กาแฟพันธุ์ไทย – ททท. ชวนเปิดประสบการณ์ล่าขุมทรัพย์ 8 มรดกโลก ผ่านเกม AR Gamification ‘Heritage Treasure’

14 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

“กาแฟพันธุ์ไทย” จับมือ “ททท.” ปลุกพลังไทยเที่ยวไทย ส่งต่อรายได้สู่ชุมชน ชวนเปิดประสบการณ์ล่าขุมทรัพย์ 8 มรดกโลก ผ่านเกม AR Gamification “Heritage Treasure”

กาแฟพันธุ์ไทย แบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติไทย ประกาศจับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าผลักดันโครงการ “Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก” เกมท่องเที่ยวรูปแบบ AR บน Mobile Website ชวนคนไทยออกเดินทางสู่แหล่งมรดกโลกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ทั้ง 8 แห่ง ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานเกม การสำรวจ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ต่อยอดให้เกิดการเข้าพัก การใช้จ่าย และการกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับ Brand DNA ของพันธุ์ไทยที่มุ่งสนับสนุนคนไทยและสร้างรายได้สู่ชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของไทยมารังสรรค์เป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงการลงพื้นที่ให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทยให้ “อยู่ดีมีสุข” การเข้าร่วมโครงการ Heritage Treasure จึงเป็นอีกก้าวที่พันธุ์ไทยขยายบทบาทจาก “ต้นน้ำ” ของวัตถุดิบไทย สู่การสนับสนุน “ปลายน้ำ” อย่างการท่องเที่ยว เพื่อให้รายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนไทยในทุกมิติ พร้อมสะท้อนบทบาทของกาแฟพันธุ์ไทยในฐานะพันธมิตรสำคัญของโครงการ ที่ร่วมเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้มีสีสันมากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวเข้ากับการออกเดินทางจริง การแวะพักระหว่างทาง และการค้นพบคุณค่าของแหล่งมรดกโลกไทยในมุมที่เข้าถึงง่ายและร่วมสมัย

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “พันธุ์ไทยเชื่อว่าหัวใจของแบรนด์คือ ‘คนไทย’ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและวัตถุดิบให้แบรนด์ หรือชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ที่พันธุ์ไทยได้เข้าไปเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันมาโดยตลอด การได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ ททท. ในโครงการ “Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก” จึงเป็นโอกาสที่พันธุ์ไทยจะได้ส่งต่อความตั้งใจแบบเดียวกับที่ทำกับเกษตรกรมาตลอด ไปสู่ชุมชนรอบแหล่งมรดกโลกทั่วประเทศ ให้การเดินทางของคนไทยแต่ละครั้งกลายเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน”

“พันธุ์ไทยอยากให้การท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่จบเพียงแค่การเช็กอินหรือเล่นเกม แต่ต่อยอดไปสู่การใช้เวลาในพื้นที่จริง การแวะพัก และการอุดหนุนร้านค้าผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่นเดียวกับที่พันธุ์ไทยตั้งใจสนับสนุนเกษตรกรไทยมาตลอด 14 ปี รางวัลและสิทธิประโยชน์ที่พันธุ์ไทยร่วมสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่หวังว่าจะจุดประกายให้คนไทยออกเดินทาง ค้นพบคุณค่าของบ้านเกิดตัวเอง และช่วยกันดูแลเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปด้วยกัน ทั้งนี้ กาแฟพันธุ์ไทยเชื่อว่าการเดินทางที่ดีไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย แต่คือประสบการณ์ระหว่างทางที่ทำให้ผู้คนได้ค้นพบเรื่องราวใหม่ๆ ได้ใช้เวลาในพื้นที่ และได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทยในมุมที่แตกต่าง การเข้าร่วมโครงการ Heritage Treasure ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของพันธุ์ไทยในการร่วมสนับสนุนให้การเดินทางท่องเที่ยวไทยมีคุณค่า สนุก และใกล้ตัวผู้คนมากขึ้น” คุณสุขวสา กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ล่า – ท้า – แลก – เที่ยว” โดยผู้เล่นเดินทางไปยังสถานที่จริง เปิดเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ ตามหา Heritage Items ที่ซ่อนอยู่ในแหล่งมรดกโลก ทำภารกิจสะสมไอเทม และแลกรับของรางวัลหรือสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่งทั่วประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวปี 2569 ของ ททท. ที่มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจาก “เชิงปริมาณ” สู่ “เชิงคุณภาพ” ภายใต้แนวคิด Value is the New Volume

ความร่วมมือระหว่างกาแฟพันธุ์ไทยและ ททท. ในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คือการร่วมผลักดันประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงแบรนด์ไทย นักท่องเที่ยว แหล่งมรดกโลก และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าด้วยกัน ด้วยความตั้งใจเดียวกันคือการทำให้คนไทยมีความสุข มีรายได้ และภาคภูมิใจในคุณค่าของแผ่นดินไทย

ท้ายที่สุดโครงการ Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก ยังช่วยตอกย้ำว่า มรดกโลกไทยคือ “ขุมทรัพย์ของประเทศ” ที่รอให้คนไทยกลับไปค้นพบในมุมใหม่ พร้อมต่อยอดให้เกิดการเดินทาง การใช้จ่าย และการสนับสนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่สนใจร่วมออกเดินทางตามรอยแหล่งมรดกโลกของไทยทั้ง 8 แห่ง สามารถติดตามรายละเอียด โปรโมชัน ส่วนลด และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ Facebook Page: Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก และ Facebook Page: Punthai Coffee

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวทีประชันไอเดีย ‘Young Designer 2026’ ภาคใต้ ยกระดับดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่นวัตกรรมแฟชั่นสากล

14 กันยายน 2569 เวลา 17:25 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ โรงแรมต้นอ้อยแกรนด์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสยาม  ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคใต้ พร้อมด้วยนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางณัฏฐิรา กระแสร์สาร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำของไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ คุณอารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ นายศิริชัย ทหรานนท์ เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฯ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล เจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวสรลักษณ์ ติกขะปัญญา เจ้าของแบรนด์ Archive026 นางสาวเจนสุดา ปานโต เจ้าของแบรนด์ Janesuda และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม เจ้าของแบรนด์ TR Tailor

โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นโครงการที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สู่การเป็นนักออกแบบผ้าไทยรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างสรรค์ชุดผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 652 ราย/ทีม ซึ่งเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้มีผู้ให้ความสนใจสมัครมากถึง 85 ราย/ทีม

สำหรับการประกวดระดับภาคใต้ในวันนี้ มีผู้ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาร่วมประชันฝีมือจำนวน 14 ราย/ทีม โดยผู้เข้าประกวดได้นำเสนอผลงานภาพสเก็ต พร้อมสตอรี่บอร์ด หรือมู้ดบอร์ด (Mood board) ของชุดที่จะออกแบบตัดเย็บจำนวน 3 ชุดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคใต้ เข้าไปชิงชัยในการประกวดระดับประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

#ผ้าไทยใส่ให้สนุก #YoungDesigner2026 #กระทรวงมหาดไทย #กรมการพัฒนาชุมชน

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ รับมอบเงินสนับสนุน สานพลังภาครัฐ-เอกชนอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

14 กันยายน 2569 เวลา 16:12 น.

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (ม.อปสท.สร.) จัด “งานพิธีรับมอบเงินสนับสนุนโครงการ/กิจกรรม ปี ๒๕๖๙ (ครั้งที่ ๓) และงานมอบของที่ระลึกและใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนโครงการ/กิจกรรม ปี ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๒ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อแสดงความขอบคุณและเชิดชูเกียรติแด่หน่วยงานภาคีเครือข่ายผู้สนับสนุน โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และผู้แทนจากหน่วยงานชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงานกว่า ๕๐ หน่วยงาน

การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ภายใต้พระปณิธานอันแน่วแน่และวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ประธานมูลนิธิฯ ที่ทรงให้ความสำคัญและมีพระดำริในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ฟื้นฟู สร้างความตระหนักรู้ และ จัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างจริงจัง ส่งผลให้ภารกิจทั้งด้านวิชาการ งานวิจัยเชิงลึก การฟื้นฟูแนวปะการังและช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ และการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้แก่เยาวชนและสาธารณชนทั่วไปผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการนิทรรศการ Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE การดำเนินงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากพลังแห่งเจตนาดี ความร่วมมือ และการสนับสนุนอันทรงคุณค่าจากทุกภาคส่วน

ภายในงานจัดให้มีพิธีสำคัญเพื่อแสดงความขอบคุณและยกย่องหน่วยงานและเครือข่ายพันธมิตรกว่า ๕๐ หน่วยงาน ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของมูลนิธิฯ โดยมีพิธีการสำคัญ ๔ ลำดับ ได้แก่

๑. พิธีรับมอบเงินสนับสนุน ประจำปี ๒๕๖๙ รับมอบเงินสนับสนุนจากหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๙ จำนวน ๙ หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจ.ซี.เจ จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน), สถาบันพระปกเกล้า, เมืองพัทยา และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

๒. พิธีรับมอบเงินสนับสนุนและใบประกาศเกียรติคุณ ประจำปี ๒๕๖๙ รับมอบเงินสนับสนุนจากหน่วยงาน และมอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและ ยกย่องหน่วยงานผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๙ จำนวน ๗ หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กระทรวงอุตสาหกรรม, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชวนหลงเซรามิค, มูลนิธิวิน วิน, บริษัท เอ็มเอ็มซี โพลีเมอร์ จำกัด, บริษัท นิวสบายวิง จำกัด และ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

๓. พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙มอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและยกย่องในคุณูปการของหน่วยงานผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙ จำนวน ๑๑ หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพดุสิต เวชการ จำกัด (มหาชน), บริษัท แวรูล่า เอ็นเนอร์ยี่ ออยล์ แอนด์ แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

๔. พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดงานนิทรรศการ “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม – ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร จำนวน ๑๕ หน่วยงาน ที่ร่วมจัดนิทรรศการและส่งเสริมการสร้างการรับรู้ ตลอดจนปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในกลุ่มเยาวชนและประชาชนที่เข้าร่วมงานกว่า ๔๕,๐๐๐ คน ประกอบด้วย กองทัพเรือ, กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมประมง, กรมควบคุมมลพิษ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร, สโมสรโรตารีกรุงเทพ คลองเตย, สโมสรโรตารีพระปกเกล้า, สโมสรโรตารี เจริญนคร, สโมสรโรตารีวังสราญรมย์ ท่าพระ, สโมสรโรตารีกรุงเทพบางลำพู ในพระอุปถัมภ์, สโมสรโรตารียานนาวา, สโมสรโรตารีราษฎร์บูรณะ, สโมสรโรตารี สปอร์ต ไทยแลนด์ และ บริษัท ณัฐธนาธร จำกัด

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เชื่อมั่นว่า “พลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” คือกลไกสำคัญในการขยายและเชื่อมโยงความร่วมมือขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนรวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการอนุรักษ์ทะเลไทยเพิ่มขึ้น และสร้างความตระหนักรู้ด้านจิตสำนึกในการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล ให้เกิดผลในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิฯ มิได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความร่วมมือและการสร้างจิตสำนึก ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมงานวิชาการ การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคม อาทิ การจัดงานประชุมวิชาการ การส่งเสริมการอัพไซคลิงขยะทะเลเพื่อพัฒนาเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ได้แก่ หม้อนอน และผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ที่มุ่งสร้างคุณค่าจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ หากแต่เป็นพลังร่วมในการดูแลและฟื้นฟูแนวปะการัง กัลปังหา และสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลไทย เพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์และความงดงามของทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่ ส่งต่อความสมบูรณ์ของทะเลไทยแก่คนรุ่นหลังสืบต่อไป

วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” มอบรางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่ 38

14 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  กำหนดจัดงาน “วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ครั้งที่ 38  ประจำปี 2569 โดย พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม อีกทั้งเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี และเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลเนื่องในวันครบรอบการถึงแก่อนิจกรรมของหม่อมงามจิตต์ฯ  โดยมีหน่วยราชการต่าง ๆ  และองค์การสาธารณกุศลจำนวนมาก อาทิ  กระทรวงมหาดไทย  กรุงเทพมหานคร  กรมประชาสัมพันธ์  สมาคมแม่บ้านมหาดไทย  ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ  ฯลฯ  ร่วมจัดงาน ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์  ซ.อารีย์สัมพันธ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชมงานมิตรสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น
ที่โรงแรมดุสิตธานี ในตอนค่ำของวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 โดยมี หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ปีนี้รางวัล “ หม่อมงามจิตต์บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569  มีผู้ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศ รวม  190  คน  ประกอบด้วย

  1. ประเภท ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด (ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด) ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จำนวน  15  คน (คัดเลือกจาก  51  จังหวัด)
  2. ประเภท ผู้บำเพ็ญประโยชน์ดีเด่นแก่ประชาชนและสังคม จำนวน  53  คน  แบ่งเป็น

–  ตำรวจจราจร  จำนวน  10  นาย  (คัดเลือกจาก  2,600  นาย)

–  พนักงานกวาดถนน  จำนวน 6  คน  (คัดเลือกจาก  9,000  คน  จาก 50 เขต)

–  พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน  10  คน  (คัดเลือกจาก 6,500  คน)

–  พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)   จำนวน  10  คน (คัดเลือกจาก  5,500  คน)

–  ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   จำนวน  10  คน (คัดเลือกจาก อปพร.ทั้งประเทศ และ เจ้าหน้าที่เผชิญสถานการ์ณวิกฤต (ERT) 640,000  คน)

– พลเมืองดี และจิตอาสาดีเด่น  จำนวน  7  คน  (คัดเลือกจากประชาชนทั่วไป  16  คน)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ให้แก่หม่อมงามจิตต์
บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก เป็นคนแรก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2513 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  1. ประเภท อาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรมมีผลงานดีเด่น ในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 8 คน (คัดเลือกจากสถานศึกษาทั่วประเทศ 27 แห่ง)
  2. ประเภท ครู ในสถานศึกษาที่มีเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ หรือ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเมตตาจิตที่คู่ควรแก่การยกย่อง  จำนวน  93  คน  จาก  58  จังหวัด  (คัดเลือกจากสถานศึกษาทั่วประเทศ 109 แห่ง จาก 69 จังหวัด)
  3. ประเภท คนพิการดีเด่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จำนวน 7  คน  (คัดเลือกจาก  200  คน)
  4. ประเภท หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น จำนวน 12 หมู่บ้าน  (คัดเลือกจากหมู่บ้านทั่วประเทศ 31 หมู่บ้าน จาก 31 จังหวัด)  และ  ผู้นำหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น  จำนวน  2  คน  (คัดเลือกจากผู้นำหมู่บ้านทั่วประเทศ 18  หมู่บ้าน  จาก  18  จังหวัด)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เสด็จพระราชดำเนินไปในงานสภาสังคมสงเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก ตามเสด็จ

สำหรับผู้ได้รับรางวัล “ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” ในจังหวัดต่าง ๆ ประเภทครู ในสถานศึกษาที่มีเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ หรือ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานมูลนิธิฯ ที่ได้รับรางวัล มูลนิธิฯ ได้เชิญให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้มอบรางวัล ต่อไป เพื่อไม่เป็นภาระในการเดินทางของผู้ได้รับรางวัล

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมใหญ่ครบ 3 ปี ของสภาสตรีระหว่างประเทศ (ไอ ซี ดับบลิว)
โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก เฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2513
ณ โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมที่สำคัญของมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์ ฯ   คือ  การมอบรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ที่มูลนิธิฯ จัดมอบให้แก่บุคคลสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั่วประเทศ  เพื่อเชิดชูเกียรติ  และรำลึกในความสามารถ  ในคุณความดีของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ที่มีผลงานเป็นคุณประโยชน์แก่สังคม จนเป็นที่ยกย่องยอมรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกย่องบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับ  รางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ทั่วประเทศ  ที่มีความตั้งใจจริง เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ภารกิจต่าง ๆ ที่รับผิดชอบด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเหล่านั้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการงานของตน และเป็นแรงจูงใจ เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน บุคคลทั่วไป รวมทั้งอนุชนรุ่นหลังที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้มีคุณภาพและมีคุณธรรมยิ่งขึ้น  อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเยาวชน สังคม และประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนสภาสตรีประเทศต่างๆ
ทั่วโลกที่มาร่วมประชุมใหญ่ครบ 3 ปี ของ ไอ ซี ดับบลิว เข้าเฝ้าฯ โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก เฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนิน ณ พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2513

หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร  ได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็น บุคคลสำคัญของโลก ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล เมื่อปี 2558 ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชน และการศึกษาด้านวัฒนธรรม เนื่องด้วยเป็นสุภาพสตรีไทยผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งที่ได้สร้างชื่อเสียงเกียรติประวัติที่ล้ำเลิศของประเทศชาติ เป็นผู้นำสตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติของนักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคมผู้มีอุดมการณ์แห่งความเสียสละ ได้ประกอบคุณงามความดีเป็นอเนกประการแก่ประเทศชาติและชาวโลกอย่างใหญ่หลวงกอรปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ยากที่จะหาผู้เสมอเหมือนผลงานของท่านปรากฏเป็นที่ประจักษ์มากมายทั้งด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาสตรี การพัฒนาเยาวชน การพัฒนาชนบทและการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์การจัดงานโคเน็กซ์
81- สหชาติศิลปาชีพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์เยี่ยมชม งานที่สวนอัมพร วันที่ 16
กุมภาพันธ์ 2524

หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก  ริเริ่มงานระดับชาติจำนวนมาก ตั้งแต่กว่า  81 ปีที่แล้ว  อาทิ  มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ  สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ  มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  เพื่อเยาวชนฯ  เป็นต้น  ซึ่งเป็นงานสาธารณกุศลที่ส่งเสริมสนับสนุนงานของรัฐบาล  ซึ่งงานเหล่านั้นยังจำเป็น  และมีคุณค่ากับสถานการณ์ปัจจุบัน  ซึ่งยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  เพื่ออำนวยคุณประโยชน์ในการพัฒนาคน สังคม และประเทศชาติจนถึงทุกวันนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมปฐมฤกษ์ คณะกรรมการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน
ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก ประธานกรรมการดำเนินงานมูลนิธิฯ เฝ้ารับเสด็จ

หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก  เป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวในรอบ 138 ปี (ณ ปี 2569)  ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสภาสตรีระหว่างประเทศ  ซึ่งมีองค์การสมาชิกถึง  75  ประเทศ  ซึ่งสภาสตรีระหว่างประเทศ  ก็ได้ยกย่องชื่นชมเช่นกัน  โดยได้จัดงาน “วันแห่งการพัฒนาเพื่อเชิดชูเกียรติหม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร” ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2529  ด้วย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
และ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา
อดีตประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
และอดีตประธานที่ปรึกษามูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร
อดีตประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
และอดีตประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร และหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
ปี 2531 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงโปรดให้ สมเด็จพระ
เจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขณะ 10
พรรษา เสด็จแทนพระองค์ ทรงเปิดงาน วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์
เซ็นทรัลลาดพร้าว มีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ประธานจัดงานฯ และพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ที่ปรึกษาการจัดงานเฝ้ารับเสด็จ ฯ

ฉลองวันเกิดครบ 6 รอบ ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ผองเพื่อนร่วมยินดี

14 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

เนื่องในโอกาสครบ 6 รอบของภรณี ลีนุตพงษ์ ได้มีเพื่อนๆจากกลุ่ม บยร.1 (หลักสูตรผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ) นำโดย วรเดช ธีรเวคิน , โอฬาร แพพ่วง , ยุทธกิจ เจียรสุวรรณภาส , เสรี ลีเกษม , สมศักดิ์ วงศ์ราษฎร์ , อัจฉราพร นาคสาร , พรพินี ปลูกเจริญ , ศิวาภรณ์ เฉลิมวงศ์ , สิริยา หอมสุวรรณ , อลิศรา พรหมโชติชัย , กิติมา แก้วนะรา , พจีกานต์ สวัสดิวงศ์และ และ ปฐมพงษ์ คำเขียว ได้ร่วมกันจัดฉลองวันเกิดให้อย่างอบอุ่นที่ร้านเชฟแมน ราชดำริ

และในวันต่อมา อดีตเพื่อนร่วมงานจากอดีตองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ชื่อว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้นัดรวมตัวเพื่อฉลองวันเกิดให้ โดยมี  โอกาส เตพละกุล , นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ , ดร.บุญส่ง-ศิริลักษณ์ ไข่เกษ  , ธนา ไชยประสิทธิ์ ร่วมกันฉลองวันเกิดให้ ภรณี ลีนุตพงษ์ โดยมี ดร.ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ , ดร.อาณัติชัย รัตตกุล , จุไรรัตน์ ปันยารชุน , เธียรชัย มหาศิริ , ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม , มังกร ธนสารศิลป์ , ทวี เตชะธีรวัฒน์ , สุพจน์ พฤกษานานนท์ และ จุฑามาศ กุลรัตน์

แม้จะจัดคนละวันแต่ใจตรงกันคือเลือก สถานที่เดียวกัน เป็นร้านเชฟแมนราชดำริ ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าของวันเกิดเป็นสุขใจมาก ที่มีเพื่อนๆน้องๆยังให้ไมตรีแห่งมิตรภาพสืบเนื่องอย่างยาวนาน เสมอมา นับเป็นความสุขใจที่หาค่าไม่ได้

เตือนภัยยาพาราเซตามอล ใช้ผิดวิธีเสี่ยงตับวายเฉียบพลัน

14 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

พาราเซตามอล (Paracetamol) แม้เป็นยาสามัญ แต่หากกินเกินขนาด ถี่เกินไป หรือซ้ำซ้อนกับยาอื่น อาจทำให้ตับวายเฉียบพลันได้ จึงควรใช้ยาตามน้ำหนักตัวและระวังเป็นพิเศษในผู้มีโรคตับหรือดื่มแอลกอฮอล์ หากสงสัยว่ากินยาเกินขนาด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ

แพทย์หญิงณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย

แพทย์หญิงณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้

4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว

การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่

  1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด
  2. เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวัน

สูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์

  1. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา

พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน

  1. กินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลซ้ำกัน

ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

  1. เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น

หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม

ยาพาราเซตามอลควรกินเท่าไรจึงเหมาะสม?
ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพ จึงไม่ควรพิจารณาจากจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ครั้งละ 500–1,000 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ โดยปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิด ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมภายใน 24 ชั่วโมง

กินยาพาราเกินขนาด ทำให้ตับวายได้อย่างไร

เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้

เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย

ข้อที่สำคัญคือ อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใดๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์

กินยาพาราอย่างไรให้ปลอดภัยต่อตับ?

การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้ โดยควรอ่านฉลากและตรวจปริมาณตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง เว้นระยะการรับประทานยาตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มขนาดหรือความถี่ด้วยตนเอง นับปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดที่ใช้ภายใน 24 ชั่วโมง ตรวจส่วนประกอบของยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดสูตรผสม เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาซ้ำ ให้พาราเซตามอลแก่เด็กตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้นของยา โดยใช้อุปกรณ์ตวงยาที่เหมาะสม หากมีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะขาดสารอาหาร หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

เมื่อใดควรไปโรงพยาบาลหรือประเมินสุขภาพตับเพิ่มเติม?

หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการกินยาปริมาณมากในครั้งเดียว กินเกินขนาดซ้ำหลายครั้ง หรือได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เพราะพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน

หากเข้ารับการรักษาเร็ว แพทย์อาจให้ยาต้านพิษ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเสริมกลูตาไธโอนและลดการทำลายเซลล์ตับ โดยยาจะให้ผลดีที่สุดเมื่อได้รับภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และยังอาจมีประโยชน์แม้เข้ารับการรักษาล่าช้า แพทย์จะประเมินปริมาณยา ระยะเวลาหลังได้รับยา และผลตรวจเลือด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ความปลอดภัยในการใช้พาราเซตามอลไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงขนาดยา ระยะห่างระหว่างมื้อ และปริมาณรวมจากยาทุกชนิดภายใน 24 ชั่วโมง การอ่านฉลากและใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะตับบาดเจ็บได้

คุณแหน : 14 กันยายน 2569

14 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

คุณแหน

๐๐สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมวิชาการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 12 จัดโดย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข วันจันทร์ 14 ก.ย. เวลา 14.30 น ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ..๐๐

๐๐ เพื่อนๆ Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ธนียา นัยพินิจ ได้เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..๐๐

๐๐ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ซีอีโอ บมจ. บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เป็นวิทยากรพิเศษเรื่อง “Thailand Beyond Tomorrow : มองอนาคตอสังหาริมทรัพย์ ในฐานะผู้นำธุรกิจ AMC” บนเวทีสัมมนา TNN Future Forum..๐๐

๐๐ นพ.อุดมศักดิ์ บุญส่งทรัพย์ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร เชียงราย ให้การต้อนรับคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของ คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำโดย วิรัตน์ รักษ์พันธ์ และ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ได้ไปเยี่ยมสำรวจเพื่อศึกษาการร่วมสนับสนุนการพัฒนา รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน โดยมี ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, ฉวีวรรณ ทิมา, ภัทธิรา หาญสกุล, ฐิติพงศ์ วราภรณ์และ ชยาภรณ์ นวมงคล ร่วมด้วย..๐๐

๐๐ ศิริชัย ฉันทชัยวัฒน์ บริจาคเงินสมทบโครงการศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐

๐๐สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมยินดีกับ ณัฐ ยนตรรักษ์ (BCC 119) นักประพันธ์เพลง นักเปียโน และผู้ก่อตั้ง รร.ดนตรีณัฐ สตูดิโอ ที่ได้รับการประกาศยกย่องจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี พ.ศ. 2568..๐๐

๐๐ ทวี ปิยะพัฒนา พร้อมเพื่อนๆ วตท.14 มาสังสรรค์อัปเดตชีวิตกันกว่า 40 คน งานนี้ อนุชา บูรพชัยศรี, สาลินี วังตาล, ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, ธีรนันท์ ศรีหงส์, วิลาสินี พุทธิการันต์, ประภา ปูรณโชติ, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ, บุญชัย ปัณฑุรอัมพร, เรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์, ผศ.ดร.มานวิภา อินทรทัต, สุชาติ บุญบรรเจิดศรี, ลายคราม เลิศวิทยาประสิทธิ์, ณัฐญา นิยมานุสร, วรรษมล เพ็งดิษฐ์, รสริน เธียรนุกุล ไม่ยอมพลาด..00

๐๐มิตรสหายชาว ปปร. 29 ยินดีกับ ดร.คเณตร์ เลิศหิรัญวิบูลย์ ที่ได้รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น สถาบันพระปกเกล้า..๐๐

๐๐ชาว CDA 2 ยินดีกับ ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ที่ บจ.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดโดย สนง.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)..๐๐

๐๐ สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ แสดงความเสียใจกับการจากไปของ ภญ.สุปรียา ป้อมประเสริฐ ศิษย์เก่า เภสัช มช. รุ่น 20..๐๐

๐๐ฌาปนกิจ ชุติภัทร โพธิรัตนังกูร 15 ก.ย.17.00 น. ณ เมรุวัดธาตุทอง พระอารามหลวง สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และลูกๆ ดวงภัทร-ณพาภรณ์-พลวุฒิ-พัชรวิภา โพธิรัตนังกูร จะไปส่งผู้เป็นที่รักยิ่งในวาระสุดท้าย..๐๐

น้องใหม่

CEA เปิดนิทรรศการ Creative Cultural District ปีที่ 2 สนับสนุน 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และการออกแบบ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

13 กันยายน 2569 เวลา 10:34 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดนิทรรศการ “ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)” ภายใต้แนวคิด “Connecting the Dots  Creative Districts Reimagined” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District: CCD) ปีที่ 2 เพื่อสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของพื้นที่กระบวนการออกแบบและความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่าน 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ ได้แก่ เจียงฮายหลายรส (เชียงราย), Face of Chiang Dao (เชียงใหม่), ลานนาคกี้ (บึงกาฬ), พื้นที่แห่งเสียง (สุพรรณบุรี), KEDA SIGN (ปัตตานี), กั่วป่าโพ้ (พังงา) และ Y.L.A. (ยะลา) นิทรรศการจัดแสดงในระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ Discovery Plaza ชั้น G ศูนย์การค้า Siam Discovery

โครงการ Creative Cultural District (CCD) เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนและดำเนินงานโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ โครงการมีเป้าหมายในการสำรวจ พัฒนา และยกระดับย่านสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา นักสร้างสรรค์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า  “โครงการ Creative Cultural District ช่วยเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์เเละผู้ขับเคลื่อนในพื้นที่ นำเสนอบริบทและค้นหาทุนหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ผสมผสานกับกิจกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของชุมชน การนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการออกแบบ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์” 

รศ. ดร.ชุมพร มูรพันธุ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า โครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ เปิดรับพื้นที่สร้างสรรค์จากทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 80 พื้นที่ ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อค้นหาพื้นที่ต้นแบบและเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่สู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าในระยะยาว

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอผลงานและกระบวนการทำงานของ 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ พร้อมเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ฟื้นชีวิต สร้างพลังให้เติบโต” โดยตัวแทนจาก 7 พื้นที่ต้นแบบ ได้แก่ เจียงฮายหลายรส, Face of Chiang Dao, ลานนาคกี้, พื้นที่แห่งเสียง, KEDA SIGN, กั่วป่าโพ้ และ Y.L.A. ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่จากฐานวัฒนธรรม ชุมชน อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบริบทของแต่ละภูมิภาค

เปิด 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ สู่การเชื่อมโยงทุนท้องถิ่นกับโอกาสใหม่

  1. เจียงฮายหลายรส จังหวัดเชียงราย

ผ่านแนวคิดด้าน “อาหาร” และเรื่องราวของย่านศรีเกิดในการเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ่ายทอดอัตลักษณ์เชียงรายผ่านรสชาติ วัตถุดิบ ตำรับอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่น พื้นที่ดังกล่าวเกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการอาหารและนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรมที่ชวนผู้คนกลับมารู้จักย่านในมุมใหม่ และต่อยอด “รสชาติของเมือง” ให้กลายเป็นเรื่องราว ประสบการณ์ และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

  1. Face of Chiang Dao จังหวัดเชียงใหม่

ผ่านแนวคิด “สายน้ำ ผู้คน ศิลปะ และวัฒนธรรม” เชื่อมโยงทุนท้องถิ่นเข้ากับบริบทของเชียงดาว ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่กระจายตัวในพื้นที่ พร้อมเปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และเวทีสำหรับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น เกิดเครือข่ายที่เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมนำเสนอเรื่องราวของเชียงดาวในมุมใหม่ และเปิดโอกาสในการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของพื้นที่

  1. ลานนาคกี้ จังหวัดบึงกาฬ

ผ่านแนวคิด “นาคสร้างชุมชน – ไม่ใช่แค่ค้นหา แต่คือการตามล่า” นำทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อ เรื่องราวนาค และวิถีชุมชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนทุกวัย เกิดพื้นที่กลางสำหรับการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และภาคีในพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมต่อยอดทุนวัฒนธรรม “นาคกี้” ไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ คราฟต์ อาหาร การแสดง และผลิตภัณฑ์

  1. พื้นที่แห่งเสียง จังหวัดสุพรรณบุรี

ผ่านแนวคิด “เมืองหนึ่งเมืองไม่ได้มีแค่ภาพให้มอง แต่มันมีเสียงให้ฟัง” ถ่ายทอดเรื่องราวของพื้นที่ผ่านเสียงของผู้คน ชุมชน และศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้และมุมมองใหม่ต่อเมือง เกิดพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เสียงของชุมชนได้รับการนำเสนอและส่งต่อ เชื่อมโยงศิลปิน คนรุ่นใหม่ และคนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ และเปลี่ยน “เสียงท้องถิ่น” ให้เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์และคุณค่าใหม่ของเมือง

  1. KEDA SIGN จังหวัดปัตตานี

ผ่านแนวคิด “กือดาไซน์” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของปัตตานีมาตีความผ่านการออกแบบ สร้างพื้นที่ที่เชื่อมงานออกแบบ ศิลปะ คราฟต์ ผู้คน และเรื่องราวของเมืองเข้าด้วยกัน ส่งผลให้เกิดการมองเห็นคุณค่าของทุนสร้างสรรค์ในพื้นที่มากขึ้น เชื่อมโยงนักออกแบบ ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชน และเปิดโอกาสให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นผลงาน ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ร่วมสมัย

  1. กั่วป่าโพ้ จังหวัดพังงา

ผ่านแนวคิด “เปิดพื้นที่ท้องถิ่น เชื่อมผู้คน ศิลปะ และเมือง” โดยใช้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต อาหาร แฟชั่น สถาปัตยกรรม และเรื่องราวของผู้คนท้องถิ่น เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญและเรื่องราวของเมืองผ่านเส้นทางการเรียนรู้ กิจกรรมศิลปะ และการเปิดบ้านชุมชน ช่วยให้คนในพื้นที่กลับมาเห็นคุณค่าของบ้านเกิด พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบตะกั่วป่าในมิติที่มากกว่าการท่องเที่ยว

  1. Y.L.A. จังหวัดยะลา

ผ่านแนวคิด “ยล สร้าง สิน” ชวนมองยะลาผ่าน “สินทรัพย์สร้างสรรค์” ที่อยู่รอบตัว ทั้งผู้คน อาหาร วัฒนธรรม คราฟต์ และเรื่องราวของเมือง ด้วยการต่อยอดไปสู่งานด้านออกแบบและกิจกรรมสร้างประสบการณ์ร่วมสมัย เกิดพื้นที่กลางสำหรับการพบปะ ทดลอง เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนของคนในเมือง พร้อมสร้างมุมมองใหม่ต่อยะลา

นิทรรศการ “ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ Discovery Plaza ชั้น G ศูนย์การค้า Siam Discovery พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปจาก 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ประชาชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจได้เรียนรู้แนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดผ่านกระบวนการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับพื้นที่อย่างยั่งยืน

ไวตามิ้ลค์ ชวน ‘เจฟ ซาเตอร์’ ถ่ายทอดแนวคิด ‘ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน’

13 กันยายน 2569 เวลา 10:00 น.

ไวตามิ้ลค์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แนวทาการสื่อสาร “Vitamilk Double Zero 0011” (ไวตามิ้ลค์ ดับเบิ้ลซีโร่ 0011) สูตรไม่เติมน้ำตาลทราย นมถั่วเหลือง plant base 100%  ด้วยจุดเด่น 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสตอรอล และมีโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 กรัม อร่อย ดื่มง่าย ตอบโจทย์คนที่กังวลเรื่องน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ให้การเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องง่ายๆ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์แบรนด์ “เจฟ ซาเตอร์” ถ่ายทอดแนวคิด Vitamilk START FROM 0011 “ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน”

นายอนันต์ ธีรวิชญกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำตาลและการได้รับโปรตีนที่เพียงพอในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นดูแลสุขภาพยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะต้องปรับทั้งพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย ไวตามิ้ลค์จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ รสชาติ ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ด้วยจุดเด่นของไวตามิ้ลค์ สูตรนี้คือ 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสเตอรอล และโปรตีน 11 กรัม พร้อมรสชาติอร่อย ดื่มง่าย ไม่จืด ให้ผู้บริโภคดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าต้องลดทอนความอร่อย

นอกจากนี้ ไวตามิ้ลค์ยังสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายผ่านกิจกรรมเต้นแอโรบิค ซึ่งสนุก เข้าถึงง่าย และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เพื่อให้ทุกคนสนุกกับการดูแลสุขภาพได้ในทุกวัน

ดีต่อสุขภาพแบบดับเบิ้ล! กับ “Vitamilk Double Zero 0011” (ไวตามิ้ลค์ ดับเบิ้ลซีโร่ 0011) ด้วยนมถั่วเหลือง plant base 100% ปราศจากนมวัว สูตร ไม่เติมน้ำตาลทราย ไม่มีคอเลสเตอรอล รสชาติอร่อย ดื่มง่าย อุดมไปด้วยประโยชน์ครบในหนึ่งเดียว เพิ่มโปรตีนอีก 20% เป็น 11 กรัม ในขนาด 300 มล. (สูตรทั่วไปมีโปรตีน 9 กรัมในขนาด 300 มล.) พร้อมโอเมก้า 3,6,9 จากถั่วเหลืองธรรมชาติ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด โดยเป็นกรดอะมิโนจำเป็นถึง 9 ชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ สร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง พร้อมเต็มที่ มีทั้งชนิดขวดแก้ว ทูโก ขนาด 300 มล.  และ กล่องยูเอชที 200 มล. อร่อย สดชื่น ดื่มง่าย ใส่ใจสุขภาพได้เต็มที่แบบดับเบิ้ล

ด้านศิลปินสุดฮอต เจฟ ซาเตอร์ พรีเซนเตอร์แบรนด์ ไวตามิ้ลค์ ได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิด Vitamilk START FROM 0011 “ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน” ว่า การดูแลตัวเองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน อย่างการเลือกดื่มสิ่งที่มีประโยชน์ และการเติมโปรตีนให้ร่างกาย โดยเฉพาะคนที่มีตารางชีวิตและการทำงานแน่น ๆ การมีตัวช่วยที่สะดวกและดื่มง่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น

“สำหรับผม การดูแลตัวเองคือการใส่ใจตัวเองในทุกวัน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยากหรือเปลี่ยนชีวิตตัวเอง แค่เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองและทำได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไวตามิ้ลค์สูตรใหม่ “Vitamilk Double Zero 0011” เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ เพราะ 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสเตอรอล และมีโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 กรัม ที่สำคัญคืออร่อยและดื่มง่าย ไม่จืด ผมอยากชวนทุกคนลองเริ่มต้นดูแลตัวเองจากสิ่งง่าย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อให้ร่างกายพร้อมไปต่อในทุกวันครับ”

นอกจากความสดใสจาก “เจฟ ซาเตอร์” ภายในงานยังชวนทุกคนมาขยับร่างกายแบบสนุก ๆ กับกิจกรรมเต้นแอโรบิค นำโดย “ครูหนึ่งจุง” ที่มาชวนออกสเต็ปแบบจัดเต็ม พร้อมเพิ่มความคึกคักเมื่อ “ฮาย – อาภาพร นครสวรรค์” มาร่วมเต้นแอโรบิค สร้างทั้งเสียงหัวเราะและความสนุกให้กับบรรยากาศภายในงาน เรียกได้ว่าเป็นการชวนทุกคนมา “ขยับให้สุด แล้วเติมความพร้อมให้ร่างกาย” ไปพร้อมกัน

ไขความลับสร้าง Healthspan ที่ดีและยั่งยืนผ่าน 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

13 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

การมีอายุยืน อาจไม่ใช่เป้าหมายเดียวของคนยุคใหม่อีกต่อไป เพราะคนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง Healthspan หรือการมีช่วงชีวิตยืนยาวพร้อมสุขภาพที่ดี เทรนด์สุขภาพระดับโลกจึงเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย มาสู่แนวคิด Holistic Wellbeing หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบองค์รวม ซึ่งเริ่มต้นได้จากไลฟ์สไตล์ใกล้ตัว ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่เปี่ยมด้วยโภชนาการเข้มข้น และการทำความเข้าใจกับ Microbiome (จุลินทรีย์ในร่างกาย) เพื่อคืนสมดุล คุมระบบภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูร่างกายจากภายใน เพราะการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบสตรองในทุกวัน คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และยืนยาวที่สุด

ไขความลับ Nutrition & Microbiome กุญแจสู่ Healthspan Lifestyle ผ่านองค์ความรู้จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

นิยามของ Healthspan กับ Lifespan และ 4 เสาหลักสุขภาพ

ดร.จีจี้ กวอก-ฮินสลีย์

ดร.จีจี้ กวอก-ฮินสลีย์ (Dr. Gigi Kwok-Hinsley) นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ด้านวิจัยโภชนาการและการตรวจสอบทางคลินิกจากแอมเวย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโภชนาการและไมโครไบโอม ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยและร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์การดูแลระบบไมโครไบโอมอย่างตรงจุด ได้อธิบายความแตกต่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีว่า “เมื่อพูดถึงการมีอายุยืนยาว เรามักนึกถึง Lifespan หรืออายุขัยว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 80, 90 หรือ 100 ปี แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ Healthspan หรือช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพดี เพราะการมีชีวิตยืนยาวจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อเรายังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความเจ็บป่วย ความไม่สบายกาย หรือโรคเรื้อรัง

การสร้าง Healthspan ที่ดีและยั่งยืนจึงควรมองมิติสุขภาพอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 4 แกนหลัก ตั้งแต่ ‘Cellular Health’ หรือการดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำงานของร่างกาย อวัยวะ และกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซึ่งการดูแลสุขภาพของเซลล์ต้องอาศัยทั้งการปรับไลฟ์สไตล์และสารอาหารที่เหมาะสม และยังเกี่ยวข้องกับ ไฟโตนิวเทรียนท์ สารพฤกษเคมีหรือสารอาหารจากพืชหลากหลายสีที่ช่วยดูแลและปกป้องเซลล์ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายและผิวหนังจากสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงกับการทำงานของจุลินทรีย์ในร่างกาย รวมถึง ‘Microbiome’ ระบบนิเวศจุลินทรีย์นับล้านตัวที่อาศัยอยู่ในร่างกาย เช่น ลำไส้ ช่องปาก และผิวหนัง ซึ่งจุลินทรีย์ในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างและมีบทบาทต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน ตั้งแต่สมอง ผิวหนัง การอักเสบ ไปจนถึงภูมิคุ้มกัน และ ‘Exposome’ ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมรอบตัวทั้งอากาศ น้ำ แสงแดด และมลภาวะที่ร่างกายต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งเราสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการลดโอกาสในการเผชิญสิ่งที่ส่งผลเสีย และเพิ่มความสามารถของร่างกายในการรับมือกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสุขภาพที่ดีในระยะยาวไม่ได้เกิดจากการดูแลเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของการดูแลร่างกายอย่างสมดุลและต่อเนื่องในทุกมิติ”

เจาะลึก Phytonutrients และการทำงานร่วมกันของ Phytonutrients & Microbiome

ดร.แกรี วิลเลียมสัน

ดร.แกรี วิลเลียมสัน (Dr. Gary Williamson) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ (Amway Scientific Advisory Board – SAB) และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast สหราชอาณาจักร ได้แบ่งปันแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ด้าน     ไฟโตนิวเทรียนท์และไมโครไบโอม สู่จุดเริ่มต้นของการมี Healthspan อย่างน่าสนใจว่า “ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการไม่ได้มองผักและผลไม้เพียงในแง่ของอาหารที่ควรรับประทานหรือแหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ไฟโตนิวเทรียนท์’ หรือสารอาหารจากพืชที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสมดุลภายในเซลล์ โดยเฉพาะการช่วยให้เซลล์รับมือกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารที่มีไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์และการทำงานของร่างกายในระยะยาว

การได้รับไฟโตนิวเทรียนท์ควบคู่กับมื้ออาหาร จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนกลไกการปกป้องเซลล์ และยังมีความสัมพันธ์กับ ‘ไมโครไบโอม’ หรือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ทำงานเชื่อมโยงและส่งเสริมกัน โดยไฟโตนิวเทรียนท์เป็นแหล่งพลังงานที่จุลินทรีย์ในลำไส้สามารถนำไปใช้ได้ ขณะที่ไมโครไบโอมก็มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงและทำให้ไฟโตนิวเทรียนท์บางชนิดอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ที่ทำงานร่วมกันนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลโภชนาการ สุขภาพระดับเซลล์ และไมโครไบโอมอย่างสมดุล คือรากฐานสำคัญของการสร้าง Healthspan ที่ดี เพื่อให้เรามีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกช่วงวัย”

Microbiome กุญแจสำคัญของสุขภาพยุคใหม่ เจาะลึกความสำคัญของกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ต่อสุขภาพลำไส้และภูมิคุ้มกัน

ดร.โยแซป จี

ดร.โยแซป จี (Dr. Yosep Ji) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ (Amway Scientific Advisory Board – SAB) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท HEM Pharma Inc. ผู้ทุ่มเทและเจาะลึกงานวิจัยด้านไมโครไบโอม  (Microbiome) เพื่อการดูแลสุขภาพแห่งอนาคต ได้อธิบายเกี่ยวกับระบบนิเวศจุลินทรีย์ในลำไส้และกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม โดยชี้ให้เห็นว่า “หากลองมองร่างกายของเราเป็นเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ ไมโครไบโอมในลำไส้ก็เปรียบเสมือนทีมงานจำนวนมหาศาลที่ทำงานร่วมกัน โดยแต่ละกลุ่มมีความเชี่ยวชาญและบทบาทที่ต่างกัน ความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของจุลินทรีย์เหล่านี้มีความสำคัญ เพราะเป็นระบบที่มีส่วนช่วยในการย่อยและเปลี่ยนสารอาหารบางชนิดให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีจากอาหารที่เรารับประทาน ดังนั้น การได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีความหลากหลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนจุลินทรีย์ในลำไส้ให้สามารถทำงานได้อย่างสมดุล เพราะพวกมันสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ร่างกายย่อยได้ยาก เช่น ไฟเบอร์และไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้

และหนึ่งในสารที่ไมโครไบโอมผลิตจากการหมักไฟเบอร์ ก็คือ กรดไขมันสายสั้น หรือ SCFA (Short-Chain Fatty Acids) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับเซลล์ผนังลำไส้ และมีส่วนช่วยดูแลความแข็งแรงของผนังลำไส้ โดยเซลล์ผนังลำไส้มีการสร้างและฟื้นฟูอยู่ทุก ๆ 3–5 วัน หากลำไส้ได้รับสารเหล่านี้ไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของผนังลำไส้และเกราะป้องกันลำไส้ ทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และอาจกระทบต่อสมดุลของร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบเผาผลาญ การควบคุมน้ำหนัก สมองและอารมณ์ รวมถึงการอักเสบและสุขภาพของลำไส้ ดังนั้น การดูแลไมโครไบโอมด้วยการได้รับไฟเบอร์และไฟโตนิวเทรียนท์อย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบลำไส้และวางรากฐานของ Healthspan ที่ดี เพราะสุขภาพที่แข็งแรงเริ่มต้นจากสมดุลภายในร่างกาย”

อย่างไรก็ตาม การสร้าง Healthspan ที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำได้จริงและสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน เช่น เข้านอนให้เร็วขึ้นเพียง 10–15 นาที ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1 แก้ว ขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด และการได้รับโภชนาการที่เหมาะสมอย่างการเพิ่มผักและผลไม้หลากสีในแต่ละมื้อ ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูปสูง และหันมาเลือกอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยลง รวมถึงเพิ่มอาหารหมักตามธรรมชาติและโปรตีนจากพืชเพื่อสนับสนุนสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้ เมื่อพฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ได้กลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยวางรากฐานของสุขภาพที่ดีจากภายในและนำไปสู่การมี Healthspan ที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากขึ้น

แอมเวย์ประเทศไทย มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน โดยถ่ายทอดแนวคิดสำคัญผ่านงาน Health & Wellbeing Summit ว่า “Healthspan ไม่ใช่เพียงเทรนด์สุขภาพ แต่คือการสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว” ซึ่งเริ่มต้นจากการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และร่วมสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในอนาคต

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและสาระดีๆ จาก แอมเวย์ประเทศไทย ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แอมเวย์ ได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือแอมเวย์ ช็อป ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์ Official ของแอมเวย์ และติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันต่างๆ ได้ที่   Website: www.amway.co.th เฟสบุ้ค: www.facebook.com/amwaythailand,  ไลน์ : @amwaythailand ติ๊กต็อก : @sarasookth และ Amway Contact Center: 0-2725-8000