ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนที่ชื่นชอบและหลงใหลในประเทศญี่ปุ่น มักจะกล่าวตรงกันว่าญี่ปุ่นสวยงาม เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน และที่สำคัญคือในช่วงฤดูร้อนจะมีดอกไม้สีสันสวยงามบานสะพรั่งทั่วทั้งเมือง 

และหนึ่งในดอกไม้ที่นับว่างดงามมากที่สุดชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น นอกเหนือจากดอกซากุระคือ ดอกวิสทีเรีย ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกว่าดอกฟูจิ ดอกไม้งามชนิดนี้จะบานแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคมทุกปี น่าจะเป็นช่วงที่ผู้คนพากันหลั่งไหลไปชมความงาม 

อันที่จริงดอกวิสทีเรียมีหลากหลายสี เช่นม่วง ชมพู ขาว และเหลือง แถมแต่ละสีก็ยังมีเฉดที่ต่างกันไป เช่นม่วงเข้ม ม่วงอ่อน แล้วยังมีกลีบดอกแบบเดียวและแบบซ้อน 

จุดชมดอกเวสทีเรียที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งยอดนิยมในกรุงโตเกียว มีหลายแห่งอย่างเช่นวัดเบียโดอิน เมืองอูจิ พระราชวังเซนโต ศาลเจ้าไซอิน คาซูกะ เป็นต้น แต่จริงๆแล้วต้องบอกว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นล้วนมีเทศกาลดอกวิสทีเรีย 

วิสทีเรียเป็นพืชตระกูลถั่ว เป็นเถาไม้เลื้อย แต่ต้นแก่มากๆ จะมีลำต้นใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เมตร ดอกเป็นช่อระย้าสีม่วง มีกลิ่นหอม แต่บางคนก็แพ้เกสร

อย่างที่กล่าวแต่ต้นว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นจะมีเทศกาลดอกวิสทีเรีย สถานที่ซึ่งนับได้ว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดคือสวนคาวาจิ ฟูจิ ในเมืองอิตะคิวชู จังหวัดฟูกูโอกะ ส่วนอีกที่หนึ่งคือสวนอาชิคางะ จังหวัดโทชิงิ และศาลเจ้าคะเมโดะเทนจิน รวมถึงสวนคาจิโมโตะ เมืองโอซากา สวนโทคาเอน จังหวัดไซตามะ  สวนเทนโนงาวะ จังหวัดไอจิ 

ขอย้ำอีกทีว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นมีสวนดอกเวสทีเรียกระจายทั่วไป เพราะฉะนั้น หากคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเริ่มต้นหน้าร้อน คุณจะได้ชื่นชมกับความงามของดอกเวสทีเรีย จนหลายคนกล่าวว่าเมื่อหมดดอกซากุระในช่วงต้นเดือนเมษายน ครั้นเข้าช่วงกลางค่อนไปทางปลายเดือนเมษายน เราจะได้ชมความงามของดอกเวสทีเรีย

ส่วนการเข้าไปชมความงามของดอกไม้ยอดนิยมชนิดนี้แล้ว ก็มักได้ชมการแสดงพื้นบ้านควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการแสดงกลองไทโกะ ที่แสดงออกถึงความทรงพลัง บ่งบอกถึงจิตวิญญาณและศิลปะตามแบบฉบับของญี่ปุ่นโดยแท้ 

ไทโกะแปลว่ากลอง หรือบางแห่งเรียกแบบเฉพาะเจาะจงว่าวาดาอิโกะ ส่วนไม้ที่ใช้ติดกล่องเรียกว่าบาจิ ผู้ตีกลองจะแสดงออกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ผสมผสานทั้งความเข้มแข็งและศิลปะที่ทรงพลัง 

หากคุณต้องการจะไปเที่ยวประเทศประเทศญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลต่างๆ แบบเจาะลึก เน้นความเข้าใจด้านศิลปวัฒนธรรมโดยแท้ โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 คนต่อทริป กรุณาติดต่อ Mr. Flower เบอร์โทรศัพท์ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้ที่หลงใหลในความงามของปราสาทโบราณของญี่ปุ่นต่างยกย่องว่าปราสาทฮิเมจิ เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ คือหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้เมื่อได้ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น เนื่องจากความงดงามของปราสาทสูงเจ็ดชั้น บวกกับความเก่าแก่ เพราะมีอายุกว่า 600 ปี แถมในบริเวณปราสาทยังมีต้นซากูระอีกเป็นพันต้น ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวในช่วงซากูระบาน ก็จะพบกับความงดงามและอ่อนหวานของดอกซากูระที่บานสะพรั่ง

ปราสาทฮิเมจิรอดพ้นจากการทำลายล้างโดยระเบิดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงรอดพ้นจากภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 2538 นับว่าผู้ก่อสร้างปราสาทนี้ได้คำนวณการก่อสร้างได้อย่างเยี่ยมยอด จึงทำให้ตัวปราสาทไม่พังทลายเพราะแรงไหวสั่นของแผ่นดิน

องค์การ UNESCO ยกย่องให้ปราสาทนี้เป็นมรดกโลก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่นด้วย โดยถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยปราสาทอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคุมาโมโตะ 

ด้วยความที่ปราสาทฮิเมจิมีสีขาวสว่างใส ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงเรียกชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ 

สถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบการก่อสร้างปราสาทญี่ปุ่น โดยเฉพาะฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณปราสาท ส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีสิ่งรักษาความปลอดภัยมั่นคงให้ตัวปราสาทอีกมากมาย เช่น ช่องวางปืนใหญ่ และช่องสำหรับโยนหินออกจากปราสาทเพื่อให้ตกไปยังข้าศึก

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือ ทางเดินเข้าสู่อาคารหลักทำเป็นเขาวงกต ส่วนประตูและกำแพงในปราสาทถูกออกอย่างดีและมั่นคงมากเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย ทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ตัวอาคารหลัก ส่วนระหว่างทางเดินบางแห่งก็ทำเป็นทางตันเพื่อลวงศัตรู เพราะขณะที่ศัตรูกำลังหลงทางก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักทันที

ประวัติของการสร้างปราสาทแห่งนี้ระบุว่าเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1346 โดยอากามัตสึ ซาดาโนริ แต่หลังจากนั้นก็มีการต่อสู้แย่งชิงปราสาทมาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกปราสาทไม่ได้ถูกสร้างเป็นอาคารสูงดังในปัจจุบัน จนมาถึงช่วงหลังสงครามเซกิงาฮารา ค.ศ. 1601 โซกุนโตกุงาวะ อิเอยาสึ ยกปราสาทฮิเมจิให้อิเคดะ เทรูมาซะ จากนั้นจึงได้ก่อสร้างต่อเติมอีกเป็นเวลา ปี จนปราสาทปรากฏเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

ครั้นหมดยุคเอโดะ ปราสาทฮิเมจิถูกนับเป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นสุดท้ายของไดเมียวโทซามะ โดยในขณะนั้น ปราสาทถูกปกครองโดยทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ค.ศ. 1868 รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น จึงส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทตระกูลอิเกดะ เทรูมาซะเข้ายึดปราสาท แล้วขับไล่ผู้ครอบครองรายเดิมออกไป

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ปราสาทฮิเมจิยังคงดำรงอยู่ได้ แม้จะถูกทิ้งสหรัฐฯ จงใจทิ้งระเบิดใน ค.ศ. 1945 คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปรากฏว่าพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทเสียหายหนัก แต่ทว่าตัวปราสาทยังคงดำรงอยู่ 

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือสวนญี่ปุ่นทั้ง 9 แห่ง ที่เป็นสวนแบบเอโดะ แต่ละสวนจะมีสไตล์ต่างกัน ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวชมในแต่ละฤดูก็จึงได้สัมผัสความงดงามต่างกันไปตามช่วงฤดูกาล

การเดินทางจากสถานีรถไฟฮิเมจิไปยังตัวปราสาทก็แสนสะดวก เพราะใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น โดยทางเดินก็จะมีสวนดอกไม้สวยงาม และมีปฏิมากรรมที่ทำจากโลหะเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สาวน้อยเริงระบำ นักดนตรี และภาพแนวอีโรติกเล็ก ๆ ประดับอยู่ริมทางเดิน แถมบนทางเดินก็ยังประดิษฐ์ประดอยฝาท่อระบายน้ำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮิเมจิ คือนกกระสาขาวโบยบินเป็นฝูง

หากคุณสนใจเที่ยวชมเมืองญี่ปุ่นแบบละมุมละไม ไม่เร่งไม่ร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกสัมผัสขนบประเพณีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น และเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิก 6-12 คนเท่านั้น โปรดติดต่อ Mr. Flower แนวหน้า 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน พาคุณไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แล้วได้นำภาพโคมไฟกระดาษที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะแห่งนี้มาฝากสองภาพ ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าเขาติดโคมไฟกระดาษที่เขียนรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งดูเป็นงาน hand made ที่มีความงามแบบธรรมชาติไว้เพื่ออะไร 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขอเล่าเรื่องโคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะให้คุณได้ทราบโดยสังเขป สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มักมีประเพณีเกี่ยวกับไฟอยู่หลายหลากมากมาย เพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่บรรพกาลว่าไฟเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและการรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ และไฟยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้มลายหายไป ดังนั้น จึงมีเทศกาลเกี่ยวกับไฟมากมาย เช่น เทศกาลไฟโอบัง เทศกาลไฟโยชิดะ เทศกาลไฟโนซาวะ และเทศกาลพลุดอกไม้ไฟฮานามิ เป็นต้น 

ส่วนที่เกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ ก็มีประเพณีประดับโคมไฟกระดาษ และประเพณีลอนโคมไฟกระดาษ เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลโบราณ เพื่อเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น และเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความสุขสงบในชุมชน โดยเทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 17 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม

เทศกาลโคมไฟสำคัญบนเกาะแห่งนี้ชื่อว่าเทศกาลคังเก็นไซ หรือ Miyajima Kangensai Boat Festival เป็นเทศกาลลอยเรือที่งดงามที่สุดของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ แต่ช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวเกาะนี้เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงไม่มีภาพการลอยเรือที่งดงามมาฝาก (แต่วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวครับ) เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์นี้จึงเน้นการสำเสนอภาพโคมไฟกระดาษ hand made ที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะมาให้ชม

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลจะมีการตั้งขบวนแห่โคมไฟกระดาษที่ศาลเจ้านางาฮามะ โดยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกจุดขึ้นเพื่อรับขบวนเรือของขุนนาง โดยมีบทเพลงคลาสสิกของพื้นเมืองบรรเลงตลอดเวลา ส่วนบรรยากาศของงานก็จะสุกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมทำให้ท้องน้ำของเกาะมิยาจิมะเรืองรองจากแสงไฟ

ขณะเดียวกันยังมีเทศกาลลอยโคมโทโรนากาชิ จัดในเขตใกล้เคียงกับเกาะมิยาจิมะ ในฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกวันที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ เทศกาลนี้จัดเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันภาวนาแล้วส่งส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษและนำไปลอยในท้องทะเล ในวันดังกล่าวจะมีภาพประทับใจปรากฏคือแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟสะท้อนบนท้องน้ำแล้วมีภาพเสาโทเรอิสีแดง สัญลักษณ์ของเมืองฮิโรชิมะเป็นเครื่องประกอบ

ส่วนที่วัดไดโชอิน บนเกาะมิยาจิมะ ยังมีเทศกาลโคมไฟกระดาษ เพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่ชื่อ Kukai ที่มีอายุในช่วง ค.ศ. 774-835 โดยท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขามิเซน บนเกาะมิยาจิมะ ดังนั้น จึงมีเทศกาลโคมไฟ 1,250 สีเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์รูปดังกล่าว แล้วยังมีการประดับประดาโคมไฟภายในถ้ำของวัดสำคัญอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย 

ขอกระซิบให้ทราบว่าหากคุณ ๆ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศวันลอยโคมไฟบนเกาะมิยาจิมะ คุณจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม โดยเฉพาะภาพเสาโทเรอิสีแดงที่ดูแล้วดุจดั่งลอยอยู่บนน้ำทะเล ที่สุกสกาวไปด้วยแสงไฟจากโคมที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันดวง

สนใจร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไมไปกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบ slow trip ดื่มด่ำกับขนบประเพณี ซึมซับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงนี้ยังขอชวนคุณเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ แต่ทว่าพาเที่ยวนอกกรุงโตเกียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ 

เวลาพูดถึงฮิโรชิมะ หลายคนอาจจะนึกถึงความหดหู่ ความเศร้าโศก ทุกข์ระทมแสนสาหัสของมนุษยชาติ อันเกิดจากความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ด้วยกัน หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Little Boy เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อ แฮร์รี เอส. ทรูแมน แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ ผลของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ทำให้มีคนตายรวมทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่นางาซากิ มีคนตาย 80,000 คน แม้เรื่องราวแสนเลวทรามจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่บาดแผลได้ฝังลึกลงไปในมโนสำนึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้ แล้วก็ได้แต่หวังว่ามนุษย์จะไม่กระทำการอันแสนเลวทรามเหมือนอดีตอีก แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะในปัจจุบันก็ยังมีการสู้รบ มีสงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนแม้แต่น้อย

นั่นคือช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะชวนคุณไปสัมผัสความน่ารักของเกาะสวรรค์มิยาจิมะ ไปเดินเล่นดูบ้านเมือง ไปดูน้องกวางน้อยมากมายที่ชอบเดินเข้าหานักท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรอย่างที่สุด ไปหาขนมอร่อย ๆ กินให้ชื่นใจ แล้วกินอาหารทะเลสด ๆ แล้วที่ต้องไม่พลาดคือต้องเยือนเสาโทริอิแห่งมิยาจิมะที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล

เกาะนี้ถูกเรียกว่าเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ และได้รับการขนานนามว่าเกาะแห่งทวยเทพ หรือเกาะของเทพเจ้า ดังนั้น จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้รับการยอมรับว่ามีทิวทัศน์สวยงามที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น 

บนเกาะมิยาจิมะมีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ มีประวัติยาวนานประมาณ 1,400 ปี จึงถูกยกเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล ดังนั้นในเวลาที่น้ำทะเลขึ้น จึงทำให้ทั้งศาลเจ้าและเสาโทริอิเสมือนลอยอยู่กลางทะเลสีคราม ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวครึ้ม ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือกันระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ 

นอกจากศาลเจ้าอิทสุคุชิมะแล้ว ยังมีวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดไดกันจิ วัดไดโชอิน ยอดเขามิเซน พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และนิทานพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมพื้นถิ่น และตลาดคนเดินริมทะเล แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ การได้เดินอยู่กับน้องกวางที่แสนเชื่อง เชื่องแบบชนิดที่เดินมาหาแล้วขออาหารแบบไม่อ้อมค้อม วอนขอขนมจากนักท่องเที่ยวกินแบบเป็นกันเองไม่สนใจว่าเขาจะพูดภาษาอะไร แต่ขอย้ำว่าห้ามให้อาหารและขนมกับน้องกวางเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องกวางจะอ้อนวอนขอมากสักเพียงใด ก็ห้ามให้ แต่ก็ต้องระวังน้องกวางแย่งขนมหรืออาหารจากมือของคุณ ในเวลาคุณกำลังเดินชมร้านรวงในย่านถนนคนเดินบนเกาะ คือบนถนนโอโมเตะซันโด แล้วสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวนาน ๆ ก็อาจจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าได้ด้วย 

ขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปเที่ยวชมในเขตหมู่บ้านบนเกาะมิยาจิมะด้วย แต่ย้ำว่าอย่าได้สอดส่ายกล้องถ่ายรูปของคุณเข้าไปในบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะมันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน แต่หากจะถ่ายรูปก็ขอให้ถ่ายเฉพาะภาพหน้าบ้าน หรือภาพมุมกว้างเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ได้นำภาพโคมไฟกระดาษรูปนักสัตว์ต่าง ๆ มาฝากคุณ อันที่จริงต้องบอกว่าชาวเกาะมิยาจิมะติดโคมไฟรูปสัตว์กันทุกบ้านเลย แต่ไม่แน่ใจว่าติดเฉพาะช่วง Golden Week หรือไม่ (ลืมถามชาวเมืองว่าติดถึงช่วงไหน) แต่เป็นโคมไฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะแต่ละอันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย 

แน่นอนที่สุดคือ เมื่อไปถึงเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้า และไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็หาซื้อของกินประจำเกาะคือขนม ขนม และขนม ซึ่งล้วนทำจากแป้ง มีชื่อว่าโมมิจิมันจู ขนมไข่ทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลแล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดง มัน เผือก ช็อกโกแลต และยังมีขนมอาเกะ โมมิจิ คือการนำขนมโมมิจิมันจูไปชุบแป้งแล้วทอดกรอบ เสร็จแล้วใช้ไม้เสียบ และอย่าลืมชิมมิยาจิมะ ออมเล็ต เค็กเนื้อนุ่มฟูเคลือบครีมหวานตกแต่งด้วยคุ๊กกี้รูปเสาโทริอิ และกังสุ ของว่างทำด้วยลูกชิ้นปลาผสมผักทอดคลุกเกล็ดขนมปัง 

แต่ที่ต้องไม่ลืมกินเป็นอันขาดคือโอโคโนมิยากิแบบฉบับมิยาจิมะ ทำจากแป้งสาลีแผ่นบาง ๆ ทอดบนกระทะแบน แล้ววางยากิโซบะกับกะหล่ำปลี และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ลงเป็นชั้น ๆ และทอดจนสุกส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วขอแนะนำให้กินหอยนางรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ถือได้ว่าเป็นสุดยอดน้ำมนแห่งท้องทะเลเมืองฮิโรชิมะ 

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยวมิยาจิมะด้วยกัน โดยเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน เพื่อให้ซึมซับทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียบประเพณีของที่ท่องเที่ยวให้ครบครัน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใครที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วยังจดจำเนื้อหาสาระของบทเรียนได้บ้าง คงจะยังจำชื่อออกญาเสนาภิมุข หรือยามาดะ นางามะสะ ขุนนางชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยที่จะมีหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เพราะในครั้งกระนัันมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำงานในสังกัดทหารกรมอาสาญี่ปุ่น และรับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และชื่อของขุนนางญุี่ปุ่นคนสำคัญ อย่างเช่นยามาดะ นางามะสะ ก็จึงปรากฏขึ้น แล้วต่อมาก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข

คนที่เรียนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าทรงธรรมต้องคุ้นชื่อออกญาเสนาภิมุข และน่าจะคุ้น ๆ ว่าบ้านเดิมของเขาอยู่ที่ชิซึโอกะ ปัจจุบันเป็นจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น อยู่ในเขตชูบุ (Chubu) เวลาพูดถึงชิซึโอกะก็จะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิ เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น อาจจะบอกได้เลยว่าหากอยู่ในที่โล่งหรือที่สูงในชิซึโอกะแล้วรับรองว่าต้องเห็นยอดของฟูจิอย่างแน่นอน แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าชิซึโอกะคือแหล่งปลูกชาเขียวที่โด่งดังมากที่สุดของญี่ปุ่นด้วย และที่ลืมไม่ได้คือเป็นแหล่งผลิตวาซาบิชั้นดีของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

การไปเที่ยวชมเมืองชิซึโอกะทริปนี้ Mr. Flower แวะไปที่ศาลเจ้าชิซึโอกะเซ็นเง็นก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากลงรถไฟแล้วก็ต่อรถเมล์ไปที่ศาลเจ้า ความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือเป็นแหล่งรวมของศาลเจ้าสำคัญสามแห่ง ที่เรียกว่า โอเซ็นเก็นซัง คือศาลเจ้าคัมเบะ ศาลเจ้าอาซามะ และศาลเจ้าโอโทชิมิโอยะ และกลุ่มอาคารศาลเจ้า 26 หลัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชิซึโอกะ ทั้งนี้ศาลเจ้าคัมเบะมีอายุเก่าแก่ที่สุด

เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไปกราบนมัสการศาลเจ้าอาซามะ โดยต้องขึ้นบันไดจำนวนประมาณ 200 กว่าขัั้น แล้วจากนั้นก็ต้องเดินขึ้นไปบนภูเขาอีกนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าคุณเดินช้าหรือเร็ว แต่อย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 40 นาที แต่เมื่อขึ้นไปบนเนินเขาสูงแล้ว จะได้พบกับต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมาจำนวนมากมาก แล้วยังชมวิวเมืองชิซึโอกะ และได้ชมวิวฟูจิยามาได้อย่างเต็มตาจุใจพร้อมกับสูดอาการบริสุทธิ์ได้เต็มปอด จนทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาโดยพลัน

ต้องบอกด้วยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อถือศรัทธาในศาลเจ้าแห่งนี้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือในเขตนี้มีศาลเจ้าหลายแห่งอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความเชื่อถือและความเคารพเป็นจำนวนมาก เช่น ศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ ที่เป็นศาลเจ้าของเทพแห่งการกีฬาและศิลปะการต่อสู้ ศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ มีเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ศาลเจ้าทามาโบโกะ มีเทพเจ้าแห่งการสอบการศึกษา

ในประวัติกล่าวว่าศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ และศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ เคยใช้เป็นสถานที่บูชาพระพุทธเจ้าในยุคเอโดะ แต่ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นศาลเจ้า เมื่อมีคำสั่งแยกศาสนาพุทธและศาสนาชินโต ในยุคเมจิ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในชิซึโอกะ แต่พื้นที่สำคัญบอกเล่าเรื่องราวหมดลงแล้ว แต่ขอย้ำนิดเดียวว่า หากเดินออกจากศาลเจ้าชิซึโอกะ โดยลอดเสาโทริอิด้านหน้าของศาลเจ้า แล้วเดินตรงไปบนถนนเส้นหน้าวัด ประมาณ 100 กว่าเมตร จะพบกับอนุสาวรีย์ของยามาดะ ตั้งอยู่ด้านขวามือ หากใครไม่สังเกตก็จะไม่เห็น เพราะตัวอนุสาวรีย์ไม่มีจุดเด่นอะไรมากนั้น แต่สำหรับเราซึ่งเป็นคนไทย เมื่อมองป้ายบรรยายรายละเอียดอนุสาวรีย์แล้วพบตัวอักษรไทยเขียนว่า ออกญาเสนาภิมุข ก็ทำให้เราขึ้นกับขนลุกซู่โดยพลัน แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น แต่วันนี้เราได้มายืนอยู่ในเขตบ้านเก่าของยามาดะแล้ว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าเมืองไทยของเรานั้นไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย เพราะอยุธยาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ก็คือเมืองที่แสนเจริญ เป็นเมืองซึ่งผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายประเทศต่างเข้าไปอาศัยและทำมาหากินในกรุงศรีอยุธยาของเรา ทำให้เราภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก 

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แล้วได้ซึมซับประวัติศาสตร์ด้วยตัวคุณเอง โดยไปเที่ยวในรูปแบบกลุ่มเล็ก ๆ ที่เน้นความเป็นกันเอง โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ 

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ 

อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย

ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก

อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน

หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันที่ 28 เมษายนของทุกปี คือวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระนามเดิมคือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เคยทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี นักปราชญ์ราชบัญฑิต นักการทหาร และพหูสูต พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานช่างสารพัดแขนง ทั้งด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ศิลปกรรม และด้านคีตศิลป์ 

ในปี พ.ศ. 2506 เนื่องในโอกาส ฉลองวันประสูติครบ 100 ปีของพระองค์ท่าน องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งนับเป็นคนไทยรายที่ 2 ที่ได้รับการยกย่อง โดยคนไทยคนแรกที่ทรงได้รับการยกย่องคือ สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย 

งานวันนริศฯ ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 และ 29 เมษายน ณ ตำหนักปลายเนิน หรือวังคลองเตย เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวงศ์ ในวันงานได้มีการจัดระบำรำฟ้อน และละครดึกดำบรรพ์ การบรรเลงดนตรีไทย รวมทั้งการแสดงนิทรรศการศิลปะ จากผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์

ในงานนี้ เปิดให้เข้าชมตำหนักของพระองค์ท่าน โดยจะได้ชมศิลปะวัตถุที่ทรงคุณค่าซึ่งเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และยังได้ชมรวมถึงสัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนร่มรื่นด้วยพรรณพฤกษานานาชนิดในสวนของตำหนัก 

ตำหนักปลายเนินเป็นที่ประทับสุดท้ายของพระองค์ท่าน โดยทรงให้ซื้อเรือนไทยโบราณ แล้วสร้างเป็นตำหนัก ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2457 ส่วนวังท่าพระ ซึ่งอยู่ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวังที่ประทับทางการ แต่จะเสด็จไปประทับเฉพาะช่วงฤดูหนาว หรือในช่วงมีงานพระราชพิธีเท่านั้น

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทับ ณ วังคลองเตย จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2490

ตำหนักปลายเนินในปัจจุบัน เป็นที่ประทับและที่อยู่อาศัยของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ภายในเขตตำหนักมีอาคารต่างๆ ดังนี้ ตำหนัดตึก เคยเป็นที่ประทับของพระองค์ท่าน 

ตำหนักประเสบัน เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงสองยุโรป ต่อมารื้อลงเป็นเรือนสองชั้น สองหลัง 

เรือนไม้ริมบ่อและศาลาริมน้ำ สร้างสมัยยังมีคลองอยู่หน้าวัง แต่ปัจจุบันรื้อย้ายไปปลูกเป็นศาลาทรงไทยอยู่กลางสวน

ตำหนักหม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ และยังมีเรือนอื่นๆภายในเขตตำหนักด้วย ซึ่งเป็นของเหล่าทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ ในยุคนี้ นับวันจะกลายสภาพเป็นป่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ เมื่อเมืองเติบโตขึ้น สภาพดั่งเดิมของบ้านเรือนเมื่อครั้งอดีตก็ถูกลบเลือนไป จะเรียกว่าความเจริญเข้ามาแทนที่ความล่าสมัยได้หรือไม่ คำตอบนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละฝ่าย ฝ่ายที่ต้องการตึกสูงระฟ้า ก็คงตอบว่าจำเป็นต้องทำให้บ้านเมืองเติบโตให้สอดคล้องกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฝ่ายที่ต้องการเก็บรักษาแหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองเอาไว้ ก็คงตอบว่า ไม่ขัดขวางความเจริญของเมือง แต่ขออย่าทำลายล้างโบราณสถานที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของเมือง

อันที่จริงกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออกมาก่อน เพราะอุดมไปด้วยคลองสายต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คน แล้วยังได้รับการยอมรับว่าเคยมีบ้านเรือนไม้ที่งดงามกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพระนคร อาทิ บ้านทรงไทยซอยสวนพลู และบ้านไม้ที่ไม่ได้ปลูกแบบทรงไทยแต่เป็นบ้านไม้ที่งดงามมาก เช่น บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า และบ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักอายุกว่า 100 ปี รวมถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เป็นต้น

บ้านไม้เป็นอาคารได้รับการยอมรับว่างดงามมาก เพราะกลมกลืนไปกับธรรมชาติของสวนป่าและหมู่ต้นไม้ที่ปลูกรายล้อมรอบบ้าน แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าบ้านไม้เป็นสิ่งที่ยากกับการรักษาดูแลและซ่อมบำรุง เพราะต้องอาศัยความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือชั้นเยี่ยม และต้องใช้วัสดุในการบำรุงรักษาที่มีคุณภาพดี บวกกับต้องใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อซ่อมบำรุงให้คงอยู่ในสภาพดีตลอดเวลา

วันนี้จะชวนคุณไปบ้านซอยสวนพลู ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญของไทยผู้มีหลายบทบาทจนไม่สามารถจะบรรยายให้ครบจบสิ้นภายในเวลาอันจำกัด เพราะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี นักปราชญ์ นักประพันธ์ นักการแสดง ผู้เล่นโขนละคร และอีกสารพัดบทบาทสำคัญ 

บ้านไม้ทรงไทยอายุกว่า 100 ปี หลังนี้อยู่ในซอยพระพินิจ เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อครั้งโบราณกาลนั้น ย่านนี้เป็นสวนพลู ดังนั้น จึงถูกเรียกขานว่าสวนพลูสืบต่อมาจนบัดนี้ 

บ้านแห่งนี้เป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประกอบเป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง เป็นแบบเรือนเครื่องสับของภาคกลาง เริ่มสร้างเรือนตั้งแต่ปี 2490 โดยนำเรือนไทยเดิมมาจากหลายที่ ทั้งจากย่านเสาชิงช้า กรุงเทพฯ และจากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช บุตรของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เคยเล่าให้ Mr. Flower ฟังว่า เรือนใหญ่หลังกลางนี้เฮี้ยนหนักหนา เพราะมีทั้งบานประตูและเสาไม้ตกน้ำมัน เข้าใจว่าวิญญาณเดิมของเจ้าของบ้านที่เป็นสตรีหวงเป็นยิ่งนัก จึงยังผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเหลือเกิน วันดีคืนดีก็จะตกน้ำมันจนเยิ้มนอง แล้วก็จะเห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้น 

ตามประวัติระบุว่าบ้านนี้เดิมเป็นของหม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี (พี่สาวหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์) ภรรยาพลตำรวจตรี พระพินิจชนคดี แล้วต่อมาได้ตกเป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

ส่วนบริเวณหน้าบ้านมีศาลาทรงไทย สร้างแบบศาลาวัดคือไม่มีข้างฝา แต่เปิดโล่ง ใช้สำหรับประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย และดนตรีไทย และใช้เล่นโขนละครประจำบ้านซอยสวนพลู บริเวณริมศาลาด้านขวา (หันหน้าออกจากบริเวณตั้งโต๊ะหมู่ของศาลา) เป็นศาลเจ้าจีนประจำบ้าน ด้านหน้าของศาลาเป็นสวนไม้พุ่ม และมีบ่อน้ำขนาดเล็กประดับสวน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์อาศัยอยู่ในบ้านซอยสวนพลูจนวันที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2538 โดยในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น บ้านหลังนี้มีความคึกคักมาก เพราะเป็นที่รวมตัวของนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้าพบหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นประจำ เมื่อเจ้าของบ้านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว บ้านหลังนี้เคยถูกเปิดให้ชาวไทยและคนต่างชาติเข้าเยี่ยมชมได้ แต่เมื่อถึงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดลง แต่บัดนี้บ้านซอยสวนพลูเตรียมพร้อมจะเปิดรับผู้สนใจเข้าศึกษาเรื่องราวของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เข้าเยี่ยมชมอีกครั้ง (คาดว่าจะเปิดให้เข้าชมในเร็ว ๆ นี้)

ปัจจุบัน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนบ้านซอยสวนพลูเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในการดูแลของหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

สำหรับผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โปรดรอฟังว่า Mr. Flower จะจัดทริปพิเศษพาคุณไปเยี่ยมชมบ้านซอยสวนพลูในวันเวลาใด ซึ่งคาดว่าจะจัดในเร็ววันนี้ ผู้สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091 7233615 รับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen's Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีมนต์เสน่ห์ที่สามารถมัดใจให้ผู้ไปเยือนต้องหลงใหล แบบชนิดที่ว่าหากมีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลายแบบ แต่สามารถผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัวสุด ๆ เช่น สถาปัตยกรรมแบบนิโอกอธิค นิโอคลาสสิก อาร์ตนูโว บาโรก โรมาเนสก์ และกอธิคยุคกลาง 

แต่สัปดาห์นี้ จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้าในมหาวิหาร St. Stephen’s หรือ St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ก่อนอื่นของเล่าให้ฟังว่า Bacilica คือมหาวิหารในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่มีสถานะเป็น Bacilica คือโบสถ์สำคัญมากในทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติหรือการยกย่องโดยสมเด็จพระสันตะปาปา ส่วนคำว่า Cathedral แปลว่าอาสนวิหาร เป็นโบสถ์หลักของสังฆมณฑลที่มีพระระดับบิชอปประจำอยู่ และยังมีคำว่า Church กับ Chapel อีกด้วย ซึ่งหากแปลแบบง่าย ๆ ก็จะเรียกว่าโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ในความเป็นจริงคำที่ใช้นั้นบ่งบอกถึงสถานภาพและความสำคัญของสิ่งปลูกสร้างโดยแท้จริง

St. Stephen’s Bacilica (Szent Istvan Bazilika) นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในฮังการี และยังได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีด้วย มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี คือ เซนต์สตีเฟน 

ความสำคัญอีกประการของมหาวิหารนี้คือ เป็นที่เก็บรักษาพระหัตถ์ขวาของเซนต์สตีเฟน ผู้ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และนักบุญของเมือง โดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบมัมมี่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง นอกจากนั้นยังเปิดให้ผู้เข้าชมมหาวิหารขึ้นไปบนบริเวณรอบโดม และชมวิวเมืองได้ 360 องศา รวมถึงชมห้องพระคลังมหาสมบัติประจำมหาวิหารด้วย นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกสารพัดชนิดให้ชมตลอดปี รวมถึงคอนเสิร์ตออร์แกนอีกด้วย (จำหน่ายบัตรเข้าชม) อัตราแลกเปลี่ยนเงินโฟรินต์ฮังการีเทียบกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 100 โฟรินต์ฮังการีเท่ากับ 10 บาท ราคาบัตรเข้าชมมหาวิหารตกประมาณคนละ 600 บาท ส่วนบัตรชมคอนเสิร์ตตกประมาณคนละ 38 ยูโร (1 ยูโรมีค่าประมาณ 380 โฟรินต์ฮังการี) 

บอกได้เพียงคำเดียวว่า เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแห่งนี้ คุณจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความวิจิตรบรรจงได้โดยพลัน และยังได้ชมงานศิลป์ล้ำค่าของเหล่าศิลปินร่วมสมัยนามอุโฆษที่ตกแต่งอยู่ที่แท่นบูชา เป็นผลงานที่รังสรรเพื่อนักบุญสตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี ผู้ทรงเปลี่ยนศาสนาให้ชาวฮังการีผู้เร่ร่อนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และทรงทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งได้ในเวลาต่อมา

เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ขอให้ชมแท่นบูชาหลัก ที่มีรูปปั้นนักบุญสตีเฟนแกะสลักจากหินอ่อนคาร์รารา ฝีมือของอาลาโฆส สโตรเบิล และต้องไม่พลาดชมเทวดากาเบรียลถือมงกุฎศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรกษัตริย์

มหาวิหารนี้มีโดมสูง 96 เมตร จึงโดดเด่นมากท่ามกลางกลุ่มอาคารต่าง ๆ ในเมืองเปสต์ (กรุงบูดาเปสต์แบ่งเป็นสองส่วน คือบูดา และเปสต์) และจะได้เห็นเสาหลักสี่ต้นที่ช่วยค้ำยันมหาวิหารให้ตั้งตระหง่าน รวมถึงต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังรูปพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ที่ประดับอยู่กลางโดม

แท่นบูชา Patrona Hungariaeโดย Gyula Benczúr depicts แสดงภาพนักบุญสตีเฟนถวายมงกุฎฮังการีแด่พระแม่มารี และทรงขอให้พระองค์เป็นผู้พิทักษ์ประเทศฮังการี

พระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสตีเฟน สมบัติล้ำค่าที่สุดของฮังการี คือกำปั้นขวาที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบมัมมี่ อยู่ ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาหลัก สมบัติชิ้นสำคัญนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร 

และอย่าพลาดการชมกระจกสีที่งดงามวิจิตรบรรจงมาก ซึ่งเป็นผลงานของมิกซา โรธ และหากได้ขึ้นไปชมด้านบนของมหาวิหาร ต้องไม่พลาดชมระฆังที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี หนัก 9 ตัน แขวนอยู่ในหอคอยด้านขวา  

ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม คือวันฉลองนักบุญสตีเฟน จัดเป็นงานประจำปี โดยมีพิธีแห่พระนั่งศักดิ์สิทธิ์ไปรอบมหาวิหาร

ช่วงนี้เราอาจจะเดินทางไปต่างประเทศได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงมาก ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงมาก ค่ากินค่าอยู่ก็แพงระยับ ดังนั้น ขอให้คุณ ๆ อ่านเรื่องและชมภาพของมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนไปพลาง ๆ ก่อน หากบ้านเมืองและโลกใบนี้สงบอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะไปเที่ยวไปชมมหาวิหารนี้ด้วยกัน

หากสนใจจะร่วมทริปอบอุ่นและเพรียบพร้อมด้วยการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ซึ่งรับสมาชิกจำนวนจำกัด นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 0917233615 แล้วเราจะไปท่องโลกและท่องไทยด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยไปเที่ยวชมความวิจิตร และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย คนไทย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่มีพิพิธภัณฑสถานมากมายกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย บางคนแม้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มานานแสนนาน แต่กลับตอบแบบหน้าตาเฉยว่า ไม่เคยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถามกลับอีกว่า อยู่ตรงไป ไม่รู้จัก 

ไม่ว่าใครจะตอบอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอบอกว่าหากยังไม่เคยไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ขอให้ไปชมนะครับ แล้วจะรู้ว่าแสนงดงาม แสนวิจิตร แสนบรรจง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า โดยวังหน้าสร้างขึ้นในคราวเดียวกับการสถาปนากรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยสร้างในยุคเดียวกับพระบรมมหาราชวัง

วังหน้าเคยเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชในสมัยรัตนโกสินทร์ถึง 5 พระองค์ โดยตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในรัชชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วทรงตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารขึ้นแทน เมื่อทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว พระราชวังหน้าจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวร หรือวังหน้าอีกต่อไป รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมหลวง ที่เคยอยู่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง ไปจัดแสดงที่ในเขตวังหน้า

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ต่อมาได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2477 

ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแบ่งการแสดงเป็นสัดส่วน ดังนี้ 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จัดแสดงประวัติศาสตร์แผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย อารยธรรมไทยตั้งแต่อดีต จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุทุกยุคสมัยในพระราชอาณาจักรไทย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

หมู่พระวิมานในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังหน้ามาก่อน จัดแสดงงานประณีตศิลป์ยุคต่าง ๆ  รวมถึงจัดแสดงเครื่องคชาธาร เครื่องสูง เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วยชาม เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหาม เครื่องไม้แกะสลัก ผ้าแพรพรรณและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และเครื่องอาวุธต่าง ๆ เป็นต้น

อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงงานด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี รูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ และศิลปะยุคทวารวดี ศรีวิชัย จัดแสดงเทวรูปโบราณ ยุคลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์ 

การเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังเท่ากับได้ชมโบราณสถานในเขตวังหน้า ได้ชมสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และได้ชมจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุดแสนวิจิตรแห่งหนึ่ง ได้ชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เก๋งนุกิจราชบริหาร อาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า อาคารโรงราชรถ และหอแก้วศาลพระภูมิ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower