
สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย
วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.
หากพูดถึง “เทคโนโลยีนิวเคลียร์” หลายคนอาจนึกถึงพลังงานหรือการแพทย์ แต่ที่ จ.จันทบุรี เทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการช่วยเกษตรกรต่อสู้กับ “แมลงวันทอง หรือแมลงผลไม้” ศัตรูตัวเล็กที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ
ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งนี่ไม่ใช่งานวิจัยที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วจบลงในรายงานวิชาการ แต่คือการเดินทางอันยาวนานของนักวิจัยไทยที่ลงพื้นที่จริง ทำงานเคียงข้างเกษตรกร ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน “แมลงวันผลไม้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรจันทบุรี หลายพื้นที่ประสบความเสียหายต่อผลผลิตในระดับรุนแรง บางช่วงสร้างความเสียหายได้มากถึง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด เพราะผลไม้ที่ถูกแมลงวันผลไม้วางไข่จะเกิดความเสียหายภายใน เน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค และไม่สามารถผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชของประเทศคู่ค้าได้ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและศักยภาพการส่งออกผลไม้ไทย ในเวลานั้นวิธีที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้คือ “การฉีดพ่นสารเคมี” อย่างต่อเนื่อง แม้จะช่วยลดปัญหาได้ในระยะสั้น แต่กลับเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นของความหวัง
ปี พ.ศ.2549 เกษตรกรในพื้นที่ ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เริ่มรวมตัวกันเพื่อหาทางออกจากปัญหาแมลงวันผลไม้ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการคลินิกเทคโนโลยี ก่อนพัฒนาไปสู่การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ หรือ Area-Wide Integrated Pest Management (AW-IPM) โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สทน. นำ “เทคนิคแมลงเป็นหมัน” หรือ Sterile Insect Technique (SIT) เข้ามาใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ลดการใช้สารเคมี และสร้างแนวทางการควบคุมศัตรูพืชที่ยั่งยืนมากขึ้น
“เบื้องหลังความสำเร็จที่เห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักวิจัย สทน. ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ”
นักวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษา “ชีววิทยา พฤติกรรม และวงจรชีวิต” ของแมลงวันผลไม้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย พัฒนาระบบเฝ้าระวังและสำรวจประชากรแมลงในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการแพร่ระบาดและสามารถวางแผนควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้นจึงพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงแมลงวันผลไม้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านชีววิทยา การจัดการอาหารเลี้ยงแมลง การควบคุมคุณภาพ และการผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถผลิตแมลงได้หลายล้านตัวต่อสัปดาห์
อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือการพัฒนาสายพันธุ์แมลงวันผลไม้ที่สามารถแยกเพศได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคัดแยกและปล่อยเฉพาะแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันออกสู่ธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแมลง ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยแมลงเพศเมีย ควบคู่กันนั้น นักวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่เหมาะสม เพื่อให้แมลงเพศผู้เป็นหมันโดยยังคงความแข็งแรง ความสามารถในการบิน และความสามารถในการแข่งขันผสมพันธุ์กับแมลงในธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเทคนิคแมลงเป็นหมัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ การขนส่งแมลง การติดตามผลหลังการปล่อย และระบบเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริงของประเทศไทย
“หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ คือการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้ที่ผ่านการฉายรังสีจนเป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ เมื่อแมลงเพศผู้เหล่านี้ไปผสมพันธุ์กับแมลงตัวเมียในธรรมชาติ จะไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานรุ่นใหม่ได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรแมลงวันผลไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีในปริมาณมาก”

ในพื้นที่ดำเนินงาน มีการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันสัปดาห์ละ 5–10 ล้านตัว ควบคู่กับการวางกับดัก การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ การสำรวจประชากรแมลง และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ นี่คือการใช้วิทยาศาสตร์จัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
“พื้นที่ดำเนินงานสามารถลดประชากรแมลงวันผลไม้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การใช้สารเคมีลดลงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์”
ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า พื้นที่สามารถรักษาระดับการระบาดของแมลงวันผลไม้ให้อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 24 เดือน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ตัวต่อกับดักต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญของพื้นที่การแพร่ระบาดระดับต่ำตามมาตรฐานสุขอนามัยพืชสากล
ผลสำเร็จดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลไม้ที่ปลอดภัยขึ้น เกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้บริโภคที่ได้รับอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตั้งแต่การผลิตแมลงเป็นหมัน การจัดทำกับดัก การสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูล การขนส่ง และการปล่อยแมลงในพื้นที่จริง ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการควบคุมแมลงวันผลไม้และการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการเกษตร มีนักศึกษา นักวิจัย และหน่วยงานจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์”

จากความสำเร็จในพื้นที่ต้นแบบ สทน. พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่ระดับจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่กว่า 100,000–200,000 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ปลูกผลไม้ของ จ.จันทบุรีให้เป็นพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ระดับต่ำตามมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทย ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก
รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ความสำเร็จของการควบคุมแมลงวันผลไม้ในพื้นที่ ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัย สทน. หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเทคนิคแมลงเป็นหมันให้เกิดผลในระดับพื้นที่จริง
“นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า งานวิจัยของคนไทยสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความปลอดภัยของอาหาร และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัย สทน. ไม่ได้เพียงทำงานเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่กำลังค่อยๆ แก้โจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนทีละขั้น ตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมแมลง การพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถแยกเพศได้ การผลิตแมลงวันผลไม้เพศผู้จำนวนมหาศาล การพัฒนาเทคนิคการฉายรังสี ไปจนถึงการติดตามผลในพื้นที่จริงร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
“กว่าสองทศวรรษอาจเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับนักวิจัย นั่นคือเวลาของความพยายาม การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป วันนี้ ผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่อยู่ในสวนผลไม้ของเกษตรกร อยู่ในผลไม้ที่ปลอดภัยมากขึ้น อยู่ในการลดการใช้สารเคมี และอยู่ในโอกาสใหม่ของผลไม้ไทยบนตลาดโลก” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวทิ้งท้าย
บางครั้ง 20 ปีอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ และสำหรับเกษตรกรที่เคยสูญเสียผลผลิตจากแมลงวันผลไม้มาตลอดหลายปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นคำตอบที่มีค่าที่สุดของการทำงานวิจัยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา