สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Repids” นวัตกรรมจากจุฬาฯ เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นสารกำจัดแมลงอินทรีย์ปลอดสารพิษ ช่วยลดปัญหามลพิษจากไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ สร้างทางเลือกผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลายบริษัทที่มีโรงอาหารสำหรับพนักงานจำนวนมากคงเคยเผชิญกับปัญหากากไขมันสะสมจนระบบท่ออุดตัน แม้จะมีระบบกรองและดักไขมันแล้วก็ตาม แนวทางแก้ไขก็อาจมีตั้งแต่ล้างท่อด้วยน้ำร้อน ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปในท่อ ใช้สารเคมีหรือเติมจุลินทรีย์เพื่อสลายไขมัน ฯลฯ แต่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา ด้วยนวัตกรรมที่แปลงน้ำมันพืชใช้แล้วหรือกากไขมันให้เป็นสารป้องกันแมลงปลอดสารพิษ คิดค้นโดย ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนปี 2563 จุฬาฯ มีปัญหากากไขมันจากโรงอาหารสะสมในระบบท่อจนอุดตัน เพราะไม่ค่อยมีการทำความสะอาดกล่องดักไขมัน ทำให้ดักจับไขมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตอนแรก เราก็แก้ปัญหาโดยการแปลงไขมันให้เป็น สบู่โพแทสเซียม” ที่ย่อยสลายได้ง่ายและนำเอาไปหมักพร้อมกับปุ๋ยหมักจามจุรี แต่ต่อมา เราได้ปรึกษากับอาจารย์จากคณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วพบว่าสารนี้ใช้กำจัดแมลงในแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ ทีมของเราจึงคิดค้นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง Repids ขึ้น ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรมสบู่เหลวโพแทสเซียม Repids สารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ปลอดภัยต่อพืช เด็ก สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ชื่อ “Repids” มาจากการผสมคำระหว่าง “Re” อันหมายถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle/Reuse) กับ “Lipids” ซึ่งแปลว่า ไขมัน ซึ่งสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการนำไขมันหรือน้ำมันพืชใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ โดยอ้างข้อมูลจากการรีวิวงานวิจัยในระดับนานาชาติ ที่เผยว่าประเทศไทยมีน้ำมันพืชใช้แล้วสะสมกว่า 800,000 ตันต่อปี แต่เก็บรวบรวมได้เพียงไม่ถึง 5% ที่เหลืออีก 95% ไหลลงท่อระบายน้ำ เมื่อน้ำมันเจอเข้ากับน้ำกระด้างที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นของแข็งเกาะผนังท่อ ที่เรียกว่า “Fatberg” สะสมจนอุดตันท่อสาธารณะในที่สุด

เมื่อท่อระบายน้ำสาธารณะซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการระบายน้ำของเมืองถูก ก้อนไขมันแข็ง อุดตันจนพื้นที่ในท่อเหลือไม่ถึงครึ่ง หรือบางจุดอุดตัน 100% ผลที่ตามมา เวลาฝนตกหนัก น้ำฝนจะไม่สามารถไหลลงท่อได้ทันที แต่จะเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นผิวจราจร กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมฉับพลันหรือที่มักเรียกกันว่า น้ำรอการระบาย ส่วนความเดือดร้อน การจราจรเป็นอัมพาต รถติดยาวนาน รถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม และส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปทำภารกิจต่างๆของทุกคนในเมือง รวมถึงเมื่อเกิดน้ำหนุนหรือน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ก็อาจส่งกลิ่นเหม็นเน่าเสียขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ โชยไปทั่วบริเวณ สิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเอ่อขึ้นมาสัมผัสกับร่างกายมนุษย์ เสี่ยงต่อโรคผิวหนังและโรคทางเดินอาหาร

หัวใจของ Repids คือกระบวนการที่เรียกว่าปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันหรือการทำสบู่ โดยนำน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งในทางเคมีเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ มาทำปฏิกิริยากับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อให้ได้สบู่โพแทสเซียมที่มีลักษณะเหลวข้นออกมา

โดยปกติแล้วน้ำและน้ำมันตามธรรมชาติไม่ผสมกัน ทำให้การทำสบู่นั้นใช้เวลานาน และบางครั้งเกิดปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ ปัญหานี้ ในระดับอุตสาหกรรม แก้ได้ด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์ที่มีแรงปั่นสูง แต่ชาวบ้านไม่มีเครื่องแบบนั้น ทีมนวัตกรรม Repids จึงออกแบบสูตรพิเศษที่เพิ่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกลางช่วยให้สารผสมกัน โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพง และได้พัฒนากระบวนการให้ทุกคนสามารถทำได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปคือทำตามสูตรแล้วได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทุกครั้ง ที่สำคัญกระบวนการนี้ไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย สารทุกตัวที่ใส่เข้าไปจะถูกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการทำ Repids นั้นไม่ยาก จะใช้หลักการทางเคมีที่เรียกว่า Saponification (ปฏิกิริยาการเกิดสบู่) โดยวัตถุดิบประกอบด้วย น้ำมันพืชใช้แล้ว เป็นแหล่งไขมันหลัก (นำมาบำบัด/กรองกากอาหารออกก่อน) ด่างคลีหรือโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ด่างตัวนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ได้สบู่เหลว ซึ่งทำให้ละลายน้ำได้ 100% ต่างจากการใช้โซดาไฟที่จะได้สบู่ก้อนแข็ง เอทิลแอลกอฮอล์ (เช่น เอทานอล) ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและช่วยละลาย เพื่อให้ไขมันในน้ำมันพืชกับน้ำด่างผสมเข้าเนื้อกันได้เร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิธีการทำ นำวัตถุดิบมากวนผสมกันภายใต้ความร้อนคงที่ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จนได้เนื้อสบู่เข้มข้นเหมือนน้ำผึ้ง ก่อนจะนำไปละลายน้ำสะอาดเพิ่ม ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ลิตร จะสามารถแปรสภาพเป็นน้ำยาพร้อมใช้งานได้ถึง 4 ลิตร

ทั้งนี้ สูตรการผลิต Repids ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรแล้ว และทีมผู้คิดค้น Repids เลือกเปิดเผยสูตรให้ชุมชนและวิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเองได้ โดยมีอินโฟกราฟิกแบบง่ายๆ อธิบายขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบในการผลิตก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในราคาที่ไม่แพง

หลายคนอาจสงสัยว่าสบู่ธรรมดาจะไปสู้กับแมลงได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วมีกลไกทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน โดย ดร.ณัฐพงศ์  อธิบายว่า ลองสังเกตดูเวลาหยดน้ำบนใบพืชหรือตัวแมลง น้ำจะม้วนตัวกลมๆและกลิ้งออกไปง่ายๆ เพราะทั้งใบไม้และตัวแมลงต่างมีชั้นไขมันหุ้มอยู่ ซึ่งธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ น้ำเลยกลิ้งออกโดยไม่เกาะ แต่สบู่โพแทสเซียมเป็นสารลดแรงตึงผิว ซึ่งมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำและชอบน้ำมัน จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองสิ่งที่ปกติไม่ยอมผสมกัน เมื่อฉีดสารละลาย Repids ลงไป ก็สามารถเคลือบตัวแมลงนี้เองที่เป็นกลไกหลักในการกำจัดแมลง

กลไกการทำลายแมลง/การออกฤทธิ์ มีอยู่ด้วยกัน 2 จังหวะ ซึ่งจังหวะที่ 1 สบู่ Repids ออกฤทธิ์น็อคทันที ตัวสบู่เหลว Repids ที่ได้จากน้ำมันพืชเก่า มีคุณสมบัติเป็นสารซักฟอกอ่อนๆ โดยธรรมชาติ เมื่อฉีดพ่นไปโดนตัวแมลงศัตรูพืช (โดยเฉพาะแมลงตัวเล็กๆ หรือพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง) จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นทันที ล้างเกราะคุ้มกัน/ทำลายชั้นไขมันผิว ตามธรรมชาติ ผิวของแมลงพวกนี้จะมีชั้นไขมันหรือแป้งเคลือบอยู่เพื่อป้องกันตัวเองและกักเก็บน้ำ แต่สบู่ Repids จะเข้าไป ชะล้างไขมันที่เคลือบตัวแมลงออก ทำให้แมลงสูญเสียน้ำจากร่างกายอย่างรวดเร็วและแห้งตาย กลไกนี้ทำงานได้ดีกับแมลงที่มีผิวบางหรือผนังลำตัวอ่อนนิ่ม เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรขาว และแมลงหวี่ขาว อุดรูหายใจ แมลงหายใจผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผิวลำตัว เรียกว่า สไปราเคิล เมื่อฟิล์มสบู่คลุมตัวแมลง มันจะไปอุดรูหายใจเหล่านั้น ทำให้แมลงขาดอากาศและตายในที่สุด การอุดรูหายใจไม่ใช่สารพิษเคมี จึงไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของยาฆ่าแมลงทั่วไป

จังหวะที่ 2 สปอร์ชีวภัณฑ์ (BT/เชื้อรา) ตามเก็บงานระยะยาวด้วย Wetting Effect คำว่า Wetting Effect คือ ความสามารถในการลดแรงตึงผิวของน้ำ นึกภาพเวลาเราหยดน้ำลงบนใบไม้ที่มันๆหรือบนตัวแมลง น้ำมักจะกลิ้งเป็นลูกกลมๆ แล้วไหลตกพื้นไป ไม่ยอมเกาะเปียกบนใบไม้หรือตัวแมลงเลย นั่นคือสิ่งที่มีแรงตึงผิวสูง และเมื่อเราใส่สบู่ Repids ลงไปผสมกับน้ำและสปอร์เชื้อรา (เช่น บีที หรือ บิวเวอเรีย) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระจายตัวและเปียกทั่ว สบู่จะลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำยาไม่จับตัวเป็นก้อนกลม แต่จะแผ่กระจายตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบเปียกไปทั่วทั้งใบไม้และซอกมุมบนตัวแมลงอย่างทั่วถึง ทำให้สปอร์ของเชื้อราที่ผสมอยู่กระจายตัวไปแปะติดอยู่ทั่วทุกจุด ไม่กองรวมกันหรือไหลทิ้งลงดิน ค่อยๆ เติบโตและฝังตัว สำหรับแมลงที่อึดและรอดชีวิตจากจังหวะแรกมาได้ สปอร์ของเชื้อรา (เช่น บิวเวอเรีย) ที่ติดอยู่บนตัวมันอย่างทั่วถึงจาก Wetting Effect จะได้รับความชื้นและค่อยๆงอกเส้นใย แทงทะลุผ่านผิวแมลงที่โดนสบู่กัดเซาะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เข้าไปเจริญเติบโตข้างในตัวแมลง ทำให้แมลงค่อยๆป่วยและตายไปใน 3 – 7 วัน

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สบู่เหลวโพแทสเซียม Repids มีความปลอดภัยตามมาตรฐานการผลิตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วย สามารถใช้เป็นสารควบคุมแมลงศัตรูพืช หรือผสมเป็นสารจับใบเพิ่มประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มีความปลอดภัยต่อพืช เด็ก และสัตว์เลี้ยง และสามารถย่อยสลายในดินปลดปล่อยแร่ธาตุโพแทสเซียมได้ภายใน 5 วัน

ที่สำคัญ “Repids จะไม่ส่งผลกระทบต่อผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสร หรือ โพลิเนเตอร์ (Pollinator) เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่กว่าและบินหนีได้ การฉีดพ่น Repids จึงไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อดีที่สารกำจัดแมลงเคมีส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว

Leave a comment