ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนกับสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คู่กันมานานแสนนาน ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และจะต้องอยู่ด้วยกันไปตราบจนกว่าโลกนี้จะแตกสลาย เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่ของคน แต่ทว่าเป็นของสัตว์ด้วย คนกับสัตว์จึงต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเรื่อยไป คนอยู่ได้ด้วยสัตว์ และสัตว์ก็อยู่ได้ด้วยคน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ทั้งคนและสัตว์ก็จะต้องเผชิญปัญหาสาหัสอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ทั้งคนและสัตว์จึงต้องเกื้อกูลกันตลอดไป 

เมื่อคนต้องอยู่กับสัตว์บนโลกใบนี้ ก็มีแนวคิดว่า สังคมที่สัตว์ปลอดโรค คนก็จะปลอดภัยด้วย การที่สัตว์จะปลอดโรคได้ก็ด้วยความดูแลเอาใจใส่ของคน โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ทั้งหลายต้องได้รับความเอาใจใส่จากคน หากปล่อยให้สัตว์ต้องเจ็บป่วยเป็นโรค ก็หมายความว่าโรคจากสัตว์อาจจะแพร่ระบาดไปสู่คนได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทีมงานหลักผู้ทำโครงการนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งประกอบด้วย คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์แนวหน้า และเสม็ดรีสอร์ดกรุ๊ป จึงมุ่งมั่นทำโครงการทำหมันให้สุนัขและแมวจรจัด รวมถึงสัตว์มีเจ้าของ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพรักษาโรคให้สัตว์เลี้ยงโดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ แม้แต่น้อย ขอแค่เพียงให้ช่วยกันนำสุนัขและแมวไปให้เราทำหมั่น และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำหรือพิษสุนัขบ้าประจำปี พร้อมตรวจสุขภาพ และหยอดยากำจัดเห็บหมัด เพียงเท่านี้ คณะทำงานของเราก็แสนจะชื่นใจ และมีกำลังใจทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยมาตรฐานการรักษาสัตว์ที่มีคุณภาพระดับสากล แม้สภาพของสถานที่ที่คณะของเราออกไปให้บริการจะมีความไม่พร้อม และขาดมาตรฐานของห้องผ่าตัดรักษาโรคตามแบบฉบับของห้องแล็บคุณภาพ แต่เราก็ยังคงตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดด้วยความตระหนักและยึดมั่นในมาตรฐานวิชาการด้านสัตวแพทย์สากลทุกประการ

ทุกครั้งที่ทีมงานได้พบเห็นภาพของคนรักสัตว์ที่ช่วยกันนำสุนัขและแมวไปให้เราทำหมั่น และตรวจรักษาโรค เราทุกคนดีใจและเต็มใจให้บริการ แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการในท้องที่เท่าที่ควร หรืออาจจะกล่าวได้ว่าทีมทำงานของเราไม่ได้รับความร่วมมือใด ๆ แม้แต่น้อยจากข้าราชการในท้องที่โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่มีภารกิจดูแลสวัสดิภาพสัตว์ แต่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นเพียงอุปสรรคที่เราพยายามจะมองข้ามไป เพราะหากเราใส่ใจกับเรื่องไร้สาระดังกล่าวแล้ว งานสำคัญของเราก็จะล้มเหลว ตัวอย่างที่หน่วยราชการไม่ให้ความร่วมมือคือ ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยทำงาน ไม่เคยอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ไม่เคยช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้เรื่องราว และไม่เคยสนับสนุนงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่งานที่พวกเราทำคือการตั้งใจช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ต้องย้ำว่าอุปสรรคไม่ใช่สิ่งทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจทำงานเพื่อสังคม และเพื่อสัตว์ 

ในปีนี้ ทีมงานของเราให้บริการทำหมันสุนัขและแมวทั้งจรจัดและมีเจ้าของรวม 30 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 60 ตัว พร้อมทั้งตรวจสุขภาพให้สัตว์เลี้ยง ซึ่งในปีนี้เราไม่ได้ไปให้บริการที่เขตอำเภอบ้านเพ จังหวัดระยอง เนื่องจากมีอุปสรรคอันเกิดจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเพ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงาน ทีมงานของเราจึงจำเป็นต้องงดการให้บริการไปโดยปริยาย แม้ในความจริงเราตั้งใจจะให้บริการประชาชนชาวเพที่ตั้งใจนำสัตว์เลี้ยงไปขอรับบริการจากเราก็ตาม แต่ต้องย้ำว่าเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสถานที่ เราก็จำเป็นต้องตัดใจงดให้บริการ และหากทีมงานยังไม่ได้รับความร่วมมือจาก อบต. เพอีก เราก็จำเป็นต้องงดให้บริการตลอดไป

อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็สามารถทำงานในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี แม้จะมีอุปสรรคบางอย่าง แต่เราก็เอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้ เพราะความตั้งใจทำงาน และเน้นงานเป็นที่ตั้ง จึงทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปได้

ขอขอบคุณ เสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ป ที่อำนวยความสะดวกเรื่องที่พักที่แสนดี พร้อมอาหารที่แสนอร่อยสำหรับทีมงาน ขอบคุณทีมสัตวแพทย์ และนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ใจกับโครงการนี้อย่างเกินร้อย ขอบคุณบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางบางส่วนให้กับทีมงาน และขอบคุณผู้มีใจรักสัตว์ที่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางส่วนที่ยังขาดให้กับทีม ขอบคุณบริษัทยาและเวชภัณฑ์ที่สนับสนุนโครงการนี้ด้วยดีเสมอมา และขอบคุณชาวบ้านบนเกาะเสม็ดที่รักสัตว์ที่กรุณานำสัตว์ไปทำหมั่น ขอบคุณโรงเรียนเกาะแก้วพิศดารที่อนุเคราะห์พื้นที่ใต้อาคารเรียนให้ทีมของเราทำงานได้ตามอัตภาพ และที่สำคัญคือขอบคุณเจ้าหน้าที่ของเสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ปที่ทุ่มเทการทำงานร่วมกับทีมสัตวแพทย์เป็นอย่างดี  

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรื่องอาหารการกินกับเรื่องเที่ยวเตร่ เป็นเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน เพราะเมื่อไปเที่ยวที่ใดก็ตาม ก็ต้องมีเวลากิน หรือแม้ไม่เที่ยว ก็ต้องกิน เพราะคนเราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารการกิน ผสมผสานกับการดูแลสุขภาพ ดูแลร่างกาย แล้วก็ต้องทำงานทำการ แล้วพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้าง หรือพูดง่าย ๆ คือมนุษย์ต้องกิน อยู่ หลับ นอน และต้องดูแลสุขภาพ ดังนั้น อาหารจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ กินอาหารดี ออกกำลังกายพอเหมาะ รักษาสุขภาพกายและใจ ทำใจให้สบาย ไม่เครียด ทำบุญทำทานบ้าง สงเคราะห์คน สงเคราะห์สัตว์ตามเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ก็ช่วยทำให้คนเรามีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วยอย่างสาหัส

พูดถึงเรื่องการกินแล้ว ก็ต้องบอกว่าเมืองไทยมีที่กิน มีอาหารอร่อยมากมาย ตามแต่ละเลือกสรร ตามแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล แต่วันนี้จะขอชวนคุณไปรับประทานอาหาร ขนม และดื่มเครื่องดื่มที่ร้านปรุงสารพัด ร้านนี้ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากพระองค์มีพระราชดำริให้ตั้งร้านอาหารนี้ โดยในร้านเปิดขายอาหาร อาทิ ผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยกากหมู ผัดซีอิ๊วหมู ราดหน้าหมู ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูน้ำตก และก๋วยเตี๋ยวน้ำและแห้ง ส่วนเครื่องดื่ม ก็มีให้เลือกหลายชนิด อาทิ กาแฟต่าง ๆ โกโก้ ชาเขียว ชาไทย นมสด น้ำผึ้งมะนาว น้ำหวานต่าง ๆ และน้ำผลไม้ ส่วยขนมหวาน คือขนมถ้วย แต่จะมีให้บริการเฉพาะวันพฤหัสบดี และมีผักปลอดสารพิษจากพระตำหนักสระปทุม จำหน่ายในบางวัน นอกจากนั้น ยังมีงานฝึมือ จำพวกเครื่องประดับ เช่น พวงมาลัยทำจากหินสี คริสตัล จำหน่ายด้วย

สำหรับราคาอาหาร เครื่องดื่ม และขนมของร้านปรุงสารพัดก็มีราคาแสนประหยัด ย้ำว่าราคาประหยัดจริงๆ ส่วนคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มอยู่ในขั้นดีมาก ร้านนี้อยู่ในความดูแลของโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ เป็นการเรียนและสอนให้ผู้ที่ศึกษาแผนกอาหารได้ทำงานจริง เพื่อให้ได้ทั้งเรียนรู้ด้านวิชาการ ทฤษฎี และการทำงานจริง เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็สามารถทำงานได้จริงโดยทันที ไม่ต้องเสียเวลาฝึกงานใหม่ 

ร้านปรุงสารพัด ตั้งอยู่ที่อาคาร 605 ชั้น สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยแผนกเครื่องดื่ม ให้บริการเวลา 07.30-15.00 น. แผนกอาหาร ให้บริการเวลา 08.30-13.30 น. สำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือ ให้บริการเวลา 10.30-13.30 น. ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 097 236 3789 line official : @156nkmlj

ขอแนะนำว่าหากคุณไปรับประทานอาหาร เครื่องดื่มที่ร้านปรุงสารพัด ขอแนะนำให้ไปด้วยรถยนต์สาธารณะ จะสะดวกที่สุด แต่ก็ต้องย้ำว่าร้านนี้ให้บริการถึงเพียงช่วยบ่ายต้น ๆ เท่านั้น แล้วถ้ายิ่งคุณจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกที่แสนอร่อย ก็ต้องไปถึงร้านในช่วงเวลา 10.30-13.30 น. เท่านั้น แต่จะให้ดีก็ต้องไปถึงไม่เกิน 13.00 น. เพราะว่าของอร่อยจะหมดเสียก่อน 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : เมืองพอชนัน (Poznan) เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : เมืองพอชนัน (Poznan) เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : เมืองพอชนัน (Poznan) เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศในแถบยุโรปตะวันออกเป็นดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์มาก แม้ครั้งหนึ่งจะเคยตกเป็นเมืองบริวารของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซียมาก่อนก็ตาม แต่ทว่าความเป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่อาจสามารถลบล้างความมีเสน่ห์ของดินแดนเหล่านี้ให้สูญสิ้นไปได้

วันนี้จะชวนคุณ ๆ ไปเที่ยวเมืองพอชนัน (Poznan) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ แต่ปัจจุบันคือเมืองหลักของรัฐหรือเขตวิลโคโพสกา โดยเมืองหลวงปัจจุบันของโปแลนด์คือวอร์ซอร์ ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าเมืองพอซนันตั้งขึ้นในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 10

พอชนันตั้งอยู่ระหว่างกรุงวอร์ซอร์กับกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นที่ยอมรับกันว่าเมืองพอซนันเป็นเมืองประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของโปแลนด์ที่มีความสำคัญมาหลายศตวรรษ แต่ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้ถูกทำลายอย่างหนักจนเรียกได้ว่าราบเป็นหน้ากลอง แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูบูรณะให้กลับมางดงามได้เกือบจะเหมือนเดิมหลังจากสงครามโลกสงบลง โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่ชื่อสตารี ไรเนค (Stary Rynek) แต่หากคุณที่ติดตามคอลัมน์นี้มาโดยตลอด คงจำได้ดีว่าประมาณเดือนเศษ ๆ มาแล้ว ในคอลัมน์นี้ได้ลงเรื่องและภาพของมหาวิหารหอคอยแฝด Katedra św. Jana Chrzciciela (Cathedral of St. John the Baptist) และ Kościół św. Krzyża (Church of the Holy Cross) ณ Ostrów Tumski (Cathedral Island) ไปแล้ว ซึ่งคนที่ได้อ่านคอลัมน์สอบถาม Mr. Flower ว่าเมื่อไรจะพาไปสัมผัสความงามของสถานที่แห่งนั้นด้วยตาของตัวเอง โดย Mr. Flower ก็ได้ตอบไปว่า อาจจะเป็นช่วงฤดูไม้ไม้ร่วงของปีนี้ หรือไม่ก็อาจจะช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

ขอออกนอกเรื่องอีกนิดครับ อันที่จริงหากได้ไปโปแลนด์ทั้งที ก็ต้องไปเที่ยวกรุงวอร์ซอร์ด้วย เพราะมีความสำคัญและมีความงดงามจนไม่อาจละเลยการไปเยือนได้ แต่ขอติดไว้ก่อนครับ รับรองว่าครั้งหน้าจะพาไปชมความงามของกรุงวอร์ซอร์อย่างแน่นอน

กลับมาพูดถึงเมืองพอซนัน ก็ต้องพูดถึงเขต old town ที่ชื่อ Stary Rynek ที่ได้รับการยกย่องว่างดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาจตุรัสต่าง ๆ ของยุโรปตะวันออก รวมถึงยุโรปตะวันตกด้วยก็ว่าได้ 

สำหรับวันนี้จะชวนคุณเดินเที่ยวแบบ walking city tour เริ่มต้นจาก Cyryla Ratajskiego ก่อนเลย แล้วก็เดินไปตามเขตเมืองเก่า ชมอาคารเก่า และปราสาท รวมถึงพิพิธภัณฑ์ และศาลาว่าการของเมือง และที่พลาดไม่ได้คือวิหาร Bacilica of Our Lady of Perpetual Help, Mary Magdalene and St. Stanilaus ขอทิ้งท้ายก่อนลากันในสัปดาห์นี้ คือ เมื่อมาถึงพอซนันแล้วต้องไม่พลาดไปเยี่ยมเยือนศาลาว่าการของเมืองที่สร้างด้วยสไตล์เรอเนซองส์ ที่นับว่างดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป แล้วที่พลาดไม่ได้คือการไปชมหอนาฬิกาแพะชนกัน โดยในเวลา 12.00 น. ทุกวัน ที่ตัวหอนาฬิกาจะมีรูปปั้นแพะตัวผู้สองตัวปรากฏตัวแล้วใช้หัวชนกัน และมีหลักฐานยืนยันว่าศาลาว่าการเมืองหลังนี้รอดพ้นจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำยังคงเป็นอาคารเก่าแก่ที่งดงามที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน 

หากคุณ ๆ สนใจท่องเที่ยวไปในเมืองต่าง ๆ บนโลกใบนี้ (แต่ย้ำว่าต้องเป็นที่ซึ่ง Mr. Flower รู้จักและคุ้นเคยอย่างดี) โดยไปเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ มีสมาชิกไม่เกิน 16 คน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่หมายเลข 091 7233615 แล้วเราจะไปท่องโลกแบบเจาะลึกด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower  

ตะลอนเที่ยว : ทวยเทพกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ตะลอนเที่ยว : ทวยเทพกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ตะลอนเที่ยว : ทวยเทพกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อ 2-3 วันก่อน ได้ไปธุระที่อำเภอเมือง พระนครศรีอยุธยา แล้วได้แวะเข้าไปที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร แต่เนื่องจากไปถึงวัดในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งพระอุโบสถได้ถูกปิดไปแล้ว ก็จึงกราบนมัสการหลวงพ่อโต ซำปอกง หรือพระพุทธไตรรัตนนายก อยู่ภายนอกพระอุโบสถ แล้วหลังจากนั้นก็เดินไปข้างพระอุโบสถบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก เพื่อจะไปไหว้ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก แต่ก็ปรากฏว่าประตูศาลปิดแล้วเช่นกัน ก็จึงกราบไหว้อยู่นอกตัวศาล แต่ทว่าข้างศาลของเจ้าแม่มีศาลเจ้าจีน มีทวยเทพต่าง ๆ หรือเซียนประดิษฐานอยู่หลายองค์ จึงเข้าไปกราบรูปบูชาของทวยเทพเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับประวัติของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก มีต่าง ๆ นานาหลายหลากมากมาย เช่นว่า เจ้าแม่คือพระธิดาของพระเจ้ากรุงจีน ที่พระบิดาพระราชทานพระนางให้อภิเสกสมรสกับพระเจ้าสายน้ำผึ้ง แห่งกรุงอโยธยา โดยพระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงส่งขบวนเรือสำเภาไปรับพระนางสร้อยดอกหมากถึงกรุงจีน เมื่อขบวนเรือแล่นมาถึงเขตของกรุงอโยธยา พระนางเห็นเพียงเหล่าอำมาตย์และขุนนางไปรอรับเสด็จที่ท่าเรือ แต่ไม่ทรงเห็นพระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงน้อยพระทัย ไม่ยอมเสด็จลงจากเรือ แต่เหตุที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ทรงไปรับพระนาง เพราะว่าทรงตระเตรียมการรับพระนางอยู่ในพระราชวัง ดังนั้น พระนางจึงทรงตัดพ้อว่าเหตุใดไม่เสด็จไปทรงรับ ฝ่ายพระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงได้ทราบเรื่อง ก็จึงทรงสัพยอกว่า เมื่อไม่ทรงอยากขึ้นจากเรือ ก็จงอยู่ที่นั่นต่อไปเถอะ ครั้นพระนางทรงทราบเรื่องก็น้อยพระทัยหนักเข้าไปอีก แล้วทรงกลั้นลมหายใจจนสิ้นพระชนม์บนเรือ นี่คือเรื่องเล่าสืบต่อกันมากระแสหนึ่ง แต่ยังมีกระแสอื่น ๆ อีกด้วย โดยจะกล่าวไปถึงเมืองขอมเขมรกับพระเจ้ากรุงจีน แต่ทว่าขออนุญาตยังไม่กล่าวถึงเรื่องตามกระแสอื่นในวันนี้

สำหรับผู้ที่ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ก็มักไปกราบไหว้บนบานศาลกล่าว ขอให้เจ้าแม่ช่วยเหลือให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง เช่น ขอให้มีลูกสืบสกุล ขอให้ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก (แต่ก็น่าสงสัยว่า ทำไมจึงไปขอเจ้าแม่ให้ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก) ครั้นเมื่อได้รับความสำเร็จจากการบนบานแล้ว ก็จะไปแก้บนด้วยการถวายสร้อยไข่มุก เครื่องสำอาง และนำสิงโตไปเชิดถวายเพื่อเป็นเครื่องสังเวย

ส่วนศาลเจ้าข้างศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาย เป็นที่รวมของเหล่าทวยเทพเทวาของจีน หรือเซียน อาทิ ปุ๊กุ้ยฮุก หรือพระศรีอริยเมตไตรย์ หรือพระอ้วน (คนมักเข้าใจผิดเรียกว่าพระสังกัจจายน์) พระโพธิสัตย์กวนอิม เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อเฮ่งเจีย ไตฮงโจวซือ ซิยิ่นกุ้ย เป็นต้น อันที่จริงยังมีทวยเทพในศาลเจ้าอีกมากมาย ซึ่งเทพแต่ละองค์ก็จะทรงมีพระอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ กันไป และสามารถทรงเป็นที่พึ่งทางใจให้กับผู้ที่เคารพศรัทธาได้เป็นอย่างดี 

แต่คนโบราณบอกกล่าวเล่ากันต่อ ๆ มาว่า การจะไปกราบไหว้บนบานขอให้ทวยเทพทรงให้ความช่วยเหลือเรานั้น ก่อนอื่นเราก็ต้องทำตัวและทำใจให้บริสุทธิ์ก่อนเป็นอันดับแรก ต้องรักษาศีลให้เคร่งครัด ต้องมั่นคงในหลักธรรม และต้องมานะอุตสาหะก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเราตั้งใจมั่นและทำความดีแล้ว เมื่อเราไปขอให้ทวยเทพช่วยเหลือ ก็จะได้รับความเมตตาจากเหล่าทวยเทพ

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมขนบประเพณีชาติพันธุ์ หรือแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ เที่ยวแบบละมุมละไม ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โทรฯ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วังปารุสกวัน หรือเรียกชื่อสั้น ๆ ว่าวังปารุสก์ คือวังหรือพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างเพื่อพระราชทานแด่จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ก่อนที่สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ จะเสด็จกลับสยาม หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากรัสเซีย โดยในประวัติกล่าวว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงบอกว่าที่นี่คือบ้านหรือตำหนักของพระองค์ 

วังหรือพระตำหนักองค์นี้เริ่มสร้างในปี 2446 เสร็จสมบูรณ์ในปี 2448 สถาปนิกคือนายมาริโอ ตามัญโญ นายสก็อตส์ และนายกอล์โล หรือเบย์โรเลรี แต่นายตามัญโญกลับไปอิตาลีก่อนสร้างเสร็จ ส่วนนายสก็อตส์เสียชีวิตก่อนสร้างเสร็จ ดังนั้น ผู้ควบคุมการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์คือนายกอล์โล เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงทำพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ วันที่ 5 เมษายน 2449 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ประทับในพระตำหนักแห่งนี้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เดิมพระตำหนักองค์นี้มีสองชั้น แต่ต่อมาทรงให้สร้างเพิ่มอีกหนึ่งชั้นจึงมีทั้งหมดสามชั้นในบางตำแหน่งของพระตำหนัก โดยชั้นสามคือห้องพระบรรทม ส่วนชั้นล่างเป็นห้องโถงท้องพระโรง และห้องรับแขก ชั้นสองเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ห้องแต่งพระองค์ ห้องพระสำราญ ห้องสรง ห้องทรงพระอักษร และห้องพระชายา รวมถึงห้องพระบรรทม

อันที่จริงคนที่ไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดของวังปารุสก์ อาจเข้าใจผิดว่าวังแห่งนี้มีพระตำหนักเพียงแห่งเดียวคือพระตำหนักปารุสกวัน (ตำหนักใต้) แต่อันที่จริงยังพระตำหนักจิตรลดา (ตำหนักเหนือ) อีกองค์หนึ่ง ซึ่งพระตำหนักจิตรลดานี้ รัชกาลที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงสร้างเพื่อพระราชทานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่รัชกาลที่ เมื่อครั้งยังไม่ได้ขึ้นทรงราชย์ ทรงดำรงพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงแลกที่ดินที่พระตำหนักจิตรลดากับที่ดินท่าวาสุกรี ของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์จึงทรงใช้พระตำหนักจิตรลดาเป็นที่ทรงงาน แต่ปัจจุบันพระตำหนักจิตรลดาใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ตำรวจไทย ส่วนพระตำหนักปารุสกวัน แต่เดิมเคยเป็นที่ทำการของรัฐบาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน โดยยังคงใช้ห้องชั้นล่างของพระตำหนักแห่งนี้เป็นห้องประชุม หรือเป็นที่รับแขกสำคัญของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้ที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์วังปารุสก์ ต้องทำหนังสือของอนุญาตเข้าชมเป็นหมู่คณะ เพราะปัจจุบันยังอยู่ในเขตที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และแนะนำว่าขอเข้าชมในวันเสาร์หรืออาทิตย์ เพราะสะดวกในการเข้าชม โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำชม แต่มีข้อห้ามคือไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารรอบ ๆ พระตำหนัก เพราะเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่ 

ขอขอบคุณนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

หากคุณผู้อ่านคอลัมน์ต้องการจะเข้าชมพระตำหนังปารุสก์พร้อมกับคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อ 091 7233615 โดย Mr. Flower จะทำหนังสือขอพาผู้อ่านเข้าชมพระตำหนักอีกครั้งในเดือนช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนที่ชื่นชอบและหลงใหลในประเทศญี่ปุ่น มักจะกล่าวตรงกันว่าญี่ปุ่นสวยงาม เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน และที่สำคัญคือในช่วงฤดูร้อนจะมีดอกไม้สีสันสวยงามบานสะพรั่งทั่วทั้งเมือง 

และหนึ่งในดอกไม้ที่นับว่างดงามมากที่สุดชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น นอกเหนือจากดอกซากุระคือ ดอกวิสทีเรีย ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกว่าดอกฟูจิ ดอกไม้งามชนิดนี้จะบานแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคมทุกปี น่าจะเป็นช่วงที่ผู้คนพากันหลั่งไหลไปชมความงาม 

อันที่จริงดอกวิสทีเรียมีหลากหลายสี เช่นม่วง ชมพู ขาว และเหลือง แถมแต่ละสีก็ยังมีเฉดที่ต่างกันไป เช่นม่วงเข้ม ม่วงอ่อน แล้วยังมีกลีบดอกแบบเดียวและแบบซ้อน 

จุดชมดอกเวสทีเรียที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งยอดนิยมในกรุงโตเกียว มีหลายแห่งอย่างเช่นวัดเบียโดอิน เมืองอูจิ พระราชวังเซนโต ศาลเจ้าไซอิน คาซูกะ เป็นต้น แต่จริงๆแล้วต้องบอกว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นล้วนมีเทศกาลดอกวิสทีเรีย 

วิสทีเรียเป็นพืชตระกูลถั่ว เป็นเถาไม้เลื้อย แต่ต้นแก่มากๆ จะมีลำต้นใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เมตร ดอกเป็นช่อระย้าสีม่วง มีกลิ่นหอม แต่บางคนก็แพ้เกสร

อย่างที่กล่าวแต่ต้นว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นจะมีเทศกาลดอกวิสทีเรีย สถานที่ซึ่งนับได้ว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดคือสวนคาวาจิ ฟูจิ ในเมืองอิตะคิวชู จังหวัดฟูกูโอกะ ส่วนอีกที่หนึ่งคือสวนอาชิคางะ จังหวัดโทชิงิ และศาลเจ้าคะเมโดะเทนจิน รวมถึงสวนคาจิโมโตะ เมืองโอซากา สวนโทคาเอน จังหวัดไซตามะ  สวนเทนโนงาวะ จังหวัดไอจิ 

ขอย้ำอีกทีว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นมีสวนดอกเวสทีเรียกระจายทั่วไป เพราะฉะนั้น หากคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเริ่มต้นหน้าร้อน คุณจะได้ชื่นชมกับความงามของดอกเวสทีเรีย จนหลายคนกล่าวว่าเมื่อหมดดอกซากุระในช่วงต้นเดือนเมษายน ครั้นเข้าช่วงกลางค่อนไปทางปลายเดือนเมษายน เราจะได้ชมความงามของดอกเวสทีเรีย

ส่วนการเข้าไปชมความงามของดอกไม้ยอดนิยมชนิดนี้แล้ว ก็มักได้ชมการแสดงพื้นบ้านควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการแสดงกลองไทโกะ ที่แสดงออกถึงความทรงพลัง บ่งบอกถึงจิตวิญญาณและศิลปะตามแบบฉบับของญี่ปุ่นโดยแท้ 

ไทโกะแปลว่ากลอง หรือบางแห่งเรียกแบบเฉพาะเจาะจงว่าวาดาอิโกะ ส่วนไม้ที่ใช้ติดกล่องเรียกว่าบาจิ ผู้ตีกลองจะแสดงออกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ผสมผสานทั้งความเข้มแข็งและศิลปะที่ทรงพลัง 

หากคุณต้องการจะไปเที่ยวประเทศประเทศญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลต่างๆ แบบเจาะลึก เน้นความเข้าใจด้านศิลปวัฒนธรรมโดยแท้ โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 คนต่อทริป กรุณาติดต่อ Mr. Flower เบอร์โทรศัพท์ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้ที่หลงใหลในความงามของปราสาทโบราณของญี่ปุ่นต่างยกย่องว่าปราสาทฮิเมจิ เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ คือหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้เมื่อได้ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น เนื่องจากความงดงามของปราสาทสูงเจ็ดชั้น บวกกับความเก่าแก่ เพราะมีอายุกว่า 600 ปี แถมในบริเวณปราสาทยังมีต้นซากูระอีกเป็นพันต้น ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวในช่วงซากูระบาน ก็จะพบกับความงดงามและอ่อนหวานของดอกซากูระที่บานสะพรั่ง

ปราสาทฮิเมจิรอดพ้นจากการทำลายล้างโดยระเบิดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงรอดพ้นจากภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 2538 นับว่าผู้ก่อสร้างปราสาทนี้ได้คำนวณการก่อสร้างได้อย่างเยี่ยมยอด จึงทำให้ตัวปราสาทไม่พังทลายเพราะแรงไหวสั่นของแผ่นดิน

องค์การ UNESCO ยกย่องให้ปราสาทนี้เป็นมรดกโลก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่นด้วย โดยถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยปราสาทอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคุมาโมโตะ 

ด้วยความที่ปราสาทฮิเมจิมีสีขาวสว่างใส ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงเรียกชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ 

สถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบการก่อสร้างปราสาทญี่ปุ่น โดยเฉพาะฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณปราสาท ส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีสิ่งรักษาความปลอดภัยมั่นคงให้ตัวปราสาทอีกมากมาย เช่น ช่องวางปืนใหญ่ และช่องสำหรับโยนหินออกจากปราสาทเพื่อให้ตกไปยังข้าศึก

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือ ทางเดินเข้าสู่อาคารหลักทำเป็นเขาวงกต ส่วนประตูและกำแพงในปราสาทถูกออกอย่างดีและมั่นคงมากเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย ทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ตัวอาคารหลัก ส่วนระหว่างทางเดินบางแห่งก็ทำเป็นทางตันเพื่อลวงศัตรู เพราะขณะที่ศัตรูกำลังหลงทางก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักทันที

ประวัติของการสร้างปราสาทแห่งนี้ระบุว่าเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1346 โดยอากามัตสึ ซาดาโนริ แต่หลังจากนั้นก็มีการต่อสู้แย่งชิงปราสาทมาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกปราสาทไม่ได้ถูกสร้างเป็นอาคารสูงดังในปัจจุบัน จนมาถึงช่วงหลังสงครามเซกิงาฮารา ค.ศ. 1601 โซกุนโตกุงาวะ อิเอยาสึ ยกปราสาทฮิเมจิให้อิเคดะ เทรูมาซะ จากนั้นจึงได้ก่อสร้างต่อเติมอีกเป็นเวลา ปี จนปราสาทปรากฏเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

ครั้นหมดยุคเอโดะ ปราสาทฮิเมจิถูกนับเป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นสุดท้ายของไดเมียวโทซามะ โดยในขณะนั้น ปราสาทถูกปกครองโดยทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ค.ศ. 1868 รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น จึงส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทตระกูลอิเกดะ เทรูมาซะเข้ายึดปราสาท แล้วขับไล่ผู้ครอบครองรายเดิมออกไป

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ปราสาทฮิเมจิยังคงดำรงอยู่ได้ แม้จะถูกทิ้งสหรัฐฯ จงใจทิ้งระเบิดใน ค.ศ. 1945 คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปรากฏว่าพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทเสียหายหนัก แต่ทว่าตัวปราสาทยังคงดำรงอยู่ 

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือสวนญี่ปุ่นทั้ง 9 แห่ง ที่เป็นสวนแบบเอโดะ แต่ละสวนจะมีสไตล์ต่างกัน ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวชมในแต่ละฤดูก็จึงได้สัมผัสความงดงามต่างกันไปตามช่วงฤดูกาล

การเดินทางจากสถานีรถไฟฮิเมจิไปยังตัวปราสาทก็แสนสะดวก เพราะใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น โดยทางเดินก็จะมีสวนดอกไม้สวยงาม และมีปฏิมากรรมที่ทำจากโลหะเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สาวน้อยเริงระบำ นักดนตรี และภาพแนวอีโรติกเล็ก ๆ ประดับอยู่ริมทางเดิน แถมบนทางเดินก็ยังประดิษฐ์ประดอยฝาท่อระบายน้ำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮิเมจิ คือนกกระสาขาวโบยบินเป็นฝูง

หากคุณสนใจเที่ยวชมเมืองญี่ปุ่นแบบละมุมละไม ไม่เร่งไม่ร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกสัมผัสขนบประเพณีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น และเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิก 6-12 คนเท่านั้น โปรดติดต่อ Mr. Flower แนวหน้า 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน พาคุณไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แล้วได้นำภาพโคมไฟกระดาษที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะแห่งนี้มาฝากสองภาพ ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าเขาติดโคมไฟกระดาษที่เขียนรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งดูเป็นงาน hand made ที่มีความงามแบบธรรมชาติไว้เพื่ออะไร 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขอเล่าเรื่องโคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะให้คุณได้ทราบโดยสังเขป สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มักมีประเพณีเกี่ยวกับไฟอยู่หลายหลากมากมาย เพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่บรรพกาลว่าไฟเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและการรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ และไฟยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้มลายหายไป ดังนั้น จึงมีเทศกาลเกี่ยวกับไฟมากมาย เช่น เทศกาลไฟโอบัง เทศกาลไฟโยชิดะ เทศกาลไฟโนซาวะ และเทศกาลพลุดอกไม้ไฟฮานามิ เป็นต้น 

ส่วนที่เกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ ก็มีประเพณีประดับโคมไฟกระดาษ และประเพณีลอนโคมไฟกระดาษ เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลโบราณ เพื่อเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น และเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความสุขสงบในชุมชน โดยเทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 17 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม

เทศกาลโคมไฟสำคัญบนเกาะแห่งนี้ชื่อว่าเทศกาลคังเก็นไซ หรือ Miyajima Kangensai Boat Festival เป็นเทศกาลลอยเรือที่งดงามที่สุดของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ แต่ช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวเกาะนี้เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงไม่มีภาพการลอยเรือที่งดงามมาฝาก (แต่วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวครับ) เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์นี้จึงเน้นการสำเสนอภาพโคมไฟกระดาษ hand made ที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะมาให้ชม

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลจะมีการตั้งขบวนแห่โคมไฟกระดาษที่ศาลเจ้านางาฮามะ โดยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกจุดขึ้นเพื่อรับขบวนเรือของขุนนาง โดยมีบทเพลงคลาสสิกของพื้นเมืองบรรเลงตลอดเวลา ส่วนบรรยากาศของงานก็จะสุกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมทำให้ท้องน้ำของเกาะมิยาจิมะเรืองรองจากแสงไฟ

ขณะเดียวกันยังมีเทศกาลลอยโคมโทโรนากาชิ จัดในเขตใกล้เคียงกับเกาะมิยาจิมะ ในฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกวันที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ เทศกาลนี้จัดเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันภาวนาแล้วส่งส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษและนำไปลอยในท้องทะเล ในวันดังกล่าวจะมีภาพประทับใจปรากฏคือแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟสะท้อนบนท้องน้ำแล้วมีภาพเสาโทเรอิสีแดง สัญลักษณ์ของเมืองฮิโรชิมะเป็นเครื่องประกอบ

ส่วนที่วัดไดโชอิน บนเกาะมิยาจิมะ ยังมีเทศกาลโคมไฟกระดาษ เพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่ชื่อ Kukai ที่มีอายุในช่วง ค.ศ. 774-835 โดยท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขามิเซน บนเกาะมิยาจิมะ ดังนั้น จึงมีเทศกาลโคมไฟ 1,250 สีเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์รูปดังกล่าว แล้วยังมีการประดับประดาโคมไฟภายในถ้ำของวัดสำคัญอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย 

ขอกระซิบให้ทราบว่าหากคุณ ๆ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศวันลอยโคมไฟบนเกาะมิยาจิมะ คุณจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม โดยเฉพาะภาพเสาโทเรอิสีแดงที่ดูแล้วดุจดั่งลอยอยู่บนน้ำทะเล ที่สุกสกาวไปด้วยแสงไฟจากโคมที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันดวง

สนใจร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไมไปกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบ slow trip ดื่มด่ำกับขนบประเพณี ซึมซับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงนี้ยังขอชวนคุณเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ แต่ทว่าพาเที่ยวนอกกรุงโตเกียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ 

เวลาพูดถึงฮิโรชิมะ หลายคนอาจจะนึกถึงความหดหู่ ความเศร้าโศก ทุกข์ระทมแสนสาหัสของมนุษยชาติ อันเกิดจากความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ด้วยกัน หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Little Boy เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อ แฮร์รี เอส. ทรูแมน แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ ผลของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ทำให้มีคนตายรวมทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่นางาซากิ มีคนตาย 80,000 คน แม้เรื่องราวแสนเลวทรามจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่บาดแผลได้ฝังลึกลงไปในมโนสำนึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้ แล้วก็ได้แต่หวังว่ามนุษย์จะไม่กระทำการอันแสนเลวทรามเหมือนอดีตอีก แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะในปัจจุบันก็ยังมีการสู้รบ มีสงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนแม้แต่น้อย

นั่นคือช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะชวนคุณไปสัมผัสความน่ารักของเกาะสวรรค์มิยาจิมะ ไปเดินเล่นดูบ้านเมือง ไปดูน้องกวางน้อยมากมายที่ชอบเดินเข้าหานักท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรอย่างที่สุด ไปหาขนมอร่อย ๆ กินให้ชื่นใจ แล้วกินอาหารทะเลสด ๆ แล้วที่ต้องไม่พลาดคือต้องเยือนเสาโทริอิแห่งมิยาจิมะที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล

เกาะนี้ถูกเรียกว่าเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ และได้รับการขนานนามว่าเกาะแห่งทวยเทพ หรือเกาะของเทพเจ้า ดังนั้น จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้รับการยอมรับว่ามีทิวทัศน์สวยงามที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น 

บนเกาะมิยาจิมะมีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ มีประวัติยาวนานประมาณ 1,400 ปี จึงถูกยกเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล ดังนั้นในเวลาที่น้ำทะเลขึ้น จึงทำให้ทั้งศาลเจ้าและเสาโทริอิเสมือนลอยอยู่กลางทะเลสีคราม ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวครึ้ม ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือกันระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ 

นอกจากศาลเจ้าอิทสุคุชิมะแล้ว ยังมีวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดไดกันจิ วัดไดโชอิน ยอดเขามิเซน พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และนิทานพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมพื้นถิ่น และตลาดคนเดินริมทะเล แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ การได้เดินอยู่กับน้องกวางที่แสนเชื่อง เชื่องแบบชนิดที่เดินมาหาแล้วขออาหารแบบไม่อ้อมค้อม วอนขอขนมจากนักท่องเที่ยวกินแบบเป็นกันเองไม่สนใจว่าเขาจะพูดภาษาอะไร แต่ขอย้ำว่าห้ามให้อาหารและขนมกับน้องกวางเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องกวางจะอ้อนวอนขอมากสักเพียงใด ก็ห้ามให้ แต่ก็ต้องระวังน้องกวางแย่งขนมหรืออาหารจากมือของคุณ ในเวลาคุณกำลังเดินชมร้านรวงในย่านถนนคนเดินบนเกาะ คือบนถนนโอโมเตะซันโด แล้วสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวนาน ๆ ก็อาจจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าได้ด้วย 

ขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปเที่ยวชมในเขตหมู่บ้านบนเกาะมิยาจิมะด้วย แต่ย้ำว่าอย่าได้สอดส่ายกล้องถ่ายรูปของคุณเข้าไปในบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะมันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน แต่หากจะถ่ายรูปก็ขอให้ถ่ายเฉพาะภาพหน้าบ้าน หรือภาพมุมกว้างเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ได้นำภาพโคมไฟกระดาษรูปนักสัตว์ต่าง ๆ มาฝากคุณ อันที่จริงต้องบอกว่าชาวเกาะมิยาจิมะติดโคมไฟรูปสัตว์กันทุกบ้านเลย แต่ไม่แน่ใจว่าติดเฉพาะช่วง Golden Week หรือไม่ (ลืมถามชาวเมืองว่าติดถึงช่วงไหน) แต่เป็นโคมไฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะแต่ละอันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย 

แน่นอนที่สุดคือ เมื่อไปถึงเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้า และไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็หาซื้อของกินประจำเกาะคือขนม ขนม และขนม ซึ่งล้วนทำจากแป้ง มีชื่อว่าโมมิจิมันจู ขนมไข่ทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลแล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดง มัน เผือก ช็อกโกแลต และยังมีขนมอาเกะ โมมิจิ คือการนำขนมโมมิจิมันจูไปชุบแป้งแล้วทอดกรอบ เสร็จแล้วใช้ไม้เสียบ และอย่าลืมชิมมิยาจิมะ ออมเล็ต เค็กเนื้อนุ่มฟูเคลือบครีมหวานตกแต่งด้วยคุ๊กกี้รูปเสาโทริอิ และกังสุ ของว่างทำด้วยลูกชิ้นปลาผสมผักทอดคลุกเกล็ดขนมปัง 

แต่ที่ต้องไม่ลืมกินเป็นอันขาดคือโอโคโนมิยากิแบบฉบับมิยาจิมะ ทำจากแป้งสาลีแผ่นบาง ๆ ทอดบนกระทะแบน แล้ววางยากิโซบะกับกะหล่ำปลี และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ลงเป็นชั้น ๆ และทอดจนสุกส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วขอแนะนำให้กินหอยนางรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ถือได้ว่าเป็นสุดยอดน้ำมนแห่งท้องทะเลเมืองฮิโรชิมะ 

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยวมิยาจิมะด้วยกัน โดยเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน เพื่อให้ซึมซับทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียบประเพณีของที่ท่องเที่ยวให้ครบครัน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใครที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วยังจดจำเนื้อหาสาระของบทเรียนได้บ้าง คงจะยังจำชื่อออกญาเสนาภิมุข หรือยามาดะ นางามะสะ ขุนนางชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยที่จะมีหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เพราะในครั้งกระนัันมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำงานในสังกัดทหารกรมอาสาญี่ปุ่น และรับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และชื่อของขุนนางญุี่ปุ่นคนสำคัญ อย่างเช่นยามาดะ นางามะสะ ก็จึงปรากฏขึ้น แล้วต่อมาก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข

คนที่เรียนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าทรงธรรมต้องคุ้นชื่อออกญาเสนาภิมุข และน่าจะคุ้น ๆ ว่าบ้านเดิมของเขาอยู่ที่ชิซึโอกะ ปัจจุบันเป็นจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น อยู่ในเขตชูบุ (Chubu) เวลาพูดถึงชิซึโอกะก็จะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิ เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น อาจจะบอกได้เลยว่าหากอยู่ในที่โล่งหรือที่สูงในชิซึโอกะแล้วรับรองว่าต้องเห็นยอดของฟูจิอย่างแน่นอน แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าชิซึโอกะคือแหล่งปลูกชาเขียวที่โด่งดังมากที่สุดของญี่ปุ่นด้วย และที่ลืมไม่ได้คือเป็นแหล่งผลิตวาซาบิชั้นดีของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

การไปเที่ยวชมเมืองชิซึโอกะทริปนี้ Mr. Flower แวะไปที่ศาลเจ้าชิซึโอกะเซ็นเง็นก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากลงรถไฟแล้วก็ต่อรถเมล์ไปที่ศาลเจ้า ความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือเป็นแหล่งรวมของศาลเจ้าสำคัญสามแห่ง ที่เรียกว่า โอเซ็นเก็นซัง คือศาลเจ้าคัมเบะ ศาลเจ้าอาซามะ และศาลเจ้าโอโทชิมิโอยะ และกลุ่มอาคารศาลเจ้า 26 หลัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชิซึโอกะ ทั้งนี้ศาลเจ้าคัมเบะมีอายุเก่าแก่ที่สุด

เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไปกราบนมัสการศาลเจ้าอาซามะ โดยต้องขึ้นบันไดจำนวนประมาณ 200 กว่าขัั้น แล้วจากนั้นก็ต้องเดินขึ้นไปบนภูเขาอีกนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าคุณเดินช้าหรือเร็ว แต่อย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 40 นาที แต่เมื่อขึ้นไปบนเนินเขาสูงแล้ว จะได้พบกับต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมาจำนวนมากมาก แล้วยังชมวิวเมืองชิซึโอกะ และได้ชมวิวฟูจิยามาได้อย่างเต็มตาจุใจพร้อมกับสูดอาการบริสุทธิ์ได้เต็มปอด จนทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาโดยพลัน

ต้องบอกด้วยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อถือศรัทธาในศาลเจ้าแห่งนี้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือในเขตนี้มีศาลเจ้าหลายแห่งอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความเชื่อถือและความเคารพเป็นจำนวนมาก เช่น ศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ ที่เป็นศาลเจ้าของเทพแห่งการกีฬาและศิลปะการต่อสู้ ศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ มีเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ศาลเจ้าทามาโบโกะ มีเทพเจ้าแห่งการสอบการศึกษา

ในประวัติกล่าวว่าศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ และศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ เคยใช้เป็นสถานที่บูชาพระพุทธเจ้าในยุคเอโดะ แต่ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นศาลเจ้า เมื่อมีคำสั่งแยกศาสนาพุทธและศาสนาชินโต ในยุคเมจิ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในชิซึโอกะ แต่พื้นที่สำคัญบอกเล่าเรื่องราวหมดลงแล้ว แต่ขอย้ำนิดเดียวว่า หากเดินออกจากศาลเจ้าชิซึโอกะ โดยลอดเสาโทริอิด้านหน้าของศาลเจ้า แล้วเดินตรงไปบนถนนเส้นหน้าวัด ประมาณ 100 กว่าเมตร จะพบกับอนุสาวรีย์ของยามาดะ ตั้งอยู่ด้านขวามือ หากใครไม่สังเกตก็จะไม่เห็น เพราะตัวอนุสาวรีย์ไม่มีจุดเด่นอะไรมากนั้น แต่สำหรับเราซึ่งเป็นคนไทย เมื่อมองป้ายบรรยายรายละเอียดอนุสาวรีย์แล้วพบตัวอักษรไทยเขียนว่า ออกญาเสนาภิมุข ก็ทำให้เราขึ้นกับขนลุกซู่โดยพลัน แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น แต่วันนี้เราได้มายืนอยู่ในเขตบ้านเก่าของยามาดะแล้ว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าเมืองไทยของเรานั้นไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย เพราะอยุธยาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ก็คือเมืองที่แสนเจริญ เป็นเมืองซึ่งผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายประเทศต่างเข้าไปอาศัยและทำมาหากินในกรุงศรีอยุธยาของเรา ทำให้เราภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก 

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แล้วได้ซึมซับประวัติศาสตร์ด้วยตัวคุณเอง โดยไปเที่ยวในรูปแบบกลุ่มเล็ก ๆ ที่เน้นความเป็นกันเอง โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower