สว.สีน้ำเงิน ทำหน้าที่ตามปกติ ท่ามกลางการจับตาช่วงบ่ายสาม ลุ้น กกต.ส่งศาลฎีกาคดี ฮั้ว โยง 138 สมาชิกหรือไม่

14 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามระเบียบวาระปกติ ท่ามกลางการจับตาจากทุกภาคส่วนถึงผลการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีกำหนดการจะแถลงชี้ขาด ในเวลา 15.00 น.ว่าจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาฟ้องร้องในคดีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะหากศาลรับคำร้อง จะมีคำสั่งให้ สว.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนกลาง ชุดที่ 26 แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งหมด 138 คน โดยท่าทีของบรรดา สว.ส่วนใหญ่ยังคงสงบนิ่งและปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งสมาชิกแต่ละคนทยอยเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามลำดับ

โดยเริ่มจากการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในหลายประเด็นร้อน อาทิ ปัญหาที่ดินและทรัพยากรดิน ความคืบหน้าศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี การกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูล-ชี และคลองหกวา

นอกจากนี้ ที่ประชุมเตรียมเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร , ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม , ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล , การพิจารณาตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. และการตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ แม้การทำหน้าที่ในสภาจะดำเนินไปอย่างเป็นระบบ แต่ต้องจับตาเวลา 15.00 น.เพื่อฟังคำแถลงจาก กกต.ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสะเทือนตำแหน่งและทิศทางทางการเมืองของ สว.ชุดนี้หรือไม่

อย่าทำลายศรัทธาประชาชน! พันธุ์ใหม่ จี้ กกต. ส่งศาลฎีกาเคลียร์คดีฮั้ว สว. แนะเปิดคำวินิจฉัยให้สังคมคลายฉงน

14 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมเพื่อลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันนี้ ว่า เรื่องนี้ล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ กกต.ได้ยืนยันว่าจะมีการส่งผลการวินิจฉัยโดยการแถลงข่าว ซึ่งถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่ กกต.ตัดสินใจไปแล้วไม่สามารถกลับคืนมาได้ ประชาชนคนไทยทุกคนต่างจับจ้องเพื่อที่จะรู้ผลการตัดสินใจของ กกต.ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนยืนยันตรงกันว่า ถ้าการฮั้ว สว.ดำเนินไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิดเลย ก็เท่ากับการยึดอำนาจเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง และเราจะได้ฝ่ายนิติบัญญัติมาโดยไม่สุจริตก็ได้

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้น สิ่งที่ กกต.จะวินิจฉัยในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่เป็นอัยการตรวจสอบสำนวนฟ้อง หรือไม่ฟ้อง หรือสั่งฟ้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ทั้ง 7 คน มีถึง 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว.คณะนี้ โดย สว.ชุดนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เรื่องการได้มาซึ่ง สว.ไม่ปกติหาก กกต.เสียงข้างมากเห็นควรไม่สั่งฟ้อง สว.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ประชาชนย่อมตั้งข้อสงสัยว่ามีลักษณะของการต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต.เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้การเมืองไทยเดินไปอย่างมีเสถียรภาพ และเกิดความศรัทธาเชื่อมั่น คือ กกต.ไม่ต้องตัดสินใจเองว่าจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใคร แต่ให้ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย นำสำนวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ที่แจ้งข้อกล่าวหา 229 คน ส่งให้ศาลพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าทั้งหมดนี้มีพฤติกรรมผิดหรือถูก ปกติหรือไม่ปกติอย่างไร ประชาชนจะได้สบายใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะทำให้ กกต. ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“ส่วนศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของศาลในการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย หากพิสูจน์แล้วไม่มีใครผิด ทุกคนก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทำผิด ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาจะเป็นผู้พิพากษาและเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้” น.ส.นันทนา กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีที่มีรายงานว่า กกต.จะไม่เปิดเผยมติของกรรมการรายบุคคล และไม่เปิดเผยรายชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น น.ส.นันทนา กล่าวว่า การวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใสชัดเจน ดังนั้น หากวันนี้ กกต.ลงมติออกมาเป็นเช่นไร เหตุใดจึงไม่แจ้งให้ประชาชนทราบ การปกปิดยิ่งทำให้คนสงสัยและเกิดข้อกังขามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส และเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าสิ่งที่ กกต.ทั้ง 7 คน วินิจฉัยนั้น สอดคล้องกับบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างไร พร้อมมองว่า กกต.ควรเปิดเผยผลการวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องการทำงานของ กกต.จะส่งผลต่อการตัดสินใจในวันนี้หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่มวลชนออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ตราบใดที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมจึงเป็นการสะท้อนเสียงให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ และสะท้อนไปยัง กกต.ให้รับรู้ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความคิดเห็นอย่างไร นอกเหนือไปจากการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่ง กกต. ต้องเปิดรับฟังเสียงของทุกคน และนำมาชั่งน้ำหนักกับข้อกฎหมาย ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริง

โฆษก รบ.ย้ำคดีฮั้ว สว. เป็นกระบวนการกฎหมาย กกต.-รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

14 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ในวันนี้ (14 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีได้ติดตามหรือเกาะติดหรือไม่ ว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายขององค์กรอิสระ ที่ดำเนินการไปรัฐบาลก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง วันนี้รัฐบาลโฟกัสในเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะนอกจาก นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร มาพบในวันนี้แล้ว ยังจะไปเปิดงาน Gastech Bangkok 2026 ถือเป็นงานที่สำคัญที่ประเทศไทยจะอยู่ในฐานะผู้นำในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก เพื่อให้คนไทยได้อยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและพึ่งพาเชื้อเพลิง ฟอสซิลน้อยลง ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้มีปัญหาในระดับโลก เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พริษฐ์ ยก 4 เหตุผล ทำไม การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล

14 กันยายน 2569 เวลา 10:40 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ ทำไม การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ]

เมื่อเช้า ผมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” เกี่ยวกับเอกสารการกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน (ซึ่ง อ.สมชัย ระบุว่าคือ อดีต สส. เอกราช ช่างเหลา) ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เลยขอนำมาสาระดังกล่าวสื่อสารผ่านช่องทางนี้อีกทาง

โดยสรุป พยานดังกล่าวมีการให้การ 2 ครั้ง ที่ไม่ตรงกัน:

ครั้งที่ 1 (ต้นปี 2568) = ให้การที่ไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย

ครั้งที่ 2 (ปลายปี 2568) = ให้การที่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย (เป็นการกลับคำให้การจากครั้งที่ 1)

ผมเชื่อว่าการปล่อยเอกสารเรื่องการกลับคำให้การ เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. ที่ต้องการหา “ข้ออ้าง” มารองรับ หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย) ไปที่ศาลในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ไม่ควรเป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ด้วย 4 เหตุผล:

1. คำให้การที่กลับไปกลับมาของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้างหลักฐานอื่นทั้งหมดได้ และไม่สามารถทำให้ช้างทั้งตัวหายไปได้

แม้เรายอมเชื่อคำกลับคำให้การ แต่คำกลับคำให้การของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้าง หลักฐานและพยานส่วนอื่นอีกจำนวนมาก (เช่น โพยใบสั่ง / สถิติบัตรลงคะแนน / เส้นทางการเงิน / คลิปเสียง / หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย / ประวัติการโทรศัพท์ / พยานบุคคลอื่น) ที่บ่งชี้ว่าขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหา มีอยู่จริง

2. เราต้องตรวจสอบให้ดี ว่าคำให้การครั้งไหนบ้าง ที่มีแนวโน้มจะถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลาที่มีการให้การ?

หากเราเชื่อเนื้อหาในคำให้การครั้งที่ 2 ว่าคำให้การครั้งที่ 1 เกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) เราก็ควรตั้งคำถามและตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่าคำให้การครั้งที่ 2 ก็อาจเกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) – ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการให้การ ก็เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าการให้การครั้งที่ 1 (คาดว่า)เป็นการให้การด้วยตนเองและโดยละเอียด ในขณะที่การให้การครั้งที่ 2 เป็นเพียงการให้การเป็นหนังสือตามที่ปรากฎ

3. คำให้การครั้งที่ 2 ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะมีสาระสำคัญที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน

คำให้การครั้งที่ 2 มีการระบุว่า “ไม่มีการจัดทำโพยฮั้ว” และมีการ “จัดสร้างโพยฮั้วขึ้นมา(ย้อนหลัง) ..เพื่อให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะ.. ไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด” [ภาพ 1]

คำให้การนี้ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงชัดเจน เพราะ:

(1) คลิปจากกล้องวงจรปิดในการเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฎชัดเจน ว่า กกต. มีการตักเตือนและเดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. (รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา)

(2) แม้ในเชิงทฤษฎี โพยจะถูกสร้างขึ้นย้อนหลังได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างย้อนหลังไม่ได้แน่ๆ คือ ผลการลงคะแนน

– ภาพหรือกราฟที่แนบมา [ภาพ 3] คือคะแนนที่ผู้สมัคร สว. 10 ลำดับแรกในแต่ละกลุ่มได้รับ ในการเลือก สว. ระดับประเทศ รอบไขว้หรือรอบสุดท้าย (1 เส้น = 1 กลุ่ม | รวมทั้งหมด 20 กลุ่ม)

– หากการลงคะแนนไม่มี “โพยใบสั่ง” ที่กำกับการลงคะแนนทั้ง 20 กลุ่ม สิ่งที่เราควรจะเห็น คือสถิติการลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม ที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ (เช่น บางกลุ่มอาจมีผู้สมัครทั้ง 10 คนแรกที่ได้คะแนนสูสีกัน / บางกลุ่มอาจมีผู้สมัคร 2 คนแรก ที่คะแนนห่างจากคนอื่นมาก) – หากเป็นเช่นนั้น เส้น 20 เส้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

– แต่สิ่งที่เรากลับเห็นคือสถิติการลงคะแนนของแทบทุกกลุ่ม (19 จาก 20 กลุ่ม) ที่มีรูปแบบหรือ pattern ที่เหมือนกันเป๊ะๆ – นั่นคือ ผู้สมัคร สว. 6 ลำดับแรก จะคะแนนสูงมาก ก่อนจะตกลงมาชัดเจนสำหรับผู้สมัคร สว. ลำดับที่ 7 เป็นต้นไป

– ตรงนี้เป็นสถิติที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการลงคะแนนนั้น ถูกกำกับโดยเครื่องมือที่กำหนดการลงคะแนนไว้สำหรับทุกกลุ่ม (เช่น โพยใบสั่ง ตามที่เห็น)

– ดังนั้น ถึงแม้ใครจะเชื่อตามคำให้การครั้งที่ 2 ว่ามีการสร้างโพยย้อนหลัง แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างย้อนหลังได้แน่นอน คือผลการลงคะแนน ที่บ่งชี้ชัดถึงการมีอยู่ของเครื่องมือดังเช่นโพยใบสั่ง

ดังนั้น ผมไม่สามารถยืนยันได้ด้วยตนเองว่าคำให้การครั้งที่ 1 เป็นจริงแค่ไหน (ซึ่งคงต้องไปพิสูจน์เรื่องความสอดรับกับหลักฐานอื่นๆ) แต่ผมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คำให้การครั้งที่ 2 ไม่เป็นจริงอย่างแน่นอน และขาดความน่าเชื่อถือ

4. หากต้องการรู้อย่างแน่ชัดว่าคำให้การครั้งไหนเป็นจริงหรือมีมูล สิ่งที่ กกต. ทำได้ คือการสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนและพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย”

ร้านอาหารสภาติดป้ายปิด 1 วัน หลังฝ้าถล่ม คาดเกิดจากน้ำรั่วซึม

14 กันยายน 2569 เวลา 10:40 น.

ร้านอาหารสภาติดป้ายปิด 1 วัน หลังฝ้าถล่ม คาดเกิดจากน้ำรั่วซึม ด้าน ‘เลขาธิการสภาฯ’ เผยประสาน ‘กรมโยธาฯ’ เข้าตรวจสอบแล้ว

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่เมื่อวานนี้ฝ้าเพดานบริเวณโรงอาหาร ชั้น B2 ภายในอาคารรัฐสภา พังถล่มลงมา เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมานั้น วันนี้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ภายในศูนย์อาหาร ชั้น B2 ไม่สามารถขายอาหารภายในได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักบริหารงานอาคาร และสถานที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้นำแนวกั้นมากั้นบริเวณทางเข้า และปิดประตูไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า พร้อมติดป้ายที่มีข้อความว่า “ศูนย์อาหารขอปิดให้บริการภายในชั่วคราว เป็นเวลา 1 วัน ขออภัยในความไม่สะดวก”

ทำให้ร้านค้าต้องออกมาตั้งขายบริเวณด้านนอกศูนย์อาหารแทน ซึ่งการปรุงอาหารยังคงสามารถปรุงอาหารด้านในได้ แต่ต้องนำออกมาขายภายนอกแทน เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม พ่อค้า แม่ค้า หลายคนก็ยังคงมีความกังวล เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ใช้งานประจำ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า สาเหตุที่ฝ้าถล่มเกิดจากอะไร แต่คาดว่า เกิดจากสาเหตุการรั่วซึมของน้ำ และความชื้น ทำให้ฝ้าถล่มลงมา เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีน้ำหยดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเคราะห์ดีว่า ฝ้าไม่ถล่มลงมาตรงกับบริเวณร้านค้า ไม่ใช่นั้นร้านค้าจะเกิดความเสียหายต่อดิน แต่ฝ้าได้ถล่มมาตรงบริเวณที่นั่งรับประทานอาหาร ซึ่งหากเป็นบุคคลสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี มานั่งอยู่ก็จะเป็นเรื่องใหญ่

ด้านนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยสั้นๆ ว่า ตนได้ลงมาตรวจดูความเรียบร้อยที่บริเวณศูนย์อาหารแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และได้มีการประสานกรมโยธาธิการและผังเมือง ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อมาตรวจสอบความเรียบร้อย และหากพบว่าไม่มีความบกพร่องตรงไหนเพิ่มเติมก็สามารถเปิดทำการได้เลย

นายกฯ ​หารือ​ โทนี่​ แบลร์​ ถกเปลี่ยนผ่าน​เทคโนโลยี​สมัยใหม่​

14 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

“นายกฯ”​หารือ​ โทนี่​ แบลร์​ ถกเปลี่ยนผ่าน​เทคโนโลยี​สมัยใหม่​ บอก​ ธุรกิจดาต้าเซน​เตอร์​เปิดช่องไทยมีฐานข้อมูล​

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือระหว่าง นายอนุทิน​ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย​ และ​ นายโทนี่​ แบลร์​อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ที่เดินทางมาเข้าร่วมในการงาน​ Gastech Bangkok​ ​2026 ว่า​ นายโทนี่​ แบลร์​ ได้เดินทางมายังประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจึงใช้โอกาสนี้พบปะและหารือเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นผู้นำองค์กรที่ให้คำปรึกษากับรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจยุคใหม่ เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี​ ซึ่งประเด็นที่มีการหารือกันนั้นว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยพ้นจากประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง โดยมีการพูดคุยกันถึงแผนยกระดับรายได้ รวมไปถึงธุรกิจดาต้าเซน​เตอร์​รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน​และการเข้าสู่สมาชิกโออีซีดี​​ เนื่องจากประเทศไทย​มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

นายเอกภพ กล่าวว่า ทั้งนี้ นายโทนี่​แบลร์​ ให้คำแนะนำว่า ธุรกิจดาต้าเซน​เตอร์​เป็นสิ่งที่น่าสนใจ​ หากมีการลงทุน​ประเทศไทยจะได้ชุดข้อมูลที่นำไปสู่การต่อยอด​ และคนไทยจะทีโอกาสสร้างแอปพลิเคชัน​และธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง​ ซึ่งเขาให้คำแนะนำได้ดี​ ซึ่ง​นายกฯระบุหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับนายโทนี่​แบลร์​ กันอีกเป็นระยะ ​จะมีการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง​มีทีมที่จะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ​เรื่องข้อมูล​

อดีต สส.ปชป.โผล่หอศิลป์ จี้ กกต. สั่งฟ้อง สว. ลั่นอดีตต้านระบอบทักษิณ วันนี้ต้านระบอบสีน้ำเงิน

14 กันยายน 2569 เวลา 10:14 น.

14 กันยายน 2569 นางอานิก อัมระนันทน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คิดว่าคนที่มาหอศิลปมาร่วมแสดงพลังกดดัน (หรือให้กำลังใจ?*) กกต.ในวันนี้ จำนวนมากมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่จุดร่วมสำคัญคือ ใจรักประชาธิปไตย และความถูกต้อง // ดีใจได้พบตุ้มและเพื่อนๆ ชาว WoM และถ่ายรูปทำสัญลักษณ์ 3 นิ้ว (M/W) ข้างปาก (บอกต่อความจริง) ด้วยกัน …หลายปีก่อนร่วมกันต่อต้านระบอบทักษิณ วันนี้ร่วมกันต่อต้าน #ระบอบสีน้ำเงิน

ได้ถือโอกาสชมศิลปะที่หอศิลป์ไปด้วย ประทับใจสุดกับภาพรวมกลุ่มโดยเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาส ทั้งแบบสีและขาวดำ

*ให้กำลังใจให้กรรมการ กกต. ให้กล้าหาญทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหน้าที่ ..ส่วนตัวคิดว่าพวกเขาได้ติดตามฟังการเปิดเผยหลักฐานต่างๆ จากทั้ง ilaw และ Itim (ทีม ปชน.) รวมทั้ง “คำขู่ต่างๆ” จากคุณอภิสิทธิ์ (ปชป.) แล้ว ก็รู้ว่าควรสั่งฟ้อง แต่ก็เกรงใจและเกรงกลัวพวกที่จะถูกฟ้อง เลยน่าจะต้องใช้ความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกที่ควร

#สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229

มท.4 รายงานนายกฯ คืบหน้าบรรจุ ขรก.ท้องถิ่นรอบที่ 4 แทนผู้ถูกเพิกถอนทุจริต ลั่น!สาวโกงสอบเข้าไม่จบแค่นี้ ขยายผลเรื่อยๆ

14 กันยายน 2569 เวลา 09:58 น.

“วรศิษฎ์”ขึ้นตึกไทยฯ รายงานนายกฯ คืบหน้าบรรจุ ขรก.ท้องถิ่นรอบที่ 4 แทนผู้ถูกเพิกถอนทุจริต เผย 17 ก.ย.ประชุม ก.กลาง เคาะกรอบเวลา ยันจะทำให้เร็วที่สุด ลั่น!สาวโกงสอบเข้าไม่จบแค่นี้ ขยายผลเรื่อยๆ

14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ถึงความคืบหน้าการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างหลังจากมีการเพิกถอนผู้ทุจริต เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ว่า มารายงานเรื่องกรอบเวลาบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบที่ 4 สำหรับบุคคลที่รอเรียกบัญชีอยู่ ทั้งนี้ ตั้งใจว่า จะมีการเรียกบรรจุในช่วงเดือน ต.ค.โดยวันที่ 17 ก.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งจะมีการนำเสนอรูปแบบกรอบเวลาให้กับ ก.กลาง ได้ดูด้วย และวันดังกล่าวจะมีการสรุปวันบรรจุ จะดำเนินการให้เร็วที่สุด เชื่อว่า ผู้ที่รอบรรจุอยู่รอมาหลายเดือนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ ระบุเรื่องการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจะไม่จบเพียงเท่านี้ จะสาวไปมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มันไม่จบแค่นี้อยู่แล้ว เพราะในส่วนกระทรวงมหาดไทยที่ทำพยายามเร่งดึงคนที่สอบได้ด้วยความบริสุทธิ์กลับเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด และถอดคนที่มีคะแนนผิดปกติออกไปให้เร็วที่สุด ถือว่าเราเดินมาถึงจุดที่สำเร็จได้ในระดับหนึ่ง แต่ในส่วนการเอาผิดเรื่องของอาญา ไม่มีทางจบแค่นี้อยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา นายกฯได้มีการแถลงเพิ่มเติมเรื่องการริบทรัพย์ และระหว่างนั้นก็เห็นว่ามีการไปจับกุมเพิ่มเติมอยู่เป็นรายวัน ให้ทีมทำงาน ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขยายผลออกไปเรื่อยๆ ดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

วัชรพงศ์ ออกโรงซัดกลับ อภิสิทธิ์ วิพากษ์ลือ คดีฮั้ว สว. ฉลองรอดแล้ว ควรมีวุฒิภาวะ-หลักฐานข้อเท็จจริง

14 กันยายน 2569 เวลา 09:57 น.

วัชรพงศ์ ออกโรงซัดกลับ อภิสิทธิ์ วิพากษ์ลือ คดีฮั้ว สว. ฉลองรอดแล้ว ควรมีวุฒิภาวะ-หลักฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใช้ปากตีกินเดินเกมหวังผลทางการเมือง-โหนกระแส พรรคส้ม รอ ส้มหล่น

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระแสข่าวคดีฮั้ว สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รอดหมดและมีการฉลองกันแล้วว่า ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ควรมีวุฒิภาวะและยึดถือข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ข่าวลือมาปั่นกระแสเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือหวังส้มหล่น และควรมีหลักฐานและแหล่งที่มาที่ชัดเจนว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร ไม่ใช่ใช้การเดินเกมตีกินโหนกระแสตามพรรคประชาชนที่เล่นการเมืองด้วยการจับแพะชนแกะและปั้นน้ำเป็นตัว ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาชน ก็ชวนคนลงถนน ไปกดดันองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเมืองในอดีตที่ผู้นำบางพรรคทิ้งสภาฯไปลงถนนจนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“น่าผิดหวังไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี วิธีการทำงานทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ก็ยังคงเน้นการใช้ปากทำงาน มากกว่าการลงมือทำเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน แม้จะพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วจากหลายการเลือกตั้งในอดีตมาแล้วก็ตามว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ” นายวัชรพงศ์ กล่าว

อนุทิน เปิดทำเนียบฯ คุย โทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ ด้าน ผบ.ทร. ขึ้นตึกไทยฯ ขอบคุณไฟเขียวเรือฟริเกต

14 กันยายน 2569 เวลา 09:49 น.

อนุทิน เปิดทำเนียบฯ คุย โทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ ด้าน ผบ.ตร. เผย ปราบนอมินีต่อเนื่อง ขณะที่ ผบ.ทร. ขึ้นตึกไทยฯ ขอบคุณไฟเขียวเรือฟริเกต

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ที่เดินทางมาร่วมงาน Gastech Bangkok 2026 โดยเข้าหารือเป็นการส่วนตัว มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เข้าร่วมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือครั้งนี้เป็นการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด ก่อนที่ในเวลา 10.00 น. นายกฯจะไปเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน Gastech Bangkok 2026 ที่ศูนย์การประชุมไบเทคบางนา โดยมีผู้ผลิตก๊าซ LNG บริษัทพลังงานระดับโลก ผู้ซื้อ ผู้ค้า นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงพัฒนา AI และพลังงานคาร์บอนต่ำ เข้าร่วม

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางมาที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพบนายกฯ เช่นกัน

โดยเวลา 08.27 น.พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายกฯ ว่า วันนี้ไม่ได้มารายงานอะไรเพียง แต่มาสวัสดีตามปกติ ส่วนการดำเนินการปราบปราม กลุ่มนอมินีต่างชาตินั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด และได้มอบนโยบายให้กับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ใกล้เข้าสู่การเกษียณอายุราชการแล้ว ได้มีการส่งต่องานให้กับ ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่แล้วใช่หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันในเรื่องนโยบายหลายเรื่อง ทั้งที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนไซเบอร์ และหน่วยที่มีความสำคัญในด้านความมั่นคง ซึ่งได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สำราญเรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านั้นไม่นาน พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผช.ผบ.ทร. ได้เกินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้าในเวลาไล่เลี่ยกับพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

จากนั้นในเวลา 08.45 น. พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เดินทางเข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมกับเปิดเผยสั้นๆ ว่า มาพบนายกฯ เพื่อขอบคุณ

เมื่อถามย้ำว่า มาหารือกรณีการจัดซื้อเรือฟริเกตใช่หรือไม่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ ตอบเพียงว่า “ครับผม”