ตะลอนเที่ยว : ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย

13 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือสถาบันการศึกษาที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงรักมาก เนื่องจากเป็นสถาบันการศึกษาที่เสด็จไปทรงศึกษาในระดับปริญญาตรี ทรงสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2544 ทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยม อันดับ 

เมื่อพระองค์ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ ได้ทรงเป็นกันเองกับพระสหายในคณะและนอกคณะ รวมถึงประทับนั่งเรียนในห้องบรรยายเหมือนกับพระสหายทุกคน โดยไม่ต้องจัดพระเก้าอี้พิเศษถวาย ทรงร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยด้วยความไม่ถือพระองค์ และทรงเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงโปรดการเล่นจะเข้มาก ทั้งนี้ สมาชิกชมนุมดนตรีไทยในยุคที่พระองค์ทรงร่วมบรรเลงด้วยนั้นต่างบอกตรงกันว่า ทรงพระเมตตาและทรงพระสรวลตลอดเวลาเมื่ออยู่ทรงอยู่ในชมนุมฯ และสิ่งที่ยังประทับในความทรงจำของสมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ วันอาทิตย์ 23 มกราคม 2543  ในวันนั้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงเป็นที่ปรึกษาและสมาชิกกิตติมศักดิ์ของชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงดนตรีร่วมกับนักศึกษาชุมนุมดนตรีไทย แล้วแสดงเผยแพร่แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานธรรมศาสตร์สังคีตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราช นับเป็นเกียรติยศอย่างสูงแก่สมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกคนภาคภูมิใจมาก และถือเป็นสิริมงคลสูงสุดประการหนึ่งของชุมนุมดนตรีไทย

ข่าวการสิ้นพระชนม์ สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ยังความโศกเศร้าเสียใจให้กับประชาชนไทยและชาวธรรมศาสตร์อย่างยากจะบรรยายได้ แม้พระองค์จะทรงจากไปแล้ว แต่ความอาลัยรักในพระองค์ก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยและชาวธรรมศาสตร์ตลอดไป 

ดังนั้น ในวันที่ กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ชาวธรรมศาสตร์ และประชาชนผู้ถวายความอาลัยรักแด่สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ จึงร่วมกันจัดมหกรรมดนตรีไทย เพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดย รศ. ดร. กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถวายความอาลัย จากนั้น  ดร. นฎาประไพ สุจริตกุล ประธานมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพุ่มดอกไม้หน้าพระฉายาลักษณ์ นอกจากนั้นในงานยังมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมด้วย คือ ผศ. ดร. อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดี ฝ่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการสร้างคุณค่าทางวิสาหกิจ และยังมีแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานนี้อีกมากมาย อาทิ นางผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นางถ่ายเถา สุจริตกุล นักประพันธ์ผู้ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2555 เป็นต้น

การแสดงมหกรรมดนตรีไทย เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างดียิ่งจากนักดนตรีไทยจากทั่วทุกสารทิศของไทย โดยในการบรรเลงและขับร้องนั้นมีนักดนตรีรวมทั้งหมด 147 คน และที่สำคัญคือการบรรเลงเพลงพญาโศกด้วยจะเข้หมู่ 47 ตัว แล้วปิดท้ายด้วยเพลงมอญดูดาว ประกอบการรำชุดพลายชุมพล โดยนายประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 ซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

ฟังมอญดูดาว คราวใด ก็ใจหาย

พลายชุมพล ทรงจากไป ไทยหม่นหมอง

เป็นภาพจำ พระองค์ภาฯ น้ำตานอง

เสียงเพลงก้อง สู่ฟ้า ถวายอาลัย

เอ๋ยข้าพระบาท ข้าพระบาท กราบทูลลา

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : พกฉ.เปิดพื้นที่เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ชวนเปิดประสบการณ์ ‘Museum for All’

13 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ชวนประชาชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว และหน่วยงานต่างๆ เปิดประสบการณ์เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิด “Museum for All” พิพิธภัณฑ์เพื่อทุกคน เข้าถึงองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านนิทรรศการ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ในบรรยากาศและพื้นที่เรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติ และการเรียนรู้ทางออนไลน์ เพื่อหวังให้ผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ทุกที่ ทุกเวลา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน  “Museum for All” พิพิธภัณฑ์เพื่อทุกคน ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยมุ่งให้พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยว พักผ่อน และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านประสบการณ์จริงในบรรยากาศธรรมชาติ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการลงมือทำ ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่าของการพึ่งพาตนเอง และสามารถนำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ให้เหมาะสม พร้อมยกระดับการเรียนรู้ผ่านระบบ E-learning เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากพิพิธภัณฑ์สู่ประชาชนในวงกว้าง เรียนรู้ได้หลายรูปแบบ เลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง

“ปัจจุบัน พกฉ. พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความสนใจของประชาชนทุกช่วงวัย เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงควบคู่กับการลงมือปฏิบัติ กลุ่มสถานศึกษาและหน่วยงาน เลือกกิจกรรมทัศนศึกษา 2–5 ชั่วโมง หรือค่ายการเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ผ่านฐานจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และฐานฝึกปฏิบัติ รวม 10 หลักสูตร กลุ่มครอบครัวและประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในช่วงวันเสาร์–อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2-4 ของเดือน รูปแบบ One Day Trip ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยววิถีเกษตรไทย ชวนสัมผัสวิถีเกษตรและเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ นั่งรถรางชมแปลงเกษตรพอเพียงและพื้นที่เรียนรู้บนพื้นที่ 374 ไร่” ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวและว่า

สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดความรู้และสร้างอาชีพ พบงานมหกรรม นิทรรศการหมุนเวียน และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการเกษตร การอบรมวิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง จากเครือข่าย พกฉ.เกษตรกรตัวจริง

ในเดือนกันยายนนี้ พกฉ. เตรียมจัดกิจกรรม “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” เพื่อร่วมสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวันพิพิธภัณฑ์ไทย และบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้ ตลอดจนเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้แก่สังคม โดยจัดกิจกรรม Alive (ใน) Museum : อะไรในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และกิจกรรม (live) ออนไลน์ทาง Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ นำองค์ความรู้และเรื่องราวการเกษตรสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามในรายการ “เรื่องเล่าชาวเกษตร” ลุ้นรับของรางวัลใหญ่ สร้างสีสันและการมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ พกฉ. เปิดตัว 2 หลักสูตรออนไลน์ E-learning เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสำหรับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนเรียนฟรีและเรียนได้ตามเวลาที่สะดวก พร้อมนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตจริง เริ่มเรียนรู้และติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th/elearning

“พกฉ. ยังคงเดินหน้าสืบสาน เผยแพร่ และต่อยอดศาสตร์พระราชาด้านการเกษตร พัฒนาพื้นที่ แหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่จริงและโลกออนไลน์ เพื่อยกระดับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจหลักคิดของการพึ่งพาตนเอง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” พันจ่าเอก ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดให้บริการเข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. เปิดบริการเข้าชมวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลโทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 ติดตามข่าสารทางwww.wisdomking.or.th หรือFacebook /Instagram/ Line ID @wisdomkingmuseum

WDC ส่งต่อโอกาสการเรียนรู้สู่เยาวชนพื้นที่ห่างไกล เดินหน้า ‘WE DO CARE’ ผ่านโครงการ ‘สานฝัน ปันสุข’ ปี 2

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

บมจ.เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น (WDC) เดินหน้าส่งเสริมพัฒนาสังคมผ่านโครงการ “สานฝัน ปันสุข” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “WDC : WE DO CARE เพราะความรู้คือการดูแล” โดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านขอบด้งและโรงเรียนบ้านลาน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและเติบโตเคียงข้างสังคมอย่างยั่งยืน

นายบัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WDC กล่าวว่า การสร้างพื้นที่ที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เราจึงมุ่งสนับสนุนการศึกษา ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร โรงเรียน และชุมชนผ่านโครงการ ‘สานฝัน ปันสุข’ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พนักงานของเราได้มีส่วนร่วมลงมือทำกิจกรรม ถ่ายทอดความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเด็กๆในพื้นที่ห่างไกล เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเล็กๆที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ และร่วมพัฒนาชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับปีนี้ WDC ได้ลงพื้นที่ร่วมพัฒนา โรงเรียนบ้านลาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่อำเภอฝาง และโรงเรียนบ้านขอบด้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำรัสให้ดูแลเด็กในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในชุมชนชายขอบ

ตลอดการดำเนินโครงการ WDC ได้สนับสนุนเสื้อผ้า ผ้าห่ม อุปกรณ์กีฬา ขนม นม และสิ่งของจำเป็นให้แก่นักเรียนกว่า 700 คน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การสอนภาษาอังกฤษ กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากนี้ พนักงานจิตอาสาของ WDC ยังร่วมปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนด้วยการทาสีรั้ว พร้อมจัดกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ ทั้งฟุตบอลและวอลเลย์บอล เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างความสามัคคี และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน คุณครู ชุมชน และพนักงานของบริษัท  

Around W. By หมูอ้วน : ‘พะงัน-พำนัก’ สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตช้าๆ ‘เติมไฟ-เยียวยา’ความเหนื่อยล้า

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนกำลังเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆในลูปเดิม ทำให้เริ่มมีอาการค่อยๆหมดไฟไปทีละน้อย แต่มีที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยไฟและพลังงานแห่งความสุข ที่จะช่วยให้ได้หลุดออกจากลูปเดิม ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาให้กลับมาเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง ที่ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วผืนน้ำและขุนเขา เป็นพลังแห่งจันทราที่ว่ากันว่าจะช่วยเยียวยาอาการหมดไฟได้จริงๆและที่แห่งนั้นคือเกาะพะงัน สวรรค์เล็กๆใจกลางอ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 14 ครั้ง ทรงมาจอดเรือเพื่อแวะเติมน้ำจืด และลงพระปรมาภิไธยไว้ที่โขดหินของน้ำตกธารเสด็จ มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งใน ‘พระราชหัตเลขาประพาสแหลมมลายู’ ว่า “ฉันชอบใจลำธารที่อ่าวเสด็จ จึงให้กลับมาทอดที่นั้นขึ้นไปอาบน้ำอีกวันหนึ่ง” ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ท้องทะเล ป่าต้นน้ำ อาหาร ผู้คน และพลังแห่งคืนพระจันทร์เต็มดวง คือเสน่ห์ของเกาะพะงัน ที่ทำให้ใครต่อใครต่างต้องกลับมาอีกครั้ง และบางคนมาถึงแล้วก็ขออยู่ยาวกันไปเลย 

สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้คิดโครงการฯขึ้นมา โดยจับมือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญคนเมือง 5 คน ต่างสาขาอาชีพมาพักที่เกาะพะงันถึง 6 คืน 7 วัน โดยผสมระหว่างการให้ใช้เวลาส่วนตัวกับการทำกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักกับเกาะพะงันด้วยกัน เดือนสิงหาคมเริ่มเข้า Low Season ของการท่องเที่ยว พวกเขาทั้ง 5 ได้ก้าวออกจากอาการหมดไฟมาเป็นการสัมผัสไอแดดอุ่นๆ ท้องฟ้าใส ทะเลสวย  ฝนที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้า เหมือนเกาะพะงันกำลังบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่เกาะพะงัน”

เกาะพะงันในวันนี้มีเสน่ห์ของความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวพอดิบพอดี เป็นวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของคาเฟ่ริมทะเลสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางอาคารไม้สองชั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้าเกาะพะงันมายาวนาน เกาะพะงันยังเป็นเกาะที่เอ็กซ์สตรีมแบบโรแมนติก โดยเฉพาะหาดริ้น ที่แม้ไม่ใช่ช่วงของฟูลมูนปาร์ตี้ แต่พลังของแสงจันทร์ยังสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว รากเหง้าของฟูลมูนปาร์ตี้บนหาดริ้นก็มีที่มาจากปาร์ตี้เล็กๆในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงส่งเพื่อนชาวต่างชาติที่จะต้องกลับภูมิลำเนา ก่อนจะกลายมาเป็นปาร์ตี้อันโด่งดังระดับโลกเช่นวันนี้

ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 5 คน มี เยเมนส์ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบท กับ แมว สถาปนิกและครูสาวที่รักในการสอนศิลปะ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้คล่อง และเป็น 2 คนที่เต็มไปด้วยพลังงานของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ เดินป่า และเที่ยวรอบเกาะอย่างอิสระ ส่วนอีก 3 คน คือ เกณฑ์ สาวแบงก์และครูสอนโยคะสายเวลเนส ก็เลือกกิจกรรมในจังหวะของตัวเอง ออกเดินไปทำความรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆและได้พบกับปาฏิหาริย์แห่งผู้คน ได้ไปในที่ที่อยากไป โดยเจ้าบ้านคนเกาะพะงันใจดีที่นักท่องเที่ยวรุ่นเก่าต่างรู้ดีว่าคนที่นี่รับแขกกันแบบนี้มานานแล้ว ออมสาวนักกิจกรรมจากโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับน้ำใจของหนุ่มน้อยชาวเกาะที่ชวนเที่ยวไปไกล ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆของเกาะพะงัน และเจี๊ยบ นักเขียนบทความ บรรณาธิการฟรีแลนซ์ ที่หลงใหลในศิลปะวัฒนธรรมของเกาะพะงัน โดยเฉพาะบ้านไม้เก่า ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ร้านขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวโล่งโต้ง เมื่อเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ตพาไปชมบ้านไม้เก่าที่ยังสวยงามสมบูรณ์

หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้พักอยู่กับตัวเองในช่วงแรกของโครงการฯ วันที่เหลือคือการได้ทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกัน ได้กินอาหารพื้นบ้านและอาหารทะเล โดยมีโปรแกรมดีๆที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน อย่างการบวชต้นไม้ที่น้ำตกธารเสด็จ ชมพับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เดินเที่ยวน้ำตก โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาดูแลให้ความสะดวก ฟังเพลงกาพย์เห่เรือจากผู้ใหญ่ตัวแทนชุมชนโฉลกหลำ ชมเรือไม้เก่าลำใหญ่ที่ท่านเจ้าอาวาสวัดโฉลกหลำได้นำมาจากเกาะสมุย ลงเรือหางยาวไปดำน้ำที่หน้าอ่าวทองหลาง น้ำสีฟ้าใสและปลาเยอะจนคนที่ไม่ชอบดำน้ำยังอดไม่ได้ที่จะกระโดดลงไปแหวกว่าย รวมถึงการพาชม พาชิม ที่สวนผลไม้ออร์แกนิก ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เกาะพะงันมีความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่ปลูกอะไรก็งาม มีทุเรียนที่รสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับ แล้วยังมีคนเกาะพะงันที่รักและภาคภูมิใจในบ้านสวนของตัวเอง ปิดท้ายโครงการฯ กับการร่วมงาน ‘Feel All the Feelings @Phangan : ชาร์จพลังชีวิต’ ณ บริเวณลานเรือรบหลวง 713 อ่าวท้องศาลา เป็นงานยามเย็นริมทะเลที่สุดแสนจะโรแมนติก ผสมผสานระหว่างใหม่และเก่าได้อย่างน่ารัก งานนี้มีโอกาสได้ชมพิธีลอยเคราะห์แบบชาวเรือเกาะพะงันที่สมจริง และได้ร่วมวัฒนธรรมกินห่อ ถือว่าจบสวยประทับใจกันไปทุกคน

ถึงแม้ว่าโครงการฯจะจัดให้ถึง 7 วัน กับโปรแกรมที่เลือกสรรมาแล้ว แต่เกาะพะงันยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย มีอีกหลายจุดชมวิว หลายน้ำตกที่ยังไม่ได้ไป อาหารขึ้นชื่ออีกหลายเมนูที่ยังไม่ได้ลองชิม และถ้าต้องเขียนแนะนำกันจริงๆคงต้องเขียนกันเป็นเล่ม เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มาสัมผัสกันด้วยตัวเอง และต้องมาหลายวันเหมือนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเป็นเดือนก็ยังไม่พอ เกาะพะงันคือสวรรค์กลางอ่าวไทย ที่มีพลังแห่งจันทรา และปาฏิหาริย์ของผู้คน ที่จะช่วยเยียวยาความอ่อนล้าหมดแรงของคนเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ โครงการ ‘พะงันพำนัก | Low Season, High Energy’ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน, พะงัน เบย์ชอร์ รีสอร์ท, วันเดอร์แลนด์ ฮีลลิ่ง เซ็นเตอร์, อมากิ ฮิดเด้น วัลเลย์, ปานวิมาน รีสอร์ท พะงัน, วารีวาน่า รีสอร์ท เกาะพะงัน เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน, บางกอก แอร์เวย์ส, ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์, และ Footage Found

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเกาะพะงันได้ที่เพจสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน Koh Phangan Hotel &Tourism Association

‘WU CHUN I’ ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน สนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดน-คดีความข้ามแดน

12 กันยายน 2569 เวลา 22:08 น.

“WU CHUN I – 吳俊儀”ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องของไต้หวัน ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน พร้อมสนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดนหรือคดีความข้ามแดน

​นาย WU CHUN I (吳俊儀 / หวู่ จุ้นอี๋) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านพระเครื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทำงานส่งเสริมความสัมพันธ์และวัฒนธรรมไทย–ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้เครือข่ายและประสบการณ์ในประเทศไทย ช่วยประสานข้อมูลและเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้ามพรมแดนระหว่างไทยและไต้หวัน

​จากการเดินทางไปกลับและมีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านวัฒนธรรมและภาคประชาชน ทำให้นาย WU CHUN I สามารถช่วยเหลือในด้านต่างๆหรือตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและประสานส่งต่อไปยังช่องทางนั้นๆเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เดินทางไปถึงที่ปรายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบุคคลและข้อมูลของทั้งสองฝั่ง

​อย่างไรก็ตาม นาย WU CHUN I ย้ำว่า ตนยังสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางการหากมีปัญหากับบุคลใดเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรงได้ ซึ่งตนทำหน้าที่เพียงสนับสนุนข้อมูลและการประสานงานในขอบเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
จากประสบการณ์ที่มี สามารถช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปถึงช่องทางที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น และมองว่านั่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

​ปัจจุบัน นาย WU CHUN I ยังคงทำงานเผยแพร่ความรู้ด้านพระเครื่องและวัฒนธรรมไทยผ่าน Dream Amulet (夢幻佛牌) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับภาคประชาชน และในอนาคต นาย WU CHUN I ระบุว่าจะยังคงใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและไต้หวัน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่ายต่อไป

นครปฐม จัด ‘Agri Connect Trade Fair 2026’ ชูศักยภาพสินค้าเกษตรปลอดภัย-นวัตกรรมแปรรูป กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล

12 กันยายน 2569 เวลา 21:01 น.

สำนักงานพาณิชย์กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ จัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” มหกรรมแสดง จำหน่ายสินค้า และเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค ชูไฮไลท์ทัพสินค้าคุณภาพกว่า 120 คูหา พร้อมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้งระบบ Offline และ Online หวังเชื่อมโยงขยายตลาด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าการค้า 5 วัน กว่า 15 ล้านบาท

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในพิธีเปิดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” เปิดเผยว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการกระจายสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญของประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น จึงกำหนดจัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” ขึ้นโดยดำเนินการภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

“งาน Agri Connect Trade Fair 2026 ไม่เพียงแต่จะเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้นำสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าอัตลักษณ์ และสินค้านวัตกรรมแปรรูปมาจำหน่ายแก่ประชาชนโดยตรงกว่า 120 ร้านค้าเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการนำนวัตกรรมการตลาดและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ผ่านระบบการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้ง Offline และ Online ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ผู้ส่งออก และคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความมั่นคง ยั่งยืน ให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอีกทางหนึ่งด้วย” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าว

ด้าน นางสาวดวงพร วิสุทธิธรรม พาณิชย์จังหวัดนครปฐม ในฐานะตัวแทนกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดการจัดงานว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด คือนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ต่างมีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย การรวมพลังจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาร่วมสร้างคุณค่าใหม่ และเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด

“การจัดงานในครั้งนี้เรามุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและผู้ประกอบการ Community Enterprise, SME, และ Smart Farmer ให้พร้อมก้าวสู่ยุคธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ภายในงานนอกจากจะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ระดับพรีเมียมแล้ว ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมเกษตร การเจรจาจับคู่ธุรกิจแบบไฮบริด (Offline/Online) ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและมินิคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความคึกคักตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน ซึ่งเราคาดว่าการจัดครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการค้าขายตลอดทั้ง 5 วันได้รวมกว่า 15 ล้านบาทพาณิชย์จังหวัดนครปฐม กล่าว

งาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2569 ณ บริเวณสนามดนตรีฝั่งประตูโพธิ์ทอง องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยผู้สนใจ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าร่วมชมงาน ช้อปสินค้าเกษตรคุณภาพดี และร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการจัดงาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม / ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ Agri Connect Trade Fair 2026 หรือ เว็บไซต์/Facebook Page: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ “การได้ยิน” ในระยะยาว

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อย ๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

นพ.พงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

เปิดตัวนวัตกรรม ‘Traffy Fondue’ เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ

12 กันยายน 2569 เวลา 08:45 น.

ผนึก 3 กระทรวง ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำ เปิดตัวนวัตกรรม “Traffy Fondue” เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ มุ่งเน้นแจ้งเตือนรวดเร็ว เชื่อมโยงข้อมูล Real-time ตั้งเป้าแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพในพื้นที่เฉพาะอย่างยั่งยืน

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล “Traffy Fondue” ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในเรือนจำเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ลดระยะเวลาตอบสนอง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน  โดยมี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์จริงแก่ประเทศ การต่อยอดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดย สวทช. สู่การเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยสุขภาพในเรือนจำ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังและบุคลากรในเรือนจำได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้เรือนจำจะเป็นพื้นที่ควบคุม แต่ไม่ใช่พื้นที่ปิดตาย เนื่องจากมีการหมุนเวียนของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติเยี่ยมตลอดเวลา หากเกิดการระบาดของโรคย่อมมีโอกาสแพร่กระจายสู่ชุมชนภายนอกได้ ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของการมีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว โดยพบเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำรวมกว่า 91 เหตุการณ์  ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โควิด19 และ โรคอาหารเป็นพิษ/อุจจาระร่วง รวมทั้งยังพบการระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคปอดอักเสบ โรคสุกใส โรคหิดและโรคตาแดง แม้จะพบในจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นโรคที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  ดังนั้น การมีระบบแจ้งเหตุและตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคและลดผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และประชาชนโดยรวม

“นวัตกรรม Traffy Fondue เวอร์ชันเฉพาะเรือนจำ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแจ้งเตือน (Alert) และฟังก์ชันยกระดับการแจ้งเตือน หากการสอบสวนโรคล่าช้าเกินกว่า 72 ชั่วโมง เพื่อส่งข้อมูลตรงไปยังส่วนกลางและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สามารถสั่งการบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที และฟังก์ชันจะเริ่มเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2570”

ขณะที่ พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การถูกจำคุกเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่ไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการได้รับการดูแลสุขภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การจัดบริการสุขภาพในเรือนจำต้องทำควบคู่กับความมั่นคงสูงสุด ซึ่งการประยุกต์ใช้ Traffy Fondue ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเรือนจำผ่าน 6 คุณลักษณะขั้นสูง

กองทุน ววน. พัฒนาการลงทุนวิจัยไทย สู่ Portfolio เชิงยุทธศาสตร์

12 กันยายน 2569 เวลา 07:23 น.

กองทุน ววน. เดินหน้าชี้แจงเป้าหมายงบประมาณปี 2571 หนุนหน่วยงานปรับวิธีคิดสู่การลงทุนที่สร้างผลลัพธ์ขับเคลื่อนแผน ววน. ใหม่ ปีงบประมาณ 2571–2575 หน่วยงานในระบบ ววน. พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ปรับแนวทางเสนอของบประมาณจากแผนงานและโครงการสู่การนำส่งผลลัพธ์และผลกระทบของประเทศ

การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานในระบบ ววน. อย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการปรับตัวเข้าสู่แนวทางการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ประเทศมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญของการจัดทำคำของบประมาณปี 2571 ไม่ได้เป็นเพียงการปรับรูปแบบเอกสารหรือกระบวนการเสนอของบประมาณ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของการลงทุนด้าน ววน. จากเดิมที่มุ่งนำเสนอเป็นรายแผนงานและโครงการไปสู่การออกแบบการลงทุนเชิงระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่เป้าหมายของแผน  การลงทุน การดำเนินงาน  ผลผลิต (Output)  ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ซึ่งแผน ววน. ใหม่มีการกำหนดตัวชี้วัดมาตรฐาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงความก้าวหน้าที่วัดได้และสามารถเทียบวัดการเจริญเติบโตระดับสากลได้

แนวทางดังกล่าวยังเป็นการยกระดับการบริหารจัดการ สู่การบริหารจัดการเชิงแผนงานและ Portfolio โดยมุ่งให้การลงทุนด้าน ววน. มีทิศทางร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อน เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเกิดผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ ระบบติดตามและประเมินผลจะให้ความสำคัญกับการวัดความสำเร็จที่มากกว่าการดำเนินงานแล้วเสร็จหรือการส่งมอบผลผลิต แต่ต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงเส้นทางการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ การสร้างผลลัพธ์ต่อกลุ่มเป้าหมาย และการก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผน ววน. ใหม่ พ.ศ. 2571–2575 และเป็นจุดเปลี่ยนของระบบ ววน. ของประเทศไทย กองทุน ววน. และ สกสว. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นำไปสู่ระบบการลงทุนด้าน ววน. ที่มีเป้าหมายชัดเจน เชื่อมโยงเป็นระบบ สามารถติดตามและประเมินผลได้ และทำให้ทุกงบประมาณที่ลงทุนเกิดคุณค่าสูงสุดต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คุณแหน: 12 กันยายน 2569

12 กันยายน 2569 เวลา 05:00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ชุดใหม่ ดังนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี องค์ประธานที่ปรึกษา พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล และพันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานที่ปรึกษา ส่วนคณะกรรมการมูลนิธิ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการ และแต่งตั้งรองประธานกรรมการ รวมถึงกรรมการ และเหรัญญิก รองเหรัญญิก และเลขาธิการ รวมทั้งสิ้น 22 คน ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 11 กันยายน 2569

ll มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) มอบเงิน 5 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติภัยน้ำท่วมและดินถล่มในประเทศเนปาล ให้เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย นายธัน พหาทุร โอลิ ณ ที่สถานเอกอัครราชทูตเนปาล เมื่อวันที่ 11 กันยายน 

ll ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บจก. อินเทลลิเจนท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ในเครือ MBK เน้นให้บุคลากรขององค์กรร่วมกันจัดการขยะของบริษัทในเครือให้ถูกวิธีและนำไปสู่การ recycle โดยเชิญ ณฐวรรฒ ศุภตระกูล ผจก. ฝ่ายการตลาด บจก. เวสต์บาย เดลิเวอรี เป็นวิทยากรจัดอบรมเรื่อง ขยะไม่ไร้ค่า ถ้าแยกถูกวิธี จัดอบรม ณ สำนักงานเดอะไนน์ ติวานนท์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ @ ข่าวน่ายินดีของคนไทยคือผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) 2025 พบว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้น 3 ด้าน เมื่อเทียบกับผล PISA 2022 คือ วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน ทำให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้น โดยเลื่อนจากอันดับ 58 ในปี 2022 เป็นอันดับ 53 ในปี 2025 

ll ราคาเหรียญเหนือดวงของอดีตหลวงพ่ออติโชติ วัดพุทไธศวรรย์ฯ อยุธยา ร่วงโดยพลันเมื่อเกิดเหตุฉาวคาวโลกีย์กับผู้ผลิตเหรียญฯ จากราคาเนื้อทองคำที่เคยสูงถึง 4 ล้านบาทกว่าร่วงดิ่งลงมาทันที ส่วนเนื้อเงินยวงที่เคยราคากว่า 3.5 แสนบาทก็ดิ่งลงเช่นกัน ไม่ทราบว่า อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย มีรุ่นใดคล้องคออยู่ แต่น่าจะเป็นเนื้อทองคำ

ll อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่พิการทางการได้ยิน(หูหนวก) โดยมี กฤษณา ธีระวุฒิ เจ้าของเจริญโฮเต็ลและกลุ่มนักธุรกิจ จ.อุดรธานีให้การต้อนรับและเข้าร่วมพิธี ณ โรงเรียนโสตศึกษา จ.อุดรธานี อังคาร 15 ก.ย. เวลา 10.00 น…

ll ปิดท้ายด้วยเรื่องเน่าเหม็นคาวฉาวโฉ่ภายในวัดวาอารามหลายแห่งของเมืองไทย เรื่องทราม ๆ พรรค์นี้เกิดได้เพราะ ฝนตกขี้หมูไหล และขนมพอสมน้ำยา ทั้งสมีกับสีกา เรื่องต่ำช้าแบบนี้จะไม่บังเกิดหากสีกาไม่ไปพัวพันข้องเกี่ยวกับสงฆ์ แล้วสงฆ์ก็มั่นคงหนักแน่นในพระธรรมวินัย แต่ขณะเดียวกันก็ขอประณามสื่อฯ เลวทรามจำนวนไม่น้อยที่ลงภาพสามานย์ของทั้งสมีและสีกา ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องลงภาพเหล่านั้น แค่บอกว่าทั้งคู่เสพเมถุนร่วมกันก็เพียงพอแล้ว แถมสื่อฯ ทรามบางจำพวกก็บรรยายละเอียดยิบราวกับอยู่ในเหตุการณ์ 

victor lee