หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ กกต.อ้างคดีคืบหน้า

“หนู”ลมออกหูประกาศ เดินหน้า ฟ้อง “ยิ่งชีพ iLaw” หมิ่นประมาท ไม่มียอมความ หลายครั้งแล้ว ชี้อาจผิดหวังอะไรบางอย่าง ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้วสว.ไม่ได้ทำจะกังวลอะไร ด้าน’สุขสมรวย’เตรียมฟ้องที่อำนาจเจริญ ข้อหาหมิ่นประมาท ปูดเอี่ยวฮั้วสว.ยันไม่รู้จักรีสอร์ทตามอ้างถึง ขณะที่ปธ.กกต.ไม่หนักใจกระแสกดดันฮั้วสว.ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน แจงคืบหน้าเกินครึ่ง เป็นไปตามไทม์ไลน์ เปิดเซฟทรัพย์สินมาร์ครวย 130 ล้าน การดี 233ล้าน ทองคำเพียบ

เมื่อวันที่ 22กรกฎาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อ นายอนุทิน รวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใคร ต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษา แล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

‘อนุทิน’ลุยฟ้อง’ยิ่งชีพ’ปมฮั้วสว.

เมื่อถามว่า มอง นายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้” เมื่อถามว่า มองว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิด ไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLawว่า มาจากต่างชาติและใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่เพราะหลายครั้งแล้ว เมื่อถามว่า จะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อย่ากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

ไม่กังวลเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจและผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง“

‘สุขสมรวย’รุมฟ้องอีกที่อำนาจเจริญ

ด้าน นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.iLawกล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อ นางสุขสมรวย รวมอยู่ด้วย ว่า ปล่อยให้ กกต.และฝ่ายกฎหมายดำเนินการ เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีข้อสรุป ส่วนตัวเชื่อว่า เป็นเกมการเมือง ข้อความที่เขาเอามาลง ตนยังไม่รู้เลยว่า มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเคยมีหนังสือมาถึงเรา เฉพาะคณะกรรมการชุดที่26 ตนก็ได้ปฏิเสธไปและในข้อกล่าวหาก็ไม่ได้บอกรายละเอียด อีกทั้งตนไม่ได้รู้จักรีสอร์ทที่ นายยิ่งชีพ กล่าวอ้างถึง ฉะนั้นเชื่อว่า หากมีมูล มีข้อเท็จจริง กกต.และฝ่ายกฎหมายก็จะเรียกไปสอบ แต่ที่ผ่านมาปรากฏแต่ชื่อไม่เคยโดนเรียกไปสอบเลย

นางสุขสมรวย กล่าวด้วยว่า จะแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทนายยิ่งชีพ ที่ จ.อำนาจเจริญและคงไม่โต้ตอบอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ จะไม่หลงกลฝ่ายค้านที่จะให้ไปร้องต่อศาล เชื่อว่าใครที่ทำอะไรเราไว้จะนอนไม่หลับอย่างแน่นอน ล่าสุดที่ นายยิ่งชีพ ได้ยอมรับผ่านรายการช่องดังว่า ไม่มีหลักฐานและภาพถ่าย หรือ คลิปวิดีโอ มีเพียงพยานพูดไว้ เพื่อจี้ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ นางสุขสมรวย กล่าวว่า ถือเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ แม้จะมีการมาแก้ต่างภายหลัง ก็ไม่สามารถลบล้างได้ เพราะถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

ปธ.กกต.ไม่หนักใจถูกกระแสกดดัน

ขณะที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือกสว.ในวันเลือกระดับประเทศว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนกรณีพรรคประชาชนและกลุ่ม iLawนำข้อมูล การเลือกสว.ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต.พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่มีการกดดันให้กกต.ส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด

กกต.ตั้ง7ข้อหาเอาผิดคดีฮั้วสว.

ขณะที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำคดีฮั้ว สว.ว่า การพิจารณาคดีมีความคืบหน้าพอสมควร พิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งตั้งทั้งหมด 7ข้อหา ตอนนี้เหลือส่วนปลีกย่อย-ส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง คาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประธาน กกต.ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้ว อยากจะให้จบภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลา แม้ข้อมูลจะไม่พอ ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่ม เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ส่วนนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ไม่แน่ใจเอาข้อมูลมาจากไหน เตือนระวังทำคดีเสียหาย

‘ไอติม’ชี้ไม่ควรฟ้อง-ตอบตรงคำถาม

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรัฐมนตรีจ่อยื่นฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ว่า ในฐานะที่นายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะทำการฟ้องผู้ตั้งคำถาม สิ่งที่ท่านทำได้คือชี้แจงข้อกล่าวหา ตามคำถามที่ถูกตั้งไว้ ถ้าฟังข้อมูล นายยิ่งชีพ จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง นายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงสั้นๆได้ง่าย ภาพรวมมองว่า ไม่ว่าจะนายกฯก็ดี หรือรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงก็ดี แทนที่จะดำเนินคดีกับผู้ตั้งคำถาม แค่ตอบให้ตรงคำถาม จะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น ในการพิจารณาว่า ควรเชื่อหรือไม่เชื่อใครและเรียกร้องไปถึงหน่วยงานตรวจสอบด้วยคือ กกต.และดีเอสไอ มีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ต้องแยกเป็น2 วน ฝั่งนักการเมือง ผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะฟ้องผู้ตรวจสอบ ควรชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนหน่วยงานขอคำยืนยันเหมือนกันว่า ทำเต็มที่แล้ว ตรวจสอบกลั่นกรองข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า อยู่ในสำนวนและพิจารณาส่งศาลหรือไม่

‘โสภณ’รอเอกสารเปิดถกวิสามัญกู้เงิน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้มีการส่งสัญญาณกำหนดวันเปิดประชุมที่ชัดเจน เนื่องจากยังต้องดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยขั้นตอนในขณะนี้ สภาฯ จำเป็นต้องรอเอกสารแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญส่งมายังสภาก่อน เมื่อสภาได้รับเอกสารเรียบร้อยแล้ว จึงจะทำหนังสือแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม. พิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญต่อไป

นายโสภณ กล่าวถึงกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าเป็นช่วงที่มีงานพระราชพิธีสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ถัดจากนั้นอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงการเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปตามปกติ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้น การจะกำหนดวันเปิดประชุมวิสามัญในช่วงใด จะต้องพิจารณาความเหมาะสมและการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางท่าน ได้แจ้งภารกิจเดินทางไปต่างประเทศส่วนตัวไว้ล่วงหน้าพอสมควร

‘จักรภพ’ลั่นสส.ต้องตรวจสอบรบ.

นายจักรภพ เพ็ญแข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดใจหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า แม้จะเป็น สส.พรรคแกนนำรัฐบาล แต่จะไม่ทำหน้าที่เพียงยกมือสนับสนุนรัฐบาล หากยังคงทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในการตรวจสอบ เสนอแนะ และวิพากษ์การทำงานของฝ่ายบริหารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส.ส.ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างมีหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชน การตรวจสอบรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่เป็นการช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น

‘อภิสิทธิ์’แจ้งมีทรัพย์สิน130ล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กรณีเข้าดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.69 โดยนายอภิสิทธิ์ และนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 130,916,823 บาท ไม่มีหนี้สิน แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ 76,638,695 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 7 บัญชี 14,810,525 บาท ที่ดิน 2 แปลงย่านคลองตันกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับโอนจากบิดาและพี่สาว รวมมูลค่า 40.92 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นห้อง 2 หลังใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และบ้านพักอาศัยในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ รวมมูลค่า 18,633,170 บาท ยานพาหนะ 1.8 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 475,000 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,399,746 บาท โดยเป็นจากเงินเดือน 1,362,720 บาท และดอกเบี้ย 37,026 บาท มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลต่อปีรวม 600,000 บาท

‘พิมพ์เพ็ญ’มีสมบัติรวม54ล้านบาท

ส่วนนางพิมพ์เพ็ญ มีทรัพย์สินรวม 54,278,127 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 13 บัญชี 13,374,062 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด 4,868,565บาท ที่ดิน 3 แปลงในเขตยานนาวา กรุงเทพฯ ที่ได้รับโอนจากมารดา รวมมูลค่า 27,475,000 บาท และมีทรัพย์สินอื่น 8,560,500 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,162,815 บาท จากเงินเดือน 1,129,380 บาท และดอกเบี้ย 33,435 บาท มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลต่อปี 400,000บาท ทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่ อาทิ นาฬิกา patek philippe 1 เหรียญ มูลค่า 200,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น 75,000 บาท นาฬิกา IWC มูลค่า 17,000 บาท สร้อยมุก 11 เส้น รวมมูลค่า 2,144,000บาท สร้อยมุก+เพชร 4 เส้น รวมมูลค่า 580,000 บาท กำไลข้อมือทองคำขาว 1 วง มูลค่า 270,000 บาท ต่างหูเพชร+มุก 4 คู่ รวมมูลค่า 500,000 บาท แหวนเพชร 1 วง มูลค่า 500,000 บาท เข็มกลัดเพชร 2 อัน มูลค่า 200,000 บาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ครั้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์ ก่อนหน้านี้ พบว่า ยื่นในปี 2554 คราวพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 10 ส.ค.54 โดยตนเองและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 54,355,885 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นทรัพย์สินในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์และคู่สมรส มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 76,560,938 บาท

‘การดี-สามี’ร่ำรวยอู้ฟู่233ล้านบาท

ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ หรือดร.อ้อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งกรณีเข้าดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุตนเองและนายชวภาส องค์มหัทมงคล ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินรวม 233,808,707บาท มีหนี้สินรวม 8,062,974บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของ นางการดี 136,074,890บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 6,509,515 บาท เงินลงทุน 26,107,127 บาท เงินให้กู้ยืม 4,314,506 บาท โดยเป็นการให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้เมื่อ 16 ม.ค.68 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 2 ล้านบาท บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อ 25 ธ.ค.67 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 1 ล้านบาท บริษัท โนเวล คอร์ปอเรชั่นจำกัด ยอดหนี้คงเหลือ 924,455 บาท บริษัท แมคโนลียควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยอดหนี้คงเหลือ 390,051บาท

ส่วน นายชวภาส ซึ่งเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอกชนหลายแห่ง แจ้งมีทรัพย์สินรวม 97,139,154บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 562,194 บาท เงินลงทุน 35,524,880 บาท ที่ดิน3แปลง ในเขตกรุงเทพฯและสมุทรปราการ มูลค่า37.5ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 7,544,254บาท ทรัพย์สินอื่น7,825บาทและมีหนี้สิน 4,448,382บาท โดยเป็นเงินเบิกเงินบัญชี 1,144,546บาท เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 3,303,836บาทและแจ้งมีรายได้ต่อปีจากเงินเดือน/ค่าตอบแทนบรรยาย/เบี้ยประชุม/โบนัส/19,075,000 บาท รายจ่ายต่อปีรวม 6,497,300บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สินรวม 594,662บาท เป็นเงินฝาก 501,181บาท สิทธิและสัมปทาน 93,480บาท

Leave a comment