สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันนี้ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ หลายคนได้รับทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจนสามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง และอีกหลายห้องเรียนที่กำลังขับเคลื่อนกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมร่วมกับชุมชน ภาพเหล่านี้อาจดูเป็นสิ่งเล็กๆ ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเด็กนักเรียน ครู และผู้คนในพื้นที่ห่างไกล นี่คือ “โอกาสทางการศึกษาครั้งสำคัญ” ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้เข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) โดยร่วมมือกับภาคีทั้งกระทรวงศึกษาธิการและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการบริจาค นั่นคือ “การลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล” โดยมีโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของประกันภัยไทยวิวัฒน์ทั้งสิ้น 5 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งร่วมดำเนินงานตามโมเดลการพัฒนาแนวใหม่ที่สามารถวัดผลได้และขยายผลได้จริง

โครงการฯ เลือกใช้แนวทาง Co-Creation ในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับครูและชุมชนในแต่ละโรงเรียน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับมูลนิธิยุวพัฒน์ ผ่านการใช้ 3 เครื่องมือหลักเพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริง” แบบครบวงจร ได้แก่ 1.การมอบทุนการศึกษาที่ “คิดเผื่อ” ค่าใช้จ่ายแฝง ให้ครอบคลุมทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์ต่างๆที่อาจกลายเป็นกำแพงผลักเด็กออกจากห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะทางบ้าน , 2.โปรแกรม Winner English เปิดประตูภาษาอังกฤษด้วยเอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น บริษัทฯ สนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง พร้อมระบบพี่เลี้ยงติดตามผล เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงโลกของภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อและเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต และ 3.โครงการโรงเรียนคุณธรรม มีการออกแบบแผนงานที่แตกต่างกันในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กและบริบทของชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริง ไม่ใช่แผนสำเร็จรูปแบบเดียวที่นำไปใช้กับทุกที่

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า ไทยวิวัฒน์ ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้บริจาค แต่ต้องการเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่ยั่งยืน และพร้อมเดินเคียงข้างไปกับครู โรงเรียน และชุมชนตลอดเส้นทางนี้ ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิยุวพัฒน์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา การออกแบบกระบวนการทำงาน และการติดตามผล เพราะเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว หากแต่เริ่มจากความเข้าใจในบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อการออกแบบแผนงานที่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของเด็กๆอย่างแท้จริง

น.ส.กนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา ตัวแทนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งต้องทำงานท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนการสอน ขณะที่ครูเองก็มีภาระล้นมือ โครงการ ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ จึงให้ความสำคัญกับการไม่เพิ่มภาระงานให้โรงเรียน แต่เข้าไปร่วมเสริมในจุดที่ยังมีข้อจำกัดบนแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ มูลนิธิยุวพัฒน์เชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูและโรงเรียนสามารถสานต่อได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ถูกกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไว้ 5 ปี และวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ก็ได้เริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยตัวแทนครูจากทั้ง 5 โรงเรียนในโครงการได้มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ความสำเร็จ และประสบการณ์การพัฒนาโรงเรียนที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 3 ปี เริ่มจาก 1.โรงเรียนบ้านราชกรูด จ.ระนอง

“เรียนรู้คู่วิถีชุมชน ปั้นทักษะอาชีพด้วยปราชญ์ชาวบ้าน รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “ความสำเร็จของเราคือการ “ทลายกำแพงห้องเรียน” โดยดึงผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชน เข้ามาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะอาชีพจากพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น เช่น การนำต้นหมากมาทำกาบหมาก หรือทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สร้างทั้งรายได้ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นไปพร้อมกัน

2.โรงเรียนหานโพธิ์พิทยาคม จ.พัทลุง

“พลังสภานักเรียน เด็กคิด ครูแนะนำ สู่ความสำเร็จเรียนจบ 100%” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “การทำงานของเราใช้การสร้าง “พื้นที่จำลองสังคม” ให้เด็กฝึกฝนความเป็นผู้นำผ่านกลไกสภานักเรียนและกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานปัจฉิมนิเทศ โดยครูปรับบทบาทจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” ปล่อยให้เด็กคิด วางแผน ลงมือทำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผสานเข้ากับการดูแลนักเรียนทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยอุดรอยรั่ว จึงทำให้นักเรียนทั้งหมดจบการศึกษาได้ 100% โดยไม่มีใครหลุดจากระบบกลางคัน

3.โรงเรียนศรีธรรมวิทยา จ.ยโสธร

“ครูนางฟ้ารักษาใจ สานพลังเครือข่าย สร้างโอกาสให้เด็กกลุ่มเปราะบาง” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ เนื่องจากเราเป็นโรงเรียนการกุศลที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวและมีฐานะยากจน เราจึงใช้เครื่องมือ “ครูนางฟ้า” ในการทำงานเชิงรุก  สร้างทักษะของครูประจำชั้นและครูแนะแนวในการสังเกต คัดกรอง ทำความเข้าใจเด็ก และค้นพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆได้มากมาย หลังจากนั้นจึงดึงพลังจากเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมไปถึงการมอบทุนการศึกษาและการใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางนี้ให้เกิดการพัฒนาและเยียวยาปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

4.โรงเรียนบ้านแก จ.พะเยา

“จิ๋วแต่แจ๋วด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉมโรงเรียนขนาดเล็ก สู่ความเป็นเลิศด้านภาษา” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ โรงเรียนขนาดเล็กของเรามีนักเรียนเพียง 72 คน และมีจำนวนครูน้อย แต่เราพลิกวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร ด้วยการใช้โปรแกรม “Winner English” เข้ามาอุดช่องโหว่นี้ พร้อมการจัดสรรเวลาเรียนอย่างเป็นระบบ และให้เด็กๆได้ลงมือใช้เครื่องมือด้วยตนเอง ความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยทำลายกำแพงความกลัวภาษาอังกฤษของเด็กชนบทได้อย่างมาก จนหลายคนสามารถสอบแข่งขัน หรือสอบเข้าเรียนต่อในห้องเรียนพิเศษและสายวิชาการได้สำเร็จ

5.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จ.สตูล

“กิจวัตรวิถี 24 ชั่วโมง บ่มเพาะคุณธรรมผ่านชีวิตหอพัก ผสานมนต์เสน่ห์ประเพณีท้องถิ่น” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ การเป็นโรงเรียนประจำคือการดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง โรงเรียนจึงนำโครงสร้าง “4+6 โมเดล” มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร “19 หอพัก 19 โครงงาน” และสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน พร้อมนำคุณธรรมไปจับคู่กับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรวมกลุ่มกันทำ “หมฺรับ” เพื่อร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบ ทำให้การเรียนรู้เรื่องคุณธรรม จิตอาสา และความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่การท่องจำตามตำรา แต่ผสานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานของเด็กๆ

เวิร์กชอปครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เวทีรายงานผล แต่ยังเป็น “ห้องเรียนของคุณครู” ที่หยิบยกบทเรียนจริงจากพื้นที่จริง มาต่อยอดและขยายผลร่วมกัน บางโรงเรียนเก่งเรื่องการสร้างความผูกพันกับผู้ปกครอง บางโรงเรียนมีโมเดลการสอนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ บางโรงเรียนเชื่อมงานคุณธรรมเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน และเมื่อความเก่งของแต่ละพื้นที่มาบรรจบกัน ดอกผลที่งอกเงยคือ “องค์ความรู้กลาง” ที่ทุกโรงเรียนสามารถนำกลับไปปรับใช้ได้ทันที และองค์ความรู้นี้จะกลายเป็นต้นแบบดีๆที่ขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

น.ส.นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว

“สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง” น.ส.นิรมล กล่าวและว่า

ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1.พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2.พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3.ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการ RILA กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2.การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3.กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4.การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ หรือ International Nuclear Science Olympiad (INSO) เป็นการแข่งขันทางวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เกิดจากการริเริ่มโดย ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อสร้างเวทีแข่งขัน International Nuclear Science Olympiad (INSO) ในการส่งเสริมความรู้ด้านนิวเคลียร์และรังสีในทางสันติให้แก่เยาวชน ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2567 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ครั้งที่สองที่ประเทศมาเลเซีย (พ.ศ. 2568)

สำหรับการแข่งขันในปี INSO 2026  สถาบันเทคโนโลยินิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. รับเป็นเจ้าภาพหลักฝ่ายประเทศไทย ในการดำเนินการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมนักเรียนผู้แทนประเทศไทย โดยมีผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 4 คน ได้แก่ นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัยโรงเรียนกำเนิดวิทย์ นายพีร กุหลาบทิพย์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ นายเศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยการแข่งขันปีนี้ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 2 – 9 สิงหาคม 2569 ณ เมืองเจดดาห์

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าร่วมโอลิมปิควิชาการมาหลายปีแล้ว  แต่เรื่องของวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพิ่งเริ่มต้นเมื่อสองปีที่ผ่านมา โดย สทน.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาฯ (สอวน.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ประเทศไทยได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ และได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน สำหรับการแข่งขันครั้งที่สองจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ตัวแทนประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงได้รับรางวัล 3 เหรียญเงิน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนว่าความรู้ความสามารถ และศักยภาพของเยาวชนไทยทางด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ว่าไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับการแข่งขันครั้งที่ 3 คาดหวังว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะทำให้เต็มความสามารถและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเหมือนที่ผ่านมา 

“วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ทั้งการแพทย์ พลังงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นศาสตร์ที่บูรณาการความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวและว่า การเข้าค่ายวิชาการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้แทนประเทศไทยจะได้เตรียมความพร้อมทางวิชาการอย่างเข้มข้น ฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทของการแข่งขันระดับนานาชาติ ขอให้นักเรียนทุกคนใช้ช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่ ตั้งใจเรียนรู้ ซักถาม และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด ความสำเร็จในวันนี้สะท้อนถึงความตั้งใจ ความพยายาม และศักยภาพของนักเรียนทุกคน รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัว คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

“การได้เป็นตัวแทนประเทศไม่ใช่เพียงเกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศไทย ขอให้ทุกคนรักษาความมุ่งมั่น มีวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ ความรู้ และมิตรภาพที่ได้รับจากเวทีนานาชาติ จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและติดตัวทุกคนต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าว

ด้าน นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่มาสอบคัดเลือกว่า “เพราะมีความสนใจทางด้านฟิสิกส์เป็นพิเศษ ก็เลยมาลองสอบนิวเคลียร์ดูครับเผื่อจะได้มาลองอะไรใหม่ๆ ด้วยความที่วิชานิวเคลียร์มันเป็นการต่อยอดพื้นฐานจากวิชาฟิสิกส์ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

นาย เศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตอนนี้จบ ม.6 แล้ว กำลังจะเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตอนที่เปิดรับสมัครเข้าโครงการ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างที่เรียน ม.6 กับช่วงมหาวิทยาลัยพอดี เลยมาลองสอบรายการนี้ดู แล้วก็ได้ผู้แทนประเทศ “นิวเคลียร์” เป็นศาสตร์ที่มีประโยชน์มาก ถ้าเราสามารถควบคุมมันได้ “ฉะนั้นแล้วผมก็หวังว่าในวันนึงประเทศไทย เราจะสามารถมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ เอามาใช้งานได้สักวันหนึ่ง”

นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า เรื่องของนิวเคลียร์ฟังชื่อดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าเบื่อ แต่จริงๆในระบบของเขา มีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่มาก การมาเข้าค่ายครั้งนี้จะทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติม ได้เปิดมุมมองใหม่ๆจากการไปดูงานในที่ต่างๆ ที่สำคัญคือการได้ทดสอบความรู้ตัวเอง

นายพีร กุหลาบทิพย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ มีความรู้เรื่องนิวเคลยีร์มาตั้งแต่สมัยเด็ก จากพวกระเบิดอะไรพวกนี้ แต่เรื่องโรงไฟฟ้ามารู้ช่วงเรียน ม.ต้น ปลายๆ และได้รับความรู้จากการไปทำข้อสอบระดับนานาชาติจึงได้ทราบถึงกระบวนการทำงาน มีระบบในการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง เครื่องมืในการตรวจจับรังสี จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพพืชบำบัดโลหะหนักด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 (Thailand Research Expo 2026) โดยเป็นผลงานวิจัยที่มุ่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำจากบ่อเหมืองร้าง ผ่านการพัฒนาระบบ บึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดจากการสำรวจคุณภาพน้ำในบ่อเหมืองร้าง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่หลงเหลืออยู่หลังการปิดกิจการเหมือง ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้นำน้ำจากบ่อดังกล่าวมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่งผลให้เกิดอาการแพ้และผื่นคันในบางราย จึงมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

ผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำในบ่อเหมืองมีค่าความเป็นกรดสูงและมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะ แมงกานีส” (Manganese: Mn) ซึ่งหากมีการสะสมในปริมาณสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในพื้นที่

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านพลังงานหรือการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์และติดตามการสะสมของโลหะหนักได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบบึงประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

หัวใจสำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนาระบบ บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำตามธรรมชาติที่ออกแบบขึ้นเพื่ออาศัยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับพืชน้ำในการดูดซับ กักเก็บ และลดปริมาณสารปนเปื้อนในน้ำ ก่อนปล่อยกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม โดยทีมวิจัยได้คัดเลือกพืชน้ำที่มีศักยภาพในการดูดซับโลหะหนักจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ บัวอเมซอน กก พุทธรักษา สาหร่ายหางกระรอก ผักตบชวา และจอกแหน เพื่อนำมาศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก

ดร.วลีพร​ พงค์เกื้อ​ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อศึกษาและติดตามพฤติกรรมของโลหะหนักภายในระบบบึงประดิษฐ์ได้อย่างละเอียด โดยใช้เทคนิค Neutron Activation Analysis (NAA) ร่วมกับเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) และ Stable Isotope Ratio Analysis (SIRA) ในการวิเคราะห์การดูดซับ การเคลื่อนย้าย และการสะสมของโลหะหนักภายในส่วนต่างๆของพืช

การศึกษาดังกล่าวช่วยให้สามารถประเมินศักยภาพของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ ระบุได้ว่าพืชชนิดใดมีความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในระบบบึงประดิษฐ์สำหรับการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก และสามารถออกแบบระบบบำบัดน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ผลการวิจัยจะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบระบบบึงประดิษฐ์สำหรับฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองร้าง รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและพื้นที่เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนบทบาทของ สทนในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และยืนยันถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด จากวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านพืชผลในระดับโมเลกุล จุฬาฯ คิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เปลี่ยนซูโครสในผลไม้เป็นพรีไบโอติก ชูการขายในรูปแบบ “เพียวเร่” เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปประกอบอาหารต่อ หนุนเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน

ทุเรียน มะม่วง กล้วย ไอศกรีม เค้ก ของหวานเหล่านี้ แม้จะเป็นของโปรด แต่หลายคนก็จำต้องยั้งใจไว้เพราะกลัวน้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูง ซึ่งจะตามมาด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งเบาหวาน ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง

“เวลาถึงหน้าทุเรียน คุณหมอจะมาเตือนว่าผู้ป่วยอย่าทานทุเรียนเยอะเพราะมีน้ำตาลสูง ซึ่งก็จริงดังคำเตือนของคุณหมอ แต่ทุเรียนก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกัน เพียงแต่น้ำตาลมาก เราจึงคิดว่าจะลดน้ำตาลในทุเรียนได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้ทุเรียนเป็นผลไม้สุขภาพ” ศ.ดร.ศุภอรรจ ศิริกันทรมาศ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยทุเรียนและแนวคิดปฏิวัติความหวานในผลไม้ยอดนิยมของไทยเมื่อ 2565 ซึ่งต่อมา ได้ขยายไปสู่การคิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เทคโนโลยีการใช้เอนไซม์ เปลี่ยนความหวานของน้ำตาลซูโครสในผลไม้รสหวานให้เป็นพรีไบโอติกคงคุณค่าผลไม้ แต่ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสลงได้ถึง 65%

“ประเทศไทยปลูกไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิด บางครั้งก็เกิดปัญหาผลไม้ล้นตลาด เป็นที่มาของการแปรรูปผลไม้ ตัวผลไม้เองมีปริมาณน้ำตาลสูงอยู่แล้ว เมื่อนำมาแปรรูป ปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูงขึ้น หรือดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำตาลซูโครสซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ เราจึงอยากลดน้ำตาลที่มีอยู่ในเนื้อผลไม้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลไม้” ศ.ดร.ศุภอรรจ เอ่ยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในชื่อแบรนด์ “Arto”

ศ.ดร.ศุภอรรจ อธิบายว่า Arto Sucrose-reduced Technology เป็นการใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ โดยนำ Commercialized Enzymes มาผสมเป็นสูตรเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก ซึ่งเป็นน้ำตาลอีกกลุ่มหนึ่ง “ผมเคยได้อ่านรายงานวิธีการใช้เอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีนักวิจัยคนใดใช้เทคโนโลยีนี้กับผลไม้ตากแห้งมาก่อน”

ศ.ดร.ศุภอรรจ จึงเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีนี้โดยใช้เอนไซม์สูตรเฉพาะนี้กับเพียวเร่และผลไม้ตากแห้ง และดำเนินการแปรรูปเพียวเร่ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกที่โรงงานต้นแบบแปรรูปอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จ.สระบุรี โดยใช้ผลไม้วัตถุดิบ เช่น มะม่วงจากบ้านวังน้ำบ่อ จ.พิษณุโลก และกล้วยที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนจุกกะเฌอ จ.ฉะเชิงเทรา

“ชาวบ้านปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าอยู่แล้ว บางช่วงกล้วยก็ราคาแพง บางช่วงราคาไม่แพงและมีผลผลิตเยอะ เราจึงนำเอาวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นกล้วยตาก เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมที่ลดน้ำตาล” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า การแปรรูปอาหารโดยใช้ Arto Sucrose-reduced Technology ทำได้กับผลไม้ในรูปเพียวเร่หรือผลไม้สดก็ได้

“สำหรับผลไม้ตากแห้ง เรามีเทคนิคเฉพาะในการใส่เอนไซม์ลงไปในผลไม้ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเอนไซม์ก็จะทำงานเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก” ศ. ดร.ศุภอรรจ อธิบาย

ส่วนการทำ “เพียวเร่” “เราจะนำเนื้อผลไม้ เช่น มะม่วง กล้วย มาปั่นให้อยู่ในรูปแบบของเหลว ใส่เอนไซม์เข้าไป แล้วนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพรีไบโอติก หลังจากนั้นนำเอาเพียวเร่ที่ได้ไปเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร เช่น สมูตตี้มะม่วง เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมช็อกโกบานาน่า” 

ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวว่าเทคโนโลยี Arto Sucrose-reduced Technology สามารถใช้ได้กับผลไม้อะไรก็ได้ที่มีรสหวาน มีปริมาณน้ำตาลซูโครสสูง เช่น ทุเรียน กล้วย สับปะรด เป็นต้น หรือพืชที่มีความหวาน เช่น น้ำตาลสด น้ำอ้อย โดยซูโครสในวัตถุดิบเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกได้

“ตอนนี้เราตั้งการลดน้ำตาลไว้ที่ 65% แต่ก็สามารถลดน้ำตาลได้อีกขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริโภค”

แล้วเมื่อลดความหวานลงจะทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่า ศ.ดร.ศุภอรรจ ตอบว่า “แล้วแต่ชนิดของวัตถุดิบ สำหรับกล้วย ไม่ได้ทำให้รสชาติเดิมเปลี่ยนไป ส่วนสมูตตี้มะม่วงจะมีรสชาติคล้ายมะม่วงกวน ส่วนเอนไซม์และกระบวนการจะไปทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่าขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าชอบหรือเปล่า บางคนชอบมะม่วงกวนอยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่าอร่อยดี”

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology มีทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ สมูตตี้มะม่วง , เค้กกล้วยหอมไร้แป้ง, ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า และกล้วยตาก

“ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า เราเอากล้วยหอมที่ลดน้ำตาลมาแล้วทำเป็นรูปแบบของเชอร์เบท ผู้ที่ได้ลองบอกว่ามีกลิ่นกล้วยชัดเจนและมีรสชาติของโกโก้ที่ใส่เข้าไป ส่วนกล้วยตากลดน้ำตาลก็ได้รับเสียงตอบรับดีว่าหวานน้อยลงและมีเทกซ์เจอร์เจอร์ของความเป็นกล้วยด้วย” ศ.ดร.ศุภอรรจ เล่าถึงผลตอบรับจากผู้บริโภค

แม้ Arto จะมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่สิ่งที่ ศ.ดร.ศุภอรรจ ต้องการเน้นมากขึ้นคือการขายในรูปแบบ “เพียวเร่ลดน้ำตาล” “เราพยายามหาผู้ที่จะนำเอาผลิตภัณฑ์ต้นน้ำคือเพียวเร่ลดน้ำตาลเอาไปใช้ บางทีลดน้ำตาลแล้วไม่รู้ว่าไปทำอะไรได้ เราก็เลยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Arto เช่น ไอศกรีม เค้กกล้วยหอม ตอนนี้เรามีการคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจเพียวเร่ลดน้ำตาล และอีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าอยากจะเอาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปขาย เขาอาจจะไปขายแบรนด์ของเราหรือจะนำไปขายในแบรนด์ใหม่ก็ได้เช่นกัน”

ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology ไม่ว่าจะเป็นเพียวเร่หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จำหน่ายโดยบริษัท InnoPhytoTech ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางด้านชีวเคมีสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม นำเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคให้มีสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็นหนึ่งในโครงการ Chula Spin-Off แหล่งรวมนักวิจัยจากจุฬาฯ ให้พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และช่วยเหลือกัน โดยมีเป้าหมายนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

“เราปรึกษา CU I Hub ตั้งแต่ต้นซึ่งเขาก็จะแนะนำช่องทางการบริหารจัดการ ตอนแรกก็จะให้ความรู้ การอบรมทางธุรกิจ ช่องทางการหาทุนสนับสนุน มีอีเวนต์ให้ร่วมออกบูธ แนะนำให้ไปขอทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อไปทำการตลาด”  ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าว

หลังจากที่ใช้เอนไซม์ในการเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกแล้ว แผนงานต่อไปของ ศ.ดร.ศุภอรรจ คือการใช้เอนไซม์เปลี่ยนแป้งให้เป็นสารอาหารที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อตอบรับเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

“อาหารเพื่อสุขภาพเป็นเทรนด์แน่นอน ในยุโรปการบริโภคน้ำผลไม้ลดลงมากเพราะพบว่าผลไม้มีน้ำตาลสูง ไม่ได้เป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ผลไม้ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยเช่นกัน เราจะสามารถลดน้ำตาลที่มีอยู่ในผลไม้ได้อย่างไร ในต่างประเทศกำลังพัฒนาอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อการบริโภคและมีคุณภาพมากขึ้น” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า เราต้องติดตามงานวิจัย มีการตรวจสอบก่อนว่างานวิจัยในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นสารที่มีประโยชน์มีผู้วิจัยอะไรไปบ้างแล้ว และนำมาพัฒนาต่อยอด โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ใช้ในอุตสาหกรรมด้วย ไม่เกิดปัญหาเมื่อขยายการผลิต วัตถุดิบต้องมีพอ เราต้องทำงานร่วมมือกับชุมชนที่เขามีวัตถุดิบ และกระบวนการของเราจะต้องขยายกำลังผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

 “ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราขายของไม่เป็น งานวิจัยถึงจะดีแค่ไหนถ้าไม่มีผู้ใช้ประโยชน์มันก็หยุดอยู่แค่นั้น การที่จะนำเอาไปใช้ได้จริงหรือก่อให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ นักวิจัยก็ต้องไปพบผู้คน พบชุมชน พบผู้บริโภค พบผู้ประกอบการ เพื่อเป็นไอเดียกลับมาพัฒนางานวิจัยต่อไป” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘เนื้อเน่า..รู้เร็วรักษาทัน’ สสส.สานพลัง สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘เนื้อเน่า..รู้เร็วรักษาทัน’ สสส.สานพลัง สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘เนื้อเน่า..รู้เร็วรักษาทัน’ สสส.สานพลัง สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เนื้อเน่า รู้เร็วรักษาทัน” สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ พัฒนา Community Guideline – SMART-NF เชื่อม อสม.-รพ.สต.-โรงพยาบาล สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ ค้นหาเร็ว ส่งต่อทัน เกิดเครือข่าย 26 โรงพยาบาล – รพ.สต. กว่า 300 แห่ง ลดความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษา เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วย สู่ระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็งทั้งจังหวัด

เมื่อเร็วนี้ๆ ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม อ.เดชอุดม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาเจริญ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพระบบบริการปฐมภูมิเพื่อการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าในชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า จ.อุบลราชธานี พร้อมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานจริงของเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างชุมชน รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลแม่ข่าย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ โดยเริ่มจากการค้นหาและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก่อนส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลชุมชน เพื่อประเมินอาการตามแนวทางเวชปฏิบัติการดูแล (Clinical Practice Guideline for Necrotizing Fasciitis: CPG-NF)  เชื่อมต่อผ่านระบบเฝ้าระวังและบริหารจัดการผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า (Smart Surveillance and Management for Necrotizing Fasciitis – SMART-NF) ไปยังโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤตจะส่งกลับมาดูแลต่อเนื่องใกล้บ้าน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระดับจังหวัด ครอบคลุมโรงพยาบาล 26 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกว่า 300 แห่ง โดยมี รพ.สต. และ อสม. ร่วมติดตามอาการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

รศ.ดร.สุภาพร ใจการุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มรภ.อบ. หัวหน้าโครงการฯ เผยว่า จ.อุบลฯเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาโรคเนื้อเน่าอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคเนื้อเน่าสูงที่สุดในเขตสุขภาพที่ 10 โดยในช่วงปี 2555-2564 พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มจาก 533 ราย เป็น 806 รายต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 165 ราย เป็น 392 ราย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจากตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการรับรู้ การวินิจฉัย และการเข้าสู่ระบบการรักษา

“จากปัญหาดังกล่าวคณะวิจัยจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยทั้งจังหวัด โดยมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.พัฒนาการคัดกรองในชุมชน ผ่านการสร้าง Community Guideline และเสริมศักยภาพ อสม. รพ.สต. และโรงพยาบาลชุมชน ให้สามารถค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้เร็วขึ้น 2.พัฒนาระบบ SMART NF เพื่อสนับสนุนการคัดกรอง การแจ้งเตือน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ ช่วยให้การประเมินอาการและการส่งต่อผู้ป่วยทำได้รวดเร็วขึ้น 3.พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้มาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัย ส่งต่อ และรักษาผู้ป่วย ลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย” รศ.ดร.สุภาพร กล่าว

นางกรรณิกา ตันติศิรินทร์ รอง นายก อบจ.อุบลฯ กล่าวว่า จากความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้เกิดระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชุมชน รพสต. โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษา ทำให้การค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การวินิจฉัย และการส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย อบจ.อุบลฯพร้อมสนับสนุนการขยายผลการดำเนินงานและการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายสมศรี วงศ์คำเหลา ผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า ชาว ต.นาเจริญ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เดิมคิดว่าเป็นเพียงแผลถลอกเล็กน้อยจากการเดินสะดุดไม้ จึงใช้วิธีรักษาตามความเชื่อพื้นบ้านด้วยการประคบร้อนและทาปูนขาวบริเวณบาดแผล แต่หลังจากนั้นอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แผลบวมแดง ลุกลาม และมีอาการปวดมาก อสม. หมู่บ้านจึงประสานส่งต่อไปยัง รพ.สต. นาเจริญ และเข้ารับการรักษาที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม พบว่ามีภาวะติดเชื้อรุนแรงและสงสัยโรคเนื้อเน่า ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเร่งด่วน ทำให้ได้รับการผ่าตัดและดูแลอย่างทันท่วงที จนสามารถควบคุมการลุกลามของโรคได้

“อยากขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขทุกคนที่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากเข้ารับการรักษาช้ากว่านี้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงมากกว่านี้ ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ตระหนักว่าโรคเนื้อเน่าสามารถเกิดขึ้นได้จากบาดแผลเล็กๆ หากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง ปวดมาก หรืออาการลุกลามอย่างรวดเร็ว ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นายสมศรี กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Repids” นวัตกรรมจากจุฬาฯ เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นสารกำจัดแมลงอินทรีย์ปลอดสารพิษ ช่วยลดปัญหามลพิษจากไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ สร้างทางเลือกผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลายบริษัทที่มีโรงอาหารสำหรับพนักงานจำนวนมากคงเคยเผชิญกับปัญหากากไขมันสะสมจนระบบท่ออุดตัน แม้จะมีระบบกรองและดักไขมันแล้วก็ตาม แนวทางแก้ไขก็อาจมีตั้งแต่ล้างท่อด้วยน้ำร้อน ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปในท่อ ใช้สารเคมีหรือเติมจุลินทรีย์เพื่อสลายไขมัน ฯลฯ แต่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา ด้วยนวัตกรรมที่แปลงน้ำมันพืชใช้แล้วหรือกากไขมันให้เป็นสารป้องกันแมลงปลอดสารพิษ คิดค้นโดย ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนปี 2563 จุฬาฯ มีปัญหากากไขมันจากโรงอาหารสะสมในระบบท่อจนอุดตัน เพราะไม่ค่อยมีการทำความสะอาดกล่องดักไขมัน ทำให้ดักจับไขมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตอนแรก เราก็แก้ปัญหาโดยการแปลงไขมันให้เป็น สบู่โพแทสเซียม” ที่ย่อยสลายได้ง่ายและนำเอาไปหมักพร้อมกับปุ๋ยหมักจามจุรี แต่ต่อมา เราได้ปรึกษากับอาจารย์จากคณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วพบว่าสารนี้ใช้กำจัดแมลงในแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ ทีมของเราจึงคิดค้นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง Repids ขึ้น ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรมสบู่เหลวโพแทสเซียม Repids สารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ปลอดภัยต่อพืช เด็ก สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ชื่อ “Repids” มาจากการผสมคำระหว่าง “Re” อันหมายถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle/Reuse) กับ “Lipids” ซึ่งแปลว่า ไขมัน ซึ่งสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการนำไขมันหรือน้ำมันพืชใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ โดยอ้างข้อมูลจากการรีวิวงานวิจัยในระดับนานาชาติ ที่เผยว่าประเทศไทยมีน้ำมันพืชใช้แล้วสะสมกว่า 800,000 ตันต่อปี แต่เก็บรวบรวมได้เพียงไม่ถึง 5% ที่เหลืออีก 95% ไหลลงท่อระบายน้ำ เมื่อน้ำมันเจอเข้ากับน้ำกระด้างที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นของแข็งเกาะผนังท่อ ที่เรียกว่า “Fatberg” สะสมจนอุดตันท่อสาธารณะในที่สุด

เมื่อท่อระบายน้ำสาธารณะซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการระบายน้ำของเมืองถูก ก้อนไขมันแข็ง อุดตันจนพื้นที่ในท่อเหลือไม่ถึงครึ่ง หรือบางจุดอุดตัน 100% ผลที่ตามมา เวลาฝนตกหนัก น้ำฝนจะไม่สามารถไหลลงท่อได้ทันที แต่จะเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นผิวจราจร กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมฉับพลันหรือที่มักเรียกกันว่า น้ำรอการระบาย ส่วนความเดือดร้อน การจราจรเป็นอัมพาต รถติดยาวนาน รถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม และส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปทำภารกิจต่างๆของทุกคนในเมือง รวมถึงเมื่อเกิดน้ำหนุนหรือน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ก็อาจส่งกลิ่นเหม็นเน่าเสียขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ โชยไปทั่วบริเวณ สิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเอ่อขึ้นมาสัมผัสกับร่างกายมนุษย์ เสี่ยงต่อโรคผิวหนังและโรคทางเดินอาหาร

หัวใจของ Repids คือกระบวนการที่เรียกว่าปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันหรือการทำสบู่ โดยนำน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งในทางเคมีเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ มาทำปฏิกิริยากับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อให้ได้สบู่โพแทสเซียมที่มีลักษณะเหลวข้นออกมา

โดยปกติแล้วน้ำและน้ำมันตามธรรมชาติไม่ผสมกัน ทำให้การทำสบู่นั้นใช้เวลานาน และบางครั้งเกิดปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ ปัญหานี้ ในระดับอุตสาหกรรม แก้ได้ด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์ที่มีแรงปั่นสูง แต่ชาวบ้านไม่มีเครื่องแบบนั้น ทีมนวัตกรรม Repids จึงออกแบบสูตรพิเศษที่เพิ่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกลางช่วยให้สารผสมกัน โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพง และได้พัฒนากระบวนการให้ทุกคนสามารถทำได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปคือทำตามสูตรแล้วได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทุกครั้ง ที่สำคัญกระบวนการนี้ไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย สารทุกตัวที่ใส่เข้าไปจะถูกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการทำ Repids นั้นไม่ยาก จะใช้หลักการทางเคมีที่เรียกว่า Saponification (ปฏิกิริยาการเกิดสบู่) โดยวัตถุดิบประกอบด้วย น้ำมันพืชใช้แล้ว เป็นแหล่งไขมันหลัก (นำมาบำบัด/กรองกากอาหารออกก่อน) ด่างคลีหรือโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ด่างตัวนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ได้สบู่เหลว ซึ่งทำให้ละลายน้ำได้ 100% ต่างจากการใช้โซดาไฟที่จะได้สบู่ก้อนแข็ง เอทิลแอลกอฮอล์ (เช่น เอทานอล) ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและช่วยละลาย เพื่อให้ไขมันในน้ำมันพืชกับน้ำด่างผสมเข้าเนื้อกันได้เร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิธีการทำ นำวัตถุดิบมากวนผสมกันภายใต้ความร้อนคงที่ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จนได้เนื้อสบู่เข้มข้นเหมือนน้ำผึ้ง ก่อนจะนำไปละลายน้ำสะอาดเพิ่ม ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ลิตร จะสามารถแปรสภาพเป็นน้ำยาพร้อมใช้งานได้ถึง 4 ลิตร

ทั้งนี้ สูตรการผลิต Repids ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรแล้ว และทีมผู้คิดค้น Repids เลือกเปิดเผยสูตรให้ชุมชนและวิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเองได้ โดยมีอินโฟกราฟิกแบบง่ายๆ อธิบายขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบในการผลิตก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในราคาที่ไม่แพง

หลายคนอาจสงสัยว่าสบู่ธรรมดาจะไปสู้กับแมลงได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วมีกลไกทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน โดย ดร.ณัฐพงศ์  อธิบายว่า ลองสังเกตดูเวลาหยดน้ำบนใบพืชหรือตัวแมลง น้ำจะม้วนตัวกลมๆและกลิ้งออกไปง่ายๆ เพราะทั้งใบไม้และตัวแมลงต่างมีชั้นไขมันหุ้มอยู่ ซึ่งธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ น้ำเลยกลิ้งออกโดยไม่เกาะ แต่สบู่โพแทสเซียมเป็นสารลดแรงตึงผิว ซึ่งมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำและชอบน้ำมัน จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองสิ่งที่ปกติไม่ยอมผสมกัน เมื่อฉีดสารละลาย Repids ลงไป ก็สามารถเคลือบตัวแมลงนี้เองที่เป็นกลไกหลักในการกำจัดแมลง

กลไกการทำลายแมลง/การออกฤทธิ์ มีอยู่ด้วยกัน 2 จังหวะ ซึ่งจังหวะที่ 1 สบู่ Repids ออกฤทธิ์น็อคทันที ตัวสบู่เหลว Repids ที่ได้จากน้ำมันพืชเก่า มีคุณสมบัติเป็นสารซักฟอกอ่อนๆ โดยธรรมชาติ เมื่อฉีดพ่นไปโดนตัวแมลงศัตรูพืช (โดยเฉพาะแมลงตัวเล็กๆ หรือพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง) จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นทันที ล้างเกราะคุ้มกัน/ทำลายชั้นไขมันผิว ตามธรรมชาติ ผิวของแมลงพวกนี้จะมีชั้นไขมันหรือแป้งเคลือบอยู่เพื่อป้องกันตัวเองและกักเก็บน้ำ แต่สบู่ Repids จะเข้าไป ชะล้างไขมันที่เคลือบตัวแมลงออก ทำให้แมลงสูญเสียน้ำจากร่างกายอย่างรวดเร็วและแห้งตาย กลไกนี้ทำงานได้ดีกับแมลงที่มีผิวบางหรือผนังลำตัวอ่อนนิ่ม เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรขาว และแมลงหวี่ขาว อุดรูหายใจ แมลงหายใจผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผิวลำตัว เรียกว่า สไปราเคิล เมื่อฟิล์มสบู่คลุมตัวแมลง มันจะไปอุดรูหายใจเหล่านั้น ทำให้แมลงขาดอากาศและตายในที่สุด การอุดรูหายใจไม่ใช่สารพิษเคมี จึงไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของยาฆ่าแมลงทั่วไป

จังหวะที่ 2 สปอร์ชีวภัณฑ์ (BT/เชื้อรา) ตามเก็บงานระยะยาวด้วย Wetting Effect คำว่า Wetting Effect คือ ความสามารถในการลดแรงตึงผิวของน้ำ นึกภาพเวลาเราหยดน้ำลงบนใบไม้ที่มันๆหรือบนตัวแมลง น้ำมักจะกลิ้งเป็นลูกกลมๆ แล้วไหลตกพื้นไป ไม่ยอมเกาะเปียกบนใบไม้หรือตัวแมลงเลย นั่นคือสิ่งที่มีแรงตึงผิวสูง และเมื่อเราใส่สบู่ Repids ลงไปผสมกับน้ำและสปอร์เชื้อรา (เช่น บีที หรือ บิวเวอเรีย) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระจายตัวและเปียกทั่ว สบู่จะลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำยาไม่จับตัวเป็นก้อนกลม แต่จะแผ่กระจายตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบเปียกไปทั่วทั้งใบไม้และซอกมุมบนตัวแมลงอย่างทั่วถึง ทำให้สปอร์ของเชื้อราที่ผสมอยู่กระจายตัวไปแปะติดอยู่ทั่วทุกจุด ไม่กองรวมกันหรือไหลทิ้งลงดิน ค่อยๆ เติบโตและฝังตัว สำหรับแมลงที่อึดและรอดชีวิตจากจังหวะแรกมาได้ สปอร์ของเชื้อรา (เช่น บิวเวอเรีย) ที่ติดอยู่บนตัวมันอย่างทั่วถึงจาก Wetting Effect จะได้รับความชื้นและค่อยๆงอกเส้นใย แทงทะลุผ่านผิวแมลงที่โดนสบู่กัดเซาะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เข้าไปเจริญเติบโตข้างในตัวแมลง ทำให้แมลงค่อยๆป่วยและตายไปใน 3 – 7 วัน

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สบู่เหลวโพแทสเซียม Repids มีความปลอดภัยตามมาตรฐานการผลิตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วย สามารถใช้เป็นสารควบคุมแมลงศัตรูพืช หรือผสมเป็นสารจับใบเพิ่มประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มีความปลอดภัยต่อพืช เด็ก และสัตว์เลี้ยง และสามารถย่อยสลายในดินปลดปล่อยแร่ธาตุโพแทสเซียมได้ภายใน 5 วัน

ที่สำคัญ “Repids จะไม่ส่งผลกระทบต่อผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสร หรือ โพลิเนเตอร์ (Pollinator) เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่กว่าและบินหนีได้ การฉีดพ่น Repids จึงไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อดีที่สารกำจัดแมลงเคมีส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.นำบอร์ดติดตามประเมินผลมข. มุ่งยกระดับงานวิจัยและขายได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.นำบอร์ดติดตามประเมินผลมข. มุ่งยกระดับงานวิจัยและขายได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.นำบอร์ดติดตามประเมินผลมข. มุ่งยกระดับงานวิจัยและขายได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกสว.พร้อมบอร์ดติดตามและประเมินผลลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัยและนวัตกรรมของ บพค. ดูตัวอย่างความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคของมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ หวังพัฒนางานวิจัยในภาพรวมให้ดีขึ้นสอดรับกับนโยบายรัฐบาล มุ่งยกระดับสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาค ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและพื้นที่ พร้อมต่อยอดธุรกิจขายได้จริง

นพ.สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ ประธานกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะกรรมการฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามาถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการให้เกิดผลตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยให้สัมฤทธิ์ผล เพื่อมุ่งพัฒนาให้ผลการดำเนินงานวิจัยได้ผลดีขึ้น โดยมี ศ.พญ.ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมคณะผู้บริหารและนักวิจัย นำเสนอผลการดำเนินงานและเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งทำวิจัยและเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศและชุมชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาพื้นที่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการติดตามและประเมินผลฯ ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการร่วมกันติดตามความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค รวมทั้งหาแนวทางการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดข้อเสนอแนะต่อระบบ ววน. โดยรวม และนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งของทุกภาคส่วน

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการ บพค. ระบุถึงภารกิจสำคัญในการให้ทุนและบริหารจัดการทุน ว่ามีเป้าหมายเพื่อการสร้างโอกาสและรากฐานไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและกิจการแห่งอนาคต รวมทั้งเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดยเน้นการพัฒนาคน (นักวิจัย) ไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรม

นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ การร่วมทุนกับกองทุนวิจัยต่างประเทศมุ่งทำงานวิจัยเป็นเครือข่ายและสร้างความเข้มแข็งในระดับสูง รวมถึงการลดช่องว่างความรู้โดยเฉพาะสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นอกจากนี้ยังขอรายละเอียดกรณีศึกษาโครงการที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเพื่อเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุงต่อไป ขณะที่ ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันการหน่วยงานจะมีอุปสรรคในการทำงาน แต่ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปพัฒนาระบบ ววน. ต่อไป ทั้งนี้การทำวิจัยขั้นแนวหน้ามีความสำคัญในระยะยาว หากสนับสนุนน้อยเกินไปจะทำให้ขาดโอกาสในการสริมสร้างความเข้มแข็งของ ววน.

สำหรับตัวอย่างโครงการวิจัยที่น่าสนใจ ได้แก่ การพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและการประเมินสุขภาพของแบตเตอรี่ สำหรับจัดการแบตเตอรี่ที่สิ้นสุดอายุการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม โดย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ดำเนินการร่วมกับ บจก.นูออโว พลัส และสถาบันนวัตกรรม ปตท. บมจ.ปตท. ได้พัฒนาระบบคัดแยกและฟื้นฟูวัสดุ LFP จากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้บริสุทธิ์สูงถึง 99.80% ฟื้นฟูประสิทธิภาพได้มากกว่า 98% และพัฒนาห้องทดสอบการติดไฟ/ความร้อนของแบตเตอรี่สำเร็จตามมาตรฐาน โดยโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีรายได้จากการขายแบตเตอรี่ให้เอกชนและผู้สนใจ แต่ยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล กระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงอุตสาหกรรม และแหล่งทุนเพื่อให้เป็นธุรกิจที่แข่งขันได้จริง และรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

แบตเตอรี่ที่ผลิตได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. มี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.มินิแบตเตอรี่ จุดเด่นคือเซลส์แบตเตอรี่จะเสื่อมช้ากว่าในท้องตลาด 2.แบตเตอรี่ตามความต้องการเฉพาะ 3.แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 40 กก. ใช้งานทางการทหารและผ่านการรับรองมาตรฐานของกองทัพ นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจาก อบต. เทศบาลต่างๆ 4.แบตเตอรี่สำหรับใช้ในบ้าน แปลงกระแสไฟฟ้าจากโซลาเซลล์เข้าแบตเตอรี่ จัดการพลังงานอัจฉริยะที่สามารถจัดการตั้งค่าไฟได้ ช่วยให้ประหยัดไฟได้มากขึ้น

ขณะที่โรงงานต้นแบบอาหารที่เน้นสร้างสตาร์ทอัพ ให้บริการผู้ประกอบการในท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดจากสมุนไพรและอาหารพร้อมรับประทานจากวัตถุดิบที่มีของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมให้บริการของมาตรฐาน อย. ด้วย เช่น ถั่ว 5 สี ซอสเทอริยากิ น้ำมะพร้าวบรรจุขวด  ส่วนการพัฒนาเครื่องจักรเชื่อมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์

ส่วนงานด้านสังคมศาสตร์ “เข็นบทขึ้นภูเขา” ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนายกระดับการเขียนบทภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดโลก และกำลังคนที่เชี่ยวชาญระดับสากล โดยใช้รากเหง้าและอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านช้าง โดย รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ ได้ส่งเสริมการฝึกอบรมและการเรียนการสอนด้านภาพยนตร์แก่ผู้สนใจในค่ายหนังสั้นให้เรียนรู้ร่วมกับมืออาชีพระดับประเทศทั้งไทยและ สปป.ลาว นำโดยคุณปรัชญา ปิ่นแก้ว และคุณธนิตย์ จิตนุกูล ซึ่งพยายามเข้าถึงนายทุนและเปลี่ยนคนดูเป็นผู้ลงทุน เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างเศรษฐกิจของประเทศได้ ผลจากงานวิจัยสร้างผลกระทบมากมาย เช่น พัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ต่อยอดสู่โครงการเทศกาลหนังเมืองแคนและยกระดับเป็นเทศกาลหนังเมืองแคนนานาชาติ จัดตั้ง ‘ขอนแก่นเมืองหนัง’ ผลิตภาพยนตร์และเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ของภูมิภาค ตัวอย่างความสำเร็จคือเรื่อง ‘พระไม้’ ที่ได้ซื้อบทไปทำภาพยนตร์และร่วมจัดแสดงเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2025 ณ ประเทศฝรั่งเศส

โครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจและรอการต่อยอด ได้แก่ การการพัฒนานักวิจัยชั้นแนวหน้าด้านวัสดุนาโนเพื่อรองรับโจทย์วิจัยภาคอุตสาหกรรม นำโดย ศ.ดร.สุปรีดิ์ พินิจสุนทร ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น ไออาร์พีซี มิตรผลวิจัยฯ จนมีต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับห้องปฏิบัติการ เช่น อนุภาคนำส่งคาร์บอนไดออกไซด์นาโนบับเบิ้ลที่เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ชั้นกรองอากาศจากวัสดุนาโนคอมโพสิตโฟมยางธรรมชาติ ตัวเก็บประจุยิ่งยวดจากถ่านกัมมันต์จากขี้เลื่อย และวัสดุนาโนจากวัสดุชีวภาพสำหรับดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์

การพัฒนาส่วนผสมอาหารส่งเสริมสุขภาพร่างกายและสมองจากพืช โดย ศ.ดร.ศักดา ดาดวง เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีสุขภาวะด้วยระบบสุขภาพแม่นยำ อาทิ นวัตกรรมอาหารเพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (รคสมองเสื่อม ภาวะเมตาบอลิซึมซินโดรม) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับเทคนิควิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อคัดกรองสารสำคัญจากพืช ใช้ระบบจำลองสภาวะลำไส้และแบบจำลองความชราเพื่อประเมินผลการออกฤทธิ์ของสารสกัดก่อนนำไปใช้งานจริง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบในกลุ่มบำรุงสมองและดูแลระบบประสาท กลุ่มดูแลระบบเมตาบอลิซึมและโรคเรื้อรัง กลุ่มสร้างความแข็งแรงและชะลอวัยจากภายใน

การผสมผสานเทคนิคทางสเปกโทรสโกปีและแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันทางไฟฟ้าของยูเรีย โดย รศ.ดร.แก้วตา เจษฎาริสัประพันธ์ ภายใต้โครงการ NEXUS ไทย-ญี่ปุ่น ที่สร้างระบบการคัดกรองและพัฒนาวัสดุตัวเร่งปฏิกิริยารูปแบบใหม่ และติดตั้งระบบ Modulation Excitation Spectroscopy (MES) ร่วมกันที่นาโนเทคเพื่อเพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ระดับโมเลกุล โดยไฮโดรเจนที่ผลิตได้เป็นพลังงานสะอาด สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์แห่งอนาคต และบำบัดน้ำเสียโดยดึงยูเรียที่ปนเปื้อนในน้ำเสียจากชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรม

การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านอุตสาหกรรมฐานชีวภาพแห่งอนาคต ด้วยแพลตฟอร์มธัชวิทย์ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและเครือข่ายภาคเอกชน โดย ผศ.ดร.จุฑารพ เพชระบูรณิน มุ่งเป้าตลาดมูลค่าสูงเพื่อรองรับเมกะเทรนด์โลกในกลุ่มตลาดอาหารฟังก์ชันและอุตสาหกรรมด้านการมีอายุยืนยาว เช่น การเปลี่ยนขยะกล้วยดิบเป็นยา เครื่องดื่มโปรตีนพืชจากไข่น้ำ การตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ในซอสหอยนางรม สารสกัดชะลอวัยจากพืช GI และระบบ AI ช่วยตัดสินใจทางการแพทย์

“บพค.จะต้องพัฒนาเทคโลยีและวิทยาการขั้นแนวหน้า มีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ความร่วมมือและการร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยทั้งความเชี่ยวชาญ สำนักประสานงาน เครือข่าย และระบบนิเวศวิจัย โดยประเด็นท้าทายคือ การจัดลำดับความสำคัญของงานวิจัยขั้นแนวหน้าที่ต้องการการลงทุนสูง เน้นที่ไทยทำได้แต่ที่อื่นทำไม่ได้หรือทำได้แต่เราทำได้ดีกว่าหรือไวกว่า หากจะขยับแบบก้าวกระโดดจะต้องเลือกกลยุทธ์ รวมถึงสร้างการเชื่อมโยงงานสู่ระดับนโยบายของประเทศและสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ขยายองค์ความรู้สู่การสร้างธุรกิจ และมุ่งให้ทุนแบบมีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกัน” นพ.สุวิทย์กล่าวสรุป

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12 กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่ 760 โรงเรียน มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ดาราศาสตร์อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค ขยายเครือข่ายครูและเยาวชนด้านดาราศาสตร์ ให้สามารถต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ วิจัย และโครงงานทางดาราศาสตร์ในระดับโรงเรียนและชุมชน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สดร. กล่าวว่า โครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 60 พรรษา มอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 12 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากถึง 760 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ ขยายโอกาสทางดาราศาสตร์แก่เด็กและเยาวชนในทุกภูมิภาค ได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วัตถุท้องฟ้าด้วยตนเอง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ต่อยอดสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในชุมชน กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับบริษัทคนไทย ซึ่งมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้กล้องที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมสำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียน

น.ส.นูรอยซัน แวสาแล และ น.ส.แก้วอารี อัตเส็น ครูโรงเรียนศาสนูปถัมภ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับเทศบาลเมืองปัตตานีพานักเรียนไปสังเกตเสี้ยวดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม เช่น วันอีดิ้ลฟิตรีและวันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาวมุสลิม เดิมทีทางโรงเรียนใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กที่มีอยู่ในการสังเกตการณ์ และตั้งใจมาโดยตลอดว่าอยากมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงสมัครขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT ในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน ตลอดจนการให้บริการแก่ชุมชน

นายอภิรัก อภิวงค์งาม ครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า รู้จักโครงการนี้มาประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนเดิม เคยได้รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT และนำไปใช้จัดกิจกรรมด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายในชุมนุมดาราศาสตร์ ซึ่งมีนักเรียนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะและต่อยอดสู่การทำโครงงานด้านดาราศาสตร์ ปัจจุบันได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ และเล็งเห็นว่านักเรียนมีความสนใจในด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมากจึงสมัครเข้าร่วมโครงการและขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT อีกครั้ง เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน โดยมุ่งเน้นการใช้กล้องโทรทรรศน์เก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์สำหรับจัดทำโครงงาน ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ทั้งภายในโรงเรียนและชุมชน

นายทศพร ลิ้มไพโรจน์ และนางสาวเวียงวิไล ปัญญากุล ครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี กล่าวว่า โรงเรียนเคยได้รับมอบโดมท้องฟ้าจำลองจากโครงการท้องฟ้าจำลองเพื่อการเรียนรู้ระดับโรงเรียนเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปีนี้จึงตั้งใจสมัครเข้าร่วมโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ เพื่อขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์ โดยมีแผนนำไปใช้ในกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเสริมการเรียนรู้ร่วมกับโดมท้องฟ้าจำลองที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ และตั้งใจจะนำกล้องโทรทรรศน์ไปใช้จัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ให้กับนักเรียน รวมถึงชุมชนและโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ดาราศาสตร์จากประสบการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

สำหรับกล้องโทรทรรศน์ที่มอบให้ในโครงการนี้ เป็นกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงแบบดอปโซเนียน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจก 10 นิ้ว โดย NARIT ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตคนไทย ออกแบบและพัฒนาจนได้กล้องโทรทรรศน์ฝีมือคนไทยต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานในโรงเรียน สามารถใช้สังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าได้หลากหลาย อาทิ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ (ผ่านฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์) รวมถึงวัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึก เช่น กาแล็กซี เนบิวลา กระจุกดาว เป็นต้น มีอุปกรณ์เสริม อาทิ ชุดเลนส์ใกล้ตา อุปกรณ์เพิ่มกำลังขยายพิเศษ ฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์ ฉากรับภาพสำหรับสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ทางอ้อม เลเซอร์ชี้ดาว และสามารถนำกล้องถ่ายภาพดิจิทัลมาเชื่อมต่อเพื่อบันทึกภาพวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ได้ ใช้เก็บข้อมูลทำโครงงานดาราศาสตร์ จัดกิจกรรม และเป็นสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ได้ นอกจากนี้ หากกกล้องชำรุดหรือเสียหาย NARIT ยินดีซ่อมให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยมุ่งหวังให้ครูและนักเรียนนำไปใช้จริงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโรงเรียนและชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

หากพูดถึง เทคโนโลยีนิวเคลียร์” หลายคนอาจนึกถึงพลังงานหรือการแพทย์ แต่ที่ จ.จันทบุรี เทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการช่วยเกษตรกรต่อสู้กับ แมลงวันทอง หรือแมลงผลไม้ ศัตรูตัวเล็กที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งนี่ไม่ใช่งานวิจัยที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วจบลงในรายงานวิชาการ แต่คือการเดินทางอันยาวนานของนักวิจัยไทยที่ลงพื้นที่จริง ทำงานเคียงข้างเกษตรกร ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แมลงวันผลไม้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรจันทบุรี หลายพื้นที่ประสบความเสียหายต่อผลผลิตในระดับรุนแรง บางช่วงสร้างความเสียหายได้มากถึง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด เพราะผลไม้ที่ถูกแมลงวันผลไม้วางไข่จะเกิดความเสียหายภายใน เน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค และไม่สามารถผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชของประเทศคู่ค้าได้ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและศักยภาพการส่งออกผลไม้ไทย ในเวลานั้นวิธีที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้คือ การฉีดพ่นสารเคมี อย่างต่อเนื่อง แม้จะช่วยลดปัญหาได้ในระยะสั้น แต่กลับเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นของความหวัง

ปี พ.ศ.2549 เกษตรกรในพื้นที่ ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เริ่มรวมตัวกันเพื่อหาทางออกจากปัญหาแมลงวันผลไม้ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการคลินิกเทคโนโลยี ก่อนพัฒนาไปสู่การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ หรือ Area-Wide Integrated Pest Management (AW-IPM) โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สทน. นำ เทคนิคแมลงเป็นหมัน” หรือ Sterile Insect Technique (SIT) เข้ามาใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ลดการใช้สารเคมี และสร้างแนวทางการควบคุมศัตรูพืชที่ยั่งยืนมากขึ้น

เบื้องหลังความสำเร็จที่เห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักวิจัย สทนตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ

นักวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษา ชีววิทยา พฤติกรรม และวงจรชีวิต ของแมลงวันผลไม้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย พัฒนาระบบเฝ้าระวังและสำรวจประชากรแมลงในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการแพร่ระบาดและสามารถวางแผนควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นจึงพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงแมลงวันผลไม้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านชีววิทยา การจัดการอาหารเลี้ยงแมลง การควบคุมคุณภาพ และการผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถผลิตแมลงได้หลายล้านตัวต่อสัปดาห์

อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือการพัฒนาสายพันธุ์แมลงวันผลไม้ที่สามารถแยกเพศได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคัดแยกและปล่อยเฉพาะแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันออกสู่ธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแมลง ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยแมลงเพศเมีย ควบคู่กันนั้น นักวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่เหมาะสม เพื่อให้แมลงเพศผู้เป็นหมันโดยยังคงความแข็งแรง ความสามารถในการบิน และความสามารถในการแข่งขันผสมพันธุ์กับแมลงในธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเทคนิคแมลงเป็นหมัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ การขนส่งแมลง การติดตามผลหลังการปล่อย และระบบเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริงของประเทศไทย

หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ คือการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้ที่ผ่านการฉายรังสีจนเป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ  เมื่อแมลงเพศผู้เหล่านี้ไปผสมพันธุ์กับแมลงตัวเมียในธรรมชาติ จะไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานรุ่นใหม่ได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรแมลงวันผลไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีในปริมาณมาก

ในพื้นที่ดำเนินงาน มีการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันสัปดาห์ละ 5–10 ล้านตัว ควบคู่กับการวางกับดัก การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ การสำรวจประชากรแมลง และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ นี่คือการใช้วิทยาศาสตร์จัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

พื้นที่ดำเนินงานสามารถลดประชากรแมลงวันผลไม้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การใช้สารเคมีลดลงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า พื้นที่สามารถรักษาระดับการระบาดของแมลงวันผลไม้ให้อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 24 เดือน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ตัวต่อกับดักต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญของพื้นที่การแพร่ระบาดระดับต่ำตามมาตรฐานสุขอนามัยพืชสากล

ผลสำเร็จดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลไม้ที่ปลอดภัยขึ้น เกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้บริโภคที่ได้รับอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตั้งแต่การผลิตแมลงเป็นหมัน การจัดทำกับดัก การสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูล การขนส่ง และการปล่อยแมลงในพื้นที่จริง  ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการควบคุมแมลงวันผลไม้และการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการเกษตร มีนักศึกษา นักวิจัย และหน่วยงานจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์

จากความสำเร็จในพื้นที่ต้นแบบ สทน. พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่ระดับจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่กว่า 100,000–200,000 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ปลูกผลไม้ของ จ.จันทบุรีให้เป็นพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ระดับต่ำตามมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทย ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ความสำเร็จของการควบคุมแมลงวันผลไม้ในพื้นที่ ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัย สทน. หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเทคนิคแมลงเป็นหมันให้เกิดผลในระดับพื้นที่จริง

นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า งานวิจัยของคนไทยสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความปลอดภัยของอาหาร และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัย สทน. ไม่ได้เพียงทำงานเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่กำลังค่อยๆ แก้โจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนทีละขั้น ตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมแมลง การพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถแยกเพศได้ การผลิตแมลงวันผลไม้เพศผู้จำนวนมหาศาล การพัฒนาเทคนิคการฉายรังสี ไปจนถึงการติดตามผลในพื้นที่จริงร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

กว่าสองทศวรรษอาจเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับนักวิจัย นั่นคือเวลาของความพยายาม การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป  วันนี้ ผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่อยู่ในสวนผลไม้ของเกษตรกร อยู่ในผลไม้ที่ปลอดภัยมากขึ้น อยู่ในการลดการใช้สารเคมี และอยู่ในโอกาสใหม่ของผลไม้ไทยบนตลาดโลก” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน.  กล่าวทิ้งท้าย

บางครั้ง 20 ปีอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ และสำหรับเกษตรกรที่เคยสูญเสียผลผลิตจากแมลงวันผลไม้มาตลอดหลายปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นคำตอบที่มีค่าที่สุดของการทำงานวิจัยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา