Around W. By หมูอ้วน : ‘พะงัน-พำนัก’ สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตช้าๆ ‘เติมไฟ-เยียวยา’ความเหนื่อยล้า

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนกำลังเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆในลูปเดิม ทำให้เริ่มมีอาการค่อยๆหมดไฟไปทีละน้อย แต่มีที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยไฟและพลังงานแห่งความสุข ที่จะช่วยให้ได้หลุดออกจากลูปเดิม ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาให้กลับมาเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง ที่ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วผืนน้ำและขุนเขา เป็นพลังแห่งจันทราที่ว่ากันว่าจะช่วยเยียวยาอาการหมดไฟได้จริงๆและที่แห่งนั้นคือเกาะพะงัน สวรรค์เล็กๆใจกลางอ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 14 ครั้ง ทรงมาจอดเรือเพื่อแวะเติมน้ำจืด และลงพระปรมาภิไธยไว้ที่โขดหินของน้ำตกธารเสด็จ มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งใน ‘พระราชหัตเลขาประพาสแหลมมลายู’ ว่า “ฉันชอบใจลำธารที่อ่าวเสด็จ จึงให้กลับมาทอดที่นั้นขึ้นไปอาบน้ำอีกวันหนึ่ง” ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ท้องทะเล ป่าต้นน้ำ อาหาร ผู้คน และพลังแห่งคืนพระจันทร์เต็มดวง คือเสน่ห์ของเกาะพะงัน ที่ทำให้ใครต่อใครต่างต้องกลับมาอีกครั้ง และบางคนมาถึงแล้วก็ขออยู่ยาวกันไปเลย 

สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้คิดโครงการฯขึ้นมา โดยจับมือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญคนเมือง 5 คน ต่างสาขาอาชีพมาพักที่เกาะพะงันถึง 6 คืน 7 วัน โดยผสมระหว่างการให้ใช้เวลาส่วนตัวกับการทำกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักกับเกาะพะงันด้วยกัน เดือนสิงหาคมเริ่มเข้า Low Season ของการท่องเที่ยว พวกเขาทั้ง 5 ได้ก้าวออกจากอาการหมดไฟมาเป็นการสัมผัสไอแดดอุ่นๆ ท้องฟ้าใส ทะเลสวย  ฝนที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้า เหมือนเกาะพะงันกำลังบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่เกาะพะงัน”

เกาะพะงันในวันนี้มีเสน่ห์ของความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวพอดิบพอดี เป็นวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของคาเฟ่ริมทะเลสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางอาคารไม้สองชั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้าเกาะพะงันมายาวนาน เกาะพะงันยังเป็นเกาะที่เอ็กซ์สตรีมแบบโรแมนติก โดยเฉพาะหาดริ้น ที่แม้ไม่ใช่ช่วงของฟูลมูนปาร์ตี้ แต่พลังของแสงจันทร์ยังสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว รากเหง้าของฟูลมูนปาร์ตี้บนหาดริ้นก็มีที่มาจากปาร์ตี้เล็กๆในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงส่งเพื่อนชาวต่างชาติที่จะต้องกลับภูมิลำเนา ก่อนจะกลายมาเป็นปาร์ตี้อันโด่งดังระดับโลกเช่นวันนี้

ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 5 คน มี เยเมนส์ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบท กับ แมว สถาปนิกและครูสาวที่รักในการสอนศิลปะ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้คล่อง และเป็น 2 คนที่เต็มไปด้วยพลังงานของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ เดินป่า และเที่ยวรอบเกาะอย่างอิสระ ส่วนอีก 3 คน คือ เกณฑ์ สาวแบงก์และครูสอนโยคะสายเวลเนส ก็เลือกกิจกรรมในจังหวะของตัวเอง ออกเดินไปทำความรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆและได้พบกับปาฏิหาริย์แห่งผู้คน ได้ไปในที่ที่อยากไป โดยเจ้าบ้านคนเกาะพะงันใจดีที่นักท่องเที่ยวรุ่นเก่าต่างรู้ดีว่าคนที่นี่รับแขกกันแบบนี้มานานแล้ว ออมสาวนักกิจกรรมจากโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับน้ำใจของหนุ่มน้อยชาวเกาะที่ชวนเที่ยวไปไกล ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆของเกาะพะงัน และเจี๊ยบ นักเขียนบทความ บรรณาธิการฟรีแลนซ์ ที่หลงใหลในศิลปะวัฒนธรรมของเกาะพะงัน โดยเฉพาะบ้านไม้เก่า ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ร้านขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวโล่งโต้ง เมื่อเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ตพาไปชมบ้านไม้เก่าที่ยังสวยงามสมบูรณ์

หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้พักอยู่กับตัวเองในช่วงแรกของโครงการฯ วันที่เหลือคือการได้ทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกัน ได้กินอาหารพื้นบ้านและอาหารทะเล โดยมีโปรแกรมดีๆที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน อย่างการบวชต้นไม้ที่น้ำตกธารเสด็จ ชมพับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เดินเที่ยวน้ำตก โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาดูแลให้ความสะดวก ฟังเพลงกาพย์เห่เรือจากผู้ใหญ่ตัวแทนชุมชนโฉลกหลำ ชมเรือไม้เก่าลำใหญ่ที่ท่านเจ้าอาวาสวัดโฉลกหลำได้นำมาจากเกาะสมุย ลงเรือหางยาวไปดำน้ำที่หน้าอ่าวทองหลาง น้ำสีฟ้าใสและปลาเยอะจนคนที่ไม่ชอบดำน้ำยังอดไม่ได้ที่จะกระโดดลงไปแหวกว่าย รวมถึงการพาชม พาชิม ที่สวนผลไม้ออร์แกนิก ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เกาะพะงันมีความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่ปลูกอะไรก็งาม มีทุเรียนที่รสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับ แล้วยังมีคนเกาะพะงันที่รักและภาคภูมิใจในบ้านสวนของตัวเอง ปิดท้ายโครงการฯ กับการร่วมงาน ‘Feel All the Feelings @Phangan : ชาร์จพลังชีวิต’ ณ บริเวณลานเรือรบหลวง 713 อ่าวท้องศาลา เป็นงานยามเย็นริมทะเลที่สุดแสนจะโรแมนติก ผสมผสานระหว่างใหม่และเก่าได้อย่างน่ารัก งานนี้มีโอกาสได้ชมพิธีลอยเคราะห์แบบชาวเรือเกาะพะงันที่สมจริง และได้ร่วมวัฒนธรรมกินห่อ ถือว่าจบสวยประทับใจกันไปทุกคน

ถึงแม้ว่าโครงการฯจะจัดให้ถึง 7 วัน กับโปรแกรมที่เลือกสรรมาแล้ว แต่เกาะพะงันยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย มีอีกหลายจุดชมวิว หลายน้ำตกที่ยังไม่ได้ไป อาหารขึ้นชื่ออีกหลายเมนูที่ยังไม่ได้ลองชิม และถ้าต้องเขียนแนะนำกันจริงๆคงต้องเขียนกันเป็นเล่ม เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มาสัมผัสกันด้วยตัวเอง และต้องมาหลายวันเหมือนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเป็นเดือนก็ยังไม่พอ เกาะพะงันคือสวรรค์กลางอ่าวไทย ที่มีพลังแห่งจันทรา และปาฏิหาริย์ของผู้คน ที่จะช่วยเยียวยาความอ่อนล้าหมดแรงของคนเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ โครงการ ‘พะงันพำนัก | Low Season, High Energy’ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน, พะงัน เบย์ชอร์ รีสอร์ท, วันเดอร์แลนด์ ฮีลลิ่ง เซ็นเตอร์, อมากิ ฮิดเด้น วัลเลย์, ปานวิมาน รีสอร์ท พะงัน, วารีวาน่า รีสอร์ท เกาะพะงัน เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน, บางกอก แอร์เวย์ส, ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์, และ Footage Found

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเกาะพะงันได้ที่เพจสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน Koh Phangan Hotel &Tourism Association

Around W. By หมูอ้วน : เปิดนิทรรศการ ‘ผลงานครูศิลปะ 6 ภูมิภาค’ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมชุมชนสู่ศิลปะร่วมสมัย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดนิทรรศการโครงการ “พัฒนาศักยภาพครูศิลปะสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยจากทุนทางวัฒนธรรมชุมชน 6 ภูมิภาคกับศิลปินแห่งชาติ” โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกอง กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ ณ ห้องสุมน อมรวิวัฒน์ อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ของครูศิลปะที่ผ่านกระบวนการพัฒนาศักยภาพและนำทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนของตนเองมาต่อยอดเป็นผลงานศิลปะร่วม ภายในงานมีศิลปินแห่งชาติ 3 ท่าน ได้แก่ ศ.เดชา วราชุน ศ. (เกียรติคุณ) ปรีชา เถาทอง และอาจารย์สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ พร้อมด้วยวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และครูผู้เข้าร่วมโครงการร่วมงาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาความรู้ความสามารถด้านศิลปะ การออกแบบ กระบวนการจัดเรียนการสอน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากงานศิลปกรรม ผ่านการเชื่อมโยงศิลปะร่วมสมัยเข้ากับทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสรรค์องค์ความรู้และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การศึกษาทุนทางวัฒนธรรมจากบริบทของชุมชนไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ด้านศิลปะในมิติต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

“ในยุคปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากมาย แต่งานศิลปะคือสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะศิลปะต้องการความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ความรู้สึก และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงขอชมเชยคณะผู้จัดโครงการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิลปินแห่งชาติ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการอันทรงคุณค่านี้ รวมถึงขอแสดงความยินดีกับครูผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนที่ได้ทุ่มเทเวลาและความตั้งใจในการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการจัดการเรียนการสอนทัศนศิลป์ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

อนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกอง กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ทุนในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ 1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดศิลปะในการขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม และทำให้เกิดการสร้างรายได้เพื่อตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาคน พัฒนางาน การสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ซึ่งปีนี้มีทั้งหมด 25 โครงการ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานส่วนกลางร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้รับทุนสนับสนุนดังกล่าว กรมส่งเสริมวัฒนธรรมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งใช้เวลารวม 4 เดือน ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกครูทั้ง 30 คน การเปิดโอกาสให้ได้พบกับศิลปินแห่งชาติ และเกิดการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพฤฒิพัฒนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และผลงานที่เป็นรูปธรรมประจักษ์ชัดเจน

“จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือเป็นโมเดลที่เห็นผลจริงและต่อยอดได้ ตั้งแต่การคัดเลือกครูศิลปะทั่วประเทศ แล้วนำมาเพิ่มศักยภาพร่วมกับศิลปินแห่งชาติ จากนั้นครูนำความรู้ไปต่อยอดร่วมกับเยาวชนและชุมชนในพื้นที่ ทำให้เกิดกระบวนการที่ครอบคลุม ครบถ้วน และขยายโอกาสสู่ภูมิภาค ที่สำคัญคือสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ นำไปจำหน่ายและสร้างรายได้จริงในราคาที่เข้าถึงง่าย (40-50 บาท) กระบวนการนี้จึงช่วยให้ครูได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่เยาวชน ได้สร้างสรรค์งานศิลปะที่รัก และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นว่าอาชีพครูศิลปะสามารถสร้างสุนทรียะและสร้างรายได้ได้จริง อันเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่จะส่งต่อความรู้และทำให้วงการศิลปะของประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน” คุณอนุกูล กล่าวเพิ่มเติม

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับศักยภาพครูศิลปะทั้งด้านองค์ความรู้ กระบวนการคิดสร้างสรรค์ และการต่อยอดการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมและศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ ที่มุ่งส่งเสริม อนุรักษ์ และนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่ชุมชน รวมถึงการมอบ “ทุนชีวิต” ตามที่ อธิการบดีจุฬาฯ ได้เน้นย้ำไว้ ในการมุ่งบ่มเพาะศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถนำองค์ความรู้และแรงบันดาลใจไปต่อยอดสร้างสรรค์งานศิลปะ ยกระดับการเรียนรู้ของเยาวชน และขับเคลื่อนวงการการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ผศ.ดร.โสมฉาย บุญญานันต์ หัวหน้าภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ  กล่าวว่า ภาควิชาฯ เชื่อมั่นว่าครูศิลปะคือกำลังสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน โดยการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง พร้อมกันนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน ศิลปินแห่งชาติ วิทยากร และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการจนประสบความสำเร็จ เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครูผู้เข้าร่วมจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้เรียน ชุมชน และสังคมต่อไป

ผศ.ดร.ธีรวดี ถังคบุตร รองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพครูศิลปะ ผ่านการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งช่วยยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนควบคู่กับการตระหนักถึงคุณค่ามรดกท้องถิ่น พร้อมขอชื่นชมผู้ดำเนินโครงการ ศิลปินแห่งชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และยินดีกับครูทุกคน โดยหวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายวิชาชีพเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางศิลปศึกษาอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วนนิทรรศการผลงานครูศิลปะ 6 ภูมิภาคศิลปะร่วมสมัย

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันแม่ปีนี้เตรียมตัวให้พร้อม! ก่อนพาคุณแม่และครอบครัวเที่ยว ชวนทุกคนมาปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ กับ 5 สถานที่ห้ามพลาด! ทั้งแลนด์มาร์กและไฮไลต์สำคัญที่อยู่คู่เมืองสมุทรปราการ เพื่อใช้ช่วงเวลาดีๆ กับคุณแม่และทุกคนในครอบครัวให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขด้วยกัน จะที่ไหนบ้าง มาอัปเดตไปพร้อมกัน!

เริ่มต้นที่ “วัดอโศการาม” เดิมก่อนเรียกว่า “นาแม่ขาว” เป็นวัดสีขาวที่มีพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 53 ไร่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2497 เป็นวัดที่สวย ดูสะอาดตา ร่มรื่น และดูกว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาชนิด และติดป่าชายเลน ติดทะเล ภายในพระธาตุมีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ชา พระพุทธชินราชจำลอง ให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้ สักการะ ถือเป็นหนึ่งในวัดของ จ.สมุทรปราการ ที่สายมู สายถ่ายรูปห้ามพลาดเด็ดขาด โดยเปิดให้เข้าสักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 – 18:00 น.

ต่อด้วย “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ใครอยากแวะช้อปปิ้งของกินต้องไม่พลาดไปที่นี่ ตลาดน้ำสมุทรปราการที่อุดมไปด้วยของกิน! ซึ่งใครมา “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” แห่งนี้ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะตลอดทางเดินยาวกว่า 2 กม. มีซุ้มกันแดดให้ ของขายมีตั้งแต่ของกินเล่นอย่าง ทอดมัน แจงรอน หมึกไข่เสียบไม้ ฯลฯ อาหารจานหลักก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ กระเพาะปลา และอย่าลืมเผื่อพื้นที่ในกระเพาะสำหรับของหวานและผลไม้ เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก มะพร้าวอ่อน ทำท้องว่างก่อนไป แล้วกินแค่อย่างละนิดเป็นดีที่สุด จะได้ลองชิมได้ทุกอย่าง โดยตลาดฯจะเปิดตั้งแต่เวลา 07:00 – 16:00 น. 

จากนั้นไปต่อที่ “หอชมเมืองสมุทรปราการ” ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้ นับว่าเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองปากน้ำที่ออกแบบให้เป็นป้อมปราการ สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บางกระเจ้า ปากอ่าวไทย ป้อมผีเสื้อสมุทร หรือในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นถึงเกาะสีชัง จ.ชลบุรี ซึ่งนอกจากจะเป็น “จุดชมวิว” แม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม พื้นที่ดังกล่าวยังจัดแสดงนิทรรศการชุด “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” นำเสนอเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรปราการ ที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมแบบ 4D เสมือนจริง

โดยพื้นที่ให้บริการแบ่งเป็น การเข้าชมนิทรรศการ “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – เสาร์ วันละ 3 รอบ รอบละ 25 ท่าน ในเวลา 10:00 / 13:30 / 15:00 น. เพียงลงทะเบียนหน้างานที่จุดประชาสัมพันธ์ชั้น 1 สำหรับจุดชมวิวชั้น 23 และชั้น 25 เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10:00 – 17:00 น. ทุกพื้นที่เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ที่ห้ามพลาด คือ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่รวบรวมครุฑอันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทย มีความโดดเด่นด้วย “องค์ครุฑไม้” ที่แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน โดยอัญเชิญตราที่ประดิษฐาน ณ ธนาคารสาขาต่างๆ มากกว่า 150 องค์ มาไว้ด้วยกัน ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพญาครุฑ ผ่าน 6 โซนนิทรรศการ ที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ “พญาครุฑ” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งแสง สี เสียง ในรูปแบบทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ “พญาครุฑ” สัตว์หิมพานต์ สัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม และเข้าถึงความเป็นไทยได้อย่างง่ายๆ และในเดือนสิงหาคมนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ครุฑได้จัดเตรียมของขวัญพิเศษเพื่อมอบให้คู่แม่ลูกที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ (ของมีจำนวนจำกัด)

โดยเปิดให้เข้าชม ทุกวันศุกร์-เสาร์ วันละ 3 รอบ ในเวลา 10:00 / 13:00 / 15:00 น. พร้อมผู้นำชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมมีบริการจัดรถตู้บริการรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ถึง พิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีเช่นกัน! เพียงแจ้งความประสงค์ผ่านระบบการจองล่วงหน้าที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/   

และปิดท้ายกันที่ “เมืองโบราณ” พิพิธภัณฑ์เอกชนบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดง 120 สถาปัตยกรรมไทย ที่โดดเด่นในแต่ละภูมิภาค เพียงเดินทางมาที่เดียวก็เที่ยวครบทุกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั่วประเทศ อาทิ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ, คุ้มขุนแผน จ.อยุธยา, เจดีย์เจ็ดยอด จ.เชียงใหม่, วิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน, ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์, พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร, พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, เทวรูปปัลลวะ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ซึ่งความสวยงามและเอกลักษณ์การถ่ายทอดผลงานอย่างประณีตของเมืองโบราณทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ขวบเข้าชมฟรี เด็กอายุตั้งแต่ 6-14 ปี ท่านละ 200 บาท และอายุ 14 ปีขึ้นไป ท่านละ 400 บาท สำหรับเด็กต่างชาติท่านละ 350 บาท และผู้ใหญ่ต่างชาติ 700 บาท โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09:00 – 19:00 น.

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (CANON) สานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นปีที่ 2 ทั้ง “บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่” และ “บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช)” เพื่อร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีสภาพแวดล้อมในการเติบโตและการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ให้พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ปัจจุบัน ทั้งสองแห่งมีเด็กในความอุปการะรวม 79 คน โดยแคนนอนได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่ให้การสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดซื้อและส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดูแลเด็กเล็ก อาทิ นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการของมูลนิธิฯ 2.การนำกลุ่มจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้แก่เด็กๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีและการพูดคุยเพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคม และ 3.การสนับสนุนด้านโภชนาการและสุขอนามัย ด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเหมาะสมตามวัย

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR (CANON) กล่าวว่า มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการดูแลด้วยความรัก การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้พระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่านบ้านเด็กอ่อน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) รวมดูแลเด็กวันละประมาณ 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและได้รับผลกระทบจากปัญหาทางสังคม เช่น ความรุนแรง การใช้สารเสพติดในครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ในรูปแบบการดูแลเด็กแบบรายวันไป-กลับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีเวลาไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และกลับมาดูแลบุตรหลานด้วยความอบอุ่นอย่างใกล้ชิดเมื่อเลิกงาน อันเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวที่เปราะบางให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง

“การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ถือเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ตรงจุดและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต สอดคล้องตามหลักปรัชญา “เคียวเซ” ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อย่างแท้จริง” นายพงษ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่  ‘Zero Waste - Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.27 น.

ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีความท้าทายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถขนส่งขยะ ไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ได้แก่ การห้ามตั้งบ่อขยะ ห้ามนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ป่า และห้ามเผาขยะภายในเขตอุทยานโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเข้ามาสนับสนุนการจัดการขยะอย่างจริงจัง ภายใต้ “โครงการนำร่องระบบการจัดการขยะและการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี” โดยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการขยะสู่ระบบดิจิทัลในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสก และโรงเรียนบ้านห้วยกวางจริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การจัดการขยะในชุมชนและสถานศึกษามีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนป่าเด็งวิทยา เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาขยะทั้งภายในโรงเรียนและเขตรอบนอก นางจันทร์พร ผาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าเด็งวิทยา ได้กล่าวถึงมาตรการและแผนการดำเนินงานของโรงเรียนว่า โรงเรียนป่าเด็งวิทยาได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนปลอดขยะ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้เรียนตามหลัก 3Rs คือ Reduce ลดการใช้ Reuse ใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยแก้ปัญหาจากต้นทาง รณรงค์ให้ครูและนักเรียนลดใช้โฟมและใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ส่งเสริมให้ห่อข้าวใส่กล่องข้าวหรือพกปิ่นโตและขวดน้ำมาเองเพื่อลดปริมาณขยะ มีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่ ขยะอินทรีย์ที่เป็นเศษอาหารนำไปรวมกับเศษใบไม้แห้งและมูลสัตว์ เพื่อทำปุ๋ยหมักและใส่บ่อแก๊สซีวภาพ ขยะรีไซเคิลนำเข้าสู่ระบบธนาคารขยะและขยะแลกแต้มเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้มีการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปอย่างถุงขนม นำไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเหลือใช้ ส่วนขยะอันตรายจะประสานงานกับอบต. เพื่อส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี ส่วนขยะที่เหลือจะนำไปเผาในเตาเผา ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและทำให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แม้โรงเรียนจะเล็งเห็นถึงปัญหาการจัดการขยะทั้ง 4 ประเภท แต่การเผาขยะยังคงสร้างมลพิษและควัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียนจึงได้หารือร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเตาเผาที่สามารถลดมลพิษและลดปริมาณควันจากการเผาขยะ ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำบ่อแก๊สชีวภาพบอลลูนเพื่อรองรับขยะเศษอาหารจากโรงอาหารและจากครู นักเรียนที่พักในหอพัก โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็งในการติดตั้งเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพดังกล่าว ซึ่งแก๊สที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้สำหรับการหุงต้มในหอพักนักเรียน

“หลังจากที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการของโรงเรียน จนทำให้โรงเรียนป่าเด็งวิทยากลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน นอกจากการสนับสนุนการคัดแยกขยะต้นทางผ่านกิจกรรมของนักเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้บูรณาการเนื้อหาการจัดการขยะเข้าไปในรายวิชาต่างๆ พร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะด้าน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องการแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้กับครอบครัวและชุมชน จนเกิดแรงกระเพื่อมในระดับครัวเรือนที่ตระหนักถึงการคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเผาให้น้อยที่สุด” ผู้อำนวยการ รร.ป่าเด็งวิทยา กล่าว

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มูลนิธิศุภนิมิตฯ ระบุถึงแนวคิดการทำงานและเป้าหมายของโครงการว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste – Zero Landfill ร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากควันไฟในการเผาขยะแบบเปิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กนักเรียนและคนในชุมชน เราสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กนักเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการลดปริมาณขยะ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ถังหมักบ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว และที่สำคัญคือการสนับสนุนนวัตกรรมเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษให้กับหมู่บ้านและสถานศึกษา รวมถึงจับมือกับพันธมิตรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อยกระดับสู่ระบบที่สามารถติดตามข้อมูลด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล และยังต่อยอดการเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ อยากเห็นเด็ก ๆ มีความตระหนัก และอยากให้ทุกคน รวมถึงสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ด้วยการกำจัดขยะ ลดปริมาณขยะ ซึ่งการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงมีแผนขยายโมเดลการทำงานลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรายละเอียดของการดำเนินการอาจจะต่างไปจากพื้นที่ป่าเด็ง แต่รูปแบบจะยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน

ภาคชุมชนเองก็มีการตื่นตัวและจัดการขยะควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ โดย นายโกศล แสงทอง รองนายก อบต.ป่าเด็ง และปราชญ์เกษตร ผู้คิดค้นและทำวิจัยเกี่ยวกับเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า  พื้นที่ป่าเด็งติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ห้ามเผาขยะแบบเปิดในที่โล่ง ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายร่วมใจตามรอยพ่อ อบต.ป่าเด็ง จึงได้ศึกษาวิจัยและจดอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ที่ได้รับการรับรองจาก วช. ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดปริมาณควันและฝุ่นละอองที่จะปล่อยสู่อากาศ โดยจะปล่อยมลพิษ 8-10 ppm จากปกติ 1,400 ppm หากชุมชนมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปที่ส่งมาเผาในเตาจะเหลือเศษขี้เถ้าเพียง 3% เท่านั้น อบต. จึงร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการคัดแยกขยะก่อนเผา เพื่อนำขยะบางประเภท เช่น พลาสติก มาสกัดเป็นน้ำมันตามขบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) และนำไปใช้กับเครื่องยนต์บางชนิด เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ

น.ส.หัสถญา อัคนียาน ตัวแทนประชาชนจากชุมชนป่าเด็ง ได้เล่าถึงการขับเคลื่อนระดับครัวเรือนว่า  หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณ 60 ครอบครัว ตอนนี้ทุกคนมีความตื่นตัวในเรื่องขยะกันมาก ทางอบต. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการเผาขยะ โดยชาวบ้านจะแยกขยะที่ขายได้ออกมา ส่วนขยะอื่นๆจะนำมาเผา ตอนที่ยังไม่มีเตาเผาแต่ละบ้านจะเผาขยะกันเองควันมลพิษก็จะเยอะ แต่เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาทำเตาเผาให้ ควันที่เกิดตอนเผาขยะก็ลดน้อยลงมาก ทุกคนก็จะรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้วของบ้านตนเองมาเผาที่เตาเผานี้ ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็นำมาขุดหลุมฝัง ซึ่งตั้งแต่มีการคัดแยกขยะ และมีเตาเผาสำหรับเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยกแล้ว ทำให้ชุมชนสะอาด มองแล้วสบายตามากขึ้น

ความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนป่าเด็งในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดของหมู่บ้านหรือการมีเตาเผาขยะชีวมวลที่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศการจัดการขยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากนี้ไป พื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และยกระดับการจัดการข้อมูลขยะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการคาดเดาไปสู่การใช้ฐานข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำจัดขยะปลายทาง

การเดินทางของ “ป่าเด็งโมเดล” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บขยะให้พ้นสายตาในพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตาม “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ในระดับสากล ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ชุมชนจะตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกและต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน แต่ด้วยนวัตกรรมท้องถิ่น การสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และหัวใจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ก็สามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มอบสิ่งแวดล้อมที่ดีและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เด็กและเยาวชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้อย่างแท้จริง

ร่วมสนับสนุนโครงการดีๆ กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้ที่ www.worldvision.or.th

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ – ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ - ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ – ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดอะ ดิสธิงกวิช เจนเทิลแมน ไรด์” (The Distinguished Gentleman’s Ride) หรือ DGR อีเวนต์การกุศลระดับโลกที่เหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิกต่างเฝ้ารอในทุกปี โดย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ได้ชวนเหล่าไรเดอร์จากทั่วโลกออกมาร่วมขับขี่ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความเท่ มิตรภาพ และการส่งต่อพลังให้สังคม ผ่านกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของคนรักรถจักรยานยนต์ แต่ยังเป็นการร่วมสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพผู้ชาย ทั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและสุขภาพจิต พร้อมระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิ Movember เพื่อขับเคลื่อนอีกหนึ่งภารกิจสำคัญระดับโลกไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทยงาน “DGR 2026” ได้จัดขึ้นพร้อมกับทั่วโลกผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไทรอัมพ์ทั่วประเทศ โดยเหล่าสุภาพบุรุษไบค์เกอร์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายในลุคสุดคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นสูท เนกไท หรือแฟชั่นสไตล์สุภาพบุรุษสุดเนี้ยบ พร้อมขับขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมีคนดังจากแวดวงบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยทั้งหมดได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Team Triumph” เพื่อช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและกระบอกเสียงสำคัญไปยังกลุ่มผู้รักการขับขี่และคนรุ่นใหม่ นำโดย อนันดา เอเวอริงแฮม นักแสดงระดับไอคอนิก เจ้าของสไตล์การขับขี่ที่สะท้อนตัวตนแบบอิสระที่ขี่รถไทรอัมพ์ Bonneville Bobber เข้าร่วมงาน พร้อมเผยความรู้สึกว่า ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมงาน DGR แต่พบว่างานนี้ไม่ใช่แค่งานรวมตัวของคนรักรถจักรยานยนต์ แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนพลังของคอมมูนิตี้ที่พร้อมส่งต่อพลังบวกและความใส่ใจในการช่วยเหลือสังคม แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม อีกทั้งการได้เห็นผู้คนจากหลากหลายวงการมาร่วมขับขี่ด้วยเป้าหมายเดียวกัน ถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้งานนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

ด้าน แชมป์ – ชนาธิป โพธิ์ทองคำ นักแสดงหนุ่ม ผู้หลงใหลการเดินทางและไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ร่วมขี่รถไทรอัมพ์ Tracker 400 ได้เผยว่า ภูมิใจแล้วก็เป็นเกียรติมาก ๆ เลยครับที่ปีนี้ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Team Triumph ในบิ๊กอีเวนต์ระดับโลกอย่าง DGR 2026 การได้เห็นพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนแต่งตัวจัดเต็ม ใส่สูทหล่อๆ ออกมาขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจด้วยกัน ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของความสนุกหรือความเท่เลยครับ แต่คือพลังที่ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญและทัชใจผมมากๆ ที่พวกเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงเรื่องสุขภาพจิตของผู้ชายร่วมกับมูลนิธิ Movember ด้วย ส่วนตัวผมเองค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมะเร็งอยู่แล้ว พอได้มาร่วมงานที่ได้ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรง ยิ่งรู้สึกดีใจและอิ่มใจเป็นพิเศษเลยครับที่ได้เป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้

ขณะที่ น็อต – ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม นักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่ที่มาพร้อมรถไทรอัมพ์ Scrambler 400 XC ที่ได้พูดถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมงานครั้งนี้ สำหรับผม DGR เป็นกิจกรรมครั้งแรกในการขี่รถของผมเลยที่ได้ขี่ไปพร้อมกับทุกคนที่มีจำนวนเยอะขนาดนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีมาก อุ่นใจ เหมือนมีเพื่อนที่รู้ใจ อีกทั้งบรรยากาศในงานทุกคนเป็นกันเองแม้จะเพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ตาม นอกจากนี้ยังแต่งตัวเท่ ๆ กันอีกด้วย สำหรับใครที่พลาดในปีนี้นะครับ อยากให้มาร่วมงานกันในปีหน้า งานที่รวมคนที่ชอบทั้งแฟชั่น และมีแพสชันในการขับขี่รถจักรยานยนต์มารวมกันในการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม แล้วเจอกันนะครับปีหน้า ผมคิดชุดรอแล้ว!

สามารถติดตามรายละเอียด ตลอดจนชมภาพบรรยากาศงาน DGR 2026 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกได้ที่  http://www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand