เรื่องนี้มีประวัติ : นักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์วรรณฯ

2 กันยายน 2569 เวลา 14:13 น.

ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์วรรณฯ หรือเสด็จในกรมฯ คือปราชญ์พระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระคุณูประการหลายหลากต่อสังคมไทย และมนุษยโลก ทรงเป็นทั้งนักการทูต นักการต่างประเทศ นักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ นักการศึกษา ดังนั้น การจะกล่าวถึงพระกิตติคุณของพระองค์วรรณฯ แล้ว จึงยากที่จะกล่าวได้หมดสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ากำลังกล่าวถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านในด้านใดเป็นการเฉพาะ 

ในโอกาสคล้ายวันประสูติของพระองค์วรรณฯ ครบ 135 ปี ในวันที่ 25 สิงหาคม ปีนี้ โดยพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ครบ 50 ปี ในวันที่ 5 กันยายน 2569 หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดาของพระองค์วรรณฯ ที่กรุณาบอกเล่าถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของพระองค์วรรณฯ 

ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

จิตริก-ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

พระองค์วรรณฯ ทรงมีบทบาทสำคัญด้านการทูตของไทย ทรงได้รับการประกาศเกียรติคุณจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ทรงเป็นปูชนียบุคคลสำคัญ ผู้ทรงมีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี 2533-2534 ทั้งนี้ หากจะกล่าวถึงงานด้านการทูตของพระองค์ ก็ต้องย้ำว่าทรงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตในยุคสงครามเย็น (cold war) แต่หากจะย้อนขึ้นไปอีก ก็ต้องกล่าวถึงช่วงที่พระองค์ทรงรับงานเป็นเลขานุการคณะทูตไทย ในการประชุมสันติภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กรุงปารีส ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อ พ.ศ. 2460 แล้วต่อมาทรงเป็นผู้แทนสยามหรือไทยไปเจรจาเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศยุโรปอันเกี่ยวเนื่องกับด้านกฎหมายและอำนาจศาล ซึ่งผลการเจรจาทำให้ไทยสามารถมีสถานภาพที่ทัดเทียมกับยุโรปมากขึ้น และทำให้ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติในสายตาของชาติตะวันตก ครั้นต่อมาเมื่อทรงรับตำแหน่งปลัดทูลฉลอง กระทรวงการต่างประเทศ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปเจรจากับฝรั่งเศส เพื่อทำอนุสัญญาว่าด้วยอินโดจีนในประเด็นเขตแดนแม่น้ำโขง ผลการเจรจาคือได้ข้อตกลงว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดน โดยยึดเกาะกลางแม่น้ำและร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขต ซึ่งเท่ากับว่าสามารถตัดประเด็นที่ฝรั่งเศสต้องการยึดเอาแม่น้ำโขงเป็นของตนเองทั้งหมด

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ร่วมกับ อดีตเอกอัครราชทูตจิตริก เศรษฐบุตร พร้อมด้วยนัดดา ปนัดดาและญาติ ราชสกุลวรวรรณ ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวายพระองค์ท่านในวันประสูติครบ 135 ปี ณ พระวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

หลังจากนั้น ทรงได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงเบลเยียม แล้วทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมสันนิบาตชาติ โดยทรงรับหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย แล้วทรงได้รับการคัดเลือกจากนานาชาติให้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกำกับการเงิน รวมถึงตำแหน่งรองประธานการประชุมแก้ไขข้อบัญญัติแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และยังทรงรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการระเบียบวาระแห่งสมัชชาสันนิบาตชาติ และทรงเป็นผู้แทนประจำคณะกรรมาธิการอื่น ๆ อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสันติบาตชาติ 

พระองค์วรรณ กับโจว เอิน ไหล

ส่วนพระราชกิจสำคัญของพระองค์ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย คือทรงนำไทยเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO : South-East Asia Collection Defence Treaty) โดยจุดกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ ในช่วงการประชุมคณะมนตรีสนธิสัญญา ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2498 สมาชิกประกอบด้วยไทย สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งจุดประสงค์ของการร่วมตัวเพื่อป้องกันการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในยุคนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น ที่โลกแบ่งเป็นสองค่ายคือค่ายเสรี นำโดยสหรัฐฯ กับค่ายคอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียตรัสเซียร่วมกับจีน

ทรงร่วมการประชุมอาเซียนบูรพา พ.ศ. 2486

มีเกล็ดประวัติที่ขอกล่าวถึงพระองค์ท่านในการทรงงานด้านต่างประเทศคือ เซอร์ แอนโธนี อีเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่าพระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานการประชุมที่เน้นการสร้างไมตรี ทรงจูงใจผู้เข้าร่วมประชุมได้อย่างแยบคาย ทุกถ้อยคำที่ทรงใช้เต็มไปด้วยความนุ่มนวล แม้แต่นกที่เข้ามาเกาะอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคมยังหยุดร้องเพื่อฟังพระองค์ทรงพูด

พระองค์วรรณ กับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ในการประชุมมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2486

อีกพระราชกิจสำคัญด้านการต่างประเทศของพระองค์วรรณฯ คือการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ. 2498 ซึ่งมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ 29 ประเทศจากทวีปเอเชียและแอฟริกาไปรวมตัวหารือร่วมกัน โดยการประชุมครั้งนั้นถูกเรียกว่าการประชุมของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ที่ประชุมพยายามหาทางออกให้กับโลกที่แบ่งเป็นสองค่าย คือเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ การประชุมครั้งนั้นน่าสนใจมากตรงที่จีนส่งนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ไปเป็นตัวแทน โดยจีนยืนยันว่าประเทศของตนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในเวทีการประชุมนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงรับหน้าที่ Rapporteur หรือผู้จัดทำรายงานการประชุมและยกร่างข้อมติที่ประชุมใหญ่ โดยทรงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติเป็นสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโจวของจีนก็เห็นด้วยและตอบสนองเป็นอย่างดี การประชุมประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทำให้นานาชาติชื่นชมและยกย่องพระองค์วรรณฯ อย่างมากว่าทรงเป็นนักการทูตที่สุดยอด แล้วที่สำคัญในโอกาสนี้ ทรงชี้แจงให้ที่ประชุมรับทราบว่าการที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก SEATO เป็นการกระทำที่ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด อีกทั้งไทยไม่ประสงค์จะเป็นศัตรูกับประเทศใด ๆ แม้จะมีหลักการปกครองแตกต่างกันก็ตาม

พระองค์วรรณ ถนัด คอมันตร์ ประสงค์ พิบูลสงคราม และแช่ม ทิพโกมุท ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ. 2490

การได้ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ในครั้งนั้น นำมาสู่สัมพันธไมตรีที่แนบแน่นระหว่างไทยกับจีน เพราะทำให้จีนลดความหวาดระแวงไทยลง อย่างไรก็ตาม ในปี 2497 ทรงได้เคยพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจวมาแล้วครั้งหนึ่งในการหาทางบรรลุข้อตกลงปัญหาเกาหลี ซึ่งจัดประชุม ณ กรุงเจนีวา โดยในการประชุมนั้นพระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งประธานการประชุมร่วมกันเซอร์ แอนโธนี อีเดน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย นายโมโลตอฟ ซึ่งการประชุมนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีโจวเห็นถึงการทำงานของพระองค์วรรณฯ และประทับใจ จึงทำให้เกิดมิตรภาพลึกซึ้งระหว่างกัน แล้วเมื่อวันที่พระองค์วรรณฯ ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว ก็ทรงได้รับการยืนยันจากฝ่ายจีนว่าไม่เคยฝึกฝนขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในมณฑลยูนนา่นให้เข้ามาก่อกวนหรือแทรกซึมประเทศไทย การที่ทรงพบปะกับโจว เอิน ไหล แล้วทรงมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในยุคที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วดำเนินไปอย่างฉันมิตร จนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างเป็นทางการในปี 2518 ในยุคนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุคใหม่ดำเนินมาครบ 50 ปีเต็มในปี 2568 

การประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกล่าวย้ำถึงพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักการทูต นักการต่างประเทศคือ ทรงมีบทบาทสำคัญบทเวทีสหประชาชาติ กล่าวได้ว่าทรงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเป็นชาติต้น ๆ ในเอเชีย โดยสหประชาชาติก่อตั้งเมื่อ 24 ตุลาคม 2488 ครั้นในปีต่อมาคือ 2489 ไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิกแล้ว พระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ แล้วทรงได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการที่ 4 ภาวะทรัสตี และตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ 5 ด้านเศรษฐกิจและการคลัง รวมถึงประธานคณะกรรมการที่ 6 ด้านกฎหมาย ทั้งนี้ในสมัยประชุมครั้งที่ 10 ของสหประชาชาติ ทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการ การเมืองพิเศษ ต่อมาในปี 2499-2500 ที่ประชุมสหประชาชาติลงมติเป็นเอกฉันท์ให้พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานสมัชชา ครั้งที่ 11 โดยมีหน้าที่หลักคือสร้างสันติภาพให้มนุษยโลก

แต่มีข้อน่าสนใจคือ ในขณะทรงรับหน้าที่นี้ ได้เกิดเหตุขัดแย้งสำคัญในเวทีการเมืองโลกคือ สหภาพโซเวียตฯ ยกกองทัพบุกฮังการี และเหตุการอังกฤษกับฝรั่งเศสยึดครองคลองสุเอซ ในขณะที่อิสราเอลยกกำลังเข้าไปในอียิปต์ ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงหาทางออกให้กับปัญหาใหญ่ทั้งสามประเด็นด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ โดยเน้นความถูกต้อง ความเป็นธรรม จนในที่สุดปัญหาได้คลี่คลายและยุติลง จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักการทูต นักการต่างประเทศที่ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ทรงเป็นสุภาพบุรุษคนแรกจากเอเชียที่รับตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นนักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์บนเวทีการทูตนานาชาติ 

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร และ
ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ

สัปดาห์หน้ามารับทราบพระราชกิจของพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ และนักการศึกษา 

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ท่านผู้หญิงวิวรรณวรวรรณเศรษฐบุตรพระองค์วรรณฯ

เรื่องนี้มีประวัติ : วังภาษีเจริญ วังของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนว่าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา หรือสมเด็จอินทรฯ คือผู้ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเพียงพระองค์เดียวในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงมีพระนามเดิมว่าประไพ สุจริตกุล ประสูติเมื่อ 10 มิถุนายน 2445 สิ้นพระชนม์ 30 พฤศจิกายน 2518 ทรงเป็นธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) 

สมเด็จอินทรฯ ทรงเข้ารับราชการฝ่ายใน ในรัชสมัยของรัชกาลที่ โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระอินทราณี ครั้งมีทรงพระครรภ์ ก็ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ตำแหน่งพระมเหสี ซึ่งต่อมาทรงมีพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี แต่ในภายหลังทรงมีพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตแล้ว พระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงย้ายไปประทับ ณ พระตำหนักสวนนกไม้ พระราชวังดุสิต ครั้นต่อมาทรงย้ายไปประทับ ณ วังภาษีเจริญ หรือวังประตูน้ำภาษีเจริญ ซึ่งเป็นพระนิวาสน์เดิมของพระองค์ โดยบริเวณที่ทรงให้สร้างวังคือพื้นที่บ้านเดิมของพระบิดาของพระองค์ แล้วเสด็จประทับ ณ วังภาษีเจริญจนถึงพระวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ โดยเมื่อทรงพระประชวรก็ทรงเข้ารับการถวายการรักษา ณ โรงพยาบาลศิริราช สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2518 สิริพระชันษา 73 ปี

พระราชประวัติเพิ่มเติมของพระองค์ พระอัยกา (ปู่) ของพระองค์คือพระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล) พระอนุชาในสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชชนนีของสมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสามพระองค์ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ฝ่ายพระชนนีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 

อีกทั้งยังทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ฝ่ายพระชนกในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ รวมถึงทรงเป็นพระปัยยิกา (ทวด) ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จอินทรฯ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงมีพระวรกายบอบบาง มีพระอุปนิสัยร่าเริง ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนราชินี จนทรงจบชั้นมัธยมบริบูรณ์ ทรงโปรดการกีฬา แต่ทรงสอบได้คะแนนดีในด้านวิชาการ ทรงพระปรีชาด้านการขับร้อง ทรงเป็นต้นเสียงร่วมกับพระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ผู้เป็นพี่สาว และทรงแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนนางลอย และยังทรงรับบท อินทิรา ดุลยวัจน์ นางเอกในพระราชนิพนธ์ละครพูดในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง เสือเฒ่า 

เมื่อกล่าวถึงวังภาษีเจริญ ก็ต้องบอกว่าในปัจจุบันไม่มีวังนี้ปรากฏอีกต่อไปแล้ว เพราะถูกรื้อลงจนหมดสิ้น หลังจากสมเด็จอินทรฯ สิ้นพระชนม์ โดยปัจจุบันพื้นที่ของวังภาษีเจริญได้แปรสภาพเป็นอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของผู้คนทั่วไปในบริเวณประตูน้ำภาษีเจริญ ใกล้กับวัดนวลนรดิศ ซึ่งน่าเสียดายมากที่ไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ แต่มีหลักฐานระบุว่าวังนี้สร้างในช่วงปี 2475 โดยเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี วังเดิมสร้างด้วยไม้สัก ผู้คนในยุคนั้นซึ่งคุ้นเคยกับวังแห่งนี้บอกเล่าว่า สมัยเมื่อสมเด็จอินทรฯ ยังประทับอยู่ จะมีห่านฝูงใหญ่ ดังนั้นเมื่อเวลาผู้คนเข้าออกจากวัง ก็จะได้ยินเสียงห่านดังระงม

วังภาษีเจริญมีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างเรือนไทยประยุกต์กับสถาปัตยกรรมยุโรปยุคโคโลเนียล ซึ่งเป็นแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5-6 โดยวังแห่งนี้มีจุดเด่นที่หอคอยทรงแปดเหลี่ยม ตั้งตระหง่านกลางตัววัง ส่วนตัววังเป็นโครงสร้างไม้ มีบานหน้าต่างจำนวนมากทั้งบานทึบและบานเกล็ด ซึ่งช่วยในการระบายอากาศและทำให้ลมพัดผ่านได้อย่างดี และทำให้แสงธรรมชาติเข้าถึงตัววังได้สะดวก ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องเรียบทรงแปดเหลี่ยม วังนี้เน้นการสร้างบรรยากาศแบบเรือนสำหรับพักผ่อนของเจ้านายฝ่ายใน นอกจากนี้ยังมีเรือนไม้ชั้นล่างที่มีระเบียงรอบ โดยมีบานหน้าต่างแบบบานเกล็ดทำด้วยไม้รอบอาคาร ส่วนตัวเรือนยกใต้ถุนสูง โดยมีเสาปูนทรงกลมรองรับ ทำให้ได้รับลมจากคลองภาษีเจริญได้ตลอดเวลา ตามแบบฉบับของเรือนริมน้ำ และต่อมาได้ต่อเติมวังด้วยปีกอาคารที่ทำด้วยซีเมนต์ เรียกอาคารปูนสามชั้น สร้างเมื่อสมเด็จอินทรฯ เสด็จมาประทับ จุดเด่นคือทำหน้าต่างทรงสูงแบบตะวันตก และมีกันสาดไม้อยู่เหนือหน้าต่าง หลังคาแบบปั้นหยา มี ที่หน้าจั่วแบบโคโลเนียล เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบไทยกับตะวันตกได้อย่างลงตัว ส่วนจุดเด่นอีกอย่างของวังนี้คืองานเหล็กฉลุ และบัวปูนปั้นที่แสนประณีต ที่แสดงถึงความอ่อนช้อยละเอียดอ่อนแต่หรูหรา โดยเฉพาะช่องลมเหนือหน้าต่างที่ทำเป็นลวดลายเลขาคณิต ซึ่งเป็นงานช่างที่ได้รับอิทธิพลสไตล์วิกตอเรียนโคโลเนียล ที่ปัจจุบันหาชมได้ยากมาก 

แผนผังของวังเป็นรูปตัวแอล โดยด้านหน้าเป็นเรือนไม้ และหอแปดเหลี่ยม ด้านหลังเป็นอาคารสามชั้นทำด้วยซิเมนต์ รอบวังเป็นสวน มีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นตามแบบฉบับเรือนริมคลอง แต่ชะตากรรมของวังแห่งนี้ก็ประสบกับวันเวลาสุดท้าย เมื่อสมเด็จอินทรฯ สิ้นพระชนม์ วังถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน จนทรุดโทรมมาก แล้วต่อมาพิ้นที่ของวังแห่งนี้ก็ได้แปรสภาพเป็นบ้านเรือนและทาวน์เฮาส์ริมคลอง แต่ชาวบ้านยังคงเรียกขานบริเวณนี้ว่าวังภาษีเจริญ หรือวังประตู้น้ำภาษีเจริญ 

(ขอบคุณภาพประกอบคอลัมน์จากเว็บไซต์ และเฟซบุ๊คต่าง ๆ อาทิ เรื่องเล่าสยามแต่ปางก่อน และเว็บไซต์ตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ)  

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

วังภาษีเจริญเรื่องนี้มีประวัติ

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านหม้อ วังเดิมที่ยังหอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายของยุคต้นรัตนโกสินทร์

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระนามเดิมคือพระองค์เจ้ากุญชร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา เมื่อวันพุธ เดือน 6 ขึ้น 4 ค่ำ มีมะเมีย สมฤทธิศก จุลศักราช 1160 ตรงกับวันที่ 18 เมษายน 2341 สิ้นพระชนม์ 16 เมษายน 2406 ทรงเป็นต้นราชสกุล “กุญชร”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นกรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์ ทรงให้ดูแลกรมม้า

ในกาลต่อมา รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ นเรศรราชริววงศ์ อิศวรพงศพิพัฒนศักดิ อุดมอรรควรยศ วงศประนตนาถนเรนทร์ พาหเนนทรบพิตร ทรงให้ดูแลกรมคชบาล เพิ่มอีกกรมหนึ่ง

พระองค์กุญชรสิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 13 ค่ำ ปีกุน เบญจศก จุลศักราช 1225 ตรงกับวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2406 สิริพระชันษา 65 ปี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากราชกาลที่ 4 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

พระองค์ทรงมีวัง ชื่อวังบ้านหม้อ ตั้งอยู่บนนถนนอัษฎางค์ ซึ่งหากเราเดิมลัดเลาะแล้วเลียบไปตามคลองหลอด โดยเริ่มจากบริเวณที่ใกล้กับโรงแรมรัตนโกสินทร์ แล้วเดินไปยังกระทรวงมหาดไทย จนถึงเขตรั้ววัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เราก็จะได้พบกำแพงโบราณที่เป็นอาณาเขตของวัง โดยภายในกำแพงจะมีเรือนไม้หลังใหญ่ และยังมีอาคารทั้งเก่าและใหม่อยู่ภายใน ซึ่งในบริเวณนี้คืออาณาเขตของวังบ้านหม้อ วังที่มีอายุมากกว่า 200 ปี นับเป็นวังกลุ่มแรก ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะสร้างในครั้งรัชสมัย รัชกาลที่ 2 ในบริเวณดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่าบริเวณท้ายวัดโพธิ์ ซึ่งในครั้งนั้นอยู่ใกล้กับหับเผย หรือเขตที่ถูกใช้เป็นที่คุมขังในบริเวณท้ายวังหลวง ดังนั้นบางคนจึงเรียกวังที่รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานพระโอรสทั้ง 3 พระองค์ ซึ่งในจำนวนนั้นคือพระองค์เจ้ากุญชรรวมอยู่ด้วยว่า กลุ่มวังท้ายหับเผย

ตามประวัติกล่าวว่า พระโอรสทั้ง 3 ที่ทรงได้รับพระราชทานวังคือ วังแรกเป็นของพระองค์เจ้าพนมวัน หรือกรมพระพิพิธฌโภคภูเบนทร์ ในเจ้าจอมมารดาศิลา ต้นราชสกุลพนมวัน วังต่อมาเป็นของพระองค์เจ้าทินกร หรือกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ในเจ้าจอมมารดาศิลา ต้นราชสกุลทินกร และพระองค์ที่ 3 คือเจ้าของวังบ้านหม้อ คือพระองค์เจ้ากุญชร โดยชื่อวังบ้านหม้อมาเกิดขึ้นในสมัยหลัง เพราะอยู่ใกล้กับบริเวณเขตบ้านหม้อ ปัจจุบันวังบ้านหม้อได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็นวังสุดท้ายที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ที่พระราชทานแด่พระโอรส ส่วนวังของพระองค์เจ้าพนมวัน และพระองค์เจ้าทินกร ถูกเพลิงไหม้จนหมดสิ้นไปแล้ว

วังบ้านหม้อยังคงเป็นวังที่มีชีวิตดังเดิม เพราะเหล่าทายาทราชสกุลกุญชรยังคงเข้าไปดูแลและบำรุงรักษาโบราณสถานแห่งนี้เป็นอย่างดีตลอดเวลา และในทุกครั้งเมื่อถึงวันสงกรานต์ วังแห่งนี้ก็จะเป็นศูนย์รวมของทายาทรุ่นต่าง ๆ ของราชสกุลกุญชร

วังบ้านหม้อในวันนี้ยังคงได้รับการยกย่องว่ารักษารูปแบบดั่งเดิมของวังโบราณไว้ได้ครบครัน คือยังมีท้องพระโรงที่ทำด้วยไม้สักที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาก แล้วก็ยังมีศาลา และเก๋งโบราณดำรงคงอยู่ ส่วนบริเวณรอบ ๆ ท้องพระโรงคือบ้านเรือนที่พักอาศัยของเหล่าบรรดาทายาทและลูกหลาน ทั้งนี้ ท้องพระโรงได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นพื้นที่สำคัญของราชสกุลกุญชร เพราะถือเป็นศูนย์กลางของวังบ้านหม้อ โดยในแต่ละปีจะใช้ท้องพระโรงสำหรับพิธีสำคัญคือการทำบุญอุทิศถวายองค์ต้นราชสกุล และใช้เป็นสถานที่จัดงานรดน้ำดำหัววันสงกรานต์ หรือใช้สำหรับงานสำคัญของบุคคลในราชสกุลกุญชรเท่านั้น

ท้องพระโรงยังเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงคฤทธิ์ พระนามเดิมคือ หม่อมเจ้า สิงหนาท และอัฐิของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ หรือ หม่อมราชวงศ์ หลาน กุญชร

ทายาทของราชสกุลกุญชรบอกเล่ากันต่อ ๆ มาว่า ประเพณีการทำบุญวันสงกรานต์ และการรดน้ำดำหัวของคนในราชสกุลนี้ ดำเนินสืบต่อมาจากขนบประเพณีของครอบครัวกว่า 200 ปีแล้ว เพราะเมื่อครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ทรงมีพระชนม์ จะทรงเข้าไปบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระราชบิดา และพระมารดาเป็นประจำทุกปี ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นขนบของพวกเรา ที่เป็นลูกหลานเหลนของพระองค์ท่าน เรามารวมตัวกันเพื่อทำบุญอุทิศถวายให้บรรพบุรุษของเรา และใช้โอกาสวันสงกรานต์รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และญาติ ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจัดงานในวันที่ 16 เมษายนทุกปี เพราะในวันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นพระชนม์ของต้นราชสกุลกุญชรด้วย

ปัจจุบันพวกเราเป็นทายาทรุ่นที่ 6-7 ของพระองค์ท่าน ซึ่งพวกเราไม่เคยลืมเลือนพระคุณของท่านแม้แต่น้อย ซึ่งพวกเราถือว่าการทำบุญอุทิศถวายนี้เป็นกิจสำคัญของเรา และในโอกาสเดียวกันนี้ พวกเราก็ถือว่าพิธีรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ในตระกูลของเราก็คือการพบปะสังสรรค์ของหมู่ญาติ ได้พบหน้ากัน ได้คุยกัน ได้ถามถึงสารทุกข์สุขดิบของกันและกัน และได้รวมตัวกันทำกิจกรรม เช่น ลูกหลานคนใดที่มีความสามารถด้านเล่นดนตรีไทย ก็จะรวมตัวกันเล่นดนตรีไทยถวายพระในขณะที่พระท่านกำลังฉันภัตตาหาร และบ้านของเรามีข้าวแช่ตำรับเฉพาะของวังบ้านหม้อ ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นเก่าก่อนจวบจนปัจจุบัน ดังนั้น ในการทำบุญของวังบ้านหม้อจึงต้องมีข้าวแช่ของวังถวายพระทุกครั้ง

ข้าวแช่ตำรับวังบ้านหม้อ  มีเครื่องเคียงที่สำคัญที่ตำรับอื่นไม่มี คือ ปลารำวงทอดฉาบน้ำตาล และถั่วทองทอด แต่เครื่องเคียงอื่น ๆ เช่น หอมแดงยัดไส้ปลาแห้ง พริกหยวกสอดไส้ห่อด้วยแพตาข่ายไข่ ผักเคียง ลูกกะปิทอด ไช้โป๊วผัดไข่ มีในตำรับข้าวแช่ทุกที่

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

วังบ้านหม้อ

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ต้นราชสกลุ “ฉัตรไชย” พระราชโอรสลำดับที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาวาด

ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2425 สิ้นพระชนม์วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2479 ณ เกาะสิงคโปร์ สิริพระชันษา 55 ปี จากนั้นจึงเชิญพระศพกลับสู่สยาม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร แล้วมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2480   

เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธิน เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2459 แล้วต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นกัน ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระราชอิสริยยศขึ้นเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน

ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ประชาธิบดีเจษฎภาดา ปิยมหาราชวงศ์วิศิษฏ์ อเนกยนตรวิจิตรกฤตยโกศล วิมลรัตนมหาโยธาธิบดี ราชธุรันธรีมโหฬาร พาณิชยการคมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททวเมตตาชวาศรัย ฉัตรชัยดิลกบพิตร  

กรมพระกำแพงเพชรอัครราชโยธิน เคยทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้ องคมนตรี แม่ทัพภาค 1 พระองค์แรก ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังทรงเป็นริเริ่มการค้นหาแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมในเขตประเทศสยาม และทรงริเริ่มกิจการโทรคมนาคม ทรงตั้งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และทรงวางรากฐานการวิทยุโทรทัศน์ และการภาพยนตร์ ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งทหารช่าง และพระบิดาแห่งการรถไฟไทย

พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ “วังบ้านดอกไม้” ซึ่งอันที่จริงคำว่าบ้านดอกไม้ มาจากคำเต็มว่าบ้านดอกไม้ไฟ แต่กร่อนคำว่าไฟออกไป จึงเหลือเพียงวังบ้านดอกไม้เท่านั้น เพราะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตดอกไม้ไฟในกรุงเทพฯ ในย่านภูเขาทอง บ้านบาตร บริเวณถนนบริพัตรและถนนหลวง แต่ปัจจุบันวังแห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการ คือสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ก่อนจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม วังนี้เคยเป็นของกรมป่าไม้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวังบ้านดอกไม้ ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน มีพื้นที่โดยประมาณคือ 3 ไร่เศษ (3.65 ไร่) ตัววังสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับวิคตอเรีย เป็นอาคารสองชั้น มีจุดเด่นคือประดับด้วยลวดลายปูนปั้นแบบยุโรป ผสมกับลายฉลุที่ช่องลมเหนือหน้าต่างที่ทำเป็นซุ้มโค้ง อันที่จริงตัววังเป็นอาคารสองชั้น แต่มีบางส่วนของวังมีความสูงสามชั้น โดยมีดาดฟ้าอยู่ด้วย

ที่ตั้งของวังบ้านดอกไม้มาจากชื่อของชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพระนคร ตั้งอยู่ใกล้แนวกำแพงเมืองกรุงเทพฯ อยู่ไม่ไกลจากชุมชนบ้านบาตร ส่วนการเดินทางไปวังบ้านดอกไม้ในยุคนี้ก็ไม่ยาก เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามยอด

คนยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวังบ้านดอกไม้ บางคนเข้าใจว่าคำว่าวังบ้านดอกไม้ มาจากวังที่มีดอกไม้สวยงามปลูกอยู่ในวัง แต่อันที่จริงวังบ้านดอกไม้มาจากคำเต็มว่าวังบ้านดอกไม้ไฟ เพราะอยู่ในชุมชนที่ผลิต และนำเข้าดอกไม้ไฟ ด้วยความที่ดอกไม้ไฟเป็นของอันตราย หากจัดเก็บรักษาไม่ถูกวิธี ดังนั้นร้านค้าและแหล่งผลิตดอกไม้ไฟจึงถูกย้ายออกไปจากเขตชั้นในของกรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยของผู้คน เมื่อร้านขายดอกไม้ไฟหมดไปจากบริเวณนี้ คำว่าวังบ้านดอกไม้จึงถูกเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ที่สวยสดงดงามที่ปลูกไว้ประดับบ้านเรือน

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงย้ายประทับที่เกาะสิงคโปร์ จนสิ้นพระชนม์ วังบ้านดอกไม้ถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง จนในที่สุดพระทายาทของพระกำแพงเพชรอัครโยธินจึงตัดสินใจขายสมบัติชิ้นนี้ให้หน่วยราชการของไทย

เป็นที่น่าเสียดายมากที่การเข้าชมความงดงามของวังบ้านดอกไม้ ทำได้ค่อนข้างยากมาก แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมอย่างหนัก เพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ที่ใช้วังเป็นที่ทำการ

แม้ว่าวังบ้านดอกไม้จะทรุดโทรมอย่างน่าเสียดาย แต่ทว่าความงดงามยังปรากฏอยู่อย่างชัดเจน งานสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่โดดเด่นด้วยลายฉลุเหนือกรอบหน้าต่าง ผสมงานปูนปั้นที่สุดวิจิตร แม้ว่าจะผันผ่านกาลเวลามาเนินนาน แต่วังบ้านดอกไม้ยังอุดมได้ด้วยความทรงจำที่ด้านบวกและลบในมโนสำนึกของท่านผู้ทรงเป็นเจ้าของวัง และบรรดาทายาทของพระองค์

แล้ววันหนึ่งในอนาคต วังแห่งนี้น่าจะกลับมางดงาม อลังการดังเดิมเหมือนเคยเป็นมาในอดีต หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

งานศิลป์ชนิดหนึ่งในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะในโบสถ์ วิหาร และอาสนวิหาร ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วกันว่างดงามสุดวิจิตรคือกระจกสี (stained glass) งานศิลปกรรมที่งดงามแต่บางครั้งก็ยากต่อการเข้าใจของคนทั่วไป เพราะว่าได้แฝงเร้นสัญลักษณ์ทางประติมานวิทยา (iconography) ในหลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นภาพพระคริสต์ แม่พระ นักบุญ และลายพรรณพฤกษา และรูปทรงเลขาคณิตปรากฏอยู่บนกระจกสีบานไม่ใหญ่มากนัก โดยอาจไม่เข้าใจว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏเป็นภาพคืออะไร แต่หากต้องการเข้าใจเรื่องราวโดยละเอียดต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในประวัติของพระคริสต์ให้ลึกซึ้ง โดยการศึกษาพระคัมภีร์ของคาทอลิก ทั้งจากพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่

อย่างไรก็ตาม บทความในวันนี้ต้องการเน้นเฉพาะเรื่องราวความงดงามของงานศิลป์บนกระจกสีในโบสถ์คริสตในประเทศไทยเป็นสำคัญ ด้วยความที่คนทั่วไปมักจะสะดุดตาเมื่อได้เห็นสีสันสดใสจนอาจเรียกได้ว่าฉูดฉาดของกระจกสีตามช่องหน้าต่างและหน้าบันของโบสถ์ แล้วจะยิ่งพบว่ามีความงดงามมากจนเกินพรรณาเมื่อมีแสงแดดส่องเข้ามาต้องกระจกสี โดยความวิจิตรทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเกิดมาจากความศรัทธาและความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า

ตามประวัติระบุว่ากระจกสีมีมาแล้วประมาณสามพันปี โดยย้อนไปในยุคโรมัน ที่ตกแต่งพื้นและผนังอาคารด้วยกระเบื้องโมเสกเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งจะพบหลักฐานในบ้านเรือนของชนชั้นสูงเท่านั้น แต่หากจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ ก็จะพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคกลางช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4-10 จะมีการประดับผนังโบสถ์ด้วยกระจกสีชิ้นเล็ก ๆ เสมือนโมเสก โดยทำเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์ เช่นที่พบในมหาวิหารแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น

ต่อมาในสมัยยุคกลาง คือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 ศิลปะแบบกอธิค (Gothic) เฟื่องฟู ในยุคนี้มีเทคนิคใหม่ในการก่อสร้าง สามารถเจาะผนังอาคารทำหน้าต่างได้มากกว่าเดิม โบสถ์ในยุคนี้จึงมีหน้าต่างมากขึ้น เมื่อมีหน้าต่างมากขึ้นก็ทำให้สามารถประดับกระจกสีที่หน้าต่างได้มากกว่าเดิม จึงเกิดการแข่งขันการประดับกระจกสีกันอย่างแพร่หลาย เช่น โบสถ์แซงต์ ชาเปล (Sainte Chapelle) ในฝรั่งเศส เมื่อเทคนิคการก่อสร้างพัฒนามากขึ้น ทำให้สามารถเจาะหน้าต่างในโบสถ์และมหาวิหารขนาดใหญ่ได้ จึงนำเรื่องราวของพระคริสต์ศาสนา และพระคัมภีร์ไปร้อยเรียงเป็นเรื่องราวบนกระจกสีได้มากขึ้น ช่วยให้คนที่ไม่สามารถอ่านหนังสือออกหรือมีการศึกษาน้อยสามารถเข้าใจพระประวัติของพระคริสต์ได้ดีมากขึ้น ดังนั้นภาพบนกระจกสีจึงถูกขนานนามว่าพระคัมภีร์ของคนยากจน

ภาพประวัติของพระคริสต์ที่มักปรากฏบนกระจกสี มักมีดังต่อไปนี้ การแจ้งข่าวพระประสูติกาลแห่งพระเยซู พระคริสต์สมภพ การถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหาร การนมัสการของบรรดาโหราจารย์ การเดินทางไปอียิปต์ แม่พระและนักบุญโยเซฟพบพระเยซูในพระวิหาร พระเยซูทรงรับพิธีล้าง พระเยซูทรงเลือกอัครสาวก พระเยซูเสด็จไปเทศนา พระเยซูเข้ากรุงเยรูซาเล็ม อาหารค่ำมื้อสุดท้าย การตัดสินประหารพระเยซู การตรึงไม้กางเขน การฝังพระศพ การกลับคืนพระชนม์ชีพ การเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เป็นต้น

ต่อไปจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ในประเทศไทย ดังมีข้อความระบุชัดในประวัติศาสตร์ว่าศาสนาคริสต์เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระมหาจักรพรรดิ โดยยุคแรก ๆ นั้นนำมาโดยบาทหลวงโดมินิกัน แล้วต่อมาก็มีบาทหลวงอีกหลายคณะเข้ามา เช่น ฟรังซิสกัน และเยซูอิต ดังนั้นจึงพบโบสถ์คริสต์หลายแห่งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่ต้องกล่าวถึงอย่างมากคือในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยชาวตะวันตกบางรายได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นข้าราชสำนักชั้นสูงด้วย ในช่วงเวลานั้นจึงเป็นยุคที่ศาสนาคริสต์เฟื่องฟูมากในราชอาณาจักรอยุธยา โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญคือโบสถ์นอตเตรอดามแห่งลอแรตต์ ในบ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ ณ เมืองลพบุรี พบว่าที่ผนังด้านหน้าทางเข้ามีการเจาะผนังเป็นวงกลมเหนือประตู สันนิษฐานว่าช่องหน้าต่างวงกลมนี้น่าจะประดับด้วยกระจกสี ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยมของยุคนั้น

ครั้นเมื่อสิ้นยุคพระนารายณ์มหาราช แล้วยิ่งเมื่อถึงคราที่กรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 ศาสนาคริสต์ในกรุงศรีอยุธยาก็ซบเซา ชาวคริสต์จำนวนหนึ่งอพยพไปอยู่ในเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นก็สร้างโบสถ์ด้วยไม้ ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นชาวคริสต์สร้างโบสถ์โดยเรียกว่าแบบวิลันดา ดังมีตัวอย่างให้เห็นได้ที่โบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์ซางตาครู้ส และโบสถ์วัดคอนเซ็ปชัญ โบสถ์วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ สามเสน รวมถึงโบสถ์คริสต์จันทบุรี ต่อมาคืออาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล โดยพบว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวคริสต์ในกรุงเทพเริ่มสร้างโบสถ์มากขึ้นโดยมีรูปแบบตามศิลปะตะวันตก แทนโบสถ์แบบวิลันดาเมื่อครั้งแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคนี้ประดับช่องหน้าต่างด้วยกระจกสีที่นำเข้าจากประเทศตะวันตก ครั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวคริสต์มากขึ้นในกรุงเทพ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง จึงมีการก่อสร้างโบสถ์คริสต์มากขึ้น และในยุคนี้มีการจ้างสถาปนิกตะวันตกเข้ามาออกแบบ เช่น โยอากิม กรัซซี (Joachim Grassi) ผู้ออกแบบวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา วัดนักบุญเปโตร (หลังเดิม) ที่สามพราน นครปฐม และโบสถ์วัดกาลหว่าร์ กรุงเทพ เป็นต้น

และภาพที่นำมาเสนอในคอลัมน์วันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานศิลป์กระจกสีในโบสถ์คริสต์ และอาสนวิหารในเมืองไทย 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือคริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย เขียนโดยปติสร เพ็ญสุต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

พระราชอาณาจักรไทย นับเนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กับประเทศอังกฤษ มีสายสัมพันธ์กันมายาวนานประมาณ 400 ปี นับจากรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม โดยในยุคแรกนั้น อังกฤษส่งเรือสินค้าเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา

ครั้นต่อมาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสหราชอาณาจักร เกรทบริเตนได้ส่งทูตการค้า คือกัปตันเฮนรี เบอร์นี เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และทรงมีพระราชสาส์นติดต่อระหว่างทั้งสองพระราชอาณาจักร

ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร ทรงร่วมพระราชพิธีพัชราภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แล้วเมื่อครั้งที่ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จขึ่นเสวยราชย์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จไปถวายพระพรสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ณ พระราชวังวินด์เซอร์ 

ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2503 แล้วต่อมาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการสองครั้ง คือในปี พ.ศ. 2515 และ 2539 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2566 

และเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.05 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เพื่อทรงพบเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสที่เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จพระราชดำเนินยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานทุน และรางวัลเพื่อสตรีไทย ในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคม และเสด็จฯ ไปประทับพระราชอิริยาบถ ณ ห้อง 112 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

เมื่อเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ บริเวณหน้าอาคารชีววิทยา 1 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 10.40 น.  ศ. (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กราบบังคมทูลถวายการต้อนรับ แล้ว ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย พร้อมทั้ง ดร. กฤษดา กฤตยา กีรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออร์เบิน โมบิลิตี เทค จำกัด ผู้ถวายบริการรถสามล้อไฟฟ้า กราบบังคมทูลรายงาน จากนั้น เจ้าหญิงแอนน์ ประทับรถสามล้อไฟฟ้า ทอดพระเนตรบริเวณโดยรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวลา 11.10 น. เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จฯ ยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดย ศ. ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี พร้อมด้วยผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เฝ้าฯ รับเสด็จ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จากนั้นเสด็จยังห้อง 114 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นการส่วนพระองค์    

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานสิ่งของที่ระลึกแด่เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เวลา 11.20 น. เจ้าหญิงแอนน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของนักวิจัย และนักนวัตกรหญิงไทย ณ ห้อง 103/2 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ 

นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของนักวิจัยและนักนวัตกรหญิงไทย ผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักร โดยนำเสนอผลงานที่สามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร การศึกษา สุขภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ 

ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักนวัตกรหญิงที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักรเข้าเฝ้าฯ ประกอบด้วย ดร. ปองกานต์ จักรธรานนท์ จาก      ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้สร้างนวัตกรรมด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) นำเสนอเครื่องต้นแบบปฏิกรณ์ไฟฟ้าเคมี เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนที่เก็บไว้ให้เป็นพลังงานหมุนเวียน ศ. ดร. อลิสา วังใน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ไบโอม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท Spin Off ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถวายรายงานการพัฒนาเอนไซม์ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถนำมาใช้ปรับปรุงและฟื้นฟูคุณภาพดิน และกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรม รศ. ดร. ปัณรสี ฤทธิประวัติ ผู้ก่อตั้ง โฟลไอโน (Floaino) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อสอนปัญญาประดิษฐ์แก่นักเรียนและครู ถวายการสาธิตกิจกรรมแบบโต้ตอบที่ใช้ภายในแพลตฟอร์มดังกล่าว ผศ. ดร. สมฤดี ดีไพศาล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้พัฒนานวัตกรรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการคัดกรองและวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ถวายรายงสานแพลตฟอร์มโรงพยาบาลเสมือนที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ดร. คนึงนิตย์ วาโย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้สร้างผลงานการศึกษาภูมิทัศน์ทางการเกษตร   เพื่อสนับสนุนชุมชนผึ้งชันโรงซึ่งเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ถวายรายงานข้อมูลจากการทำงานภาคสนามเกี่ยวกับภูมิทัศน์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งจากพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย 

 เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ มีพระดำรัสเปิดงาน จากนั้นพระราชทานทุนเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่สตรีนักวิจัยจำนวน 1 ทุน และพระราชทานรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 2 รางวัล ในการนี้ ผู้ได้รับพระราชทานทุนและผู้ได้รับพระราชทานรางวัลกล่าวสุนทรพจน์ถวาย

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานทุนและรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เสด็จออกจากห้อง 105 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เซอร์ทิโมธี ลอว์เรนซ์ พระสวามี เสด็จเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 เพื่อทรงสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์วินด์เซอร์และพระราชวงศ์จักรี ซึ่งสืบเนื่องมาอย่างยืนยาว นับเป็นการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งที่ 4 ของพระองค์ โดยเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เคยเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี  2515 ปี 2522 และปี 2530

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา หรือพระองค์หญิงสุทธฯ ทรงเป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก
กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ

เหตุที่ศาลาดนตรีนี้มีนามว่า “สุทธสิริโสภา” เพราะว่าเมื่อครั้งที่ ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้เข้าเฝ้าพระองค์หญิงสุทธฯ ครั้งแรก เมื่อณัฐยังเป็นนิสิตปี 2
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2516 โดยการแนะนำของเพื่อนรักของณัฐ คือ ม.ร.ว.นิดา สุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นหลานของพระองค์ท่าน โดยพระองค์หญิงสุทธฯ ทรงให้ณัฐถวายการสอนอีเล็คโทนให้ และทรงให้เรียก ท่านแม่

พระองค์หญิงสุทธฯ พระราชทานความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ณัฐเป็นที่สุด ณัฐบอกว่าพระองค์ท่านทรงเป็นทูตสวรรค์จากพระเจ้าที่เมตตาดูแลให้ตนเองมีชีวิตเหมือนฝัน จนทำให้มีพลังกายและใจดูแลลูกศิษย์ได้เป็นอย่างดี

ณัฐบอกว่าการประกาศให้สาธารณชนรับรู้ว่าความกตัญญูที่ตนถวายท่านแม่คือ การถวายพระเกียรติในพระนามของพระองค์ท่าน ให้เป็นนามของโรงเรียนดนตรีณัฐ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ก่อนแล้ว โดยใช้ชื่อศาลาสุทธสิริโสภา ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีของโรงเรียน เป็นสถานที่ฟูมฟักเยาวชนด้านดนตรี เป็นสถานที่สร้างความสุนทรีย์ทางดนตรีของประเทศไทย เป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นสถานที่บันทึกเสียงชั้นเลิศ

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จทอดพระเนตรการแสดง
การเดี่ยวเปียโน โดย คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ บุตรอายุ 12 ปี ของ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และการขับร้องเพลงโดย ท่านผู้หญิง
พลอยไพลิน เจนเซน รวมถึงการบรรเลงเปียโนโดย ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร ผู้เป็นครูสอนเปียโนของท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เมื่อสมัยวัยเยาว์

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานช่อดอกไม้แด่นักแสดงทั้งสามท่านด้วย

การแสดงจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปร่วมกับพระธิดา ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน
เจนเซน-คุณ เดวิด วีลเลอร์ และพระนัดดา คุณแม็กซิมัส-คุณอเล็กซานดรา-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

บทเพลงที่คุณลีโอนำเสนอคือ Prelude op.12 No.7 ของ Prokofiev, Vibrations in F minor ของ Haycin, Nocturne in Eb Op.9 No.2 ของ Chopin, Un Sospiro ของ Liszt, Romance for 6 hands ของ Rachmaninoff บรรเลงโดยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน คุณลีโอ และครูณัฐ

และท่านผู้หญิงพลอยไพลินขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในบทเพลงชื่อ Somewhere Somehow และ Still on My Mind และบทเพลงคลาสสิก เช่น Myrthen, No.1 op.25, Widmung ของ Schumann, Apres un Reve op.7 No.1 ของ Faure และ Villa-Lied from Operetta Die Lustige Witwe ของ Lehar

คุณลีโอ วีลเลอร์ นับเป็นศิลปินโดยสายเลือดโดยแท้ เพราะคุณแม่ก็เป็นนักดนตรี นักร้อง ส่วนสมเด็จพระอัยกาก็ทรงเป็นองค์เอกอัครศิลปิน ดังนั้น คุณลีโอจึงสืบสายพระโลหิตจากองค์เอกอัครศิลปินโดยแท้

ดร.ศุลีพร จูภาวัง ถวายสูจิบัตร

ดร.ศุลีพร จูภาวัง ถวายสูจิบัตร

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจแก่ ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจแก่ ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้แก่พระนัดดาคนเก่ง คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้แก่พระนัดดาคนเก่ง คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้และสวมกอดท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้และสวมกอดท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงชื่นชม
ความสามารถของพระธิดา พระนัดดา และครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงชื่นชม ความสามารถของพระธิดา พระนัดดา และครูณัฐ ยนตรรักษ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานช่อดอกไม้แก่ คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานช่อดอกไม้แก่ คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน
เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปกับผู้ชมคอนเสิร์ต

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปกับผู้ชมคอนเสิร์ต

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิง
พลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต วชิราภรณ์ อร่ามพิบูลย์
เจ้าของร้านคุกกี้ Gavinson, ภาคิน ดุลยธรรมภักดี และ พิมพ์ณดา อุดมโชคธนบูรณ์ เจ้าของร้านเฮียเหรี่ยง, พารณี ยนตรรักษ์ ผู้แทนบริษัท
MedGlobe , ดร.ศุลีพร จูภาวัง ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร, Kenneth Shih Qin,
CEO of Good Weather Media & Doors to Asia Thailand, Tan Wei Teck, Victor, co-founder Doors to Asia และ รักษา ถาวรทวีวงษ์
กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิง พลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต วชิราภรณ์ อร่ามพิบูลย์ เจ้าของร้านคุกกี้ Gavinson, ภาคิน ดุลยธรรมภักดี และ พิมพ์ณดา อุดมโชคธนบูรณ์ เจ้าของร้านเฮียเหรี่ยง, พารณี ยนตรรักษ์ ผู้แทนบริษัท MedGlobe , ดร.ศุลีพร จูภาวัง ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร, Kenneth Shih Qin, CEO of Good Weather Media & Doors to Asia Thailand, Tan Wei Teck, Victor, co-founder Doors to Asia และ รักษา ถาวรทวีวงษ์ กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์

ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร แสดงเดี่ยวเปียโน

ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร แสดงเดี่ยวเปียโน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง โดยมี ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร บรรเลงเปียโน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง โดยมี ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร บรรเลงเปียโน

คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ วัย 12 ปี แสดงเดี่ยวเปียโน

คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ วัย 12 ปี แสดงเดี่ยวเปียโน

ดร.ศุลีพร จูภาวัง, เพชรพริ้ง สารสิน และ วิภาดา โทณวณิก

ดร.ศุลีพร จูภาวัง, เพชรพริ้ง สารสิน และ วิภาดา โทณวณิก

ทัดดาว ปัญจโสภกุล, อภิญญา ปุณยฤทธิ์, วรนุช เจริญวัฒน์,
การุณี สุหร่าย และ ประภา ปูรณโชติ

ทัดดาว ปัญจโสภกุล, อภิญญา ปุณยฤทธิ์, วรนุช เจริญวัฒน์, การุณี สุหร่าย และ ประภา ปูรณโชติ

กฤต ไกรจิตติ และ คุณหมึกแดง-ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ร่วมให้กำลังใจ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร

กฤต ไกรจิตติ และ คุณหมึกแดง-ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ร่วมให้กำลังใจ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ รศ.จินตนา บุญบงการ และคณะ

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ รศ.จินตนา บุญบงการ และคณะ

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ต้นราชสกุลกิติยากร คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท หรือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระราชโอรสองค์ที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาอ่วม รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังเทเวศร์และที่ดินรวม 18 ไร่ แด่พระราชโอรสพระองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2439 กรมพระจันทบุรีประทับ ณ วังเทเวศร์จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2474

กรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย อาทิ อภิรัฐมนตรี องคมนตรี สมุหมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ นายทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์  

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

รัชกาลที่ 6 พระราชทานแด่พระยาอนิรุทธเทวา

เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปสนทนากับ พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม หลานของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ผู้พันแซมเป็นบุตร พลเอกเฟื่องเฉลย กับหม่อมราชวงศ์วิมลโพยม (ราชสกุลเดิมสวัสดิวัตน์) อนิรุทธเทวา ปัจจุบันผู้พันแซมคือผู้ดูแลพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ ทั้งนี้ผู้พันแซมย้ำหนักแน่นว่าตนเองคือผู้ดูแล โดยไม่เรียกตนเองว่าเจ้าของพระตำหนักใหญ่ แม้ที่ดินและพระตำหนักใหญ่ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินผืนนี้จะได้ถูกขายทอดให้พระยาอนิรุทธเทวาแล้วเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม โดยผู้พันแซมย้ำว่าตนเองมีพันธกิจสำคัญคือดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ให้อยู่ในสภาพดี สมพระเกียรติแห่งราชสกุลกิติยากร

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม

พระตำหนักแห่งนี้นับได้ว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องด้วยพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 รัชกาลเสด็จพระราชดำเนินไป ณ พระตำหนักนี้ คือ รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นี่คือข้อความที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ผู้พันแซมบอกกล่าว

ย้อนความหลังไปเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในครั้งนี้หลังจากกรมพระจันทบุรีนฤนาทสิ้นพระชนม์แล้ว พระทายาทของพระองค์ได้แบ่งที่ดินของวังเทเวศร์เป็น 3 ส่วน แล้วบริหารจัดการใหม่ โดยแบ่งขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ บริเวณตำหนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ยังคงอยู่ในความดูแลของสมาชิกราชสกุลกิติยากร 

ตราประจำตัวเจ้าคุณอนิรุทธเทวา

ส่วนบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมสงเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนที่สามของวังเทเวศร์ คือพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระยาอนิรุทธเทวา โดยปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้พันแซม

หลังจากพระยาอนิรุทธเทวา คุณปู่ของผู้พันแซมถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2494 พระตำหนักแห่งนี้ก็ปิดตัวลง ไม่มีผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัย เพราะมีเสียงเล่าลือสารพัด จนทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปพำนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ผู้พันแซมจึงเข้าไปบูรณะ จนกระทั่งเมื่อพระตำหนักกลับมางดงามดังเดิมแล้ว ก็จึงเปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมและศึกษาประวัติศาสตร์ของพระตำหนัก จนสุดท้ายตัดสินใจเปิดชั้นล่างของพระตำหนักเป็นร้านอาหาร และคาเฟ ชื่อ เดวา มานัวร์ (Deva Manor) โดยใช้ส่วนหนึ่งของนามสกุลคือเทวา ผสมกับคำว่า Manor (Manor แปลว่าคฤหาสน์) ส่วนชั้นบนของพระตำหนักเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์พระตำหนักใหญ่ โดยการจะเข้าชมชั้นบนของพระตำหนักต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า 

ผู้พันแซมเล่าให้ฟังว่าเมื่อแรกของการเข้าไปบูรณะพระตำหนักใหญ่นั้น มีเรื่องที่ชวนให้พิศวงอยู่พอสมควร แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการฟื้นฟูพระตำหนักใหญ่ให้สมพระเกียรติของกระพระจันทบุรีนฤนาท ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี โดยคืนหนึ่งผู้พันแซมอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเหมือนกับได้เข้าเฝ้ากรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์ตรัสกับผู้พันแซมว่า ช่วยทำให้พระตำหนักแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาได้หรือไม่ ผู้พันแซมถวายคำตอบว่า ได้พะยะค่ะ จากนั้นการตั้งใจทำให้พระตำหนักใหญ่กลับมามีชีวิตชีวาก็ดำเนินไปอย่างจริงจัง แม้ในบางครั้งการทำงานจะประสบปัญหามากมายพอสมควร แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างดี ซึ่งผู้พันแซมบอกว่าผ่านพ้นอุปสรรคได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของกรมพระจันทบุรีนฤนาทโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงย้ำตลอดเวลาว่าตนเองเป็นเพียงผู้รักษาพระตำหนักใหญ่ โดยไม่บังอาจกล่าวว่าเป็นเจ้าของ แม้กรรมสิทธิ์ครอบครองจะเป็นของเจ้าคุณปู่ของผู้พันแซมก็ตาม แล้วที่สำคัญคือผู้พันแซมบอกว่าไม่เคยคิดฝันว่าพระตำหนักใหญ่จะได้มาอยู่ในการดูแลของตน เพราะตนเองเป็นทายาทของตระกูลอนิรุทธเทวาลำดับ 7-8 แต่ก็น่าจะเป็นเพราะถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมาเป็นข้าพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้สมาชิกทุกคนของพึ่งบุญและอนิรุทธเทวาล้วนตระหนักในภารกิจนี้เป็นอย่างดี

พระตำหนักใหญ่ เป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน สไตล์โคโลเนียล อาคารทาด้วยสีขาว มีตุ๊กตาแบบยุโรปประดับ และมีเสาโรมันแบบดอริก และไอโอนิคประดับด้วย ชั้นสองของพระตำหนักใหญ่มีระเบียงทำเป็นเฉลี่ยงกว้างอยู่ด้านข้าง มีรั้วลูกกรงทำด้วยซีเมนต์มีกระถางทรงยุโรปประดับ ทั้งนี้ที่ชั้นสองคือห้องพระบรรทมของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ห้องกำปั่น และห้องโถง รวมถึงห้องทรงงาน และห้องทรงพระสำราญ จุดเด่นของพระตำหนักคือช่องลมเหนือหน้าต่างทำเป็นรูปทรงโค้ง ประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายวิจิตร บานหน้าต่างใหญ่ด้านหน้าพระตำหนักเป็นกระจกสี (stained grass) สีสันสดใสนำเข้าจากยุโรป ส่วนกระเบื้องห้องน้ำชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่ยังคงเป็นกระเบื้องเก่าที่นำเข้าจากอิตาลีตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อสร้างพระตำหนัก

ครั้งเมื่อเจ้าคุณอนิรุทธเทวาได้เข้ามาพำนักในพระตำหนักใหญ่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงห้องพระบรรทม เพียงแต่นำเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพระตำหนัก เนื่องจากของใช้ส่วนพระองค์ของกรมพระจันทบุรีนฤนาทได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากพระตำหนักแล้ว โดยเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจะมีตราประจำตัวเป็นรูปเทวดาถือกระโถน ดังนั้น ของใช้ต่าง ๆ ในพระตำหนักใหญ่ที่เป็นของเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจึงมีตราประจำตัวประดับอยู่ทุกชิ้น
หากคุณสนใจเข้าชมพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ สามารถติดต่อขอเข้าชมแบบหมู่คณะ โดยต้องติดต่อล่วงหน้าได้ที่ facebook Deva Manor Cafe 
 

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ตู้ลายทองนับเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะส่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนและอ่านของไทยมายาวนาน เป็นการบ่งบอกถึงอารยธรรมด้านอักษรศาสตร์ของชาติ แล้วยังแสดงถึงศิลปะ วัฒนธรรมของชนชาติไทยอย่างดี

เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศจัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มีกระแสพระราชดำริว่าควรใช้ตู้รดน้ำลายทองเพื่อใส่หนังสือในหอพระสมุด กรรมการหอพระสมุดในยุคนั้นทราบว่าตามวัดต่าง ๆ มีตู้รดน้ำลายทองอยู่ตามวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จึงให้ราชบัญฑิตขอจากพระสงฆ์ผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งพระสงฆ์ต่างก็ยินดีถวายให้เพื่อสนองพระราชประสงค์ ดังนั้น จึงได้ตู้รดน้ำลายทองชนิดต่าง ๆ รวมถึงตู้แบบจีน ตู้ประดับกระจก จำนวนมากไปไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร และนั่นก็หมายถึงการเริ่มต้นประวัติการเก็บสะสมและรักษาหนังสือในราชอาณาจักร

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสวงหาตู่รดน้ำลายทองมาเพิ่มเติม กับรวบรวมศิลาจารึกต่าง ๆ ไปไว้ในหอพระสมุดด้วย ซึ่งถือเป็นการรวบรวมกิจการด้านหนังสือและจารึกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมโดยสมบูรณ์อีกครั้ง ดังนั้น ตู้รดน้ำลายทองจึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงวิวัฒนาการของกิจการหนังสือและอักษรศาสตร์ของชาติไทยอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ที่สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถไปชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โดยมีตู้รดน้ำลายทอง และตู้เก็บหนังสือเก่าแก่ จัดแสดงไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 406 หลัง โดยเป็นศิลปะตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แต่สำหรับภาพที่นำมาประกอบบทความในสัปดาห์นี้ เป็นตู้รดน้ำลายทองในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น 

ตู้รดน้ำลายทองจะแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ แบบเท้าสิงห์กับตู้ขาหมู โดยแบบเท้าสิงห์จะสังเกตได้จากปลายเสาที่ติดกับพื้นจะทำเป็นรูปเท้าสิงห์ แต่ตู้ขาหมูจะเป็นเพียงขาไม้ธรรมดาไม่มีการแกะสลักเป็นเท้าสิงห์ และบางตู้อาจจะมีลิ้นชักอยู่ด้านล้าง ส่วนลวดลายก็จะมักจะทำเป็นลายกนกเปลวชนิดต่าง ๆ เช่น กนกเปลวเครือเถาไขว้ ครุฑคาบ นาคคาบ เถาหัวนาค หัวครุฑ หรือภาพสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ลิง กระรอก กวาง กระต่าง หมูป่า และจะมีลวดลายอีกชนิดคือเขียนเป็นเรื่องชาดก หรือภาพยักษ์ เทวดา เช่น รามสูรขว้างขวาน นางเมขลาล่อแก้ว หรือไม่ก็ภาพเทพนม เทวดา วิทยาธร สัตว์หิมพานต์ อมนุษย์ โดยมีทิวทัศน์เป็นภาพป่า มีโขดหินและศาลาประกอบภาพ หรืออาจทำเป็นภาพพระเวสสันดรในพระอริยาบถต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง เดิน บางครั้งทำเป็นรูปพระเวสสันดรอยู่ที่สระน้ำ แล้วกำลังเรียกพระกัณหา พระชาลี หรือภาพชูชกทูลขอพระกุมารทั้งสองจากพระเวสสันดร หรือภาพพุทธประวัติ เป็นต้น แล้วประดับตกแต่งภาพด้วยลายก้านแย่งใบเทศ และลายกรวยเชิงที่ตอนบนหรือล่างของตู้ แต่หากมีลิ้นชัก ก็มักจะสลักลวดลายแบบนูนต่ำ แล้วประดับกระจกสีเขียวที่พื้นหลัง และอาจมีลายดอกพุดตานเครือเถาเคล้าด้วยภาพกระรอก ใต้กรอบลิ้นชักทำเป็นฐานปัทม์

ปกติตู้รดน้ำลายทองที่เป็นแบบเท้าสิงห์ มักทำเป็นรูปปากสิงห์ที่เชิงตู้ ส่วนขาตู้ทำเป็นรูปเท้าสิงห์ เชิงตู้ทำเป็นลายสิงห์จำหลักแบบนูนต่ำลายดอกพุดตานเครือเถา ประดับกระจกสีแดงที่พื้นหลัง ส่วนตัวลายจะลงทองทึบ มุมขาตู้ตอนบนจำหลักเป็นลายนูนต่ำรูปหน้าสิงห์ลงทองทึบ ขาตู้ทำเป็นร่องริ้วรูปเล็บสิงห์ ประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินที่ร่องริ้วเล็บสิงห์ บางครั้งจะทำเป็นเท้าสิงห์เหยียบบนลูกแก้ว โดยลูกแก้วทำเป็นริ้วคล้ายเม็ดมะยม ตัวลูกแก้วลงรักแดงทึบ

ตามปกติขนาดของตู้รดน้ำลายทองจะอยู่ที่ ด้านหน้าช่วงบนกว้าง 90 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 100.5 เซนติเมตร ด้านข้างช่วงบน 77 เซนติเมตร ด้านล่าง 87.5 เซนติเมตร สูง 195-200 เซนติเมตร บางตู้ทำเสาเม็ดบัว สูงประมาณ 25 เซนติเมตร ประดับไว้

นอกจากนั้นยังมีตู้ขาหมูจำหลักลายแบบจีน โดยทำลวดลายเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น ตอนบนของบานประตูมีลูกฟักจำหลักแบบนูนต่ำ ทำเป็นลวดลายผีเสื้อเคล้าดอกไม้ และใบไม้ร่วง ตัวลายตกแต่งด้วยสีทอง พื้นหลังเป็นสีเขียว ลดหลั่นลงมาเป็นภาพฉลุจำหลักนูนสูงรูปดอกไม้ และมีนกเกาะอยู่ ส่วนขอบทำเป็นลายเมฆ ปิดทองลงรักแดงโดยจำหลักเป็นแบบโปร่ง แล้วมีกระจกเป็นพื้นหลัง ส่วนตอนล่างของบานประตูเป็นภาพลายฮ่อ ลงรักแดง ปิดทอง ทำเป็นรูปฮก ลก ซิ่ว ส่วนที่ลูกฟักจำหลักลายนูนต่ำทำเป็นลวดลายสัตว์ลำตัวยาว มีลายเมฆหรือลายเลเวนอยู่ด้านข้างของลูกฟัก พื้นหลักลูกฟักเป็นสีเขียว มีลวดลายสีทองขับให้เด่นขึ้น

ตู้รดน้ำลายทอง และตู้หนังสือแบบจีนที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็นเครื่องบ่งบอกถึงศิลปะของการทำตู้หนังสือตามแบบฉบับของบรรพบุรุษของเราทุกคนที่ฝากไว้บนแผ่นดินผืนนี้ เป็นการรังสรรค์งานศิลป์ชิ้นเอกโดยช่างไทยแต่โบราณกาล เพื่อให้ศิลปะไทยดำรงคงอยู่คู่กับคนไทยและแผ่นดินไทยนานตราบนาน หวังว่าคนรุ่นหลัง และอนุชนจะประจักษ์ในคุณค่าของงานศิลป์ และเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติไทยประเภทนี้ และน่าจะซาบซึ้งในอัจฉริยภาพของบรรพไทยของเรา

สำหรับผู้สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถเข้าชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ และสามารถอ่านเนื้อหาก่อนเข้าชมของจริงได้จากหนังสือตู้ลายทอง ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร