
ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ
วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้
เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย
วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ
อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)
ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย
ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก
อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน
หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ
ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower















