เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’ 

พระปฐมบรมราชโองการ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2493

สวนจิตรลดาเขต     พระนิเวศน์ ณ ธานี

เนาองค์พระทรงศรี      นคเรศรภูมินทร์

เขตวังมโหฬาร์              ทศนาฉมาจินต์

แลท้องสนามติณ               ฤก็ขึ้นระเบียบเคียง

เป็นที่ ธ ทดลอง             กิจผองก็รายเรียง

นาไร่ผิว์มองเมียง               จะเจอพืชและยุ้งฉาง

โคนมก็มีอยู่                     พิศดู ณ ตามทาง

บ่อปลากะไว้วาง                ก็เพาะพันธุมัจฉา

มากยิ่งละสิ่งหลาก         ละก็ยากจะพรรณา

ตัวอย่างก็ยกมา                 ฤก็เห็นจะเพียงพอ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์นำชมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไว้ใน คำฉันท์ดุษฎีสังเวย และกาพย์ขับไม้กล่อมพระศรีนารัฐราชกิริณี ในพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2520 ตอน ชมเมือง

ในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังพัฒนาในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์มีความสุขเกษม ดังนั้น การที่เราได้เกิดมาภายใต้พระร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระองค์ท่านจึงถือได้ว่าเป็นความโชคดีอย่างที่สุด และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน จึงทำให้ประชาชนชาวไทยมีความสุข ความเจริญมาจนทุกวันนี้ 

พสกนิกรต่างสำนึกเป็นอย่างดีว่าพระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตลอดเวลา ด้วยมีพระราชประสงค์ให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขตามอัตภาพ ดังนั้น พระองค์จึงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นแนวคิดปรัชญาที่จุดประกายนำไปสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์ให้ประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรือง แล้วยังทำให้หลายประเทศบนโลกใบนี้น้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ด้วย

สวนจิตรลดาฯ หรือพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน นับเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในด้านการเกษตร การประมง การพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยทรงใช้หลักการวิทยาศาสตร์ในการศึกษาทดลอง เพื่อแสวงหามิติใหม่แห่งภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองในพื้นที่พระตำหนักจิตรลดาฯ เขตพระราชฐานที่ประทับของพระองค์ ดังนั้น พระราชฐานแห่งนี้จึงได้รับการยอมรับว่า เป็นพระราชวังที่ไม่เหมือนพระราชวังใด ๆ บนโลก เพราะเป็นห้องทดลอง เป็นศูนย์การวิจัยในด้านเกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ป่าไม้ งานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นที่ตั้งโรงสีข้าว โรงนมวัว โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตร ที่นำไปสู่การพัฒนาประยุกต์การผลิตแบบครบวงจรในที่สุด ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เพื่อความอยู่ดี กินดี มีสุข และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยเป็นสำคัญ

 พระราชกรณียกิจสำคัญในช่วงแรกของการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คือการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลความเจริญ โดยพระองค์ท่านทรงงานหนักตลอดเวลาแทบจะทุกวัน ผลจากการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความจริงในเขตต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร ทำให้ทรงรับรู้ความจริงทั้งปวง และยังทรงเห็นว่าพสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่แสนยากลำบาก จึงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงแก้ไขและระงับความทุกข์ให้พสกนิกร โดยอันดับแรกทรงเห็นว่าเกษตรกรคือกลุ่มคนสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ปัญหา เพราะอาชีพเกษตรกรรมคืออาชีพหลักของประเทศในขณะนั้น 

ในปี 2504 จึงมีพระราชดำริให้ทดลองปลูกข้าว และยางนา ภายในเขตพระตำหนักจิตรลดาฯ จึงนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทรงศึกษาปัญหาต่าง ๆ ของเกษตรกรจนถึงรากเหง้าของปัญหา แม้ในช่วงที่ทรงทดลองนั้น เป็นช่วงที่กระแสโลกกำลังเปลี่ยน โดยมีผลถึงไทยด้วยคือไทยได้รับอิทธิพลด้านการเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่ทรงตระหนักว่าไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรม ดังนั้นจึงทรงทำให้สังคมเกษตรกรรมอย่างไทยสามารถปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ให้สอดคล้องกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แต่ก็ต้องไม่สูญเสียอัตลักษณ์สำคัญของไทยที่ดำรงมาตั้งแต่โบราณกาล และต้องไม่สูญเสียภูมิปัญญาดั่งเดิมของบรรพบุรุษไทย 

ดังนั้น โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา จึงนับเป็นสถานที่สำคัญของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัย เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต้นเหตุต่าง ๆ ของการเกษตรของไทย ทำให้เกิดการสร้างฐานความรู้จากการศึกษาวิเคราะห์ ผ่านการทดลอง แล้วแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญา จนนำไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระวิริยะอุสาหะ และการที่ทรงทุ่มเทพระสติปัญญา และอุทิศพระวรกายเพื่อพสกสิกรมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จึงทำให้พระเกียรติคุณก้องขจรไกลในสากล ดังนั้น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเลิศล้ำในการนำชนบทให้วัฒนา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2530

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสดุดีพระเกียรติคุณในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจดีเด่นด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ 4 พฤศจิกายน 2535

องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสาธารณสุขเพื่อมวลชน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2535

สมาคมนานาชาติด้านนิเวศน์วิทยาทางเคมี ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณด้านการสงวนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ วันที่ 26 มกราคม 2536

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญแอกริโคลา วันที่ 6 ธันวาคม 2538

สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 5 มิถุนายน 2539 

องค์การสภาการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 25 มิถุนายน 2540 

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟูด วันที่ 8 ธันวาคม 2542

องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2543

สมาคมสินเชื่อการเกษตรและชนบทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรวงข้าวทองคำ 23 พฤษภาคม 2548 

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ 26 พฤษภาคม 2549

และมูลนิธิ The World Food Prize ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญ Dr. Norman E. Borlaug World Food วันที่ 23 กรกฎาคม 2550     

เราคนไทยทุกคนนับว่าเป็นคนมีบุญอย่างมหัศจรรย์ เพราะว่าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้           

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“คุณชายคึกฤทธิ์เป็นนักการเมืองที่ดีของประเทศไทย ที่ฉันพูดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็นพ่อของฉัน แต่ฉันมีหลักฐานทางสังคมยืนยันว่าท่านทำดีเพื่อบ้านเพื่อเมืองจริง ๆ ทำโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ท่านไม่เคยใช้อำนาจรัฐกอบโกยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเข้าพกเข้าห่อของตนเอง… คนที่ไม่ชอบท่านก็คงไม่เชื่อตามที่ฉันบอก แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าท่านไม่เคยโกงบ้านกินเมือง ไม่เคยใช้อำนาจเพื่อแสวงหาสิ่งไม่ชอบธรรม ไม่เคยใช้อำนาจช่วยเหลือญาติพี่น้องและลูกหลาน แต่ที่สำคัญสูงสุดคือท่านรักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์อย่างที่สุด”  หม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช เล่าให้เฉลิมชัย ยอดมาลัย แห่งแนวหน้ารับฟัง เมื่อวันไปสัมภาษณ์พิเศษที่บ้านซอยสวนพลู

ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า …ฉันทำหนังสือเล่มนี้ (หนังสือ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช 7 รอบ) ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ฉันรู้จัก และรู้จักฉัน รวมถึงคนทั่วไปที่อาจจะสนใจเรื่องของฉันบ้าง ได้รับทราบเรื่องราวในอดีตของประเทศไทย และเรื่องราวบางอย่างของฉัน โดยบางเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของฉัน เพราะกลัวว่าเวลาแก่มากไปกว่านี้แล้วจะเล่าอะไรให้ใครต่อใครฟังไม่รู้เรื่อง แต่ประวัติของฉันมันเขียนยาก ดังที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเคยมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า “ให้นึกว่าประวัตินั้นแต่งยาก ถ้าไม่จืดก็เป็นเทวดา ที่จะทำให้ผู้ตายเป็นมนุษย์และน่าอ่านด้วยนั้นมีน้อยนัก” 

ชีวิตฉันเกี่ยวข้องกับลำปางมากพอประมาณ เพราะเกิดที่ลำปาง ส่วนพ่อฉันก็คุ้นเคยกับเสด็จในกรมพระยาชันนาทนเรนทร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) โดยเสด็จในกรมฯ ท่านทรงให้พ่อช่วยจัดการที่ดินของพระองค์ในจังหวัดลำปาง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะด้วยการสร้างโรงเรียน ซึ่งพ่อเคยบอกว่า ทุกคนทราบดีว่าเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้เสด็จในกรมฯ ต้องทรงถูกจับกุมคุมขังเป็นนักโทษ เขาไปจับเสด็จในกรมฯ ไปจากบ้านที่จังหวัดลำปาง เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2481 โดยกล่าวหาว่าทรงขึ้นไปลำปางเพื่อก่อการทางการเมือง ทั้งที่ทรงขึ้นไปเพื่อทรงยกที่ดินของพระองค์ให้สร้างโรงเรียน ส่วนศาลที่ตั้งขึ้นมาเล่นงานพระองค์คือศาลการเมือง ไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม นี่เห็นแล้วใช่ไหมว่า แม้กระทั่งเจ้านายชั้นสูง ก็ยังถูกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองกล่าวหา และถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ทว่าลดโทษให้ในภายหลัง

ชีวิตวัยเด็กของฉันก็อยู่ในลำปาง พ่อพาครอบครัวไปอยู่ลำปาง จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้ายบ้านหนีสงคราม แล้วสุดท้ายก็กลับเข้ากรุงเทพฯ ช่วงก่อนสงครามสงบ ฉันจำได้ดีว่าบ้านซอยสวนพลูสมัยที่ฉันยังเด็ก มีสวนต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้าน มีบ่อน้ำใหญ่อยู่หลังบ้าน ในบ่อมีห่านสีขาว และพ่อก็มีสุนัขพันธุ์เกรทเดน ชื่อจอย ส่วนบริเวณรอบ ๆ บ้านเป็นสวนผลไม้ และนาข้าว ผิดกับยุคปัจจุบันจนเทียบกันไม่ติดแม้แต่น้อย 

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บางครั้งเราต้องอพยพไปอยู่หัวหิน ความเป็นอยู่ในช่วงสงครามนั้นยากลำบากเหลือเข็ญ ไฟฟ้าไม่มีใช้ น้ำมันก็ไม่มีใช้ ลำบากมาก แต่เราก็ผ่านมันมาได้

พอพูดถึงหัวหินแล้ว ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะรถไฟไทย เพราะอันที่จริงนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงอยากให้สยามมีรถไฟ แต่เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีเงินทองจำกัด แต่ก็ทรงต้องการให้สยามมีรถไฟ แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะไม่สนับสนุนมากนัก แต่ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลจึงต้องทรงยอมกู้เงิน 4 ล้านปอนด์สเตอริงเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างทางรถไฟ โดยมีเงื่อนไขคือต้องยกดินแดนไทรบุรี ตรังกานู ปะลิส และกลันตันให้อังกฤษ แล้วรัฐบาลสยามในยุคนั้นก็ถูกบังคับให้ออกพันธบัตร หรือ Royal Siamese Government เพื่อใช้เป็นทุนก่อสร้างทางรถไฟ

ชีวิตนักเรียนในวัยเด็กของ ม.ล. วิสุมิตรา คือนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอี และวัฒนาวิทยาลัย ฉันเรียนสนุกสนานไปตามวัยเด็ก ต้องถูกส่งตัวจากบ้านซอยสวนพลูไปอยู่แถว ๆ วังวิทยุ ถนนร่วมฤดูในปัจจุบัน เพราะใกล้โรงเรียน ดังนั้นในวัยเด็กฉันก็จึงคุ้นเคยกับวังวิทยุมาก ต่อมาเมื่อเติบโตขึ้นก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ (สำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะสัมผัสได้ถึงความน่าสนใจของการเดินทางด้วยเรือไปยุโรป แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด เพราะเนื้อที่มีจำกัด) เมื่อไปถึงอังกฤษก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำชื่อ Heathfield และที่โรงเรียนแห่งนี้ ม.ล. วิสุมิตราได้มีเพื่อนต่างชาติมากมาย โดยบางพระองค์เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจากออตโตมัน คือ Princess Fazile พระบิดาเป็นเจ้าแห่งอิยิปต์ ส่วนพระมารดาเป็นเจ้าแห่งออตโตมัน ส่วนอีกองค์คือ Mary Bankes ราชนิกูลแห่งราชวงศ์อังกฤษ เป็นต้น แต่ความจริงยังมีอีกมากมายหลายคนที่น่าสนใจ น่าคบหา เพราะมีอัธยาศัยดีเยี่ยม ซึ่งเราก็คบหากันเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ยาวนานจนถึงช่วงเวลาที่บางคนก็ลาลับไป บุคคลเหล่านี้มีประวัติที่น่าสนใจมาก แต่บางองค์ก็ทรงประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส เพราะพิษภัยการเมืองในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะ Princess Fazile ที่ทรงสูญเสียอย่างมหันต์ 

จากโรงเรียน Heathfield ก็ไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ระดับ High School ที่ Cheltenham Ladies’ College โรงเรียนแห่งนี้มีกฎระเบียบเคร่งครัดมาก ทำให้นักเรียนมีความประพฤติอยู่กับกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ได้ทั้งการเรียนรู้ด้วยวิชาการและความประพฤติ แถมยังมีเพื่อนที่ดีที่คบหากันมาจนถึงบัดนี้ เมื่อจบการศึกษาระดับ High School ก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ มลรัฐเดลาแวร์ ช่วงแรกก็ตั้งใจศึกษาวิชาการแพทย์ แต่เมื่อต้องฆ่าสัตว์ทดลองต่าง ๆ ก็ทำใจไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนใจไปเรียนด้านเคมีแทน

แล้วก็มาถึงวันแต่งงาน โดยได้พบกับสามีซึ่งมาจากตระกูลเก่าแก่แห่งรัฐเดลาแวร์ คือตระกูลดูปองค์ คุณแม่ของสามีเป็นผู้มีจิตใจงาม มีเมตตากรุณาสูงมาก คือคุณเอลิเนอร์ แฟรนซิส ดูปองค์ 

ในวันแต่งงาน ได้จัดพิธีที่บ้านเรือนไทย มีแขกเหรือทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปร่วมมากมาย ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่หลังจากเสร็จพิธีโดนผ่านไปหลายวัน ก็เข้าไปกราบลาคุณชายคึกฤทธิ์เพื่อกลับสหรัฐฯ ปรากฏว่าพ่อน้ำตาไหล และท่านก็ถามว่าตอนฉันแก่ตัวกว่านี้ ใครจะดูแลฉัน ทำให้เราใจหายมาก แล้วก็จึงสัญญากับพ่อว่าเมื่อวันเวลานั้นมาถึงจะรีบกลับมาดูแลท่านทันที ซึ่งฉันก็ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อไว้ทุกประการ เมื่อกลับมาก็พบว่าบ้านช่องที่ซอยสวนพลูไม่มีระเบียบ จนพ่อบอกว่า “ดูสิ เธอทิ้งให้ฉันอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร”

จริง ๆ แล้ว ม.ล. วิสุมิตรา เล่าเรื่องบ้านซอยสวนพลูในแง่มุมต่าง ๆ ให้ฟังอีกมาก ทั้งในแง่สุข ทุกข์ โดยเฉพาะจากปัญหาการเมืองไทย แต่เนื่องจากพื้นที่การเขียนคอลัมน์กำลังจะหมดลงแล้ว จึงต้องติดไว้ก่อน แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังในวันหน้า

แต่สำหรับบ้านซอยสวนพลูแห่งนี้ นับว่าเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง การศิลปะ การละคร การนิพนธ์ การดนตรีไทย สถาปัตยกรรมไทย เรื่องอาหารการกิน เรื่องสุนัข และเรื่องผู้คนในแง่มุมต่าง ๆ บ้านซอยสวนพลูเคยคึกคักแบบชนิดที่ว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะมีคนมากมายไปมาหาสู่เป็นประจำ แต่ช่วงหนึ่งบ้านก็เงียบเหงา หลังจากคุณชายคึกฤทธิ์ท่านจากไป แต่วันนี้บ้านหลังนี้กำลังจะกลับมาเป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกครั้ง และพร้อมจะให้ความรู้ ความสุข ความเบิกบานกับผู้ไปเยี่ยมเยือน โปรดรอพบกับวันเปิดบ้านซอยสวนพลูในเร็ววันนี้