สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต...‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข่าวการเสียชีวิตของสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้จากภูหลวง สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก ช้างป่าที่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล ดูปกติและแข็งแรง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายกลับไปสู่ถิ่นที่อาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย สีดอหูพับเกิดมีอาการชักและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ซึ่งในเวลาต่อมา ผลการชันสูตรพบว่าในกระเพาะของสีดอหูพับเต็มไปด้วยอาหาร – อ้อยและมัน

เกิดอะไรขึ้นกับการเคลื่อนย้ายช้างป่า? เหตุใดความพยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพสัตว์กลับสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและนำไปสู่จุดจบของช้างป่าสีดอหูพับได้? หรือเพียงมีกำลังคนและอุปกรณ์คงไม่พอ นายสัตวแพทย์ ดร.อลงกรณ์ มหรรณพ นิสิตเก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการรักษาและดูแลช้างมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายช้าง อาศัยองค์ความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์และบริบทพื้นที่ ประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการเตรียมการอย่างละเอียดและเป็นระบบ ซึ่งการให้ยาซึมในช้างเป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักหลายตัน เมื่อได้รับยาซึม กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและการควบคุมทางเดินอาหาร หากมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะหรือหลอดอาหาร โอกาสเกิดการไหลย้อนและสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ช้างอยู่ในท่านอนหรือตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม

“การให้ยาซึมไม่ใช่แค่ฉีดยาแล้วจบ แต่ต้องประเมินสภาพร่างกาย เวลาการกินอาหาร และจัดท่าทางให้เหมาะสมตลอดกระบวนการ” น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวและว่า ในกรณีของช้างเลี้ยง การใช้ยาซึมมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงที่ช้างตกมันหรือมีอาการอาละวาด ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นจากอากาศร้อนจัด ความเครียด หรือแม้แต่การให้อาหารไม่ตรงเวลา

“เมื่อช้างแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด เพราะช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ การตัดสินใจจึงต้องรวดเร็วและอยู่ภายใต้การประเมินอย่างรอบคอบ”

โดยทั่วไปช้างที่อาละวาดมักไม่ได้อยู่ในภาวะอดอาหาร แต่กินน้ำและอาหารตามปกติมาก่อน เมื่อจำเป็นต้องให้ยาซึม ทีมสัตวแพทย์จะเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีความกังวลเรื่องการอาเจียน อาจพิจารณาให้ยาป้องกันการอาเจียนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยพบว่าช้างมีการอาเจียนหรือสำรอกอาหารออกมาเหมือนสัตว์บางชนิด

สำหรับประเด็นเรื่อง ภาวะสำลักอาหาร ระหว่างการเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่ หากมีการเตรียมการอย่างเหมาะสม หลังจากให้ยาสลบหรือยาซึมจนช้างอยู่นิ่งแล้ว ทีมงานจะฉีดยาใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้หรือโคนขาหน้าใกล้ลำคอ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดและช่วยยับยั้งการอาเจียนโดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์ไม่รู้สึกตัว สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดไม่ใช่เพียงอาหารในกระเพาะ แต่คือน้ำลายที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ หากเข้าสู่ปอดอาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลภาคสนามที่เคยประสบมา ยังไม่พบกรณีภาวะแทรกซ้อนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวพร้อมชี้ว่า การใช้ยาซึมในช้างมีผลต่อความปลอดภัยของช้าง ซึ่งต้องประเมินเป็นรายตัว เพราะช้างแต่ละเชือกมีความแตกต่างกัน ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ อายุและสภาพร่างกายของช้าง ระดับความเครียดก่อนการจับ สภาพแวดล้อมขณะปฏิบัติงาน และประสบการณ์ของทีมสัตวแพทย์ ช้างแต่ละตัวตอบสนองต่อยาซึมไม่เท่ากัน บางตัวออกฤทธิ์เร็ว บางตัวช้า บางตัวมีความไวต่อยา ดังนั้นการคำนวณปริมาณยาและการติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

จุดสังเกตสำคัญคือพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของช้าง ยกตัวอย่างว่าใบหูของช้างมีบทบาทสำคัญในการระบายความร้อน หากใบหูยังเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ ไม่ตก ไม่ห้อยผิดปกติ และช้างไม่แสดงอาการซึมหรือง่วงผิดธรรมชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับการแกว่งหาง หากยังแกว่งไปมาตามจังหวะปกติ แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังทำงานได้ตามปกติ

ในด้านสัญญาณชีพ อัตราการหายใจของช้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4–10 ครั้งต่อนาที ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรจะอยู่ที่ประมาณ 25–30 ครั้งต่อนาที สำหรับช้างเลี้ยงสามารถคลำชีพจรบริเวณด้านหลังใบหูได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ในกรณีของช้างป่า การเข้าถึงตัวเพื่อตรวจวัดจะทำได้ยากกว่า ต้องอาศัยความระมัดระวังและประสบการณ์สูง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ให้ยาซึม

อุณหภูมิร่างกายปกติของช้างจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับมนุษย์ วิธีประเมินเบื้องต้นสามารถใช้ฝ่ามือสัมผัสบริเวณด้านข้างลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายเทความร้อนได้ดี หากรู้สึกร้อนจัดกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของไข้หรือความผิดปกติภายในร่างกาย “ในกรณีช้างป่า เมื่อมีการให้ยาซึมแล้ว ทีมสัตวแพทย์จะต้องเข้าใกล้ตัวช้างให้มากที่สุด เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ การหายใจและชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสัญญาณชีพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ”

ระดับความเครียดของช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งตัวสัตว์และผู้ปฏิบัติงาน ช้างที่เผชิญหน้ากับคนจำนวนมาก ถูกไล่ต้อน หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน มักมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูง ส่งผลต่อระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจ เมื่อช้างอยู่ในภาวะตื่นตัวหรือหวาดระแวง การตอบสนองของร่างกายจะรุนแรงกว่าปกติ หากต้องมีการใช้ยาซึมในช่วงเวลาดังกล่าว ความเครียดที่สะสมอยู่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือระบบหายใจทำงานผิดปกติได้

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความจำดีและรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ไว หากสถานการณ์รอบตัววุ่นวาย เสียงดัง หรือมีคนจำนวนมาก ความตื่นตระหนกจะเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งยิ่งทำให้การควบคุมสถานการณ์ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรกับช้าง เราต้องทำให้เขาสงบก่อน ลดความตื่นตกใจให้มากที่สุด เพราะถ้าเขาเครียด ทุกอย่างจะเสี่ยงขึ้นทันที ดังนั้นการวางแผนการจับหรือเคลื่อนย้ายที่ดี จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมอุปกรณ์หรือทีมสัตวแพทย์เท่านั้น แต่ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ลดสิ่งกระตุ้น และทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช้างอยู่ในภาวะ ที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ” เพราะโดยทั่วไปการเคลื่อนย้ายช้างเลี้ยงมักไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงบ่อยนัก แต่ในกรณีช้างป่าที่ต้องวางยาสลบและขนย้าย ความเสี่ยงจะสูงกว่าและต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการทำความเข้าใจ บริบทของพื้นที่ และธรรมชาติของช้างในแต่ละผืนป่า เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่ง เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง หรือพื้นที่อื่น ๆ แตกต่างกันทั้งภูมิประเทศ พฤติกรรมสัตว์ และความคุ้นเคยกับมนุษย์ สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่าจึงควรลงพื้นที่ คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่อุทยาน และเรียนรู้พฤติกรรมของช้างในพื้นที่นั้นอย่างจริงจัง

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ทายูโตะ” (TAYUTO) แบรนด์อุด้งเส้นสดจากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เปิดสาขาแรกใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นำเสนออุด้งต้นตำรับที่โดดเด่นด้วยความพิถีพิถัน ยกระดับเมนูเส้นคุ้นเคยสู่ประสบการณ์การรับประทานแบบโมเดิร์น ภายใต้คอนเซ็ปต์พรีเมียมในบรรยากาศอบอุ่น เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี

Mr.Kazuya Monobe ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.ซินเนอร์จี้ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า TAYUTO เป็นแบรนด์ร้านอาหารอุด้งจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ณ สนามบินนานาชาตินาริตะ โดยเน้นสร้างความแตกต่างในตลาดอุด้ง ด้วยการยกระดับเมนูเส้นแบบดั้งเดิมที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันและประณีต ควบคู่กับความเข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักเดินทางจากทั่วโลก สะท้อนถึงกระแสตอบรับจากผู้บริโภค และตอกย้ำศักยภาพการเติบโตของแบรนด์ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย

สำหรับตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นรวมมากกว่า 5,700 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมของผู้บริโภคไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเมนูเส้นที่กำลังได้รับความสนใจ หนึ่งในเมนูที่น่าจับตามองคือ “อุด้ง” ซึ่งกำลังสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหามากกว่าความอร่อย แม้ว่าตลาดจะมีการแข่งขันสูง แต่แบรนด์ที่สามารถสื่อสารคอนเซ็ปต์ได้อย่างชัดเจน และนำเสนอความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ยังคงสามารถครองใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสอีกต่อไป ผู้บริโภคมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และให้ความสำคัญกับทั้ง ‘เรื่องราว’ และ ‘คุณภาพ’ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ตลาดพรีเมียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าแนวคิด ‘ความสมบูรณ์แบบที่เรียบง่าย’ ของ TAYUTO ที่ไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติของอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ลูกค้าจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่งจาน ภาชนะ บรรยากาศ เสียง กลิ่น และบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จะสามารถตอบโจทย์ตลาดที่มีมาตรฐานสูงอย่างประเทศไทย” Mr.Kazuya กล่าว

การเปิดตัว TAYUTO ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นสาขาในต่างประเทศแห่งแรก โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อุด้งเส้นสดที่มีความพิถีพิถันจากรากฐานความเป็นญี่ปุ่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย” โดยชู 3 จุดเด่นสะท้อนตัวตนของแบรนด์ ได้แก่ The Noodle – เส้นอุด้งสด พัฒนาด้วยเทคนิคเฉพาะ ให้สัมผัสเหนียวนุ่มอย่างลงตัว , The Dashi – น้ำซุปเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ให้รสชาติกลมกล่อมลุ่มลึก , The Balance – การผสานรสชาติแบบต้นตำรับเข้ากับมุมมองร่วมสมัย

พร้อมนำเสนอ 5 เมนูไฮไลต์ ได้แก่ Premium Mentaiko Butter Cream Udon, Sukiyaki Beef Udon, Tempura Udon, Tempura Curry Udon และ Carbonara Udon with Bacon Soft-Boiled Egg เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นของอุด้งต้นตำรับที่พิถีพิถัน ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่าง

“TAYUTO ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหารที่สามารถพักจากความวุ่นวายได้เท่านั้น แต่เรามีความตั้งใจที่อยากจะส่งมอบประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของประเทศญี่ปุ่น ที่เราตั้งใจนำเสนออย่างพิถีพิถันผ่านอาหารของเราให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วย และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี” Mr.Kazuya กล่าวและว่า ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “อุด้งที่มากกว่ามื้ออาหาร” ได้ที่ TAYUTO สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: Udontayuto.bkk

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ทายูโตะ” (TAYUTO) แบรนด์อุด้งเส้นสดจากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เปิดสาขาแรกใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นำเสนออุด้งต้นตำรับที่โดดเด่นด้วยความพิถีพิถัน ยกระดับเมนูเส้นคุ้นเคยสู่ประสบการณ์การรับประทานแบบโมเดิร์น ภายใต้คอนเซ็ปต์พรีเมียมในบรรยากาศอบอุ่น เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี

Mr.Kazuya Monobe ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.ซินเนอร์จี้ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า TAYUTO เป็นแบรนด์ร้านอาหารอุด้งจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ณ สนามบินนานาชาตินาริตะ โดยเน้นสร้างความแตกต่างในตลาดอุด้ง ด้วยการยกระดับเมนูเส้นแบบดั้งเดิมที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันและประณีต ควบคู่กับความเข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักเดินทางจากทั่วโลก สะท้อนถึงกระแสตอบรับจากผู้บริโภค และตอกย้ำศักยภาพการเติบโตของแบรนด์ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย

สำหรับตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นรวมมากกว่า 5,700 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมของผู้บริโภคไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเมนูเส้นที่กำลังได้รับความสนใจ หนึ่งในเมนูที่น่าจับตามองคือ “อุด้ง” ซึ่งกำลังสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหามากกว่าความอร่อย แม้ว่าตลาดจะมีการแข่งขันสูง แต่แบรนด์ที่สามารถสื่อสารคอนเซ็ปต์ได้อย่างชัดเจน และนำเสนอความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ยังคงสามารถครองใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสอีกต่อไป ผู้บริโภคมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และให้ความสำคัญกับทั้ง ‘เรื่องราว’ และ ‘คุณภาพ’ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ตลาดพรีเมียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าแนวคิด ‘ความสมบูรณ์แบบที่เรียบง่าย’ ของ TAYUTO ที่ไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติของอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ลูกค้าจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่งจาน ภาชนะ บรรยากาศ เสียง กลิ่น และบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จะสามารถตอบโจทย์ตลาดที่มีมาตรฐานสูงอย่างประเทศไทย” Mr.Kazuya กล่าว

การเปิดตัว TAYUTO ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นสาขาในต่างประเทศแห่งแรก โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อุด้งเส้นสดที่มีความพิถีพิถันจากรากฐานความเป็นญี่ปุ่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย” โดยชู 3 จุดเด่นสะท้อนตัวตนของแบรนด์ ได้แก่ The Noodle – เส้นอุด้งสด พัฒนาด้วยเทคนิคเฉพาะ ให้สัมผัสเหนียวนุ่มอย่างลงตัว , The Dashi – น้ำซุปเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ให้รสชาติกลมกล่อมลุ่มลึก , The Balance – การผสานรสชาติแบบต้นตำรับเข้ากับมุมมองร่วมสมัย

พร้อมนำเสนอ 5 เมนูไฮไลต์ ได้แก่ Premium Mentaiko Butter Cream Udon, Sukiyaki Beef Udon, Tempura Udon, Tempura Curry Udon และ Carbonara Udon with Bacon Soft-Boiled Egg เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นของอุด้งต้นตำรับที่พิถีพิถัน ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่าง

“TAYUTO ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหารที่สามารถพักจากความวุ่นวายได้เท่านั้น แต่เรามีความตั้งใจที่อยากจะส่งมอบประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของประเทศญี่ปุ่น ที่เราตั้งใจนำเสนออย่างพิถีพิถันผ่านอาหารของเราให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วย และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี” Mr.Kazuya กล่าวและว่า ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “อุด้งที่มากกว่ามื้ออาหาร” ได้ที่ TAYUTO สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: Udontayuto.bkk

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. โดย สกสว. ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดตัว “SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” พร้อมร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ หลังธรณีพิโรธ กทม.และปริมณฑล ขณะที่ทีมนักวิจัยแผ่นดินไหวเดินหน้าจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงข่าว “ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ และพิธีเปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” ซึ่งเป็นการระดมงานวิจัยและองค์ความรู้จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ (ววน.) เพื่อร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดโดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤติจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที จึงเป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. ที่จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย ม.ขอนแก่น กล่าวว่า SRI Alert เป็น ‘กองหนุนที่แข็งแกร่ง’ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยป้อนข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มีผลการวิเคราะห์ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้ สนับสนุนให้หน่วยงานหลักนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่งานวิจัยของ ม.นเรศวร โดย ผศ.ดร.กำพล ทรัพย์สมบูรณ์ และทีมนักวิจัย แบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) หรือการสร้างเมืองฝาแฝดดิจิทัล มุ่งยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 ภายใต้แนวคิดสำคัญที่ตอกย้ำความโดดเด่นของเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงสร้างโมเดลอาคารสามมิติเพื่อให้เห็นภาพจำลองเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบฐานข้อมูลเมือง โดยเฉพาะระบบทางวิศวกรรมและการจำลองสถานการณ์ ด้วยการบูรณาการข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัย และแบบจำลองการอพยพ โดยได้นำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จ.พิษณุโลก ในการพัฒนาแผนการอพยพร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร และประชาชน มีข้อมูลที่แม่นยำในการรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสียในอนาคต 2.แอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมี อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาระบบที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาออกเป็นสามระดับความเสี่ยง ข้อมูลอัปเดตทุก 2-4 สัปดาห์ โดยทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองที่คอยรายงานข้อมูลภาคสนามและช่วยคัดกรองปลาตามสีที่ระบบแจ้งออกจากห่วงโซ่การบริโภค ทำให้สามารถทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกก จ.เชียงราย แบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคเฉพาะปลาที่ผ่านการยืนยันความปลอดภัยแล้ว ทั้งนี้ได้นำร่องใช้งานจริงแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน โดยข้อมูลการจำแนกความเสี่ยงถูกส่งตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

“ระบบอัจฉริยะเพื่อการเตือนภัยและอพยพชุมชนจากภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหว : พื้นที่นำร่องระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร และเทศบาลเมืองแพร่” โดย ศ.ดร.อุมา สีบุญเรือง และทีมนักวิจัย สจล. ได้บูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT และ Big Data เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นระบบ End-to-End Disaster Management Platform ที่ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทุกโมดูลถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์ม SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สะท้อนบทบาทของระบบ ววน. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่มุ่งสู่ระบบเตือนภัยอัจฉริยะระดับประเทศ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการตอบสนองต่อเหตุการณ์สู่ “การคาดการณ์ ป้องกัน และตัดสินใจเชิงรุก” อย่างยั่งยืน

สำหรับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่มี ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม สวทช. เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุถึงการเปลี่ยนบทบาทประชาชนให้กลายเป็น “เซนเซอร์ที่มีชีวิต” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จากการพัฒนาระบบพัฒนาระบบรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติ SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ให้เป็น “Citizen Touchpoint” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่แก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยด้วยข้อมูลจริงจากภาคประชาชน โดยอิงจากพิกัดที่ตั้งของผู้ใช้งานหรือพื้นที่เสี่ยง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบทันเหตุการณ์ ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุภัยพิบัติด้วยการสื่อสารเชิงรุก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

ในส่วนของแผนงาน “การจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัยและการสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต” นำโดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ในประเทศเมียนมา แต่พื้นที่กรุงเทพฯ กลับได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่กลุ่มชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ มีค่าความเร่งสูงกว่าพื้นที่รับคลื่นปฐมภูมิในภาคเหนือและตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์การสั่นพ้องที่ชั้นดินอ่อนขยายกำลังของคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเกิดการโยกตัวรุนแรงขึ้น จากการสำรวจและประเมินความเสียหายของอาคารตามเกณฑ์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดแบ่งรหัสสีเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร ประกอบด้วย ป้ายสีเขียว (อาคารใช้งานได้ตามปกติ) มีความปลอดภัยหรือเสียหายเพียงเล็กน้อย ป้ายสีเหลือง (อาคารใช้งานได้แบบมีเงื่อนไข) เสียหายระดับปานกลาง พบรอยร้าวทะลุผนังก่ออิฐทั้งสองด้าน ซึ่งต้องเฝ้าระวังและรอการสำรวจอย่างละเอียด และป้ายสีแดง (ห้ามใช้งานอาคาร) อาคารมากกว่า 15 แห่งเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างหลักได้รับผลกระทบ เช่น คอนกรีตแตกหลุดร่วง และเหล็กเสริมโก่งงอ แนวทางการรับมือและเทคโนโลยีการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคต จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือน โดยติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือนชนิดของเหลวในโครงสร้างอาคาร ระบบตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้าง โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS (MEMS Acceleration Sensors) เพื่อติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งใช้งานจริงแล้วที่อาคารโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เผยถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2568 ว่าปัญหาหลักคือ “ความไม่รู้นำมาซึ่งความโกลาหล และความโกลาหลนำมาซึ่งความสูญเสีย” สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ จึงได้พัฒนาการปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย การตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึง “ระบบตรวจติดตามการตอบสนองของโครงสร้างต่อแผ่นดินไหวและระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย” สำหรับวิศวกร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของและผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะ ซึ่งระบบจะทำงานตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยมีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ที่สามารถตรวจจับความเสียหายและแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับการซ้อมอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงอีกด้วย ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องจำลองแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อประเมินการทำงานของการแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารผ่านระบบสัญญาณไฟ การติดตั้งระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจจับความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงเป้าหมาย ลดความตื่นตระหนกและการอพยพที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงสามารถตอบสนองต่อการเสื่อมสภาพของอาคารตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม นับเป็นการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาและเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร องค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และงานวิชาการ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่ “แหล่งเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจเชิงดิจิทัล” ที่ทันสมัย โดยจะพัฒนา สื่อดิจิทัล นวัตกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง

โดยมุ่งให้การเรียนรู้ดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการรับรู้ข้อมูล แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สร้างทักษะและแนวคิดในการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาพิพิธภัณฑ์สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลที่ทันสมัย ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ให้เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตร ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อยกระดับแหล่งเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ สู่รูปแบบที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง ทุกช่วงวัย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซต์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา และบุคลากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมการเรียนรู้ของนักศึกษาเข้ากับการทำงานจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาสื่อดิจิทัล นวัตกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง”

หลังเสร็จพิธีลงนาม ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและฐานการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเตรียมขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และภายใต้ความร่วมมือนี้ ครอบคลุมการพัฒนาสื่อดิจิทัล การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับนักศึกษา

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจความร่วมมือฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายผลการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิต พึ่งพาตนเองได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ความหวังใหม่ผู้ป่วย SMA ไทย ตั้งสมาคม SMA หนุนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง

สกู๊ปพิเศษ : ความหวังใหม่ผู้ป่วย SMA ไทย ตั้งสมาคม SMA หนุนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง

สกู๊ปพิเศษ : ความหวังใหม่ผู้ป่วย SMA ไทย ตั้งสมาคม SMA หนุนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเด็นการเข้าถึงการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหายากยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย หนึ่งในนั้นคือ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอสเอ็มเอ (Spinal Muscular Atrophy: SMA) โรคร้ายแรงทางพันธุกรรมจากการกลายพันธุ์ของยีน SMN1 ซึ่งพบในเด็กแรกเกิดทั่วโลกประมาณ 1 ต่อ 6,000–10,000 ราย

โดยข้อมูลจาก Orphanet และ The Lancet Neurology ระบุอุบัติการณ์ของโรคในระดับใกล้เคียงกันในหลายภูมิภาค ขณะที่ข้อมูลการศึกษาทางพันธุศาสตร์ในประชากรเอเชีย รวมถึงประเทศไทย พบอัตราพาหะเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 40–60 คน และในคนไทยราว 1 ใน 36–56 คน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยด้านเวชพันธุศาสตร์ในประเทศ หากพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ บุตรมีโอกาสป่วยร้อยละ 25

SMA ไม่ใช่เพียง “โรคหายาก” แต่คือโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน SMN1 ส่งผลให้เซลล์ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว การกลืน และการหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารกหากรักษาไม่ทันท่วงที โดยความรุนแรงแบ่งตามช่วงอายุที่เริ่มแสดงอาการ ตั้งแต่ระยะทารกแรกเกิดไปจนถึงวัยทำงาน

ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วย SMA ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษา แต่รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์และโภชนาการ งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงเสนอให้รัฐเร่งสร้างระบบสนับสนุนที่ยั่งยืน โดย น.ส.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช เปิดเผยว่า สปสช. กำลังพิจารณาการอนุมัติการรักษาโรค SMA ให้บรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ (บัตรทอง) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่มีความพยายามสร้างสมดุลเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากของ สปสช. เน้นการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยโรค SMA เข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่องและครบวงจร ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวทั้งในรูปตัวเงินและต้นทุนทางสังคม พร้อมสนับสนุนคุณภาพชีวิตและศักยภาพการพัฒนาของผู้ป่วยในระยะยาว

ในมาเลเซีย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Orphanet Journal of Rare Diseases ปี 2022 ระบุว่า แม้ SMA จะเป็นหนึ่งในโรคพันธุกรรมทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุด แต่ระดับการรับรู้เรื่อง SMA ในหมู่ประชาชนทั่วไปและแม้แต่ผู้ให้บริการสุขภาพยังอยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลต่อการวินิจฉัยที่ล่าช้า ในอินโดนีเซีย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน European Journal of Medical Research ปี 2023 พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่ถูกสงสัยว่าเป็น SMA คือ 24 เดือน แต่การวินิจฉัยยืนยันด้วยการตรวจยีนเกิดขึ้นเมื่ออายุ 36 เดือน ซึ่งช้ามาก และล่าช้ากว่าช่วงเวลาทองไปนานแล้ว

พญ.พิมพ์ชนก กุลศิริชวโรจน์ อาจารย์แพทย์สาขาวิชาโรคระบบประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า SMA เป็นโรคที่ต้องแข่งกับเวลา ยิ่งวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งดีมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาทอง 6 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ประสาทยังไม่ถูกทำลายมากนัก การรักษาในช่วงนี้จะช่วยรักษาการทำงานของกล้ามเนื้อ ลดภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ และทำให้ผู้ป่วยมีสมรรถภาพในการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าในระยะยาว เป้าหมายของการรักษาในปัจจุบันไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่ แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพและบทบาทสำคัญของครอบครัว

ท่ามกลางความยากลำบากที่ครอบครัวผู้ป่วย SMA ในไทยเผชิญอยู่ ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญ 2 ประการที่ให้ความหวัง คือ 1.การริเริ่มก่อตั้งสมาคมผู้ป่วยโรคเอสเอ็มเอ (SMA) แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำคัญในการสนับสนุนระหว่างผู้ป่วยและครอบครัว การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง การแบ่งปันทรัพยากรที่จำเป็น และการรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่องค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองไว้ในปฏิญญาทางการเมืองขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับ UHC (Universal Health Coverage) ปี 2019 ที่ข้อความสุดท้ายรวมเอาโรคหายากไว้ด้วย และให้คำมั่นว่า ทุกรัฐบาลจะเสริมสร้างความพยายามในการจัดการโรคหายากในแผนการบรรลุ UHC และ 2.สปสช. กำลังพิจารณาการอนุมัติการรักษาโรค SMA ให้บรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ (บัตรทอง) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วย SMA ทั่วประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่มีกำลังทรัพย์ สามารถเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การยกระดับการดูแลผู้ป่วย SMA ของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านนโยบาย แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ครอบครัว และภาคเอกชน ควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอย่างต่อเนื่องและการรณรงค์เพื่อส่งเสริมการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อสร้างระบบการดูแลผู้ป่วย SMA ที่เข้มแข็งและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันกลไก University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ท่ามกลางบริบทที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไก UHC จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยกลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในระดับมหาวิทยาลัย UHC เป็นช่องทางถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัย เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา นำผลงานต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ สนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียน ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ขณะที่ UHC ยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเอกชนและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง พร้อมลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมี UHC ร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ UHC ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมระดับประเทศ ในการช่วยผลักดันธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สอวช. มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและประสานนโยบาย เพื่อให้กลไก UHC เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบในการจัดตั้งและดำเนินการ UHC รวมถึงผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ UHC Learn & Share และพัฒนาเครือข่าย UHC Network เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้วได้แบ่งปันประสบการณ์แก่สถาบันอื่น ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์จากนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และมีการร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้  UHC ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุก และจุดประกายให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ดร.สุรชัย กล่าวถึงการพัฒนา UHC ระยะต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เสริมขีดความสามารถของ UHC และบุคลากร ผ่านการสนับสนุนให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น 2. ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ส่งเสริมการกำหนดโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลไก Matching Fund เพื่อเร่งให้ผลงานและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และ 3. สร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน ผ่านโครงการ Corporate-Startup หรือ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมตั้งโจทย์และจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

“UHC ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง โดย สอวช. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยก้าวสู่กลไกนี้ได้อย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกลไก UHC กล่าวถึงความท้าทายของการจัดตั้ง UHC ว่า มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อบทบาทที่แท้จริงของ UHC การพัฒนาบุคลากรที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยและ UHC ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก สอวช. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน UHC ทั้งการจัดตั้งนโยบาย ระเบียบที่ช่วยปลดล็อกกลไก รวมถึงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนผ่าน UHC Learn & Share และ UHC Network ทำให้ได้แลกเปลี่ยนปัญหาที่แต่ละมหาวิทยาลัยเจอ วิธีการแก้ไข และแนวทางพัฒนากลไกในอนาคต

 “มูลค่าของ UHC ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าเชิงการศึกษาและวัฒนธรรม ช่วยปลูกฝัง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้คนรุ่นใหม่ จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่สนใจ มาร่วมสร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านกลไก University Holding Company ไปด้วยกัน” ผศ. ดร.รัชนี กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันกลไก University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ท่ามกลางบริบทที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไก UHC จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยกลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในระดับมหาวิทยาลัย UHC เป็นช่องทางถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัย เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา นำผลงานต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ สนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียน ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ขณะที่ UHC ยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเอกชนและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง พร้อมลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมี UHC ร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ UHC ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมระดับประเทศ ในการช่วยผลักดันธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สอวช. มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและประสานนโยบาย เพื่อให้กลไก UHC เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบในการจัดตั้งและดำเนินการ UHC รวมถึงผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ UHC Learn & Share และพัฒนาเครือข่าย UHC Network เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้วได้แบ่งปันประสบการณ์แก่สถาบันอื่น ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์จากนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และมีการร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้  UHC ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุก และจุดประกายให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ดร.สุรชัย กล่าวถึงการพัฒนา UHC ระยะต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เสริมขีดความสามารถของ UHC และบุคลากร ผ่านการสนับสนุนให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น 2. ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ส่งเสริมการกำหนดโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลไก Matching Fund เพื่อเร่งให้ผลงานและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และ 3. สร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน ผ่านโครงการ Corporate-Startup หรือ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมตั้งโจทย์และจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

“UHC ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง โดย สอวช. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยก้าวสู่กลไกนี้ได้อย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกลไก UHC กล่าวถึงความท้าทายของการจัดตั้ง UHC ว่า มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อบทบาทที่แท้จริงของ UHC การพัฒนาบุคลากรที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยและ UHC ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก สอวช. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน UHC ทั้งการจัดตั้งนโยบาย ระเบียบที่ช่วยปลดล็อกกลไก รวมถึงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนผ่าน UHC Learn & Share และ UHC Network ทำให้ได้แลกเปลี่ยนปัญหาที่แต่ละมหาวิทยาลัยเจอ วิธีการแก้ไข และแนวทางพัฒนากลไกในอนาคต

“มูลค่าของ UHC ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าเชิงการศึกษาและวัฒนธรรม ช่วยปลูกฝัง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้คนรุ่นใหม่ จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่สนใจ มาร่วมสร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านกลไก University Holding Company ไปด้วยกัน” ผศ. ดร.รัชนี กล่าวทิ้งท้าย