DERMATIGE AESTHETICS เปิดปฏิบัติการมิติความงามยุคใหม่ปักหมุด New Era 2026

DERMATIGE AESTHETICS เปิดปฏิบัติการมิติความงามยุคใหม่ปักหมุด New Era 2026

DERMATIGE AESTHETICS เปิดปฏิบัติการมิติความงามยุคใหม่ปักหมุด New Era 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

DERMATIGE AESTHETICS (เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์) คลินิกความงามระดับพรีเมียม เดินหน้าประกาศก้าวสำคัญสู่ DERMATIGE New Era 2026 เนรมิตแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ จัดงาน “DERMATIGE THE BEAUTY EVOLUTION Your Design. Defined Value” อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้าน Personalized Aesthetics ที่ให้ความสำคัญกับ “ความงามที่ดีที่สุด คือความงามที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล” พร้อมยกระดับประสบการณ์ความงามยุคใหม่ที่ได้มาตรฐานการดูแลระดับสากล โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านการยกกระชับ และ Signature Program อย่าง “จักรวาลหน้ายุง” สู่ Premium Signature Program โปรแกรมความงามที่ออกแบบใบหน้าเฉพาะบุคคล ตอบโจทย์ทั้งโครงสร้างใบหน้า ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายของแต่ละคนมอบผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ มีเอกลักษณ์อย่างแท้จริง

โดยในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและทีมแพทย์ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ ร่วมพูดคุยครั้งสำคัญ ถ่ายทอดนิยาม “ยุคใหม่ของความงามที่ออกแบบมาเพื่อคุณ…โดยเฉพาะ”  ภายใต้บรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และเปี่ยมด้วยพลังของการก้าวล้ำสู่นิยามความงามยุคใหม่ พร้อมการปรากฏตัวของนักแสดง ศิลปิน และเซเลบริตี้ชื่อดังที่สะท้อนความมั่นใจ ความเป็นตัวของตัวเอง และไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวคิดของ DERMATIGE นำโดย “เจมส์” จิรายุ ตั้งศรีสุข มาแชร์การดูแลผิวให้สุขภาพดี ก่อนเข้าสู่ช่วงไฮไลต์คู่จิ้นสุดฮอต “ปอนด์” ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ และ “ภูวินทร์” ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน เสิร์ฟโมเมนต์ผ่านโชว์ร้องเพลงสุดประทับใจ พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ ซอนญ่า สิงหะ, “พิมฐา” ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล, “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนาภิรญา สิงหะ, จินนี่ เขริกา, “หมิว” ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์, พลอยพยัพ ศรีกาญจนา ฯลฯ ถ่ายทอดเคล็ดลับความสวยและความมั่นใจในแบบของตัวเอง ท่ามกลางผู้ร่วมงานและแขกคนสำคัญที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น ณ ชั้น 1 Central Court @CentralWorld

“คุณยาย่า” เขมณัฏฐ์ ชุลีเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เดอร์มาเวย์ จำกัด DERMATIGE AESTHETICS กล่าวว่า “DERMATIGE New Era 2026 คือการก้าวสู่บทใหม่ของแบรนด์ในฐานะ Premium Aesthetic Brand ที่นิยามความงามในแบบ Modern Luxury เราเชื่อว่าความงามคือการทำให้ทุกคนมั่นใจในตัวตนของตัวเองมากขึ้น โดยในช่วงปี 2026–2028 เราตั้งเป้ายกระดับ Dermatige ให้เป็นแบรนด์ความงามระดับพรีเมียมที่ลูกค้าไว้วางใจมากที่สุด ผ่านการดูแลแบบ Personalized การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกมาใช้ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุก Touchpoint เพราะ Luxury ในวันนี้ ไม่ใช่การเปลี่ยนว่าเราเป็นใคร แต่คือการทำให้เรามั่นใจในแบบที่เราเป็นมากที่สุด”

“Turning Point สำคัญของ Dermatige คือปัจจุบันนี้ผู้บริโภคต้องการความงามที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับตัวเอง และสร้างความมั่นใจมากกว่าเดิม  นั่นคือเหตุผลที่เราเข้าสู่ New Era 2026 ด้วยแนวคิด Personalized Beauty และ Emotional Luxury โดยมี “หน้ายุง” เป็น Signature Program หลังจากนี้ทิศทางการตลาดจะมุ่งสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงควบคู่กับการเติบโตของธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ปัจจุบัน Dermatige มีทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ สยาม, คริสตัล, รังสิต, ปิ่นเกล้า, พระราม 2 และบางนา และเรายังคงมุ่งขยายการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงมาตรฐานการรักษาและประสบการณ์ระดับพรีเมียมได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”  

“หมอต่อ” นายแพทย์ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี ผู้บริหาร DERMATIGE AESTHETICS กล่าวว่า “เทรนด์ความงามในอนาคต จะเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีและเครื่องมือไปสู่การแข่งขันด้านประสบการณ์และการดูแลที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ในอดีตผู้บริโภคอาจเลือกคลินิกจากว่าใครมีเครื่องใหม่หรือเครื่องเยอะที่สุด แต่วันนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ใครเข้าใจโครงสร้างใบหน้า ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของแต่ละคนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นอนาคตของวงการ Aesthetic จะวัดกันด้วยความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ประสบการณ์ที่ดี และความมั่นใจที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Dermatige ทำให้เรามุ่งขับเคลื่อนตลาดจากการแข่งขันด้าน Device ไปสู่การแข่งขันด้าน Experience และ Personalization และสิ่งที่อยากส่งต่อมุมมองให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ คือ ความงามไม่ใช่การเปลี่ยนให้เหมือนคนอื่น แต่คือการมั่นใจในตัวตนของตัวเอง”  

“หมอกลาง” นายแพทย์ณัฐณกัณฑ์ พิชยะวงศ์ภัค ผู้บริหาร DERMATIGE AESTHETICS กล่าวว่า “จักรวาลหน้ายุงเป็นการยกระดับจากโปรแกรมรักษาไปสู่ “Personalized Facial Architecture System” ความแตกต่างสำคัญคือ เราออกแบบการรักษาให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัยและแต่ละโครงสร้างใบหน้า ผ่าน Facial Evolution System ที่แบ่งเป็น First, Prime, หน้ายุง X, Prestige และ Gevity เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลที่เหมาะกับตัวเองในแต่ละช่วงของชีวิต

สำหรับวงการความงาม “จักรวาลหน้ายุง” คือการยกระดับจาก Treatment Program ไปสู่ Thailand’s First Premium Facial Architecture Ecosystem ที่เชื่อมโยงการวางแผนการรักษา การติดตามผล และการดูแลระยะยาวไว้ในระบบเดียว สำหรับผู้บริโภคโปรแกรมนี้ทำให้การดูแลความงามไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นการมี Personalized Lifting Roadmap ที่ออกแบบตามช่วงวัย โครงสร้างใบหน้า และเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและคงความมั่นใจในระยะยาว เราไม่ได้สร้างโปรแกรมใหม่ แต่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของ Premium Personalized Aesthetics ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน “จักรวาลหน้ายุง” ยังเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการขาย Treatment หรือโปรโมชั่น ไปสู่การสร้าง Facial Evolution Journey ที่ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และมีแผนการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล”

ทั้งหมดนี้สะท้อนหัวใจสำคัญของ DERMATIGE New Era 2026 ที่ Innovation ไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือใหม่ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการดูแลความงาม จากการรักษาแบบเดียวสำหรับทุกคน สู่การออกแบบผลลัพธ์เฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและยั่งยืน ด้วยมาตรฐานและความเชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล  

อัปเดตทุกเทรนด์และนวัตกรรมความงามพร้อมเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ DERMATIGE AESTHETICS ทุกสาขา และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: https://www.dermatigeaesthetics.com, Facebook: Dermatige Aesthetics, Instagram: Dermatige_Aesthetics, TikTok: Dermatige_official, LINE: @Dermatigeclinic

#Dermatige #จักรวาลหน้ายุง #pondphuwin #thebeautyevolution  

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION”  ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (AIDSID) ได้จัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” เมื่อวันที่ 25–30 มิถุนายน 2569 ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร เนื่องใน Pride Month 2569 ภายใต้หัวข้อ “Proud to Be. Proud to Care.” ซึ่งเปิดโอกาสให้ศิลปินและผู้สนใจได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ความเสมอภาค การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) การไม่ตีตราและเลือกปฏิบัติ ความภาคภูมิใจในตัวตน การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ตลอดจนการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพความแตกต่างและเห็นคุณค่าของทุกคน

ภายในงานมีผู้เข้าชมนิทรรศการศิลปะอย่างต่อเนื่องและร่วมสะท้อนมุมมอง ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และการสร้างสังคมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน นอกจากนี้ AIDSID ยังมีกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยตัวเองและรับเป็นของที่ระลึก

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในการนี้มี  ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับและร่วมพิธีเปิด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เป็นประธานเปิด “อาคารอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จากซ้าย รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์,ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.,นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช., รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิกาบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาตร์, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ., ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ., รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม รอง ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์, รศ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ., ศ.ดร.ดนุพันธ์ วิสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และกิจการสภามหาวิทยาลัย และ สิทธิชัย พันเศษ กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงาน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. กล่าวแสดงความยินดี

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. กล่าวต้อนรับ

รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งสำคัญจาการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการบริการด้านการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ‘ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์’ จึงถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นมากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นพื้นที่ชีวิตแห่งการดูแลที่เชื่อมโยงการรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน โดยยึดผู้รับบริการและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ภายใต้การดูแลของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยอายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ

อ.พญ.ฆริกานต์ อักษรชาติ, รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ และอ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม

รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์,นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี,ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์,ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์,ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล,รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม ร่วมกันกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “การเปิดอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชน ที่พร้อมดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ไม่ใช่เพียงชื่อของศูนย์หรืออาคาร แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาวอย่างครบวงจร การดูแลผู้สูงวัยมีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่นี้จึงไม่ได้ดูแลเฉพาะช่วงที่เจ็บป่วย แต่ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การรักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลแบบประคับประคอง โดยทีมอาจารย์แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้รับบริการและครอบครัวเกิดความมั่นใจสูงสุด”  

ผศ.ดร.อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดี, รศ.จารุพร ไวยนันท์ กก.มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ, ผศ.ประภัสสร เลียวไพโรจน์, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อุปนายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ดารณี วัธนเวคิน เลขาธิการสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม กก.สมาคมธรรมศาสตร์ฯ และ รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์ฯ

รศ.ดร.ภก.รัฐพล อาษาสุจริต คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ , ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ศ.นพ.ณัฐพล ธรรมโชติ รอง ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และ หน.ภาควิชาออโธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มธ.,

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. และคณะแพทย์ คณาจารย์จากคลิจิการแพทย์แผนจีน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเป้าหมายพัฒนา อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุของประเทศ ทั้งในด้านการบริการ การศึกษาวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยในอนาคต รวมถึงการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Wellness Destination) ของภูมิภาคโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคสาธารณสุข และภาคนโยบายในการพัฒนาระบบการบริการที่มีคุณภาพและยั่งยืน 

         กฤติญา เรืองเวช, รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ประกอบด้วยอาคารสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 9,500 ตารางเมตร รองรับผู้รับบริการได้ 10,000 รายต่อปี และมีพื้นที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุจำนวน 160 เตียง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ได้รับการ ออกแบบตามแนวคิดการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ยังเป็นศูนย์ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุ และการดูแลแบบประคับประคอง ผู้สนใจรับบริการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-905-6005

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ เป็นไปตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะงานด้านแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องแต่งกายไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  และ นางกาทรีน  เปการด์  (Mrs. Catherine Pégard)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส นายลิโอแนล  โซวาจ  (Mr. Lionel  Sauvage)  ประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงงดงามในฉลองพระองค์ชุดเดรสโค้ท โดยห้องเสื้อ Meshmuseum ตัดเย็บจากผ้าไหมทอยกดิ้นทอง ลวดลายได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายป่าหิมพานต์ เดรสโค้ททรงเข้ารูปตัวยาว สวมทับเดรสผ้าไหมทอยกทองลายเดียวกัน ปกเทเลอร์ แขนยาว ตัวเสื้อตกแต่งด้วยกระดุมทองทรงกลมพร้อมงานปักเลื่อมและลูกปัดแก้วทรงรี ย้อมโทนสีมุกสุก ทรงพระกุณฑลพลอยโกเมน และกระเป๋าทรงถือย่านลิเภาทรงไข่ ประดับพลอยโกเมน เป็นลวดลายประจำยาม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์เดรสคอกลมแขนยาวระดับศอก โดยห้องเสื้อ Pyvet ตัดเย็บจากผ้าเจอร์ชีย์สีน้ำเงินเข้ม และผ้าไหมมัดหมี่ลายแต้ม ผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าไหม CHATTUWAN Thaisilk โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน บ้านม่วงลาด ตำบลม่วงลาด อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด มีการจับเดรปช่วงบริเวณสะโพกอย่างประณีต ช่วยสร้างจังหวะของเส้นสายและมิติให้กับรูปทรงของพระภูษา ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่เผยให้เห็นรายละเอียดของงานผ้าทอไทย ขณะที่ผ้าเจอร์ชีย์ทำหน้าที่กำหนดโครงสร้างของเดรส ส่วนผ้าไหมมัดหมี่ช่วยถ่ายทอดคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทย เกิดเป็นการผสานระหว่างวัสดุร่วมสมัยกับภูมิปัญญาดั่งเดิมที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันผ่านภาษาการออกแบบเดียวกัน

นิทรรศการ  “ราชพัสตราสู่สากล”  (La Mode en Majesté  :  Haute couture et tradition a La cour de Thailande)   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการฯ    จัดแสดงระหว่างวันที่  13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน  2569  ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง  (Musée des Arts Décoratifs :  MAD)  กรุงปารีส  สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในโอกาสครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต นับแต่เริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ฝรั่งเศสเมื่อพุทธศักราช 2228   และในโอกาสครบรอบ  170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส      

นิทรรศการดังกล่าวได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)  พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส  และพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่งแห่งกรุงปารีส แสดงถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส ผ่านวิวัฒนาการของสิ่งทอ งานหัตถศิลป์ และแฟชั่นชั้นสูง 

ในนิทรรศการมีการจัดแสดงผลงานกว่า 200 ชิ้น อาทิ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบอันปราณีตงดงามของนายปีแยร์ บัลแมง (Pierre Balmain) นักออกแบบชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ร่วมกับเมซง เลอซาจ (Maison Lesage) สถาบันงานปักชั้นสูงของฝรั่งเศส   โดยผลงานเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาช่างฝีมือฝรั่งเศสและมรดกทางวัฒนธรรมไทย  รวมทั้งฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงร่วมออกแบบกับนักประวัติศาสตร์และนักออกแบบชาวไทย   การจัดแสดงฉลองพระองค์และเครื่องแต่งกายแห่งราชสำนักไทย ควบคู่กับงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนถึงความประณีตของภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการสืบสานมาอย่างยาวนาน  

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยพระราชนิยม ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก  (UNESCO)   เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2569  อันสะท้อนถึงคุณค่า ความงดงาม และการสืบทอดมรดกสิ่งทอของไทยสู่สากล

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการช้อปปี้ ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมผู้สูงอายุยุคใหม่ ผ่านการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ช้อปได้ ขายดี บน Shopee” เพื่อสร้างเสริมทักษะดิจิทัลและคุณค่าในการดำรงชีวิต พร้อมต่อยอดสู่การนำไปประยุกต์สร้างรายได้ในชีวิตจริง

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) ให้เกียรติร่วมเปิดงาน

ภายในงานมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Shopee University มาถ่ายทอดความรู้แบบใกล้ชิด ตั้งแต่วิธีเปิดร้านค้าออนไลน์ การลงขายสินค้า เทคนิคขายของออนไลน์แบบเข้าใจง่าย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช้อปออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยมีพี่ ๆ วัยเก๋าเข้าร่วมอบรมกว่า 250 คน บนช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต มาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต 

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ “หวัดธรรมดา” หรือ “เสี่ยงโรคปอด”

อาการไอ เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืด-ปอดอักเสบ-วัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ “ไอเรื้อรัง”

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า “วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด”

ไอเรื้อรังแบบไหน อันตรายต่อปอด ควรพาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก “ถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว” พญ.สุธิดา ชินธเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

ผู้ปกครองที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ. ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว”  นพ. ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • นายแอมานุแอล ฌ็อง-มีแชล เฟรเดริก มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur ชั้น Grand-Croix แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดินโปเลียน และทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ Ordre national du Mérite ชั้น Grand-Croix แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ และโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส..
  • พสกนิกรติดตาตรึงใจในพระจริยาวัตรงดงามนุ่มนวลอ่อนหวานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ประยุกต์ ชุดไทยบรมพิมาน(ประยุกต์) สไบสองชาย  จากห้องเสื้อ Pichita พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ชุดเดรสโค้ทผ้าไหมไทยจากห้องเสื้อ Meshmuseum  พลัฎฐ์ พลาฎิ ในขณะที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์งดงามจากห้องเสื้อ Tirapan ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569..
  • นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงในโอกาสครบรอบ 93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและครบ 21 ปีมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  2 ก.ค.08.00 น.พร้อมมอบทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลศิลปิน-นักแสดง..
  • ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกก.บริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 13 ก.ค. 09.00 น..
  • ยินดีกับ ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก ที่ได้รับรางวัล Thailand Top CEO of the Year 2026 ประเภทอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง จาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์และนิตยสาร Business ..
  • ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานคอนเสิร์ต  BRIDGE ACROSS TIME – AUAA Alumni Homecoming One Night. One Stage. A Lifetime of Memories. รวบรวมศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนักดนตรีชั้นนำของประเทศ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอเมริกันคลาสสิก เพลงบรอดเวย์ และบทเพลงร่วมสมัย วันอาทิตย์ 26 ก.ค. 18.00 นที่. สมาคม AUAA บัตรราคา 5,000 / 3,500 / 2,500 / 2,000 / 1,500 จองบัตรได้ที่โทร 099-495-9595..

น้อง

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ตนในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย นายประวิทย์ ร้อยแก้ว อธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานว่าด้วยการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ครั้งที่ 13 และการประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ (Constructive Dialogue) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (UNTOC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ทั้งนี้ วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการประชุมวันแรก ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับแนวทางการดำเนินงานตลอดเส้นทางและแนวทางบูรณาการแบบข้ามแดนของการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และ 2) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน: การกำหนดและปรับปรุงการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้เล็งเห็นว่าการลักลอบนำผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการกระทำโดยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังนั้น ที่ประชุม

จึงเห็นควรสนับสนุนการทำงานแบบบูรณากับหลายประเทศตลอดเส้นทางการกระทำดังกล่าว (The Whole-of-Route Approaches) ซึ่งครอบคลุมประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทาง โดยเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเรื่องข่าวกรองที่รวดเร็วทันท่วงที , การติดตามและตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน , การเสริมสร้างความร่วมมือในการสนับสนุนการสืบสวนร่วมกัน , การสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือทางคดีระหว่างประเทศ , การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง , การพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยในการตรวจจับการกระทำขององค์กรอาชญกรรม และการสร้างความเข้มแข็งในการดูแลพรมแดน

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การโยกย้ายถิ่นฐานเป็นไปตามช่องทางที่ถูกต้อง (Regular Migration Pathway) และปลอดภัย (Safe Migration) อีกทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ UNTOC และมติที่ประชุมเรื่องการทำงานแบบบูรณาการตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บรรลุแนวทางดำเนินการตามมติที่ประชุม รวมทั้งให้การคุ้มครองผู้เสียหายอย่างครอบคลุมทุกมิติ

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดงาน “ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026” (Youth Co:Lab Summit 2026) การประชุมด้านเยาวชนระดับภูมิภาคครั้งสำคัญที่รวมตัวผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนา และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วเอเชียแปซิฟิก ร่วมนำเสนอความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการพัฒนาศักยภาพเยาวชนตลอดหนึ่งทศวรรษ ควบคู่กับการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการส่งเสริมภาวะผู้นำ นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการแก่คนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “A Moonshot for Youth-led Leadership, Innovation, and Entrepreneurship” สะท้อนบทบาทของเยาวชนในฐานะพลังสำคัญในการร่วมแก้ไขความท้าทายของโลก โดยงานประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สำนักเลขาธิการเครือจักรภพ (Commonwealth Secretariat) CVC Capital Partners Microsoft และธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB) และ Tencent

ทั้งนี้ โครงการยูธ โคแล็บ (Youth Co:Lab) เป็นโครงการในความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และมูลนิธิซิตี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้เยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้นำเสนอแนวคิดทางธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนโดยตรง ผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ด้านธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงเยาวชนเข้ากับเครือข่ายผู้นำและแหล่งเงินทุน การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายองค์กรพันธมิตร ตลอดจนการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวเข้าถึงเยาวชนกว่า 400,000 คนใน 30 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาค สนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนมากกว่า 48,000 คน และมีส่วนช่วยในการก่อตั้งและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนกว่า 4,000 แห่ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปี โครงการยูธ โคแล็บ ได้มีส่วนผลักดันกิจการเพื่อสังคมและนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก อาทิ ‘DeafTawk’ แพลตฟอร์มบริการภาษามือแบบออนดีมานด์จากประเทศปากีสถาน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 68,000 คนใน 5 ประเทศ โครงการ ‘GAWIREA’ โครงการยกระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสตรีชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศอินโดนีเซีย ที่ช่วยให้ผู้ร่วมโครงการมีทักษะวิชาชีพ รวมถึงมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 40 และยังเป็นต้นแบบการพัฒนาที่รัฐบาลขยายผลต่อไปยังพื้นที่อื่นภายในประเทศ ไปจนถึงโครงการสัญชาติไทยอย่าง ‘YoungHappy’ แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะจิตสำหรับคนวัยเกษียณ ตามแนวคิด Active Aging ‘HOSTBEEHIVE’ แบรนด์น้ำผึ้งป่าที่ก่อตั้งโดยชาวปกาเกอะญอ หรือชาวกะเหรี่ยง บ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการจำหน่ายน้ำผึ้งป่าจากการเลี้ยงผึ้งตามวิถีดั้งเดิม ควบคู่กับการอนุรักษ์แหล่งอาศัยตามธรรมชาติของผึ้ง นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังนำเข้าสู่กองทุนส่วนกลางของชุมชน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสาธารณสุขและการป้องกันไฟป่า รวมถึงโครงการ ‘Seed Journey’ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลและสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนอาข่าและกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและกิจกรรมป๊อปอัพไดนิ่ง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานในบ้านเกิด พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมพื้นเมืองและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปัจจุบันโครงการได้สนับสนุนเกษตรกรกว่า 30 ครัวเรือนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ให้มีรายได้จากการจำหน่ายของป่าและผลผลิตทางการเกษตรให้แก่โครงการโดยตรง

Gerd Trogemann ผู้จัดการเครือข่ายนโยบายโลก แห่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า “เรามางาน Youth Co:Lab Summit 2026 ไม่ใช่เพื่อการเฉลิมฉลองปิดฉากโครงการ แต่เรามาเพราะภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น เมื่อเยาวชนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเราเชื่อมั่นพร้อมมอบโอกาสให้พวกเขา ย่อมทำให้ชุมชนต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเราพร้อมขยายผลโครงการที่ประสบความสำเร็จผ่าน Youth Moonshot เพื่อขยายโอกาสไปสู่เยาวชนทุกคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

สำหรับการจัดงาน ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026 ในวันแรกมุ่งนำเสนอโรดแมปการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโครงการตลอด 10 ปี ผ่านมุมมองของผู้มีส่วนร่วมในโครงการ รวมถึงการเสวนาระดับสูงเกี่ยวกับนโยบายและความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อผู้ประกอบการเยาวชน ขณะที่ในวันที่สองเป็นการจัดกิจกรรม Regional Demo Day เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมนำเสนอแนวคิดธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ก่อนปิดท้ายด้วยการสะท้อนบทเรียนและการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วภูมิภาคได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน พร้อมขยายผลการพัฒนาสู่สังคมในอนาคต

ฟลอเรนเซีย สปันกาโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “ยูธ โคแล็บ ได้กระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมจากเยาวชนในภูมิภาค และสร้างระบบนิเวศอันแข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่ มูลนิธิซิตี้ภูมิใจในผลกระทบเชิงบวกของโครงการตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับการจ้างงานเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำหนดอนาคตโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว”

นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย และตัวแทนมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 10 ปี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการยูธ โคแล็บ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติและมูลนิธิซิตี้เชื่อมั่นว่า การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมและการสนับสนุนศักยภาพของเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ขับเคลื่อนอนาคตเท่านั้น แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันด้วย เราจึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ต่อยอดศักยภาพของตนเอง เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดี พร้อมส่งต่อผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่สังคมต่อไป”

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของโครงการยูธ โคแล็บ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันมีเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอยู่นอกระบบการศึกษา การจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม ในสัดส่วนถึง 1 ใน 5 สะท้อนถึงความท้าทายที่ยังคงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมในระยะยาว โดยต่อยอดจากรากฐานความสำเร็จตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เครือข่ายพันธมิตรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม และโครงการยูธ โคแล็บ ได้ที่ https://www.youthcolab.org/