ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน พาคุณไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แล้วได้นำภาพโคมไฟกระดาษที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะแห่งนี้มาฝากสองภาพ ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าเขาติดโคมไฟกระดาษที่เขียนรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งดูเป็นงาน hand made ที่มีความงามแบบธรรมชาติไว้เพื่ออะไร 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขอเล่าเรื่องโคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะให้คุณได้ทราบโดยสังเขป สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มักมีประเพณีเกี่ยวกับไฟอยู่หลายหลากมากมาย เพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่บรรพกาลว่าไฟเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและการรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ และไฟยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้มลายหายไป ดังนั้น จึงมีเทศกาลเกี่ยวกับไฟมากมาย เช่น เทศกาลไฟโอบัง เทศกาลไฟโยชิดะ เทศกาลไฟโนซาวะ และเทศกาลพลุดอกไม้ไฟฮานามิ เป็นต้น 

ส่วนที่เกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ ก็มีประเพณีประดับโคมไฟกระดาษ และประเพณีลอนโคมไฟกระดาษ เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลโบราณ เพื่อเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น และเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความสุขสงบในชุมชน โดยเทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 17 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม

เทศกาลโคมไฟสำคัญบนเกาะแห่งนี้ชื่อว่าเทศกาลคังเก็นไซ หรือ Miyajima Kangensai Boat Festival เป็นเทศกาลลอยเรือที่งดงามที่สุดของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ แต่ช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวเกาะนี้เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงไม่มีภาพการลอยเรือที่งดงามมาฝาก (แต่วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวครับ) เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์นี้จึงเน้นการสำเสนอภาพโคมไฟกระดาษ hand made ที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะมาให้ชม

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลจะมีการตั้งขบวนแห่โคมไฟกระดาษที่ศาลเจ้านางาฮามะ โดยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกจุดขึ้นเพื่อรับขบวนเรือของขุนนาง โดยมีบทเพลงคลาสสิกของพื้นเมืองบรรเลงตลอดเวลา ส่วนบรรยากาศของงานก็จะสุกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมทำให้ท้องน้ำของเกาะมิยาจิมะเรืองรองจากแสงไฟ

ขณะเดียวกันยังมีเทศกาลลอยโคมโทโรนากาชิ จัดในเขตใกล้เคียงกับเกาะมิยาจิมะ ในฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกวันที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ เทศกาลนี้จัดเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันภาวนาแล้วส่งส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษและนำไปลอยในท้องทะเล ในวันดังกล่าวจะมีภาพประทับใจปรากฏคือแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟสะท้อนบนท้องน้ำแล้วมีภาพเสาโทเรอิสีแดง สัญลักษณ์ของเมืองฮิโรชิมะเป็นเครื่องประกอบ

ส่วนที่วัดไดโชอิน บนเกาะมิยาจิมะ ยังมีเทศกาลโคมไฟกระดาษ เพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่ชื่อ Kukai ที่มีอายุในช่วง ค.ศ. 774-835 โดยท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขามิเซน บนเกาะมิยาจิมะ ดังนั้น จึงมีเทศกาลโคมไฟ 1,250 สีเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์รูปดังกล่าว แล้วยังมีการประดับประดาโคมไฟภายในถ้ำของวัดสำคัญอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย 

ขอกระซิบให้ทราบว่าหากคุณ ๆ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศวันลอยโคมไฟบนเกาะมิยาจิมะ คุณจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม โดยเฉพาะภาพเสาโทเรอิสีแดงที่ดูแล้วดุจดั่งลอยอยู่บนน้ำทะเล ที่สุกสกาวไปด้วยแสงไฟจากโคมที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันดวง

สนใจร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไมไปกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบ slow trip ดื่มด่ำกับขนบประเพณี ซึมซับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงนี้ยังขอชวนคุณเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ แต่ทว่าพาเที่ยวนอกกรุงโตเกียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ 

เวลาพูดถึงฮิโรชิมะ หลายคนอาจจะนึกถึงความหดหู่ ความเศร้าโศก ทุกข์ระทมแสนสาหัสของมนุษยชาติ อันเกิดจากความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ด้วยกัน หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Little Boy เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อ แฮร์รี เอส. ทรูแมน แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ ผลของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ทำให้มีคนตายรวมทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่นางาซากิ มีคนตาย 80,000 คน แม้เรื่องราวแสนเลวทรามจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่บาดแผลได้ฝังลึกลงไปในมโนสำนึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้ แล้วก็ได้แต่หวังว่ามนุษย์จะไม่กระทำการอันแสนเลวทรามเหมือนอดีตอีก แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะในปัจจุบันก็ยังมีการสู้รบ มีสงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนแม้แต่น้อย

นั่นคือช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะชวนคุณไปสัมผัสความน่ารักของเกาะสวรรค์มิยาจิมะ ไปเดินเล่นดูบ้านเมือง ไปดูน้องกวางน้อยมากมายที่ชอบเดินเข้าหานักท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรอย่างที่สุด ไปหาขนมอร่อย ๆ กินให้ชื่นใจ แล้วกินอาหารทะเลสด ๆ แล้วที่ต้องไม่พลาดคือต้องเยือนเสาโทริอิแห่งมิยาจิมะที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล

เกาะนี้ถูกเรียกว่าเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ และได้รับการขนานนามว่าเกาะแห่งทวยเทพ หรือเกาะของเทพเจ้า ดังนั้น จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้รับการยอมรับว่ามีทิวทัศน์สวยงามที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น 

บนเกาะมิยาจิมะมีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ มีประวัติยาวนานประมาณ 1,400 ปี จึงถูกยกเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล ดังนั้นในเวลาที่น้ำทะเลขึ้น จึงทำให้ทั้งศาลเจ้าและเสาโทริอิเสมือนลอยอยู่กลางทะเลสีคราม ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวครึ้ม ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือกันระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ 

นอกจากศาลเจ้าอิทสุคุชิมะแล้ว ยังมีวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดไดกันจิ วัดไดโชอิน ยอดเขามิเซน พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และนิทานพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมพื้นถิ่น และตลาดคนเดินริมทะเล แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ การได้เดินอยู่กับน้องกวางที่แสนเชื่อง เชื่องแบบชนิดที่เดินมาหาแล้วขออาหารแบบไม่อ้อมค้อม วอนขอขนมจากนักท่องเที่ยวกินแบบเป็นกันเองไม่สนใจว่าเขาจะพูดภาษาอะไร แต่ขอย้ำว่าห้ามให้อาหารและขนมกับน้องกวางเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องกวางจะอ้อนวอนขอมากสักเพียงใด ก็ห้ามให้ แต่ก็ต้องระวังน้องกวางแย่งขนมหรืออาหารจากมือของคุณ ในเวลาคุณกำลังเดินชมร้านรวงในย่านถนนคนเดินบนเกาะ คือบนถนนโอโมเตะซันโด แล้วสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวนาน ๆ ก็อาจจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าได้ด้วย 

ขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปเที่ยวชมในเขตหมู่บ้านบนเกาะมิยาจิมะด้วย แต่ย้ำว่าอย่าได้สอดส่ายกล้องถ่ายรูปของคุณเข้าไปในบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะมันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน แต่หากจะถ่ายรูปก็ขอให้ถ่ายเฉพาะภาพหน้าบ้าน หรือภาพมุมกว้างเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ได้นำภาพโคมไฟกระดาษรูปนักสัตว์ต่าง ๆ มาฝากคุณ อันที่จริงต้องบอกว่าชาวเกาะมิยาจิมะติดโคมไฟรูปสัตว์กันทุกบ้านเลย แต่ไม่แน่ใจว่าติดเฉพาะช่วง Golden Week หรือไม่ (ลืมถามชาวเมืองว่าติดถึงช่วงไหน) แต่เป็นโคมไฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะแต่ละอันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย 

แน่นอนที่สุดคือ เมื่อไปถึงเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้า และไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็หาซื้อของกินประจำเกาะคือขนม ขนม และขนม ซึ่งล้วนทำจากแป้ง มีชื่อว่าโมมิจิมันจู ขนมไข่ทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลแล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดง มัน เผือก ช็อกโกแลต และยังมีขนมอาเกะ โมมิจิ คือการนำขนมโมมิจิมันจูไปชุบแป้งแล้วทอดกรอบ เสร็จแล้วใช้ไม้เสียบ และอย่าลืมชิมมิยาจิมะ ออมเล็ต เค็กเนื้อนุ่มฟูเคลือบครีมหวานตกแต่งด้วยคุ๊กกี้รูปเสาโทริอิ และกังสุ ของว่างทำด้วยลูกชิ้นปลาผสมผักทอดคลุกเกล็ดขนมปัง 

แต่ที่ต้องไม่ลืมกินเป็นอันขาดคือโอโคโนมิยากิแบบฉบับมิยาจิมะ ทำจากแป้งสาลีแผ่นบาง ๆ ทอดบนกระทะแบน แล้ววางยากิโซบะกับกะหล่ำปลี และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ลงเป็นชั้น ๆ และทอดจนสุกส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วขอแนะนำให้กินหอยนางรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ถือได้ว่าเป็นสุดยอดน้ำมนแห่งท้องทะเลเมืองฮิโรชิมะ 

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยวมิยาจิมะด้วยกัน โดยเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน เพื่อให้ซึมซับทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียบประเพณีของที่ท่องเที่ยวให้ครบครัน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใครที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วยังจดจำเนื้อหาสาระของบทเรียนได้บ้าง คงจะยังจำชื่อออกญาเสนาภิมุข หรือยามาดะ นางามะสะ ขุนนางชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยที่จะมีหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เพราะในครั้งกระนัันมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำงานในสังกัดทหารกรมอาสาญี่ปุ่น และรับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และชื่อของขุนนางญุี่ปุ่นคนสำคัญ อย่างเช่นยามาดะ นางามะสะ ก็จึงปรากฏขึ้น แล้วต่อมาก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข

คนที่เรียนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าทรงธรรมต้องคุ้นชื่อออกญาเสนาภิมุข และน่าจะคุ้น ๆ ว่าบ้านเดิมของเขาอยู่ที่ชิซึโอกะ ปัจจุบันเป็นจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น อยู่ในเขตชูบุ (Chubu) เวลาพูดถึงชิซึโอกะก็จะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิ เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น อาจจะบอกได้เลยว่าหากอยู่ในที่โล่งหรือที่สูงในชิซึโอกะแล้วรับรองว่าต้องเห็นยอดของฟูจิอย่างแน่นอน แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าชิซึโอกะคือแหล่งปลูกชาเขียวที่โด่งดังมากที่สุดของญี่ปุ่นด้วย และที่ลืมไม่ได้คือเป็นแหล่งผลิตวาซาบิชั้นดีของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

การไปเที่ยวชมเมืองชิซึโอกะทริปนี้ Mr. Flower แวะไปที่ศาลเจ้าชิซึโอกะเซ็นเง็นก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากลงรถไฟแล้วก็ต่อรถเมล์ไปที่ศาลเจ้า ความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือเป็นแหล่งรวมของศาลเจ้าสำคัญสามแห่ง ที่เรียกว่า โอเซ็นเก็นซัง คือศาลเจ้าคัมเบะ ศาลเจ้าอาซามะ และศาลเจ้าโอโทชิมิโอยะ และกลุ่มอาคารศาลเจ้า 26 หลัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชิซึโอกะ ทั้งนี้ศาลเจ้าคัมเบะมีอายุเก่าแก่ที่สุด

เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไปกราบนมัสการศาลเจ้าอาซามะ โดยต้องขึ้นบันไดจำนวนประมาณ 200 กว่าขัั้น แล้วจากนั้นก็ต้องเดินขึ้นไปบนภูเขาอีกนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าคุณเดินช้าหรือเร็ว แต่อย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 40 นาที แต่เมื่อขึ้นไปบนเนินเขาสูงแล้ว จะได้พบกับต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมาจำนวนมากมาก แล้วยังชมวิวเมืองชิซึโอกะ และได้ชมวิวฟูจิยามาได้อย่างเต็มตาจุใจพร้อมกับสูดอาการบริสุทธิ์ได้เต็มปอด จนทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาโดยพลัน

ต้องบอกด้วยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อถือศรัทธาในศาลเจ้าแห่งนี้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือในเขตนี้มีศาลเจ้าหลายแห่งอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความเชื่อถือและความเคารพเป็นจำนวนมาก เช่น ศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ ที่เป็นศาลเจ้าของเทพแห่งการกีฬาและศิลปะการต่อสู้ ศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ มีเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ศาลเจ้าทามาโบโกะ มีเทพเจ้าแห่งการสอบการศึกษา

ในประวัติกล่าวว่าศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ และศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ เคยใช้เป็นสถานที่บูชาพระพุทธเจ้าในยุคเอโดะ แต่ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นศาลเจ้า เมื่อมีคำสั่งแยกศาสนาพุทธและศาสนาชินโต ในยุคเมจิ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในชิซึโอกะ แต่พื้นที่สำคัญบอกเล่าเรื่องราวหมดลงแล้ว แต่ขอย้ำนิดเดียวว่า หากเดินออกจากศาลเจ้าชิซึโอกะ โดยลอดเสาโทริอิด้านหน้าของศาลเจ้า แล้วเดินตรงไปบนถนนเส้นหน้าวัด ประมาณ 100 กว่าเมตร จะพบกับอนุสาวรีย์ของยามาดะ ตั้งอยู่ด้านขวามือ หากใครไม่สังเกตก็จะไม่เห็น เพราะตัวอนุสาวรีย์ไม่มีจุดเด่นอะไรมากนั้น แต่สำหรับเราซึ่งเป็นคนไทย เมื่อมองป้ายบรรยายรายละเอียดอนุสาวรีย์แล้วพบตัวอักษรไทยเขียนว่า ออกญาเสนาภิมุข ก็ทำให้เราขึ้นกับขนลุกซู่โดยพลัน แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น แต่วันนี้เราได้มายืนอยู่ในเขตบ้านเก่าของยามาดะแล้ว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าเมืองไทยของเรานั้นไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย เพราะอยุธยาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ก็คือเมืองที่แสนเจริญ เป็นเมืองซึ่งผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายประเทศต่างเข้าไปอาศัยและทำมาหากินในกรุงศรีอยุธยาของเรา ทำให้เราภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก 

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แล้วได้ซึมซับประวัติศาสตร์ด้วยตัวคุณเอง โดยไปเที่ยวในรูปแบบกลุ่มเล็ก ๆ ที่เน้นความเป็นกันเอง โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ 

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ 

อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย

ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก

อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน

หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันที่ 28 เมษายนของทุกปี คือวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระนามเดิมคือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เคยทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี นักปราชญ์ราชบัญฑิต นักการทหาร และพหูสูต พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานช่างสารพัดแขนง ทั้งด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ศิลปกรรม และด้านคีตศิลป์ 

ในปี พ.ศ. 2506 เนื่องในโอกาส ฉลองวันประสูติครบ 100 ปีของพระองค์ท่าน องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งนับเป็นคนไทยรายที่ 2 ที่ได้รับการยกย่อง โดยคนไทยคนแรกที่ทรงได้รับการยกย่องคือ สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย 

งานวันนริศฯ ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 และ 29 เมษายน ณ ตำหนักปลายเนิน หรือวังคลองเตย เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวงศ์ ในวันงานได้มีการจัดระบำรำฟ้อน และละครดึกดำบรรพ์ การบรรเลงดนตรีไทย รวมทั้งการแสดงนิทรรศการศิลปะ จากผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์

ในงานนี้ เปิดให้เข้าชมตำหนักของพระองค์ท่าน โดยจะได้ชมศิลปะวัตถุที่ทรงคุณค่าซึ่งเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และยังได้ชมรวมถึงสัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนร่มรื่นด้วยพรรณพฤกษานานาชนิดในสวนของตำหนัก 

ตำหนักปลายเนินเป็นที่ประทับสุดท้ายของพระองค์ท่าน โดยทรงให้ซื้อเรือนไทยโบราณ แล้วสร้างเป็นตำหนัก ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2457 ส่วนวังท่าพระ ซึ่งอยู่ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวังที่ประทับทางการ แต่จะเสด็จไปประทับเฉพาะช่วงฤดูหนาว หรือในช่วงมีงานพระราชพิธีเท่านั้น

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทับ ณ วังคลองเตย จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2490

ตำหนักปลายเนินในปัจจุบัน เป็นที่ประทับและที่อยู่อาศัยของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ภายในเขตตำหนักมีอาคารต่างๆ ดังนี้ ตำหนัดตึก เคยเป็นที่ประทับของพระองค์ท่าน 

ตำหนักประเสบัน เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงสองยุโรป ต่อมารื้อลงเป็นเรือนสองชั้น สองหลัง 

เรือนไม้ริมบ่อและศาลาริมน้ำ สร้างสมัยยังมีคลองอยู่หน้าวัง แต่ปัจจุบันรื้อย้ายไปปลูกเป็นศาลาทรงไทยอยู่กลางสวน

ตำหนักหม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ และยังมีเรือนอื่นๆภายในเขตตำหนักด้วย ซึ่งเป็นของเหล่าทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ ในยุคนี้ นับวันจะกลายสภาพเป็นป่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ เมื่อเมืองเติบโตขึ้น สภาพดั่งเดิมของบ้านเรือนเมื่อครั้งอดีตก็ถูกลบเลือนไป จะเรียกว่าความเจริญเข้ามาแทนที่ความล่าสมัยได้หรือไม่ คำตอบนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละฝ่าย ฝ่ายที่ต้องการตึกสูงระฟ้า ก็คงตอบว่าจำเป็นต้องทำให้บ้านเมืองเติบโตให้สอดคล้องกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฝ่ายที่ต้องการเก็บรักษาแหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองเอาไว้ ก็คงตอบว่า ไม่ขัดขวางความเจริญของเมือง แต่ขออย่าทำลายล้างโบราณสถานที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของเมือง

อันที่จริงกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออกมาก่อน เพราะอุดมไปด้วยคลองสายต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คน แล้วยังได้รับการยอมรับว่าเคยมีบ้านเรือนไม้ที่งดงามกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพระนคร อาทิ บ้านทรงไทยซอยสวนพลู และบ้านไม้ที่ไม่ได้ปลูกแบบทรงไทยแต่เป็นบ้านไม้ที่งดงามมาก เช่น บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า และบ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักอายุกว่า 100 ปี รวมถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เป็นต้น

บ้านไม้เป็นอาคารได้รับการยอมรับว่างดงามมาก เพราะกลมกลืนไปกับธรรมชาติของสวนป่าและหมู่ต้นไม้ที่ปลูกรายล้อมรอบบ้าน แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าบ้านไม้เป็นสิ่งที่ยากกับการรักษาดูแลและซ่อมบำรุง เพราะต้องอาศัยความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือชั้นเยี่ยม และต้องใช้วัสดุในการบำรุงรักษาที่มีคุณภาพดี บวกกับต้องใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อซ่อมบำรุงให้คงอยู่ในสภาพดีตลอดเวลา

วันนี้จะชวนคุณไปบ้านซอยสวนพลู ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญของไทยผู้มีหลายบทบาทจนไม่สามารถจะบรรยายให้ครบจบสิ้นภายในเวลาอันจำกัด เพราะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี นักปราชญ์ นักประพันธ์ นักการแสดง ผู้เล่นโขนละคร และอีกสารพัดบทบาทสำคัญ 

บ้านไม้ทรงไทยอายุกว่า 100 ปี หลังนี้อยู่ในซอยพระพินิจ เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อครั้งโบราณกาลนั้น ย่านนี้เป็นสวนพลู ดังนั้น จึงถูกเรียกขานว่าสวนพลูสืบต่อมาจนบัดนี้ 

บ้านแห่งนี้เป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประกอบเป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง เป็นแบบเรือนเครื่องสับของภาคกลาง เริ่มสร้างเรือนตั้งแต่ปี 2490 โดยนำเรือนไทยเดิมมาจากหลายที่ ทั้งจากย่านเสาชิงช้า กรุงเทพฯ และจากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช บุตรของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เคยเล่าให้ Mr. Flower ฟังว่า เรือนใหญ่หลังกลางนี้เฮี้ยนหนักหนา เพราะมีทั้งบานประตูและเสาไม้ตกน้ำมัน เข้าใจว่าวิญญาณเดิมของเจ้าของบ้านที่เป็นสตรีหวงเป็นยิ่งนัก จึงยังผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเหลือเกิน วันดีคืนดีก็จะตกน้ำมันจนเยิ้มนอง แล้วก็จะเห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้น 

ตามประวัติระบุว่าบ้านนี้เดิมเป็นของหม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี (พี่สาวหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์) ภรรยาพลตำรวจตรี พระพินิจชนคดี แล้วต่อมาได้ตกเป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

ส่วนบริเวณหน้าบ้านมีศาลาทรงไทย สร้างแบบศาลาวัดคือไม่มีข้างฝา แต่เปิดโล่ง ใช้สำหรับประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย และดนตรีไทย และใช้เล่นโขนละครประจำบ้านซอยสวนพลู บริเวณริมศาลาด้านขวา (หันหน้าออกจากบริเวณตั้งโต๊ะหมู่ของศาลา) เป็นศาลเจ้าจีนประจำบ้าน ด้านหน้าของศาลาเป็นสวนไม้พุ่ม และมีบ่อน้ำขนาดเล็กประดับสวน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์อาศัยอยู่ในบ้านซอยสวนพลูจนวันที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2538 โดยในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น บ้านหลังนี้มีความคึกคักมาก เพราะเป็นที่รวมตัวของนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้าพบหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นประจำ เมื่อเจ้าของบ้านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว บ้านหลังนี้เคยถูกเปิดให้ชาวไทยและคนต่างชาติเข้าเยี่ยมชมได้ แต่เมื่อถึงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดลง แต่บัดนี้บ้านซอยสวนพลูเตรียมพร้อมจะเปิดรับผู้สนใจเข้าศึกษาเรื่องราวของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เข้าเยี่ยมชมอีกครั้ง (คาดว่าจะเปิดให้เข้าชมในเร็ว ๆ นี้)

ปัจจุบัน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนบ้านซอยสวนพลูเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในการดูแลของหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

สำหรับผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โปรดรอฟังว่า Mr. Flower จะจัดทริปพิเศษพาคุณไปเยี่ยมชมบ้านซอยสวนพลูในวันเวลาใด ซึ่งคาดว่าจะจัดในเร็ววันนี้ ผู้สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091 7233615 รับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen's Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีมนต์เสน่ห์ที่สามารถมัดใจให้ผู้ไปเยือนต้องหลงใหล แบบชนิดที่ว่าหากมีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลายแบบ แต่สามารถผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัวสุด ๆ เช่น สถาปัตยกรรมแบบนิโอกอธิค นิโอคลาสสิก อาร์ตนูโว บาโรก โรมาเนสก์ และกอธิคยุคกลาง 

แต่สัปดาห์นี้ จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้าในมหาวิหาร St. Stephen’s หรือ St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ก่อนอื่นของเล่าให้ฟังว่า Bacilica คือมหาวิหารในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่มีสถานะเป็น Bacilica คือโบสถ์สำคัญมากในทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติหรือการยกย่องโดยสมเด็จพระสันตะปาปา ส่วนคำว่า Cathedral แปลว่าอาสนวิหาร เป็นโบสถ์หลักของสังฆมณฑลที่มีพระระดับบิชอปประจำอยู่ และยังมีคำว่า Church กับ Chapel อีกด้วย ซึ่งหากแปลแบบง่าย ๆ ก็จะเรียกว่าโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ในความเป็นจริงคำที่ใช้นั้นบ่งบอกถึงสถานภาพและความสำคัญของสิ่งปลูกสร้างโดยแท้จริง

St. Stephen’s Bacilica (Szent Istvan Bazilika) นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในฮังการี และยังได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีด้วย มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี คือ เซนต์สตีเฟน 

ความสำคัญอีกประการของมหาวิหารนี้คือ เป็นที่เก็บรักษาพระหัตถ์ขวาของเซนต์สตีเฟน ผู้ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และนักบุญของเมือง โดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบมัมมี่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง นอกจากนั้นยังเปิดให้ผู้เข้าชมมหาวิหารขึ้นไปบนบริเวณรอบโดม และชมวิวเมืองได้ 360 องศา รวมถึงชมห้องพระคลังมหาสมบัติประจำมหาวิหารด้วย นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกสารพัดชนิดให้ชมตลอดปี รวมถึงคอนเสิร์ตออร์แกนอีกด้วย (จำหน่ายบัตรเข้าชม) อัตราแลกเปลี่ยนเงินโฟรินต์ฮังการีเทียบกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 100 โฟรินต์ฮังการีเท่ากับ 10 บาท ราคาบัตรเข้าชมมหาวิหารตกประมาณคนละ 600 บาท ส่วนบัตรชมคอนเสิร์ตตกประมาณคนละ 38 ยูโร (1 ยูโรมีค่าประมาณ 380 โฟรินต์ฮังการี) 

บอกได้เพียงคำเดียวว่า เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแห่งนี้ คุณจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความวิจิตรบรรจงได้โดยพลัน และยังได้ชมงานศิลป์ล้ำค่าของเหล่าศิลปินร่วมสมัยนามอุโฆษที่ตกแต่งอยู่ที่แท่นบูชา เป็นผลงานที่รังสรรเพื่อนักบุญสตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี ผู้ทรงเปลี่ยนศาสนาให้ชาวฮังการีผู้เร่ร่อนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และทรงทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งได้ในเวลาต่อมา

เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ขอให้ชมแท่นบูชาหลัก ที่มีรูปปั้นนักบุญสตีเฟนแกะสลักจากหินอ่อนคาร์รารา ฝีมือของอาลาโฆส สโตรเบิล และต้องไม่พลาดชมเทวดากาเบรียลถือมงกุฎศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรกษัตริย์

มหาวิหารนี้มีโดมสูง 96 เมตร จึงโดดเด่นมากท่ามกลางกลุ่มอาคารต่าง ๆ ในเมืองเปสต์ (กรุงบูดาเปสต์แบ่งเป็นสองส่วน คือบูดา และเปสต์) และจะได้เห็นเสาหลักสี่ต้นที่ช่วยค้ำยันมหาวิหารให้ตั้งตระหง่าน รวมถึงต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังรูปพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ที่ประดับอยู่กลางโดม

แท่นบูชา Patrona Hungariaeโดย Gyula Benczúr depicts แสดงภาพนักบุญสตีเฟนถวายมงกุฎฮังการีแด่พระแม่มารี และทรงขอให้พระองค์เป็นผู้พิทักษ์ประเทศฮังการี

พระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสตีเฟน สมบัติล้ำค่าที่สุดของฮังการี คือกำปั้นขวาที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบมัมมี่ อยู่ ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาหลัก สมบัติชิ้นสำคัญนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร 

และอย่าพลาดการชมกระจกสีที่งดงามวิจิตรบรรจงมาก ซึ่งเป็นผลงานของมิกซา โรธ และหากได้ขึ้นไปชมด้านบนของมหาวิหาร ต้องไม่พลาดชมระฆังที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี หนัก 9 ตัน แขวนอยู่ในหอคอยด้านขวา  

ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม คือวันฉลองนักบุญสตีเฟน จัดเป็นงานประจำปี โดยมีพิธีแห่พระนั่งศักดิ์สิทธิ์ไปรอบมหาวิหาร

ช่วงนี้เราอาจจะเดินทางไปต่างประเทศได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงมาก ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงมาก ค่ากินค่าอยู่ก็แพงระยับ ดังนั้น ขอให้คุณ ๆ อ่านเรื่องและชมภาพของมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนไปพลาง ๆ ก่อน หากบ้านเมืองและโลกใบนี้สงบอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะไปเที่ยวไปชมมหาวิหารนี้ด้วยกัน

หากสนใจจะร่วมทริปอบอุ่นและเพรียบพร้อมด้วยการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ซึ่งรับสมาชิกจำนวนจำกัด นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 0917233615 แล้วเราจะไปท่องโลกและท่องไทยด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยไปเที่ยวชมความวิจิตร และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย คนไทย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่มีพิพิธภัณฑสถานมากมายกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย บางคนแม้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มานานแสนนาน แต่กลับตอบแบบหน้าตาเฉยว่า ไม่เคยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถามกลับอีกว่า อยู่ตรงไป ไม่รู้จัก 

ไม่ว่าใครจะตอบอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอบอกว่าหากยังไม่เคยไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ขอให้ไปชมนะครับ แล้วจะรู้ว่าแสนงดงาม แสนวิจิตร แสนบรรจง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า โดยวังหน้าสร้างขึ้นในคราวเดียวกับการสถาปนากรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยสร้างในยุคเดียวกับพระบรมมหาราชวัง

วังหน้าเคยเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชในสมัยรัตนโกสินทร์ถึง 5 พระองค์ โดยตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในรัชชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วทรงตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารขึ้นแทน เมื่อทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว พระราชวังหน้าจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวร หรือวังหน้าอีกต่อไป รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมหลวง ที่เคยอยู่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง ไปจัดแสดงที่ในเขตวังหน้า

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ต่อมาได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2477 

ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแบ่งการแสดงเป็นสัดส่วน ดังนี้ 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จัดแสดงประวัติศาสตร์แผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย อารยธรรมไทยตั้งแต่อดีต จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุทุกยุคสมัยในพระราชอาณาจักรไทย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

หมู่พระวิมานในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังหน้ามาก่อน จัดแสดงงานประณีตศิลป์ยุคต่าง ๆ  รวมถึงจัดแสดงเครื่องคชาธาร เครื่องสูง เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วยชาม เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหาม เครื่องไม้แกะสลัก ผ้าแพรพรรณและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และเครื่องอาวุธต่าง ๆ เป็นต้น

อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงงานด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี รูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ และศิลปะยุคทวารวดี ศรีวิชัย จัดแสดงเทวรูปโบราณ ยุคลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์ 

การเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังเท่ากับได้ชมโบราณสถานในเขตวังหน้า ได้ชมสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และได้ชมจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุดแสนวิจิตรแห่งหนึ่ง ได้ชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เก๋งนุกิจราชบริหาร อาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า อาคารโรงราชรถ และหอแก้วศาลพระภูมิ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตพร้อมหน้า สัญญาประคอง ความดีทุกอย่างต่างปอง ผยองพระเกียรติเกริกไกร

ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง นิสิตประสงค์เป็นธงชัย ถาวรยศอยู่คู่ไทย เชิดชัย ชโย 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้มีอายุครบ 109 ปี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 26 มีนาคม สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ โดยใช้ชื่อ One Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ จัดงาน ณ สนานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล

แน่นอนว่า งานในปีนี้เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และอวลอบไปด้วยความสัมพันธ์สายใยของน้องพี่สีชมพู แล้วก็เป็นไปตามแบบฉบับของชาวจุฬาฯ คือ นอกจากสนุกสนานแล้ว ยังพร้อมพรั่งบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินที่เพรียบพร้อม โดยสรรหาร้านอาหารและร้านขนมอร่อย ๆ มาจากทั่วทุกสารทิศ แล้วก็ต้องไม่ลืมการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือนิสิตปัจจุบันที่ขัดสนทุนทรัพย์ แล้วที่สำคัญก็คือ ในงานยังเน้นการคัดแยกขยะเป็นหมวดหมู่ เพื่อไม่สร้างมลภาวะให้กับโลกของเราทุกคน

สำหรับภาคบันเทิงของงานก็เปี่ยมล้นไปด้วยกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้ม ความประทับใจ และหวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ เมื่อวันวานในรั้วจุฬาฯ ใต้ร่มเงาจามจุรี โดยปีนี้มีวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาฯ เป็นตัวหลักในการบรรเลงดนตรี แล้วก็มีรุ่นพี่ตั้งแต่รุ่น พ.ศ. 2500 กว่า ๆ จนถึงนิสิตรุ่นปัจจุบัน ร่วมกันขับขานบทเพลงต่าง ๆ ทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพลงต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทเพลงอื่น ๆ โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์มากมาย อาทิ คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน (รัฐศาสตร์) หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ (รัฐศาสตร์) จันทนี อุนากูล (อักษรฯ) จิตติมา เจือใจ (บัญชี) ดลชัย บุญยรัตเวช (สถาปัตย์) ลูกหว้า พิจิกา (นิเทศ) ปุ้ย ดวงพร (ครุ) และกิตตินันท์ ชินสำราญ (ศิลปกรรม) เป็นต้น 

ส่วนนักแสดงประกอบเพลงก็มีมากมายเหลือคณานับ ต้องบอกตรง ๆ ว่าเอ่ยชื่อไม่หมดไม่สิ้น เพราะมีมากมายจริง ๆ แต่ที่ต้องยอมใจเลยก็คือ พี่ ๆ ที่ไปทำหน้าที่นักแสดงประกอบเพลงนั้น บางรายอายุ 70 กว่าปีแล้ว แต่สปิริตของความเป็นชาวจุฬาฯ ยังล้นเหลือ เพราะต้องไปซ่อมเต้น ซ้อมรำเป็นเวลานานนับสัปดาห์ แต่ทุกคนก็บอกว่ายินดีและเต็มใจไปร่วมงาน แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อเอ่ยนามชัด ๆ ก็ตามที แต่ตั้งใจทำเพราะรำลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ และด้วยความคิดถือเพื่อน ๆ สมัยเป็นนิสิตเมื่อวันวานนานโพ้น 

ส่วนนิสิตเก่าที่ไปร่วมงานก็มีมากมายเกินกว่าจะกล่าวขานชื่อเสียงได้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่เท่าที่ได้พบได้เห็นก็มีดังนี้ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล (รัฐศาสตร์) จุฑาพร เริงรณอาษา (รัฐศาสตร์) สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สถาปัตย์) อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ (รัฐศาสตร์) สุรเกียรติ เสถียรไทย (นิติ) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รัฐศาสตร์) เกียรติคุณ ชาติประเสริฐ (รัฐศาสตร์) ภาวิไล บุราราส (อักษร) รวมถึงนักการเมืองปัจจุบัน และอดีตนักการเมือง และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกมากมาย จนไม่สามารถเอ่ยชื่อได้หมดทุกคน 

แล้วงานนี้ก็จบลงในเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่า ซึ่งถือว่าดึกดื่นพอประมาณ แต่ก็ยังคงมีนิสิตเก่าคงอยู่ให้กำลังใจกันและกันอยู่บ้าง ถึงแม้จะบางตามากจนมีการแซวกันว่า เล่นกันเอง ดูกันเอง ก็ยังต้องนับถือในน้ำใจของผู้ที่อยู่จนงานจบ ปิดงาน แล้วก็มีเสียงร่ำลากันและกัน โดยบอกว่า ปีหน้ามาพบกันอีกนะเธอ อย่าเพิ่งล้มหายตายจากไปเสียก่อนนะ ปีหน้าจะรอพบในงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 110 ปี ณ ที่แห่งนี้

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาธารณรัฐโปแลนด์มีเมืองที่ขึ้นชื่อว่าน่ารัก เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ชวนให้เข้าไปท่องเที่ยวอยู่หลายเมือง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Wrocław วรอดสวัฟ เมืองใหญ่อันดับสี่ของโปแลนด์ ขอยืนยันว่าถ้าหากอ่านออกเสียงแบบภาษาอังกฤษจะไม่มีวันออกเสียงตามชาวโปแลนด์ได้เป็นอันขาด

เมืองนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนด้านทิศตะวันออกของสาธารณรัฐเชก ใครก็คามที่ได้ไปเยือนวรอตสวัฟแล้วต้องยอมรับโดยพลันว่าเป็นเมืองเจ้าเสน่ห์ เพราะเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรม เรียกได้ว่ามีประวัติศาสตร์ในทุกพื้นที่ของเมือง แต่เมืองนี้จะคล้าย ๆ กรุงเทพฯ ในแง่ที่ว่ามีแม่น้ำลำคลองอยู่ทั่วเมือง เพราะฉะนั้น จึงทำให้เมืองนี้มีสะพานข้ามน้ำเป็นร้อยแห่ง จึงได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งสะพาน (The city of bridges) และอีกสมญานามหนึ่งคือ Venice of Poland 

เขตใจกลางเมืองวรอตสวัฟ คือเขตเมืองเก่า มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ดังนั้นจึงมีโบสถ์วิหาร และ ศาสนสถานโบราณอยู่หลายแห่ง ศิลปและสถาปัตยกรรมก็จะเป็นรูปแบบบาโรก และกอธิค ที่งดงามและแสนคลาสสิก ดูกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย 

นอกจากอาคารต่าง ๆ ในเมืองวรอตสวัฟจะมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของบาโรกแล้ว ยังมีจุดเด่นที่ทุกคนที่ไปเยือนต้องกล่าวถึงคือ รูปหล่อคนแคระ (Wrocław Dwarfs) ซึ่งมีทั้งหมดกว่า 600 ตัว โดยมีเรื่องเล่าขานว่าคนแคระทั้งหมดที่ถูกหล่อขึ้นนี้คือตัวแทนของการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์สตาลินแห่งสหภาพโซเวียตรัสเซีย  

สำหรับรูปภาพในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้คือ St. Elizabeth’s Church ที่สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 หอคอยแห่งเดิมของโบสถ์นี้สูงถึง 130 เมตร แต่หลังจากถูกไฟไหม้จึงลดความสูงเหลือเพียง 91.5 เมตรในปัจจุบัน

ที่บริเวณลานด้านหน้าโบสถ์มีรูปหล่อคนแคระในอิริยาบทต่าง ๆ วางไว้ด้วย ซึ่งแต่ตัวก็จะแสดงบทบาทแตกต่างกันไป 

สำหรับผู้เข้าไปกราบนมัสการรูปเคารพและอธิษฐานในโบสถ์อลิซาเบธไม่ต้องเสียค่าเข้า แต่หากจะขึ้นไปชมวิวของเมืองบนหอคอยต้องซื้อบัตรเข้าชม แต่แนะนำว่าผู้ที่ต้องการจะขึ้นบนหอคอยต้องสามารถเดินขึ้นบันไดที่ค่อนข้างชันและแคบได้ เพราะไม่มีลิฟต์ให้บริการ

หากคุณ ๆ สนในจะไปเที่ยวชมศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงประวัติศาสตร์ของเมืองวรอตสวัฟ โปแลนด์ แบบกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนสมาชิกไม่เกิน 12 คน กรุณาติดต่อ Mr. Flower ที่หมายเลข 0917233615