คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

โชคชัย  รักศรีอักษร รองประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารงานบุคคล กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ในโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” ระหว่าง บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกแก่พนักงาน และผู้ประกอบการร้านค้าในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งขับเคลื่อนระบบการจัดเก็บวัสดุรีไซเคิล เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งสร้างสมดุลทางระบบนิเวศและพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่ต่อไป

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

คำว่า You are what you eat. บ่งบอกชัดเจนว่า สุขภาพของคุณ คือผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุก ๆ วัน ถ้ากินของดีมีคุณประโยชน์ สุขภาพก็จะดี ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ก็จะ happy

วันนี้เรามาพูดถึงอาหารการกิน และเครื่องดื่มของคนยุคปัจจุบัน เพราะยุคนี้อยู่บ้าน แต่ต้องมีสตางค์ด้วยนะ ก็สามารถมีของกินของใช้ไปส่งถึงบ้าน เรียกว่ามีของไปส่งถึงที่ แถมของกินในยุคนี้หาซื้อได้สะดวกตลอดเวลาไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่นสังเพียงใดก็หาได้ ราคาก็ถูกพอประมาณ แล้วยังเก็บไว้ได้นานหากเก็บถูกกรรมวิธี แถมมีรสชาติดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารแปรรูป หรือ processed food มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว เรากินสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เรากินและกิน แต่ไม่ได้กินเพื่ออิ่ม หรือหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่บางคนกินเพราะเห็นว่ามันอร่อย อยากกิน กินแล้วก็อยากกินต่อไปเรื่อย ๆ

แต่รู้ไหมว่า อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างเต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมัน เกลือ และสารปรุงแต่งต่าง ๆ ในระดับที่กระตุ้นความพึงพอใจ ทำให้เรากินได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่มง่าย แม้อาหารเหล่านั้นอาจไม่มีพิษโดยตรง แต่เป็นอาหารที่ทำให้เรากินจนเกินความพอดี แล้วเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ทุกวันนี้ คนจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เพราะกินของที่อยากกินจนเกินขนาด แต่หลายคนก็กังวลว่าสิ่งที่กินเข้าไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพ จึงพยายามค้นหาว่าอะไรที่ห้ามกิน และอะไรคืออาหารพิเศษที่ช่วยกู้สุขภาพที่เริ่มเสื่อมทรุดให้กลับคืนมาดี ทำให้ประเด็นเรื่องการกิน ซึ่งควรจะเป็นเรื่องง่ายของชีวิต กลับกลายเป็นที่เรื่องซับซ้อนสำหรับใครหลายคน

เมื่อเรากินมากจนอ้วน เราก็หันไปหา clean food แล้วยอมจ่ายเงินมาก ๆ เพื่อหวังได้อาหารที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป ต้องการรสชาติกลาง ๆ แต่เมื่อเริ่มป่วย หรือกังวลเรื่องสุขภาพ เราก็พยายามหา super food มากิน ด้วยความหวังว่าจะได้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

แต่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดี อาจไม่ต้องเริ่มจากอาหารที่มีคำจำกัดความพิเศษ หรือราคาแพงเสมอไป แค่ลดอาหารที่ไม่เหมาะสมลง ลดอาหารแปรรูป ลดหวาน มัน เค็ม แล้วกินอาหารธรรมดาที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ก็ดีต่อร่างกายแล้ว

หนึ่งในคำแนะนำสำคัญที่แพทย์หรือเภสัชกรมักบอกกับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยา คือ ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต้องลด ละ เลิก การกิน การอยู่ที่ผิดสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มักถูกแนะนำให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือเท่านั้น แต่รวมถึงการระวังโซเดียม (เกลือ) ที่แฝงอยู่ในอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป และอาหารที่ถูกถนอมด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วย

ผู้ป่วยเบาหวาน มักถูกแนะนำให้ลดของหวาน ลดเครื่องดื่มรสหวาน รวมถึงอาหารประเภทแป้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้
การปรับพฤติกรรมการกินการอยู่ประจำวัน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาด้วยยาได้ผลดีขึ้น แต่หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม แต่หวังให้ยาแก้ปัญหาทุกอย่าง สุดท้ายเมื่อควบคุมโรคไม่ได้ ก็อาจต้องเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลายคนอาจเผลอคิดว่าการแก้ปัญหาสุขภาพเป็นหน้าที่ของหมอหรือยา แต่ที่จริงแล้ว โรคหลายโรคไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว กว่าจะป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม หรือเก๊าท์ เราต้องใช้เวลากินและใช้ชีวิตแบบไม่เหมาะสมมานานเป็นสิบปี

ดังนั้น เมื่อเริ่มรักษาโรค เราจึงต้องเข้าใจว่ายาส่วนใหญ่ ทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุสำคัญอย่างพฤติกรรมการกินการอยู่ คือเรื่องจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน
คำแนะนำพื้นฐานที่ผู้ป่วยมักได้รับ คือควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากมองตามความเป็นจริงแล้ว การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการลากพาตัวเองไปวิ่ง หรือเข้าฟิตเนสเสียอีก ในชีวิตจริงนั้น คงไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา หากบางวันอยากกินอะไรที่ดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพบ้าง เช่น ไส้กรอกแดงทอดคู่ชาเย็นหวานจัด ทั้งที่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเลี่ยงหวาน มัน เค็ม จำกัดแป้ง แล้วยังพยายามไม่กินอาหารแปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก กุนเชียง หรือแหนม ก็ไม่ได้แปลว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาเสียเปล่าไปแล้ว

ขอย้ำว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันเพื่อความสมบูรณ์แบบ ความพยายามที่ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ยังดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเสียเลย อย่างน้อยก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษา ช่วยชะลอการดำเนินของโรค ช่วยลดโอกาสเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยาที่ต้องกินได้ ดังนั้น ผู้ป่วยหลายราย หากสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินการอยู่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยควบคุมโรคได้ดี ดังนั้น การคุมอาหารและการใช้ชีวิตให้สมดุล ก็สามารถลดหรือหยุดยาได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้สะท้อนได้ชัดเจน และมีเหตุผลอย่างมาก กับการพูดประโยคสั้น ๆ ว่า You are what you eat. และคำนี้ยังคงเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รมว. พม. นำทีมติดเข็มกลัด Pride Month ให้นายกฯ และ ครม. ร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม หนุนไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

รมว. พม. นำทีมติดเข็มกลัด Pride Month ให้นายกฯ และ ครม. ร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม หนุนไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

รมว. พม. นำทีมติดเข็มกลัด Pride Month ให้นายกฯ และ ครม. ร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม หนุนไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วย ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 ให้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเป็นการแสดงออกในการร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) ซึ่งตรงกับเดือนมิถุนายนของทุกปี และเพื่อประกาศว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมสนับสนุนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ ภายใต้แนวคิดหลัก “การยกระดับการพัฒนาเชิงนโยบายระดับจังหวัดหรือเมืองที่โอบรับสิทธิและความเท่าเทียมระหว่างเพศ”  อีกทั้ง สนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน และต่อมา มีการขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของบุคคลทุกเพศในสังคม ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ซึ่งเชื่อว่า Pride Month จะไม่จำกัดเฉพาะเรื่องเพศ แต่เป็นช่วงเวลาที่บุคคลทุกคนได้รับการยอมรับและได้ภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งยอมรับและการเคารพในความแตกต่างหลากหลายของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน

ปี 2569 กระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันผลักดันยกระดับการพัฒนาเชิงนโยบายระดับจังหวัดหรือเมืองที่โอบรับสิทธิและความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030” โดยมีการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพระดับโลก WorldPride 2030 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจาก 57 จังหวัด 1 เมือง ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่าในระดับจังหวัดหรือเมืองมีความพร้อมร่วมกันส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในทุกมิติ

ทั้งนี้ กิจกรรมตลอดช่วง Pride Month ในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ จะสะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนพร้อมใจกันร่วมส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศในประเทศไทยอย่างจริงจัง และกระทรวง พม. พร้อมประสานความร่วมมือและสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่โอบรับทุกความแตกต่างหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนทุกกิจกรรมให้ประเทศไทยก้าวเป็นเจ้าภาพจัดงาน WordPride 2030

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถใช้เข่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากข้อเข่าเทียมที่เคยผ่าตัดไว้เกิดปัญหาและในบางกรณีผู้ป่วยอาจมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใหม่ หรือที่เรียกว่า Revision knee surgery ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยในปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Rosa Knee ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โดยทั่วไปหากผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาแล้ว จะสามารถใช้งานได้นานโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำ แต่ในบางกรณีอาจเกิดปัญหากับข้อเข่าเทียมจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจและมั่นคง ซึ่งจะต้องผ่าตัดแก้ไขบางส่วนหรือทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิดขึ้น

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม ได้แก่ การเสื่อมของข้อเข่าเทียม ข้อเข่าเทียมส่วนใหญ่มักมีอายุการใช้งานประมาณ 15-20 ปี แต่ในบางกรณีอาจเสื่อมเร็วกว่าปกติเนื่องจากการใช้งานหนัก, ข้อเข่าเทียมหลวม เมื่อเวลาผ่านไปกระดูกที่รองรับข้อเทียมอาจสูญเสียมวลกระดูก ทำให้ข้อเทียมหลวมและก่อให้เกิดอาการปวดและการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ, การแตกหักของกระดูกบริเวณรอบข้อเข่าเทียม (Periprosthetic Fracture) เกิดจากที่กระดูกบริเวณรอบข้อเทียมอาจได้รับบาดเจ็บหรือแตกหักจากอุบัติเหตุ เช่น การล้ม  ,ความผิดปกติของแนวข้อเข่า (Malalignment) และข้อเข่าทำงานผิดปกติ (Instability) หากข้อเข่าเทียมถูกติดตั้งผิดตำแหน่งจากการผ่าตัดครั้งแรก อาจทำให้เกิดแรงกดที่ไม่สมดุล นำไปสู่ความไม่มั่นคงของข้อเข่าและการสึกหรอที่รวดเร็ว, การติดเชื้อบริเวณข้อเข่าเทียม (Periprosthetic Joint Infection – PJI) การติดเชื้อเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนหลังการผ่าตัดหรือเกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อในร่างกายที่แพร่กระจายมาสู่ข้อเข่า

อาการผิดปกติที่บ่งบอกว่าอาจจะต้องพิจารณาการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม ได้แก่ อาการปวดข้อเข่าเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นแม้ได้รับการรักษาด้วยยา, รู้สึกว่าข้อเข่าหลวม หรือมีเสียงผิดปกติขณะเคลื่อนไหว, มีอาการบวมแดงหรืออักเสบที่ข้อเข่า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ, ไม่สามารถยืดหรือพับเข่าได้เต็มที่, และอาจมีภาวะขาโก่งผิดรูปเนื่องจากข้อเข่าเสื่อม ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้แพทย์อาจแนะนำให้ทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการรักษาหรือผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมเดิม

การผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม (Revision knee surgery) เป็นการรักษาที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากต้องจัดการกับกระดูกที่เหลือน้อยลงและปรับตำแหน่งข้อเทียมให้เหมาะสม ปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยี Rosa knee หรือ CORI หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เข้ามาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Rosa knee หรือ CORI จะประกอบไปด้วยแขนกล 2 แขน คอยควบคุมและกำหนดตำแหน่งในการตัดแต่งเตรียมผิวข้อเข่า ช่วยวัดอุปกรณ์และขนาดของข้อเข่าเทียม รวมถึงมีซอฟต์แวร์ช่วยวางแผนและจำลองการผ่าตัดล่วงหน้า ทำให้การผ่าตัดมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์ Rosa knee หรือ CORI ช่วยผ่าตัดไม่จำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่เหมือนเมื่อก่อน และไม่จำเป็นต้องรุกล้ำภายในช่องกระดูก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดและเสียเลือดมาก

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ Rosa Knee หรือ CORI ได้แก่ ความแม่นยำสูง: แขนกลหุ่นยนต์ช่วยให้แพทย์ผ่าตัดได้แม่นยำ ลดโอกาสผิดพลาด, แผลผ่าตัดเล็ก: แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม, เลือดออกน้อย: เลือดออกน้อยกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม, เจ็บปวดน้อย: ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง, ฟื้นตัวเร็ว: ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว ใช้เวลาพักฟื้นสั้นลง สามารถลุก ยืน เดินได้ภายใน 12 ชั่วโมง, การเคลื่อนไหวดีขึ้น: ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น

ถึงแม้ว่าการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม (Revision Knee Surgery) จะเป็นแนวทางการรักษาที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจากข้อเข่าเทียมเดิม แต่การได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ครั้งแรก อาจช่วยลดโอกาสในการผ่าตัดซ้ำได้

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2569

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มาดามเก่ง ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ นักธุรกิจหญิงเก่งและแกร่งคนหนึ่งของไทย บอกว่าเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ ที่รุมเร้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พิจารณาตัวเองก่อนว่าเราผิดจริงหรือไม่ แล้วเจริญสติ แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่พยายามผูกใจเจ็บคิดอาฆาตคนที่สร้างเรื่องให้ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่ดำเนินคดีเพื่อนำตัวคนทำผิดไปลงโทษตามครรลองของกฎหมาย แต่ยังย้ำว่า กฎแห่งกรรมก็คือกฎแห่งกรรม ส่วนกฎหมายก็คือกฎหมาย ต้อง balance ทั้งสองเรื่องให้ดี ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ ส่วนกฎแห่งกรรมจะตามมาเองในวันเวลาที่เหมาะสม
  • หลายคนถามเรื่องอากงของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับ Victor Lee เมื่อถามมาแบบนี้ก็ต้องถามกลับว่า จะเอาอากงจริง ๆ หรือระบบอากงที่กำลังตกเป็นข่าว หากเน้นอากงจริง ๆ ก็มีชื่อว่าชื้น (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย) แต่หากค้นจาก AI Overview ก็บอกว่าชื่อบุญช่วย สรุปคือต่างแหล่งต่างบอกไปคนละชื่อ ส่วนระบบอากงที่ตกเป็นข่าวชื่อ ต่อศักดิ์ โชติมงคล เป็นรุ่นพี่วิศวะ จุฬาฯ อดีตคือผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ และอดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่ากรุงเทพฯ ที่ชื่อชัชชาติ ถามว่าทำไมถูกเรียกว่าอากง ตอบว่าเพราะอายุมากแล้ว นักข่าวก็เลยเรียกอากง แต่ชัชชาติไม่เคยเรียกต่อศักดิ์ว่าอากง แต่เรียกพี่ต่อ ส่วนพ่อแม่ของชัชชาติคือเสน่ห์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และจิตต์จรุง (นามสกุลเดิมกุลละวณิชย์ มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกินเมืองแปดริ้ว)
  • ชัขชาติมีพี่น้องรวมตัวเองด้วย 3 คน คือ ปรีชญา (เป็นอาจารย์สอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) และ ฉันชาย(อดีตคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ) ส่วนชัชชาติเคยเป็นอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชัชชาติชื่อเล่นทริป เป็นฝาแฝดกับฉันชาย (ทัวร์) ทั้งคู่เป็นเด็กเรียนเก่งมาก ๆ และทำกิจกรรมระหว่างเรียนมาโดยตลอด ชัชชาติจบวิศวะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง และได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโยธา จาก University of Illinois Urbana-Champaign แต่หากถามว่าชัชชาติทำหน้าที่ผู้ว่ากรุงเทพฯ แล้ว กรุงเทพฯ ดีขึ้นหรือเลวลง เรื่องนี้ก็ต้องดูเนื้องานที่เขาทำ แต่บอกตรง ๆ ว่าชัชชาติใช้ social media สร้างคะแนนนิยมได้อย่างน่ามหัศจรรย์
  • แป๊ม มนพร ไกรฤกษ์ เชฟดาวรุ่งคนหนึ่งของไทยในร้านมิชลินสตาร์ ถูกถามว่าเรียนจบสถาปัตย์ ธรรมศาสตร์ แล้วทำไมทำอาหารเก่ง คำตอบคือจบสถาปัตย์ก็จริง แต่ได้ไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี แล้วชอบมาก จึงเรียนหลักสูตรอาหารต่อจนจบขั้นสูง แล้วบอกด้วยว่าคนที่ชักจูงให้เรียนอาหารคือนพวรรณ ไกรฤกษ์ ผู้เป็นแม่ 

Victor Lee

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน  ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้  เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.12 น.

บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจองค์กร “การสร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกันให้เกิดขึ้นเป็นจริง” (Cohesive Society) สะท้อนแนวคิดความยั่งยืนผ่านการจัดงาน “Love your possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน” เชิญชวนให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในทุกวันด้วยความใส่ใจและคำนึงถึงการดูแลโลกอย่างยั่งยืน ผ่านโมเดลธุรกิจหมุนเวียนที่เรียกว่า “วงจรแห่งความใส่ใจ” (The Cycle of CARE) ซึ่งเชื่อมโยงการใช้ชีวิตประจำวันกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นายทาดาชิ นาคาอิ (Mr.Tadashi Nakai) ผู้บริหารระดับสูง บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทุกความเป็นไปได้ สามารถนำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นได้” แนวคิด Love Your Possibilities จึงเป็นแนวทางที่เรานำมาใช้จริงในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ การเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการใช้พลังงาน และการร่วมมือกับชุมชนเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจาก “การเลือกอย่างใส่ใจ” ของแต่ละคน

แคมเปญในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ประสบการณ์ (Open Experience Space) เพื่อถ่ายทอด 4 เสาหลักสำคัญขององค์กรที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่:

1. PEFC: The Conscious Beginning

กิจกรรมที่ไม่สร้างมลพิษและปกป้องทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ยูนิชาร์มเชิญชวนและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification) ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีในการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

2. Energy Saving: กระบวนการที่เป็นมิตร

กิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้กับโลก โดยยูนิชาร์มได้เข้าร่วมโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อเดินหน้าปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานทั่วทั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดในการผลิต จนสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 31,196 ตัน CO2 ซึ่งสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.4 ล้านต้น ลดการใช้ไฟฟ้าได้เทียบเท่า 20,800 ครัวเรือนต่อปี และช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนได้กว่า 6,800 คันต่อปี

3. Circular Economy: วิถีชีวิตแห่งการหมุนเวียน

สร้างความใส่ใจที่มองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการนำเสนอแนวทางการจัดการขยะภายใต้แนวคิด “คลีน • คืน • แคร์” (Clean • Collect • Care) โดยเริ่มจากการทำความสะอาดและคัดแยกพลาสติก (คลีน) นำกลับมาส่งที่จุด Droppoint (คืน) เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในวงจรความใส่ใจทรัพยากร (แคร์) และเปลี่ยนของใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ยูนิชาร์มได้ขยายจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ (Droppoint) ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ชุมชน และคู่ค้า โดยปัจจุบันมีจุดรับคืนรวมกว่า 23 จุด นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่เวิร์กชอปให้ผู้เข้าร่วมนำห่อผลิตภัณฑ์ของยูนิชาร์มมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการรีไซเคิลทำพวงกุญแจ เพื่อตอกย้ำว่าการออกแบบสินค้าให้จัดการง่าย จะช่วยให้ไม่กลายเป็นขยะที่สูญเปล่า

4. T-VER Project: คืนลมหายใจให้โลก คืนชีวิตที่ดีให้ผู้คน

กิจกรรมฟื้นฟูชุมชนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ยูนิชาร์มได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาคีเครือข่าย “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขับเคลื่อนการฟื้นฟูป่าชุมชน โดยยูนิชาร์มร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่ 2,000 ไร่ ภายใต้ความมุ่งมั่นในการ “คืนลมหายใจให้โลก คืนชีวิตที่ดีให้ผู้คน” การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน และคุณภาพชีวิตของผู้คน เพื่อยกระดับการพัฒนาอย่างสมดุลที่เอื้อให้ป่าและชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลการดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่กว่า 287,756 ไร่ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศไทย

เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งความใส่ใจได้อย่างเป็นรูปธรรม ยูนิชาร์มได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นนี้อย่างชัดเจน อาทิ “Sofy ถนอมผิว Natural Love” ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยที่ออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม โดยลดกระบวนการฟอกขาว ลดการใช้พลาสติก และใช้ห่อบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทุกคนดูแลโลกได้ง่าย  ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน

“Small Actions to Big Impact: ทุกการเลือกของคุณ… มีความหมาย”

ยูนิชาร์มมุ่งหวังว่า แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน” จะเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในแบบของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากพลังแห่งความเป็นไปได้ของทุกคนที่เลือกจะเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยความใส่ใจในทุก ๆ วัน

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12 กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่ 760 โรงเรียน มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ดาราศาสตร์อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค ขยายเครือข่ายครูและเยาวชนด้านดาราศาสตร์ ให้สามารถต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ วิจัย และโครงงานทางดาราศาสตร์ในระดับโรงเรียนและชุมชน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สดร. กล่าวว่า โครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 60 พรรษา มอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 12 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากถึง 760 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ ขยายโอกาสทางดาราศาสตร์แก่เด็กและเยาวชนในทุกภูมิภาค ได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วัตถุท้องฟ้าด้วยตนเอง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ต่อยอดสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในชุมชน กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับบริษัทคนไทย ซึ่งมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้กล้องที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมสำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียน

น.ส.นูรอยซัน แวสาแล และ น.ส.แก้วอารี อัตเส็น ครูโรงเรียนศาสนูปถัมภ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับเทศบาลเมืองปัตตานีพานักเรียนไปสังเกตเสี้ยวดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม เช่น วันอีดิ้ลฟิตรีและวันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาวมุสลิม เดิมทีทางโรงเรียนใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กที่มีอยู่ในการสังเกตการณ์ และตั้งใจมาโดยตลอดว่าอยากมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงสมัครขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT ในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน ตลอดจนการให้บริการแก่ชุมชน

นายอภิรัก อภิวงค์งาม ครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า รู้จักโครงการนี้มาประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนเดิม เคยได้รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT และนำไปใช้จัดกิจกรรมด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายในชุมนุมดาราศาสตร์ ซึ่งมีนักเรียนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะและต่อยอดสู่การทำโครงงานด้านดาราศาสตร์ ปัจจุบันได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ และเล็งเห็นว่านักเรียนมีความสนใจในด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมากจึงสมัครเข้าร่วมโครงการและขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT อีกครั้ง เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน โดยมุ่งเน้นการใช้กล้องโทรทรรศน์เก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์สำหรับจัดทำโครงงาน ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ทั้งภายในโรงเรียนและชุมชน

นายทศพร ลิ้มไพโรจน์ และนางสาวเวียงวิไล ปัญญากุล ครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี กล่าวว่า โรงเรียนเคยได้รับมอบโดมท้องฟ้าจำลองจากโครงการท้องฟ้าจำลองเพื่อการเรียนรู้ระดับโรงเรียนเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปีนี้จึงตั้งใจสมัครเข้าร่วมโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ เพื่อขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์ โดยมีแผนนำไปใช้ในกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเสริมการเรียนรู้ร่วมกับโดมท้องฟ้าจำลองที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ และตั้งใจจะนำกล้องโทรทรรศน์ไปใช้จัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ให้กับนักเรียน รวมถึงชุมชนและโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ดาราศาสตร์จากประสบการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

สำหรับกล้องโทรทรรศน์ที่มอบให้ในโครงการนี้ เป็นกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงแบบดอปโซเนียน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจก 10 นิ้ว โดย NARIT ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตคนไทย ออกแบบและพัฒนาจนได้กล้องโทรทรรศน์ฝีมือคนไทยต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานในโรงเรียน สามารถใช้สังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าได้หลากหลาย อาทิ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ (ผ่านฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์) รวมถึงวัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึก เช่น กาแล็กซี เนบิวลา กระจุกดาว เป็นต้น มีอุปกรณ์เสริม อาทิ ชุดเลนส์ใกล้ตา อุปกรณ์เพิ่มกำลังขยายพิเศษ ฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์ ฉากรับภาพสำหรับสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ทางอ้อม เลเซอร์ชี้ดาว และสามารถนำกล้องถ่ายภาพดิจิทัลมาเชื่อมต่อเพื่อบันทึกภาพวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ได้ ใช้เก็บข้อมูลทำโครงงานดาราศาสตร์ จัดกิจกรรม และเป็นสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ได้ นอกจากนี้ หากกกล้องชำรุดหรือเสียหาย NARIT ยินดีซ่อมให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยมุ่งหวังให้ครูและนักเรียนนำไปใช้จริงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโรงเรียนและชุมชน

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้ที่หลงใหลในความงามของปราสาทโบราณของญี่ปุ่นต่างยกย่องว่าปราสาทฮิเมจิ เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ คือหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้เมื่อได้ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น เนื่องจากความงดงามของปราสาทสูงเจ็ดชั้น บวกกับความเก่าแก่ เพราะมีอายุกว่า 600 ปี แถมในบริเวณปราสาทยังมีต้นซากูระอีกเป็นพันต้น ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวในช่วงซากูระบาน ก็จะพบกับความงดงามและอ่อนหวานของดอกซากูระที่บานสะพรั่ง

ปราสาทฮิเมจิรอดพ้นจากการทำลายล้างโดยระเบิดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงรอดพ้นจากภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 2538 นับว่าผู้ก่อสร้างปราสาทนี้ได้คำนวณการก่อสร้างได้อย่างเยี่ยมยอด จึงทำให้ตัวปราสาทไม่พังทลายเพราะแรงไหวสั่นของแผ่นดิน

องค์การ UNESCO ยกย่องให้ปราสาทนี้เป็นมรดกโลก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่นด้วย โดยถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยปราสาทอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคุมาโมโตะ 

ด้วยความที่ปราสาทฮิเมจิมีสีขาวสว่างใส ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงเรียกชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ 

สถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบการก่อสร้างปราสาทญี่ปุ่น โดยเฉพาะฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณปราสาท ส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีสิ่งรักษาความปลอดภัยมั่นคงให้ตัวปราสาทอีกมากมาย เช่น ช่องวางปืนใหญ่ และช่องสำหรับโยนหินออกจากปราสาทเพื่อให้ตกไปยังข้าศึก

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือ ทางเดินเข้าสู่อาคารหลักทำเป็นเขาวงกต ส่วนประตูและกำแพงในปราสาทถูกออกอย่างดีและมั่นคงมากเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย ทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ตัวอาคารหลัก ส่วนระหว่างทางเดินบางแห่งก็ทำเป็นทางตันเพื่อลวงศัตรู เพราะขณะที่ศัตรูกำลังหลงทางก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักทันที

ประวัติของการสร้างปราสาทแห่งนี้ระบุว่าเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1346 โดยอากามัตสึ ซาดาโนริ แต่หลังจากนั้นก็มีการต่อสู้แย่งชิงปราสาทมาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกปราสาทไม่ได้ถูกสร้างเป็นอาคารสูงดังในปัจจุบัน จนมาถึงช่วงหลังสงครามเซกิงาฮารา ค.ศ. 1601 โซกุนโตกุงาวะ อิเอยาสึ ยกปราสาทฮิเมจิให้อิเคดะ เทรูมาซะ จากนั้นจึงได้ก่อสร้างต่อเติมอีกเป็นเวลา ปี จนปราสาทปรากฏเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

ครั้นหมดยุคเอโดะ ปราสาทฮิเมจิถูกนับเป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นสุดท้ายของไดเมียวโทซามะ โดยในขณะนั้น ปราสาทถูกปกครองโดยทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ค.ศ. 1868 รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น จึงส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทตระกูลอิเกดะ เทรูมาซะเข้ายึดปราสาท แล้วขับไล่ผู้ครอบครองรายเดิมออกไป

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ปราสาทฮิเมจิยังคงดำรงอยู่ได้ แม้จะถูกทิ้งสหรัฐฯ จงใจทิ้งระเบิดใน ค.ศ. 1945 คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปรากฏว่าพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทเสียหายหนัก แต่ทว่าตัวปราสาทยังคงดำรงอยู่ 

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือสวนญี่ปุ่นทั้ง 9 แห่ง ที่เป็นสวนแบบเอโดะ แต่ละสวนจะมีสไตล์ต่างกัน ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวชมในแต่ละฤดูก็จึงได้สัมผัสความงดงามต่างกันไปตามช่วงฤดูกาล

การเดินทางจากสถานีรถไฟฮิเมจิไปยังตัวปราสาทก็แสนสะดวก เพราะใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น โดยทางเดินก็จะมีสวนดอกไม้สวยงาม และมีปฏิมากรรมที่ทำจากโลหะเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สาวน้อยเริงระบำ นักดนตรี และภาพแนวอีโรติกเล็ก ๆ ประดับอยู่ริมทางเดิน แถมบนทางเดินก็ยังประดิษฐ์ประดอยฝาท่อระบายน้ำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮิเมจิ คือนกกระสาขาวโบยบินเป็นฝูง

หากคุณสนใจเที่ยวชมเมืองญี่ปุ่นแบบละมุมละไม ไม่เร่งไม่ร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกสัมผัสขนบประเพณีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น และเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิก 6-12 คนเท่านั้น โปรดติดต่อ Mr. Flower แนวหน้า 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

คุณแหน : 7 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • อาทิตย์ ๒๘ มิ.ย. นี้ อย่าลืมไปเลือกผู้ว่ากรุงเทพมหานคร  บ้านที่เราอยู่ทุกวัน ไม่ควรเชื่อจากสื่อหรือผู้รู้ทั้งหลาย ( ที่ไม่เคยทำงาน )   รักใครชอบใครก็ กาคนนั้น  ถ้าท่านอยากได้ผู้ว่าที่จริงใจและแก้ปัญหา โดยเฉพาะคนใช้รถใช้ถนน ที่เห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่เคารพกฎหมาย ต้องปรับจริงๆ  ทำได้ไหม?? ……. 
  • กรมสรรพากร แจ้งเก็บภาษีของ นายทักษิณ  ชินวัตร  ถ้าจ่ายไม่ครบ จะฟ้องล้มละลาย  ขอให้เป็นจริง อย่างที่พูดก็แล้วกัน  …….
  • นายกรัฐมนตรี  อนุทิน  ชาญวีรกุล  กล่าว “คิดว่าทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ ไทยช่วยไทยพลัส   ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผลกระทบจากสถาณะการณ์ตะวันออกกลาง  ทั้งค่าน้ำมัน  ค่าไฟ” …. 
  • สีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมต.ต่างประเทศ  กล่าว “ขณะนี้ถือว่าเขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดน ทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ  ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร  แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ ที่เราประสงค์ให้มีความคืบหน้า  รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา  เขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น”   หวังว่าท่านฑูตไทยประจำฝรั่งเศส นิกรเดช พลางกูร  คงจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด …… 
  • ล้งทุเรียนที่ยะลา  เป็นตัวอย่างพลังของชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจ  ของตนเอง  ด้วยองค์ความรู้ความร่วมมือ  ความเชื่อมั่น ร่วมกันว่า  ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่  ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่ อย่างแท้จริง  ……. 
  • ขออนุญาติ นักกลอนหน้าต่าง นำบางส่วน ชีวิตคือทางลาดที่พาดผ่าน   ความรักหวานมักลวงตาหาทนไม่   มิตรภาพคือไหมทองเรืองยองใย  ตัดอย่างไรไม่สะบั้น  ตลาบวันมรณ์    มิตรภาพแน่นเหนียวเกลียวเส้นสาย  อยู่อย่างคนไร้เพื่อนเหมือนเดียวดาย  วันสุดท้ายตายลำพังสังเวชใจ   ……..


น้องนิ่ง…..นิ่ง……

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ 'Thai Science Camp' ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

6 มิถุนายน 2569 ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยหลังพิธีปิดกิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 ที่จัดร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จัดระหว่างวันที่ 31 พ.ค.- 4 มิ.ย. รวมระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่ายโดยมีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วม ว่า ค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 เสร็จสิ้นไปอย่างอย่างประทับใจ โดยมี ศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง ประธานคณะกรรมการโครงการ Thai Science Camp ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิด ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

รอง ผอ.NSM กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่าย เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการค้นพบ เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังความคิดและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเต็มไปด้วยความท้าทาย

“กิจกรรมค่ายในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ต้นแบบ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดระยะเวลา 4 วัน เราได้เห็นความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายมิตรภาพระหว่างเยาวชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ดร.กรรณิการ์ กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์สำคัญของค่ายฯ ในครั้งนี้ คือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ มองไกลสู่อนาคต” โดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเส้นทางการทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เยาวชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คือเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจโลกและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้ร่วมกิจกรรม “ฉลาดคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนแนวคิด อภิปรายประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และระดมสมองเพื่อพัฒนาโครงงานนวัตกรรม โดยได้รับคำแนะนำและแบ่งปันองค์ความรู้อย่างใกล้ชิดจากนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยรุ่นใหม่ผู้มีผลงานโดดเด่นระดับชาติในหลากหลายสาขา ได้แก่ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์, รศ.ดร.ธีรวัฒน์ ประกอบผล สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์, รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด สาขาฟิสิกส์, รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง สาขาเคมี, รศ.ดร.ณัฏฐวี เนียมศิริ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ-อาหาร, รศ.ดร.ภูวดล ธนะเกียรติไกร สาขานิติวิทยาศาสตร์, ผศ.ดร.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ สาขาชีวเคมี และดร.บรรพต ศิริเดชาดิลก สาขาวิศวกรรมชีวภาพ ซึ่งร่วมแบ่งปันทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์การวิจัย และมุมมองต่อบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสังคมและประเทศ

กิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 จึงไม่ได้เป็นเพียงค่ายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ พร้อมสร้างเครือข่ายมิตรภาพและการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกันในอนาคต เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำนวัตกรรมรุ่นใหม่ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป