‘อ.เชน’ ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา รับฟังเสียง – วิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องการรากฐานอนาคตของประเทศที่แข็งแรง

'อ.เชน' ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา รับฟังเสียง - วิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องการรากฐานอนาคตของประเทศที่แข็งแรง

‘อ.เชน’ ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา รับฟังเสียง – วิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องการรากฐานอนาคตของประเทศที่แข็งแรง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.56 น.

8 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ. สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้  ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ นักวิจัย ผู้ประกอบการและหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลของอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเครือข่าย 5 โซน อาทิ โซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อการพัฒนาภูมิภาค โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ โซน Startup จากนักศึกษา โซน Halal Gateway และโซนนวัตกรรมเพื่อชุมชน โดยมีผลงานนวัตกรรมที่มีการนำไปใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนอุตสาหกรรม และระดับประเทศ มาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพนวัตกรรมไทยที่พร้อมก้าวไกลไปทัดเทียมผลงานในระดับนานาชาติ

สำหรับโซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อพัฒนาภูมิภาค หนึ่งในผลงานเด่นคือ “นวัตกรรมไบโอดีเซลสำหรับภาคการเกษตรและประมง” ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคการเกษตรและประมงและส่งเสริมการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของชุมชนอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจ คือ “นวัตกรรมเครื่องแปลงขยะอินทรีย์และเศษวัชพืช ร่วมกับจุลินทรีย์เฉพาะสายพันธุ์” ซึ่งใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ในการย่อยสลายเศษอาหาร มูลสัตว์ และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระดับชุมชนและภูมิภาค

ด้านภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ นำเสนอ “นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนด้วย RSPO” ช่วยยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้และนำเสนอ “นวัตกรรมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับงานหัตถกรรมจักสาน” ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาจักสานด้วยวัสดุทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   

ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมทางสังคม จัดแสดง “นวัตกรรม Dolphins Glasses” นวัตกรรมเพื่อผู้พิการทางสายตาที่ใช้หลักการเสียงสะท้อน (Human Echolocation) ช่วยฝึกการรับรู้สภาพแวดล้อมและการนำทาง เพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ มีผลงานที่น่าสนใจ อาทิ เซรั่มน้ำยางพาราทางการแพทย์ เป็นต้น

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน มอบนโยบายการดำเนินงานให้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ ว่าความสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ คือระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้คนไทยได้เห็นถึงศักยภาพและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องให้ความสำคัญคือการสร้าง “พื้นที่” ที่เอื้อต่อการเติบโต และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่หลอมรวมผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักวิจัยให้มาใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ เราต้องเปิดกว้างรับคนเก่งจากทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ หรือสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้เข้ามาเป็น Content Creator เพื่อผสมผสานความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ซึ่งนี่แหละคือรากฐานสำคัญที่จะบ่มเพาะธุรกิจไทยให้ก้าวไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้อย่างแท้จริง

ต่อมาศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ว่า จากการลงพื้นที่รับฟังเสียงและวิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ใน จ.สงขลา ทำให้เรายิ่งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานอนาคตของประเทศ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่ไร้รอยต่อ โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากต้นน้ำในรั้วมหาวิทยาลัย มาสู่การบ่มเพาะธุรกิจในระดับกลางน้ำให้กับกลุ่มนักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งไม้ต่อให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในระดับปลายน้ำ สามารถนำไปขยายผลและผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตแข่งขันได้ในเวทีโลก

“การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ เราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริม ‘เศรษฐกิจเวลเนส’ (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ ‘เศรษฐกิจฮาลาล’ ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น การผลิตพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในยามฉุกเฉินและเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เราได้ส่งเสริมวิทยาการสมัยใหม่ระดับแนวหน้าอย่าง ‘จีโนมิกส์’ (Genomics) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้เพราะเรามีระบบนิเวศที่พร้อมรองรับ ทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Technology) โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ

‘DBD’ ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าจัด ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026’ ระยอง สร้างโอกาสทางธุรกิจ

'DBD' ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าจัด 'แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026' ระยอง สร้างโอกาสทางธุรกิจ

‘DBD’ ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าจัด ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026’ ระยอง สร้างโอกาสทางธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.03 น.

8 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าส่งเสริมการสร้างอาชีพและสร้างงานผ่านระบบแฟรนไชส์ไทย ซึ่งโครงการ“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรูปแบบธุรกิจที่มีความพร้อมและลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นกิจการ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผลจากโครงการ “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ผ่านมา” ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) รวมทั้งสิ้น 1,184 ราย และเกิดยอดสั่งซื้อแฟรนไชส์ภายในงานทันทีรวมกว่า 9.77 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

“จากผลตอบรับที่ดีดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเตรียมจัดกิจกรรม “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026” เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่สู่ภูมิภาค โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง โดยกิจกรรมครั้งนี้รวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์คุณภาพจากทั่วประเทศกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา ความงามและสปา และธุรกิจยุคใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุนรายใหม่ ผู้ประกอบการ SME รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีระบบบริหารจัดการมาตรฐาน สามารถต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้อย่างมั่นคง”อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่าภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ • การออกบูธแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ชั้นนำ • การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์และผู้สนใจลงทุน • การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ • การให้บริการข้อมูลสินเชื่อและแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน • โปรโมชั่นพิเศษและส่วนลดค่าแฟรนไชส์เฉพาะภายในงาน

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเชิญชวนประชาชนทุกคนที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงาน“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026” ระหว่างวันที่ 12 – 16 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโทร. 1570 หรือ 02 547 5953

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ‘อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์’

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี 'อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์'

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ‘อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์’

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.20 น.

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้เรียกตนเองว่า ขุนนางสามัญชน แต่ได้รับบทบาทต่าง ๆ นานามากมายเหลือคณานับ ทั้งขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประธานรัฐสภาคนแรกของสยาม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงธรรมการคนแรกในรัฐบาลคณะราษฎร เป็นครู เป็นนักการศึกษา นักประพันธ์ นักสิทธิมนุษยชน นักกีฬา และนักการสาธารณสุข ฯลฯ

เรื่องนี้มีประวัติประจำสัปดาห์นี้ได้รับเกียรติบอกเล่าประวัติช่วงสำคัญในชีวิตของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจากลูกหลานของท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร. ศิวาวุธ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นทีทิพย์ กฤษณามระ และยังได้สาระสำคัญอื่น ๆ จากหนังสือชื่อ สนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

 ดร. ศิวาวุธ และ ดร. นทีทิพย์ บอกว่า อันที่จริงแล้วเราเป็นลูกหลานของท่าน เราไม่อยากกล่าวเยินยอสรรเสริญท่านให้มากจนเกินไป เพราะผู้คนที่ไม่เข้าใจอาจจะมองว่าเรายกย่องเยินยอท่านจนเกินจริง แต่เราเพียงต้องการให้คนไทยรับรู้ถึงผลงานต่าง ๆ นานาที่ท่านได้ทำไว้ให้แผ่นดิน ซึ่งงานทั้งปวงของท่านเป็นรูปธรรม จับต้องได้จริง มีหลักฐานชัดเจน

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราในฐานะลูกหลานซึ่งไม่ทันเห็นท่าน แต่เราได้รับการปลูกฝังบอกเล่าจากพ่อแม่ของเรา ซึ่งเป็นลูกของท่านเจ้าพระยาฯ ว่า ท่านเน้นให้ลูก ๆ ทุกคนรักการเรียน รักการศึกษา รักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีกันให้จงหนัก แม้ท่านจะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน แต่ท่านก็ให้ความรักกับภรรยาและลูก ๆ ทุกคนอย่างเสมอเหมือนกัน ลูกทุกคนไม่ว่าจะเกิดจากภรรยาคนไหนก็จะได้รับการอบรมบ่มเพาะจากท่านเจ้าพระยาฯ เสมือนเหมือนกันทุกคน และท่านเน้นให้ลูก ๆ ทุกคนมีการศึกษา ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ต้องไม่ละเลยเรื่องการหาความรู้

หนังสือสนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย จึงได้ขอเชิญนักเขียนจากหลากหลายวงการอาชีพมาร่วมกันเขียนเรื่องของท่าน โดยที่ลูกหลานของท่านไม่ได้เข้าไปร่วมเขียนด้วยมากนัก ดังเห็นได้จากนักเขียนที่มีมากมายหลายชื่อ เช่น ชมัยภร บางคมบาง ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ดร. รสิตา สินเอกเอี่ยม ดร. สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ ดร. อนุชิต กุลวานิช พลพัทธ์ ภูรีสถิตย์ พิรฎา อุตตโมทย์ นิกร แซ่ตั้ง และกมลาสวาท ยามะรัต แต่ก็มีทายาทของท่านเจ้าพระยาฯ ร่วมเขียนบางในบางบท เช่น สนั่นชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ดร. กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา จุฑา เทพหัสดิน ณ อยุธยา และตัวของเราเอง (หมายถึง ดร. นทีทิพย์) 

ตลอดช่วงชีวิตของท่านเจ้าพระยา คือตั้งแต่ พ.ศ. 2419 ถึง 2486 ท่านได้ผ่านพบสิ่งต่าง ๆ มาอย่างนับไม่ถ้วน ท่านเริ่มรับราชการในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ครั้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ แล้วก็เป็นนักการเมืองในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เป็นประธานรัฐสภาคนแรก และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนแรกของรัฐบาลคณะราษฎร

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือปูชนียบุคคลคนหนึ่งทางการศึกษาของสยาม เป็นผู้ทำแผนการศึกษาของชาติโดยทำเป็นองค์รวม เป็นผู้ริเริ่มสร้างมาตรฐานวิชาชีพครู และการพลศึกษา อาชีวศึกษา เน้นการรู้หนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง เน้นความรู้คู่คุณธรรมและจริยธรรม เน้นด้านสุขอนามัย ส่งเสริมความสามัคคีของคนในสังคม เริ่มตั้งแต่ภายในครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ และนานาชาติ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ยึดหลักประชาธิปไตย

ย้อนไปเมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งพระทัยปฏิรูปการปกครองสยาม เพื่อให้พัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ เพื่อให้สยามรอดพ้นจากภัยการล่าอาณานิคมโดยมหาอำนาจตะวันตก จึงทรงปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนสร้างชาติ และพระราชกรณียกิจนี้ได้สืบต่อไปยังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และก็สามารถกล่าวได้ว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือผู้หนึ่งที่ถวายงานด้านพัฒนาการศึกษาของสยามในยุคนั้น

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นบุตรของพระยาไชยสุรินทร์ เจ้ากรมพระคลังข้างที่ มารดาคือคุณหญิงอยู่ เมื่อท่านอายุ 6 ปี บิดาถึงแก่อนิจกรรม ครอบครัวประสบความยากลำบากเพราะฐานะตกต่ำ ท่านต้องช่วยมารดาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับจ้างทำงานสารพัด และช่วยมารดาเลี้ยงดูน้อง แต่มารดาของท่านก็ไม่ปล่อยให้ท่านไร้การศึกษา ท่านจึงได้เข้าเรียนประโยค 1 เมื่ออายุ 12 ปี ที่โรงเรียนบพิตรพิมุข ครั้งตกเย็นท่านกลับบ้าน ท่านก็สอนหนังสือน้อง ต่อมาท่านได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ระหว่างเรียนก็ออกหนังสือพิมพ์ประจำสัปดาห์ของโรงเรียน โดยเขียนด้วยลายมือ แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนสุนันทาลัย แล้วไปเรียนต่อโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ต่อมาได้เป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก จำนวน 3 คน โดยระหว่างเรียนก็ยังทำหนังสือพิมพ์รายคาบ ชื่อวิทยาจารย์ โดยรับหน้าที่บรรณาธิการ นักเขียน ผู้จัดการวารสาร ทั้งนี้วารสารดักล่าวยังคงมีอยู่สืบเนื่องมาจากปัจจุบัน ชื่อ สามัคยาจารย์สมาคม (คุรุสภา) หลังจากสำเร็จการศึกษาก็ทำหน้าที่อบรมครูตามแบบสมัยใหม่ จนถึงปี พ.ศ. 2439 ได้รับทุนหลวงกระทรวงธรรมการรุ่นแรก ไปศึกษาวิชาครูที่ Borough Road College ประเทศอังกฤษ แล้วกลับมารับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 5 

ครั้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ทรงพัฒนาสยามให้เป็นประเทศที่สองในเอเชียที่มีการศึกษาภาคบังคับ (ประเทศแรกในเอเชียคือญี่ปุ่น) โดยเป็นการศึกษาภาคบังคับให้เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือด้วยความเสมอภาค

หากจะเล่าแบบรวบรัดก็ต้องบอกว่าท่านพัฒนาการศึกษายุคใหม่ของสยามมาตั้งแต่ต้น และมีส่วนถวายงานการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 และออกพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร พ.ศ. 2461 และออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464  และทำแผนการศึกษาให้มีวิชาวิสามัญ (อาชีวศึกษา) ควบคู่กับวิชาสามัญ โดยให้สอนด้านหัตถกรรม กสิกรรม และพาณิชยกรรม และนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาในสยามตั้งแต่ พ.ศ. 2443 โดยผ่านการพลศึกษา

ใน พ.ศ 2460 ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ครั้น พ.ศ. 2468 ปลายปี รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นทรงราชย์ ต่อมาประเทศสยามเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำขั้นวิกฤต รัฐบาลประกาศตัดงบประมาณด้านการศึกษา ทั้ง ๆ ที่กระทรวงธรรมการในขณะนั้นได้รับงบประมาณน้อยมากอยู่แล้ว แต่ต้องดูแลงานด้านการศึกษาทุกระดับประเภท และยังต้องดูแลงานด้านมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลอีกด้วย ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ดังนั้น วันที่ 30 กันยายน 2469 ท่านจึงถวายบังคมลาออกจากราชการ ในช่วงนั้นเองที่ธิดาของท่านก็ขอลาออกจากการเป็นครูโรงเรียนราชินีและวชิราวุธวิทยาลัย แล้วตั้งโรงเรียนสตรีจุลนาค แล้วท่านก็ไปช่วยสอนหนังสือให้ด้วย แต่ในปี 2470 รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดระเบียบองคมนตรี

ครั้งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลำดับที่ 2 และได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาคนแรก แต่หลังจากนั้นเพียงสองเดือน รัฐบาลคณะราษฎรขอให้ท่านไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แต่การเมืองในขณะนั้นวุ่นวายสับสนมาก มีความขัดแย้งต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นเป็นประจำ มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีสองครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จน 21 มิถุนายน 2476 ก็เกิดรัฐประหารอีกครั้ง

ต่อมาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2480 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกท่านเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ ในรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่ทรงเป็นยุวกษัตริย์ และยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศตะวันตก แต่ท่านขอไม่รับตำแหน่ง โดยท่านให้เหตุผลว่าวิตกว่าจะทำไม่ได้ดี อย่างไรก็ตามเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือผู้ที่รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชวงศ์จักรีถึง 4 พระองค์ คือรัชกาลที่ 5, 6, 7 และรัชกาลที่ 8 จึงกล่าวได้ว่าช่วงชีวิตของท่านอยู่บนรอยต่อของประวัติศาสตร์สยามและของโลกไปพร้อม ๆ กัน เป็นช่วงเวลาที่สยามและโลกพบกับความผันผวนมากมาย ทั้งการล่าอาณานิคม การพัฒนาของโลกสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และช่วงการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ใช้นามว่าครูเทพ ในการประพันธ์ และการศึกษา ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์และการศึกษา หลายคนจดจำท่านได้ดีในบทเพลงกราวกีฬา กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน

ดร. นทีทิพย์เล่าให้ฟังว่าเมื่อได้ศึกษางานของท่านเจ้าพระยาฯ แล้ว ก็ทำให้เห็นว่าท่านคือผู้จุดประกายวิทยาในยุคมือที่มีโรคระบาดคุกคามสยาม โดยท่านเน้นเรื่องสุขะศึกษาธิการธรรม ในยุคโบราณนั้นกรุงเทพฯ มีโรคระบาดคุกคามไทยอย่างหนัก เช่น โรคอหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้ทรพิษ จนถึงขนาดนายแพทย์ฮิวจ์ แคมป์เบล ไฮเอต ชาวตะวันตกที่เข้ามารับราชการในสยามเพื่อแก้ปัญหากาฬโรคระบาดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตสำเพ็ง ให้ความเห็นว่าเป็นแหล่งโสโครกที่มีการระบาดของกาฬโรค และยังมีจดหมายกราบทูลไปยังพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลว่า กรุงเทพพระมหานครเป็นเมืองที่โสโครกที่สุดในบรรดาพระนครในประเทศตะวันออก ทั้งนี้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงหาทางคลี่คลายปัญหาด้วยหลักศุขาภิบาล โดยเขียนหนังสือ การศุขาภิบาลสำหรับบุทคลและครอบครัว ความรู้เรื่องการต่อสู้กับข้าศึกที่เราแลไม่เห็นตัว

นอกจากนั้น ยังมีบทความแสดงให้เห็นว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นผู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ แต่แม้ท่านจะเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสตรีว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ท่านก็ยังคงแสดงความเห็นเชิงตักเตือนผู้หญิงว่าต้องระมัดระวังตัว ไม่ควรมีความเสียหายในเรื่องเพศก่อนวัยอันควร ไม่ปล่อยตัวให้บังเกิดความเสียหาย ดังพบในกวีนิพนธ์เรื่อง นรี-นรุปฐาก ที่มีความว่า

พลาดอื่นจะคืนสินิทธ์อาจ

ผิวพลาดเสน่ห์นัว

ยากแท้จะแก้ทุมลมัว            

 บมิหายระคายคง

หากคุณสนใจหนังสือสนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กรุณาติดต่อหาซื้อที่ มูลนิธิเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี โทรฯ 0 2160 8634

ตพส.ไทย เชิดชู 14 สตรีอาวุโส อายุ 90 ปีขึ้นไป ผู้เป็นต้นแบบสตรีแห่งการสร้างสรรค์สังคมไทย

ตพส.ไทย เชิดชู 14 สตรีอาวุโส อายุ 90 ปีขึ้นไป ผู้เป็นต้นแบบสตรีแห่งการสร้างสรรค์สังคมไทย

ตพส.ไทย เชิดชู 14 สตรีอาวุโส อายุ 90 ปีขึ้นไป ผู้เป็นต้นแบบสตรีแห่งการสร้างสรรค์สังคมไทย

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.11 น.

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) นำโดย คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมฯ จัดงาน “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย ครั้งที่ 2” เพื่อมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุภาพสตรีวัย 90 ปีขึ้นไป เป็นผู้มีผลงานการอุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคมไปพร้อมๆ กัน และเป็นต้นแบบสตรีไทยผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่สตรีไทยรุ่นหลังต่อไป โดยสตรีไทยวัย 90 ปีขึ้นไปที่ได้รับการเชิดชูเกียรติครั้งนี้จำนวน 14 ท่านจากหลากหลายวงการ  โดยงานมีขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ 

คณะกรรมการ ตพส.ไทย พร้อมด้วย 14 สตรีไทยวัย 90 ปีขึ้นไปได้รับการเชิดชูเกียรติ และสองต้นแบบสตรีไทยอายุ 100 ปี

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายก ตพส.ไทย พร้อมด้วยผู้ได้รับเชิดชูเกียรติ (จากซ้าย) มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล,สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์, ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์,สราภรณ์ สารททอง,ศ.กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ, ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร,สุกัญญา ชลศึกษ์,ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช,ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, พวงเพ็ญ อินทรวิษิษฏ์,เยาวลักษณ์ แพ่งสภา,มณีรัตน์ สมบูรณ์, ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ รับแทนโดย จิรบุญนี อิศรางกูร ณอยุธยา

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายก ตพส.ไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการ (จากซ้าย) อัจฉรา ภูริคุปต์, ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, ดร.เมธินี เทพมณี ,ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, นันทลี จารุรัตน์,ผศ.ทิพวรรณ สมุทรักษ์,รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์, อติภา เองตระกูล, ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร

หญิงเก่งอายุ 100 ปี คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร และ จรรย์สมร วัธนเวคิน มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสตรีไทยและด้านสังคมสงเคราะห์

สุกัญญา ชลศึกษ์,ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช,ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, พวงเพ็ญ อินทรวิษิษฏ์ และ เยาวลักษณ์ แพ่งสภา

สราภรณ์ สารททอง,ศ.กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ และ ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร

สำหรับผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติ “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย ครั้งที่ 2” มีจำนวน 14 ท่าน ประกอบด้วย ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร (94 ปี), สุกัญญา ชลศึกษ์ เจ้าของนามปากกา กฤษณา อโศกสิน (94 ปี 6 เดือน), ศ.กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ (94 ปี 1 เดือน), ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช (93 ปี 5 เดือน), ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล (93 ปี), ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร (92 ปี 5 เดือน), พวงเพ็ญ อินทรวิษิษฏ์ (92 ปี 2 เดือน), เยาวลักษณ์ แพ่งสภา (91 ปี 7 เดือน), สราภรณ์ สาททอง (91 ปี 7 เดือน), ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ (90 ปี 8 เดือน), สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ (90 ปี 7 เดือน), ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ (90 ปี 4 เดือน), มณีรัตน์ สมบูรณ์ (90 ปี 3 เดือน) และ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล (90 ปี 1 เดือน)

ราชสกุล “วรวรรณ” ร่วมยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร นำโดย (นั่ง)  ม.ร.ว.สาวิกา วรวรรณ, ม.ล.นราทิพย์ วรวรรณ, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปฝา, ม.ร.ว.ทัชวรรณ สายเชื้อ, ม.ล.ฉัตราภรณ์ ศรีปัญญา(ยืน) ม.ล.วัชราภรณ์ วรวรรณ, ม.ล.ปรเมศ วรวรรณ, ดร.นฤดี ภู่รัตนรักษ์, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ม.ล.วัลลีวรรณ วิเชียรเจริญ,22,ม.ร.ว.เบญจวรรณ จักรพันธุ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ , จิตริก เศรษฐบุตร,  เจตกำจร-กำจรเดช พรหมโยธี และ ภูดิท ศรีปัญญา

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา มอบของขวัญแสดงความยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ มี จิตริก เศรษฐบุตร, ม.ร.ว.เบญจวรรณ จักรพันธุ์ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมยินดี

ผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมยินดีกับ ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร มี ดร.ศรีภูมิ และบุตรชาย ศิรเวท ศุขเนตร เป็นกำลังใจ

ต้นแบบสตรีไทย ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช มี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช มาให้กำลังใจคุณแม่ มีสองกรรมการ ตพส.ไทย ผศ.ทิพวรรณ สมุทรักษ์,รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ ร่วมยินดี

ภายในงานยังได้มีการแสดงมุทิตาจิตต่อ สตรีไทย 2 ท่าน ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสตรีไทยและด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีอายุ 100 ปี ได้แก่ คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร และ จรรย์สมร วัธนเวคิน

ม.ล.ภูมิใจ พาคุณแม่ ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล มารับรางวัลมี ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล ร่วมยินดี

สุพรรณรัศม์ ศิริหงส์ (นั่งกลาง) มี นันทชา สินพัฒนกุล, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ดร. ณ ฤดี เคียงศิริ, ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก และ ม.ล.ภูมิใจ ชุมพล ร่วมยินดี

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสมาคมสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ร่วมด้วย ลลิสา จงบารมี, ศรีชนก วัฒนศิริ, ดร.สันห์จุฑา วิชชาวุธ และ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี นำทีมหญิงเก่งร่วมยินดีกับ ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์

ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ – ดร.ศรีภูมิ ศุขเนตร ยินดีกับ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล มีลูกๆ สุกุลยา เอื้อวัฒนะสกุล และ สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ มาเป็นกำลังใจ

ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, พล.ต.หญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, เพ็ญพักตร์ ศรีทอง และ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ยินดีกับ สราภรณ์ สาททอง

พวงเพ็ญ อินทรวิศิษฏ์ มารับรางวัลพร้อมกับลูกชายทั้ง 4 เอกราช-ดร.อภิชาติ-อรรถกฤต และ อิทธิพร อินทรวิศิษฏ์

พล.ต.ต.อังกูร-สุพัฒนา อาทรไผท, คุณหญิงกษมา วรวรรณ, นันทลี จารุรัตน์ และ เยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี

ประภา กิจจะนะ, สุภา จิระเดชดำรง, ชวาลี โอสถานุเคราะห์, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, พิมพ์นารา ทองประไพศิริ, ศรีชนก วัฒนศิริ  และ อัมราวัลย์ พันธ์พินิจ ร่วมยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) เป็นองค์กรสตรีจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 โดย ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช และกลุ่มสตรีไทยร่วมอุดมการณ์ วัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ คือการติดตามการพัฒนาสตรีไทยในประเด็นต่างๆ ตามปฏิญญาปักกิ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมบทบาทสตรีในฐานะผู้นำ

สานพระราชดำริ 30 ปี กรมชลฯ เดินหน้าอ่างเก็บน้ำน้ำงาว ยกคุณภาพชีวิตราษฎร

สานพระราชดำริ 30 ปี กรมชลฯ เดินหน้าอ่างเก็บน้ำน้ำงาว ยกคุณภาพชีวิตราษฎร

สานพระราชดำริ 30 ปี กรมชลฯ เดินหน้าอ่างเก็บน้ำน้ำงาว ยกคุณภาพชีวิตราษฎร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.50 น.

กรมชลประทาน เร่งขับเคลื่อนโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว (แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลำปาง  สนองพระราชดำริ ตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2537 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและบรรเทาอุทกภัยให้แก่ราษฎรกว่า 53,300 คน ใน 5 ตำบล อำเภองาว จังหวัดลำปาง ที่รอคอยมานานกว่า 3 ทศวรรษ

ดร.พรมงคล ชิดชอบ

อำเภองาว จังหวัดลำปาง เป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ราษฎรชาวไทยหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งชาวเมี่ยน(เย้า), ชาวอาข่า ที่มีประเพณีโล้ชิงช้าอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของชนเผ่า และชาวปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง  ราษฎรเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างที่พักอาศัยตามชายเขา สูงจากระดับทะเล  1,000-1,500 เมตร ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อดำรงชีพ  ในปี พ.ศ. 2537  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาวไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ชาวอำเภองาว ยื่นเรื่องขอพระราชทานพระมหากรุณา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค  และใน ปี พ.ศ. 2561 นายพลากร สุวรรณรัฐ  องคมนตรี  ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการฯ เป็นครั้งที่ 10  และสั่งให้เร่งจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  และพิจารณาเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ ให้เพียงพอต่อความต้องการอุปโภค บริโภคและเกษตรกรรมของราษฎรในในพื้นที่ จนกระทั่ง การศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ และการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และรายการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับปรับปรุงได้ดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการที่อำเภองาว ประสบปัญหาสองขั้วที่ขัดแย้งกัน คือการขาดแคลนน้ำอย่างหนักในฤดูแล้ง และความเสียหายรุนแรงต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมในฤดูน้ำหลาก ทำให้โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว(แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จะบรรเทาภัยแล้ง โดยเป็นแหล่งสำรองน้ำให้ราษฎร และชะลอความรุนแรงของน้ำท่วมให้พื้นที่ตอนล่างในฤดูน้ำหลากด้วย

“ในปี พ.ศ. 2569 นี้ กรมชลประทาน ได้ว่าจ้างกิจการร่วมค้า PGC JV ดำเนินการสำรวจและออกแบบโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว(แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด โดยรายงานการประเมินผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับสมบูรณ์ ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถเดินหน้าก่อสร้างโครงการฯนี้ได้ โดยโครงการฯนี้ จะทำให้ราษฎรกว่า 5 หมื่นคนในพื้นที่ ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำร่วมกันอย่างเท่าเทียมด้วย”

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว (แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  มีพื้นที่รับประโยชน์เป็นพื้นที่ชลประทาน รวม   16,201 ไร่  มีพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 520 กก./ไร่, ลำไยพันธุ์อีดอ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 942 กก./ไร่, กระเทียมพันธุ์เชียงใหม่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 585 กก./ไร่ และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 674 กก./ไร่ โดยพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ และไม่สามารถวางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้าได้ แต่หากมีโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว (แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะทำให้เกษตรกร วางแผนเพาะปลูกได้ล่วงหน้า ลดการพึ่งพาน้ำฝนที่ไม่แน่นอน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ได้ตลอดปี 

นายสุวรรณชัย นาคประเสริฐ 

สุวรรณชัย นาคประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วน ตำบล บ้านร้อง กล่าวว่า หากมีอ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านก็จะวางแผนเพาะปลูกได้ตลอดฤดูกาล และเลือกเพาะปลูกได้หลายชนิดทั้ง ทั้งข้าว ลำไย และกระเทียม

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่มีความกังวลใจเรื่องผลกระทบจากการก่อสร้าง จึงต้องการให้กรมชลประทาน เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากชุมชนผู้มีส่วนได้เสีย จากทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว 3 ครั้ง

โชคทวี สุภา

โชคทวี สุภา  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านข่อย ตำบลบ้านร้อง อำเภองาว  ซึ่งอยู่ในพื้นที่หัวงานโครงการโดยตรง เปิดเผยว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยปีละ 58,000 บาท จากการทำเกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ในปีที่แล้งหนักจะทำให้พืชผลการเกษตรทั้งข้าวโพดและนาข้าวเสียหายยับเยิน  ส่วนในปีที่ฝนตกหนัก ก็จะเกิดน้ำท่วมซ้ำอีก

ที่ผ่านมา ชาวบ้านรู้จักโครงการนี้ และรอคอยมากว่า  30 ปี ด้วยความหวังว่า เมื่อโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว (แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จ  จะวางแผนปลูกพืชได้ทั้งปี  และทำให้คนในชุมชนมีรายได้จากอาชีพเกษตรกรรม ลดปัญหาการเป็นแรงงานต่างถิ่นได้ด้วย

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำงาว (แม่งาว) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลบ้านร้อง ตำบลปงเตา ตำบลนาแก ตำบลหลวงเหนือ และตำบลหลวงใต้ รวมพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 16,201 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่รับประโยชน์ฤดูฝน  8,477 ไร่ และพื้นที่รับผลประโยชน์ฤดูแล้ง 7,724 ไร่

ปัจจุบันรายงานศึกษาความเหมาะสม และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ  EIA ฉบับสมบูรณ์แล้วเสร็จ  และส่งรายงานฉบับปรับปรุงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568  โดยได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล) แล้ว ขณะที่กิจการร่วมค้า PGC JV ได้เดินหน้างานสำรวจและออกแบบ ในปีงบประมาณ 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างต่อไป

รมว.พม. อัปสกิลสตรีไทย สร้างวินัยการเงิน ช่วยครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง

รมว.พม. อัปสกิลสตรีไทย สร้างวินัยการเงิน ช่วยครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง

รมว.พม. อัปสกิลสตรีไทย สร้างวินัยการเงิน ช่วยครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างและพัฒนาเครื่องมือ/หลักสูตร Gender Equality Center “สร้างวินัยทางการเงิน เพื่อสตรีและครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง” โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(ปลัด พม.) พร้อมด้วย นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ,ผู้นำและเครือข่ายสตร, อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) , สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย เข้าร่วม ณ โรงแรมแคนทารี โคราช จังหวัดนครราชสีมา

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางการเงินระดับครัวเรือน ในการสร้างความมั่นคงในมิติอื่นๆ ของชีวิต วันนี้ ตนจึงได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวง พม. ตามนโยบาย 8 ด้าน ภายใต้แนวคิด “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยมีนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สินและส่งเสริมวินัยทางการเงิน มุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลและระดับครัวเรือน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและป้องกันการก่อหนี้เกินตัว พร้อมทั้งเร่งลดรายจ่ายของครัวเรือน และจัดการภาระหนี้แบบมุ่งเป้า เพื่อฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมที่จะเป็น “กำแพงพิงหลัง” ที่แข็งแกร่งให้กับพี่น้องประชาชนและกลุ่มเปราะบางที่กำลังเผชิญวิกฤต ให้สามารถก้าวพ้นความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และกลับมายืนหยัดดูแลครอบครัวได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

“การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มสตรีให้สามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาทางการเงินในครอบครัว  และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ของศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality Center) ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาศักยภาพสตรีและเครือข่าย ด้านวินัยการเงิน รวมถึงเพื่อรณรงค์ให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการหาเงิน การใช้เงิน การออมเงิน และการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

อีกทั้ง การพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของกลุ่มสตรีเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวง พม. ซึ่งสตรีมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการการเงินภายในครอบครัว ดังนั้น การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและวินัยทางการเงินให้แก่สตรี จึงเปรียบเสมือนการสร้างเสาหลักที่เข้มแข็งให้แก่ครอบครัว และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและส่งผลให้สถาบันครอบครัว มีความเข้มแข็งและมั่นคงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการกลับไปช่วยสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อองค์ความรู้ด้านการเงินไปสู่ครอบครัวและชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง มีการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” รมว.พม. กล่าว

‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้าชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้าชูอัตลักษณ์ไทย  ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้าชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จับมือเชิงยุทธศาสตร์กับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยาน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานพลังการทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยก้าวสู่อีกขั้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันยกระดับและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก

การลงนามในครั้งนี้ โดย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มีเจตจำนงร่วมกันที่จะเชื่อมโยงทรัพยากรและสมรรถนะหลักของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานสำคัญในทุกมิติ ทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การชูจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์เข้ากับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการส่งเสริมการตลาดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือ การร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ Wellness Tourism ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” อย่างเต็มภาคภูมิ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้าปั้นเยาวชนสู่นวัตกร ขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงสุขภาพ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้าปั้นเยาวชนสู่นวัตกร  ขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงสุขภาพ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้าปั้นเยาวชนสู่นวัตกร ขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จัดงาน “CRA THINK SHARE : INNOVATIONS & INVENTIONS FORUM 2026” ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิดนวัตกร จากไอเดียสู่นวัตกรรมที่ยั่งยืน” โครงการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและการจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ณ ห้องประชุม Auditorium อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ 4 หน่วยงานเครือข่ายด้านวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้แก่เครือข่ายนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและเยาวชนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ โดยปีนี้มีผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ส่งเข้าประกวดทุบสถิติสูงถึง 1,166 ผลงาน

ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การวางรากฐานสู่ประเทศรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร  ร่วมต้อนรับ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า  “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในห้องปฏิบัติการวิจัยอีกต่อไป แต่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้อย่างมั่นคง การสร้างพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบ่มเพาะ ‘นวัตกรหน้าใหม่’ ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้กับประเทศในอนาคต” ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ

นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน  กล่าวว่า “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสู่การเป็นสถาบันการศึกษาวิจัยและวิชาการขั้นสูงในระดับสากล ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรมเชิงสุขภาพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยในทุกระดับตามพระปณิธาน โดยเป้าหมายสูงสุดคือการมุ่งบูรณาการทำงานในกลุ่มวิจัยสหสาขา รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่จะส่งมอบผลลัพธ์ในการช่วย ‘ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทย’ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา ป้องกันโรคเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ระบบสาธารณสุขไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”

กิจกรรมไฮไลท์สำคัญภายในงาน “CRA THINK SHARE 2026” คือ เวทีประกวดนวัตกรรมระดับมัธยมปลายระดับประเทศ ซึ่งในปีนี้สร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีเยาวชนส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 1,166 ผลงานจากทั่วประเทศ โดยมีทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 18 ผลงาน ร่วมนำเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อชิงถ้วยเกียรติยศ เหรียญรางวัล และทุนการศึกษา นอกเหนือจากการประกวดแล้ว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่เคยคว้ารางวัลบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิ KidneyX: ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพสูงเพื่อการตรวจจับนิ่วในไตบนภาพรังสี KUB จากคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน Kinec: นวัตกรรมฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแบบสองข้างสำหรับผู้ป่วยติดเตียง จากคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ)  เดอร์เมสทิคัส (Domesticus): ผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโนจากสารสกัดจิ้งหรีดไทย จากโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ)  CRA Ambulance Boat: เรือการแพทย์ฉุกเฉินต้นแบบเพื่อนำส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมระบบแพทย์ทางไกล Telemedicine จากคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี)

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Talk Session & Workshop ยกระดับทักษะนวัตกร เปิดพื้นที่แห่งการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ 4 หน่วยงานเครือข่ายด้านวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ ผ่านหัวข้อสัมมนาเชิงลึกแก่เยาวชน อาทิ  “AICEDA: ปั้นฝันปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ไทย สู่เวทีนวัตกรรมโลก” เจาะลึกการประยุกต์ใช้ AI ในวงการสาธารณสุขยุคดิจิทัล โดย ดร.ทศพร เฟื่องรอด ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์,  “Pitching Idea 101: ไอเดียปัง ทุนวิจัยพุ่ง! (วัยรุ่นทำได้)” เทคนิคการนำเสนอแผนงานเพื่อคว้าทุนพัฒนา โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ ปั้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.),

 Workshop “We are Innovator” กิจกรรมจุดประกายนวัตกรด้วยกระบวนการ STEAM4INNOVATOR โดย ปัทมาวดี พัวพรหมยอด จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ช่วยฝึกกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมและการออกแบบไอเดียสู่การปฏิบัติจริง และ AI & Me: คู่หูสร้างสรรค์ผลงานยุคดิจิทัล โดยคุณโอบนิธิ นพภา โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษแห่งการสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในฐานะองค์กรผู้นำด้านการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานผู้ทรงก่อตั้งราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อบ่มเพาะเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  (URL: https://www.cra.ac.th )

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

'ในหลวง-พระราชินี' ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันที่ 7 มิ.ย.2569 เวลา 19.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ  Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด พร้อมด้วย คณะกรรมการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด และคณะกรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  เฝ้า ฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จเข้าภายในโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้แทนนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และ นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ซึ่งจัดขึ้นด้วยได้รับความร่วมมือจากศิลปิน นักร้อง นักแสดง รวมใจจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเป็นการถวายพระพรชัยมงคลแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแบบอย่างในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

“เอเดลไวส์” (Edelweiss) พรรณไม้งามที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงโปรด และทรงสนพระราชหฤทัย โดยทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิโครงการหลวงทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกจนสามารถขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยงได้สำเร็จในประเทศไทย ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ “เอเดลไวส์” (Edelweiss) เปรียบเสมือน “ราชินีดอกไม้แห่งเทือกเขาแอลป์” เป็นสัญลักษณ์ “ดอกไม้แห่งรักแท้” เป็นดอกไม้ขนาดเล็กมีสีขาวนวล ผิวสัมผัสนุ่มราวหิมะ ขึ้นเป็นช่อรูปดาวมีใบประดับสีขาวล้อมรอบดอกย่อยสีเหลืองตรงกลาง แม้จะถูกเด็ดดอกลงมาจากต้นแล้ว รูปร่างของดอกจะยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลงหรือเหี่ยวเฉา เป็นความงดงามที่แข็งแกร่ง สื่อถึงความรักแท้ที่มั่นคงและความงาม ที่บริสุทธิ์ คณะผู้จัดงานจึงได้นำมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ โดยร้อยเรียงบอกเล่าผ่านการแสดงจากกลีบดอกเอเดลไวส์


จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดง (Edelweiss) : พราวพร่างกลางดวงใจ จำนวน 5 องก์ 

องก์ที่ 1 “บทเพลงเริงสราญ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละครเพลงบรอดเวย์ระดับโลก บรรเลงดนตรีโดยวงเฉลิมราชย์ ควบคุมวงโดย นายวิรัช อยู่ถาวร(ศิลปินแห่งชาติ) ขับร้องโดย นายธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) นางสาวนนทิยา จิวบางป่า(เจี๊ยบ) นายกิตตินันท์   ชินสำราญ(กิต) นางสาวกุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด(แก้ม) จ่าอากาศเอก หญิง ทิพย์รมิดา พันตาวงษ์กบิล(พลอย)  นางสาวภัทรานิษฐ์ เพฑูริยาเวทย์(เมจิ)  นางสาวกนกวรรณ อินทรพัฒน์(อุ๊บอิ๊บ) และนักแสดงนาฏลีลา ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความหวัง ความผูกพัน และความงดงามของชีวิตผ่านบทเพลงและนาฏลีลา

องก์ที่ 2 “ขับขานความทรงจำ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละคร ภาพยนตร์และบทเพลงร่วมสมัยที่อยู่ในความประทับใจของประชาชนชาวไทย สะท้อนเรื่องราวแห่งความรัก ความเสียสละ วิถีชีวิต และความผูกพันของผู้คนในสังคมไทย ถ่ายทอดโดย ๓ ศิลปินแห่งชาติ นายสุประวัติ ปัทมสูต นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ และนายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ วัฒนจัง(ชมพู ฟรุตตี้) นายเกษม ศรีสมบูรณ์(เต๋า ภูศิลป์) นายโชคชัย   หมู่มาก(แอ๊ค) นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ(ผิงผิง) นางสาวเปาวลี พรพิมล (เปา) และนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง

องก์ที่ 3 “เลิศล้ำปรีชาญาณ” การแสดงศิลปะท้องถิ่นหนังตะลุงและโนราห์ เพื่อสนองพระราโชบาย ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย นำมาผูกร้อยเรียงเรื่องราวพระราชกรณีกิจของพระองค์ อาทิ ด้านการบิน ด้านการทหาร ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกีฬา และด้านสังคม ถ่ายทอดผ่านตัวละครผู้ถูกปลุกจากผืนหนังตะลุงมามีชีวิต แสดงโดย : 7 นางเอกหนังตะลุง จากวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง  

องก์ที่ 4  “สืบสานพัสตราภรณ์ไทย” ถ่ายทอดพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย ตลอดจนงานหัตถศิลป์อันเป็นมรดกภูมิปัญญาของชาติ ผ่านนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนกระบวนการผลิตผ้าไทยจาก ต้นทางสู่ผืนผ้าอันวิจิตรงดงาม 

องก์ที่ 5 “Edelweiss รักแท้แด่ปวงชน” ถ่ายทอดความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการขับร้องประสานเสียงโดยคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย Thai Youth Choir (TYC) และศิลปินนักร้องทุกท่าน โดยปิดท้ายด้วยบทเพลง “ยิ่งนานก็ยิ่งรัก” อันสะท้อนความรัก ความผูกพันและความปลาบปลื้มใจของพสกนิกรที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯจบแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ บริษัท สหศินิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกผู้แทนคณะทำงานและคณะนักแสดง
เข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้ตามลำดับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน 

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังด้านหน้าโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมีคณะกรรมการ และคณะนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ส่งเสด็จ เมื่อสมควรแก่เวลา เสด็จฯไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2569 (World Blood Donor Day 2026) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ ภายใต้แนวคิด “One Drop of Humanity. Give Blood Save Lives – โลหิตทุกถุง บริจาคเพื่อมนุษยชาติ ให้โลหิต ให้ชีวิต” ระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station)  ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ        ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ในกรุงเทพฯ พร้อมรับเสื้อยืดสุดพิเศษ “World Blood Donor Day 14th JUNE” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) สหพันธ์ ผู้บริจาคโลหิตระหว่างประเทศ (FIODS) และสมาคมบริการโลหิตระหว่างประเทศ (ISBT) กำหนดให้วันที่  14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันผู้บริจาคโลหิตโลก เพื่อระลึกถึง ดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner)  ชาวออสเตรีย ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอ และได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1930 ถือว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานบริการโลหิตทั่วโลก สภากาชาดทั่วโลก จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมงานด้านบริการโลหิต และเพื่อขอบคุณผู้บริจาคโลหิตทั่วโลก ที่ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  สร้างความตระหนักถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิตเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วย ตลอดจนเพื่อสำรองโลหิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ และความขัดแย้งต่าง ๆ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย 

วันผู้บริจาคโลหิตโลก ในประเทศไทยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 สำหรับในปีนี้ วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2569  (World Blood Donor Day 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 14 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “One Drop of Humanity. Give Blood Save Lives – โลหิตทุกถุง บริจาคเพื่อมนุษยชาติ ให้โลหิต ให้ชีวิต” สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผ่านพลังแห่งการให้จากการบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อส่งต่อ  ลมหายใจ และโอกาสในการมีชีวิตใหม่ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สุวิช สุทธิประภา พิธีกรจากรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง

โดย สุวิช สุทธิประภา พิธีกรมากความสามารถ จากรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง ได้เชิญชวนบริจาคโลหิต 

พิเศษ ! สำหรับผู้บริจาคโลหิต จะได้รับเสื้อยืดคอลเลกชันสุดพิเศษ “World Blood Donor Day 14th JUNE” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ ร่วมบริจาคโลหิต ได้ที่

• ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  

• หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 6 แห่ง ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค  สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

• ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า,  สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลตำรวจ, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, โรงพยาบาลราชวิถี  และโรงพยาบาลสิรินธร 

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดกิจกรรม “DROP YOUR DROP” เชิญชวนผู้คนทั่วโลกร่วม “เติมเต็มโลหิต” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ https://www.elyx.net/who_wbdd26 หรือสแกน QR CODE  “DROP YOUR DROP” พร้อมแชร์ชวนเพื่อนอีก 7 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคโลหิต ติดแฮชแท็ก #OneBlood #WorldBloodDonorDay แสดงจุดยืนของความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี และพลังแห่งการช่วยชีวิตผู้คน