สกู๊ปพิเศษ : วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ดันระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

สกู๊ปพิเศษ : วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ดันระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

สกู๊ปพิเศษ : วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ดันระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีและกระแสความยั่งยืนเป็นตัวกำหนดทิศทางโลก สตาร์ทอัพไทยจะก้าวข้ามสถานการณ์นี้ได้อย่างไร? สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อปลดล็อกศักยภาพงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง พร้อมติดปีกให้ผู้ประกอบการสาย DeepTech, FoodTech และ GreenTech ให้ก้าวสู่ Global Supply Chain ได้อย่างมั่นใจด้วยมาตรฐานสากล

วว.มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากไอเดียหรือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล ดังนี้ 1.การทำหน้าที่เป็น Total Solution Provider (ผู้ให้บริการที่ครบวงจร) จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสตาร์ทอัพไทยในช่วงเริ่มต้นคือการมีไอเดียที่ดี แต่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี หรือเครื่องมือราคาแพงในการวิจัยและผลิต โดย วว.มีศักยภาพในการเข้ามาอุดช่องว่างนี้ด้วยแนวคิดการเป็นผู้ดูแลแบบเบ็ดเสร็จ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) บริการทดสอบความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี นวัตกรรมวัสดุ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ (สมุนไพร  อาหารสุขภาพ เกษตรสร้างสรรค์) , การรับจ้างผลิต (OEM/Product Development) สตาร์ทอัพสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือโรงงานต้นแบบของ วว. ในการผลิตสินค้าล็อตแรกเพื่อทดลองตลาด (Minimum Viable Product : MVP) โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

2.การสร้างมาตรฐานและการทดสอบระดับสูง (Testing & Certification)  การที่สตาร์ทอัพจะระดมทุน หรือส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศได้ สินค้าเหล่านั้นจำเป็นต้องมีมาตรฐานรองรับ ซึ่ง วว. มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ ทดสอบ และสอบเทียบเครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล ได้แก่ ศูนย์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล , บริการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ทอัพสาย DeepTech, FoodTech และ BioTech ของไทย

3.การขับเคลื่อนนวัตกรรมบนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ (BCG Economy) ปัจจุบันกระแสโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืน วว. นำทิศทางนี้มาเป็นแกนหลักในการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เช่น โครงการ “ตาลเดี่ยวโมเดล” ที่จัดการขยะสู่พลังงาน หรือการพัฒนานวัตกรรมจุลินทรีย์ไทยเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้สร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสาย GreenTech และ AgTech (เทคโนโลยีการเกษตร) ให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ง่ายขึ้น

และ 4.การเชื่อมโยง “งานวิจัย” สู่ “เชิงพาณิชย์” (Commercialization) ในระบบนิเวศสตาร์ทอัพ วว. ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิชาการกับโลกธุรกิจ โดยการนำผลงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง มาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สตาร์ทอัพนำไปต่อยอด เป็นการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เลียนแบบได้ยาก

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานและบริการวิเคราะห์ทดสอบของ วว. ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิดการให้บริการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 17025 (มาตรฐานห้องปฏิบัติการ) และ ISO/IEC 17020 (มาตรฐานหน่วยตรวจ)

ดังนั้นสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการสามารถเข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ทดสอบหลักๆของ วว. ได้ตามกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้ 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัย พัฒนา และผลิต สำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการพัฒนาสูตร ผลิตสินค้าต้นแบบ หรือทดลองตลาดโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง วว. มีศูนย์เชี่ยวชาญและโรงงานต้นแบบที่เปิดให้เข้าใช้บริการ ได้แก่ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Service Plant : FISP)  มาตรฐาน GMP สำหรับวิจัยและผลิตอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม และอาหารสุขภาพต้นแบบ , ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอาง (Innovative Cosmetic Services Center : ICOS) ให้บริการตั้งแต่พัฒนาสูตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ , ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (Algal Excellent Center : ALEC)  สำหรับสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารแห่งอนาคต หรือสารสกัดมูลค่าสูงจากสาหร่าย ,ศูนย์นวัตกรรมผลิตจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม (Innovative Center for Production of Industrially used microorganisms : ICPIM) สำหรับสตาร์ทอัพสาย AgTech หรือ BioTech ที่ต้องการหัวเชื้อจุลินทรีย์คุณภาพสูงนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์

2.ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา (Metrology and Testing Centre : MTC) ซึ่งเป็นหัวใจหลักด้านการวิเคราะห์และทดสอบเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียน หรือยื่นขอมาตรฐานต่างๆ ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ  ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์   ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา

3.ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (MPAD) เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพสาย DeepTech, วัสดุศาสตร์ หรือยานยนต์ ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณสมบัติวัสดุและวิเคราะห์ความเสียหาย   ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสมรรถนะและความปลอดภัย ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ สำหรับสตาร์ทอัพผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือพลาสติกชีวภาพ เพื่อทดสอบว่าย่อยสลายได้จริงตามมาตรฐานสากลหรือไม่

4.ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (Thai Packaging Centre : TPC)  สำหรับสตาร์ทอัพสาย Logistic, E-commerce หรือ FoodTech ที่ต้องการพัฒนาและทดสอบบรรจุภัณฑ์มาตรฐานสากล ประกอบด้วย  ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์  บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร และเพิ่มมูลค่าสินค้าห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์  บริการทดสอบความแข็งแรงของกล่องบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มพลาสติก ถุงใส่อาหาร รวมถึงการทดสอบจำลองการขนส่งตามมาตรฐานสากล ป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างส่งออก

5.ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (RTTC) สำหรับสตาร์ทอัพกลุ่ม HardTech, Heavy Industry หรือกลุ่มระบบขนส่ง ให้บริการทดสอบเกี่ยวกับชิ้นส่วนระบบราง รถไฟ รถไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่ง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทดสอบวิเคราะห์ด้านระบบราง สนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนในประเทศทดแทนการนำเข้าสนับสนุนการผลิตบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านระบบราง ตลอดจนวิจัยพัฒนาแก้โจทย์ปัญหาด้านระบบรางของประเทศสู่การสร้างความยั่งยืนในการขนส่งระบบราง ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา 2.การพัฒนามาตรฐานระบบราง 3.การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง 4.การทดสอบและการทดลอง และ 5.การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

นอกจากระบบนิเวศนวัตกรรมดังกล่าวแล้ว วว. ยังมีช่องทางการเข้าใช้งานบริการ วทน. สำหรับสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบัน วว. มีระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” (e-Services) https://tistrservices.tistr.or.th/ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริการ ส่งตัวอย่างวิเคราะห์ ติดตามสถานะตรวจแล็บ และชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการต่างๆ ของ วว. พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก ไม่ใช่เพราะไม่มีความฝัน แต่อาจเพราะยังไม่เคยได้ลองเรียนรู้มากพอ โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน และอาชีพจำนวนมากในอนาคตอาจยังไม่มีชื่อเรียกในวันนี้ จาก Issue เหล่านี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงเตรียมเปลี่ยน “KMITL EXPO 2026” หรืองานลาดกระบังนิทรรศน์ 69 ให้เป็นสนามลองของขนาดใหญ่ ชวนเยาวชนเริ่มค้นหาตัวเองจากการสำรวจนวัตกรรมจริง ทดลองสกิล ผ่านกิจกรรมและเวิร์กช็อป ก่อนเชื่อมสิ่งที่สนใจไปสู่คณะ สาขาวิชา และอาชีพที่อาจไม่เคยนึกถึง เพราะบางครั้งคำตอบของอนาคตอาจไม่ได้เริ่มจากการเลือกคณะ แต่เริ่มจากการเจอบางอย่างแล้วรู้สึกว่า “อยากลองทำสิ่งนี้”

แบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ บ้านแมวที่ช่วยจัดการอาหาร น้ำ และอุณหภูมิได้จากระยะไกล เห็ดออรินจิที่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแฮม หรือผลิตภัณฑ์รูปร่างเหมือนข้าวซึ่งคิดขึ้นใหม่เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพ ทั้งหมดไม่ใช่เพียงไอเดียจากโลกอนาคต แต่เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่พัฒนาขึ้นจริงโดยนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เล่าว่า ภายในงาน KMITL EXPO 2026 ผู้เข้าชมจะได้เดินสำรวจนวัตกรรม จาก 9 Innovation Pavilions ครบทุกเทรนด์นวัตกรรมยุคใหม่ทั้ง 1.NextGen Food Pavilion 2.Smart Living Pavilion 3.Health & Wellness Pavilion 4.Knowledge Pavilion 5.AgriTech Pavilion 6.AI-IoT Pavilion 7.Space Pavilion 8.EnergyTech Pavilion และ 9.Quantum & Nanotech Pavilion ที่เต็มไปด้วยไอเดียเหนือความคาดหมาย หลายผลงานอาจทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอนาคต แต่เบื้องหลังทุกชิ้นล้วนเกิดจากองค์ความรู้ การเรียนการสอน และงานวิจัยที่นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของ สจล. ร่วมกันพัฒนาจนกลายเป็นนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงแล้ว งาน KMITL EXPO ในปีนี้ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนอันดับต้นๆ ของประเทศไทย อาทิ ธนาคารกรุงไทย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 – KMITL EXPO 2026” และนำผลงานนวัตกรรมมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย

เคยจินตนาการไหมว่า…หากวันหนึ่งมนุษย์ต้องไปใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ เราจะอยู่อาศัยกันอย่างไร? รูปแบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ หรือ Lunar Based Station จะพาผู้เข้าชมร่วมสำรวจแนวคิดของสถานีวิจัยสำหรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการปฏิบัติภารกิจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอวกาศในอนาคต เป็นผลงานความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยที่ สจล. และสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology : HIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอวกาศและเทคโนโลยีการสำรวจดวงจันทร์ ร่วมกันออกแบบและนำเสนอผลงาน “Lunar Based Station” ซึ่งความพิเศษของผลงานชิ้นนี้คือการนำ “ลายประจำยาม” ศิลปกรรมไทยที่สื่อถึงความมั่นคง ความสมดุล และการคุ้มครอง มาประยุกต์เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างสถานีให้แข็งแรงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงของดวงจันทร์ พร้อมจำลองระบบสำคัญ ทั้งวัสดุป้องกันรังสีอวกาศ ระบบผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ พื้นที่อยู่อาศัย และห้องปฏิบัติการวิจัย เพื่อถ่ายทอดภาพการใช้ชีวิตของมนุษย์นอกโลกให้จับต้องได้มากยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีอวกาศ และศิลปวัฒนธรรมไทย สามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นนวัตกรรมที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต

ทาสแมวก็มีเรื่องให้ว้าวไม่แพ้กันกับบ้านแมวอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยี IoT และการประมวลผลภาพมาช่วยยกระดับการดูแลสัตว์เลี้ยง เจ้าของสามารถตรวจสอบความเป็นอยู่ของน้องแมวผ่านแอปพลิเคชัน สั่งให้อาหาร เติมน้ำ เปลี่ยนทราย ควบคุมอุณหภูมิ และติดตามพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงได้จากระยะไกล ระบบยังสามารถแยกแยะระหว่างแมวกับคน ช่วยให้การดูแลสัตว์เลี้ยงสะดวก ปลอดภัย และสะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งคนและสัตว์เลี้ยงได้จริง

อีกหนึ่งผลงานที่ชวนหยุดดูคือ Lucky Lakshmi เครื่องทำนายโชคชะตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความเจริญรุ่งเรือง และปรากฏการณ์ I Told พระแม่” ที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ นำความเชื่อที่หลายคนคุ้นเคยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมอินเทอร์แอกทีฟที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมสนุกกับการทำนายโชคชะตาในรูปแบบใหม่ พร้อมสะท้อนว่า ความเชื่อ ศิลปะ การออกแบบ เทคโนโลยี และการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ สามารถหลอมรวมกันจนเกิดเป็นผลงานที่ทั้งสร้างสรรค์และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้คนในยุคดิจิทัล

ส่วนสายเฮลท์ตี้และคนรักอาหารแห่งอนาคต ต้องไม่พลาด Plant-based Ham” ต้นแบบผลิตภัณฑ์แฮมจากพืช ที่ใช้เห็ดออรินจิเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์ พัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ทั้งรสชาติและสัมผัสการรับประทานที่น่าพึงพอใจ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารสามารถต่อยอดวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโตทั่วโลก

ใครจะคิดว่าของใกล้ตัวอย่าง “ข้าว” อาหารหลักของคนไทย จะสามารถถูกคิดใหม่จนกลายเป็น ผลิตภัณฑ์เลียนแบบข้าวเพื่อสุขภาพที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งพัฒนาจากพืชท้องถิ่นและวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยคุณสมบัติที่มีใยอาหารสูงและช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย นอกจากตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแล้ว ยังสะท้อนศักยภาพของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่นและผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพไปพร้อมกัน

จากเรื่องใกล้ตัวในบ้าน ลองออกเดินทางสู่การท่องเที่ยวในมิติใหม่ผ่าน C(4)ulture Adventure Board Game บอร์ดเกมที่เปลี่ยนเมืองรองของไทยให้กลายเป็นสนามผจญภัยบนโต๊ะเกม ผู้เล่นจะได้เรียนรู้เรื่องราว วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคไปพร้อมกับความสนุกของการเล่นเกม แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินทาง แต่ยังสามารถต่อยอดผ่านการออกแบบเกม การเล่าเรื่อง และความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รอให้ทุกคนมาค้นพบใน 9 Pavilions เพราะเบื้องหลังผลงานแต่ละชิ้น ไม่ได้มีเพียงไอเดียที่แปลกใหม่ แต่ยังซ่อนศาสตร์ ความรู้ และเส้นทางการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไว้ให้ค้นหา บางที…นวัตกรรมเพียงชิ้นเดียว อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ค้นพบทั้งคณะที่ใช่และอาชีพที่ชอบในอนาคตก็เป็นได้

สิ่งที่น่าสนใจของ KMITL EXPO ไม่ได้อยู่ที่การได้เห็น “ของแปลก” หรือสิ่งประดิษฐ์สุดครีเอทีฟเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้ค้นพบว่า เบื้องหลังของนวัตกรรมแต่ละชิ้นซ่อนศาสตร์และเส้นทางอาชีพไว้มากกว่าที่คิด อย่างแบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ ที่พาไปเปิดโลกของเทคโนโลยีอวกาศ กลับเชื่อมโยงไปสู่อาชีพวิศวกรรมอวกาศและเทคโนโลยีการสำรวจดวงจันทร์ วิศวกรโครงสร้าง อุตสาหกรรมการบิน และสถาปนิก บ้านแมวอัจฉริยะ ที่ดูเป็นไอเดียแปลกแต่น่ารัก เชื่อมโยงไปถึงอาชีพวิศวกรระบบอัตโนมัติ วิศวกรเซนเซอร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูลอาหารแห่งอนาคต เปิดประตูสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์การอาหาร นักเทคโนโลยีชีวภาพ และนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ส่วนบอร์ดเกม เกี่ยวข้องกับอาชีพนักออกแบบเกม นักออกแบบกราฟิก นักการตลาด และคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโต และเมื่อเดินดูครบทั้งงาน หลายคนอาจค้นพบว่า แค่ความสนใจในของแปลกชิ้นเดียว ก็สามารถต่อยอดไปสู่เส้นทางอาชีพได้หลากหลายกว่าที่เคยคิด

เมื่อเริ่มมองเห็นว่าตัวเองสนใจอะไร ผู้เข้าชมสามารถเดินต่อไปยัง Open House ของทุกคณะและวิทยาลัยภายในงาน เพื่อพูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่ สำรวจหลักสูตร ทดลองทำกิจกรรม เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ และสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้จริง พร้อมค้นหาว่า ความสนใจที่เพิ่งค้นพบนั้นสามารถต่อยอดไปสู่ศาสตร์ สาขาวิชา และเส้นทางอาชีพในอนาคตได้อย่างไร

เพราะ KMITL EXPO 2026 ไม่ใช่เพียงงานจัดแสดงนวัตกรรม แต่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลองคิด ลองถาม ลองลงมือทำ และค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์จริง ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต ร่วมออกเดินทางเพื่อค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆของตัวเอง พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกแห่งนวัตกรรมที่จับต้องได้ ในงาน KMITL EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือจองสิทธิ์กิจกรรม Workshop จากทุกคณะ ทุกวิทยาลัย ได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด ‘Universal Design’ ปิดช่องว่างจาก ‘สิทธิในกฎหมาย’..สู่สิทธิที่ใช้ได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด ‘Universal Design’ ปิดช่องว่างจาก ‘สิทธิในกฎหมาย’..สู่สิทธิที่ใช้ได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด ‘Universal Design’ ปิดช่องว่างจาก ‘สิทธิในกฎหมาย’..สู่สิทธิที่ใช้ได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับมูลนิธิคนพิการไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เปิดงาน “มหกรรม UD (Universal Design) เพื่อคนพิการและทุกคนอยู่ดี” ภายใต้แนวคิด “From Law to Life: Design for All, Better Living for Everyone” เพื่อเป็นเวทีระดับชาติที่เชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย องค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และเสียงสะท้อนของผู้ใช้งานจริง สู่การขับเคลื่อนการออกแบบ Universal Design ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ฮอลล์ 9–10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. กล่าวว่า การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ควบคู่กับจำนวนประชากรที่อยู่ในกลุ่มคนพิการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ภาครัฐต้องเร่งปรับบทบาทจากการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาไปสู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมและระบบบริการให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญรองรับทั้ง พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การนำกฎหมายและมาตรฐานไปสู่การพัฒนาพื้นที่สาธารณะ อาคารและที่อยู่อาศัย การเดินทาง ตลอดจนการใช้บริการที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องเร่งลดช่องว่างระหว่างมาตรฐานที่กำหนดไว้กับประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจริง เพื่อให้สิทธิในการเข้าถึงไม่หยุดอยู่เพียงบนข้อกฎหมาย แต่เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่และทุกมิติของการดำเนินชีวิต

“พม.คาดหวังให้ ‘มหกรรม UD (Universal Design) เพื่อคนพิการและทุกคนอยู่ดี’ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและวิธีคิดของสังคมไทย จากการแก้ไขภายหลังไปสู่การออกแบบให้พร้อมตั้งแต่ต้น โดยมองการเข้าถึงอย่างเชื่อมโยงตั้งแต่ ‘บ้าน–การเดินทาง–ปลายทาง’ รวมถึงสถานศึกษา สถานที่ทำงาน โรงพยาบาล พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ และบริการดิจิทัล พร้อมผนึกกำลังภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรคนพิการ และประชาชน เพื่อพัฒนามาตรฐาน ส่งเสริมการตรวจประเมิน สนับสนุนการปรับปรุงพื้นที่เดิม และทำให้เสียงของผู้ใช้งานจริง เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ Universal Design เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน” นายนิกร กล่าวและว่า

โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ นิทรรศการ FROM LAW TO LIFE พื้นที่จัดแสดงเส้นทางการพัฒนาจากกฎหมาย มาตรฐาน และนโยบาย สู่การประยุกต์ใช้จริง เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงของทุกคนอย่างเท่าเทียม , Policy Forum & Public Dialogue เวทีร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อน UD จากหลากองค์กรชั้นนำ , UD Clinic คลินิกให้คำปรึกษาแก่เจ้าของอาคาร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ทั้งการออกแบบอาคารใหม่และการปรับปรุงอาคารเก่าให้เข้าถึงได้ตามหลัก UD , Empathy Zone พื้นที่จำลองประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนพิการ ครอบคลุมการเคลื่อนไหว การมองเห็น การสื่อสาร และการใช้มือ เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบเพื่อทุกคน , Public Voice Zone พื้นที่รับฟังเสียงจากประชาชนและผู้ใช้งานจริง เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายและมาตรฐานต่อไป , Partner Network Pavilion พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและต้นแบบ UD จากหน่วยงานและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ , Future Generation Programs เครือข่ายนักออกแบบและผู้ขับเคลื่อนรุ่นใหม่ด้าน UD ของประเทศ และ UD Hero & Inclusive Organization Awards กิจกรรมเชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบในด้าน UD

ด้าน ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อว. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ ทั้งจากประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10 ล้านคน คนพิการที่มีบัตรประจำตัวจำนวนกว่า 2.25 ล้านคน สถิติดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต กำลังแรงงาน ระบบสาธารณสุข การศึกษา การเดินทาง การใช้บริการของรัฐ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังทำให้ Universal Design กลายเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยรองรับความหลากหลายและความแตกต่าง เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ และสามารถเข้าสิ่งต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม

“สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน Universal Design เพราะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ นักวิจัย นักออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำมาแก้โจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมอีกเป็นจำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่ยังรอการผลักดันออกจากห้องเรียนและห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่สาธารณะ ระบบบริการ และชีวิตประจำวันของประชาชน กระทรวง อว. จึงพร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเท่าเทียม ผ่านการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมพัฒนา ทดสอบ และต่อยอดผลงานเหล่านี้ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหนึ่งในสถาบันต้นแบบที่ศึกษาและประยุกต์ใช้แนวคิด UD มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Universal Design ของภูมิภาคในอนาคต”

น.ส.สนธยา บุณยภูษิต อธิบดี พก. กล่าวทิ้งท้ายว่า หัวใจของ Universal Design คือแนวคิด “คนพิการใช้ได้ คนทุกกลุ่มก็ใช้ได้” เพราะความพิการไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากอุปสรรคด้านสภาพแวดล้อม ระบบบริการ ข้อมูล และการสื่อสาร เมื่อสังคมได้รับการออกแบบให้เข้าถึงได้ อุปสรรคเหล่านี้จะลดลง และประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระ มีศักดิ์ศรี และมีส่วนร่วมในสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ความโดดเด่นของมหกรรมครั้งนี้จึงอยู่ที่การผนึกกำลังของภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน องค์กรคนพิการ นักออกแบบ คนรุ่นใหม่ และประชาชน มาเชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย งานวิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมตั้งแต่การสะท้อนปัญหา ร่วมคิด ออกแบบ ทดลองใช้ ไปจนถึงแนวทางที่นำไปใช้ได้จริง พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรฐาน และบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การออกแบบ Universal Design ไม่หยุดอยู่เพียงแนวคิด แต่เกิดขึ้นจริงได้ในทุกบริบทของชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่ช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงาน รองรับเศรษฐกิจคนพิการ-สูงวัย พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง การคมนาคม การท่องเที่ยว การค้าปลีก สุขภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การออกแบบอาหารที่อุดมด้วยพืช เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน” หรือ “Plant-Rich Diet” รองรับกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมผสาน AI ออกแบบเมนูอาหารเฉพาะบุคคล มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านอาหารสุขภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ฐิตา ฟูเผ่า ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนาการและการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย โรงเรียนการเรือน ม.สวนดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ส่งผลให้แนวคิด “Plant-Rich Diet” ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Plant-Rich Diet ไม่ได้หมายถึงการงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่คือการเพิ่มสัดส่วนพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว เห็ด สาหร่าย และวัตถุดิบทางเลือกจากพืช ขณะเดียวกันยังสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการ

ภายหลังเปิดรับสมัคร พบว่ามีผู้สนใจสมัครเรียนจำนวนมาก โดยผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปปรับเปลี่ยนเมนู เพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ด้าน น.ส.นรีนุช สมศรี ผู้ประกอบการร้านอาหารสุขภาพ “กิน ณ ดี” ย่านสีลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนเข้าใจว่าต้องกินผัก 100% แต่พอมาเรียนแล้วเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แค่เพิ่มพืชให้มากขึ้นและจัดสัดส่วนอาหารให้สมดุลก็เพียงพอ จากที่ในหนึ่งกล่องอาหารของร้าน เนื้อสัตว์จะอยู่ประมาณ 70% ข้าว 20% และผักเพียง 10% แต่หลังเรียนจบตั้งใจจะเพิ่มเมนูที่มีผักเป็น 50-60% และลดเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารที่สมดุลมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ช่วยให้เข้าใจเรื่องโภชนาการและการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเมนูอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงยังสามารถนำมาช่วยปรับพฤติกรรมการกินของตนเองได้อีกด้วย

“ตั้งใจว่าจะนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารภายในร้าน โดยเรียนรู้เทคนิคการปรุงผักให้ลดกลิ่นเขียวหรือรสชาติที่ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหันมารับประทานผักได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนักออกกำลังกายต้องการโปรตีนเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วหากจัดสมดุลอาหารให้เหมาะสม ทั้งโปรตีนและผัก ก็จะช่วยเรื่องสุขภาพได้ดีกว่า” น.ส.นรีนุช กล่าว

ด้าน น.ส.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. กล่าวว่า จากที่ สอวช. ได้ขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับอาหารอนาคต รวมถึงโปรตีนทางเลือกมาระยะหนึ่งพบว่า ถ้าส่งเสริมเฉพาะด้านอุปทาน ซึ่งเป็นด้านวิจัยอย่างเดียว จะทำให้นวัตกรรมไม่แพร่กระจายไปสู่วงกว้าง และไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จริง จึงจำเป็นต้องหันมามองด้านอุปสงค์ที่เป็นความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งโครงการที่ สอวช. ได้ทดลองนำร่องคือ การจัดสัดส่วนอาหาร Plant-Based ในทุกการประชุมของหน่วยงานให้ได้ 30% ผลตอบรับกลับมามีทั้งส่วนที่ดี และส่วนที่ต้องไปปรับปรุง ทั้งในข้อกังวลเรื่อง UPF หรือ Ultra-Processed Food เกี่ยวกับสารอาหารหรือการแปรรูปมากเกินไป หรือบางกลุ่มที่มองว่ารสชาติอาหารยังไม่ถูกปาก จึงเป็นการตอกย้ำความสำคัญในการทำให้นวัตกรรมหรือแนวคิดเรื่องโปรตีนทางเลือกสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้จริง

“ได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ มีแนวคิดสำคัญคือประกอบอาหารที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ต้องดีต่อสุขภาพและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมในหลักสูตร ประกอบด้วย เชฟ อินฟลูเอนเซอร์เชฟ ร้านอาหาร ธุรกิจบริการจัดเลี้ยงอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการที่สามารถนำเมนูเหล่านี้ไปอยู่ในร้าน เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้ รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะนำเอาแนวคิดนี้ไปสอนต่อให้กับนักศึกษา การออกแบบหลักสูตร จึงเรียกว่าเป็นรูปแบบการ Train the Trainer เพื่อให้เกิดการขยายผลและมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวและว่า การขับเคลื่อนนโยบายของ สอวช. จะมองในมิติของระบบนิเวศทั้งระบบ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาคนและพัฒนาหลักสูตร ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเข้าใจแนวคิดใหม่ๆด้านอาหารแห่งอนาคตและ Plant-Rich Diet ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ยิ่งหากมีเครือข่าย มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีคนที่เข้าใจแนวคิดนี้เพิ่มมากขึ้น ก็จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเดินหน้าได้มากขึ้น ทำให้หลักสูตรและโครงการต่างๆขยายผลได้ไกลขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่กิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆในอนาคตได้

น.ส.สิรินยา กล่าวต่อไปว่า สอวช. เตรียมต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่การผลักดันเป้าหมาย “Plant-Rich 30%” โดยผลักดันให้เกิดเครือข่ายที่เราเรียกว่า “Plant 30% Leaders Club” ที่มีข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ของมื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เช่น ในทุกการจัดเลี้ยงในหน่วยงาน ถ้ามีอาหาร 10 รายการ อย่างน้อย 3 รายการ เป็นอาหารจากพืช หรือถ้าจัดประชุม 10 วัน มีอย่างน้อย 3 วัน เป็นเมนูอาหารจากพืช หากเป็นร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านสะดวกซื้อทั่วไป อาจใช้วิธีปรับสัดส่วนสินค้า หรือเมนูที่เป็นอาหารจากพืช ที่นำเสนอแก่ผู้บริโภค เช่น ในสินค้าโปรตีนที่ขายทั้งหมด 100 SKU มี 30 SKU เป็นสินค้าโปรตีนจากพืช หรือเมนูอาหารที่ขายออนไลน์ 10 รายการ มี 3 รายการ เป็นเมนูจากพืช เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรข้างต้นนี้ นอกจากการให้ความรู้ ความเข้าใจแล้วยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างเครือข่ายร้านอาหาร ผู้ประกอบการ และเชฟที่เข้าใจเรื่องโภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ โดยหวังให้เกิดการพัฒนาเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระบบร้านอาหารไทยมากขึ้น

“ในระยะต่อไป เราอยากเห็นเครือข่ายร้านอาหารที่ร่วมกันขับเคลื่อน “Plant-Rich Diet 30%” ไปกับเราเพิ่มมากขึ้น และร้านที่เข้าร่วมควรได้รับการยกย่องหรือรับรองในบางรูปแบบ เช่น ตราสัญลักษณ์รับรอง หรือใบประกาศนียบัตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่า ร้านนี้ไม่เพียงแค่อาหารอร่อย แต่ยังใส่ใจสุขภาพและโภชนาการของผู้บริโภคด้วย” น.ส.สิรินยา กล่าว

นอกจากนี้ สอวช. ยังมีแนวคิดในการพัฒนาเมนูใหม่ๆร่วมกับเชฟและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหาร Plant-Rich Diet ให้เข้าถึงง่ายและได้รับการยอมรับมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคให้เห็นว่า Plant-Rich Diet ไม่ได้แปลว่าไม่อร่อย แต่สามารถเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อโลก และยังมีรสชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้     

“อยากเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Plant 30% Leaders Club” เพื่อร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อการสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร และเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ๆ และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะทุกการเลือกบริโภคของเรา ส่งผลทั้งต่อสุขภาพของตัวเองและต่อโลกในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค - ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

อาจารย์เทคนิคการแพทย์ จุฬาฯ พัฒนา Metaverse Lab-XR นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน ช่วยนิสิตฝึกฝนทักษะด้านปฏิบัติการในห้องแล็บ และพัฒนาซอฟต์สกิลเพื่อการทำงานจริงในโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมนิสิตสำหรับการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในอนาคต

สำหรับนิสิตเทคนิคการแพทย์ ทักษะการทำงานในห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ทักษะจะเกิดขึ้นและพัฒนาจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญได้นั้นต้องอาศัยชั่วโมงบินในการฝึกฝน  ซึ่งเรื่องนี้ “เคย” เป็นอุปสรรคสำหรับนิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชั้นเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก (Clinical Micrology)

“ในการเรียนวิชานี้ นิสิตจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน จากนั้นจะต้องฝึกภาคปฏิบัติในห้องแล็บจำลองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งทางภาควิชาจะเตรียมห้องแล็บให้พร้อมสำหรับนิสิตราว 100 คน แต่นิสิตเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้เร็ว ในขณะที่นิสิตบางคนเพิ่งเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมในห้องแล็บ ยังไม่ทันจะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนั้นๆเวลาก็หมดแล้ว และต้องผ่านไปเรียนหัวข้อใหม่” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร วรศิลป์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้น Metaverse Lab-XR นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเทคนิคการแพทย์ ที่เพิ่งได้รับรางวัล Excellent Innovation ผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษาดีเด่น จากกระทรวง อว. เมื่อเดือนกันยายน 2568

เราอยากเห็นนิสิตทุกคนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันก่อนที่จะไปต่อในบทเรียนถัดไป” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวถึงความตั้งใจในการออกแบบนวัตกรรม ใน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้เรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติการทางแล็บผ่านโลกเสมือนจริง ในสภาพแวดล้อมของห้องแล็บในโรงพยาบาล” ที่ซึ่งนิสิตจะต้องไปทำงานภายหลังจากการสำเร็จการศึกษา ในโลกเสมือนจริงนี้ นิสิตจะได้ฝึกการทำงานเป็นทีมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ การบริหารจัดการในห้องแล็บ การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ และฝึกฝนทุกทักษะสำคัญที่นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมี” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า ห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เปิดใช้จริงตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ให้นิสิตเข้าไปทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทฤษฎี และฝึกฝนทักษะทางแล็บเพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อได้ตามที่ต้องการ

นิสิตสามารถฝึกปฏิบัติการทางแล็บในโลกเสมือนจริงโดยอิสระด้วยตัวเอง ถ้าคนไหนรู้สึกว่าตนเองยังปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ไม่น่าพอใจก็เข้าไปฝึกได้อีกเท่าที่ต้องการ และในตอนท้ายของการฝึกแต่ละบทเรียน ก็จะมีการประเมินว่านิสิตปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ถึงเป้าหมายแล้วหรือไม่

การฝึกแบบนี้จะ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นิสิตทุกคนจะมีระดับการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกันและสามารถไปต่อบทเรียนถัดไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนความพร้อมให้นิสิตสำหรับการปฏิบัติการในห้องแล็บจำลอง

วิชา Clinical Microbiology เป็นวิชาปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งนิสิตจะต้องฝึกวินิจฉัยโรคติดเชื้อจากตัวอย่างผู้ป่วยจริง การจัดแล็บจำลองให้กับนิสิตต้องใช้เวลา บุคลากร และการเตรียมสิ่งส่งตรวจ เราต้องเตรียมเชื้อจุลชีพสายพันธุ์ต่างๆมาให้นิสิตได้เรียน ซึ่งใช้เชื้อจุลชีพจำนวนมากประมาณหนึ่ง แต่บางครั้งเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากขยะติดเชื้อนั้นอย่างคุ้มค่าเนื่องจากนิสิตยังมีทักษะและประสบการณ์การลงมือปฏิบัติที่ไม่มากพอ

การเรียนรู้ผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้ฝึกทำความคุ้นเคยกับการทำแล็บในโลกเสมือนจริง เมื่อมีความคล่องแคล่วและคุ้นเคยแล้ว การไปฝึกฝนจริงในห้องแล็บจำลองก็จะได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากตัวอย่างทางชีวภาพติดเชื้อมากกว่า และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อด้วย ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ในบรรดาโรคติดเชื้อต่างๆ ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เลือกนำร่องการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ด้วยการจัดแล็บเพื่อวินิจฉัย โรคติดเชื้อรา

เชื้อราที่นำมาใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนในห้องแล็บจำลอง เช่น ชิ้นเนื้อ เส้นผม ผิวหนัง น้ำตา น้ำไขสันหลัง เลือด ซึ่งจัดว่าเป็น Bio Hazard ทั้งสิ้น เชื้อราสามารถติดทางลมหายใจได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อนิสิต เราจึงให้นิสิตเรียนใน Metaverse Lab-XR เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างทักษะความชำนาญการก่อนเข้าห้องแล็บจำลอง

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร อธิบายการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ว่า นิสิตจะเหมือนกำลังปฏิบัติการอยู่ในแล็บของโรงพยาบาล ต้องตรวจเชื้อรากลุ่มต่างๆ และมีสถานการณ์จำลองให้นิสิตแก้ปัญหา เช่น การเรียกชื่อคนไข้ผิด ตัวอย่างที่ส่งมาไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถามถึง การตรวจเชื้อราไม่พบทั้งที่คนไข้มีอาการของโรคติดเชื้อราชัดเจน เป็นต้น

เมื่อนิสิตเรียนเสร็จ ก็จะเข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ เราจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเรียกว่า Facilitator มาสรุปให้นิสิตฟังว่า ในสถานการณ์นั้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น การเรียกชื่อคนไข้ไม่ตรงกับตัวอย่างตรวจ ตัวอย่างที่ตรวจไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถาม หรือการไม่พบเชื้อราทั้งที่คนไข้มีอาการและประวัติที่บ่งชี้ถึงโรคติดเชื้อราชัดเจน” ทั้งนี้ในอนาคตจะพัฒนาสถานการณ์จำลองโรคติดเชื้อทางแบคทีเรีย ลมหายใจ ไวรัส รวมทั้งพัฒนาความยากของแต่ละสถานการณ์ โดยเน้นผู้ป่วยที่มีโรคเบื้องหลังและมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวต่อไปว่า นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมีทักษะที่เป็น non-technical skills ด้วย ในการเรียนผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจึงจะได้ฝึกทักษะด้านที่เป็นซอฟต์สกิลไปด้วย

นักเทคนิคการแพทย์ต้องมีทักษะการสื่อสารอย่างไร้รอยต่อ และมีทักษะการทำงานสอดประสานกับสหวิชาชีพ – จะสื่อสารอย่างไรกับหมอ พยาบาล เพื่อให้คนไข้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ก็ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเรื่อง Critical Management ไม่ใช่ First Come, First Serve (มาก่อนได้ก่อน) ต้องมีทักษะประเมินว่าคนไข้คนนี้อยู่ในขั้นอันตรายแล้ว ผลต้องออกมาก่อนคนไข้ทั่วไป ต้องมีต่อม เอ๊ะ!” ว่าคนนี้มีอาการเหมือนเป็นโรคติดเชื้อ แต่ทำไมผลออกมาไม่พบเชื้อรา มีอะไรที่ผิดพลาดไป นิสิตต้องสืบสวนกลับมาให้ได้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เล่าตัวอย่างการเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนว่า เริ่มจากทักษะ Pre Analytical ก่อนรับ Specimen (สิ่งส่งตรวจ) มาแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสอบชื่อคนไข้ จากนั้นจึง Analyze นิสิตต้องมีความรู้ว่าจะเลือกน้ำยาทดสอบกลุ่มไหน รวมถึงการอ่านประวัติคนไข้แล้วไปตรวจสอบว่าสิ่งตัวอย่างที่ได้รับมาสมเหตุสมผลกับอาการคนไข้หรือไม่ หรือตัวอย่างที่ส่งมาสมเหตุสมผลที่จะแก้โจทย์ที่หมอมีในใจว่าคนไข้ติดเชื้อราชนิดนี้หรือเปล่า ถ้าทำไปแล้วไม่สมเหตุสมผล นิสิตจะต้องมีทักษะในการสื่อสารกลับไปยังแพทย์แล้วว่าคิดอย่างไร

การที่เราดึงดันทำ แล้วไม่สมเหตุสมผล ผลเสียเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย งานในห้องแล็บเราก็เยอะขึ้น คนไข้อื่นก็ไม่ได้ตรวจ หมอก็ไม่ได้รับคำตอบที่กำลังสงสัย และที่แย่ไปกว่านั้น คนไข้ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แล้วยังรอผลที่ล่าช้าอีก ทั้งที่ควรได้รับการรักษาเร็วกว่านี้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า จากการสังเกตและการทำวิจัย พบว่า Metaverse Lab-XR ช่วยให้การเรียนของนิสิตดีขึ้นราว 20% เหนือกว่าความสนุกเราได้พบข้อดีของการเรียนรู้ในโลกเสมือนที่คาดไม่ถึง นิสิตบอกว่าเขารู้สึกปลอดภัยด้านจิตใจ เวลาที่ทำแล็บแล้วมีอาจารย์อยู่กับเขา ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเขารู้สึกอายเพื่อน อายอาจารย์ แต่เขาอยากเก่ง การที่ได้ฝึกฝนทักษะในแล็บเสมือนที่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งเขาเก่ง พอกลับมาทำงานในแล็บจำลอง เขาทำได้ดีขึ้นและมีความภูมิใจในการนำเสนอ

นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ แต่วันข้างหน้าหวังอยากเห็นแล็บเสมือนเช่นนี้แพร่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยและแล็บเทคนิคการแพทย์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“อยากให้นวัตกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของห้องแล็บ เราคิดค้นนวัตกรรมให้นิสิตจุฬาฯ ได้ใช้ก่อน ในอนาคต อยากจะใช้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย และอยากให้แล็บเทคนิคการแพทย์ได้ใช้ทั่วประเทศ เทคนิคการแพทย์มีหลายทักษะมาก มีหลายสาขาเฉพาะทาง ถ้าทุกคนช่วยกันสร้างห้องแล็บเสมือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการเทคนิคการแพทย์เร็วมาก”

“Metaverse Lab-XR จะเสริมสร้างทั้ง Non-technical และ Technical Skills ของนักเทคนิคการแพทย์ และช่วยทลายกำแพงห้องแล็บที่กั้นระหว่างนักเทคนิคการแพทย์กับสหวิชาชีพเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันนี้ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ หลายคนได้รับทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจนสามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง และอีกหลายห้องเรียนที่กำลังขับเคลื่อนกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมร่วมกับชุมชน ภาพเหล่านี้อาจดูเป็นสิ่งเล็กๆ ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเด็กนักเรียน ครู และผู้คนในพื้นที่ห่างไกล นี่คือ “โอกาสทางการศึกษาครั้งสำคัญ” ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้เข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) โดยร่วมมือกับภาคีทั้งกระทรวงศึกษาธิการและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการบริจาค นั่นคือ “การลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล” โดยมีโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของประกันภัยไทยวิวัฒน์ทั้งสิ้น 5 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งร่วมดำเนินงานตามโมเดลการพัฒนาแนวใหม่ที่สามารถวัดผลได้และขยายผลได้จริง

โครงการฯ เลือกใช้แนวทาง Co-Creation ในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับครูและชุมชนในแต่ละโรงเรียน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับมูลนิธิยุวพัฒน์ ผ่านการใช้ 3 เครื่องมือหลักเพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริง” แบบครบวงจร ได้แก่ 1.การมอบทุนการศึกษาที่ “คิดเผื่อ” ค่าใช้จ่ายแฝง ให้ครอบคลุมทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์ต่างๆที่อาจกลายเป็นกำแพงผลักเด็กออกจากห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะทางบ้าน , 2.โปรแกรม Winner English เปิดประตูภาษาอังกฤษด้วยเอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น บริษัทฯ สนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง พร้อมระบบพี่เลี้ยงติดตามผล เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงโลกของภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อและเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต และ 3.โครงการโรงเรียนคุณธรรม มีการออกแบบแผนงานที่แตกต่างกันในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กและบริบทของชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริง ไม่ใช่แผนสำเร็จรูปแบบเดียวที่นำไปใช้กับทุกที่

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า ไทยวิวัฒน์ ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้บริจาค แต่ต้องการเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่ยั่งยืน และพร้อมเดินเคียงข้างไปกับครู โรงเรียน และชุมชนตลอดเส้นทางนี้ ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิยุวพัฒน์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา การออกแบบกระบวนการทำงาน และการติดตามผล เพราะเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว หากแต่เริ่มจากความเข้าใจในบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อการออกแบบแผนงานที่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของเด็กๆอย่างแท้จริง

น.ส.กนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา ตัวแทนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งต้องทำงานท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนการสอน ขณะที่ครูเองก็มีภาระล้นมือ โครงการ ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ จึงให้ความสำคัญกับการไม่เพิ่มภาระงานให้โรงเรียน แต่เข้าไปร่วมเสริมในจุดที่ยังมีข้อจำกัดบนแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ มูลนิธิยุวพัฒน์เชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูและโรงเรียนสามารถสานต่อได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ถูกกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไว้ 5 ปี และวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ก็ได้เริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยตัวแทนครูจากทั้ง 5 โรงเรียนในโครงการได้มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ความสำเร็จ และประสบการณ์การพัฒนาโรงเรียนที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 3 ปี เริ่มจาก 1.โรงเรียนบ้านราชกรูด จ.ระนอง

“เรียนรู้คู่วิถีชุมชน ปั้นทักษะอาชีพด้วยปราชญ์ชาวบ้าน รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “ความสำเร็จของเราคือการ “ทลายกำแพงห้องเรียน” โดยดึงผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชน เข้ามาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะอาชีพจากพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น เช่น การนำต้นหมากมาทำกาบหมาก หรือทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สร้างทั้งรายได้ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นไปพร้อมกัน

2.โรงเรียนหานโพธิ์พิทยาคม จ.พัทลุง

“พลังสภานักเรียน เด็กคิด ครูแนะนำ สู่ความสำเร็จเรียนจบ 100%” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “การทำงานของเราใช้การสร้าง “พื้นที่จำลองสังคม” ให้เด็กฝึกฝนความเป็นผู้นำผ่านกลไกสภานักเรียนและกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานปัจฉิมนิเทศ โดยครูปรับบทบาทจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” ปล่อยให้เด็กคิด วางแผน ลงมือทำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผสานเข้ากับการดูแลนักเรียนทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยอุดรอยรั่ว จึงทำให้นักเรียนทั้งหมดจบการศึกษาได้ 100% โดยไม่มีใครหลุดจากระบบกลางคัน

3.โรงเรียนศรีธรรมวิทยา จ.ยโสธร

“ครูนางฟ้ารักษาใจ สานพลังเครือข่าย สร้างโอกาสให้เด็กกลุ่มเปราะบาง” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ เนื่องจากเราเป็นโรงเรียนการกุศลที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวและมีฐานะยากจน เราจึงใช้เครื่องมือ “ครูนางฟ้า” ในการทำงานเชิงรุก  สร้างทักษะของครูประจำชั้นและครูแนะแนวในการสังเกต คัดกรอง ทำความเข้าใจเด็ก และค้นพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆได้มากมาย หลังจากนั้นจึงดึงพลังจากเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมไปถึงการมอบทุนการศึกษาและการใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางนี้ให้เกิดการพัฒนาและเยียวยาปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

4.โรงเรียนบ้านแก จ.พะเยา

“จิ๋วแต่แจ๋วด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉมโรงเรียนขนาดเล็ก สู่ความเป็นเลิศด้านภาษา” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ โรงเรียนขนาดเล็กของเรามีนักเรียนเพียง 72 คน และมีจำนวนครูน้อย แต่เราพลิกวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร ด้วยการใช้โปรแกรม “Winner English” เข้ามาอุดช่องโหว่นี้ พร้อมการจัดสรรเวลาเรียนอย่างเป็นระบบ และให้เด็กๆได้ลงมือใช้เครื่องมือด้วยตนเอง ความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยทำลายกำแพงความกลัวภาษาอังกฤษของเด็กชนบทได้อย่างมาก จนหลายคนสามารถสอบแข่งขัน หรือสอบเข้าเรียนต่อในห้องเรียนพิเศษและสายวิชาการได้สำเร็จ

5.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จ.สตูล

“กิจวัตรวิถี 24 ชั่วโมง บ่มเพาะคุณธรรมผ่านชีวิตหอพัก ผสานมนต์เสน่ห์ประเพณีท้องถิ่น” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ การเป็นโรงเรียนประจำคือการดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง โรงเรียนจึงนำโครงสร้าง “4+6 โมเดล” มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร “19 หอพัก 19 โครงงาน” และสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน พร้อมนำคุณธรรมไปจับคู่กับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรวมกลุ่มกันทำ “หมฺรับ” เพื่อร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบ ทำให้การเรียนรู้เรื่องคุณธรรม จิตอาสา และความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่การท่องจำตามตำรา แต่ผสานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานของเด็กๆ

เวิร์กชอปครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เวทีรายงานผล แต่ยังเป็น “ห้องเรียนของคุณครู” ที่หยิบยกบทเรียนจริงจากพื้นที่จริง มาต่อยอดและขยายผลร่วมกัน บางโรงเรียนเก่งเรื่องการสร้างความผูกพันกับผู้ปกครอง บางโรงเรียนมีโมเดลการสอนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ บางโรงเรียนเชื่อมงานคุณธรรมเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน และเมื่อความเก่งของแต่ละพื้นที่มาบรรจบกัน ดอกผลที่งอกเงยคือ “องค์ความรู้กลาง” ที่ทุกโรงเรียนสามารถนำกลับไปปรับใช้ได้ทันที และองค์ความรู้นี้จะกลายเป็นต้นแบบดีๆที่ขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

น.ส.นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว

“สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง” น.ส.นิรมล กล่าวและว่า

ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1.พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2.พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3.ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการ RILA กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2.การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3.กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4.การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ หรือ International Nuclear Science Olympiad (INSO) เป็นการแข่งขันทางวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เกิดจากการริเริ่มโดย ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อสร้างเวทีแข่งขัน International Nuclear Science Olympiad (INSO) ในการส่งเสริมความรู้ด้านนิวเคลียร์และรังสีในทางสันติให้แก่เยาวชน ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2567 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ครั้งที่สองที่ประเทศมาเลเซีย (พ.ศ. 2568)

สำหรับการแข่งขันในปี INSO 2026  สถาบันเทคโนโลยินิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. รับเป็นเจ้าภาพหลักฝ่ายประเทศไทย ในการดำเนินการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมนักเรียนผู้แทนประเทศไทย โดยมีผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 4 คน ได้แก่ นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัยโรงเรียนกำเนิดวิทย์ นายพีร กุหลาบทิพย์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ นายเศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยการแข่งขันปีนี้ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 2 – 9 สิงหาคม 2569 ณ เมืองเจดดาห์

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าร่วมโอลิมปิควิชาการมาหลายปีแล้ว  แต่เรื่องของวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพิ่งเริ่มต้นเมื่อสองปีที่ผ่านมา โดย สทน.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาฯ (สอวน.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ประเทศไทยได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ และได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน สำหรับการแข่งขันครั้งที่สองจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ตัวแทนประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงได้รับรางวัล 3 เหรียญเงิน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนว่าความรู้ความสามารถ และศักยภาพของเยาวชนไทยทางด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ว่าไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับการแข่งขันครั้งที่ 3 คาดหวังว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะทำให้เต็มความสามารถและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเหมือนที่ผ่านมา 

“วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ทั้งการแพทย์ พลังงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นศาสตร์ที่บูรณาการความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวและว่า การเข้าค่ายวิชาการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้แทนประเทศไทยจะได้เตรียมความพร้อมทางวิชาการอย่างเข้มข้น ฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทของการแข่งขันระดับนานาชาติ ขอให้นักเรียนทุกคนใช้ช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่ ตั้งใจเรียนรู้ ซักถาม และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด ความสำเร็จในวันนี้สะท้อนถึงความตั้งใจ ความพยายาม และศักยภาพของนักเรียนทุกคน รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัว คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

“การได้เป็นตัวแทนประเทศไม่ใช่เพียงเกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศไทย ขอให้ทุกคนรักษาความมุ่งมั่น มีวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ ความรู้ และมิตรภาพที่ได้รับจากเวทีนานาชาติ จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและติดตัวทุกคนต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าว

ด้าน นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่มาสอบคัดเลือกว่า “เพราะมีความสนใจทางด้านฟิสิกส์เป็นพิเศษ ก็เลยมาลองสอบนิวเคลียร์ดูครับเผื่อจะได้มาลองอะไรใหม่ๆ ด้วยความที่วิชานิวเคลียร์มันเป็นการต่อยอดพื้นฐานจากวิชาฟิสิกส์ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

นาย เศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตอนนี้จบ ม.6 แล้ว กำลังจะเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตอนที่เปิดรับสมัครเข้าโครงการ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างที่เรียน ม.6 กับช่วงมหาวิทยาลัยพอดี เลยมาลองสอบรายการนี้ดู แล้วก็ได้ผู้แทนประเทศ “นิวเคลียร์” เป็นศาสตร์ที่มีประโยชน์มาก ถ้าเราสามารถควบคุมมันได้ “ฉะนั้นแล้วผมก็หวังว่าในวันนึงประเทศไทย เราจะสามารถมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ เอามาใช้งานได้สักวันหนึ่ง”

นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า เรื่องของนิวเคลียร์ฟังชื่อดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าเบื่อ แต่จริงๆในระบบของเขา มีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่มาก การมาเข้าค่ายครั้งนี้จะทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติม ได้เปิดมุมมองใหม่ๆจากการไปดูงานในที่ต่างๆ ที่สำคัญคือการได้ทดสอบความรู้ตัวเอง

นายพีร กุหลาบทิพย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ มีความรู้เรื่องนิวเคลยีร์มาตั้งแต่สมัยเด็ก จากพวกระเบิดอะไรพวกนี้ แต่เรื่องโรงไฟฟ้ามารู้ช่วงเรียน ม.ต้น ปลายๆ และได้รับความรู้จากการไปทำข้อสอบระดับนานาชาติจึงได้ทราบถึงกระบวนการทำงาน มีระบบในการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง เครื่องมืในการตรวจจับรังสี จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพพืชบำบัดโลหะหนักด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 (Thailand Research Expo 2026) โดยเป็นผลงานวิจัยที่มุ่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำจากบ่อเหมืองร้าง ผ่านการพัฒนาระบบ บึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดจากการสำรวจคุณภาพน้ำในบ่อเหมืองร้าง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่หลงเหลืออยู่หลังการปิดกิจการเหมือง ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้นำน้ำจากบ่อดังกล่าวมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่งผลให้เกิดอาการแพ้และผื่นคันในบางราย จึงมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

ผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำในบ่อเหมืองมีค่าความเป็นกรดสูงและมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะ แมงกานีส” (Manganese: Mn) ซึ่งหากมีการสะสมในปริมาณสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในพื้นที่

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านพลังงานหรือการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์และติดตามการสะสมของโลหะหนักได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบบึงประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

หัวใจสำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนาระบบ บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำตามธรรมชาติที่ออกแบบขึ้นเพื่ออาศัยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับพืชน้ำในการดูดซับ กักเก็บ และลดปริมาณสารปนเปื้อนในน้ำ ก่อนปล่อยกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม โดยทีมวิจัยได้คัดเลือกพืชน้ำที่มีศักยภาพในการดูดซับโลหะหนักจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ บัวอเมซอน กก พุทธรักษา สาหร่ายหางกระรอก ผักตบชวา และจอกแหน เพื่อนำมาศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก

ดร.วลีพร​ พงค์เกื้อ​ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อศึกษาและติดตามพฤติกรรมของโลหะหนักภายในระบบบึงประดิษฐ์ได้อย่างละเอียด โดยใช้เทคนิค Neutron Activation Analysis (NAA) ร่วมกับเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) และ Stable Isotope Ratio Analysis (SIRA) ในการวิเคราะห์การดูดซับ การเคลื่อนย้าย และการสะสมของโลหะหนักภายในส่วนต่างๆของพืช

การศึกษาดังกล่าวช่วยให้สามารถประเมินศักยภาพของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ ระบุได้ว่าพืชชนิดใดมีความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในระบบบึงประดิษฐ์สำหรับการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก และสามารถออกแบบระบบบำบัดน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ผลการวิจัยจะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบระบบบึงประดิษฐ์สำหรับฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองร้าง รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและพื้นที่เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนบทบาทของ สทนในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และยืนยันถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด จากวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านพืชผลในระดับโมเลกุล จุฬาฯ คิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เปลี่ยนซูโครสในผลไม้เป็นพรีไบโอติก ชูการขายในรูปแบบ “เพียวเร่” เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปประกอบอาหารต่อ หนุนเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน

ทุเรียน มะม่วง กล้วย ไอศกรีม เค้ก ของหวานเหล่านี้ แม้จะเป็นของโปรด แต่หลายคนก็จำต้องยั้งใจไว้เพราะกลัวน้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูง ซึ่งจะตามมาด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งเบาหวาน ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง

“เวลาถึงหน้าทุเรียน คุณหมอจะมาเตือนว่าผู้ป่วยอย่าทานทุเรียนเยอะเพราะมีน้ำตาลสูง ซึ่งก็จริงดังคำเตือนของคุณหมอ แต่ทุเรียนก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกัน เพียงแต่น้ำตาลมาก เราจึงคิดว่าจะลดน้ำตาลในทุเรียนได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้ทุเรียนเป็นผลไม้สุขภาพ” ศ.ดร.ศุภอรรจ ศิริกันทรมาศ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยทุเรียนและแนวคิดปฏิวัติความหวานในผลไม้ยอดนิยมของไทยเมื่อ 2565 ซึ่งต่อมา ได้ขยายไปสู่การคิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เทคโนโลยีการใช้เอนไซม์ เปลี่ยนความหวานของน้ำตาลซูโครสในผลไม้รสหวานให้เป็นพรีไบโอติกคงคุณค่าผลไม้ แต่ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสลงได้ถึง 65%

“ประเทศไทยปลูกไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิด บางครั้งก็เกิดปัญหาผลไม้ล้นตลาด เป็นที่มาของการแปรรูปผลไม้ ตัวผลไม้เองมีปริมาณน้ำตาลสูงอยู่แล้ว เมื่อนำมาแปรรูป ปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูงขึ้น หรือดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำตาลซูโครสซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ เราจึงอยากลดน้ำตาลที่มีอยู่ในเนื้อผลไม้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลไม้” ศ.ดร.ศุภอรรจ เอ่ยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในชื่อแบรนด์ “Arto”

ศ.ดร.ศุภอรรจ อธิบายว่า Arto Sucrose-reduced Technology เป็นการใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ โดยนำ Commercialized Enzymes มาผสมเป็นสูตรเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก ซึ่งเป็นน้ำตาลอีกกลุ่มหนึ่ง “ผมเคยได้อ่านรายงานวิธีการใช้เอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีนักวิจัยคนใดใช้เทคโนโลยีนี้กับผลไม้ตากแห้งมาก่อน”

ศ.ดร.ศุภอรรจ จึงเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีนี้โดยใช้เอนไซม์สูตรเฉพาะนี้กับเพียวเร่และผลไม้ตากแห้ง และดำเนินการแปรรูปเพียวเร่ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกที่โรงงานต้นแบบแปรรูปอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จ.สระบุรี โดยใช้ผลไม้วัตถุดิบ เช่น มะม่วงจากบ้านวังน้ำบ่อ จ.พิษณุโลก และกล้วยที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนจุกกะเฌอ จ.ฉะเชิงเทรา

“ชาวบ้านปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าอยู่แล้ว บางช่วงกล้วยก็ราคาแพง บางช่วงราคาไม่แพงและมีผลผลิตเยอะ เราจึงนำเอาวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นกล้วยตาก เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมที่ลดน้ำตาล” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า การแปรรูปอาหารโดยใช้ Arto Sucrose-reduced Technology ทำได้กับผลไม้ในรูปเพียวเร่หรือผลไม้สดก็ได้

“สำหรับผลไม้ตากแห้ง เรามีเทคนิคเฉพาะในการใส่เอนไซม์ลงไปในผลไม้ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเอนไซม์ก็จะทำงานเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก” ศ. ดร.ศุภอรรจ อธิบาย

ส่วนการทำ “เพียวเร่” “เราจะนำเนื้อผลไม้ เช่น มะม่วง กล้วย มาปั่นให้อยู่ในรูปแบบของเหลว ใส่เอนไซม์เข้าไป แล้วนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพรีไบโอติก หลังจากนั้นนำเอาเพียวเร่ที่ได้ไปเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร เช่น สมูตตี้มะม่วง เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมช็อกโกบานาน่า” 

ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวว่าเทคโนโลยี Arto Sucrose-reduced Technology สามารถใช้ได้กับผลไม้อะไรก็ได้ที่มีรสหวาน มีปริมาณน้ำตาลซูโครสสูง เช่น ทุเรียน กล้วย สับปะรด เป็นต้น หรือพืชที่มีความหวาน เช่น น้ำตาลสด น้ำอ้อย โดยซูโครสในวัตถุดิบเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกได้

“ตอนนี้เราตั้งการลดน้ำตาลไว้ที่ 65% แต่ก็สามารถลดน้ำตาลได้อีกขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริโภค”

แล้วเมื่อลดความหวานลงจะทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่า ศ.ดร.ศุภอรรจ ตอบว่า “แล้วแต่ชนิดของวัตถุดิบ สำหรับกล้วย ไม่ได้ทำให้รสชาติเดิมเปลี่ยนไป ส่วนสมูตตี้มะม่วงจะมีรสชาติคล้ายมะม่วงกวน ส่วนเอนไซม์และกระบวนการจะไปทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่าขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าชอบหรือเปล่า บางคนชอบมะม่วงกวนอยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่าอร่อยดี”

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology มีทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ สมูตตี้มะม่วง , เค้กกล้วยหอมไร้แป้ง, ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า และกล้วยตาก

“ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า เราเอากล้วยหอมที่ลดน้ำตาลมาแล้วทำเป็นรูปแบบของเชอร์เบท ผู้ที่ได้ลองบอกว่ามีกลิ่นกล้วยชัดเจนและมีรสชาติของโกโก้ที่ใส่เข้าไป ส่วนกล้วยตากลดน้ำตาลก็ได้รับเสียงตอบรับดีว่าหวานน้อยลงและมีเทกซ์เจอร์เจอร์ของความเป็นกล้วยด้วย” ศ.ดร.ศุภอรรจ เล่าถึงผลตอบรับจากผู้บริโภค

แม้ Arto จะมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่สิ่งที่ ศ.ดร.ศุภอรรจ ต้องการเน้นมากขึ้นคือการขายในรูปแบบ “เพียวเร่ลดน้ำตาล” “เราพยายามหาผู้ที่จะนำเอาผลิตภัณฑ์ต้นน้ำคือเพียวเร่ลดน้ำตาลเอาไปใช้ บางทีลดน้ำตาลแล้วไม่รู้ว่าไปทำอะไรได้ เราก็เลยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Arto เช่น ไอศกรีม เค้กกล้วยหอม ตอนนี้เรามีการคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจเพียวเร่ลดน้ำตาล และอีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าอยากจะเอาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปขาย เขาอาจจะไปขายแบรนด์ของเราหรือจะนำไปขายในแบรนด์ใหม่ก็ได้เช่นกัน”

ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology ไม่ว่าจะเป็นเพียวเร่หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จำหน่ายโดยบริษัท InnoPhytoTech ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางด้านชีวเคมีสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม นำเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคให้มีสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็นหนึ่งในโครงการ Chula Spin-Off แหล่งรวมนักวิจัยจากจุฬาฯ ให้พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และช่วยเหลือกัน โดยมีเป้าหมายนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

“เราปรึกษา CU I Hub ตั้งแต่ต้นซึ่งเขาก็จะแนะนำช่องทางการบริหารจัดการ ตอนแรกก็จะให้ความรู้ การอบรมทางธุรกิจ ช่องทางการหาทุนสนับสนุน มีอีเวนต์ให้ร่วมออกบูธ แนะนำให้ไปขอทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อไปทำการตลาด”  ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าว

หลังจากที่ใช้เอนไซม์ในการเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกแล้ว แผนงานต่อไปของ ศ.ดร.ศุภอรรจ คือการใช้เอนไซม์เปลี่ยนแป้งให้เป็นสารอาหารที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อตอบรับเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

“อาหารเพื่อสุขภาพเป็นเทรนด์แน่นอน ในยุโรปการบริโภคน้ำผลไม้ลดลงมากเพราะพบว่าผลไม้มีน้ำตาลสูง ไม่ได้เป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ผลไม้ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยเช่นกัน เราจะสามารถลดน้ำตาลที่มีอยู่ในผลไม้ได้อย่างไร ในต่างประเทศกำลังพัฒนาอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อการบริโภคและมีคุณภาพมากขึ้น” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า เราต้องติดตามงานวิจัย มีการตรวจสอบก่อนว่างานวิจัยในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นสารที่มีประโยชน์มีผู้วิจัยอะไรไปบ้างแล้ว และนำมาพัฒนาต่อยอด โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ใช้ในอุตสาหกรรมด้วย ไม่เกิดปัญหาเมื่อขยายการผลิต วัตถุดิบต้องมีพอ เราต้องทำงานร่วมมือกับชุมชนที่เขามีวัตถุดิบ และกระบวนการของเราจะต้องขยายกำลังผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

 “ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราขายของไม่เป็น งานวิจัยถึงจะดีแค่ไหนถ้าไม่มีผู้ใช้ประโยชน์มันก็หยุดอยู่แค่นั้น การที่จะนำเอาไปใช้ได้จริงหรือก่อให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ นักวิจัยก็ต้องไปพบผู้คน พบชุมชน พบผู้บริโภค พบผู้ประกอบการ เพื่อเป็นไอเดียกลับมาพัฒนางานวิจัยต่อไป” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวทิ้งท้าย