Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (CANON) สานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นปีที่ 2 ทั้ง “บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่” และ “บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช)” เพื่อร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีสภาพแวดล้อมในการเติบโตและการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ให้พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ปัจจุบัน ทั้งสองแห่งมีเด็กในความอุปการะรวม 79 คน โดยแคนนอนได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่ให้การสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดซื้อและส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดูแลเด็กเล็ก อาทิ นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการของมูลนิธิฯ 2.การนำกลุ่มจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้แก่เด็กๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีและการพูดคุยเพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคม และ 3.การสนับสนุนด้านโภชนาการและสุขอนามัย ด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเหมาะสมตามวัย

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR (CANON) กล่าวว่า มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการดูแลด้วยความรัก การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้พระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่านบ้านเด็กอ่อน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) รวมดูแลเด็กวันละประมาณ 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและได้รับผลกระทบจากปัญหาทางสังคม เช่น ความรุนแรง การใช้สารเสพติดในครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ในรูปแบบการดูแลเด็กแบบรายวันไป-กลับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีเวลาไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และกลับมาดูแลบุตรหลานด้วยความอบอุ่นอย่างใกล้ชิดเมื่อเลิกงาน อันเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวที่เปราะบางให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง

“การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ถือเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ตรงจุดและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต สอดคล้องตามหลักปรัชญา “เคียวเซ” ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อย่างแท้จริง” นายพงษ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่  ‘Zero Waste - Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.27 น.

ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีความท้าทายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถขนส่งขยะ ไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ได้แก่ การห้ามตั้งบ่อขยะ ห้ามนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ป่า และห้ามเผาขยะภายในเขตอุทยานโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเข้ามาสนับสนุนการจัดการขยะอย่างจริงจัง ภายใต้ “โครงการนำร่องระบบการจัดการขยะและการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี” โดยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการขยะสู่ระบบดิจิทัลในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสก และโรงเรียนบ้านห้วยกวางจริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การจัดการขยะในชุมชนและสถานศึกษามีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนป่าเด็งวิทยา เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาขยะทั้งภายในโรงเรียนและเขตรอบนอก นางจันทร์พร ผาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าเด็งวิทยา ได้กล่าวถึงมาตรการและแผนการดำเนินงานของโรงเรียนว่า โรงเรียนป่าเด็งวิทยาได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนปลอดขยะ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้เรียนตามหลัก 3Rs คือ Reduce ลดการใช้ Reuse ใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยแก้ปัญหาจากต้นทาง รณรงค์ให้ครูและนักเรียนลดใช้โฟมและใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ส่งเสริมให้ห่อข้าวใส่กล่องข้าวหรือพกปิ่นโตและขวดน้ำมาเองเพื่อลดปริมาณขยะ มีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่ ขยะอินทรีย์ที่เป็นเศษอาหารนำไปรวมกับเศษใบไม้แห้งและมูลสัตว์ เพื่อทำปุ๋ยหมักและใส่บ่อแก๊สซีวภาพ ขยะรีไซเคิลนำเข้าสู่ระบบธนาคารขยะและขยะแลกแต้มเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้มีการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปอย่างถุงขนม นำไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเหลือใช้ ส่วนขยะอันตรายจะประสานงานกับอบต. เพื่อส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี ส่วนขยะที่เหลือจะนำไปเผาในเตาเผา ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและทำให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แม้โรงเรียนจะเล็งเห็นถึงปัญหาการจัดการขยะทั้ง 4 ประเภท แต่การเผาขยะยังคงสร้างมลพิษและควัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียนจึงได้หารือร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเตาเผาที่สามารถลดมลพิษและลดปริมาณควันจากการเผาขยะ ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำบ่อแก๊สชีวภาพบอลลูนเพื่อรองรับขยะเศษอาหารจากโรงอาหารและจากครู นักเรียนที่พักในหอพัก โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็งในการติดตั้งเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพดังกล่าว ซึ่งแก๊สที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้สำหรับการหุงต้มในหอพักนักเรียน

“หลังจากที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการของโรงเรียน จนทำให้โรงเรียนป่าเด็งวิทยากลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน นอกจากการสนับสนุนการคัดแยกขยะต้นทางผ่านกิจกรรมของนักเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้บูรณาการเนื้อหาการจัดการขยะเข้าไปในรายวิชาต่างๆ พร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะด้าน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องการแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้กับครอบครัวและชุมชน จนเกิดแรงกระเพื่อมในระดับครัวเรือนที่ตระหนักถึงการคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเผาให้น้อยที่สุด” ผู้อำนวยการ รร.ป่าเด็งวิทยา กล่าว

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มูลนิธิศุภนิมิตฯ ระบุถึงแนวคิดการทำงานและเป้าหมายของโครงการว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste – Zero Landfill ร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากควันไฟในการเผาขยะแบบเปิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กนักเรียนและคนในชุมชน เราสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กนักเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการลดปริมาณขยะ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ถังหมักบ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว และที่สำคัญคือการสนับสนุนนวัตกรรมเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษให้กับหมู่บ้านและสถานศึกษา รวมถึงจับมือกับพันธมิตรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อยกระดับสู่ระบบที่สามารถติดตามข้อมูลด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล และยังต่อยอดการเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ อยากเห็นเด็ก ๆ มีความตระหนัก และอยากให้ทุกคน รวมถึงสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ด้วยการกำจัดขยะ ลดปริมาณขยะ ซึ่งการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงมีแผนขยายโมเดลการทำงานลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรายละเอียดของการดำเนินการอาจจะต่างไปจากพื้นที่ป่าเด็ง แต่รูปแบบจะยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน

ภาคชุมชนเองก็มีการตื่นตัวและจัดการขยะควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ โดย นายโกศล แสงทอง รองนายก อบต.ป่าเด็ง และปราชญ์เกษตร ผู้คิดค้นและทำวิจัยเกี่ยวกับเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า  พื้นที่ป่าเด็งติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ห้ามเผาขยะแบบเปิดในที่โล่ง ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายร่วมใจตามรอยพ่อ อบต.ป่าเด็ง จึงได้ศึกษาวิจัยและจดอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ที่ได้รับการรับรองจาก วช. ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดปริมาณควันและฝุ่นละอองที่จะปล่อยสู่อากาศ โดยจะปล่อยมลพิษ 8-10 ppm จากปกติ 1,400 ppm หากชุมชนมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปที่ส่งมาเผาในเตาจะเหลือเศษขี้เถ้าเพียง 3% เท่านั้น อบต. จึงร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการคัดแยกขยะก่อนเผา เพื่อนำขยะบางประเภท เช่น พลาสติก มาสกัดเป็นน้ำมันตามขบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) และนำไปใช้กับเครื่องยนต์บางชนิด เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ

น.ส.หัสถญา อัคนียาน ตัวแทนประชาชนจากชุมชนป่าเด็ง ได้เล่าถึงการขับเคลื่อนระดับครัวเรือนว่า  หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณ 60 ครอบครัว ตอนนี้ทุกคนมีความตื่นตัวในเรื่องขยะกันมาก ทางอบต. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการเผาขยะ โดยชาวบ้านจะแยกขยะที่ขายได้ออกมา ส่วนขยะอื่นๆจะนำมาเผา ตอนที่ยังไม่มีเตาเผาแต่ละบ้านจะเผาขยะกันเองควันมลพิษก็จะเยอะ แต่เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาทำเตาเผาให้ ควันที่เกิดตอนเผาขยะก็ลดน้อยลงมาก ทุกคนก็จะรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้วของบ้านตนเองมาเผาที่เตาเผานี้ ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็นำมาขุดหลุมฝัง ซึ่งตั้งแต่มีการคัดแยกขยะ และมีเตาเผาสำหรับเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยกแล้ว ทำให้ชุมชนสะอาด มองแล้วสบายตามากขึ้น

ความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนป่าเด็งในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดของหมู่บ้านหรือการมีเตาเผาขยะชีวมวลที่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศการจัดการขยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากนี้ไป พื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และยกระดับการจัดการข้อมูลขยะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการคาดเดาไปสู่การใช้ฐานข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำจัดขยะปลายทาง

การเดินทางของ “ป่าเด็งโมเดล” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บขยะให้พ้นสายตาในพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตาม “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ในระดับสากล ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ชุมชนจะตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกและต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน แต่ด้วยนวัตกรรมท้องถิ่น การสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และหัวใจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ก็สามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มอบสิ่งแวดล้อมที่ดีและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เด็กและเยาวชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้อย่างแท้จริง

ร่วมสนับสนุนโครงการดีๆ กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้ที่ www.worldvision.or.th

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ – ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ - ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ – ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดอะ ดิสธิงกวิช เจนเทิลแมน ไรด์” (The Distinguished Gentleman’s Ride) หรือ DGR อีเวนต์การกุศลระดับโลกที่เหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิกต่างเฝ้ารอในทุกปี โดย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ได้ชวนเหล่าไรเดอร์จากทั่วโลกออกมาร่วมขับขี่ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความเท่ มิตรภาพ และการส่งต่อพลังให้สังคม ผ่านกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของคนรักรถจักรยานยนต์ แต่ยังเป็นการร่วมสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพผู้ชาย ทั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและสุขภาพจิต พร้อมระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิ Movember เพื่อขับเคลื่อนอีกหนึ่งภารกิจสำคัญระดับโลกไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทยงาน “DGR 2026” ได้จัดขึ้นพร้อมกับทั่วโลกผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไทรอัมพ์ทั่วประเทศ โดยเหล่าสุภาพบุรุษไบค์เกอร์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายในลุคสุดคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นสูท เนกไท หรือแฟชั่นสไตล์สุภาพบุรุษสุดเนี้ยบ พร้อมขับขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมีคนดังจากแวดวงบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยทั้งหมดได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Team Triumph” เพื่อช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและกระบอกเสียงสำคัญไปยังกลุ่มผู้รักการขับขี่และคนรุ่นใหม่ นำโดย อนันดา เอเวอริงแฮม นักแสดงระดับไอคอนิก เจ้าของสไตล์การขับขี่ที่สะท้อนตัวตนแบบอิสระที่ขี่รถไทรอัมพ์ Bonneville Bobber เข้าร่วมงาน พร้อมเผยความรู้สึกว่า ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมงาน DGR แต่พบว่างานนี้ไม่ใช่แค่งานรวมตัวของคนรักรถจักรยานยนต์ แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนพลังของคอมมูนิตี้ที่พร้อมส่งต่อพลังบวกและความใส่ใจในการช่วยเหลือสังคม แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม อีกทั้งการได้เห็นผู้คนจากหลากหลายวงการมาร่วมขับขี่ด้วยเป้าหมายเดียวกัน ถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้งานนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

ด้าน แชมป์ – ชนาธิป โพธิ์ทองคำ นักแสดงหนุ่ม ผู้หลงใหลการเดินทางและไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ร่วมขี่รถไทรอัมพ์ Tracker 400 ได้เผยว่า ภูมิใจแล้วก็เป็นเกียรติมาก ๆ เลยครับที่ปีนี้ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Team Triumph ในบิ๊กอีเวนต์ระดับโลกอย่าง DGR 2026 การได้เห็นพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนแต่งตัวจัดเต็ม ใส่สูทหล่อๆ ออกมาขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจด้วยกัน ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของความสนุกหรือความเท่เลยครับ แต่คือพลังที่ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญและทัชใจผมมากๆ ที่พวกเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงเรื่องสุขภาพจิตของผู้ชายร่วมกับมูลนิธิ Movember ด้วย ส่วนตัวผมเองค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมะเร็งอยู่แล้ว พอได้มาร่วมงานที่ได้ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรง ยิ่งรู้สึกดีใจและอิ่มใจเป็นพิเศษเลยครับที่ได้เป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้

ขณะที่ น็อต – ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม นักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่ที่มาพร้อมรถไทรอัมพ์ Scrambler 400 XC ที่ได้พูดถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมงานครั้งนี้ สำหรับผม DGR เป็นกิจกรรมครั้งแรกในการขี่รถของผมเลยที่ได้ขี่ไปพร้อมกับทุกคนที่มีจำนวนเยอะขนาดนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีมาก อุ่นใจ เหมือนมีเพื่อนที่รู้ใจ อีกทั้งบรรยากาศในงานทุกคนเป็นกันเองแม้จะเพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ตาม นอกจากนี้ยังแต่งตัวเท่ ๆ กันอีกด้วย สำหรับใครที่พลาดในปีนี้นะครับ อยากให้มาร่วมงานกันในปีหน้า งานที่รวมคนที่ชอบทั้งแฟชั่น และมีแพสชันในการขับขี่รถจักรยานยนต์มารวมกันในการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม แล้วเจอกันนะครับปีหน้า ผมคิดชุดรอแล้ว!

สามารถติดตามรายละเอียด ตลอดจนชมภาพบรรยากาศงาน DGR 2026 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกได้ที่  http://www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand