Airbnb.org สนับสนุนที่พักฟรีสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ภายใต้โครงการ ‘โรงพยาบาลมีสุข’ ของมูลนิธิกระจกเงา

Airbnb.org สนับสนุนที่พักฟรีสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ภายใต้โครงการ ‘โรงพยาบาลมีสุข’ ของมูลนิธิกระจกเงา

Airbnb.org สนับสนุนที่พักฟรีสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ภายใต้โครงการ ‘โรงพยาบาลมีสุข’ ของมูลนิธิกระจกเงา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

หลายครอบครัวในประเทศไทย การเข้าถึงการรักษาพยาบาลไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ถึงโรงพยาบาลเท่านั้น แม้ว่าได้จะรับการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าที่พักอาศัยใกล้โรงพยาบาลระหว่างการรักษาต่อเนื่อง กลับเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย จากการทำงานร่วมกับชุมชนที่ขาดโอกาสทั่วประเทศ มูลนิธิกระจกเงา ร่วมมือกับ Airbnb.org ภายใต้โครงการโรงพยาบาลมีสุข สนับสนุนให้ครอบครัวอยู่เคียงข้างกันในช่วงเวลาที่สำคัญของการรักษา ทั้งนี้ สามารถขยายการช่วยเหลือโดยจัดหาที่พักฟรีเกือบ 50 คืนให้แก่ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว และผู้ดูแล ที่เดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อเข้ามารับการรักษาในเมืองหลักของประเทศไทย ผ่านเครือข่ายโฮสต์ของ Airbnb.org

ปัจจุบันโครงการนี้ได้ให้การสนับสนุนแก่ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว และผู้ดูแล ผ่านการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่าย อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) โดยหลายครอบครัวต้องเดินทางเข้ามารับการรักษาเฉพาะทางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะเรื้อรังหรืออยู่ในขั้นวิกฤต สามารถอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวตลอดช่วงการรักษา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านที่พัก

Airbnb.org เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งโดย Airbnb ในปี 2563 มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาที่พักฉุกเฉินฟรีในช่วงเวลาวิกฤต อาทิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุเพลิงไหม้ที่พักอาศัย และการเดินทางเพื่อรับการรักษาพยาบาล โดยความร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงาในครั้งนี้ Airbnb.org และผู้บริจาคสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พัก โดยมูลนิธิกระจกเงาจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนช่วยจองที่พัก Airbnb ตามความต้องการของผู้ที่ได้รับสิทธิ์

นางสาวจามจุรี แซ่ซื้อ หัวหน้าโครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า “เวลาผู้ป่วยเด็กถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ครอบครัวของเด็กๆ ต้องเผชิญกับปัญหาหลายทาง เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ทางเราขอขอบคุณ Airbnb.org และโฮสต์ทุกท่านในการสนับสนุนที่พักสำหรับเด็กๆ ที่ต้องเดินทางเพื่อเข้ามารับการรักษาพยาบาล ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิกระจกเงา และ Airbnb.org ในครั้งนี้ นับว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระทั้งร่างกายและจิตใจของครอบครัวผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง”

คริสทีน ชาง ผู้อำนวยการโครงการและการปฏิบัติการระดับโลกของ Airbnb.org กล่าวว่า“Airbnb.org ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเข้าถึงที่พักชั่วคราวที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่มีเหตุจำเป็น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาได้วางรากฐานโครงการที่ช่วยเหลือเด็กๆ ให้ได้รับการรักษาที่จำเป็นอยู่แล้ว เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับทางมูลนิธิ เพื่อช่วยให้ครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงที่พักโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สะดวกสบาย และอบอุ่น ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต”

โครงการโรงพยาบาลมีสุขสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ของมูลนิธิกระจกเงาในการสนับสนุนชุมชนที่ขาดโอกาส ด้วยการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติที่กระทบต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และพร้อมผนึกพันธมิตรอย่าง Airbnb.org เพื่อขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

อาการสะบักจมปวดร้าวลงแขนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คนทำงานจะมองข้าม หากลองทานยาหรือนวดแล้วไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อวางแผนรักษาให้ตรงจุด ช่วยให้คุณหายจากอาการปวด กลับไปทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือ “เครื่องมือ” ที่สำคัญที่สุดของคนทำงานทุกคน

รู้จักสาเหตุหลัก “สะบักจม” ใครอยู่ในลิสต์กลุ่มเสี่ยง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข หรือ kdms จะพาไปรู้จักสาเหตุหลักและวิธีการรักษาที่ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ก่อนที่ร่างกายจะพัง!

สะบัก (Scapula) คือ กระดูกรูปสามเหลี่ยมบริเวณช่วงอกทางด้านหลังที่เชื่อมติดกับบ่า ไหล่ และหลัง ดังนั้น เมื่อปวดสะบักมักจะเป็นการเหมารวมอาการปวดคอ บ่า ไหล่รวมไปด้วย หรือเป็นอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อรอบกระดูกสะบัก ซึ่งขอเตือนว่าอาการปวดสะบักร้าวลงแขนไม่ได้มาเล่น ๆ แต่คือ “เสียงเตือน” จากระบบเส้นประสาทที่กำลังถูกกดทับ หากปล่อยไว้วันแรงงานปีหน้าคุณอาจต้องจบที่เตียงผ่าตัดแทนหยุดพัก โดยมักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก

1.ออฟฟิศซินโดรม (Myofascial Pain Syndrome-MPS): จำเลยอันดับหนึ่ง! เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ท่าเดิมนาน ๆ ก้มหน้าเล่นมือถือ หรือพิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวจนเกิด “จุดกดเจ็บ” (Trigger Point) ส่งความปวดร้าวลามไปที่สะบักและแขน

2.ปัญหากระดูกคอ (Cervical Spine Issues): อันนี้ร้ายแรงกว่า เพราะอาจเกิดจากภาวะ กระดูกคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เนื่องจากเส้นประสาทจากคอคือ “สายเมน” ที่ทอดผ่านสะบักลงไปถึงแขน หากสายนี้ถูกกดทับจะทำให้ปวดร้าว ชา หรือแขนอ่อนแรงได้

3.ปัญหาข้อไหล่ (Shoulder Joint): บางครั้งปัญหาเกิดจากเอ็นข้อไหล่อักเสบหรือฉีกขาด ซึ่งนอกจากจะปวดไหล่แล้ว ยังลามมาถึงสะบักและข้อศอกได้เช่นกัน อาจทำให้เราสับสนว่าสรุปปวดตรงไหนกันแน่

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง? แน่นอนว่าคือ “มนุษย์ทำงาน” ที่ก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าคอมฯ หรือมือถือนานเกินไป รวมถึง “สายสปอร์ต” ที่โหมใช้งานหัวไหล่หนัก และ “กลุ่มผู้สูงวัย” ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมตามกาลเวลา หากปล่อยไว้ไม่รีบแก้ จากแค่รำคาญอาจกลายเป็น “ไหล่ติด” หรือแขนอ่อนแรงจนใช้ชีวิตลำบาก

อย่าปล่อยให้ “ความปวด” กลายเป็นเรื่องปกติ

ในปัจจุบันการรักษา “สะบักจม” ก้าวหน้าไปมาก ไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไป หากพบสาเหตุที่แท้จริงได้ทันท่วงที โดยที่โรงพยาบาล kdms คุณจะได้พบทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ รวมถึงกล้ามเนื้อ  พร้อมเครื่องมือทันสมัย ช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำ และวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

วินิจฉัยให้ “ตรงจุด” (อย่าเดาสุ่มเอง): อาการปวดร้าวลงแขนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อไปพบแพทย์กระบวนการ “สืบสวน” จะเริ่มจากการซักประวัติ คลำหาจุดกดเจ็บ ไปจนถึงการทำ Special Test ตรวจสอบการเคลื่อนไหว หากอาการน่าสงสัย แพทย์จะสั่ง X-ray หรือ MRI จะช่วยให้รู้ชัดว่าปัญหามาจากกล้ามเนื้อ กระดูกคอ หรือเส้นเอ็นไหล่กันแน่

รักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-Invasive): ด้วยเทคโนโลยี ฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry needling/Trigger point release): ฝังเข็มแบบตะวันตกโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เหมาะกับคนไข้ที่มีจุดกล้ามเนื้อเป็นพังพืดชัดเจน ช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อและลดอาการปวดได้เร็ว มีระดับความเจ็บอยู่ที่ 3 ดาว ถ้าใครไม่กลัวเข็มและอาการเข้าเกณฑ์ก็เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ เรียกว่าเจ็บหน่อยดีกว่าปล่อยให้ทรมาน, คลื่นกระแทก (Shock wave therapy): เหมาะกับจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้าง โดยผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาซ้ำ ๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วแต่อาการของแต่ละคนเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความเจ็บน้อยหน่อยแค่ 2 ดาว ซึ่งการรักษากินระยะเวลาหลายสัปดาห์เหมือนกัน

การรักษาด้วยคลื่นแสงกำลังสูง (High intensity laser therapy): เหมาะกับคนที่มีจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้างและกลัวการฝังเข็ม เป็นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการรักษาทางการแพทย์ มีความเจ็บแค่ 0.5 ดาว ผู้ป่วยอาจรู้สึกอุ่น ๆ นิดหน่อยตรงจุดที่ยิงแสงเท่านั้น สามารถเข้ารับการรักษาต่อเนื่องได้ทุกระดับอาการ และเห็นผลได้ทันทีหลังเข้ารับการรักษา,  การผ่าตัด: จะเป็นทางเลือกสุดท้ายต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง จนรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscope ที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าการผ่าตัดแบบเปิด อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้าง โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและการนอนโรงพยาบาลได้เช่นกัน

ปรับไลฟ์สไตล์ “กันไว้ดีกว่าแก้”

เลิกพฤติกรรมเสี่ยง บอกลาก้มคอแช่หรือสะบัดคอแรงๆ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา และเปลี่ยนอิริยบท ลุกขึ้นมายืดเหยียดทุก ๆ 1 ชั่วโมง

อย่าจมอยู่กับกองงานจนปล่อยให้ “สะบักจม” รีบดูแลตัวเองให้ดีตั้งแต่วันนี้ โรงพยาบาล kdms มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรักษาแบบองค์รวม พร้อมวินิจฉัยอย่างแม่นยำด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคน ช่วยให้อาการปวดหายดี ไม่กลับมาเป็นซ้ำ และทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่:https://kdmshospital.com  ปรึกษาปัญหาสุขภาพ contactcenter@kdmshospital.com หรือสามารถนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc  และโทร. 02-080-8999

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก ‘AGRITHON by ARDA Season 3’ เฟ้นหาเกษตรกรยุคใหม่ สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก ‘AGRITHON by ARDA Season 3’  เฟ้นหาเกษตรกรยุคใหม่ สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก ‘AGRITHON by ARDA Season 3’ เฟ้นหาเกษตรกรยุคใหม่ สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ร่วมกับ ฟาร์มเอ็กซ์โป เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดเวทีการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, กลุ่มบริษัท ซี แอล พี (CLP Group) และการยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand) เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรไทยในยุคใหม่ เปิดโอกาสให้เกษตรกร นักวิจัย นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้พัฒนานวัตกรรมจากทั่วประเทศ ร่วมนำเสนอผลงาน สร้างสรรค์โซลูชันใหม่ๆ ต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร พร้อมโอกาสคว้างบสนับสนุนงานวิจัยและการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมงานวิจัยใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงจุด และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว ทั้งในมิติของรายได้ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม”

จากความสำเร็จของการจัดแข่งขัน 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน รวมกว่า 200 ผลงาน และมีผลงานจำนวนไม่น้อยที่ ARDA ได้ต่อยอดสนับสนุนทุนเป็นโครงการวิจัยที่สามารถนำไปใช้จริงในพื้นที่เช่น โครงการพัฒนาการจัดการกาแฟอะราบิก้า ด้วยปุ๋ยสั่งตัด และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยํา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดอยช้าง และดอยแม่สลอง  โดยจุดเด่นคือการนำดินในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายมาตรวจวิเคราะห์ดินและออกแบบปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแปลงของเกษตรกร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรเข้าใจพฤติกรรมการใช้ธาตุอาหารของพืช และนำไปสู่การจัดการปุ๋ยที่แม่นยำยิ่งขึ้น โดยผลการทดลองพบว่า ปุ๋ยสั่งตัดให้ผลดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการเจริญเติบโตของต้น ผลผลิต และคุณภาพโดยคุณภาพเมล็ดกาแฟจากพื้นที่ดำเนินโครงการได้ผลผลิตเมล็ดกาแฟอยู่ในระดับ Premium Commercial Grade ซึ่งมีศักยภาพเข้าใกล้ระดับ Specialty Coffee เป็นต้น

สำหรับ “AGRITHON by ARDA Season 3” นี้ เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่เวทีแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ คนที่อยากเปลี่ยนไอเดียให้เกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ที่มีแนวคิด มีเทคโนโลยี หรืออยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภาคเกษตรไทย นี่คือเวทีที่เปิดให้คุณได้แสดงศักยภาพ และมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดจริง

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดการแข่งขันนวัตกรรม AGRITHON by ARDA  กล่าวว่า “การจัด AGRITHON by ARDA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผลงานในแต่ละปีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร ทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความต้องการของเกษตรกรไทยในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และใช้งานได้จริงการแข่งขันในปีนี้จึงมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้พัฒนานวัตกรรมได้เชื่อมโยงกับเกษตรกร ภาคธุรกิจ และตลาด เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริง ในวงกว้าง และช่วยยกระดับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” มีโอกาสชิงทุนวิจัยและเงินร่วมลงทุนรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมโอกาสในการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมในงาน “ฟาร์มเอ็กซ์โป 2026” มหกรรมเกษตรในร่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้พัฒนานวัตกรรมกับภาคธุรกิจและตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากภาคเอกชนและองค์กรพันธมิตร ตลอดจนได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านธุรกิจ และการตลาดจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

เวทีการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” ยังคงเน้นการคัดเลือกผลงานที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง โดยพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ความต้องการของตลาด และความสามารถในการขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมที่ผ่านเข้ารอบได้นำเสนอผลงานผ่านรายการ Farm Expo TVทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง32 เริ่มออกอากาศ 10 พฤษภาคม นี้ เวลา 13.00-13.45 น. เพื่อเผยแพร่นวัตกรรมสู่สาธารณชน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรไทย

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน AGRITHON by ARDA Season 3 ได้ที่ http://www.agrithon.com ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มิถุนายน 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่ FB ARDA และ Facebook Farm Expo Thailand หรือ Line: @agrithon

คุณแหน : 12 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 12 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 12 พฤษภาคม 2569

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ข่าว “Lone Wolve” (หมาป่าเดียวดาย) บุกเดี่ยวเข้ากลางงานเลี้ยงสื่อมวลชนทั่วโลกกว่า 2 พันคน เพื่อลอบสังหาร ประธานาธิบดีทรัมป์ เหตุสะเทือนขวัญผ่านไปไม่กี่วันโบราณว่า “ความวัวยังไม่หายความ…ก็มาเยือนอีก” และก็เป็นข่าวระดับ “มิต้า” ทีเดียว หน่วย FBI บุกเข้ารวบตัว James Comey อดีตผู้อำนวยการใหญ่ FBI เองเลยที่บ้านพัก ข้อหาร้ายแรงมากกล่าวคือขู่กระโชกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ข้อหาแรงอย่างนี้อเมริกันชนสงสัยว่าท่านอดีต ผอญ.ไปคิดร้ายอะไร นัยว่า อดีต ผอญ. FBI Comey ผู้นี้มีเรื่องพิพาทค้างคาใจกับทรัมป์มาก ถึงขนาดไปชายทะเลเรียงเปลือกหอยเล็กๆอย่างปราณีตเป็นโค้ด “8647” และถ่ายส่งผ่านระบบอินสตาแกรมเพื่อแพร่ไปสู่พับบลิก ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาชี้แจงข้อสงสัยโค้ดเองว่า “86” เป็นโค้ดของพวกมาเฟียแปลงเป็นคำสั่ง “ฆ่า” ส่วน “47” นั้นแน่นอนเป็นประธานาธิบดีลำดับ 47 ก็ยังมีคนอดถามไม่ได้แค่นี้มันเป็นอันตรายได้ยังไง… ตรงนี้ บารอนเนส ขออนุญาตอธิบายให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับความซับซ้อนของสังคมสหรัฐฯ ในความเป็นประเทศมหาอำนาจซุปเปอร์เพาเวอร์ สังคมเขาจึงมีทั้งความหลากหลายและซับซ้อนมาก ในทุกเมืองจะมีผู้มีปัญหาจิตเวชชนิดที่เรียกกันว่า “Lone wolve” (หมาป่าเดียวดาย) ซ่อนตัวอยู่ ตำรวจไม่รู้จัก, หมอไม่รู้เรื่อง, แม้แต่เพื่อนร่วมงานก็ไม่รู้เบาะแส แต่พอ Lone wolve ได้รับสัญญาณโค้ดอย่างหนึ่งอย่างใด อาจจะมีปฏิกิริยาเหมือนเปิดสวิตช์… จากนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้! ดังจะเห็นได้ว่า Trump และคณะรัฐบาลถือเรื่องนี้ซีเรียสมาก…

-0- แล้วมันจะไปสิ้นสุดที่ไหน? ระบบ AI เวลานี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแบบหลวมๆ ว่ามันอาจจะฉลาดกว่ามนุษย์แล้ว ยกตัวอย่างที่ผ่านมาการวัดเรื่องปัญญาความลึกซึ้งก็มักจะวัดกันด้วย “หมากรุก” ระหว่างคนกับ “คอมฯไฮสปีด” ในที่สุดยังเป็นคนผู้ชนะอยู่ดี แต่ไม่กี่วันผ่านมาเรื่องเกิดใกล้ตัวเรา ท่าน สว. อดีตประธานกรรมาธิการโทรคมนาคม ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ สนทนากับ ธีระ วชิรขจร อดีตนักบริหารบรรษัทข้ามชาติ ทั้งคู่ต่างเป็น Old-Boy US. ข้อสนทนาจึงอยู่ที่เมื่อ 40 ปีก่อนในสหรัฐฯ มี Consumer Activist โด่งดังที่สุด ผลงานด้านปกป้องประชาชนผู้บริโภคได้ผลจนบิ๊กเนมเช่น GM., Ford และอุตสาหกรรมใหญ่ คร้ามกันหมด แต่ปัญหาขณะนี้ คุณธีระ นึกชื่อไม่ออก ท่านด็อกเตอร์ เลยบอกว่าเอาใช้บ๋อยซิ ว่าแล้วหยิบ iPhone กดแอปเข้าโหมด AI ให้ คุณธีระ พูดถามจาก AI เวลาผ่านไปแค่ 1 นาที AI ขึ้นจอชื่อให้อย่างถูกต้องเป๊ะเลยว่า Ralph Nader แถมระบุเหตุการณ์ที่สำคัญของเขาให้รู้อีกหลายเรื่อง…ฉลาดมาก จนน่าขนลุกทีเดียวเชียว…

-0- ขอแสดงความยินดีกับ สมาชิก สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น สหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น ประจำปี 2568 สหกรณ์ขนาดใหญ่มาก ระดับดีเด่น ด้านสวัสดิการ จาก ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยจำกัด ประกาศ ณ วันที่ 27 เม.ย.69…

-0- ยินดีอีกเรื่องกับ อัญชุลี สิมะเสถียร ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ประธานมูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นวาระที่2( ก.ย.2569-2573)…

-0- เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รศ.มนต์ชัย นินนาทนนท์ จากศรีราชา ชลบุรี พบแพทย์ตามนัด ณ ร.พ.พระมงกุฎฯ ช่วงเช้า เลยได้มีโอกาสนัด ผศ.นาฎยา ตนานนท์ ลูกศิษย์แมสคอม มช.รหัส 15 และถือโอกาสนัดลูกศิษย์รหัส 24 อย่าง จริยา ประกอบ , ประไพพร ชัยชิดาทร และเพื่อนร่วมรุ่นครบ 10 คนพอดี ทานกลางวันที่ภัตตาคารพงหลี อิ่มหมีพีมันกันเป็นที่เรียบร้อย…

-0- ยัญชัย-ปิยะวัลย์ ยิ้มประเสริฐ ชวนบุตรชาย-สะใภ้ และหลานชายไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น ก่อนที่จะไปไหนไกลๆไม่ไหว คราวนี้ได้ไปเที่ยวเมืองคานาซะวะ ตลาดปลาโคมิโช แหล่งรวมอาหารทะเลสด ชมประสาทกิฟูสูงจากระดับน้ำทะเล 329 เมตร…Happy Life in Japan หาที่ใดทดแทนมิได้เลยจริงๆ !!…

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุมทรัพย์ในโทรศัพท์มือถือ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุมทรัพย์ในโทรศัพท์มือถือ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุมทรัพย์ในโทรศัพท์มือถือ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคสมัยปี พ.ศ. 2569 ที่เกือบทุกคน ต่างมี “ของวิเศษ” ติดตัว    คือโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน ที่สามารถใช้เล่นเกม และ ค้นหาความรู้สารพัดเรื่องได้อย่างรวดเร็ว

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศไทย   มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “ไอคิว” ซึ่งอยากทำความดีให้สังคม  แต่ไม่มีโอกาสไปทำบุญที่วัด หรือสถานสงเคราะห์บ่อยนัก

วันหนึ่ง เขาได้พบกับคุณตา ผู้ใจบุญ ท่านแนะนำว่า “ไอคิวเอ๋ย การทำความดีนั้น ทำได้ง่ายๆ แม้ในขณะที่นั่งอยู่ในบ้าน เพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือ  กดเปิดไปที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ แนวหน้า ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน  พ.ศ. 2569  เพื่ออ่านนิทานชุด “นิทานแห่งความดี”   ก็จะได้ทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ในข้อที่ 8 คือการเปิดใจเรียนรู้รับฟังสิ่งที่ดี  หรือ ธัมมัสสวนมัยแล้ว

ไอคิวลองทำตามคำสอนของคุณตา     เขาคลิกโทรศัพท์เข้าไปที่กูเกิล   “นิทานแห่งความดี    แนวหน้า” และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปผ่านนิทาน

เรื่องแรกที่ไอคิวอ่านคือ “พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร” เขาได้รู้ว่าความดีนั้น  จะทำเมื่อไรก็ได้ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม  และมีวิธีทำความดี 10 วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ

ไอคิวได้อ่านนิทานเรื่อง “ชาวนาอยากเรียนรู้” ที่สอนให้เห็นว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน  การหาความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากตำรา หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยตนเอง เช่น การสังเกตปรากฎการณ์ธรรมชาติ หรือ นิสัยคนดีคนไม่ดี เป็นความดีที่ควรกระทำ    และ   เมื่ออ่านนิทานเรื่อง “ช่างเทวดา” เขาก็เข้าใจว่า มีความรู้ใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต     นิทานเรื่องชาวนา และช่างเทวดา  เป็นการกระทำความดีจากการเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วนำสิ่งดีไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)

เมื่ออ่านเรื่อง “ไดโนเสาร์กับเต่า” เขาหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่เห็นว่าความใหญ่โตและกำลังมหาศาลของไดโนเสาร์ก็พ่ายแพ้ต่อการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเจ้าเต่า  ซึ่งเป็นความดีจากการทำความเห็นให้ตรง  (ทิฏฐชุกัมม์)

สิ่งที่ทำให้ไอคิวตื่นตัวมากที่สุดคือเรื่อง “ลิงน้อยอยากเรียนคอมพิวเตอร์” และ “ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล” ที่เป็นนิทานเล่าถึงเจ้าลิงที่ใช้เทคโนโลยีค้นหาความรู้จนฉลาดหลักแหลม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวัง “โจรเฟซบุ๊ก” ที่คอยจ้องจะหลอกล่อคนและสัตว์ที่ขาดความระมัดระวัง   นิทานดังกล่าวเป็นความดีจากการให้ความรู้ สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น (ธัมมัสเทสนามัย)

เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน  ที่ไอคิวใช้เวลาอ่านนิทานเหล่านี้  ในเว็บแนวหน้า เขาได้พบว่า:

1.             ใจของเขาเป็นสุข: (สะสมบุญจากการรับฟังสิ่งดี)

2.             สมองของเขาเฉลียวฉลาด: (รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมโลกออนไลน์)

3.             เขาเปลี่ยนจากการกดหน้าจออย่างไร้จุดหมาย มาเป็นการรับ “อาหารสมอง” ที่กินแล้วอิ่มใจ

ไอคิวบอกเพื่อนๆ ว่า “ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุด ไม่ต้องรอให้มีเงินถุงเงินถัง แค่เพียงเปิดเว็บ “แนวหน้า” แล้วอ่าน “นิทานแห่งความดี” ในช่วงต้นปี 2569 นี้ ก็จะได้เริ่มทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 11 ประการ  จากการเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วหาทางนำสิ่งดีไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย) ได้ง่ายๆ แล้วด้วยตนเอง”

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ปัญญาเริ่มต้นจากการฟังและการอ่านสิ่งดีๆ   โทรศัพท์มือถือมีประโยชน์  สำหรับผู้ที่รู้จักเปิดใจเรียนรู้”

ผู้ที่อยากอ่านนิทานแห่งความดี เพียงเปิดกูเกิล  ค้นคำว่า “นิทานแห่งความดี  แนวหน้า”  หรือเปิดที่  https://www.google.com/search?q=นิทานแห่งความดี+แนวหน้า&rlz=1C1GCEA_enTH1146TH1146&oq=นิทานแห่งความดี+++แนวหน้า&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUqBggAEEUYOzIGCAAQRRg7MgYIARBFGDvSAQoxNTYzNWowajE1qAIIsAIB8QVaeG5rwhYx4A&sourceid=chrome&ie=UTF-8

ก็จะได้นิทานแห่งความดี เรื่องต่างๆตามต้องการ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

ททท. เปิดมุมใหม่เมืองไทย ผ่าน 10 เส้นทาง Live Here

ททท. เปิดมุมใหม่เมืองไทย ผ่าน 10 เส้นทาง Live Here

ททท. เปิดมุมใหม่เมืองไทย ผ่าน 10 เส้นทาง Live Here

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านแคมเปญใหญ่ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ยิ่งเดินทางด้วยใจ ยิ่งได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 “Value is the New Volume” ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย มากกว่าปริมาณ พร้อมต่อยอดการท่องเที่ยวไทยสู่รูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน ที่มองหาประสบการณ์เชิงลึกและเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

โดยโครงการ“Live Here” ถือเป็นหนึ่งในแคมเปญสำคัญที่ ททท. พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผ่านการเฟ้นหา 10 เส้นทาง จาก Local Creators และ Local Photographers ที่สะท้อนมุมมองใหม่ของประเทศไทย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เรื่องราวที่ยังไม่เคยถูกเล่า และเสน่ห์ของชุมชนที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง และนราธิวาส นอกจากนี้ เส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 10 เส้นทาง ยังได้รับการต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวร่วมกับบริษัทนำเที่ยวและแพลตฟอร์ม OTA เพื่อผลักดันให้เกิดการเดินทางจริง ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเรื่องราวและเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ผ่านเว็บไซต์ชั้นนำ The Cloud เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ใช้เวลาอยู่กับจุดหมายให้นานขึ้น และค้นพบความหมายของการเดินทางที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ทั่วไทย

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “โครงการ Live Here ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ที่ ททท. อยากสร้าง ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ ให้กับการเดินทาง มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงปริมาณนักท่องเที่ยว เพราะวันนี้พฤติกรรมของนักเดินทางเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่การเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ต้องการออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ใช้เวลาอยู่กับสถานที่นั้นจริง ๆ และค้นพบเสน่ห์ของพื้นที่ในมุมที่แตกต่างออกไป ซึ่งโครงการนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ ททท. ที่อยากชวนให้นักท่องเที่ยวลองเปิดมุมมองใหม่ของการเที่ยวไทย และออกไปสัมผัสเมืองไทยในแบบที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อน นอกจากนี้ เรายังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนหลากหลายภาคส่วน ที่ร่วมกันส่งมอบสิทธิประโยชน์และโปรโมชันพิเศษมากมาย เพื่อช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางได้สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสู่พื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนในวงกว้าง” 

โดยพันธมิตรในโครงการได้ร่วมส่งมอบโปรโมชันและสิทธิพิเศษมากมาย ดังนี้ Gother แพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยว มอบดีลพิเศษส่วนลดที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวสูงสุด 50% พร้อมโค้ดส่วนลดเพิ่มสูงสุด 15% บัตรเครดิต UOB ร่วมสนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านการใช้จ่ายผ่านบัตร รับเครดิตเงินคืน 15% ณ โรงแรมและร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ สนับสนุนการเดินทางสู่ประสบการณ์ใหม่ ด้วยโค้ดส่วนลดมูลค่า 100 บาท จำนวน 1,000 สิทธิ์ Local Alike มอบส่วนลด 5% สำหรับ Special Package 10 เส้นทาง เพื่อเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวชุมชนและกิจกรรมท้องถิ่นในมุมมองใหม่ ทรู มอบส่วนลดสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค 10 บาท ณ ร้านคาเฟที่ร่วมรายการใน 10 จังหวัด Chic Car Rent ร่วมสนับสนุนการเดินทางด้วยโปรโมชันรถเช่า ราคาเริ่มต้นวันละ 760 บาท พร้อมฟรีประกันภัย Platinum และไม่มีค่าบริการเพิ่มในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ 

ร่วมออกเดินทางสัมผัสของ 10 เส้นทาง ในโครงการ Live Here ที่รวมทั้งความงดงามของธรรมชาติ เสน่ห์ทางวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ กับเส้นทางที่คุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน

ติดตามโปรโมชัน และข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: LIVE HERE

เมื่อการวิ่งหนึ่งก้าว คือการให้โอกาสคนกลับมาเริ่มใหม่

เมื่อการวิ่งหนึ่งก้าว คือการให้โอกาสคนกลับมาเริ่มใหม่

เมื่อการวิ่งหนึ่งก้าว คือการให้โอกาสคนกลับมาเริ่มใหม่

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

ในสนามกีฬา เมื่อนักวิ่งสะดุดล้มลงขณะแข่งขัน นักวิ่งยังมีโอกาสลุกขึ้นและวิ่งต่อเพื่อเข้าเส้นชัยได้ แต่ในชีวิตจริง โดยเฉพาะกับคนที่เคยก้าวพลาดและล้มลงเพราะยาเสพติด กลับแทบจะไม่ได้รับโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตตามปกติอีกต่อไป เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ลุกขึ้นเพื่อใช้ชีวิตปกติต่อไป เพียงเพราะการตัดสินจากอคติตามกรอบการคิดของคนในสังคม

ยาเสพติดไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพหรืออาชญากรรม แต่คือปัญหาที่ทำให้ประเทศสูญเสีย “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างมหาศาล ประเทศไทยมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดจำนวนมาก โดยสถิติของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมกับเครือข่ายวิชาการ ปี พ.ศ. 2567 ชี้ว่าจำนวนประชากรที่ใช้สารเสพติดอย่างน้อย 1 ครั้งมีมากถึงประมาณ 3.7 ล้านคน ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความรุนแรงของปัญหา แต่สะท้อนถึง “คนจำนวนมาก” ที่เคยพลาด และกำลังรอคอยโอกาสในการเริ่มต้นใหม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และครอบครัว ได้ร่วมมือกันในการบำบัด ฟื้นฟู และเตรียมความพร้อมให้ผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการถอนพิษยา การฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือการติดตามหลังการบำบัด เพื่อช่วยให้พวกเขาได้กลับคืนสู่สังคมและได้ใช้ศักยภาพของตนเองให้เต็มที่เพื่อใช้ชีวิตที่มีคุณค่าต่อไป

แต่ในความจริง การกลับคืนสู่สังคมของหลาย ๆ คนกลับต้อง “สะดุด” ล้มเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ เพียงเพราะสังคมมีอคติ หลายคนเผชิญปัญหาถูกปฏิเสธงาน  ถูกตั้งคำถามว่าจะกลับไปเกี่ยวข้องกับสารเสพติดอีกไหม ถูกสังคมตีตรา ไม่ไว้วางใจให้พวกเขาได้ลุกขึ้นวิ่งต่อ  และในบางกรณี อคติของคนในสังคม และการไม่ได้รับโอกาสนี้เอง กลายเป็นแรงผลักให้บางคนย้อนกลับไปสู่เส้นทางเดิม

แต่มีหลายคนที่ลุกขึ้นได้ หนีพ้นวงจรนี้ และวิ่งต่อไปข้างหน้า ใช้อดีตเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม เช่น อัครินทร์ ปูรี หรือ “หรั่ง พระนคร” หนุ่มที่เคยใช้ชีวิตในความมืดมานับสิบปี เคยถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมาย ใช้ชีวิตวนเวียนในวงจรนี้อยู่นับสิบครั้ง แม้ว่าการวิ่งบนเส้นทางชีวิตของเขาจะสะดุดล้มลงซ้ำ ๆ  แต่ในที่สุดเขาก็เอาชนะตัวเอง เปลี่ยนแปลงและลุกขึ้นได้อีกครั้ง

ด้วยกำลังใจจากครอบครัว พี่สาวที่ไม่เคยทิ้งเขา และยังชี้แนะแนวทางให้เขากลับมามีศรัทธาในศาสนา มีเป้าหมายในชีวิต  วันที่ก้าวเท้ากลับสู่โลกภายนอก หรั่งเต็มไปด้วยความกังวล แต่พี่สาวพาเข้าสังคมใหม่ที่ห่างไกลยาเสพติด ทำให้เขามีกำลังใจ ที่สำคัญ คือ ได้มีโอกาสลุกขึ้นและวิ่งได้อีกครั้ง จนปัจจุบัน หรั่งหันหลังให้กับยาเสพติดได้อย่างสิ้นเชิง เป็นเจ้าของธุรกิจ มีแบรนด์กีตาร์แบบทำมือที่ประสบความสำเร็จมาก เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นคุณพ่อของลูกวัยประถม “ความไว้วางใจ และการให้โอกาส คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนให้กับคนที่พร้อมได้เสมอ” หรั่งกล่าว

เช่นเดียวกันกับ เมษา (นามสมมุติ) ผู้ที่พ้นโทษจากคดียาเสพติด และกลายมาเป็นครูสอนศิลปะแก่ผู้ต้องขังเพื่อช่วยให้พวกเขามีอาชีพสุจริตเมื่อกลับเข้าสู่สังคม ที่แม้จะพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับเธอ ไม่ใช่อดีต แต่คือสายตาของสังคม

“ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการทำให้คนเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้จริง บางคนคิดว่าเราแสร้งทำ หรือมีเจตนาแอบแฝง แต่เราเข้าใจนะว่าทำไมพวกเขาถึงคิดแบบนั้น เราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด” คำพูดของเมษา อาจสะท้อนความรู้สึกของใครอีกหลายคนที่กำลังพยายามลุกขึ้นใหม่ แต่สังคมยังไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ยืนอย่างเต็มที่

คนที่เคยพลาด ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการ “โอกาส” ในการทำงาน การพิสูจน์ตัวเอง และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง เพราะพวกเขาไม่ใช่เพียง “อดีตผู้กระทำผิด”  แต่คือ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่สามารถกลับมาสร้างคุณค่าให้กับประเทศได้ นักวิ่งที่ล้มลงในเส้นทางวิ่ง ยังมีโอกาสเข้าเส้นชัยเป็นอันดับต้น ๆ ได้ แล้วทำไมผู้ที่ผ่านการบำบัดหรือผ่านการฟื้นฟูจากคดียาเสพติด จะกลับมาวิ่งต่อให้ถึงเส้นชัยอย่างงดงามไม่ได้

งาน “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ Recovery Run” ที่ ปปส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เตรียมจะจัดขึ้น ณ สวนหลวง ร.9 กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกาย แต่คือพื้นที่สัญลักษณ์ของการ “ให้โอกาส”  และเป็นเวทีที่สังคมจะได้ก้าวเดินและออกวิ่งเพื่อตนเอง ขณะเดียวกันก็พร้อมจะประคองผู้ที่ผ่านการบำบัดหรือพ้นโทษจากคดียาเสพติดให้เริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นก้าวเดิน และออกวิ่งด้วยความมั่นใจ มีเป้าหมาย พร้อมจะสร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป

ผู้ที่สนใจร่วมแสดงพลังในกิจกรรมวิ่งครั้งนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ : วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run หรือเพจ Thailand Sport Series

สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทยฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ

สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทยฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ

สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทยฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ รับพระราชทานภัตตาหารเพลจากวัดในจังหวัด เชียงราย ได้แก่ วัดมงคลธรรมกายา วัดมงคลธรรมกายาม วัดศาลาเชิงดอยวัดบ้านถ้ำ วัดร่องเสือเต้น วัดถ้ำปลา วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร รวมถึง วัดเขืองคำ จังหวัดยโสธร

ในการนี้ เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะกรรมการและสมาชิกสมาคม อาทิ อุไร คุณานันทกุล อุปนายก, จรรยา เฮงตระกูล, มณีรัตน์ วัฒนสมบัติ, ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง, วิภาศิริ มะกรสาร ลดา รุธิรกนก,ธาริกา มงคลสุข, พิชญา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต,ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์, นภาสิริ ผาสุกวนิช และ ศิวภรณ์ สุคนธผล ร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2475 โดยเมื่อแรกก่อตั้งใช้ชื่อว่า “สมาคมสตรีแห่งกรุงสยาม” แต่ได้มีการยื่นจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสมาคมอันดับที่ 117 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2475 และเป็นเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย” ตามการเปลี่ยนชื่อประเทศนับเป็นสมาคมสตรีอันดับแรกของประเทศไทย และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อเดือนมีนาคม 2528

ทั้งนี้ สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินกิจกรรมการกุศลสาธารณะเพื่อพัฒนาสตรีและเสริมสร้างสายสัมพันธ์กับองค์การสังคมสงเคราะห์ทั้งมวล ตลอดจนส่งเสริมสตรีและเยาวชนให้ยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

พร้อมกันนี้ คณะทายาท พล.ต.อ.ประเสริฐ-คุณหญิงน้อย รุจิรวงศ์ นำโดย พล.อ.พงศกร เพ็ญตระกูล, ประพิณ รุจิรวงศ์ นนท์ รุจิรวงศ์ ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศมีหน่วยงานราชการและเอกชนร่วมเป็นเจ้าภาพ

หน้าฝนทำร้ายผิว ส่อง 5 โรคผิวหนังยอดฮิตที่ต้องระวัง

หน้าฝนทำร้ายผิว ส่อง 5 โรคผิวหนังยอดฮิตที่ต้องระวัง

หน้าฝนทำร้ายผิว ส่อง 5 โรคผิวหนังยอดฮิตที่ต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.52 น.

เมื่อฤดูฝนมาถึง ทุกคนคงหนีไม่พ้นปัญหาน้ำท่วม รถติด รวมไปถึงปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคผิวหนัง เพราะบางคนต้องเดินทางไปทำงาน หรือไปเรียน ทำให้ต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมขัง เดินลุยน้ำที่สกปรก หรือเดินตากฝนจนเสื้อผ้าเปียก  ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้า และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังตามมาได้

แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ในฤดูฝนส่งผลให้มีน้ำท่วมขังตามท้องถนนและในสถานที่ต่าง ๆ ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี เป็นสาเหตุให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนมีอาการคัน ผื่นแดง รู้สึกว่าผิวหนังระคายเคืองผิดปกติ หากไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธีจะทำให้เกิดโรคผิวหนังจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมถึงผิวหนังอักเสบได้

5 โรคผิวหนังที่พบบ่อยในฤดูฝน ได้แก่ 1.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อรา คือ โรคเกลื้อน ( Tinea Versicolor) ลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายวง มีขุยละเอียด สีแตกต่างกัน เช่น สีจาง ขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ คอ และพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก และใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากความอับชื้นจะทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น  และ โรคกลาก (Dermatophytosis) ลักษณะเป็นผื่นวงมีขอบเขตชัดเจน มีขุย เริ่มต้นด้วยอาการคัน ตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อย ๆ และมักจะคันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น หนังศีรษะ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า ดังนั้นต้องดูแลรักษาความสะอาดร่างกายให้ดี เพราะบางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

2.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคเท้าเหม็น( Pitted Keratolysis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆบริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

3.โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s foot หรือ Hong Kong foot)  เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังจากความอับชื้น และสัมผัสสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในบริเวณน้ำท่วมขังหลังเกิดฝนตก ทำให้เกิดผื่นตามเท้า และซอกนิ้วเท้า ในบางรายอาจมีอาการติดเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

4.ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic  dermatitis) เป็นโรคที่พบได้ทุกฤดู แต่มักจะมีอาการมากขึ้นหากอุณหภูมิและความชื้นของอากาศเปลี่ยนแปลงไป  สังเกตได้ว่าจะมีผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมากที่บริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ

5.ผื่นผิวหนังอักเสบจากแมลง  ในฤดูฝนจะมีการเพิ่มจำนวนของแมลงหลากหลายชนิด เช่น ยุง หมัด ไร ด้วงก้นกระดก หากโดนหรือสัมผัสเข้า อาจทำให้เกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบและบางชนิดก็อาจเป็นพาหะนำโรคอื่น ๆมาด้วย

อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองป้องกันโรคผิวหนังช่วงหน้าฝน ต้องเริ่มจากการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน ควรใส่เสื้อผ้าที่สะอาดแห้งสนิท ล้างมือ ล้างเท้า หลังลุยน้ำท่วม หากตากฝน ควรสระผมและเป่าให้แห้งก่อนนอน ทาโลชั่น สเปรย์กันแมลง เมื่ออยู่พื้นที่ที่แมลงเยอะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค ส่วนกรณีที่ลุยน้ำและมีแผล ควรความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

สำหรับการรักษาโรคผิวหนังที่มักพบในฤดูฝน ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อจะได้ให้ยารักษาตามชนิดของโรคและอาการที่พบ นอกจากนี้ ควรสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างหากมีอาการที่เข้าข่ายโรคข้างต้น ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

‘การนอนหลับ’ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตที่คุณสร้างเองได้

‘การนอนหลับ’ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตที่คุณสร้างเองได้

‘การนอนหลับ’ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตที่คุณสร้างเองได้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และวิกฤตการณ์โลกที่ถาโถม หลายคนเลือกที่จะเบียดบังเวลา “นอน” เพื่อนำไปแลกกับการทำงานหรือการแก้ปัญหา จนลืมไปว่า “การนอนให้มีคุณภาพ” คืออาวุธที่ดีที่สุดในการรับมือกับทุกวิกฤตของโรคต่างๆ  

บทความให้ความรู้โดย พญ. นัยนา เงินมาก (ว.42548) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ประจำศูนย์ปราณ โรงพยาบาลนวเวช ได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง การนอนหลับ วิธีการนอน และกุญแจสำคัญสู่การนอนระดับคุณภาพ เพื่อจะได้นำไปใช้สังเกตตนเอง ทำให้ทุกค่ำคืน คือ การ ‘รีเซ็ต’ ร่างกาย เพราะการนอนที่มีคุณภาพเป็นช่วงเวลาทองที่เซลล์นับล้านจะลุกขึ้นมาซ่อมแซมตัวเอง เพื่อให้คุณตื่นมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี

คุณ “นอนไม่หลับ” จริง ๆ หรือแค่ “ลืม” วิธีการนอน?

ทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) ที่ควรได้รับการแก้ไข ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก

1. คุณภาพไม่ได้: หลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย หรือตื่นเช้าเกินไปจนอ่อนเพลีย 2. กระทบชีวิต: กลางวันไม่สดชื่น สมาธิสั้น หรืออารมณ์แปรปรวน 3. เรื้อรัง: เป็นอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกันนานกว่า 3 เดือน (โดยไม่มีโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย)  บางท่านอาจมีภาวะ Paradoxical Insomnia หรืออาการ “หลับหลอก” คือ รู้สึกเหมือนไม่ได้นอนทั้งที่จริง ๆ ร่างกายได้พักผ่อนไปแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลที่ฝังรากลึกในจิตใจ

ราคาที่ต้องจ่าย…เมื่อเราอดนอน

การนอนน้อยกว่า 7-9 ชั่วโมง (สำหรับผู้ใหญ่) ไม่ได้ทำให้คุณเสียแค่ความสดชื่นแต่ คือ การสะสม “หนี้สุขภาพ” ที่มีดอกเบี้ยแสนแพง นำไปสู่โรคต่าง ๆ อันได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด: เพิ่มความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดตีบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ, ปราการภูมิคุ้มกัน: การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ทำให้ระบบป้องกันร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย, ภัยเงียบทางสมอง: สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ โรคซึมเศร้า และความวิตกกังวล โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น, ระบบเผาผลาญพัง: ฮอร์โมนหิว (Ghrelin) จะทำงานหนักขึ้น ในขณะที่ฮอร์โมนอิ่ม (Leptin) ถูกกดไว้ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และอ้วนง่าย, ความเสี่ยงมะเร็ง: สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม และทำให้อายุขัยเฉลี่ยสั้นลง

เมื่อ “หลับดี” ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

การลงทุนนอนให้เพียงพอ จะมอบผลตอบแทน ที่ประเมินค่าไม่ได้ ดังนี้ สมองปราดเปรื่อง: เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ จดจำ และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์, ร่างกายคืนสภาพ: ฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลอินซูลิน และคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

,หัวใจแข็งแรง: ช่วยลดความดันโลหิต และคืนสมดุลให้ระบบหลอดเลือด

6 กุญแจสำคัญ สู่การนอนระดับคุณภาพ (Sleep Hygiene)

คุณสามารถเริ่มต้น “รีเซ็ต” ระบบการนอนได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ 1. Light (แสง): กลางวันให้ร่างกายโดนแดด (10-20 นาที) เพื่อตั้งค่านาฬิกาชีวิต กลางคืนควรปิดไฟให้มืดสนิท งดหน้าจอ 60-90 นาทีก่อนนอน 2. Mind (ใจ): ฝึกปล่อยวางความคิดด้วยการทำสมาธิ (Meditation) รับรู้ลมหายใจ เพื่อให้ใจสงบก่อนเข้าสู่การนอนหลับ 3. Biological Clock (นาฬิกาชีวิต): เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาทุกวัน หากง่วงกลางวันให้งีบได้ไม่เกิน 30 นาที และไม่ควรเกินบ่าย 3 โมง 4.Diet (อาหาร): เลี่ยงคาเฟอีนช่วงบ่าย ลดแอลกอฮอล์ และไม่ควรเข้านอนในขณะที่อิ่มจัดหรือหิวโหยเกินไป 5.Move (ขยับ): ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ควรเว้นระยะห่างก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายลดอุณหภูมิลงทัน 6.Environment (สิ่งแวดล้อม): จัดห้องนอนให้ “เย็น มืด เงียบ” และจดจำไว้ว่าเตียงมีไว้สำหรับ “การนอน” เท่านั้น

หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น การพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเฉพาะบุคคล คือ ทางออกที่ถูกต้องและแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด เพราะการนอนหลับไม่ใช่การเสียเวลาแต่มัน คือ การซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรงกว่าเดิม การนอนหลับเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นการพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากมีความผิดปกติของการนอนหลับจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงได้

ทั้งนี้ ศูนย์ปราณ โรงพยาบาลนวเวช พร้อมดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดีและการยืดอายุขัยเพิ่มขึ้น (Longevity Medicine) หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej