เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

Bangkok’s International Festival of Dance & Music  มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ  ครั้งที่ 28  ปีนี้จัดเต็ม 12 การแสดง จาก 9 ประเทศทั่วโลก  ทั้งโชว์ระดับโลกและโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์การแสดงหลากหลายแนว ตั้งแต่บัลเลต์คลาสสิกสู่โชว์สุดครีเอทีฟที่สร้างไวรัลไปทั่วโลก พร้อมผสานโลกของ Art, Fashion, Music และ Pop Culture เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านโชว์สุดยิ่งใหญ่อย่าง Cinderella และ Romeo & Juliet จาก Bolshoi Theatre of Belarus โชว์บัลเลต์ร่วมสมัย Coco Chanel จาก National Theatre Brno คอนเสิร์ตโดยนักร้องดังจาก New York City Opera โชว์ไวรัลระดับโลกจาก Sadeck Berrabah และอีกมากมาย ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

Coco Chanel

Coco Chanel

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของการแสดงระดับมาสเตอร์พีซในตำนาน

ตอกย้ำการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงระดับมาสเตอร์พีซจากคณะศิลปะการแสดงชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น New York City Opera จากสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมมาโชว์ของในไทยครั้งแรกกับ “Opera Goes to Hollywood” พาผู้ชมย้อนความทรงจำผ่านบทเพลงโอเปราและเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนาน, คณะ Bolshoi Theatre of Belarus กับการแสดงบัลเลต์คลาสสิกสุดโรแมนติกอย่าง Romeo & Juliet และ Cinderella ที่โดดเด่นทั้งเทคนิคการเต้นและโปรดักชันสุดวิจิตร รวมถึง Helikon Opera จากรัสเซีย ที่จะยกโอเปราอมตะอย่าง La Traviata และ Madama Butterfly มาถ่ายทอดใหม่อย่างเข้มข้น ผ่านพลังเสียงของนักร้องโอเปราระดับนานาชาติและวงออร์เคสตราสดเต็มวง

Russian Hamlet

Russian Hamlet

ปลดปล่อยจินตนาการผ่านโชว์ร่วมสมัยสุดไวรัล โปรดักชันสุดอลังการ

ด้านสายการแสดงร่วมสมัย ปีนี้ได้คัดสรรโชว์ที่เป็นไวรัลทั่วโลกและโปรดักชันสุดอลังการมาไว้ที่เดียว อาทิ Murmuration Level 2 ของ Sadeck Berrabah จากฝรั่งเศส เจ้าของผลงานการออกแบบการเคลื่อนไหวที่โด่งดังระดับโลก, RITE จาก Deborah Colker Dance Company ประเทศบราซิล ที่ตีความบทประพันธ์คลาสสิก The Rite of Spring ใหม่ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวสุดทรงพลัง และ Alice in Wonderland โปรดักชันแฟนตาซีผสมผสานกายกรรม เซอร์คัส และการเต้นร่วมสมัย ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความมหัศจรรย์ให้ผู้ชมทุกวัย

The Great Gatsby

The Great Gatsby

ไอคอนของดนตรีแจ๊ส The Great Gatsby และ Coco Chanel

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการแสดง The Great Gatsby ที่จะพาผู้ชมย้อนสู่ยุคแจ๊สและโลกแห่ง American Dream ผ่านไลน์การเต้น เสียงร้อง และดนตรีสดสุดเร้าอารมณ์ที่ชวนผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งความฟุ้งฝัน ความรัก และความทะเยอทะยาน รวมถึง Coco Chanel บัลเลต์ร่วมสมัยจาก National Theatre Brno สาธารณรัฐเช็ก ที่ถ่ายทอดชีวิตและจิตวิญญาณของแฟชั่นไอคอนระดับโลก ผ่านศิลปะการเคลื่อนไหวสุดสง่างาม

Alice in Wonderland

Alice in Wonderland

สุดยอดบัลเลต์คอมเมดี้  โดย Eifman Ballet จากรัสเซีย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานสุดยอดบัลเลต์คอมเมดี้จากรัสเซียโดย Eifman Ballet กับการตีความตำนาน Pygmalion ใหม่ ผ่านเรื่องราวของหญิงสาวธรรมดาที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นดาวเด่นบนฟลอร์เต้นรำการแสดงเปี่ยมอารมณ์ที่ตั้งคำถามถึง “ตัวตน” ความคาดหวัง และเส้นบางๆ ระหว่างความรักกับการควบคุม รวมถึง Russian Hamlet ผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งทางอำนาจ การเมือง และโศกนาฏกรรมในราชวงศ์รัสเซีย ผ่านสไตล์การออกแบบท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Boris Eifman ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

RITE

RITE

พิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรธนาคารกรุงเทพทุกประเภท รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับโปรโมชั่น Early Bird เพียงซื้อบัตรเข้าชมการแสดง ระหว่างนี้– 24 มิถุนายน 2569 รับส่วนลดทันที 20% และตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 17 ตุลาคม 2569 รับส่วนลด 15% สำหรับบัตรพินนาเคิล บัตรอินฟินิท บัตรผู้นำแพลทินัม และบัตร Bangkok Bank M LEGEND / M LUXE สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพประเภทอื่นและบัตรบีเฟิสต์ รับส่วนลด 10%

ผู้ที่สนใจสามารถจองบัตร Early Bird ได้ตั้งแต่วันนี้ – 24 มิถุนายน 2569 ติดตามรายละเอียดการแสดงทั้งหมดได้ที่ http://www.bangkokfestivals.com

‘เฟย ภัทร’ แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ปี 3’

'เฟย ภัทร' แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ 'Green Mission by Chula x GULF ปี 3'

‘เฟย ภัทร’ แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ปี 3’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สำหรับ โครงการ “Green Mission by Chula x GULF” ที่เกิดจากความตั้งใจของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ) ในการเปิดเวทีให้น้อง ๆ ม.ปลาย ได้ปล่อยไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” ไฮไลต์ของโครงการฯ คือ ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้าในกลุ่ม GULF และสถานีดาวเทียมไทยคม ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ Bootcamp สุดเข้มข้น 4 วัน 3 คืน และนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท แต่ความพิเศษของโครงการฯ ปีนี้ยังไม่หมด เพราะ 3 ทีมที่ชนะเลิศจะได้รับทุนสนับสนุนการต่อยอด “ไอเดียบนกระดาษ” สู่ “นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง” ผ่าน Sandbox Pilot Project เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

นอกจากกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดโครงการฯ แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานแถลงข่าว Kick-off โครงการฯ คือ การดึง “เฟย-ภัทร เอกแสงกุล” นักแสดงและยูทูบเบอร์ที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินป่า มาแชร์ประสบการณ์การสัมผัสธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบเจอระหว่างทาง เพื่อส่งต่อพลังและจุดไอเดียให้น้องๆ เจน Z มาช่วยดูแลบ้านของตัวเองไปพร้อมกัน โดยหนุ่มสายลุยคนนี้ออกตัวเลยว่า “ตื่นเต้นมาก ๆ” เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

จากการเดินทางที่หลากหลายตั้งแต่เด็ก รวมถึงการได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนจริง ๆ ทำให้ “เฟย” เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและ Climate Change ที่เคยมองเป็นเรื่องไกลตัว ตอนนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เพราะปัญหานี้อยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน เช่น ไฟป่า น้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากนี้ “เฟย” ชอบเล่นเซิร์ฟ ทำให้เห็นปัญหาขยะทะเล โดยเฉพาะในหน้ามรสุม และการมีคนไปเดินป่าเยอะขึ้น ก็ทำให้เจอปัญหาขยะในป่าทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นป่าลึกแค่ไหน แต่การท่องเที่ยวที่ดีนั้นต้องสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด หรือเป็นการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา ประสบการณ์ของ “เฟย” จึงสะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่และใกล้ตัวขึ้นเรื่อย ๆ

การได้รับเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของงานแถลงข่าว “Green Mission by Chula x GULF” ในครั้งนี้ “เฟย” รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานเปิดตัวโครงการดีๆ แบบนี้ สิ่งที่ประทับใจโครงการฯ เป็นพิเศษ คือ แนวคิดการประกวดธีม “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” เพราะทำให้น้อง ๆ เห็นว่าปัญหา Climate Change เป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ในชีวิตประจำวันหรือชุมชน แล้วนิยามคำว่า “บ้าน” ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน สำหรับบางคน บ้านคือบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึงประเทศ หรือโลก แล้วบ้านของแต่ละคนก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน ความรู้ความสามารถที่จะจัดการปัญหาก็แตกต่างกัน โจทย์นี้จึงทำให้น้อง ๆ มีมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย จนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัว

“อยากขอบคุณ GULF ที่ให้ ‘เฟย’ ได้มีโอกาสมาแชร์ประสบการณ์แบบจริงจังครั้งแรก และร่วมงานเปิดตัวโครงการดี ๆ แบบนี้ ผมอยากชวนคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและ Passion มาร่วมประกวด ‘Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3’ น้อง ๆ อย่ามองว่าตัวเองเป็นเด็ก ทำอะไรไม่ได้ อย่าไปกลัว เพราะโครงการฯ นี้ ทาง GULF เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ลองผิดลองถูก ขอให้    ทุกคนกล้าที่จะเดินออกไปสังเกตปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ นำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาตั้งคำถาม และเปลี่ยนไอเดียของพวกเราให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดูแล ‘บ้าน’ ของเราให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง ผมขอเป็นกำลังใจและฝากความหวังไว้กับน้อง ๆ ทุกคน” เฟย กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับน้อง ๆ นักคิดที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Green Mission by Chula x GULF” สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง   3 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Google Form หรือ QR Code  

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง ‘POP’ อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง 'POP' อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง ‘POP’ อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และต้นทุนพลังงานที่ยังไม่แน่นอน อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง  ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อขยายศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หนึ่งในผู้ประกอบการที่สามารถยืนหยัดและเติบโตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี คือ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งพัฒนาจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ที่เริ่มต้นจากอะไหล่เพียงไม่กี่รายการ สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 6,000 รายการ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง พร้อมขยายเครือข่ายสู่ตลาดต่างประเทศหลายภูมิภาค

 ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด 

“เราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ” 

นั่นคือประโยคที่ ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ใช้อธิบายตัวตนของแบรนด์ POP ซึ่งแม้ผู้บริโภคอาจไม่เห็นชิ้นส่วนเหล่านี้โดยตรง แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัย สมรรถนะ และอายุการใช้งานของรถยนต์

จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ชวิศ ยงเห็นเจริญ ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ตลอดจนกลยุทธ์การพัฒนาแบรนด์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเป้าหมายในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากลภายใต้แนวคิด “คุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน”

ชวิศ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ชลิต อินดัสทรี เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวในปี 2534 ภายใต้ชื่อ “ช.กลการ” จากความมุ่งมั่นของ ชลิต-สุชญา ยงเห็นเจริญ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางสำหรับรถยนต์คุณภาพสูงของคนไทย “คุณพ่อเริ่มจากการคิดค้นสูตรยางและพัฒนาแม่พิมพ์ด้วยตัวเอง จากการทดสอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตแม่พิมพ์ตัวแรกได้สำเร็จและส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกออกสู่ตลาดจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้ชื่อของ​ “POP” และ ช.กลการเป็นที่รู้จักในตลาดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และตลาดอะไหล่ทดแทนของไทย จากความมุ่งมั่นของคุณพ่อและคุณแม่ในวันนั้นคือรากฐานของแบรนด์ POP ในวันนี้”

ชวิศ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง คือการยึดมั่นในคุณภาพสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และการวางระบบบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง ความสำเร็จของชลิต อินดัสทรี เกิดจากการทำงานร่วมกันของครอบครัวและทีมงานทุกคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ ชลิต อินดัสทรีในวันนี้

กว่า 30 ปี แห่งการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์กว่า 6,000 รายการ

ปัจจุบัน POP มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ ยางกันกระแทก ยางเพลากลาง บูชปีกนก และบูชโช๊คอัพล่าง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง ทั้งในตลาดอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM ) และการผลิตให้ผู้ประกอบรถยนต์ (OEM) ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ชวิศ กล่าวว่า แม้ชิ้นส่วนยางช่วงล่างจะไม่ใช่อุปกรณ์ที่ผู้ใช้รถมองเห็นได้ง่าย แต่เป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อระบบการขับเคลื่อนและความปลอดภัยโดยตรง

“ชิ้นส่วนระบบช่วงล่างต้องรองรับแรงกระแทกตลอดเวลา หากเลือกใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง ชลิต อินดัสทรีฯ จึงให้ความสำคัญกับทุกชิ้นส่วนที่เราผลิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน” 

รับมือเศรษฐกิจผันผวน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ในมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศ ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าพลังงานและค่าขนส่งที่ผันผวน เป็นความท้าทายที่ทุกผู้ประกอบการต้องเผชิญ และส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตโดยตรง แต่เรามองว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดพัฒนา

“ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกบริหารความเสี่ยงผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ต้นทุนแบบ Real-time และการลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสียในกระบวนการผลิต”

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการควบคุมต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ควบคู่กันไป
บริษัทฯเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้ข้อมูลแบบ Real-time วิเคราะห์ต้นทุน และลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสีย อย่างไรก็ดีในภาวะที่ตลาดแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนอย่างเดียวไม่พอ เราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

โรดแมปลงทุน 3–5 ปี ยกระดับองค์กรทั้งระบบ
ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศมองว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ยุคนี้ ไม่สามารถพึ่งเพียงประสบการณ์ หรือต้นทุนที่แข่งขันได้อีกต่อไป

“วันนี้สิ่งที่ตัดสินการแข่งขันคือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘ระบบการผลิต’ ผู้ผลิตไทยต้องกล้าลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง”

ภายใต้การบริหารของเขา โรงงานชลิต อินดัสทรี ได้ทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบควบคุมคุณภาพ  รวมถึงกระบวนการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตรยางเฉพาะทาง การควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบคุณภาพด้าน Tensile , Hardness เเละ MDR   เพื่อให้ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ชลิต อินดัสทรีฯ ยังให้ได้วางแผนลงทุนต่อเนื่องในระยะ 3–5 ปี โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

  1.  เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต: เพิ่มเครื่องจักรระบบดิจิทัลความแม่นยำสูง เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่ม repeatability
  2. Data Monitoring และ Process Control: นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน
  3. Upskill บุคลากร: สร้างทีมวิศวกรรุ่นใหม่ ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากคนไม่พร้อม เราจึงลงทุนกับคนควบคู่ไปกับระบบ


ปักหมุด นำอะไหล่ “POP” สู่เวทีโลก

สำหรับเป้าหมายระยะยาว ชวิศ ระบุว่า บริษัทต้องการผลักดันให้ POP เป็นแบรนด์อะไหล่สัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และพิสูจน์ให้เห็นว่า SME ไทยก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลกได้
“เราเชื่อว่าอะไหล่ไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด และเรากำลังทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง” 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชลิต อินดัสทรีฯได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลที่สำคัญ อาทิ Thailand Trust Mark (T MARK) ระบบ IATF 16949:2016 ISO9001 และการทดสอบในด้านต่างๆ อาทิ Tensile , Hardness เเละ MDR  พร้อมมีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก

ชวิศ มองว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ผู้ผลิตสามารถสร้างให้กับลูกค้าได้ ผู้ที่อยู่รอดในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ขายถูกที่สุด แต่ต้องเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นได้มากที่สุด เพราะลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ”

โดย ชวิศ เชื่อมั่นว่า ชลิต อินดัสทรีฯ มีจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ POP สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยสรุปจุดแข็งไว้ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนยางช่วงล่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง และความยืดหยุ่นในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

การเดินหน้าลงทุนของชลิต อินดัสทรี ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่สะท้อนภาพการปรับตัวของผู้ผลิตไทย ในยุคที่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้วยมาตรฐาน ระบบ และนวัตกรรม

สำหรับมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างนายชวิศ นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาแบรนด์ POP แต่คือการพิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก
 
ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.chalitindustry.com โทรศัพท์ 02-802-6400

รองปลัด วธ. เปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 กว่า 250 ชุด ณ สยามพารากอน

รองปลัด วธ. เปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 กว่า 250 ชุด ณ สยามพารากอน

รองปลัด วธ. เปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 กว่า 250 ชุด ณ สยามพารากอน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.17 น.

นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด The 7th Next Big Silk Designer Contest 2026 โดยมี นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ NEX Hall 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบประกาศเกียรติคุณรางวัล The 7th Next Silk Designer Contest 2026 โดยภายในงานมีการแสดงทางวัฒนธรรม แฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมที่เข้ารอบจากการประกวด จำนวน 30 ชุด นิทรรศการชุดผ้าไหม โดยนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ที่ออกแบบให้แก่คณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์จากประเทศต่าง ๆ จำนวน 90 ประเทศ ตลอด 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 – 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

นางโชติกา กล่าวว่า งานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และการจัดการประกวด “The 7th Next Big Silk Designer Contest 2026” ครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของกระทรวงวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าและความงดงามของ “ผ้าไหมไทย” อันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาติ ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ วิถีชีวิต ความประณีตงดงาม และภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ สอดคล้องกับนโยบายของ วธ. มุ่งให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้ง ในปี 2569 นี้ เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการอนุรักษ์ รักษา และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

นางโชติกา กล่าวอีกว่า การจัดงาน มหกรรมผ้าไหม “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ผ่านพลังของวัฒนธรรม ศิลปะ และการทูตเชิงวัฒนธรรม โดยในปีนี้ได้มีการนำผ้าไหมไทยมาผสมผสานกับอัตลักษณ์การแต่งกายของนานาประเทศ สะท้อนศักยภาพของผ้าไหมไทยในฐานะวัสดุอันทรงคุณค่าแห่งอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก ที่ยังคงรักษารากเหง้าและภูมิปัญญาของความเป็นไทยไว้อย่างสง่างาม นอกจากนี้ การประกวด “The 7th Next Big Silk Designer Contest 2026”  เป็นการเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ที่เป็นเยาวชนด้านแฟชั่นของไทยได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดผ้าไหมไทยสู่การออกแบบร่วมสมัย อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาทุนวัฒนธรรมไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และตลาดโลกในอนาคต

“ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้ ยกระดับคุณค่า และเพิ่มโอกาสของผ้าไหมไทยสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ และขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมผลงานของนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้ตลอดทั้ง 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 – 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและเป็นแรงผลักดันให้แก่เยาวชนของไทย ร่วมสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภูมิปัญญาผ้าไหมไทย สู่อนาคตแฟชั่นโลก” รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

เตือนผู้สูงอายุ !! ควรตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บรุนแรง

เตือนผู้สูงอายุ !! ควรตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บรุนแรง

เตือนผู้สูงอายุ !! ควรตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บรุนแรง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลงเดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเทคโนโลยี และ โครงสร้างของกฏกติกาโลกเข้าสู่ “การแบ่งโครงสร้างอำนาจหลายขั้ว” ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ต้องบริหารจัดการองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI-Data Driven Technology และ AI Transformation and Solution  ระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น SMEs ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารต้นทุนให้ต่ำ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง และ การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และ ศักยภาพในการทำงาน ไปพร้อมๆ กับ การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าใครเป็นกลุ่มลูกค้าและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

SMEs มีทรัพยากรที่จำกัด เราต้องแม่นว่าใครเป็นลูกค้าของเรา และ เราต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย “ต้นทุนต่ำ และ กลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ” เป็นทางรอดของ SMEs ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AI เครื่องมือบริหารจัดการต้นทุนให้ SMEs ไทย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 3.31 ล้านราย เพิ่มขึ้น 54,457 ราย เมื่อเทียบกับปี 2567 มีการจ้างงาน จำนวน 13.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 69.12% ของการจ้างงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจำนวน 228,421 คน เทียบกับปี 2567 โดยธุรกิจกระจายตัวอยู่ในภาคธุรกิจการค้า บริการ และ การผลิต ถือว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 SMEs มีมูลค่ารวม 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) และ มีอัตราการขยายตัวที่ 2.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

ในขณะที่ SMEs เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งเรื่องของการจ้างงาน และ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจ SMEs ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงบริบทของการทำงาน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการองค์กรให้ก้าวข้ามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

จากรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า อัตราการเลิกกิจการของ SMEs คิดเป็นสัดส่วน 27% ของการจัดตั้งธุรกิจใหม่  อาทิ ในเดือนมีนาคม 2569 มีการตั้งธุรกิจใหม่ 7,588 ราย แต่จะมีการเลิกกิจการ 2,000 กว่าราย ในขณะที่มีกิจการ SMEs เลิกกิจการเฉลี่ย 20,000-23,000 รายต่อปี โดยมีอัตราการเลิกกิจการของ SMEs เพิ่มขึ้น 7% ต่อ ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทั้งปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ และ ปัญหาด้านการขายและการตลาด

ในปี 2569 ธุรกิจเผชิญกับวิกฤตที่ซ้ำซ้อนกันหลายวิกฤต ทั้งวิกฤตที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ถดถอยลง

เมื่อกำลังซื้อถดถอย สิ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องเร่งจัดการคือ “การบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจท่ามกลางวิกฤต “กระแสเงินสดสำคัญที่สุด” (Cash is King) ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ ในฐานะที่ เรียล สมาร์ท ทำธุรกิจ ด้าน AI Transformation และ AI Solution พบว่า ปัจจุบัน AI มีการพัฒนาให้สามารถทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของภาคธุรกิจได้ โดยเฉพาะการทำงานซ้ำๆ หรือ การทำงานประจำที่มีขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ชัดเจน (Routine Work)  เช่น งานด้านการบันทึกรายงานลูกค้า งานบัญชีพื้นฐาน งานเช็คคลังสินค้า รวมไปถึงการจัดการเอกสารต่างๆ ภายใต้การออกแบบที่เหมาะกับการทำงานของแต่ละธุรกิจ เป็นการนำเอไอ มาใช้ในการปรับเปลี่ยน (Transform) ธุรกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ในการปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนในการทำงาน โดยใช้ทีมงานเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง

ปัจจุบันมีนวัตกรรมเอไอ ที่ถูกพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ต้นทุนในการเข้าถึงนวัตกรรมเอไอ ก็ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ท่ามกลางวิกฤต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ข้อมูล” สร้างโอกาสที่ “แม่นยำ” ในการจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากการบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดแล้ว “ความแม่นยำ” ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การหว่านหาลูกค้าทั่วไปไม่ใช่การทำการตลาดที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน และ การเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocean) ก็ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทรัพยากรที่จำกัด การเลือกลูกค้าที่ใช่ และ ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ด้วยข้อมูล(Big Data) จึงเป็นหัวใจสำคัญ

SMEs ต้องรู้ว่าใครเป็นลูกค้า และ สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาได้ ทั้งนี้ SMEs ต้องรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร และ ใครเป็นลูกค้า แล้วพัฒนาสินค้าและบริการแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ เป็นการสร้างน่านน้ำใหม่ให้กับตัวเอง (Blue Ocean) โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการวิเคราะห์หากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งเทคโนโลยีเอไอ ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการสร้างน่านน้ำใหม่ของตัวเองได้

จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ทำให้ SMEs ไทย สามารถที่จะปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้มี ต้นทุนที่ถูกลง และ นำข้อมูลมาใช้ในการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แม่นยำ เหมือน SMEs ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่าง ประเทศเอสโตเนีย เกาหลีใต้ จีน ที่มี SMEs จำนวนมาก และ ประสบความสำเร็จ จากการนำเทคโนโลยี และ ข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ที่ดี คือแรงผลักดันที่ทำให้คนเรามีความสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ การสื่อสารผิดพลาด หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น Toxic Relationship หรือ “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจและสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารคือรากเหตุสำคัญของปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือเจตนาแฝงที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกถูกกดทับหรือด้อยคุณค่า ปัจจุบันผู้คนมัก “พูดมากกว่าฟัง” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรัง คำพูดเชิงลบที่ได้รับซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง และเสี่ยงต่อภาวะ Gaslighting เมื่อการบั่นทอนเกิดขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างความคิดเชิงลบจะฝังลึก มองโลกในแง่ดีได้ยาก และอาจลุกลามไปสู่ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น ความรู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ หรือมีอาการทางกายทันทีเมื่อพบเจออีกฝ่าย หากปล่อยให้เหตุการณ์ลบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนมีอิทธิพลเหนือกว่าด้านดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้เสมอไป แต่สามารถปรับวิธีมองและปกป้องใจตัวเองได้

 เมื่อเปรียบเทียบการรับมือความสัมพันธ์พิษร้ายกับการใช้ “กล้องถ่ายรูป”  จะมีลักษณะดังนี้ 1. เลนส์ที่ใช้มอง เปลี่ยนมุมมองต่อคนที่ทำร้ายใจ มองเขาเป็น “ครูสอนอารมณ์” ช่วยให้ตั้งสติและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้า 2. ฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง เลือกรับเฉพาะสาระสำคัญของคำพูด ไม่แบกรับอารมณ์ด้านลบที่อีกฝ่ายโยนมา เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจ 3. เกราะป้องกันภายใน สร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ให้มั่นคง เมื่อแกนกลางแข็งแรง ปัจจัยภายนอกก็ยากจะทำให้ใจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง ซึ่งทำได้ด้วย 3 หลักง่ายๆ ได้แก่ 1.ฟังอย่างตั้งใจ คิดก่อนพูด และมีเจตนาเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวกช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้รับการเข้าใจ ลดการปะทะทางอารมณ์ และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่ความเป็นพิษ 2..การตั้งขอบเขตที่เหมาะสม 3.การยอมรับความจริงของความสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมา เป็นทักษะสำคัญในการดูแลใจตนเอง

เพราะสุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิต การหมั่นฟังเสียงหัวใจและใส่ใจตัวเอง คือวิธีที่ช่วยให้เราห่างไกลความสัมพันธ์พิษร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

คุณแหน: 10 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 10 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 10 มิถุนายน 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 9 ดีป้า ซึ่งมาศึกษาดูงานในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาเมืองและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับท้องถิ่น..
  • สภาเภสัชกรรม ร่วมกับ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ แผนงานพลังวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยไร้ยาสูบ ลงนาม MOU เพื่อเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลแพลตฟอร์มบริการเลิกบุหรี่และแพลตฟอร์มบูรณาการบริการเลิกนิโคติน มุ่งพัฒนาศูนย์กลางฐานข้อมูลบริการเลิกนิโคตินระดับประเทศในระบบเดียวกัน โดยมี ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช และ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ร่วมลงนาม..
  • นราพัฒน์ แก้วทอง ขอเรียนเชิญผู้มีเกียรติและเคารพนับถือร่วมเป็นเกียรติในพิธีพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่อัจฉราภรณ์ แก้วทอง 14 มิ.ย. เวลา 16.00 น. ณ เมรุ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน..
  • ศ.ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ลงนาม MOU ร่วมมือทางวิชาการกับ บมจ.เรียล สมาร์ท โดย ภูกิจ ดิศธรานนท์ เพื่อต่อยอดในการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรด้านเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล..
  • พันธ์ภิรมย์-พันธ์พิไล ใบหยก พร้อมคณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิส อาทิ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป, ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร และภัทธิรา หาญสกุล พร้อมใจกันไปอวยพรวันเกิด คุณหญิงจงรักษ์ สังข์ประสิทธิ์ คุณข้าหลวงในสมเด็จฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ในวาระวันคล้ายวันเกิดครบ 88 ปี..
  • ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สุดปลื้มที่ได้รับเชิญไปบรรยายในการประชุมนานาชาติ Bhutan-Thai International Congress on Lifestyle Medicine and Wellness ที่ภูฎาน ซึ่งงานนี้สมเด็จพระพันปีหลวงของราชวงศ์ภูฎานได้ทรงเสด็จมาเปิดงานและบรรยายเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะของประเทศภูฏานที่เน้น Gross National Happiness นอกจากนี้ยังได้ทรงพระกรุณาประทานเลี้ยงน้ำชาและประทับให้คณะวิทยากรได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด..
  • สุภาพ กตัญญู วันเกิดปีนี้หวานใจพร้อมลูกชาย ประเสริฐ-สุทธิพัณ กตัญญู จัดทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน พร้อมฉลองกับครอบครัวและพี่น้องอย่างอบอุ่น..
  • แม้งานยุ่งแต่ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ยังจัดสรรเวลาไปงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสุขภาพ International Health Industry Expo China 2026 ณ นครกวางโจว..
  • ช่วงหยุดยาว สุขสันต์ อัครวงศธร นำทีมสมาชิกแก๊งไปไหนไปด้วย มี พัทณี พิทักษ์อรรณพ, วรวิทย์ เอื้ออนุกูลพงษ์, มนัสชนก ลิ้มจำรูญ และ นิตย์ พัฒนพงษ์ ไปใกล้ชิดธรรมชาติ สูดอาการบริสุทธิ์ที่ญี่ปุ่นทั้งเส้นทาง ทาเตยามะ คุโรเบะ อัลไพน์รูทและ กำแพงหิมะ, คามิโคจิ, โทยามะ, ทาคายามะ และนาโกยา..
  • มิตรสหายเสียใจกับครอบครัว ฉัตรสุริยะอาภา ที่สูญเสีย ประชิต ฉัตรสุริยะอาภา..
  • ใครชอบ บ๊ะจ่างรสเลิศ ตำรับกวางตุ้งของภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง “เซียงปิงเหลา” รร.แกรนด์ ไชน่า กรุงเทพ ซึ่งคงความอร่อยด้วยสูตรลับที่สืบทอดมายาวนานมากว่า 34 ปี ที่บรรจงปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี เครื่องแน่นเต็มลูกทั้งไส้รสหวานและรสคาว จึงให้รสชาติที่กลมกล่อมเข้าเนื้อ หอมกรุ่น สั่งได้ที่ 02-224-9977 ต่อ 338 หรือ Line: @grandchinahotel..

น้องใหม่

สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม

สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม

สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ในฐานะ “DiversCity Building” แห่งแรกของประเทศไทย ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดรับทุกความแตกต่าง ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริม Diversity, Equality และ Inclusion ส่งเสริม – สร้าง – สนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม ร่วมกับสยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ปักหมุดแลนด์มาร์กแห่ง Pride Festival Destination ใจกลางกรุงเทพ ร่วมแสดงพลังยิ่งใหญ่แห่ง Pride กับงาน The Celebration: Right to Love 2026” ในคอนเซ็ปต์  “WHERE EVERY COLOR BECOMES CULTURE เพราะทุกสีคือพลังแห่งตัวตน หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย” ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนนี้

พร้อมผนึกกับพลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นนฤมิตไพรด์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือ UNDP, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB, Drag Bangkok , คอมมูนิตี้แห่งความหลากหลาย อาทิ Pride City Network, Yellow Channel, สมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย,  MISS QUEEN DEAF THAILAND 2026 และอีกหลากหลายพลังสนับสนุน ร่วมกันขับเคลื่อน Pride ไทยให้กึกก้องไกลกว่าที่เคย พร้อมร่วมสร้างหน้าประวัติศาสตร์สนับสนุนการเสนอชื่อกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ Bangkok World Pride 2030

เริ่มจากการนำเสนอไฮไลท์สำคัญของงาน The Celebration: Right to Love” ดึงดูดสายตาจากคนทั่วโลก ด้วยการร่วมมือกับศิลปินไทย บุรินทร์ พันธ์มา นักวาดภาพประกอบแฟชั่นและศิลปิน NFT ผู้ถ่ายทอดผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครในวิดีโอเกม ก่อนนำมาต่อยอดเป็นงานศิลปะแนว Homoerotic และ Surreal ในสไตล์เฉพาะตัว สะท้อนมุมมอง ความรู้สึก และความหลงใหลที่มีต่อความรักและความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน ผ่านเส้นสาย สีสัน และองค์ประกอบทางศิลป์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

“การได้ร่วมสร้างสรรค์งานครั้งนี้กับสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งไอเดียและการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ สอดคล้องกับสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดผ่านงานอาร์ตในช่วง Pride คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ปลดปล่อยความคิด ศักยภาพ และความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวหรือรู้สึกเขินอายที่จะเป็นตัวเอง แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน เริ่มจากนึกถึงเกมต่อสู้ ที่ทุกคนสามารถมาประลองศักยภาพกันอย่างสนุก รวมถึงอยากพูดถึงพื้นที่ที่อิสระทางความคิดและไอเดียอยากให้งานนี้เป็นเหมือน Safe Space ที่โอบรับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และอิสระทางความคิด พร้อมส่งต่อพลังแห่งความมั่นใจและการกล้าแสดงออกให้ทุกคนได้มาสนุกและแชร์พลังร่วมกัน” บุรินทร์ กล่าว

พบกับกิจกรรมจากหลากหลายพันธมิตร ที่พร้อมแสดงพลังแห่งความหลากหลาย  เริ่มจาก Bangkok Pride Parade 2026 ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 ร่วมสะบัดพลัง Pride ไปกับขบวนพาเหรดสีรุ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ปรากฏการณ์แห่งความภาคภูมิใจที่รวมพลังคอมมูนิตี้จากทั่วทุกพื้นที่ ที่มาร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เวทีโลก ณ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน อาทิ PrideChella Global Drag Star Show, Bangkok Gay Men’s Chorus, การแสดงจาก ต้น ธนษิต และตลอดทั้งเดือนมิถุนายน พบกับกิจกรรม COLORS OF CELEBRATION  ที่สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่

เริ่มจาก COLOR OF VOICES เพราะทุกเสียงมีเวที และทุกเสียงมีความหมาย

พื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกเสียงของตัวตนได้ถูกขยายและรับฟัง พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ทุกมุมมอง โดยสยามเซ็นเตอร์ ได้รับเกียรติจาก Bangkok Pride และพาร์ทเนอร์หลากหลายวงการ เป็นพื้นที่จัดเวทีเสวนา กว่า 15 เซสชั่น ในหัวข้อที่น่าสนใจครอบคลุมหลากหลายมิติ อาทิ UNDP Talk: From Marriage Equality to Broader Inclusion: Respecting All Identities, แถลงข่าวและเปิดตัวผู้เข้าประกวด Miss Deaf Queen Thailand 2026เสวนา GL Origin จากปลายปากกาผู้สร้าง สู่ปรากฏการณ์ Global Star, เสวนา The Power of a Medical Hub: Thailand, Pride of Art and Music และ เสวนา Global Leader in Gender-Affirming and Aesthetic Surgery และยังมีหัวข้อทั้งด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการสร้าง Safe Space ในสังคม, การแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา การทำงาน สุขภาพ และการแสดงออกทางอัตลักษณ์, อุตสาหกรรม BL & GL และพลัง Soft Power ไทย, ศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง Gender-Affirming และ Aesthetic Surgery ระดับโลก, การสนับสนุนศิลปะ ดนตรี และความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้อนตัวตนอย่างภาคภูมิใจ

ร่วมด้วย ศิลปิน นักแสดง ผู้กำกับ คนทำงานเบื้องหลังและเบื้องหน้า และศิลปินจากวงการ BL-GL อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินจาก DOMUNDI, ติ๊ก-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ, แอปเปิ้ล-ลาภิสรา อินทรสูต และ มิ้ม-ปัณฑิตา วัญญู, เก่ง- ธชย ประทุมวรรณ, ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา, อะตอม-ปกรณ์  แก้วดี, Frankie Wonga, อาร์ต อารยา,  เบ้บ ธนทัต, ซิลวี่ ภาวิดา, นาบุญ ผลาศักดิ์, นักแสดงจากซีรีย์ Lost to Light, Make It Right, Cupid Wall– โยฮัน เคนจิ และอีกมากมายจากองค์กรและคอมมูนิตี้ต่างๆ ณ เอเทรี่ยม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

สำหรับสยามดิสคัฟเวอรี่ ในวันที่ 6 มิ.ย. พบกับ เสวนา: Pride Power & Media โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 7 มิ.ย. กิจกรรม Ballroom 101 & Basic Vogue Dance : วัฒนธรรมบอลรูม 101 และสอนเต้นสไตล์ Vogue โดย Thailand Mother Yujene หรือคุณเอิ๊ต จาก Elemental Project TH, 13 มิ.ย. กิจกรรมเกมส์บันไดงูเพศสภาพ จาก THAITGA เครือข่ายเพื่อนกระเทยไทย, 14 มิ.ย. พบกับ Standup Comedy Talk โดย คณะสะดุ้งไฟคอมเมดี้แอนด์เฟรนด์, และ Official merchandise จากซีรี่ย์เรียกแด๊ดสิธาร

COLOR OF T-BEAUTY สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ สนับสนุนพลังแห่งไทยบิวตี้ เฉลิมฉลองความงามที่ไร้กรอบ สะท้อนตัวตนอย่างมั่นใจ กับแคมเปญ The Colors of Thai Beauty” รวม Thai-Beauty Brands กว่า 100 แบรนด์ดังที่กำลังสร้างกระแสไปทั่วโลก ระหว่างวันที่ 4 มิ.ย. – 30 มิ.ย. 2569

COLOR OF STYLE ทุกสไตล์มีพลัง สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ชวนค้นพบ Pride Collections สนุกกับ แฟชั่นไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และกิจกรรมจากแบรนด์ไทยและอินเตอร์ให้ทุกคนได้ประกาศตัวตนผ่านสไตล์สุดล้ำ  เริ่มจาก ORI ร่วมกับ AOMLETTE จาก Pilalab ชวนทุกคนมาสนุกกับคลาส ‘Active Rainbow Flow’ Mat Pilates สุดเอเนอร์จี้ที่ผสานการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก ท่ามกลางจังหวะเพลงสนุก สีสันสดใส และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง Pride, Kiera Selbe ชวนทุกคนมาร่วมกิจกรรม COMPLIMENT EXCHANGE STATION สุ่มการ์ด ส่งต่อคำพูดดี ๆ และแบ่งปันพลังบวก พร้อมสนุกกับการออกแบบ KS Key Chain ในสไตล์ของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และตัวตนอย่างอิสระ

ร่วมด้วยแบรนด์ดังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  27 FRIDAYA.CEMI,  AKE AKE BonchonConverse, Frank., Jaspal Group, KIKO MILANO, Merge, ORI, Please Yogurt BarRavipa, Shepedence, Silhouette, Sleeping CloudSuper Daddy StoreTar MafiaVictoria’s SecretVintelWARAYoguruto และ ตำกระเทยสาเกต พร้อมด้วย Absolute Siam Store ที่มาพร้อมกับแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่กำลังมาแรงแบบจัดเต็ม ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้  LFC Retail Thailand ยังร่วมฉลองด้วยการเปลี่ยนโลโก้ Liverbird ในเวอร์ชั่นสี Pride สุดพิเศษ และพบกับ LFC Pride Collection ณ  Discovery Plaza  ชั้น G สยามดิสคัฟเวอรี่ 

COLOR ON STAGE สีสันแห่ง Pride เริ่มต้นที่นี่  รวมสุดยอด Performance และคอนเทนต์ด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ โชว์ Drag Performance จาก Drag Bangkok, การออดิชั่น The Voice Thailand 2026 และ T-POP Show และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่จากหลากหลายสังกัด  ที่มาร่วมสร้างสีสัน ไม่ว่าจะเป็น 4Mix, Babi J, CHiLLiz,, CiRi, DIDIxDADA, ECLIPSE, LaMoon, Mindy, QVINT, Random Dance x Gravity Motion, Redspin,, Tia51,Top Piyawat, Projext52 / Nink Melody / nicky Jakob, Ultimate Troop  และ WYNN Entertainment ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ และที่สยามดิสคัฟเวอรี่ พบกับ PRIDE AEROBIC กิจกรรมแอโรบิกภายใต้ธีม Pride โดย The Diva Thailand ชวนทุกคนคัมแบ็กสู่ยุคเพลงแดนซ์สุดไอคอนิก ปลดล็อก inner diva ผ่านจังหวะแอโรบิกสุดแกลม พร้อมเพลงป็อประดับตำนานที่ร้องตามได้ทั้งคลาส อย่าลืมที่จะแต่งตัวด้วย สีเมทัลลิก กลิตเตอร์วิ้งๆ สปอร์ตตัวแม่ พร้อมพัดสีรุ้ง ในวันที่ 17,24 มิ.ย. และ 1 ก.ค. เวลา 18.30-19.30 น.

COLOR OF CREATION สีสันจากผู้สร้างสรรค์ ปลดปล่อยจินตนาการผ่านนิทรรศการภาพถ่ายแห่งความทรงจำ  Road To Bangkok World Pride Photo Exhibition นิทรรศการภาพถ่ายที่ถ่ายทอดเส้นทางแห่งความหลากหลายและการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของคอมมูนิตี้ LGBTQ+ ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2023 –2025 นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Bangkok Pride จนก้าวสู่เวทีระดับโลก ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของการคัดเลือกเจ้าภาพ WorldPride 2030 พร้อมนำเสนอข้อมูลและโมเมนต์สำคัญผ่านภาพถ่ายประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และ นิทรรศการ Thailand’s Drag Star Extra-bition 2026 จัดแสดง 13 ชุดไฮไลต์จากผู้เข้าประกวดเวที Thailand’s Drag Star 2026 โดย Yellow Channel เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสความอลังการของเครื่องแต่งกายที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านงานออกแบบและการผลิต ภายใต้แนวคิด ART, CULTURE, GENDER และ FREEDOM พร้อมการแสดงสุดพิเศษจาก Foiegras ผู้ชนะคนแรกของเวที Thailand’s Drag Star 2025 และเหล่า Drag Performer จากทีม Drag Bangkok

COLOR OF REWARDS ฉลองให้สุดกับดีลสุดพิเศษ Celebrate & Get Rewarded เฉลิมฉลองให้สุดกับ Deals, Rewards และ Surprise Deal ตลอดทั้งเดือน

ประกาศก้องความ Pride ร่วม Celebrate และสร้างปรากฏการณ์แห่งความภาคภูมิใจไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2026 ณ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่

#SiamCenter #TheIdeopolis #BeInspired #SiamCenterPride2026

#SiamDiscovery #TheExploratorium#BeRevolutionary#ComePlayWithUs

#SiamDiscoveryPride2026

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมขบเคี้ยวแก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

9 มิถุนายน 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนมเมล็ดทานตะวัน กลิ่นเปลือกส้มจำนวน 30 ลัง เมล็ดทานตะวัน Mix Pack จำนวน 10 ลัง ถั่วลันเตาอบกรอบ จำนวน 10 ลัง รวมทั้งสิ้น 50 ลัง มูลค่ากว่า 64,160 บาท  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนางสราญจิตร หวัง กรรมการบริษัท บริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ให้แก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ดร.จารุนันท์  อึ้งภากรณ์ รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และ นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดยขนมขบเคี้ยวดังกล่าว จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และภารกิจช่วยเหลือสังคมของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อสร้างประโยชน์และกำลังใจแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ และประชาชนกลุ่มเปราะบาง นับเป็นอีกหนึ่งการแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ขอร่วมทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมสานต่อกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ สร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับผู้ด้อยโอกาส หรือขาดโอกาสทางสังคม ผ่านสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความสุขให้แก่ผู้คนในสังคม

ทั้งนี้มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยินดีอย่างยิ่งในการเดินหน้าสนับสนุนและขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง