ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ 

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ 

อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย

ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก

อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน

หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันที่ 28 เมษายนของทุกปี คือวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระนามเดิมคือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เคยทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี นักปราชญ์ราชบัญฑิต นักการทหาร และพหูสูต พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานช่างสารพัดแขนง ทั้งด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ศิลปกรรม และด้านคีตศิลป์ 

ในปี พ.ศ. 2506 เนื่องในโอกาส ฉลองวันประสูติครบ 100 ปีของพระองค์ท่าน องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งนับเป็นคนไทยรายที่ 2 ที่ได้รับการยกย่อง โดยคนไทยคนแรกที่ทรงได้รับการยกย่องคือ สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย 

งานวันนริศฯ ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 และ 29 เมษายน ณ ตำหนักปลายเนิน หรือวังคลองเตย เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวงศ์ ในวันงานได้มีการจัดระบำรำฟ้อน และละครดึกดำบรรพ์ การบรรเลงดนตรีไทย รวมทั้งการแสดงนิทรรศการศิลปะ จากผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์

ในงานนี้ เปิดให้เข้าชมตำหนักของพระองค์ท่าน โดยจะได้ชมศิลปะวัตถุที่ทรงคุณค่าซึ่งเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และยังได้ชมรวมถึงสัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนร่มรื่นด้วยพรรณพฤกษานานาชนิดในสวนของตำหนัก 

ตำหนักปลายเนินเป็นที่ประทับสุดท้ายของพระองค์ท่าน โดยทรงให้ซื้อเรือนไทยโบราณ แล้วสร้างเป็นตำหนัก ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2457 ส่วนวังท่าพระ ซึ่งอยู่ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวังที่ประทับทางการ แต่จะเสด็จไปประทับเฉพาะช่วงฤดูหนาว หรือในช่วงมีงานพระราชพิธีเท่านั้น

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทับ ณ วังคลองเตย จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2490

ตำหนักปลายเนินในปัจจุบัน เป็นที่ประทับและที่อยู่อาศัยของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ภายในเขตตำหนักมีอาคารต่างๆ ดังนี้ ตำหนัดตึก เคยเป็นที่ประทับของพระองค์ท่าน 

ตำหนักประเสบัน เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงสองยุโรป ต่อมารื้อลงเป็นเรือนสองชั้น สองหลัง 

เรือนไม้ริมบ่อและศาลาริมน้ำ สร้างสมัยยังมีคลองอยู่หน้าวัง แต่ปัจจุบันรื้อย้ายไปปลูกเป็นศาลาทรงไทยอยู่กลางสวน

ตำหนักหม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ และยังมีเรือนอื่นๆภายในเขตตำหนักด้วย ซึ่งเป็นของเหล่าทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ ในยุคนี้ นับวันจะกลายสภาพเป็นป่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ เมื่อเมืองเติบโตขึ้น สภาพดั่งเดิมของบ้านเรือนเมื่อครั้งอดีตก็ถูกลบเลือนไป จะเรียกว่าความเจริญเข้ามาแทนที่ความล่าสมัยได้หรือไม่ คำตอบนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละฝ่าย ฝ่ายที่ต้องการตึกสูงระฟ้า ก็คงตอบว่าจำเป็นต้องทำให้บ้านเมืองเติบโตให้สอดคล้องกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฝ่ายที่ต้องการเก็บรักษาแหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองเอาไว้ ก็คงตอบว่า ไม่ขัดขวางความเจริญของเมือง แต่ขออย่าทำลายล้างโบราณสถานที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของเมือง

อันที่จริงกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออกมาก่อน เพราะอุดมไปด้วยคลองสายต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คน แล้วยังได้รับการยอมรับว่าเคยมีบ้านเรือนไม้ที่งดงามกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพระนคร อาทิ บ้านทรงไทยซอยสวนพลู และบ้านไม้ที่ไม่ได้ปลูกแบบทรงไทยแต่เป็นบ้านไม้ที่งดงามมาก เช่น บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า และบ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักอายุกว่า 100 ปี รวมถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เป็นต้น

บ้านไม้เป็นอาคารได้รับการยอมรับว่างดงามมาก เพราะกลมกลืนไปกับธรรมชาติของสวนป่าและหมู่ต้นไม้ที่ปลูกรายล้อมรอบบ้าน แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าบ้านไม้เป็นสิ่งที่ยากกับการรักษาดูแลและซ่อมบำรุง เพราะต้องอาศัยความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือชั้นเยี่ยม และต้องใช้วัสดุในการบำรุงรักษาที่มีคุณภาพดี บวกกับต้องใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อซ่อมบำรุงให้คงอยู่ในสภาพดีตลอดเวลา

วันนี้จะชวนคุณไปบ้านซอยสวนพลู ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญของไทยผู้มีหลายบทบาทจนไม่สามารถจะบรรยายให้ครบจบสิ้นภายในเวลาอันจำกัด เพราะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี นักปราชญ์ นักประพันธ์ นักการแสดง ผู้เล่นโขนละคร และอีกสารพัดบทบาทสำคัญ 

บ้านไม้ทรงไทยอายุกว่า 100 ปี หลังนี้อยู่ในซอยพระพินิจ เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อครั้งโบราณกาลนั้น ย่านนี้เป็นสวนพลู ดังนั้น จึงถูกเรียกขานว่าสวนพลูสืบต่อมาจนบัดนี้ 

บ้านแห่งนี้เป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประกอบเป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง เป็นแบบเรือนเครื่องสับของภาคกลาง เริ่มสร้างเรือนตั้งแต่ปี 2490 โดยนำเรือนไทยเดิมมาจากหลายที่ ทั้งจากย่านเสาชิงช้า กรุงเทพฯ และจากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช บุตรของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เคยเล่าให้ Mr. Flower ฟังว่า เรือนใหญ่หลังกลางนี้เฮี้ยนหนักหนา เพราะมีทั้งบานประตูและเสาไม้ตกน้ำมัน เข้าใจว่าวิญญาณเดิมของเจ้าของบ้านที่เป็นสตรีหวงเป็นยิ่งนัก จึงยังผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเหลือเกิน วันดีคืนดีก็จะตกน้ำมันจนเยิ้มนอง แล้วก็จะเห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้น 

ตามประวัติระบุว่าบ้านนี้เดิมเป็นของหม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี (พี่สาวหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์) ภรรยาพลตำรวจตรี พระพินิจชนคดี แล้วต่อมาได้ตกเป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

ส่วนบริเวณหน้าบ้านมีศาลาทรงไทย สร้างแบบศาลาวัดคือไม่มีข้างฝา แต่เปิดโล่ง ใช้สำหรับประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย และดนตรีไทย และใช้เล่นโขนละครประจำบ้านซอยสวนพลู บริเวณริมศาลาด้านขวา (หันหน้าออกจากบริเวณตั้งโต๊ะหมู่ของศาลา) เป็นศาลเจ้าจีนประจำบ้าน ด้านหน้าของศาลาเป็นสวนไม้พุ่ม และมีบ่อน้ำขนาดเล็กประดับสวน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์อาศัยอยู่ในบ้านซอยสวนพลูจนวันที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2538 โดยในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น บ้านหลังนี้มีความคึกคักมาก เพราะเป็นที่รวมตัวของนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้าพบหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นประจำ เมื่อเจ้าของบ้านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว บ้านหลังนี้เคยถูกเปิดให้ชาวไทยและคนต่างชาติเข้าเยี่ยมชมได้ แต่เมื่อถึงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดลง แต่บัดนี้บ้านซอยสวนพลูเตรียมพร้อมจะเปิดรับผู้สนใจเข้าศึกษาเรื่องราวของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เข้าเยี่ยมชมอีกครั้ง (คาดว่าจะเปิดให้เข้าชมในเร็ว ๆ นี้)

ปัจจุบัน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนบ้านซอยสวนพลูเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในการดูแลของหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

สำหรับผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โปรดรอฟังว่า Mr. Flower จะจัดทริปพิเศษพาคุณไปเยี่ยมชมบ้านซอยสวนพลูในวันเวลาใด ซึ่งคาดว่าจะจัดในเร็ววันนี้ ผู้สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091 7233615 รับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen's Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีมนต์เสน่ห์ที่สามารถมัดใจให้ผู้ไปเยือนต้องหลงใหล แบบชนิดที่ว่าหากมีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลายแบบ แต่สามารถผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัวสุด ๆ เช่น สถาปัตยกรรมแบบนิโอกอธิค นิโอคลาสสิก อาร์ตนูโว บาโรก โรมาเนสก์ และกอธิคยุคกลาง 

แต่สัปดาห์นี้ จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้าในมหาวิหาร St. Stephen’s หรือ St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ก่อนอื่นของเล่าให้ฟังว่า Bacilica คือมหาวิหารในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่มีสถานะเป็น Bacilica คือโบสถ์สำคัญมากในทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติหรือการยกย่องโดยสมเด็จพระสันตะปาปา ส่วนคำว่า Cathedral แปลว่าอาสนวิหาร เป็นโบสถ์หลักของสังฆมณฑลที่มีพระระดับบิชอปประจำอยู่ และยังมีคำว่า Church กับ Chapel อีกด้วย ซึ่งหากแปลแบบง่าย ๆ ก็จะเรียกว่าโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ในความเป็นจริงคำที่ใช้นั้นบ่งบอกถึงสถานภาพและความสำคัญของสิ่งปลูกสร้างโดยแท้จริง

St. Stephen’s Bacilica (Szent Istvan Bazilika) นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในฮังการี และยังได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีด้วย มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี คือ เซนต์สตีเฟน 

ความสำคัญอีกประการของมหาวิหารนี้คือ เป็นที่เก็บรักษาพระหัตถ์ขวาของเซนต์สตีเฟน ผู้ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และนักบุญของเมือง โดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบมัมมี่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง นอกจากนั้นยังเปิดให้ผู้เข้าชมมหาวิหารขึ้นไปบนบริเวณรอบโดม และชมวิวเมืองได้ 360 องศา รวมถึงชมห้องพระคลังมหาสมบัติประจำมหาวิหารด้วย นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกสารพัดชนิดให้ชมตลอดปี รวมถึงคอนเสิร์ตออร์แกนอีกด้วย (จำหน่ายบัตรเข้าชม) อัตราแลกเปลี่ยนเงินโฟรินต์ฮังการีเทียบกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 100 โฟรินต์ฮังการีเท่ากับ 10 บาท ราคาบัตรเข้าชมมหาวิหารตกประมาณคนละ 600 บาท ส่วนบัตรชมคอนเสิร์ตตกประมาณคนละ 38 ยูโร (1 ยูโรมีค่าประมาณ 380 โฟรินต์ฮังการี) 

บอกได้เพียงคำเดียวว่า เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแห่งนี้ คุณจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความวิจิตรบรรจงได้โดยพลัน และยังได้ชมงานศิลป์ล้ำค่าของเหล่าศิลปินร่วมสมัยนามอุโฆษที่ตกแต่งอยู่ที่แท่นบูชา เป็นผลงานที่รังสรรเพื่อนักบุญสตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี ผู้ทรงเปลี่ยนศาสนาให้ชาวฮังการีผู้เร่ร่อนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และทรงทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งได้ในเวลาต่อมา

เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ขอให้ชมแท่นบูชาหลัก ที่มีรูปปั้นนักบุญสตีเฟนแกะสลักจากหินอ่อนคาร์รารา ฝีมือของอาลาโฆส สโตรเบิล และต้องไม่พลาดชมเทวดากาเบรียลถือมงกุฎศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรกษัตริย์

มหาวิหารนี้มีโดมสูง 96 เมตร จึงโดดเด่นมากท่ามกลางกลุ่มอาคารต่าง ๆ ในเมืองเปสต์ (กรุงบูดาเปสต์แบ่งเป็นสองส่วน คือบูดา และเปสต์) และจะได้เห็นเสาหลักสี่ต้นที่ช่วยค้ำยันมหาวิหารให้ตั้งตระหง่าน รวมถึงต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังรูปพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ที่ประดับอยู่กลางโดม

แท่นบูชา Patrona Hungariaeโดย Gyula Benczúr depicts แสดงภาพนักบุญสตีเฟนถวายมงกุฎฮังการีแด่พระแม่มารี และทรงขอให้พระองค์เป็นผู้พิทักษ์ประเทศฮังการี

พระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสตีเฟน สมบัติล้ำค่าที่สุดของฮังการี คือกำปั้นขวาที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบมัมมี่ อยู่ ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาหลัก สมบัติชิ้นสำคัญนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร 

และอย่าพลาดการชมกระจกสีที่งดงามวิจิตรบรรจงมาก ซึ่งเป็นผลงานของมิกซา โรธ และหากได้ขึ้นไปชมด้านบนของมหาวิหาร ต้องไม่พลาดชมระฆังที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี หนัก 9 ตัน แขวนอยู่ในหอคอยด้านขวา  

ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม คือวันฉลองนักบุญสตีเฟน จัดเป็นงานประจำปี โดยมีพิธีแห่พระนั่งศักดิ์สิทธิ์ไปรอบมหาวิหาร

ช่วงนี้เราอาจจะเดินทางไปต่างประเทศได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงมาก ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงมาก ค่ากินค่าอยู่ก็แพงระยับ ดังนั้น ขอให้คุณ ๆ อ่านเรื่องและชมภาพของมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนไปพลาง ๆ ก่อน หากบ้านเมืองและโลกใบนี้สงบอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะไปเที่ยวไปชมมหาวิหารนี้ด้วยกัน

หากสนใจจะร่วมทริปอบอุ่นและเพรียบพร้อมด้วยการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ซึ่งรับสมาชิกจำนวนจำกัด นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 0917233615 แล้วเราจะไปท่องโลกและท่องไทยด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยไปเที่ยวชมความวิจิตร และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย คนไทย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่มีพิพิธภัณฑสถานมากมายกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย บางคนแม้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มานานแสนนาน แต่กลับตอบแบบหน้าตาเฉยว่า ไม่เคยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถามกลับอีกว่า อยู่ตรงไป ไม่รู้จัก 

ไม่ว่าใครจะตอบอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอบอกว่าหากยังไม่เคยไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ขอให้ไปชมนะครับ แล้วจะรู้ว่าแสนงดงาม แสนวิจิตร แสนบรรจง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า โดยวังหน้าสร้างขึ้นในคราวเดียวกับการสถาปนากรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยสร้างในยุคเดียวกับพระบรมมหาราชวัง

วังหน้าเคยเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชในสมัยรัตนโกสินทร์ถึง 5 พระองค์ โดยตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในรัชชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วทรงตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารขึ้นแทน เมื่อทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว พระราชวังหน้าจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวร หรือวังหน้าอีกต่อไป รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมหลวง ที่เคยอยู่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง ไปจัดแสดงที่ในเขตวังหน้า

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ต่อมาได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2477 

ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแบ่งการแสดงเป็นสัดส่วน ดังนี้ 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จัดแสดงประวัติศาสตร์แผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย อารยธรรมไทยตั้งแต่อดีต จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุทุกยุคสมัยในพระราชอาณาจักรไทย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

หมู่พระวิมานในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังหน้ามาก่อน จัดแสดงงานประณีตศิลป์ยุคต่าง ๆ  รวมถึงจัดแสดงเครื่องคชาธาร เครื่องสูง เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วยชาม เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหาม เครื่องไม้แกะสลัก ผ้าแพรพรรณและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และเครื่องอาวุธต่าง ๆ เป็นต้น

อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงงานด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี รูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ และศิลปะยุคทวารวดี ศรีวิชัย จัดแสดงเทวรูปโบราณ ยุคลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์ 

การเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังเท่ากับได้ชมโบราณสถานในเขตวังหน้า ได้ชมสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และได้ชมจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุดแสนวิจิตรแห่งหนึ่ง ได้ชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เก๋งนุกิจราชบริหาร อาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า อาคารโรงราชรถ และหอแก้วศาลพระภูมิ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตพร้อมหน้า สัญญาประคอง ความดีทุกอย่างต่างปอง ผยองพระเกียรติเกริกไกร

ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง นิสิตประสงค์เป็นธงชัย ถาวรยศอยู่คู่ไทย เชิดชัย ชโย 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้มีอายุครบ 109 ปี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 26 มีนาคม สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ โดยใช้ชื่อ One Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ จัดงาน ณ สนานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล

แน่นอนว่า งานในปีนี้เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และอวลอบไปด้วยความสัมพันธ์สายใยของน้องพี่สีชมพู แล้วก็เป็นไปตามแบบฉบับของชาวจุฬาฯ คือ นอกจากสนุกสนานแล้ว ยังพร้อมพรั่งบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินที่เพรียบพร้อม โดยสรรหาร้านอาหารและร้านขนมอร่อย ๆ มาจากทั่วทุกสารทิศ แล้วก็ต้องไม่ลืมการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือนิสิตปัจจุบันที่ขัดสนทุนทรัพย์ แล้วที่สำคัญก็คือ ในงานยังเน้นการคัดแยกขยะเป็นหมวดหมู่ เพื่อไม่สร้างมลภาวะให้กับโลกของเราทุกคน

สำหรับภาคบันเทิงของงานก็เปี่ยมล้นไปด้วยกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้ม ความประทับใจ และหวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ เมื่อวันวานในรั้วจุฬาฯ ใต้ร่มเงาจามจุรี โดยปีนี้มีวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาฯ เป็นตัวหลักในการบรรเลงดนตรี แล้วก็มีรุ่นพี่ตั้งแต่รุ่น พ.ศ. 2500 กว่า ๆ จนถึงนิสิตรุ่นปัจจุบัน ร่วมกันขับขานบทเพลงต่าง ๆ ทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพลงต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทเพลงอื่น ๆ โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์มากมาย อาทิ คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน (รัฐศาสตร์) หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ (รัฐศาสตร์) จันทนี อุนากูล (อักษรฯ) จิตติมา เจือใจ (บัญชี) ดลชัย บุญยรัตเวช (สถาปัตย์) ลูกหว้า พิจิกา (นิเทศ) ปุ้ย ดวงพร (ครุ) และกิตตินันท์ ชินสำราญ (ศิลปกรรม) เป็นต้น 

ส่วนนักแสดงประกอบเพลงก็มีมากมายเหลือคณานับ ต้องบอกตรง ๆ ว่าเอ่ยชื่อไม่หมดไม่สิ้น เพราะมีมากมายจริง ๆ แต่ที่ต้องยอมใจเลยก็คือ พี่ ๆ ที่ไปทำหน้าที่นักแสดงประกอบเพลงนั้น บางรายอายุ 70 กว่าปีแล้ว แต่สปิริตของความเป็นชาวจุฬาฯ ยังล้นเหลือ เพราะต้องไปซ่อมเต้น ซ้อมรำเป็นเวลานานนับสัปดาห์ แต่ทุกคนก็บอกว่ายินดีและเต็มใจไปร่วมงาน แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อเอ่ยนามชัด ๆ ก็ตามที แต่ตั้งใจทำเพราะรำลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ และด้วยความคิดถือเพื่อน ๆ สมัยเป็นนิสิตเมื่อวันวานนานโพ้น 

ส่วนนิสิตเก่าที่ไปร่วมงานก็มีมากมายเกินกว่าจะกล่าวขานชื่อเสียงได้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่เท่าที่ได้พบได้เห็นก็มีดังนี้ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล (รัฐศาสตร์) จุฑาพร เริงรณอาษา (รัฐศาสตร์) สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สถาปัตย์) อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ (รัฐศาสตร์) สุรเกียรติ เสถียรไทย (นิติ) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รัฐศาสตร์) เกียรติคุณ ชาติประเสริฐ (รัฐศาสตร์) ภาวิไล บุราราส (อักษร) รวมถึงนักการเมืองปัจจุบัน และอดีตนักการเมือง และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกมากมาย จนไม่สามารถเอ่ยชื่อได้หมดทุกคน 

แล้วงานนี้ก็จบลงในเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่า ซึ่งถือว่าดึกดื่นพอประมาณ แต่ก็ยังคงมีนิสิตเก่าคงอยู่ให้กำลังใจกันและกันอยู่บ้าง ถึงแม้จะบางตามากจนมีการแซวกันว่า เล่นกันเอง ดูกันเอง ก็ยังต้องนับถือในน้ำใจของผู้ที่อยู่จนงานจบ ปิดงาน แล้วก็มีเสียงร่ำลากันและกัน โดยบอกว่า ปีหน้ามาพบกันอีกนะเธอ อย่าเพิ่งล้มหายตายจากไปเสียก่อนนะ ปีหน้าจะรอพบในงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 110 ปี ณ ที่แห่งนี้

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาธารณรัฐโปแลนด์มีเมืองที่ขึ้นชื่อว่าน่ารัก เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ชวนให้เข้าไปท่องเที่ยวอยู่หลายเมือง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Wrocław วรอดสวัฟ เมืองใหญ่อันดับสี่ของโปแลนด์ ขอยืนยันว่าถ้าหากอ่านออกเสียงแบบภาษาอังกฤษจะไม่มีวันออกเสียงตามชาวโปแลนด์ได้เป็นอันขาด

เมืองนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนด้านทิศตะวันออกของสาธารณรัฐเชก ใครก็คามที่ได้ไปเยือนวรอตสวัฟแล้วต้องยอมรับโดยพลันว่าเป็นเมืองเจ้าเสน่ห์ เพราะเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรม เรียกได้ว่ามีประวัติศาสตร์ในทุกพื้นที่ของเมือง แต่เมืองนี้จะคล้าย ๆ กรุงเทพฯ ในแง่ที่ว่ามีแม่น้ำลำคลองอยู่ทั่วเมือง เพราะฉะนั้น จึงทำให้เมืองนี้มีสะพานข้ามน้ำเป็นร้อยแห่ง จึงได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งสะพาน (The city of bridges) และอีกสมญานามหนึ่งคือ Venice of Poland 

เขตใจกลางเมืองวรอตสวัฟ คือเขตเมืองเก่า มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ดังนั้นจึงมีโบสถ์วิหาร และ ศาสนสถานโบราณอยู่หลายแห่ง ศิลปและสถาปัตยกรรมก็จะเป็นรูปแบบบาโรก และกอธิค ที่งดงามและแสนคลาสสิก ดูกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย 

นอกจากอาคารต่าง ๆ ในเมืองวรอตสวัฟจะมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของบาโรกแล้ว ยังมีจุดเด่นที่ทุกคนที่ไปเยือนต้องกล่าวถึงคือ รูปหล่อคนแคระ (Wrocław Dwarfs) ซึ่งมีทั้งหมดกว่า 600 ตัว โดยมีเรื่องเล่าขานว่าคนแคระทั้งหมดที่ถูกหล่อขึ้นนี้คือตัวแทนของการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์สตาลินแห่งสหภาพโซเวียตรัสเซีย  

สำหรับรูปภาพในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้คือ St. Elizabeth’s Church ที่สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 หอคอยแห่งเดิมของโบสถ์นี้สูงถึง 130 เมตร แต่หลังจากถูกไฟไหม้จึงลดความสูงเหลือเพียง 91.5 เมตรในปัจจุบัน

ที่บริเวณลานด้านหน้าโบสถ์มีรูปหล่อคนแคระในอิริยาบทต่าง ๆ วางไว้ด้วย ซึ่งแต่ตัวก็จะแสดงบทบาทแตกต่างกันไป 

สำหรับผู้เข้าไปกราบนมัสการรูปเคารพและอธิษฐานในโบสถ์อลิซาเบธไม่ต้องเสียค่าเข้า แต่หากจะขึ้นไปชมวิวของเมืองบนหอคอยต้องซื้อบัตรเข้าชม แต่แนะนำว่าผู้ที่ต้องการจะขึ้นบนหอคอยต้องสามารถเดินขึ้นบันไดที่ค่อนข้างชันและแคบได้ เพราะไม่มีลิฟต์ให้บริการ

หากคุณ ๆ สนในจะไปเที่ยวชมศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงประวัติศาสตร์ของเมืองวรอตสวัฟ โปแลนด์ แบบกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนสมาชิกไม่เกิน 12 คน กรุณาติดต่อ Mr. Flower ที่หมายเลข 0917233615

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วัดวาอารามของพุทธศาสนาในเมืองไทยมีมากมายจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 4 หมื่น 4 พันแห่ง จังหวัดที่มีวัดมากที่สุดไล่ลำดับได้ดังนี้ นครราชสีมา (ประมาณ 2,200 วัด) อุบลราชธานี (ประมาณ 2,000 วัด) และร้อยเอ็ด (ประมาณ 1,700 วัด) ส่วนกรุงเทพมหานครมีวัดทั้งหมดประมาณ 500 วัด 

การมีวัดมากมายในเมืองไทย เพราะพระพุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ ดังนั้นผู้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงสร้างวัดเพื่อทำนุบำรุงและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ดังมีคำโบราณว่าไว้ดังนี้ เจ้านายชั้นสูงและบรรดาเศรษฐีไทยนับแต่โบราณกาล นิยมสร้างวัดวาอาราม เพราะเห็นว่าเป็นการบำรุงพระศาสนา และถวายเป็นพุทธบูชา แล้วยังเป็นเครื่องประดับเกียรติบารมีของตนเอง 

วันนี้จะพาไปกราบนมัสการพระพุทธรูปและชมสถาปัตยกรรมที่งดงามของวัดสองแห่งคือ วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม จังหวัดสมุทรปราการ

วัดไพชยนต์ฯ มีประวัติว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ทรงเป็นแม่กอง ก่อสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ให้แล้วเสร็จหลังจากถูกทิ้งค้างไว้ ดังนั้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพจึงทรงทำตามพระราชบัญชา แล้วทรงสร้างวัดแห่งหนึ่งในเขตคลองลัด หลังจากทรงขุดคลองลัด และทรงสร้างป้อมเพชรหึงษ์ และพระราชทานนามวัดว่า ไพชยนต์พลเสพย์ แต่มีคำสันนิษฐานว่าวัดนี้แต่เดิมชื่อวัดกรมศักดิ หรือวัดปากลัด แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชื่อว่าวัดวังหน้า แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน่าจะพระราชทานนามใหม่ว่าวัดไพชยนต์พลเสพย์ สถาปัตยกรรมของวัดเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือหน้าบันพระอุโบสถเป็นแบบคล้ายวัดราชโอรสารามฯ หรือแบบจีน เพราะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับจีน

พระประธานเป็นแบบมารวิชัย ประดิษฐานบนบุษบกยอดปรางค์ทำด้วยไม้สัก บุษบกงองค์นี้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถ วังหน้าในรัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ทรงสร้างถวายใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ครั้นสมัยรัชกาลที่ 3 วังหน้าในยุคนั้นคือสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงให้เชิญบุษบกนี้ประดิษฐานพระพระประธานของวัดศักดิพลเสพย์ เนื่องจากทรงเห็นว่าบุษบกว่าง เนื่องจากรัชกาลที่ 2 ทรงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง วัดไพชยนต์ฯ จึงเป็นวัดของกรมพระราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3

วัดโปรดเกศเชษฐาราม คือวัดที่อยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมมอญ เป็นวัดพุทธแบบรามัญ ในย่านพระประแดง วัดนี้ก่อสร้างโดยพระยาเพ็ชรพิไชย (เกตุ) นายกองที่ร่วมสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ สมัยรัชกาลที่ 2 วัดนี้มีสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 คือพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันพระอุโบสถประดับด้วยปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม พระประธานเป็นปางมารวิชัย นามว่า พระพุทธชินนาถศาสดา และยังมีพระพุทธไสยาสน์ในพระวิหาร  ส่วนบานหน้าต่างเป็นศิลปะแบบตะวันตก วาดเป็นภาพปริศนาธรรม และยังมีพระมณฑปกลางสระน้ำ สถาปัตยกรรมไทยแบบเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร พระพุทธบาทจำลองประดับมุก จุดเด่นของวัดนี้คือภาพวาดที่สะท้อนความเป็นเมืองของตะวันตก เป็นงานของขรัวอินโข่ง

>>>>>ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยวอิ่มบุญ<<<<<

หากสนใจเที่ยวชมโบราณสถานในไทยแบบเจาะลึกรายละเอียดของความงามของพุทธศิลป์

และสถาปัตยกรรม โดยเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ โปรดติตต่อ Mr. Flower 0917233615

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การให้คือความสุข ผู้ให้คือผู้ส่งมอบความสุขให้กับผู้รับ ไม่ว่าผู้รับจะเป็นใครก็ตาม ให้กับคน คนที่เป็นผู้รับก็มีความสุข ให้กับสัตว์ สัตว์ที่เป็นผู้รับก็มีความสุข เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ผู้ให้คือผู้ที่มีความสุขใจ เพราะเป็นผู้มอบความสุขให้กับผู้รับ ผู้ให้ย่อมอิ่มเอมใจ ผู้ให้ย่อมบังเกิดความปรีดิ์เปรมเกษมสุข

คอนเสิร์ต สายใย ดุจสายฝน ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อหาทุนสมทบช่วยเหลือคนตาบอด และเพื่อเปิดโอกาสให้คนตาบอดได้ร่วมแสดงความสามารถด้านต่าง ๆ เช่น การดนตรี ด้านอาชีพ และด้านการฝีมือ โดยมีการแสดงร่วมกับนักร้องกิตติมศักดิ์และนักร้องอาชีพ งานจัดไปเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังพญาไท 

นักร้องกิตติมศักดิ์ที่ให้เกียรติร่วมร้องเพลงในงานคือ หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ นวลพรรณ ล่ำซำ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี วิทูร ศิลาอ่อน ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ และพัชรา เจียรวนนท์ ส่วนนักร้องอาชีพคือ เสาวลักษณ์ ลีละบุตร สินเจริญบราเธอร์ส ร่วมด้วยนักร้องจากโรงเรียนสอนคนตาบอด บรรเลงดนตรีโดยวงดุริยางค์แห่งราชนาวีไทย และนักกีตาร์คลาสสิกผู้พิการสายตา คือ นพพร เพริศแพร้ว และที่สุดพิเศษคือการได้ชมความงดงามของพระราชวังพญาไทในยามค่ำคืนด้วย

ในวันงานนั้น นอกจากได้อิ่มเอมกับเสียงเพลงไพเราะจากนักร้องมากมาย และเสียงดนตรีที่เสนาะโสตจากนักดนตรีแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญทำกุศลเพื่อช่วยเหลือคนตาบอด เพราะมีสินค้าต่าง ๆ ที่ผลิตโดยคนตาบอดมาจำหน่าย และมีการเปิดร้านนวดโดยผู้พิการทางตา แต่ที่มากกว่านั้นคือได้พูดคุยกับคนตาบอด ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังโดยตรงจากคนพิการสายตา ทุกคนที่ได้พูดคุยด้วยบอกตรงกันว่า ขอบคุณที่สังคมไทยยังไม่ลืมพวกเขา และเขาก็พยายามจะไม่เป็นปัญหาให้กับสังคม แม้เขาจะพิการสายตา แต่เขาก็ยินดีช่วยเหลือสังคมไทยตามความสามารถ และอยากเห็นสังคมไทยก้าวเดินไปบนหนทางแห่งความสุข ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง อยู่ร่วมกันอย่างมีมิตรจิตรมิตรใจและเต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพ และเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของกันและกัน 

สำหรับคุณ ๆ ที่ต้องการร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนสอนคนตาบอด โปรดโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อบัญชีโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย สาขาองค์การเภสัชกรรม เลขที่ 072 0169 259 เงินบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : คิดถึงพระพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : คิดถึงพระพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : คิดถึงพระพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วตั้งแต่ 24 ตุลาคม 2568 แต่คนไทยจำนวนมากยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านตราบจนทุกวันนี้

รอยแย้มพระโอษฐ์ รอยพระสรวล รอยพระบาทที่ยาตราไปทั่วทุกหนแห่งบนพระราชอาณาจักรไทย พระราชจริยาวัตรที่แสนงดงาม รวมถึงพระเมตตาคุณอันมหาศาลของสมเด็จพระพันปีหลวงยังตราตรึงในความทรงจำของพสกนิกรไทยเสมอมา

เพราะฉะนั้น การที่กล่าวว่าคนไทยจำนวนมากไม่เคยลืมเลือนพระองค์ท่าน จึงเป็นความจริงอย่างที่สุด ดังดูได้จากการที่พสกนิกรจำนวนมหาศาลยังคงหลั่งไหลไปกราบถวายบังคมพระบรมศพของพระองค์ท่าน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตลอดเวลาที่เปิดให้เข้ากราบถวายบังคม และยังคงมีงานนิทรรศการต่าง ๆ นานามากมายทั่วทั้งแผ่นดินที่ชาวประชาตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายราชสดุดี และถวายความอาลัยรักแด่พระองค์ท่าน

นิทรรศการศิลปะ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” คืออีกงานหนึ่งที่พสกนิกรตั้งใจน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยรักแด่พระแม่เจ้าแห่งแผ่นดินไทย โดยเป็นนิทรรศการที่รวบรวมผลงานที่แสนวิจิตรจากใจของเหล่าจิตรกร และปฏิมากร จำนวนกว่า 20 ราย โดยจัดการแสดง ณ Art Jewel สยามพารากอน ชั้น ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถึง 25 มีนาคม 2569

เหล่าศิลปินที่พร้อมใจกันร่วมจัดงานนี้ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง และศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร ทั้งสามนี้คือศิลปินแห่งชาติ และยังมีบรรดาศิลปินชั้นนำของไทย คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณญาณวิทย์ กุญแจทอง ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ รองศาสตราจารย์นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิชาติ ผลประเสริฐ สนั่น รัตนะ สมภพ บุตราช เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ สมเกียรติ เสียงวังเวง เชาวฤทธิ์ เตยขาว นพแก้ว ประยูรเมธา พ.ต.อ. ชัยวัฒน์ บูรณะ จักรี คงแก้ว อิทธิพล พัฒรชนม์ สุริยา นามวงษ์ ธัฐบดินทร์ บญเนื่อง ชุมพล พรหมจรรย์ และฐิตาภา รัตนะ

แนวคิดหลักของผลงาน ศ. (เกียรติคุณ) ปรีชา ได้แก่ พระเจ้าอยู่หัวคือน้ำ ฉันคือป่า อันแสดงถึงความสัมพันธ์ของการทรงงานเพื่อพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง ส่วนแนวคิดหลักของผลงาน ศ. (เกียรติคุณ) ถาวร คือ กราบ/สักการะ ที่ตั้งใจบ่งบอกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทำให้แผ่นดินไทย และคนไทยมีความสมบูรณ์พูนสุขมาจวบจนปัจจุบัน โดยพระมหากรุณาธิคุณนั้นยังตราตรึงในใจของพสกนิกรไทยตราบฟ้าดินสลาย

ในวันเปิดนิทรรศการนั้น มีบรรดาแขกเหรือไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จิรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ดลชัย บุณยะรัตเวช ครีเอทีฟชื่อดังในวงการโฆษณาระดับสากล 

ขอเชิญชมนิทรรศการ และเชิญซื้อหางานศิลปะชิ้นเยี่ยมยอดเพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของคุณ โดยรายได้จะนำเข้าสมทบทุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower