เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ต้นราชสกลุ “ฉัตรไชย” พระราชโอรสลำดับที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาวาด

ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2425 สิ้นพระชนม์วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2479 ณ เกาะสิงคโปร์ สิริพระชันษา 55 ปี จากนั้นจึงเชิญพระศพกลับสู่สยาม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร แล้วมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2480   

เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธิน เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2459 แล้วต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นกัน ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระราชอิสริยยศขึ้นเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน

ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ประชาธิบดีเจษฎภาดา ปิยมหาราชวงศ์วิศิษฏ์ อเนกยนตรวิจิตรกฤตยโกศล วิมลรัตนมหาโยธาธิบดี ราชธุรันธรีมโหฬาร พาณิชยการคมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททวเมตตาชวาศรัย ฉัตรชัยดิลกบพิตร  

กรมพระกำแพงเพชรอัครราชโยธิน เคยทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้ องคมนตรี แม่ทัพภาค 1 พระองค์แรก ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังทรงเป็นริเริ่มการค้นหาแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมในเขตประเทศสยาม และทรงริเริ่มกิจการโทรคมนาคม ทรงตั้งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และทรงวางรากฐานการวิทยุโทรทัศน์ และการภาพยนตร์ ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งทหารช่าง และพระบิดาแห่งการรถไฟไทย

พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ “วังบ้านดอกไม้” ซึ่งอันที่จริงคำว่าบ้านดอกไม้ มาจากคำเต็มว่าบ้านดอกไม้ไฟ แต่กร่อนคำว่าไฟออกไป จึงเหลือเพียงวังบ้านดอกไม้เท่านั้น เพราะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตดอกไม้ไฟในกรุงเทพฯ ในย่านภูเขาทอง บ้านบาตร บริเวณถนนบริพัตรและถนนหลวง แต่ปัจจุบันวังแห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการ คือสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ก่อนจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม วังนี้เคยเป็นของกรมป่าไม้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวังบ้านดอกไม้ ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน มีพื้นที่โดยประมาณคือ 3 ไร่เศษ (3.65 ไร่) ตัววังสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับวิคตอเรีย เป็นอาคารสองชั้น มีจุดเด่นคือประดับด้วยลวดลายปูนปั้นแบบยุโรป ผสมกับลายฉลุที่ช่องลมเหนือหน้าต่างที่ทำเป็นซุ้มโค้ง อันที่จริงตัววังเป็นอาคารสองชั้น แต่มีบางส่วนของวังมีความสูงสามชั้น โดยมีดาดฟ้าอยู่ด้วย

ที่ตั้งของวังบ้านดอกไม้มาจากชื่อของชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพระนคร ตั้งอยู่ใกล้แนวกำแพงเมืองกรุงเทพฯ อยู่ไม่ไกลจากชุมชนบ้านบาตร ส่วนการเดินทางไปวังบ้านดอกไม้ในยุคนี้ก็ไม่ยาก เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามยอด

คนยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวังบ้านดอกไม้ บางคนเข้าใจว่าคำว่าวังบ้านดอกไม้ มาจากวังที่มีดอกไม้สวยงามปลูกอยู่ในวัง แต่อันที่จริงวังบ้านดอกไม้มาจากคำเต็มว่าวังบ้านดอกไม้ไฟ เพราะอยู่ในชุมชนที่ผลิต และนำเข้าดอกไม้ไฟ ด้วยความที่ดอกไม้ไฟเป็นของอันตราย หากจัดเก็บรักษาไม่ถูกวิธี ดังนั้นร้านค้าและแหล่งผลิตดอกไม้ไฟจึงถูกย้ายออกไปจากเขตชั้นในของกรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยของผู้คน เมื่อร้านขายดอกไม้ไฟหมดไปจากบริเวณนี้ คำว่าวังบ้านดอกไม้จึงถูกเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ที่สวยสดงดงามที่ปลูกไว้ประดับบ้านเรือน

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงย้ายประทับที่เกาะสิงคโปร์ จนสิ้นพระชนม์ วังบ้านดอกไม้ถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง จนในที่สุดพระทายาทของพระกำแพงเพชรอัครโยธินจึงตัดสินใจขายสมบัติชิ้นนี้ให้หน่วยราชการของไทย

เป็นที่น่าเสียดายมากที่การเข้าชมความงดงามของวังบ้านดอกไม้ ทำได้ค่อนข้างยากมาก แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมอย่างหนัก เพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ที่ใช้วังเป็นที่ทำการ

แม้ว่าวังบ้านดอกไม้จะทรุดโทรมอย่างน่าเสียดาย แต่ทว่าความงดงามยังปรากฏอยู่อย่างชัดเจน งานสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่โดดเด่นด้วยลายฉลุเหนือกรอบหน้าต่าง ผสมงานปูนปั้นที่สุดวิจิตร แม้ว่าจะผันผ่านกาลเวลามาเนินนาน แต่วังบ้านดอกไม้ยังอุดมได้ด้วยความทรงจำที่ด้านบวกและลบในมโนสำนึกของท่านผู้ทรงเป็นเจ้าของวัง และบรรดาทายาทของพระองค์

แล้ววันหนึ่งในอนาคต วังแห่งนี้น่าจะกลับมางดงาม อลังการดังเดิมเหมือนเคยเป็นมาในอดีต หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

งานศิลป์ชนิดหนึ่งในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะในโบสถ์ วิหาร และอาสนวิหาร ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วกันว่างดงามสุดวิจิตรคือกระจกสี (stained glass) งานศิลปกรรมที่งดงามแต่บางครั้งก็ยากต่อการเข้าใจของคนทั่วไป เพราะว่าได้แฝงเร้นสัญลักษณ์ทางประติมานวิทยา (iconography) ในหลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นภาพพระคริสต์ แม่พระ นักบุญ และลายพรรณพฤกษา และรูปทรงเลขาคณิตปรากฏอยู่บนกระจกสีบานไม่ใหญ่มากนัก โดยอาจไม่เข้าใจว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏเป็นภาพคืออะไร แต่หากต้องการเข้าใจเรื่องราวโดยละเอียดต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในประวัติของพระคริสต์ให้ลึกซึ้ง โดยการศึกษาพระคัมภีร์ของคาทอลิก ทั้งจากพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่

อย่างไรก็ตาม บทความในวันนี้ต้องการเน้นเฉพาะเรื่องราวความงดงามของงานศิลป์บนกระจกสีในโบสถ์คริสตในประเทศไทยเป็นสำคัญ ด้วยความที่คนทั่วไปมักจะสะดุดตาเมื่อได้เห็นสีสันสดใสจนอาจเรียกได้ว่าฉูดฉาดของกระจกสีตามช่องหน้าต่างและหน้าบันของโบสถ์ แล้วจะยิ่งพบว่ามีความงดงามมากจนเกินพรรณาเมื่อมีแสงแดดส่องเข้ามาต้องกระจกสี โดยความวิจิตรทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเกิดมาจากความศรัทธาและความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า

ตามประวัติระบุว่ากระจกสีมีมาแล้วประมาณสามพันปี โดยย้อนไปในยุคโรมัน ที่ตกแต่งพื้นและผนังอาคารด้วยกระเบื้องโมเสกเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งจะพบหลักฐานในบ้านเรือนของชนชั้นสูงเท่านั้น แต่หากจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ ก็จะพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคกลางช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4-10 จะมีการประดับผนังโบสถ์ด้วยกระจกสีชิ้นเล็ก ๆ เสมือนโมเสก โดยทำเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์ เช่นที่พบในมหาวิหารแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น

ต่อมาในสมัยยุคกลาง คือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 ศิลปะแบบกอธิค (Gothic) เฟื่องฟู ในยุคนี้มีเทคนิคใหม่ในการก่อสร้าง สามารถเจาะผนังอาคารทำหน้าต่างได้มากกว่าเดิม โบสถ์ในยุคนี้จึงมีหน้าต่างมากขึ้น เมื่อมีหน้าต่างมากขึ้นก็ทำให้สามารถประดับกระจกสีที่หน้าต่างได้มากกว่าเดิม จึงเกิดการแข่งขันการประดับกระจกสีกันอย่างแพร่หลาย เช่น โบสถ์แซงต์ ชาเปล (Sainte Chapelle) ในฝรั่งเศส เมื่อเทคนิคการก่อสร้างพัฒนามากขึ้น ทำให้สามารถเจาะหน้าต่างในโบสถ์และมหาวิหารขนาดใหญ่ได้ จึงนำเรื่องราวของพระคริสต์ศาสนา และพระคัมภีร์ไปร้อยเรียงเป็นเรื่องราวบนกระจกสีได้มากขึ้น ช่วยให้คนที่ไม่สามารถอ่านหนังสือออกหรือมีการศึกษาน้อยสามารถเข้าใจพระประวัติของพระคริสต์ได้ดีมากขึ้น ดังนั้นภาพบนกระจกสีจึงถูกขนานนามว่าพระคัมภีร์ของคนยากจน

ภาพประวัติของพระคริสต์ที่มักปรากฏบนกระจกสี มักมีดังต่อไปนี้ การแจ้งข่าวพระประสูติกาลแห่งพระเยซู พระคริสต์สมภพ การถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหาร การนมัสการของบรรดาโหราจารย์ การเดินทางไปอียิปต์ แม่พระและนักบุญโยเซฟพบพระเยซูในพระวิหาร พระเยซูทรงรับพิธีล้าง พระเยซูทรงเลือกอัครสาวก พระเยซูเสด็จไปเทศนา พระเยซูเข้ากรุงเยรูซาเล็ม อาหารค่ำมื้อสุดท้าย การตัดสินประหารพระเยซู การตรึงไม้กางเขน การฝังพระศพ การกลับคืนพระชนม์ชีพ การเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เป็นต้น

ต่อไปจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ในประเทศไทย ดังมีข้อความระบุชัดในประวัติศาสตร์ว่าศาสนาคริสต์เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระมหาจักรพรรดิ โดยยุคแรก ๆ นั้นนำมาโดยบาทหลวงโดมินิกัน แล้วต่อมาก็มีบาทหลวงอีกหลายคณะเข้ามา เช่น ฟรังซิสกัน และเยซูอิต ดังนั้นจึงพบโบสถ์คริสต์หลายแห่งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่ต้องกล่าวถึงอย่างมากคือในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยชาวตะวันตกบางรายได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นข้าราชสำนักชั้นสูงด้วย ในช่วงเวลานั้นจึงเป็นยุคที่ศาสนาคริสต์เฟื่องฟูมากในราชอาณาจักรอยุธยา โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญคือโบสถ์นอตเตรอดามแห่งลอแรตต์ ในบ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ ณ เมืองลพบุรี พบว่าที่ผนังด้านหน้าทางเข้ามีการเจาะผนังเป็นวงกลมเหนือประตู สันนิษฐานว่าช่องหน้าต่างวงกลมนี้น่าจะประดับด้วยกระจกสี ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยมของยุคนั้น

ครั้นเมื่อสิ้นยุคพระนารายณ์มหาราช แล้วยิ่งเมื่อถึงคราที่กรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 ศาสนาคริสต์ในกรุงศรีอยุธยาก็ซบเซา ชาวคริสต์จำนวนหนึ่งอพยพไปอยู่ในเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นก็สร้างโบสถ์ด้วยไม้ ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นชาวคริสต์สร้างโบสถ์โดยเรียกว่าแบบวิลันดา ดังมีตัวอย่างให้เห็นได้ที่โบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์ซางตาครู้ส และโบสถ์วัดคอนเซ็ปชัญ โบสถ์วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ สามเสน รวมถึงโบสถ์คริสต์จันทบุรี ต่อมาคืออาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล โดยพบว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวคริสต์ในกรุงเทพเริ่มสร้างโบสถ์มากขึ้นโดยมีรูปแบบตามศิลปะตะวันตก แทนโบสถ์แบบวิลันดาเมื่อครั้งแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคนี้ประดับช่องหน้าต่างด้วยกระจกสีที่นำเข้าจากประเทศตะวันตก ครั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวคริสต์มากขึ้นในกรุงเทพ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง จึงมีการก่อสร้างโบสถ์คริสต์มากขึ้น และในยุคนี้มีการจ้างสถาปนิกตะวันตกเข้ามาออกแบบ เช่น โยอากิม กรัซซี (Joachim Grassi) ผู้ออกแบบวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา วัดนักบุญเปโตร (หลังเดิม) ที่สามพราน นครปฐม และโบสถ์วัดกาลหว่าร์ กรุงเทพ เป็นต้น

และภาพที่นำมาเสนอในคอลัมน์วันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานศิลป์กระจกสีในโบสถ์คริสต์ และอาสนวิหารในเมืองไทย 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือคริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย เขียนโดยปติสร เพ็ญสุต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

พระราชอาณาจักรไทย นับเนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กับประเทศอังกฤษ มีสายสัมพันธ์กันมายาวนานประมาณ 400 ปี นับจากรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม โดยในยุคแรกนั้น อังกฤษส่งเรือสินค้าเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา

ครั้นต่อมาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสหราชอาณาจักร เกรทบริเตนได้ส่งทูตการค้า คือกัปตันเฮนรี เบอร์นี เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และทรงมีพระราชสาส์นติดต่อระหว่างทั้งสองพระราชอาณาจักร

ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร ทรงร่วมพระราชพิธีพัชราภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แล้วเมื่อครั้งที่ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จขึ่นเสวยราชย์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จไปถวายพระพรสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ณ พระราชวังวินด์เซอร์ 

ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2503 แล้วต่อมาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการสองครั้ง คือในปี พ.ศ. 2515 และ 2539 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2566 

และเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.05 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เพื่อทรงพบเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสที่เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จพระราชดำเนินยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานทุน และรางวัลเพื่อสตรีไทย ในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคม และเสด็จฯ ไปประทับพระราชอิริยาบถ ณ ห้อง 112 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

เมื่อเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ บริเวณหน้าอาคารชีววิทยา 1 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 10.40 น.  ศ. (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กราบบังคมทูลถวายการต้อนรับ แล้ว ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย พร้อมทั้ง ดร. กฤษดา กฤตยา กีรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออร์เบิน โมบิลิตี เทค จำกัด ผู้ถวายบริการรถสามล้อไฟฟ้า กราบบังคมทูลรายงาน จากนั้น เจ้าหญิงแอนน์ ประทับรถสามล้อไฟฟ้า ทอดพระเนตรบริเวณโดยรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวลา 11.10 น. เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จฯ ยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดย ศ. ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี พร้อมด้วยผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เฝ้าฯ รับเสด็จ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จากนั้นเสด็จยังห้อง 114 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นการส่วนพระองค์    

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานสิ่งของที่ระลึกแด่เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เวลา 11.20 น. เจ้าหญิงแอนน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของนักวิจัย และนักนวัตกรหญิงไทย ณ ห้อง 103/2 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ 

นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของนักวิจัยและนักนวัตกรหญิงไทย ผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักร โดยนำเสนอผลงานที่สามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร การศึกษา สุขภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ 

ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักนวัตกรหญิงที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักรเข้าเฝ้าฯ ประกอบด้วย ดร. ปองกานต์ จักรธรานนท์ จาก      ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้สร้างนวัตกรรมด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) นำเสนอเครื่องต้นแบบปฏิกรณ์ไฟฟ้าเคมี เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนที่เก็บไว้ให้เป็นพลังงานหมุนเวียน ศ. ดร. อลิสา วังใน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ไบโอม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท Spin Off ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถวายรายงานการพัฒนาเอนไซม์ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถนำมาใช้ปรับปรุงและฟื้นฟูคุณภาพดิน และกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรม รศ. ดร. ปัณรสี ฤทธิประวัติ ผู้ก่อตั้ง โฟลไอโน (Floaino) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อสอนปัญญาประดิษฐ์แก่นักเรียนและครู ถวายการสาธิตกิจกรรมแบบโต้ตอบที่ใช้ภายในแพลตฟอร์มดังกล่าว ผศ. ดร. สมฤดี ดีไพศาล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้พัฒนานวัตกรรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการคัดกรองและวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ถวายรายงสานแพลตฟอร์มโรงพยาบาลเสมือนที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ดร. คนึงนิตย์ วาโย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้สร้างผลงานการศึกษาภูมิทัศน์ทางการเกษตร   เพื่อสนับสนุนชุมชนผึ้งชันโรงซึ่งเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ถวายรายงานข้อมูลจากการทำงานภาคสนามเกี่ยวกับภูมิทัศน์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งจากพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย 

 เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ มีพระดำรัสเปิดงาน จากนั้นพระราชทานทุนเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่สตรีนักวิจัยจำนวน 1 ทุน และพระราชทานรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 2 รางวัล ในการนี้ ผู้ได้รับพระราชทานทุนและผู้ได้รับพระราชทานรางวัลกล่าวสุนทรพจน์ถวาย

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานทุนและรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เสด็จออกจากห้อง 105 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เซอร์ทิโมธี ลอว์เรนซ์ พระสวามี เสด็จเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 เพื่อทรงสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์วินด์เซอร์และพระราชวงศ์จักรี ซึ่งสืบเนื่องมาอย่างยืนยาว นับเป็นการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งที่ 4 ของพระองค์ โดยเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เคยเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี  2515 ปี 2522 และปี 2530

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา หรือพระองค์หญิงสุทธฯ ทรงเป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก
กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ

เหตุที่ศาลาดนตรีนี้มีนามว่า “สุทธสิริโสภา” เพราะว่าเมื่อครั้งที่ ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้เข้าเฝ้าพระองค์หญิงสุทธฯ ครั้งแรก เมื่อณัฐยังเป็นนิสิตปี 2
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2516 โดยการแนะนำของเพื่อนรักของณัฐ คือ ม.ร.ว.นิดา สุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นหลานของพระองค์ท่าน โดยพระองค์หญิงสุทธฯ ทรงให้ณัฐถวายการสอนอีเล็คโทนให้ และทรงให้เรียก ท่านแม่

พระองค์หญิงสุทธฯ พระราชทานความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ณัฐเป็นที่สุด ณัฐบอกว่าพระองค์ท่านทรงเป็นทูตสวรรค์จากพระเจ้าที่เมตตาดูแลให้ตนเองมีชีวิตเหมือนฝัน จนทำให้มีพลังกายและใจดูแลลูกศิษย์ได้เป็นอย่างดี

ณัฐบอกว่าการประกาศให้สาธารณชนรับรู้ว่าความกตัญญูที่ตนถวายท่านแม่คือ การถวายพระเกียรติในพระนามของพระองค์ท่าน ให้เป็นนามของโรงเรียนดนตรีณัฐ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ก่อนแล้ว โดยใช้ชื่อศาลาสุทธสิริโสภา ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีของโรงเรียน เป็นสถานที่ฟูมฟักเยาวชนด้านดนตรี เป็นสถานที่สร้างความสุนทรีย์ทางดนตรีของประเทศไทย เป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นสถานที่บันทึกเสียงชั้นเลิศ

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จทอดพระเนตรการแสดง
การเดี่ยวเปียโน โดย คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ บุตรอายุ 12 ปี ของ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และการขับร้องเพลงโดย ท่านผู้หญิง
พลอยไพลิน เจนเซน รวมถึงการบรรเลงเปียโนโดย ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร ผู้เป็นครูสอนเปียโนของท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เมื่อสมัยวัยเยาว์

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานช่อดอกไม้แด่นักแสดงทั้งสามท่านด้วย

การแสดงจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปร่วมกับพระธิดา ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน
เจนเซน-คุณ เดวิด วีลเลอร์ และพระนัดดา คุณแม็กซิมัส-คุณอเล็กซานดรา-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

บทเพลงที่คุณลีโอนำเสนอคือ Prelude op.12 No.7 ของ Prokofiev, Vibrations in F minor ของ Haycin, Nocturne in Eb Op.9 No.2 ของ Chopin, Un Sospiro ของ Liszt, Romance for 6 hands ของ Rachmaninoff บรรเลงโดยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน คุณลีโอ และครูณัฐ

และท่านผู้หญิงพลอยไพลินขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในบทเพลงชื่อ Somewhere Somehow และ Still on My Mind และบทเพลงคลาสสิก เช่น Myrthen, No.1 op.25, Widmung ของ Schumann, Apres un Reve op.7 No.1 ของ Faure และ Villa-Lied from Operetta Die Lustige Witwe ของ Lehar

คุณลีโอ วีลเลอร์ นับเป็นศิลปินโดยสายเลือดโดยแท้ เพราะคุณแม่ก็เป็นนักดนตรี นักร้อง ส่วนสมเด็จพระอัยกาก็ทรงเป็นองค์เอกอัครศิลปิน ดังนั้น คุณลีโอจึงสืบสายพระโลหิตจากองค์เอกอัครศิลปินโดยแท้

ดร.ศุลีพร จูภาวัง ถวายสูจิบัตร

ดร.ศุลีพร จูภาวัง ถวายสูจิบัตร

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจแก่ ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจแก่ ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้แก่พระนัดดาคนเก่ง คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้แก่พระนัดดาคนเก่ง คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้และสวมกอดท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้และสวมกอดท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงชื่นชม
ความสามารถของพระธิดา พระนัดดา และครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงชื่นชม ความสามารถของพระธิดา พระนัดดา และครูณัฐ ยนตรรักษ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานช่อดอกไม้แก่ คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานช่อดอกไม้แก่ คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน
เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปกับผู้ชมคอนเสิร์ต

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปกับผู้ชมคอนเสิร์ต

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิง
พลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต วชิราภรณ์ อร่ามพิบูลย์
เจ้าของร้านคุกกี้ Gavinson, ภาคิน ดุลยธรรมภักดี และ พิมพ์ณดา อุดมโชคธนบูรณ์ เจ้าของร้านเฮียเหรี่ยง, พารณี ยนตรรักษ์ ผู้แทนบริษัท
MedGlobe , ดร.ศุลีพร จูภาวัง ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร, Kenneth Shih Qin,
CEO of Good Weather Media & Doors to Asia Thailand, Tan Wei Teck, Victor, co-founder Doors to Asia และ รักษา ถาวรทวีวงษ์
กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิง พลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต วชิราภรณ์ อร่ามพิบูลย์ เจ้าของร้านคุกกี้ Gavinson, ภาคิน ดุลยธรรมภักดี และ พิมพ์ณดา อุดมโชคธนบูรณ์ เจ้าของร้านเฮียเหรี่ยง, พารณี ยนตรรักษ์ ผู้แทนบริษัท MedGlobe , ดร.ศุลีพร จูภาวัง ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร, Kenneth Shih Qin, CEO of Good Weather Media & Doors to Asia Thailand, Tan Wei Teck, Victor, co-founder Doors to Asia และ รักษา ถาวรทวีวงษ์ กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์

ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร แสดงเดี่ยวเปียโน

ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร แสดงเดี่ยวเปียโน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง โดยมี ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร บรรเลงเปียโน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง โดยมี ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร บรรเลงเปียโน

คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ วัย 12 ปี แสดงเดี่ยวเปียโน

คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ วัย 12 ปี แสดงเดี่ยวเปียโน

ดร.ศุลีพร จูภาวัง, เพชรพริ้ง สารสิน และ วิภาดา โทณวณิก

ดร.ศุลีพร จูภาวัง, เพชรพริ้ง สารสิน และ วิภาดา โทณวณิก

ทัดดาว ปัญจโสภกุล, อภิญญา ปุณยฤทธิ์, วรนุช เจริญวัฒน์,
การุณี สุหร่าย และ ประภา ปูรณโชติ

ทัดดาว ปัญจโสภกุล, อภิญญา ปุณยฤทธิ์, วรนุช เจริญวัฒน์, การุณี สุหร่าย และ ประภา ปูรณโชติ

กฤต ไกรจิตติ และ คุณหมึกแดง-ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ร่วมให้กำลังใจ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร

กฤต ไกรจิตติ และ คุณหมึกแดง-ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ร่วมให้กำลังใจ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ รศ.จินตนา บุญบงการ และคณะ

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ รศ.จินตนา บุญบงการ และคณะ

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ต้นราชสกุลกิติยากร คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท หรือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระราชโอรสองค์ที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาอ่วม รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังเทเวศร์และที่ดินรวม 18 ไร่ แด่พระราชโอรสพระองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2439 กรมพระจันทบุรีประทับ ณ วังเทเวศร์จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2474

กรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย อาทิ อภิรัฐมนตรี องคมนตรี สมุหมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ นายทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์  

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

รัชกาลที่ 6 พระราชทานแด่พระยาอนิรุทธเทวา

เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปสนทนากับ พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม หลานของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ผู้พันแซมเป็นบุตร พลเอกเฟื่องเฉลย กับหม่อมราชวงศ์วิมลโพยม (ราชสกุลเดิมสวัสดิวัตน์) อนิรุทธเทวา ปัจจุบันผู้พันแซมคือผู้ดูแลพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ ทั้งนี้ผู้พันแซมย้ำหนักแน่นว่าตนเองคือผู้ดูแล โดยไม่เรียกตนเองว่าเจ้าของพระตำหนักใหญ่ แม้ที่ดินและพระตำหนักใหญ่ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินผืนนี้จะได้ถูกขายทอดให้พระยาอนิรุทธเทวาแล้วเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม โดยผู้พันแซมย้ำว่าตนเองมีพันธกิจสำคัญคือดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ให้อยู่ในสภาพดี สมพระเกียรติแห่งราชสกุลกิติยากร

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม

พระตำหนักแห่งนี้นับได้ว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องด้วยพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 รัชกาลเสด็จพระราชดำเนินไป ณ พระตำหนักนี้ คือ รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นี่คือข้อความที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ผู้พันแซมบอกกล่าว

ย้อนความหลังไปเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในครั้งนี้หลังจากกรมพระจันทบุรีนฤนาทสิ้นพระชนม์แล้ว พระทายาทของพระองค์ได้แบ่งที่ดินของวังเทเวศร์เป็น 3 ส่วน แล้วบริหารจัดการใหม่ โดยแบ่งขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ บริเวณตำหนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ยังคงอยู่ในความดูแลของสมาชิกราชสกุลกิติยากร 

ตราประจำตัวเจ้าคุณอนิรุทธเทวา

ส่วนบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมสงเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนที่สามของวังเทเวศร์ คือพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระยาอนิรุทธเทวา โดยปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้พันแซม

หลังจากพระยาอนิรุทธเทวา คุณปู่ของผู้พันแซมถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2494 พระตำหนักแห่งนี้ก็ปิดตัวลง ไม่มีผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัย เพราะมีเสียงเล่าลือสารพัด จนทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปพำนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ผู้พันแซมจึงเข้าไปบูรณะ จนกระทั่งเมื่อพระตำหนักกลับมางดงามดังเดิมแล้ว ก็จึงเปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมและศึกษาประวัติศาสตร์ของพระตำหนัก จนสุดท้ายตัดสินใจเปิดชั้นล่างของพระตำหนักเป็นร้านอาหาร และคาเฟ ชื่อ เดวา มานัวร์ (Deva Manor) โดยใช้ส่วนหนึ่งของนามสกุลคือเทวา ผสมกับคำว่า Manor (Manor แปลว่าคฤหาสน์) ส่วนชั้นบนของพระตำหนักเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์พระตำหนักใหญ่ โดยการจะเข้าชมชั้นบนของพระตำหนักต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า 

ผู้พันแซมเล่าให้ฟังว่าเมื่อแรกของการเข้าไปบูรณะพระตำหนักใหญ่นั้น มีเรื่องที่ชวนให้พิศวงอยู่พอสมควร แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการฟื้นฟูพระตำหนักใหญ่ให้สมพระเกียรติของกระพระจันทบุรีนฤนาท ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี โดยคืนหนึ่งผู้พันแซมอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเหมือนกับได้เข้าเฝ้ากรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์ตรัสกับผู้พันแซมว่า ช่วยทำให้พระตำหนักแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาได้หรือไม่ ผู้พันแซมถวายคำตอบว่า ได้พะยะค่ะ จากนั้นการตั้งใจทำให้พระตำหนักใหญ่กลับมามีชีวิตชีวาก็ดำเนินไปอย่างจริงจัง แม้ในบางครั้งการทำงานจะประสบปัญหามากมายพอสมควร แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างดี ซึ่งผู้พันแซมบอกว่าผ่านพ้นอุปสรรคได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของกรมพระจันทบุรีนฤนาทโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงย้ำตลอดเวลาว่าตนเองเป็นเพียงผู้รักษาพระตำหนักใหญ่ โดยไม่บังอาจกล่าวว่าเป็นเจ้าของ แม้กรรมสิทธิ์ครอบครองจะเป็นของเจ้าคุณปู่ของผู้พันแซมก็ตาม แล้วที่สำคัญคือผู้พันแซมบอกว่าไม่เคยคิดฝันว่าพระตำหนักใหญ่จะได้มาอยู่ในการดูแลของตน เพราะตนเองเป็นทายาทของตระกูลอนิรุทธเทวาลำดับ 7-8 แต่ก็น่าจะเป็นเพราะถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมาเป็นข้าพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้สมาชิกทุกคนของพึ่งบุญและอนิรุทธเทวาล้วนตระหนักในภารกิจนี้เป็นอย่างดี

พระตำหนักใหญ่ เป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน สไตล์โคโลเนียล อาคารทาด้วยสีขาว มีตุ๊กตาแบบยุโรปประดับ และมีเสาโรมันแบบดอริก และไอโอนิคประดับด้วย ชั้นสองของพระตำหนักใหญ่มีระเบียงทำเป็นเฉลี่ยงกว้างอยู่ด้านข้าง มีรั้วลูกกรงทำด้วยซีเมนต์มีกระถางทรงยุโรปประดับ ทั้งนี้ที่ชั้นสองคือห้องพระบรรทมของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ห้องกำปั่น และห้องโถง รวมถึงห้องทรงงาน และห้องทรงพระสำราญ จุดเด่นของพระตำหนักคือช่องลมเหนือหน้าต่างทำเป็นรูปทรงโค้ง ประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายวิจิตร บานหน้าต่างใหญ่ด้านหน้าพระตำหนักเป็นกระจกสี (stained grass) สีสันสดใสนำเข้าจากยุโรป ส่วนกระเบื้องห้องน้ำชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่ยังคงเป็นกระเบื้องเก่าที่นำเข้าจากอิตาลีตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อสร้างพระตำหนัก

ครั้งเมื่อเจ้าคุณอนิรุทธเทวาได้เข้ามาพำนักในพระตำหนักใหญ่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงห้องพระบรรทม เพียงแต่นำเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพระตำหนัก เนื่องจากของใช้ส่วนพระองค์ของกรมพระจันทบุรีนฤนาทได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากพระตำหนักแล้ว โดยเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจะมีตราประจำตัวเป็นรูปเทวดาถือกระโถน ดังนั้น ของใช้ต่าง ๆ ในพระตำหนักใหญ่ที่เป็นของเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจึงมีตราประจำตัวประดับอยู่ทุกชิ้น
หากคุณสนใจเข้าชมพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ สามารถติดต่อขอเข้าชมแบบหมู่คณะ โดยต้องติดต่อล่วงหน้าได้ที่ facebook Deva Manor Cafe 
 

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ตู้ลายทองนับเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะส่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนและอ่านของไทยมายาวนาน เป็นการบ่งบอกถึงอารยธรรมด้านอักษรศาสตร์ของชาติ แล้วยังแสดงถึงศิลปะ วัฒนธรรมของชนชาติไทยอย่างดี

เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศจัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มีกระแสพระราชดำริว่าควรใช้ตู้รดน้ำลายทองเพื่อใส่หนังสือในหอพระสมุด กรรมการหอพระสมุดในยุคนั้นทราบว่าตามวัดต่าง ๆ มีตู้รดน้ำลายทองอยู่ตามวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จึงให้ราชบัญฑิตขอจากพระสงฆ์ผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งพระสงฆ์ต่างก็ยินดีถวายให้เพื่อสนองพระราชประสงค์ ดังนั้น จึงได้ตู้รดน้ำลายทองชนิดต่าง ๆ รวมถึงตู้แบบจีน ตู้ประดับกระจก จำนวนมากไปไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร และนั่นก็หมายถึงการเริ่มต้นประวัติการเก็บสะสมและรักษาหนังสือในราชอาณาจักร

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสวงหาตู่รดน้ำลายทองมาเพิ่มเติม กับรวบรวมศิลาจารึกต่าง ๆ ไปไว้ในหอพระสมุดด้วย ซึ่งถือเป็นการรวบรวมกิจการด้านหนังสือและจารึกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมโดยสมบูรณ์อีกครั้ง ดังนั้น ตู้รดน้ำลายทองจึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงวิวัฒนาการของกิจการหนังสือและอักษรศาสตร์ของชาติไทยอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ที่สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถไปชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โดยมีตู้รดน้ำลายทอง และตู้เก็บหนังสือเก่าแก่ จัดแสดงไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 406 หลัง โดยเป็นศิลปะตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แต่สำหรับภาพที่นำมาประกอบบทความในสัปดาห์นี้ เป็นตู้รดน้ำลายทองในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น 

ตู้รดน้ำลายทองจะแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ แบบเท้าสิงห์กับตู้ขาหมู โดยแบบเท้าสิงห์จะสังเกตได้จากปลายเสาที่ติดกับพื้นจะทำเป็นรูปเท้าสิงห์ แต่ตู้ขาหมูจะเป็นเพียงขาไม้ธรรมดาไม่มีการแกะสลักเป็นเท้าสิงห์ และบางตู้อาจจะมีลิ้นชักอยู่ด้านล้าง ส่วนลวดลายก็จะมักจะทำเป็นลายกนกเปลวชนิดต่าง ๆ เช่น กนกเปลวเครือเถาไขว้ ครุฑคาบ นาคคาบ เถาหัวนาค หัวครุฑ หรือภาพสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ลิง กระรอก กวาง กระต่าง หมูป่า และจะมีลวดลายอีกชนิดคือเขียนเป็นเรื่องชาดก หรือภาพยักษ์ เทวดา เช่น รามสูรขว้างขวาน นางเมขลาล่อแก้ว หรือไม่ก็ภาพเทพนม เทวดา วิทยาธร สัตว์หิมพานต์ อมนุษย์ โดยมีทิวทัศน์เป็นภาพป่า มีโขดหินและศาลาประกอบภาพ หรืออาจทำเป็นภาพพระเวสสันดรในพระอริยาบถต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง เดิน บางครั้งทำเป็นรูปพระเวสสันดรอยู่ที่สระน้ำ แล้วกำลังเรียกพระกัณหา พระชาลี หรือภาพชูชกทูลขอพระกุมารทั้งสองจากพระเวสสันดร หรือภาพพุทธประวัติ เป็นต้น แล้วประดับตกแต่งภาพด้วยลายก้านแย่งใบเทศ และลายกรวยเชิงที่ตอนบนหรือล่างของตู้ แต่หากมีลิ้นชัก ก็มักจะสลักลวดลายแบบนูนต่ำ แล้วประดับกระจกสีเขียวที่พื้นหลัง และอาจมีลายดอกพุดตานเครือเถาเคล้าด้วยภาพกระรอก ใต้กรอบลิ้นชักทำเป็นฐานปัทม์

ปกติตู้รดน้ำลายทองที่เป็นแบบเท้าสิงห์ มักทำเป็นรูปปากสิงห์ที่เชิงตู้ ส่วนขาตู้ทำเป็นรูปเท้าสิงห์ เชิงตู้ทำเป็นลายสิงห์จำหลักแบบนูนต่ำลายดอกพุดตานเครือเถา ประดับกระจกสีแดงที่พื้นหลัง ส่วนตัวลายจะลงทองทึบ มุมขาตู้ตอนบนจำหลักเป็นลายนูนต่ำรูปหน้าสิงห์ลงทองทึบ ขาตู้ทำเป็นร่องริ้วรูปเล็บสิงห์ ประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินที่ร่องริ้วเล็บสิงห์ บางครั้งจะทำเป็นเท้าสิงห์เหยียบบนลูกแก้ว โดยลูกแก้วทำเป็นริ้วคล้ายเม็ดมะยม ตัวลูกแก้วลงรักแดงทึบ

ตามปกติขนาดของตู้รดน้ำลายทองจะอยู่ที่ ด้านหน้าช่วงบนกว้าง 90 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 100.5 เซนติเมตร ด้านข้างช่วงบน 77 เซนติเมตร ด้านล่าง 87.5 เซนติเมตร สูง 195-200 เซนติเมตร บางตู้ทำเสาเม็ดบัว สูงประมาณ 25 เซนติเมตร ประดับไว้

นอกจากนั้นยังมีตู้ขาหมูจำหลักลายแบบจีน โดยทำลวดลายเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น ตอนบนของบานประตูมีลูกฟักจำหลักแบบนูนต่ำ ทำเป็นลวดลายผีเสื้อเคล้าดอกไม้ และใบไม้ร่วง ตัวลายตกแต่งด้วยสีทอง พื้นหลังเป็นสีเขียว ลดหลั่นลงมาเป็นภาพฉลุจำหลักนูนสูงรูปดอกไม้ และมีนกเกาะอยู่ ส่วนขอบทำเป็นลายเมฆ ปิดทองลงรักแดงโดยจำหลักเป็นแบบโปร่ง แล้วมีกระจกเป็นพื้นหลัง ส่วนตอนล่างของบานประตูเป็นภาพลายฮ่อ ลงรักแดง ปิดทอง ทำเป็นรูปฮก ลก ซิ่ว ส่วนที่ลูกฟักจำหลักลายนูนต่ำทำเป็นลวดลายสัตว์ลำตัวยาว มีลายเมฆหรือลายเลเวนอยู่ด้านข้างของลูกฟัก พื้นหลักลูกฟักเป็นสีเขียว มีลวดลายสีทองขับให้เด่นขึ้น

ตู้รดน้ำลายทอง และตู้หนังสือแบบจีนที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็นเครื่องบ่งบอกถึงศิลปะของการทำตู้หนังสือตามแบบฉบับของบรรพบุรุษของเราทุกคนที่ฝากไว้บนแผ่นดินผืนนี้ เป็นการรังสรรค์งานศิลป์ชิ้นเอกโดยช่างไทยแต่โบราณกาล เพื่อให้ศิลปะไทยดำรงคงอยู่คู่กับคนไทยและแผ่นดินไทยนานตราบนาน หวังว่าคนรุ่นหลัง และอนุชนจะประจักษ์ในคุณค่าของงานศิลป์ และเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติไทยประเภทนี้ และน่าจะซาบซึ้งในอัจฉริยภาพของบรรพไทยของเรา

สำหรับผู้สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถเข้าชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ และสามารถอ่านเนื้อหาก่อนเข้าชมของจริงได้จากหนังสือตู้ลายทอง ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร 

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’ 

พระปฐมบรมราชโองการ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2493

สวนจิตรลดาเขต     พระนิเวศน์ ณ ธานี

เนาองค์พระทรงศรี      นคเรศรภูมินทร์

เขตวังมโหฬาร์              ทศนาฉมาจินต์

แลท้องสนามติณ               ฤก็ขึ้นระเบียบเคียง

เป็นที่ ธ ทดลอง             กิจผองก็รายเรียง

นาไร่ผิว์มองเมียง               จะเจอพืชและยุ้งฉาง

โคนมก็มีอยู่                     พิศดู ณ ตามทาง

บ่อปลากะไว้วาง                ก็เพาะพันธุมัจฉา

มากยิ่งละสิ่งหลาก         ละก็ยากจะพรรณา

ตัวอย่างก็ยกมา                 ฤก็เห็นจะเพียงพอ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์นำชมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไว้ใน คำฉันท์ดุษฎีสังเวย และกาพย์ขับไม้กล่อมพระศรีนารัฐราชกิริณี ในพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2520 ตอน ชมเมือง

ในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังพัฒนาในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์มีความสุขเกษม ดังนั้น การที่เราได้เกิดมาภายใต้พระร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระองค์ท่านจึงถือได้ว่าเป็นความโชคดีอย่างที่สุด และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน จึงทำให้ประชาชนชาวไทยมีความสุข ความเจริญมาจนทุกวันนี้ 

พสกนิกรต่างสำนึกเป็นอย่างดีว่าพระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตลอดเวลา ด้วยมีพระราชประสงค์ให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขตามอัตภาพ ดังนั้น พระองค์จึงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นแนวคิดปรัชญาที่จุดประกายนำไปสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์ให้ประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรือง แล้วยังทำให้หลายประเทศบนโลกใบนี้น้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ด้วย

สวนจิตรลดาฯ หรือพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน นับเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในด้านการเกษตร การประมง การพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยทรงใช้หลักการวิทยาศาสตร์ในการศึกษาทดลอง เพื่อแสวงหามิติใหม่แห่งภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองในพื้นที่พระตำหนักจิตรลดาฯ เขตพระราชฐานที่ประทับของพระองค์ ดังนั้น พระราชฐานแห่งนี้จึงได้รับการยอมรับว่า เป็นพระราชวังที่ไม่เหมือนพระราชวังใด ๆ บนโลก เพราะเป็นห้องทดลอง เป็นศูนย์การวิจัยในด้านเกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ป่าไม้ งานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นที่ตั้งโรงสีข้าว โรงนมวัว โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตร ที่นำไปสู่การพัฒนาประยุกต์การผลิตแบบครบวงจรในที่สุด ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เพื่อความอยู่ดี กินดี มีสุข และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยเป็นสำคัญ

 พระราชกรณียกิจสำคัญในช่วงแรกของการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คือการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลความเจริญ โดยพระองค์ท่านทรงงานหนักตลอดเวลาแทบจะทุกวัน ผลจากการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความจริงในเขตต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร ทำให้ทรงรับรู้ความจริงทั้งปวง และยังทรงเห็นว่าพสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่แสนยากลำบาก จึงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงแก้ไขและระงับความทุกข์ให้พสกนิกร โดยอันดับแรกทรงเห็นว่าเกษตรกรคือกลุ่มคนสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ปัญหา เพราะอาชีพเกษตรกรรมคืออาชีพหลักของประเทศในขณะนั้น 

ในปี 2504 จึงมีพระราชดำริให้ทดลองปลูกข้าว และยางนา ภายในเขตพระตำหนักจิตรลดาฯ จึงนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทรงศึกษาปัญหาต่าง ๆ ของเกษตรกรจนถึงรากเหง้าของปัญหา แม้ในช่วงที่ทรงทดลองนั้น เป็นช่วงที่กระแสโลกกำลังเปลี่ยน โดยมีผลถึงไทยด้วยคือไทยได้รับอิทธิพลด้านการเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่ทรงตระหนักว่าไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรม ดังนั้นจึงทรงทำให้สังคมเกษตรกรรมอย่างไทยสามารถปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ให้สอดคล้องกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แต่ก็ต้องไม่สูญเสียอัตลักษณ์สำคัญของไทยที่ดำรงมาตั้งแต่โบราณกาล และต้องไม่สูญเสียภูมิปัญญาดั่งเดิมของบรรพบุรุษไทย 

ดังนั้น โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา จึงนับเป็นสถานที่สำคัญของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัย เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต้นเหตุต่าง ๆ ของการเกษตรของไทย ทำให้เกิดการสร้างฐานความรู้จากการศึกษาวิเคราะห์ ผ่านการทดลอง แล้วแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญา จนนำไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระวิริยะอุสาหะ และการที่ทรงทุ่มเทพระสติปัญญา และอุทิศพระวรกายเพื่อพสกสิกรมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จึงทำให้พระเกียรติคุณก้องขจรไกลในสากล ดังนั้น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเลิศล้ำในการนำชนบทให้วัฒนา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2530

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสดุดีพระเกียรติคุณในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจดีเด่นด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ 4 พฤศจิกายน 2535

องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสาธารณสุขเพื่อมวลชน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2535

สมาคมนานาชาติด้านนิเวศน์วิทยาทางเคมี ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณด้านการสงวนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ วันที่ 26 มกราคม 2536

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญแอกริโคลา วันที่ 6 ธันวาคม 2538

สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 5 มิถุนายน 2539 

องค์การสภาการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 25 มิถุนายน 2540 

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟูด วันที่ 8 ธันวาคม 2542

องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2543

สมาคมสินเชื่อการเกษตรและชนบทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรวงข้าวทองคำ 23 พฤษภาคม 2548 

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ 26 พฤษภาคม 2549

และมูลนิธิ The World Food Prize ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญ Dr. Norman E. Borlaug World Food วันที่ 23 กรกฎาคม 2550     

เราคนไทยทุกคนนับว่าเป็นคนมีบุญอย่างมหัศจรรย์ เพราะว่าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้           

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“คุณชายคึกฤทธิ์เป็นนักการเมืองที่ดีของประเทศไทย ที่ฉันพูดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็นพ่อของฉัน แต่ฉันมีหลักฐานทางสังคมยืนยันว่าท่านทำดีเพื่อบ้านเพื่อเมืองจริง ๆ ทำโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ท่านไม่เคยใช้อำนาจรัฐกอบโกยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเข้าพกเข้าห่อของตนเอง… คนที่ไม่ชอบท่านก็คงไม่เชื่อตามที่ฉันบอก แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าท่านไม่เคยโกงบ้านกินเมือง ไม่เคยใช้อำนาจเพื่อแสวงหาสิ่งไม่ชอบธรรม ไม่เคยใช้อำนาจช่วยเหลือญาติพี่น้องและลูกหลาน แต่ที่สำคัญสูงสุดคือท่านรักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์อย่างที่สุด”  หม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช เล่าให้เฉลิมชัย ยอดมาลัย แห่งแนวหน้ารับฟัง เมื่อวันไปสัมภาษณ์พิเศษที่บ้านซอยสวนพลู

ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า …ฉันทำหนังสือเล่มนี้ (หนังสือ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช 7 รอบ) ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ฉันรู้จัก และรู้จักฉัน รวมถึงคนทั่วไปที่อาจจะสนใจเรื่องของฉันบ้าง ได้รับทราบเรื่องราวในอดีตของประเทศไทย และเรื่องราวบางอย่างของฉัน โดยบางเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของฉัน เพราะกลัวว่าเวลาแก่มากไปกว่านี้แล้วจะเล่าอะไรให้ใครต่อใครฟังไม่รู้เรื่อง แต่ประวัติของฉันมันเขียนยาก ดังที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเคยมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า “ให้นึกว่าประวัตินั้นแต่งยาก ถ้าไม่จืดก็เป็นเทวดา ที่จะทำให้ผู้ตายเป็นมนุษย์และน่าอ่านด้วยนั้นมีน้อยนัก” 

ชีวิตฉันเกี่ยวข้องกับลำปางมากพอประมาณ เพราะเกิดที่ลำปาง ส่วนพ่อฉันก็คุ้นเคยกับเสด็จในกรมพระยาชันนาทนเรนทร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) โดยเสด็จในกรมฯ ท่านทรงให้พ่อช่วยจัดการที่ดินของพระองค์ในจังหวัดลำปาง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะด้วยการสร้างโรงเรียน ซึ่งพ่อเคยบอกว่า ทุกคนทราบดีว่าเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้เสด็จในกรมฯ ต้องทรงถูกจับกุมคุมขังเป็นนักโทษ เขาไปจับเสด็จในกรมฯ ไปจากบ้านที่จังหวัดลำปาง เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2481 โดยกล่าวหาว่าทรงขึ้นไปลำปางเพื่อก่อการทางการเมือง ทั้งที่ทรงขึ้นไปเพื่อทรงยกที่ดินของพระองค์ให้สร้างโรงเรียน ส่วนศาลที่ตั้งขึ้นมาเล่นงานพระองค์คือศาลการเมือง ไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม นี่เห็นแล้วใช่ไหมว่า แม้กระทั่งเจ้านายชั้นสูง ก็ยังถูกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองกล่าวหา และถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ทว่าลดโทษให้ในภายหลัง

ชีวิตวัยเด็กของฉันก็อยู่ในลำปาง พ่อพาครอบครัวไปอยู่ลำปาง จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้ายบ้านหนีสงคราม แล้วสุดท้ายก็กลับเข้ากรุงเทพฯ ช่วงก่อนสงครามสงบ ฉันจำได้ดีว่าบ้านซอยสวนพลูสมัยที่ฉันยังเด็ก มีสวนต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้าน มีบ่อน้ำใหญ่อยู่หลังบ้าน ในบ่อมีห่านสีขาว และพ่อก็มีสุนัขพันธุ์เกรทเดน ชื่อจอย ส่วนบริเวณรอบ ๆ บ้านเป็นสวนผลไม้ และนาข้าว ผิดกับยุคปัจจุบันจนเทียบกันไม่ติดแม้แต่น้อย 

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บางครั้งเราต้องอพยพไปอยู่หัวหิน ความเป็นอยู่ในช่วงสงครามนั้นยากลำบากเหลือเข็ญ ไฟฟ้าไม่มีใช้ น้ำมันก็ไม่มีใช้ ลำบากมาก แต่เราก็ผ่านมันมาได้

พอพูดถึงหัวหินแล้ว ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะรถไฟไทย เพราะอันที่จริงนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงอยากให้สยามมีรถไฟ แต่เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีเงินทองจำกัด แต่ก็ทรงต้องการให้สยามมีรถไฟ แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะไม่สนับสนุนมากนัก แต่ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลจึงต้องทรงยอมกู้เงิน 4 ล้านปอนด์สเตอริงเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างทางรถไฟ โดยมีเงื่อนไขคือต้องยกดินแดนไทรบุรี ตรังกานู ปะลิส และกลันตันให้อังกฤษ แล้วรัฐบาลสยามในยุคนั้นก็ถูกบังคับให้ออกพันธบัตร หรือ Royal Siamese Government เพื่อใช้เป็นทุนก่อสร้างทางรถไฟ

ชีวิตนักเรียนในวัยเด็กของ ม.ล. วิสุมิตรา คือนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอี และวัฒนาวิทยาลัย ฉันเรียนสนุกสนานไปตามวัยเด็ก ต้องถูกส่งตัวจากบ้านซอยสวนพลูไปอยู่แถว ๆ วังวิทยุ ถนนร่วมฤดูในปัจจุบัน เพราะใกล้โรงเรียน ดังนั้นในวัยเด็กฉันก็จึงคุ้นเคยกับวังวิทยุมาก ต่อมาเมื่อเติบโตขึ้นก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ (สำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะสัมผัสได้ถึงความน่าสนใจของการเดินทางด้วยเรือไปยุโรป แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด เพราะเนื้อที่มีจำกัด) เมื่อไปถึงอังกฤษก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำชื่อ Heathfield และที่โรงเรียนแห่งนี้ ม.ล. วิสุมิตราได้มีเพื่อนต่างชาติมากมาย โดยบางพระองค์เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจากออตโตมัน คือ Princess Fazile พระบิดาเป็นเจ้าแห่งอิยิปต์ ส่วนพระมารดาเป็นเจ้าแห่งออตโตมัน ส่วนอีกองค์คือ Mary Bankes ราชนิกูลแห่งราชวงศ์อังกฤษ เป็นต้น แต่ความจริงยังมีอีกมากมายหลายคนที่น่าสนใจ น่าคบหา เพราะมีอัธยาศัยดีเยี่ยม ซึ่งเราก็คบหากันเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ยาวนานจนถึงช่วงเวลาที่บางคนก็ลาลับไป บุคคลเหล่านี้มีประวัติที่น่าสนใจมาก แต่บางองค์ก็ทรงประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส เพราะพิษภัยการเมืองในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะ Princess Fazile ที่ทรงสูญเสียอย่างมหันต์ 

จากโรงเรียน Heathfield ก็ไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ระดับ High School ที่ Cheltenham Ladies’ College โรงเรียนแห่งนี้มีกฎระเบียบเคร่งครัดมาก ทำให้นักเรียนมีความประพฤติอยู่กับกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ได้ทั้งการเรียนรู้ด้วยวิชาการและความประพฤติ แถมยังมีเพื่อนที่ดีที่คบหากันมาจนถึงบัดนี้ เมื่อจบการศึกษาระดับ High School ก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ มลรัฐเดลาแวร์ ช่วงแรกก็ตั้งใจศึกษาวิชาการแพทย์ แต่เมื่อต้องฆ่าสัตว์ทดลองต่าง ๆ ก็ทำใจไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนใจไปเรียนด้านเคมีแทน

แล้วก็มาถึงวันแต่งงาน โดยได้พบกับสามีซึ่งมาจากตระกูลเก่าแก่แห่งรัฐเดลาแวร์ คือตระกูลดูปองค์ คุณแม่ของสามีเป็นผู้มีจิตใจงาม มีเมตตากรุณาสูงมาก คือคุณเอลิเนอร์ แฟรนซิส ดูปองค์ 

ในวันแต่งงาน ได้จัดพิธีที่บ้านเรือนไทย มีแขกเหรือทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปร่วมมากมาย ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่หลังจากเสร็จพิธีโดนผ่านไปหลายวัน ก็เข้าไปกราบลาคุณชายคึกฤทธิ์เพื่อกลับสหรัฐฯ ปรากฏว่าพ่อน้ำตาไหล และท่านก็ถามว่าตอนฉันแก่ตัวกว่านี้ ใครจะดูแลฉัน ทำให้เราใจหายมาก แล้วก็จึงสัญญากับพ่อว่าเมื่อวันเวลานั้นมาถึงจะรีบกลับมาดูแลท่านทันที ซึ่งฉันก็ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อไว้ทุกประการ เมื่อกลับมาก็พบว่าบ้านช่องที่ซอยสวนพลูไม่มีระเบียบ จนพ่อบอกว่า “ดูสิ เธอทิ้งให้ฉันอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร”

จริง ๆ แล้ว ม.ล. วิสุมิตรา เล่าเรื่องบ้านซอยสวนพลูในแง่มุมต่าง ๆ ให้ฟังอีกมาก ทั้งในแง่สุข ทุกข์ โดยเฉพาะจากปัญหาการเมืองไทย แต่เนื่องจากพื้นที่การเขียนคอลัมน์กำลังจะหมดลงแล้ว จึงต้องติดไว้ก่อน แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังในวันหน้า

แต่สำหรับบ้านซอยสวนพลูแห่งนี้ นับว่าเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง การศิลปะ การละคร การนิพนธ์ การดนตรีไทย สถาปัตยกรรมไทย เรื่องอาหารการกิน เรื่องสุนัข และเรื่องผู้คนในแง่มุมต่าง ๆ บ้านซอยสวนพลูเคยคึกคักแบบชนิดที่ว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะมีคนมากมายไปมาหาสู่เป็นประจำ แต่ช่วงหนึ่งบ้านก็เงียบเหงา หลังจากคุณชายคึกฤทธิ์ท่านจากไป แต่วันนี้บ้านหลังนี้กำลังจะกลับมาเป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกครั้ง และพร้อมจะให้ความรู้ ความสุข ความเบิกบานกับผู้ไปเยี่ยมเยือน โปรดรอพบกับวันเปิดบ้านซอยสวนพลูในเร็ววันนี้