอผ่านรูปแบบ An Immersive Orchestra Experience ซึ่งผสมผสานบทเพลง การแสดง และภาพประวัติศาสตร์หาชมยาก จะช่วยให้เรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้เข้าถึงผู้ชมในปัจจุบัน และส่งต่อแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของพระองค์สู่คนรุ่นต่อไป”

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา

ด้าน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานกรรมการ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า “มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ในการสร้างสรรค์งานคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งสำคัญนี้ ทั้งยังได้รับความสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้า หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) และมูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนในการดำเนินโครงการให้สมบูรณ์ นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสสุนทรียภาพทางดนตรีที่ถ่ายทอดโดยวง Thailand Philharmonic Orchestra จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว  งานในครั้งนี้ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าแห่งการ ‘ให้’ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายบัตรจะนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ทั้งการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นมอบให้แก่ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี การมอบทุนการศึกษาแก่ วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ตลอดจนการสนับสนุนโครงการ ‘โรงงานยามีชีวิต’ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้กองทุนมูลนิธิมหิดลเพื่อความยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติ และร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไปด้วยกัน”

สำหรับรูปแบบการแสดงบนเวที จะร้อยเรียงเรื่องราวออกเป็น 5 องก์ ถ่ายทอดผ่านการบรรเลงของ Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ควบคุมวงโดย พลตรี ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ วาทยกรและผู้เรียบเรียงเสียงประสานหลักในงานสำคัญของชาติ ร่วมด้วยการกำกับการแสดงโดย สุวรรณดี จักราวรวุธ จาก Dreambox Theater ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง ผู้ชมจะได้สัมผัสทั้งบทเพลงไทยเดิมและดนตรีตะวันตกที่นำมาเรียบเรียงใหม่ พร้อมเรื่องราวและเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงไปกับภาพประวัติศาสตร์ ตลอดจนนิทรรศการภาพหาชมยากบริเวณหน้างานอีกด้วย

งานคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติฯ “Light of Dawn: The Resilient Queen Rambhai Barni of Siam ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม” กำหนดจัดขึ้น ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. ความยาวในการแสดง 90 นาที รวมพักครึ่ง

ผู้สนใจสามารถสำรองบัตรเข้าชมได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง ThaiTicketMajor  โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบทุนการศึกษา และสนับสนุนโครงการด้านการแพทย์ต่อไป