สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โศกนาฏกรรมบริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แยกอโศก–เพชรบุรี หรือ “แยกมักกะสัน” เมื่อวันที่ 16 พ.ค.69 ที่ผ่านมา กลายเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งของไทย หลังรถไฟสินค้าขบวนที่ 2126 สายแหลมฉบัง–ชุมทางบางซื่อ พุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย และสร้างความเสียหายต่อยานพาหนะของประชาชนในบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยทางรางของไทย ทั้งในเรื่องระบบสัญญาณ การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ การออกแบบจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงกลไกการสอบสวนอุบัติเหตุหลังเกิดเหตุ ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุในอดีตมาพัฒนาเป็นมาตรการป้องกันเชิงระบบได้อย่างจริงจังเสียที

อุบัติเหตุระหว่างรถไฟกับรถยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก บริเวณจุดตัดทางรถไฟ เกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และทุกครั้งล้วนสร้างความสูญเสียอย่างมาก

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ เหตุรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่แยกหนองแสง จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2552 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย จุดเกิดเหตุเป็นทางตัดเสมอระดับที่ไม่มีเครื่องกั้น แม้จะมีป้ายและสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟของไทยอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้นยังเกิดเหตุลักษณะคล้ายกันอีกหลายครั้ง เช่น รถไฟชนรถบัสสองชั้นที่ จ.นครปฐม ปี 2559 , เหตุกาณ์รถไฟชนรถบัสคณะกฐินที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2563 , รถไฟสินค้าชนรถกระบะคนงานที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2566 และล่าสุดกับเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่แยกมักกะสันในปีนี้ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ อุบัติเหตุรุนแรงลักษณะนี้กลับเกิดบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เทคโนโลยีด้านระบบความปลอดภัย และการเตือนต่างๆ ซึ่งมาตรการความปลอดภัยควรพัฒนาขึ้นตามเวลา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่แยกมักกะสันมีลักษณะซับซ้อนกว่าอุบัติเหตุในอดีต เพราะเกิดขึ้นกลางเมืองที่มีโครงสร้างการจราจรซับซ้อน ไม่ใช่เพียงปัญหาการไม่มีไม้กั้น หรือสัญญาณเตือนเท่านั้น เพราะบริเวณดังกล่าวมีทางแยกสำคัญหลายจุดอยู่ใกล้กัน ได้แก่ แยกอโศก–ดินแดง และ แยกอโศก–เพชรบุรี ส่งผลให้มีระบบสัญญาณไฟจราจรหลายชุดทำงานพร้อมกัน การระบายรถในช่วงเวลาเร่งด่วนจึงติดขัดได้ง่าย ผู้ขับขี่จำนวนมากเร่งผ่านทางแยกเมื่อไฟเขียว และบางครั้งหยุดรถคร่อมรางโดยไม่เหลือพื้นที่ให้รถไฟผ่าน

ข้อมูลอุบัติเหตุจาก ThaiRSC ยังพบว่า พื้นที่โดยรอบแยกอโศก–เพชรบุรีมีอุบัติเหตุสะสมจำนวนมากในรัศมี 500 เมตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณรางรถไฟ แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบจราจรและการจัดการพื้นที่โดยรวม นอกจากนี้ ยังมีจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่งที่มีลักษณะเสี่ยงคล้ายกัน เช่น แยกพญาไท และแยกเทอดดำริ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีทั้งปริมาณจราจรหนาแน่นและขบวนรถไฟผ่านจำนวนมากในแต่ละวัน

การสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทยที่ผ่านมา มักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมุ่งไปที่การอธิบายว่า “เกิดอะไรขึ้น” และ “ใครผิดพลาด” มากกว่าการตั้งคำถามถึงระบบบริหารจัดการ มาตรฐานความปลอดภัย หรือโครงสร้างการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้อุบัติเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำอยู่เป็นระยะ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนยังถูกแต่งตั้งโดยหน่วยงานผู้ดำเนินกิจการเอง จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระของการสอบสวน และความสามารถในการตรวจสอบปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างตรงไปตรงมา

ในความเป็นจริง ช่องว่างของการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบราง แต่ยังพบได้ในระบบความปลอดภัยทางถนนของไทยด้วยเช่นกัน โดยการสอบสวนอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมากยังมุ่งไปที่การหาผู้กระทำผิด มากกว่าการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพถนน การออกแบบทางแยก ระบบควบคุมความเร็ว หรือมาตรการด้านความปลอดภัยที่อาจเอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แตกต่างจากแนวทางของระบบการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุของไทย ซึ่งใช้หลักการตามภาคผนวกที่ 13 ของอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยแยกการสอบสวนเพื่อความปลอดภัยออกจากกระบวนการแสวงหาความรับผิดอย่างชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ และนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

แนวคิดเรื่อง “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล ตัวอย่างสำคัญคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Railway Accident Investigation Branch (RAIB) ขึ้นในปี 2548 หลังเกิดอุบัติเหตุรถไฟร้ายแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุรถไฟชนกันที่ Ladbroke Grove ในปี 2542 ซึ่งนำไปสู่ข้อวิจารณ์ว่าระบบสอบสวนในขณะนั้นมุ่งหาผู้รับผิดเช่นเดียวกับประเทศไทยในปัจจุบัน โดยหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่สอบสวนอุบัติเหตุทางรางโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ “ค้นหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ” และมีความเป็นอิสระจากผู้ประกอบกิจการรถไฟ หน่วยงานกำกับดูแล และตำรวจ ทำให้สามารถตรวจสอบปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา

ที่ผ่านมา RAIB มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น กรณีเหตุรถไฟตกรางที่เมือง Carmont ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2563 ซึ่งพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการเดินรถ แต่รวมถึงระบบระบายน้ำ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง จนนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานโครงสร้างทางรางทั่วประเทศ รวมถึงกรณีรถไฟชนกันที่ Salisbury ในปี 2564 ซึ่ง RAIB ชี้ให้เห็นปัจจัยร่วมทั้งด้านระบบสัญญาณ สภาพราง และกระบวนการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการมองว่าเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานเพียงคนเดียว

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทาง “Safe System Approach” ที่หลายประเทศนำมาใช้กับความปลอดภัยทางถนน โดยมองว่าอุบัติเหตุเกิดจากข้อจำกัดของระบบโดยรวม ซึ่งรัฐมีหน้าที่ออกแบบระบบให้สามารถรองรับความผิดพลาดของมนุษย์โดยไม่ทำให้เกิดการสูญเสียร้ายแรง

พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 หรือ พ.ร.บ.ราง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2569 โดยมีหัวใจสำคัญคือการวางระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางราง ให้มีสถานะตามกฎหมายอย่างชัดเจน หลังจากในอดีตที่ผ่านมาการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางมักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมีกลไกลดังนี้ 1.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์” เพื่อแยกการสอบสวนด้านความปลอดภัยออกจากการสอบสวนทางคดี 2.คุ้มกันคณะกรรมการหรืออนุกรรมการ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากการถูกเรียกไปเป็นพยานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบสวนในประเด็นนั้นๆ 3.คณะกรรมการต้องไม่มีตำแหน่งหรือผลประโยชน์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์กับภารกิจของคณะกรรมการ และ 4.ให้มีการจัดทำรายงานและเสนอมาตรการป้องกันเชิงรุก รวมถึงอำนาจดำเนินการใดๆ ในกรณีเร่งด่วน

กล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามในการเปลี่ยนระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทย จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆไป สู่การมีกลไกถาวรที่สามารถสะสมองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและใช้ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อป้องกันความสูญเสียในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีผลใช้บังคับแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

จากบทเรียนอุบัติเหตุที่แยกมักกะสัน รวมถึงอุบัติเหตุทางรางที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา การลดความเสี่ยงในระยะยาวนั้นอาจจำเป็นต้องอาศัยมาตรการหลายด้านควบคู่กัน ดังนี้ 1.เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางอย่างอิสระ รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 พร้อมจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และอำนาจที่เพียงพอ 2.ปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟในเขตเมือง จุดตัดเสี่ยงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรถูกสำรวจและจัดลำดับความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรสูง เช่น มักกะสัน พญาไท และเทอดดำริ พร้อมพิจารณามาตรการ เช่น ปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กับการเดินรถไฟ, ติดตั้งระบบตรวจจับรถติดค้างบนราง, เชื่อมระบบสัญญาณรถไฟกับศูนย์ควบคุมจราจรแบบเรียลไทม์, รวมถึงการพิจารณาสร้างทางลอดหรือทางยกระดับในระยะยาว 3.ยกระดับมาตรฐานการออกแบบจุดตัดทางรถไฟ หลายจุดตัดในประเทศไทยถูกออกแบบในยุคที่ปริมาณรถยนต์ยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน จึงควรมีการทบทวนมาตรฐานการออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรในเมืองขนาดใหญ่ 4.พัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุคมนาคมแบบบูรณาการ พร้อมใช้ข้อมูลเชิงรุก ประเทศไทยควรพัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระให้ครอบคลุมทั้งระบบราง ถนน และขนส่งสาธารณะอื่นๆ โดยในระหว่างนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ (ทางราง) ทำงานร่วมกับ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เพื่อสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ทั้งด้านระบบราง และระบบถนน เพื่อสรุปสาเหตุและเสนอข้อเสนอเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจุดตัดรถไฟร่วมกัน พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลอุบัติเหตุและเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ (near miss) ข้ามโหมดการขนส่ง เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า แทนการรอให้เกิดเหตุก่อนจึงแก้ไข

5. แยก “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ออกจาก “การหาผู้กระทำผิด” แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องกล้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น และเปิดโอกาสให้สามารถค้นพบปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง 6.เพิ่มความโปร่งใสของรายงานสอบสวน ผลการสอบสวนควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมติดตามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแล้วหรือไม่ เพื่อให้การสอบสวนไม่จบลงเพียงการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวหลังเกิดเหตุ 7.พัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย การลดอุบัติเหตุไม่สามารถพึ่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั้งในหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบกิจการ และประชาชนผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การฝ่าไม้กั้นหรือหยุดรถคร่อมราง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการตรวจจับการกระทำผิด การติดตั้งกล้องบริเวณจุดตัดทางรถไฟ และการดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปฏิบัติตามกฎจราจรและลดพฤติกรรมเสี่ยงในระยะยาว

โศกนาฏกรรมที่แยกมักกะสันอาจไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของระบบรางไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบความปลอดภัยด้านคมนาคมของไทยโดยรวม หากประเทศไทยยังคงมองอุบัติเหตุเป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะหน้า มากกว่าจะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาเชิงระบบ โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครต้องรับผิด” แต่คือรัฐไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนบทเรียนจากความสูญเสีย ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบความปลอดภัยด้านคมนาคมอย่างจริงจัง

บทความวิเคราะห์จาก TDRI

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคไข้ดิน” หลายคนอาจเพิ่งเคยได้ยินชื่อ แต่โรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่แต่อย่างใด ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรคเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 เม.ย. 2569 นี้ พบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสมแล้ว 752 ราย ต้องเข้ารับการรักษาและพักฟื้นในโรงพยาบาล 376 ราย และเสียชีวิต 23 ราย

ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงก็เป็นโรคไข้ดินเช่นกัน เพียงแต่การรายงานสถานการณ์โรคไข้ดินในสัตว์ยังไม่เข้มข้นเท่ากับทางสาธารณสุข น.สพ.รชฎ ตันติเลิศเจริญ ผู้ช่วยคณบดีและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ ศูนย์ฝึกนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย จ. นครปฐม และสระบุรี กล่าวว่า เกษตรกรยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของโรค ไม่ทราบการวินิจฉัยโรค และไม่ทราบว่าจะต้องรายงานเหตุ การป้องกันโรคเป็นเชิงรับอย่างเดียว คือส่งตัวอย่างตรวจยังห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ซึ่งสามารถเพาะแยกเชื้อได้ ซึ่งเราเจอโรคนี้ในสัตว์เป็นประจำทุกปี พร้อมเตือนว่ายิ่งในช่วงหน้าฝน ความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคไข้ดินยิ่งสูง เราจึงควรทำความรู้จักโรคนี้เพื่อดูแลป้องกันตัวเอง สัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ให้ปลอดภัย ไกลโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

โรคไข้ดินมีชื่อทางการว่า โรคเมลิออยด์ หรือโรคมงคล่อเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคลเดอเรีย ซูโดมัลลิอาย (Burkholderia pseudomallei) ที่อาศัยอยู่ในน้ำและดิน เชื้อนี้ชอบสภาพอากาศแบบร้อนชื้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายปี ยิ่งสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น เชื้อยิ่งอยู่ได้นาน แม้กระทั่งน้ำสะอาดก็สามารถอยู่ได้นานเช่นเดียวกัน น.สพ.รชฎ ระบุ

ด้วยความที่เชื้อแบคทีเรียนี้ชอบอากาศชื้น จึงพบการระบาดของโรคไข้ดินมากที่สุดในหน้าฝน และช่วงที่มีพายุฤดูร้อน

น.สพ. รชฎ อธิบายว่า พายุทำให้เชื้อที่ฝังตัวอยู่ในดินฟุ้งกระจายขึ้นมาบนผิวดิน แล้วคนและสัตว์รับเชื้อนี้เข้าไปในร่างกาย ผ่าน 3 ช่องทางหลักด้วยกัน คือ การสัมผัสเชื้อผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค และการหายใจเอาละอองน้ำหรือฝุ่นดินที่มีเชื้อเข้าไป

อย่างไรก็ดี โรคไข้ดินปกติไม่ใช่โรคติดต่อสัตว์สู่สัตว์โดยตรง แต่สามารถติดจากสัตว์สู่คนได้จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งหรือสิ่งปนเปื้อน รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนคนและสัตว์ติดเชื้อจากการรับเชื้อโรคไข้ดินจากสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนเป็นหลัก

โอกาสของคนที่ป่วยจะปล่อยเชื้อให้ผู้อื่นเป็นไปได้ยาก แตกต่างจากไข้หวัดที่เป็นการแพร่เชื้อจากคนสู่คน รวมถึงการแพร่เชื้อจากสัตว์ไปสัตว์ตัวอื่นๆก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน น.สพ.รชฎ กล่าวและว่า สัตว์กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคไข้ดินมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ไวต่อเชื้อสูง เช่น แพะ แกะ ซึ่งมักแสดงอาการรุนแรงและอาจเกิดการระบาดในระดับฝูงจนถึงขั้นเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อาการทั่วไปคือ มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร ข้ออักเสบทำให้เดินกะเผลก บางตัวอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักร่วมด้วย หรือมีอาการทางเดินหายใจ และปอดบวม 2.กลุ่มที่ติดเชื้อแต่ไม่ค่อยแสดงอาการป่วยอย่างชัดเจน เช่น สุกร โค กระบือ แม้จะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อจะสร้างฝีหนองในอวัยวะภายใน เช่น ตับม้าม และปอด มีโอกาสทำให้ตายเฉียบพลันได้ และเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และ 3.กลุ่มที่มีความไวต่อการรับเชื้อต่ำ ได้แก่ สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวที่มีความทนทานต่อเชื้อมากกว่า แต่ก็สามารถติดเชื้อผ่านบาดแผล อาการติดเชื้อไข้ดินในสุนัขและแมว เช่น ซึม มีไข้ หรือเป็นฝีหนองตามร่างกาย

การติดเชื้อในสัตว์เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการจัดการซากสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้อย่างเหมาะสม เชื้อก็จะกลับลงไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้” น.สพ.รชฎ ระบุ

สำหรับคน นอกจากการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนโดยตรงแล้ว ความเสี่ยงที่จะติดโรคนี้จากสัตว์ก็มาจากการบริโภคเนื้อหรือเครื่องในของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้

คนมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้ในกรณีที่สัตว์ป่วยและมีเชื้ออยู่ในร่างกาย แล้วสัตว์เข้าไปสู่กระบวนการเป็นอาหารของมนุษย์ และมีกรรมวิธีการจัดการอาหารไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับการปรุงด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม ทำให้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ แล้วคนบริโภคเนื้อดังกล่าวเข้าไป ก็จะเสี่ยงติดโรคนี้” น.สพ.รชฎ กล่าวและว่า โรคไข้ดินทั้งในคนและสัตว์สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน คือ cefaizidime meropenem หรือ imipenem โดยให้ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วนมากยาดังกล่าวจะใช้รักษาคนและสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว สำหรับปศุสัตว์ การรักษาโรคไข้ดินจะคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้ส่วนใหญ่แล้ว จะใช้วิธีการกำจัด (สัตว์ป่วย) ทิ้งมากกว่าการรักษา

เมื่อปศุสัตว์ป่วย มีอาการเจ็บข้อ เดินกะเผลก หรือตายและพบรอยโรค เจ้าของสัตว์ต้องส่งตัวอย่างตรวจยังห้องปฏิบัติการชันสูตรเพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อ Burkholderia pseudomallei ถ้าเจ้าของสัตว์ผู้ส่งตรวจไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงให้หาเชื้อไข้ดิน ผลตรวจจากห้องแล็บมีโอกาสตรวจและรายงานเป็นเชื้ออีกตัวหนึ่งซึ่งมีความใกล้เคียงกันคือ Pseudomonas ดังนั้นต้องระบุให้ชัดเจนว่าให้หาเชื้อ Burkholderia pseudomallei ซึ่งเพาะเลี้ยงและวินิจฉัยไม่ยาก น.สพ.รชฎ กล่าวพร้อมแนะว่า ผู้เลี้ยงสัตว์สามารถรับบริการการตรวจเชื้อได้ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์ชันสูตรโรคของกรมปศุสัตว์ในทั่วทุกภูมิภาค และห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ

การไม่ส่งตรวจซากสัตว์ตาย หรือไม่ระบุให้ตรวจหาเชื้อโรคไข้ดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด การควบคุมการระบาดช้า และการรายงานโรคไข้ดินในปศุสัตว์ต่ำกว่าความเป็นจริง

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้ดิน ดังนั้น เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการนำสัตว์ไปเลี้ยงในบริเวณที่เคยมีสัตว์ติดเชื้อไข้ดิน โดยเฉพาะสัตว์ที่มีความไวต่อเชื้อสูง (แพะ แกะ) เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะได้รับเชื้อ และเลือกแหล่งน้ำที่สะอาดให้กับสัตว์ ไม่ควรให้สัตว์ดื่มน้ำจากผิวดินโดยตรง ระวังไม่ให้สัตว์ดื่มน้ำในแหล่งน้ำงวดในหน้าแล้ง และน้ำดื่มสำหรับสัตว์ควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเบื้องต้นหรือใช้น้ำประปา เป็นต้น ขณะที่สัตว์เลี้ยง ไม่ควรปล่อยให้สุนัขและแมวออกมาเล่นข้างนอกในช่วงหน้าฝน เพราะช่วงมีพายุฝน เชื้อมีโอกาสฟุ้งกระจายได้ง่าย ที่สำคัญหลังปฏิบัติงานกับสัตว์แล้วควรล้างมือทุกครั้ง และหากในพื้นที่มีสัตว์ป่วยตายจากการติดเชื้อฯ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที

โรคไข้ดินป้องกันได้ เริ่มจากการไม่ประมาทในช่วงหน้าฝน เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ดูแลสัตว์อย่างถูกวิธี และเลือกบริโภคอาหารที่สะอาด ปรุงสุกทุกครั้ง เพราะการรู้ทันตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมภาคเหนือในทุกฤดูแล้ง “ป่า” และ “คน” มักถูกมองว่าอยู่คนละฝั่งของสมการการพัฒนา แต่บนพื้นที่สูงหลายแห่งของประเทศไทย วันนี้มีโมเดลหนึ่งที่กำลังพิสูจน์ว่า การรักษาป่าและการสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถเดินไปพร้อมกันได้จริง ผ่านเมล็ดกาแฟเม็ดเล็กๆ ใต้ร่มเงาไม้

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กำลังขับเคลื่อน “ECO-BRAND” ตรารับรองของสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูงที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อยกระดับผลผลิตให้เป็นมากกว่าสินค้าทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน ป่า และคุณภาพชีวิต” อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของ ECO-BRAND คือแนวคิด “No Burn” หรือ “ไม่เผา” การเปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรดั้งเดิมที่ต้องมีการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรก่อนเพาะปลูก มาเป็นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดจุดความร้อน และช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กลายเป็นวิกฤตร่วมของสังคมไทย

เมื่อ “เกษตรกรดี” ปรับวิถีการผลิตจากการทำลายสู่การเกื้อกูลป่า ไม่บุกรุกพื้นที่สีเขียวเพิ่ม แต่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงรายได้ที่มั่นคง หากยังนำไปสู่ “สินค้าดี” ที่ผ่านมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศอย่างแท้จริง และเมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้เดินทางถึงมือ “ผู้บริโภคดี” คุณค่าที่ได้รับจึงไม่ใช่เพียงรสชาติหรือสุขภาพที่ดีขึ้น แต่คือความรู้สึกร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูผืนป่าและลดมลพิษทางอากาศไปพร้อมกัน

หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ สวพส. ส่งเสริมอย่างจริงจัง คือ “กาแฟ” พืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มเงาธรรมชาติ และกลายเป็นความหวังใหม่ของชุมชนบนพื้นที่สูง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟภายใต้การส่งเสริมของ สวพส. รวม 37 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 39,138 ไร่ แบ่งเป็นกาแฟอะราบิกา 37,516.6 ไร่ และโรบัสต้า 1,621.4 ไร่ พื้นที่สำคัญในการปลูกกาแฟ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี แม่สลอง พื้นที่อมก๋อย (แม่แฮหลวง ขุนตื่นน้อย ผีปานเหนือ ห้วยแห้ง)  ปางมะโอ ป่าเกี๊ยะใหม่ บ่อเกลือ สบเมย แม่สอง โหล่งขอด ปางหินฝน ห้วยฮะ และป่าแป๋ เป็นต้น โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 3,643 ราย สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนปีละกว่า 80 – 100 ล้านบาท

เบื้องหลังตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลมีอาชีพที่มั่นคง ผ่านระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปลูกกาแฟแบบ Shade-Grown Coffee หรือกาแฟใต้ร่มไม้ เป็นการช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ และยังทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพสูง รสชาติซับซ้อน และมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ กาแฟกำลังเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่สูง จากพื้นที่ที่เคยถูกแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวระยะสั้น กลายเป็น “วนเกษตร” ที่ช่วยหยุดการบุกรุกป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศภายใต้ร่มเงา เมล็ดกาแฟจึงเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด”

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม ECO-BRAND คือตราสัญลักษณ์ ที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคม ให้ร่วมกันพิสูจน์ว่า “การพัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียผืนป่าเสมอไป

และเพื่อส่งต่อคุณค่าจากต้นทางสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค สวพส. เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า ECO-BRAND ผ่านเว็บไซต์ “ของดีบนดอย” เพื่อเชื่อมตรงระหว่างเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อ มาจากระบบเกษตรที่ใส่ใจทั้งคนและผืนป่าอย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในบางครั้ง อาจมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ เช่น เอ๊ะ เราขึ้นมาข้างบนทำไมนะ” “แว่นตาวางไว้ตรงไหนหาไม่เจอ” “ก่อนออกจากบ้าน ปิดไฟหรือยัง อาการหลงลืมแบบนี้เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เหตุอาจมาจากความเครียด ไม่มีสมาธิ หรือมีเรื่องรบกวนจิตใจในช่วงนั้น แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรคสมองเสื่อม

เมื่อไรที่เราเริ่มลืมกิจวัตรประจำวันที่เคยทำ ทำงานในหน้าที่บกพร่อง ลืมในเรื่องที่ตั้งใจจะจำ เหล่านี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมหรือที่เรียกว่าภาวะการรู้คิดบกพร่อง รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญชโรจน์ หัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าว

ในประเทศไทย มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมไม่ต่ำกว่า 800,000 คน และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดย รศ.พญ.โสฬพัทธ์ เผยว่า โรคสมองเสื่อมมีหลายระยะและมีหลายสาเหตุ บางโรคสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ และบางโรคเช่นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย แต่อาจชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลงได้ ซึ่งการชะลอภาวะสมองเสื่อมจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว

และนี่คือที่มาและความจำเป็นของการก่อตั้งศูนย์ฝึกสมอง (Cognitive Fitness Center) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะโรคสมองเสื่อมบางชนิดไม่สามารถหยุดได้ สิ่งที่เราทำได้คือสร้างความสุขให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมและชะลออาการ การอยู่ได้ด้วยตัวเองหรือกับครอบครัวให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และมีความสุขในทุกระยะของการเกิดสมองเสื่อม อยู่ได้ เข้าใจ ปรับตัว เราเน้นเรื่องนวัตกรรมที่สามารถช่วยได้ เอาความรู้ในตำรา การปฏิบัติสากลมาปรับเข้าใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยและฝึกปฏิบัติเพื่อเกิดผลลัพธ์จริง

ศูนย์ฝึกสมองตั้งอยู่ที่ชั้น อาคารสธ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดำเนินการและให้บริการในลักษณะ Day Care มีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 9.00 – 14.30 น. เช้ามี กิจกรรม และบ่ายมี กิจกรรม สัปดาห์หนึ่งมีทั้งหมด 15 กิจกรรม

ร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้สูงอายุ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวเสียงเพลงทำให้อารมณ์ดี และผู้สูงอายุได้ฝึกสมองร่วมกัน ที่สำคัญ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรสามารถทำให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์กลับมาร่วมคลาสกับคนอื่นด้วยกันได้โดยการร้องเพลงฝึกสมอง

นอกจากการร้องเพลง ที่ศูนย์ฯ ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมอง เช่น บอร์ดเกม โยคะ ศิลปะและงานฝีมือโดยบุคลากรผู้ฝึกสอนมีทั้งของโรงพยาบาลและบุคคลภายนอก เช่น โยคะได้วิทยากรผู้สอนจาก Absolute Yoga  กิจกรรมร้องเพลงเป็นครูจากภายนอกมานำกิจกรรม

แต่ละกิจกรรมปรับให้เข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ถึงจะเป็นกิจกรรมกลุ่มก็ตาม แต่ระดับเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนก็ชอบทำกิจกรรม ชอบพบเจอผู้คน สำหรับบางคนไม่ชอบเจอใคร เราก็จะแนะนำว่าถ้าที่บ้านมีความพร้อมก็สามารถทำได้ หรือจะให้ผู้ดูแลมาเรียนรู้การทำกิจกรรมเพื่อไปทำต่อที่บ้านก็ได้ บางท่านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลก็จะแนะนำว่าแถวบ้านมีศูนย์ไหนบ้าง มีกิจกรรมไหนที่ออกกำลังกายคล้ายกันและต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า ไม่เพียงกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ที่ศูนย์ฯยังจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและกิจกรรมฝึกทักษะสมองให้กับผู้สนใจทั่วไปด้วย

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า ศูนย์ฝึกสมองเป็นเหมือนกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้นการศึกษา ค้นคว้า และทดลองเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นเพื่อชะลอโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยนวัตกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมในศูนย์มี 2 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือ 1.นวัตกรรมที่เกิดจากกิจกรรมกลุ่ม เช่น ดนตรีบำบัด การยืดเส้นยืดสาย กิจกรรมงานฝีมือ เป็นกิจกรรมที่พัฒนาให้เข้ากับบริบทของผู้ป่วยสมองเสื่อม และปรับเรื่องการใช้สมองในแต่ละกิจกรรม , 2.นวัตกรรมที่ทำร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ด้านจิตเวช (AIMET) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เช่น เกมคอมพิวเตอร์ที่ปรับให้เข้ากับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในแต่ละระยะและการกระตุ้นให้เข้ากับสมองแต่ละส่วนให้มากขึ้น การฝึกสมาธิโดยการใช้คลื่นสมอง และ Exergame คือเล่นเกมโดยใช้ท่าทางเพื่อให้ร่างกายและสมองได้มีปฏิสัมพันธ์กัน

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฯ ยังมีเครื่องมือในการช่วยตรวจที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมอยู่ในระยะใด แต่ละระยะ  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เครื่องมือนี้เป็นแบบทดสอบสมองที่พัฒนาขึ้นตามหลักสากล แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ คาดว่าในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทุกรูปแบบความรุนแรงมีราว 1,000,000 คน

โรคสมองเสื่อมคือภาวะที่การทำงานของสมองเสื่อมลง ทำให้เกิดปัญหาในการคิด การจดจำ และการใช้ภาษา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รศ. พญ.โสฬพัทธ์ อธิบาย

โรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โรคพาร์กินสันก็ทำให้สมองเสื่อมได้ น้ำในโพรงสมองก็ทำให้สมองเสื่อม หรือเส้นเลือดตีบก็ทำให้สมองเสื่อมได้ แต่ส่วนมากแล้ว 80 % ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมาจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)

โรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดสมองตีบรักษาได้ดีขึ้นได้ โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย เพียงแต่อาจจะชะลอ ดำเนินโรคให้ช้าลงได้

โรคอัลไซเมอร์มาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การกระทบกระเทือนทางสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันและไขมันในเลือดสูง

คนแต่ละคนอ่อนไหวต่อสาเหตุเดียวกันไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอัลไซเมอร์ แต่บางคนเป็นเบาหวานก็เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีหลายองค์ประกอบ เมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ ของผู้ป่วยที่เหมาะสมแล้วจึงเป็นได้

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปโรคสมองเสื่อมแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ สมองเสื่อมระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการลืมอย่างชัดเจนจนคนทั่วไปเริ่มสังเกตได้ หน้าที่ความรับผิดชอบที่ยาก เริ่มปฏิบัติบกพร่อง เช่น เมื่อก่อนสามารถจัดการทำภาษีได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถจัดการได้ , สมองเสื่อมระยะกลาง ผู้ป่วยลืมหน้าที่การใช้ชีวิตประจำวันและมีผลกระทบในการดำเนินชีวิต และจะต้องให้คนรอบข้างมาเตือนการทำกิจวัตรตามปกติ เช่น กินข้าว อาบน้ำ และสมองเสื่อมระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจำคนใกล้ชิด ลูกหลานไม่ได้ งงว่าอยู่ที่ไหน บางวันสับสนว่าไม่ใช่บ้านของตัวเอง บางคนก็ลืมแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำว่าทำอย่างไร ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

ก่อนจะเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีอาการ Mild Cognitive Impairment หรือภาวะการรู้คิดบกพร่อง

เป็นช่วงที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อมแต่เริ่มมีสัญญาณบางอย่าง เช่น ลืมมากขึ้นกว่าเดิม บริหารจัดการหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ได้ กลุ่มนี้จะมีความมีความเสี่ยงสูงเป็น 10 เท่ากว่าคนทั่วไปที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม” รศ. ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุควรดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อม รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม คือ ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ออกกำลังกาย ปล่อยให้อ้วน มีโรคประจำตัวทางเส้นเลือด โรคประจำตัวเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน และไขมัน ชีวิตประจำวันไม่ใช้สมอง นอนไม่หลับ และเครียด

การป้องกันโรคสมองเสื่อมก็เหมือนกับการป้องกันตัวเองจากโรคหัวใจ คือ ต้องดูแลเรื่องอาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ เราต้องออกกำลังให้สมองด้วย ต้องมีการคิด ใช้สมองในทางที่เรามีความสุข ไม่ใช่นอนดูซีรีส์ เล่นไลน์อย่างเดียว การเดิน 7,000 – 9,000 ก้าวต่อวัน การเจอคน มีปฏิสัมพันธ์กัน ที่สำคัญที่สุดคือการไม่เครียด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะป้องกันตัวเองจากโรคสมองเสื่อมได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีส่วนคือ พันธุกรรม เพราะเราไม่รู้ว่าข้างในเรามีความเสี่ยงในพันธุกรรมแค่ไหน แต่สิ่งที่เราทำได้คือดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” ผู้สูงอายุมีการหลงลืมอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถสังเกตว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมได้จากการลืมในสิ่งที่ควรจำได้ หรือเตือนผู้สูงอายุหลายครั้งแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวต่อไปว่า ผู้สูงอายุเคยทำอะไรเองได้ เช่น เคยใช้มือถือเครื่องเดียวกันได้ แต่กลับมาใช้ไม่ได้ ไม่อยากออกนอกบ้าน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม นิสัยเริ่มเปลี่ยนจากใจดีก็หงุดหงิดก้าวร้าว เกรี้ยวกราด เมื่อพาผู้สูงอายุมาตรวจก็อาจจะเจอโรคทางอารมณ์ก็ได้ แต่ก็มากกว่าครึ่งที่เป็นโรคสมองเสื่อม ในโรคทางอารมณ์มีความเป็นสมองเสื่อมปนอยู่ ดังนั้นพาผู้สูงอายุมาตรวจจะดีกว่า หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก็ไม่ต้องกังวลเยอะกับคำว่าเสื่อม การปรับตัวอยู่ให้ได้และไม่เครียดเป็นสิ่งสำคัญกว่าความตื่นตระหนก รับรู้แล้วพยายามปรับพฤติกรรม เช่น ให้นอนได้ดีขึ้น พาไปออกกำลังกาย ปรับปรุงอาหาร และกินโปรตีน เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วและควรต้องทำให้มากกว่าเดิม

“ขณะนี้มียาฉีดเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์แล้ว และจะเข้ามาประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ แต่ยังมีราคาแพงและไม่ใช่ว่าจะหายขาด การยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเยอะ เฝ้าระวังโรค เตรียมร่างกายให้แข็งแรง เตรียมสมองให้ตื่นตัว และทำอารมณ์ให้สดใสเป็นสิ่งที่จับต้องได้เพื่อชะลออาการสมองเสื่อม” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์กล่าวปิดท้าย

การดูแลรักษาสุขภาพกายและจิตใจช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้รวมทั้งโรคสมองเสื่อม แต่ถ้าเป็นโรคสมองเสื่อมแล้วก็ควรปรับร่างกายและจิตใจ ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นอีกทางเลือกที่จะชะลออาการและอยู่กับโรคสมองเสื่อมได้อย่างเป็นสุขต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกสมองให้บริการกับประชาชนทั่วไปตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป โดยต้องทำบัตรเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลจุฬาฯ และให้แพทย์ตรวจก่อนว่ามีความสามารถของสมองอยู่ในระดับใด หลังจากนั้นจะสามารถร่วมกิจกรรมได้ในแต่ละวัน ทางศูนย์ฯ รับผู้มาใช้บริการได้ประมาณ 40 – 50 คนต่อวัน และมีค่าบริการการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งละ 250 บาท ร่วมกิจกรรมทั้งวัน 500 บาท

ติดตามข้อมูลและกิจกรรมของศูนย์ฝึกสมองได้ที่ https://www.facebook.com/cognitivefitnesscenter

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ส่งมอบนวัตกรรม ‘วัดแผ่นดินไหว’ รับมือภัยพิบัติ – ลดความสูญเสีย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ส่งมอบนวัตกรรม ‘วัดแผ่นดินไหว’ รับมือภัยพิบัติ – ลดความสูญเสีย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ส่งมอบนวัตกรรม ‘วัดแผ่นดินไหว’ รับมือภัยพิบัติ – ลดความสูญเสีย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติแก่ ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเพชรรัตน์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสักขีพยาน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงวิสัยทัศน์และการสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติ ว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องไม่เกิดภัยพิบัติหรืออย่างน้อยต้องสามารถคาดเดาได้ และพยายามทำให้นวัตกรรมนำไปใช้ได้จริง ประเทศไทยจึงต้องมีเทคโนโลยีของตัวเองอย่างจริงจัง และต้องเป็นงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทั้งในรั้วมหาวิทยาลัย ทีมงาน โจทย์วิจัยจากพื้นที่และประเทศอื่นที่เป็นต้นทาง โดยเริ่มจาก กทม.ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและขยายผลไปยังสถานที่อื่นๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาล เนื่องจากอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์จำเป็นต้องได้รับการดูแล รวมถึงความปลอดภัยในโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของงานวิจัยเพื่อให้ทำงานได้ โดยมีคอขวดคือการให้ทุนวิจัยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติและปรับตัวเพื่อรองรับโจทย์ต่างๆ โดยเฉพาะโจทย์จากคนหน้างาน จุดมุ่งเน้นคือคนไทยต้องใช้ของที่มีคุณภาพดีไม่ด้อยกว่าต่างประเทศแต่ราคาถูก เพื่อก้าวข้ามภัยพิบัติ และทำให้ทุกคนเข้าถึงนวัตกรรม

ขณะที่ ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ต้องการยกระดับมาตรฐานของการมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วยนวัตกรรมเพื่อลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงแก่บุคลากรการแพทย์และคนไทยทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของ สกสว.ในการเชื่อมโยงวงการวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขไทยนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของคนไทย ทั้งนี้ กระทรวง อว. และกองทุน ววน. โดย สกสว. ยินดีสนับสนุนการติดตั้งเซนเซอร์เพิ่มเติม ภายในอาคารโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ สังกัดกระทรวง อว.

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติของกรุงเทพมหานครมุ่งเน้นหลักการ “Smart Enough City” ที่สร้างความสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชน ความคุ้มค่า และความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงหากไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ตัวอย่างความสำเร็จที่โดดเด่นคือการนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่ง อว. และกองทุน ววน. ทำไว้แล้วมาใช้ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองผ่านการถ่ายรูปและประยุกต์ใช้กับการรับมือภัยพิบัติ เช่น ให้ประชาชนแจ้งภาพรอยร้าวของอาคารกว่า 20,000 เคส เพื่อให้วิศวกรอาสาประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ซึ่งช่วยคัดกรองอาคารที่ปลอดภัยออกไปได้มาก ลดภาระการลงพื้นที่จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดนวัตกรรมที่ดีจึงควรเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ช่วยแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้จริง และควรผลักดันให้เกิดการวิจัยหรือสร้างแพลตฟอร์มของประเทศตนเองเพื่อพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในส่วนของคณะวิจัย ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ระบุว่า ปี 2564 คณะวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เป็นครั้งแรกของประเทศภายใต้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาในปี 2566 ได้ต่อยอดสู่ระบบ Structural Health Monitoring (SHM) ที่ผสานอุปกรณ์ต้นทุนต่ำกับการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง และพัฒนาเรื่อยมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2568 ข้อมูลจากอาคารธานีนพรัตน์สามารถประเมินระดับผลกระทบต่ออาคารสูง สนับสนุนการตัดสินใจของ กทม. ในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ในปี 2569 มีแผนจะติดตั้งในอาคารสำคัญรวมประมาณ 30 แห่ง ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ใช้งบของ กทม. ส่วนในภาคเหนือใช้งบประมาณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงแผนติดตั้งในภาคกลางเพิ่มเติม

จุดเด่นของระบบ TUSHM คือการผสานอุปกรณ์ตรวจวัดต้นทุนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูง เข้ากับการประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง ช่วยให้ประเมินผลกระทบของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังพัฒนาเป็นเครือข่ายสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในภาคเหนือรวม 76 สถานี สามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็วในระดับพื้นที่ย่อย เช่น อำเภอหรือตำบล พร้อมแสดงระดับความรุนแรงและผลกระทบที่แตกต่างกันตามสภาพดินและระยะทางจากแหล่งกำเนิด ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานรับรู้สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

สำหรับเหตุหลุมยุบขนาดใหญ่ รศ.ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี และ ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ TUSHM และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสำรวจ ได้แก่ การสร้างแบบจำลองเสมือนจริง 3 มิติผ่านเทคโนโลยีโฟโตแกรมเมตรี และ LiDAR (การสแกนด้วยเลเซอร์), Visual Intelligence วิเคราะห์ความเสียหายอัตโนมัติ, Data Fusion การรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อทำภาพตัดขวางสำหรับเปรียบเทียบระดับการทรุดตัวของพื้นที่ ช่วยให้กระบวนการทำงานของวิศวกรเร็วขึ้น ลดการใช้แรงงานและค่าใช้จ่าย ให้ข้อมูลที่สม่ำเสมอและแม่นยำสูงกว่าการตรวจสอบด้วยตาเปล่า อีกทั้งช่วยประเมินพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัยและสนับสนุนการวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างในระยะยาว

ศ.ดร.อภินิติ โชติสังกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงประสบการณ์การเฝ้าติดตามการเอียงตัวอาคารรอบหลุมยุบวชิรพยาบาล ด้วยเทคโนโลยี IoT-Tiltmeter ว่า ตรวจพบการเอียงตัวอย่างชัดเจนต่อเนื่องจากการทรุดตัวของเสาเข็มใต้อาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน (สน.สามเสน) ส่วนอาคารพาณิชย์ (สมาคมสุขภาพจิตฯ) ตรวจพบการเอียงตัวเข้าหาอุโมงค์ ขณะที่อาคารทีปังกรรัศมีโชติ (อาคารผู้ป่วยนอก) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล พบอัตราการเอียงตัวในระยะแรกก่อนจะเข้าสู่สภาวะปกติ

“การมีนวัตกรรมจากงานวิจัยช่วยทำให้โรงพยาบาลมีข้อมูลในการตัดสินใจ และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ทันที รวมถึงช่วยไม่ให้เกิดความตระหนกแก่คนไข้และประชาชนทั่วไป” ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคระบาดในสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง “โรคแอนแทรกซ์” เป็นหนึ่งในชื่อโรคที่มีผู้คนสนใจและค้นหามากในโลกออนไลน์ เนื่องจากเป็นโรคอันตรายที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ ดังที่ปรากฎเป็นข่าวการระบาดและการเสียชีวิตของคนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เช่น เมื่อปี 2568 การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ จ.มุกดาหาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และจากสถิติตั้งแต่ปี 2534 รายงานคนไทยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อแอนแทรกซ์จำนวน 19 คน

แม้จะการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยจะไม่รุนแรงและต่อเนื่อง แต่การเตรียมพร้อมและมีความรู้ที่ถูกต้องจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล เหลืองทองคำ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคแอนแทรกซ์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมบวกชื่อ “บาซิลัส แอนทราซิส” (Bacillus anthracis) ซึ่งมีความสามารถในการสร้างสปอร์ ทำให้เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้นานหลายสิบปี และมีโอกาสที่จะปนเปื้อนทั้งในดิน ขนสัตว์ หนังสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ได้

“ในประเทศไทยเองก็มีรายงานว่าพบโรคแอนแทรกซ์เป็นระยะ เช่น อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มีการเกิดโรคเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ในจังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดพิจิตร เป็นต้น ก็เคยมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการระบาดอย่างต่อเนื่อง” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวและว่า โดยทั่วไปโรคแอนแทรกซ์จะพบในสัตว์กินพืช หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นหลัก เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ซึ่งวิธีการดูว่าสัตว์ติดเชื้อแอนแทรกซ์หรือไม่ สามารถทำได้ ดังนี้ โค-กระบือ ที่ติดเชื้อนี้จะตายอย่างเฉียบพลัน และมักพบเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย เช่น จมูก ปาก ตา และทวารหนัก เป็นต้น โดยที่ซากสัตว์จะไม่แข็งตัว บวม และเน่าเสียได้ง่าย ขณะที่ สัตว์อื่นๆอาการไม่ได้เด่นชัด แต่สัตว์บางตัวอาจมีอาการบวมบริเวณคอ ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เป็นต้น

“นอกจากนี้สัตว์ชนิดอื่นๆ อย่าง สุกร ม้า รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวก็สามารถติดเชื้อแอนแทรกซ์ได้เหมือนกัน แต่สุนัขและแมวจะมีความทนทานต่อโรคค่อนข้างสูง โดยส่วนใหญ่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มักติดเชื้อจากการกินเนื้อดิบของสัตว์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์เข้าไป”

ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวต่อไปว่า เชื้อแอนแทรกซ์นี้ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 3 ทางหลักๆ โดยจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน คือ 1.การติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดจากการสัมผัส โดยพบมากในคนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการชำแหละเนื้อสัตว์ รวมทั้งคนที่มีแผลถลอกหรือมีบาดแผลบริเวณมือ ถึงแม้จะเล็กน้อย หากไปสัมผัสกับเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ที่มีเชื้อแอนแทรกซ์ ก็มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้เช่นเดียวกัน อาการเบื้องต้น แผลจะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “แผลบุหรี่จี้” โดยบริเวณรอบแผลจะมีการบวมน้ำ และจุดกึ่งกลางของแผลจะเป็นสีดำคล้ำคล้ายกับเนื้อตายเวลาที่โดนบุหรี่จี้ 2.การบริโภค  เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุกที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรค อาการเบื้องต้น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เบื่ออาหาร บางครั้งพบอาการถ่ายเป็นเลือด 3.การหายใจ เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อที่มีขนาดเล็กมากเข้าสู่ร่างกาย มักพบในคนที่ทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์ที่ใช้ในโรงงานมาจากแหล่งที่มีการระบาดของโรค อาการเบื้องต้น คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา มีไข้ เจ็บคอ หรือไอแห้งๆ อาการรุนแรง เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่ออก และมักเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

“ความรุนแรงของโรคแอนแทรกซ์มักขึ้นอยู่กับช่องทางที่ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกาย แต่การติดเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบขั้นรุนแรง หากหายใจเอาสปอร์เข้าไปเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 95%” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ระบุ

ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง 1.เกษตรกรและผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วยโดยไม่รู้ตัว 2.ผู้ที่ทำงานชำแหละเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องจัดการกับซากสัตว์ที่ตายผิดปกติกะทันหัน 3.แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์มีแหล่งที่มาจากพื้นที่ที่เคยมีการระบาด 4.ผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือเมนูที่มีส่วนประกอบของเลือดสัตว์ดิบ

แนวทาง “การรักษา” โรคแอนแทรกซ์ ทั้งในคนและสัตว์ โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ยืนยันว่าโรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับการรักษาในคน ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษา Penicillin Doxycycline หรือยาในกลุ่ม Fluoroquinolones เช่น  Ciprofloxacin โดยระยะเวลาการให้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและช่องทางการได้รับเชื้อ เช่น หากเป็นการติดเชื้อทางผิวหนังโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่หากติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจมักต้องใช้ระยะเวลารักษานานถึง 60 วัน เนื่องจากสปอร์ที่อยู่ในปอดอาจพัฒนาเป็นตัวเชื้อในช่วงเวลาดังกล่าว ในส่วนของการรักษาในสัตว์ สามารถทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน แต่หัวใจสำคัญคือการ “ป้องกัน” สัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้กับสัตว์หลังหย่านม และทำวัคซีนต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคให้กับสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ การรับมือกับโรคแอนแทรกซ์ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากฝั่งเกษตรกรและผู้บริโภค เนื่องจากเชื้อนี้มีความสามารถในการสร้างสปอร์ที่ทนทานสูง การป้องกันจึงไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงการสัมผัส แต่รวมไปถึงการจัดการ “ซากสัตว์” และ “สภาพแวดล้อม” อย่างถูกวิธี ซึ่ง ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ได้ให้คำแนะนำในการป้องกันและการกำจัดโรคแอนแทรกซ์ ดังนี้ สำหรับสัตว์ (โค-กระบือ) 1.หากมีการตายอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะกรณีมีเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย หรือแม้ไม่มีเลือดไหลออกมา แต่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคแอนแทรกซ์ 2.ห้ามเคลื่อนย้าย ชำแหละ หรือเปิดผ่าซากโดยเด็ดขาด เพราะหากเปิดผ่าซาก เชื้อแบคทีเรียในร่างกายสัตว์จะสัมผัสกับอากาศและสร้างสปอร์ขึ้นทันที ซึ่งสปอร์นี้จะปนเปื้อนและคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่ให้สัตว์อื่น เช่น สุนัขและแมว มากัดกินซากสัตว์ที่ตายด้วย 3.แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบและสืบสวนหาสาเหตุของโรค 4.กำจัดซากอย่างถูกวิธี ซึ่งสามารถทำได้โดย ฝังซากสัตว์ แนะนำให้ฝังซากสัตว์ลึกประมาณ 2 เมตร และโรยปูนขาวกลบให้ทั่วเพื่อทำลายเชื้อก่อนปิดหน้าดิน การเผา สามารถทำได้และเป็นวิธีการกำจัดซากที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องดำเนินการในระบบปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และ 5.การจัดการพื้นที่ปนเปื้อน ควรราดด้วยสารเคมี เช่น Formalin หรือ Sodium Hydroxide ที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อทำลายเชื้อ และลดโอกาสการคงค้างของเชื้อในสิ่งแวดล้อม

สำหรับบุคคลทั่วไป 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์โดยตรง ควรสวมถุงมือ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากที่สัมผัสซากสัตว์ 2.หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อดิบโดยเฉพาะเนื้อจากสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ เช่น ลาบ ก้อย เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดโรคแอนแทรกซ์สูง ควรรับประทานเนื้อที่มีการปรุงสุกที่อุณหภูมิ 75°C ขึ้นไป แม้ความร้อนที่ใช้ในการประกอบอาหารจะไม่สามารถทำลายสปอร์ได้ แต่สามารถฆ่าและช่วยลดความเสี่ยงจากตัวเชื้อได้ 3.ในกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรสวมชุดคลุม และสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันและลดโอกาสในการได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ 4.สำหรับโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรมีการจัดการระบายอากาศที่ดี ถ้าขนสัตว์หรือหนังสัตว์มาจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค ควรทำการฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ เพื่อลดโอกาสในการได้รับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ที่อาจปนเปื้อนมากับขนสัตว์หรือหนังสัตว์เหล่านั้น

แม้โรคแอนแทรกซ์จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังคงเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันทีเมื่อพบการตายที่ผิดปกติของสัตว์ รวมถึงควรสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างถูกต้อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงช่วยป้องกันโรคแอนแทรกซ์ แต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ได้อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับ จังหวัดนครพนม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผ่านการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยจนมียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” สำคัญที่ พช. จะนำมาขยายผลสู่คนเมืองและนักท่องเที่ยว ณ สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อตอกย้ำว่าสินค้าชุมชนไทยมีดีไซน์ที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่าไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)และจังหวัดนครพนม เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้    “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ บริเวณเวทีกลาง ลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยชูจุดขายเมืองแห่งการพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำภาพลักษณ์ “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘ไหว้พระธาตุ’

“DNA นครพนม” มากกว่าความสวยงาม แต่คือจิตวิญญาณ สัมผัสประสบการณ์ 5 Must ครบจบในงานเดียว 

นายสยาม กล่าวย้ำด้วยว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือการนำเสนอ “Identity System” หรือระบบอัตลักษณ์ที่ผ่านการถอดรหัสทางวัฒนธรรมจากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยเน้นลวดลายเครื่องประดับจากองค์พระธาตุพนมและสายน้ำโขง มาลดทอนรูปทรงเป็น “ดอกบัว 6 ดอก” สื่อถึงทิศทั้ง 6  และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ผสมผสานกับ Graphic Elements ที่ดูสากลแต่ยังคงกลิ่นอายท้องถิ่น ซึ่งลวดลายเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้ในบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ OTOP จนเกิดเป็นสินค้าพรีเมียมที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ภายในงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน (Restination) ตามกลยุทธ์ 5 Must เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์นครพนมอย่างรอบด้าน ได้แก่ Visit : เที่ยวชมความงามของนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองและการแสดงที่วิจิตรตระการตา , Eat : ชิมอาหารถิ่นรสชาติดั้งเดิมที่หาทานยากในกรุงเทพฯ , Shop : ช้อปงานคราฟต์ดีไซน์ใหม่ สินค้า OTOP ระดับ 1-5 ดาวที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ , Mu : สัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลตามวิถีชาวลุ่มน้ำโขง และ Rest : สัมผัสบรรยากาศความผ่อนคลายในสไตล์ “Nakhon Phanom Restination”

“กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของ “นครพนม” ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักกาย พักใจ และพักความวุ่นวายอย่างแท้จริง” อธิบดี พช. กล่าว 

สำหรับ “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” พิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ภายในงานจะมีการแสดงชุดพิเศษ “อัตลักษณ์นครพนม เปิดประตูสู่ 5 Must” ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสานศิลปวัฒนธรรมอีสานเข้ากับรูปแบบร่วมสมัย พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่จะมาร่วมเผยเคล็ดลับการปั้นแบรนด์ชุมชนให้ปังในระดับสากล

เพราะนครพนมไม่ใช่เพียงเมืองรอง แต่คือที่หนึ่งในใจของทุกคน

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับ จังหวัดนครพนม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผ่านการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยจนมียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” สำคัญที่ พช. จะนำมาขยายผลสู่คนเมืองและนักท่องเที่ยว ณ สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อตอกย้ำว่าสินค้าชุมชนไทยมีดีไซน์ที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่าไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)และจังหวัดนครพนม เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้    “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ บริเวณเวทีกลาง ลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยชูจุดขายเมืองแห่งการพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำภาพลักษณ์ “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘ไหว้พระธาตุ’

“DNA นครพนม” มากกว่าความสวยงาม แต่คือจิตวิญญาณ สัมผัสประสบการณ์ 5 Must ครบจบในงานเดียว 

นายสยาม กล่าวย้ำด้วยว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือการนำเสนอ “Identity System” หรือระบบอัตลักษณ์ที่ผ่านการถอดรหัสทางวัฒนธรรมจากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยเน้นลวดลายเครื่องประดับจากองค์พระธาตุพนมและสายน้ำโขง มาลดทอนรูปทรงเป็น “ดอกบัว 6 ดอก” สื่อถึงทิศทั้ง 6  และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ผสมผสานกับ Graphic Elements ที่ดูสากลแต่ยังคงกลิ่นอายท้องถิ่น ซึ่งลวดลายเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้ในบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ OTOP จนเกิดเป็นสินค้าพรีเมียมที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ภายในงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน (Restination) ตามกลยุทธ์ 5 Must เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์นครพนมอย่างรอบด้าน ได้แก่ Visit : เที่ยวชมความงามของนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองและการแสดงที่วิจิตรตระการตา , Eat : ชิมอาหารถิ่นรสชาติดั้งเดิมที่หาทานยากในกรุงเทพฯ , Shop : ช้อปงานคราฟต์ดีไซน์ใหม่ สินค้า OTOP ระดับ 1-5 ดาวที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ , Mu : สัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลตามวิถีชาวลุ่มน้ำโขง และ Rest : สัมผัสบรรยากาศความผ่อนคลายในสไตล์ “Nakhon Phanom Restination”

“กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของ “นครพนม” ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักกาย พักใจ และพักความวุ่นวายอย่างแท้จริง” อธิบดี พช. กล่าว 

สำหรับ “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” พิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ภายในงานจะมีการแสดงชุดพิเศษ “อัตลักษณ์นครพนม เปิดประตูสู่ 5 Must” ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสานศิลปวัฒนธรรมอีสานเข้ากับรูปแบบร่วมสมัย พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่จะมาร่วมเผยเคล็ดลับการปั้นแบรนด์ชุมชนให้ปังในระดับสากล

เพราะนครพนมไม่ใช่เพียงเมืองรอง แต่คือที่หนึ่งในใจของทุกคน