เขย่าก่อนเริ่มประชุม กกต.! สมชัย เฉลยพยานรหัส 16 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีตลูกพรรคภท.เคยให้การมัด เนวิน-อนุทิน-สส. บงการฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 09:26 น.

เขย่าก่อนเริ่มประชุม กกต.! สมชัย เฉลยพยานรหัส 16 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีตลูกพรรคภท.เคยให้การมัด เนวิน-อนุทิน-สส. บงการฮั้ว สว. ชี้เข้าข่าย ผิดม.76 ก่อนกลับลำ เพื่อปูทางสู่มติกกต.วันนี้ช่วย 21+1 ไม่ผิด

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความก่อนการประชุมกกต.เพื่อพิจารณาลงมติคดีฮั้ว สว. 229 คน โดยเปิดชื่อของพยานรหัสที่ 16 ที่มีหนังสือถึงประธานกกต. ขอกลับคำให้การที่เคยให้ไว้กับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. ว่า คือนายเอกราช ช่างเหลา โดยนายสมชัย ระบุว่า

พยานรหัส 16 คือใคร ทำไมต้องปล่อยเอกสารกลับคำให้การในโค้งสุดท้าย 3 วันก่อนการลงมติ

1. พยานรหัส 16 คือใคร พลิกดูละเอียด ในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 พบว่า บางช่วงของการบันทึก มีวงเล็บชื่อพยานรหัส 16 ว่า เอกราช ช่างเหลา

สืบค้นจากเอไอ ได้ความว่า

“เอกราช ช่างเหลา เป็นนักการเมืองจากจังหวัดขอนแก่น อดีต ส.ส. และอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น” ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย

ต่อมาเมื่อ 17 เมษายน 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุก 5 ปี 93 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่สหกรณ์ประมาณ 405 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 18 เมษายน 2568 พรรคภูมิใจไทยมีมติให้พ้นจากสมาชิกพรรค

ซึ่งข้อมูลจากการสืบค้น พบว่า ตรงกับที่ระบุในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 ที่ว่า “เป็น อดีต สส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ต่อมาได้มีหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมดที่ตนให้ไว้” และ “จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อของพยานรายนี้ โดยเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ”

2. ทำไมต้องมาปล่อยเอกสารหลุดในโค้งสุดท้าย คำตอบ คือ คำให้การส่วนใหญ่ของพยานรหัส 16 เป็นการพาดพิง สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า มีการประชุมกันที่สำนักงานพรรค ระหว่างวันทึ่ 16 มิถุนายน 2567 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 หลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด และพบเห็น สส. กรรมการบริหารพรรค และนายเนวิน ชิดชอบ เข้าร่วมประชุม และ การประชุมของ สว. ที่โรงแรมคิงพาวเวอร์ โนโวเทล (ซอยรางน้ำ) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 พบเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ สส. พรรค มาที่โรงแรม และพบนายเนวิน ชิดชอบ ในห้องประชุมใหญ่

คำให้การของ พยานรหัส 16 ในครั้งแรกก่อนกลับการให้การ จึงเป็นเรื่องการที่ ฝ่ายการเมือง ได้แก่ สส. กรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี กระทำความผิด ตาม มาตรา 76 วรรคแรก ของ พ.ร.ป. สว.

เมื่อมีการกลับคำให้การ ว่า ถูกชายไม่ทราบชื่อ บังคับข่มขู่ และ เลขาธิการ กกต. ลงความเห็นว่า ไม่น่าเชื่อถือ จึงอาจเป็นการปูเรื่องไปสู่มติ กกต. ในวันนี้ว่า 21+1 คน ที่ อยู่ใน สำนวนชุด 26 ไม่เป็นความผิด

มติในวันนี้ จึงมีข่าวลือออกมาก่อนว่า ยกคำร้องทั้งหมดในส่วนฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 76 วรรคแรก อ๋อ หรือยังครับ”

จับตา! กกต. ถกเดือดวันนี้ ชี้ชะตาลงมติคดีฮั้ว สว. 229 คน ก่อนเปิดห้องแถลงบ่าย 3

14 กันยายน 2569 เวลา 08:46 น.

14 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมจัดการประชุมนัดสำคัญเพื่อพิจารณาลงมติสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 คน โดยมีกำหนดการและรายละเอียดสำหรับสื่อมวลชนและผู้สนใจ ดังนี้

เวลา 10.00 น. : กกต.เริ่มประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาลงมติคดีดังกล่าว

เวลา 15.00 น. : แถลงข่าวผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม 201 อาคารสำนักงาน กกต.

แนวทางปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชน

สื่อมวลชนที่ลงทะเบียนไว้ : สามารถรับบัตรเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. ประตู 1 (ทิศตะวันออก)

สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน : สามารถติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งจัดเตรียมไว้บริเวณภายนอกสำนักงาน กกต. ประตู 1 (ทิศตะวันออก)

เริ่มแล้ว! ขบวนการเอาคืน คนสอบคดีฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง และอดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เริ่มแล้ว!!!ขบวนการเอาคืน คนสอบคดีฮั้วส.ว.

สำหรับความเคลื่อนไหวของคดีฮั้วส.ว. หลังจากกลุ่มไอลอว์และคณะทำงานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเปิดโปงเอกสารที่เกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.มาตามลำดับ ตั้งแต่เปิดรายชื่อ 229 คน พฤติกรรมการจ่ายเงิน การใช้โทรศัพท์ การใช้เครือข่ายในการฮั้วการเลือกตั้ง รวมไปถึงสถานที่นัดประชุม และเอกสารที่เกี่ยวกับการฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.เป็นจำนวนมาก

จนมาถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของรัฐบาล จะเห็นมีการตอบโต้กันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างพรรคฝ่ายค้าน2พรรคคือ สมาชิกพรรคประชาชนและสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ตอบโต้กันไปมากับสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำหน้าที่ปกป้องคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ถูกอภิปรายพาดพิงในสภาผู้แทนราษฎร

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ฝ่ายกกต.และฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดประเด็นตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เห็นได้จากการอภิปรายของนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาแก้ข้อกล่าวหาให้กับอนุกรรมการชุดที่ 36 และยังพูดต่อไปว่า อาจจะมีเซอร์ไพรส์ในวันที่ 14 กันยายนนี้ก็ได้

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเอกสารหลุดออกมา เป็นหนังสือเกี่ยวกับการกลับคำให้การของพยานรหัส16 ซึ่งเป็นอดีตส.ส.พรรคภูมิใจไทย ว่าการให้การต่อคณะกรรมการสอบสวน เพราะได้รับการข่มขู่ จนทำให้การวิเคราะห์กันว่า การปล่อยข่าวเรื่องการกลับคำให้การของพยาน น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พยานของอนุกรรมการชุดที่ 26 ขาดความน่าเชื่อถือ อาจเป็นสาเหตุทำให้มติของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ยกคำร้องทั้งหมด คือไม่ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้วส.ว.

จนล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทย หรือกกต. กำลังเล่นงานเอาคืนการทำหน้าที่ของอนุกรรมการ 26 โดยมีการยื่นสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการระดับผู้อำนวยการ หรือผอ.ของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนวนคดีฮั้วส.ว. โดยอ้างสาเหตุการร้องเรียนว่า ผอ.คนนี้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ หรือเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 26 และมีข้อกล่าวหาว่าข่มขู่พยาน และสร้างหลักฐานเท็จ เนื่องจากพยานที่เป็นนักการเมืองระดับชาติ ได้หนังสือถึงประธานกกต. ขอกลับคำให้การ และอีกข้อกล่าวหาหนึ่งคือ มีการคัดลอกสำนวน หรือปล่อยเอกสารในการสอบสวนให้กับบุคคลภายนอก และประเด็นสุดท้ายคือ มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรืออดีตบิ๊กดีเอสไอ หรือข้าราชการของดีเอสไอในอดีต ที่ลงสมัครส.ว.ด้วย จึงทำหน้าที่ในการช่วยเหลือและเล่นงานกกต.และพรรคภูมิใจไทย

แม้ว่าวันนี้(วันที่ 14 กันยายน 2569) ไม่ว่าคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) จะมีมติออกมาเช่นใดก็ตาม แต่เชื่อว่าขบวนการเอาคืนอนุกรรมการชุดที่ 26 จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต้องจับตาดูว่า จุดจบของคดีฮั้วส.ว. ระหว่างอนุกรรมการชุดที่ 26 กับอนุกรรมการชุดที่ 36 ใครจะโดนเล่นงานมากกว่ากัน”

จุดยืนถูก แต่ยืนผิดที่ ปู จิตกร สะกิด เนเน่ รัดเกล้า เจ้าตัวโผล่เคลียร์ ยันไปหอศิลป์เชิงสัญลักษณ์ ต้านฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 08:12 น.

14 กันยายน 2569 จากกรณีที่วานนี้ (13 ก.ย.) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มไอลอว์ ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมและลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 ก.ย.ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คือเชื่อว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง กกต.เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญและเป็นหัวใจในการปกป้องประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่วันนี้เราเห็นกันแล้วว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ล่าสุดพบว่า ในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด กกต.เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสต่ำที่สุด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าวประกอบ : รัดเกล้า จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้ว สว. ให้ศาลฯ ชี้ต้องฟื้นศรัทธา ปชช. เตือนหากยังฝืนระวังเจอ ม. 157)

ล่าสุด ปู จิตกร บุษบา พิธีกรชื่อดัง ออกมาโพสต์ถึงกรณีดีงกล่าวว่า “จุดยืนถูก แต่ยืนผิดที่”

ต่อมา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เข้าโพสต์ในคอมเมนต์ ว่า ขออนุญาตชี้แจงค่ะพี่ปู

เนเน่ไม่ได้ไปเดินตาม iLaw ค่ะ ไปที่หอศิลป์ในเชิงสัญลักษณ์เฉยๆ เพราะ แต่ไหนแต่ไร เนเน่ก็ต่อต้านกระบวนการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อการที่ประเทศไทยจะมีหลปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาโดยตลอดค่ะ

ซึ่ง เนเน่เชื่อว่ากรณี #ฮั้วสว คือหนึ่งในนั้น… หากเราปล่อยเรื่องนี้ให้ลอยนวล คำว่า “ประชาธิปไตย” ในประเทศไทยคงเป็นเพียงแค่คำพูดค่ะ

ปล. ไม่ว่าจะเป็น iLaw หรือใครก็ตาม หากกระทำผิดทางกฎหมาย หากขายชาติ หากประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ …เนเน่ก็จะออกมาต่อสู้ ให้ผู้มีอำนาจและรัฐบาลจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เด็ดขาดแน่นอนค่ะ จุดยืนตรงนี้ มั่นคง ไม่มีวันเปลี่ยน อย่างแน่นอนค่ะ

รักและเคารพพี่ปูเสมอไปค่ะ

ขณะที่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ “ตรงไหนที่คือการเเสดงออกในประเด็นที่ต้องการเสนอ คือที่ที่ถูกต้องค่ะ , ขุด!! น้องเนเน่ เคยถ่ายรูป เซลฟี่ คู่พิธาลงไอจี เอาไงดีฮะ , มั่นใจใน ปชป , คำคมวันนี้ แต่ก็เกิดความคิดว่าแล้วทำไมไม่ยืนให้ถูกที่ , น่าจะมีปุ่ม ไม่ไลค์ , หลักการไม่ก้มหัวให้ความไม่เป็นธรรมและทุจริต ควรแสดงออกให้ชัดเจนและคนรับรู้ จะยืนอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ หลักการหนักแน่น ไม่หวั่นไหว คือสิ่งที่ต้องยึดมั่น เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี วิธีการสามารถแตกต่างได้ค่ะ อย่าท้อแท้ค่ะ , มั่นใจประชาธิปัตย์ค่ะ , เห็นด้วยครับ ! ,

วันข้างหน้าอาจต้องร่วมมือกัน แต่เชื่อใจคุณอภิสิทธิ์คงต้องคุยในหลักการการทำงานด้วย มันมีอยู่แค่นี้เองแต่คงไม่ร่วมเขียวแน่นอน , ต้องรีบกระโดดออกมานะครับ บริเวณรอบๆอาจมีเปลวไฟน้อยๆกำลังจะลุกโชนขึ้น 555 , เหยียบเรือสองแคม , ต้องให้ ปชป ไปยืนที่ไหนถึงจะเรียกว่า ยืนถูกที่ ครับ? , ทำท่าจะฟื้นตอนได้มาร์คกลับมา แต่หลังจากนั้นคือเหี้ยลงทุกวัน , ชัดเจนเลยค่ะ น่าผิดหวังจริงๆ , ยืนตรงไหนก็ได้ที่ถูกต้อง , อคติบังตา เกลียดฝั่งหนึ่ง…เสียจนมองโจรเป็นพระอรหันต์ บอดที่ใจ เห็นไปเพียงใด ไม่มีวันงาม … น่ามสาน , ไม่ถูกที่ถูกทางมานานแระ.. เป็นต้น

เปิด 3 แนวทางสางคดีฮั้ว สว. 67! “วัส ติงสมิตร” ชี้ช่อง กกต. ต้องแยกคดีเลือกตั้ง-อาญา-ยุบพรรคให้ชัดเจน

14 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงทรรศนะถึงแนวทางการพิจารณาคดีทุจริตฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย โดยระบุว่าหากตนดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสินคดีนี้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนและรักษาความโปร่งใส

พฤติการณ์ที่เข้าข่ายการทุจริต

นายวัส ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ซึ่งรวมถึง สว. ปัจจุบัน 136 คน (หักผู้ที่ถูกศาลเพิกถอนสิทธิไปแล้ว 2 คน) กรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 โดยสามารถแบ่งพฤติการณ์ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

  • การตั้งนอมินี การลงสมัครโดยไม่มีเจตนาเป็น สว. แต่ทำเพื่อรับผลประโยชน์แลกกับการโหวตตามโพย
  • การจูงใจด้วยทรัพย์สิน การจัดหาเงิน ค่าเดินทาง หรือที่พัก เพื่อซื้อเสียงผู้สมัคร
  • การแทรกแซงทางการเมือง การที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองเข้ามาจัดระบบช่วยเหลือผู้สมัคร
  • การสมยอมคะแนน (Block Vote) การตกลงแลกเปลี่ยนคะแนนกันเองจนเกิดความผิดธรรมชาติ

เสนอหลักการพิจารณา 3 แนวทาง

เพื่อความถูกต้องตามหลักกฎหมาย นายวัสเสนอให้ กกต. แยกลักษณะคดีออกจากกันอย่างเด็ดขาด ดังนี้

  • คดีเลือกตั้ง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา โดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากศาลตัดสินว่าผิดจริง สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลง
  • คดีอาญา ควรส่งสำนวนให้อัยการหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญา เพื่อเอาผิดตามมาตรา 76, 77, 79 และ 81 ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก สูงสุด 10 ปี โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองสูงสุด 20 ปี
  • คดียุบพรรค ไม่ควรนำมาพิจารณาปะปนกับคดีฮั้ว สว. หากนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ตั้งเรื่องขึ้นมาตามขั้นตอน ก็ต้องแยกไปดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองต่างหาก

นายวัสเน้นย้ำในตอนท้ายว่า การตัดสินใจของ กกต. ในคดีนี้ ถือเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญที่จะสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ และเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้งไทย

9 ล้านคำสั่ง! 1.5 ล้านผู้ใช้! ภูมิใจไทยโชว์สถิติ TH-AI Passport ดันคนไทยสู่โลกดิจิทัล

14 กันยายน 2569 เวลา 07:29 น.

พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสถิติความสำเร็จล่าสุดของแพลตฟอร์ม TH-AI Passport โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่าตัวเลขการเข้าใช้งานและการเรียนรู้เติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยที่พร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ทางพรรคได้เปิดเผยข้อมูลสถิติการใช้งานที่สำคัญบนแพลตฟอร์ม ดังนี้

  • ผู้ใช้งานลงทะเบียน: ทะลุ 1,524,053 คน
  • การสั่งงาน AI (Prompt): สูงถึง 9,100,913 คำสั่ง
  • ผู้ใช้งาน (ระดับสร้างสรรค์): จำนวน 621,006 คน
  • บทเรียนที่เรียนจบ: รวมทั้งสิ้น 1,194,917 บทเรียน
  • คอร์สที่เรียนจบ: จำนวน 198,593 คอร์ส
  • การออกใบประกาศนียบัตร (Certificate): ออกแล้ว 144,879 ฉบับ

จากสถิติดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความสนใจอย่างล้นหลามของประชาชน ในการเรียนรู้และนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การพัฒนาระบบการทำงาน รวมถึงการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

พรรคภูมิใจไทย ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการ TH-AI Passport จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ AI เท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดจนช่วยยกระดับทักษะทางดิจิทัลของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานแจกันดอกไม้ อนุทิน เนื่องในวันเกิดอายุครบ 60 ปี

14 กันยายน 2569 เวลา 07:16 น.

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 13 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะรับแจกันดอกไม้พระราชทาน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมระบุข้อความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศโทภักดี แสงชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ เป็นผู้อัญเชิญแจกันดอกไม้มาพระราชทานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น หาที่สุดมิได้และเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลอันสูงสุดแก่วงศ์ตระกูล ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม กราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทและขอถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระผู้เป็นดั่งเจ้ามหาชีวิตและต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

ไฟฉายเดือด ทัพเรือโต้ส้มไม่แพง สเปกสูงใช้กับเรือรบ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

ทร.โต้เดือดพรรคประชาชน ซัดไฟฉายแพงเว่อร์ 3 หมื่น แจงยิบของเรือหลวงช้าง สเปกขั้นเทพทนละอองเกลือ-ทนกระแทก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 เรือโทหญิงปรียาดา บัวสมบุญ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ รายการงบประมาณในการ จัดหาอุปกรณ์รับ–ส่งอากาศยาน และอุปกรณ์ประจำเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือ และมีการนำชื่อรายการ ภาพประกอบ รวมถึงราคาของอุปกรณ์บางประเภทไปเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดนั้น

กองทัพเรือขอชี้แจงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการจัดหาอย่างถูกต้องว่า การจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศ บนเรือหลวงช้าง ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะการรับ–ส่งอากาศยานบนดาดฟ้าเรือ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางทะเลที่มีทั้งน้ำทะเล ละอองเกลือ ความชื้น ลม แรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน รวมถึงเป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของอากาศยานและกำลังพล

ดังนั้น อุปกรณ์ที่นำมาใช้จึงต้องมีคุณลักษณะ ความแข็งแรง ความทนทาน และสมรรถนะที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ มิใช่พิจารณาเพียงว่าสามารถใช้งานทั่วไปได้หรือไม่

อุปกรณ์หลายรายการ แม้จะมีชื่อเรียกที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น ไฟฉาย เสื้อ หมวก ถุงมือ หรืออุปกรณ์ประจำตัวเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อนำมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศและภารกิจทางทหาร ย่อมมีข้อกำหนดทางเทคนิคและสมรรถนะที่ต้องสอดคล้องกับภารกิจเฉพาะ จึงไม่สามารถพิจารณาเปรียบเทียบจาก “ชื่อเรียก” หรือ “รูปลักษณ์ภายนอก” เพียงอย่างเดียวได้

ยกตัวอย่าง เช่น “ไฟฉายขนาดใหญ่” ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะชื่ออาจทำให้เข้าใจว่า เป็นไฟฉายที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่คุณลักษณะที่กำหนดสำหรับการใช้งานตามภารกิจนั้นแตกต่างออกไป โดยกำหนดให้ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมอัลลอยเกรดอากาศยาน เคลือบแข็งเพื่อป้องกันรอย เลนส์เป็นกระจกมิเนอรัลใสพิเศษ เคลือบสารป้องกันการสะท้อนและทนต่อรอยขีดข่วน พร้อมคุณสมบัติป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP56 ในด้านสมรรถนะ กำหนดให้มีความสว่างสูงสุดไม่น้อยกว่า 200,000 ลูเมน ความเข้มแสงสูงสุดไม่น้อยกว่า 655,000 แคนเดลา และมีระยะส่องไกลไม่น้อยกว่า 1,600 เมตร พร้อมหน้าจอ OLED สำหรับตรวจสอบโหมดการทำงาน ระยะเวลาการใช้งาน แรงดันแบตเตอรี่ และสถานะการชาร์จ รวมถึงมีระบบระบายความร้อนแบบ Active ด้วยพัดลม 3 ตัวและแผงระบายความร้อนทองแดง ตลอดจนสามารถทนต่อการตกกระแทกที่ระดับความสูง 0.5 เมตร

คุณลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาอุปกรณ์สำหรับภารกิจทางทหารจำเป็นต้องพิจารณา “สิ่งที่อุปกรณ์ต้องทำได้ในการปฏิบัติภารกิจจริง” ไม่ใช่พิจารณาจากชื่อหรือภาพว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทเดียวกับสินค้าที่มีจำหน่ายทั่วไปเท่านั้น เพราะในภารกิจรับ–ส่งอากาศยาน ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับทั้งประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและความปลอดภัยของกำลังพลและอากาศยาน

สำหรับแบบ รูป และรายการที่ปรากฏในเอกสารประกอบการชี้แจงงบประมาณ ซึ่งมีการนำข้อมูลบางส่วนมาเผยแพร่ในขณะนี้ กองทัพเรือขอเรียนว่า เอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณางบประมาณในขั้นตอนแรกเท่านั้น และหากได้รับจัดสรรงบประมาณ เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการจัดหา กองทัพเรือจะต้องจัดทำรายละเอียดและคุณลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และความเหมาะสมต่อภารกิจ

รวมทั้งมีการตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ดังนั้น การนำราคาของสินค้าทั่วไปในท้องตลาดมาเปรียบเทียบกับตัวเลขในเอกสารงบประมาณโดยพิจารณาเฉพาะชื่อรายการ จึงอาจยังไม่สะท้อนถึงคุณลักษณะ สมรรถนะ อุปกรณ์ประกอบ และเงื่อนไขการจัดหาที่จะใช้ในการปฏิบัติภารกิจจริงได้อย่างครบถ้วน

กองทัพเรือ เข้าใจดีว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญ และประชาชนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามและตรวจสอบ

กองทัพเรือจึงพร้อมชี้แจงข้อมูลตามข้อเท็จจริงในทุกขั้นตอนและยืนยันว่า การจัดหาอุปกรณ์ทุกประเภทจะดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ โดยยึดหลักความจำเป็นต่อภารกิจ ความเหมาะสม ความคุ้มค่าของงบประมาณ ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ แม้อุปกรณ์บางรายการอาจมีชื่อเรียกคล้ายกับสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อนำมาใช้ในภารกิจทางทหาร ย่อมมีข้อกำหนดด้านคุณสมบัติ มาตรฐาน และความปลอดภัยที่แตกต่างกัน การพิจารณาจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมต่อภารกิจจริง ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และการดำเนินการที่สามารถตรวจสอบได้

ไทยยังไม่เลิก โทษประหาร เล็งปรับเกณฑ์ นอนคุกขั้นต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

โฆษกราชทัณฑ์ย้ำไทยยังไม่ยกเลิกโทษประหาร แม้ไม่มีการบังคับโทษครบ 10 ปี ชี้กฎหมายอาญายังบัญญัติโทษไว้ ขณะที่ ราชทัณฑ์เดินหน้าทบทวนเกณฑ์บริหารโทษคดีร้ายแรง เตรียมปรับเกณฑ์ใหม่รับโทษขั้นต่ำ เคาะปลาย ก.ย.นักโทษประหารต้องติด25ปี โทษตลอดชีวิตต้องติด20ปี ก่อนเลื่อนชั้นนักโทษชั้นเยี่ยม

จากกรณีเกิดเหตุอาชญากรรมสะเทือน ขวัญต่อเนื่อง ตั้งแต่ “ฑนา เกิดทอง” หรือ ป๋อง อดีตผู้ต้องขังคดีพยายามฆ่า อาวุธปืน และยาเสพติด ซึ่งพ้นโทษเพียง 2 เดือน ก็ก่อเหตุอุ้มฆ่าอำพรางต่อเนื่อง 5 ศพ ใน จ.ชลบุรี รวมถึงกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ที่ได้รับการปล่อยตัวหลังได้รับพระราชทานอภัย โทษและลดโทษหลายครั้ง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการบริหารโทษและการปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีร้ายแรง จนเป็นที่มาล่าสุดกรมราชทัณฑ์กำลังทบทวนหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดครั้งใหญ่ โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต โทษสูง เตรียมเสนอกำหนด“ระยะเวลาความปลอดภัยของสังคม” ให้รับโทษขั้นต่ำ 20-25 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการลดวันต้องโทษหรือได้รับประโยชน์จากการเลื่อนชั้นนักโทษ เพื่อสร้างหลักประกันว่า การคืนคนสู่สังคมลดความเสี่ยงการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นควบคู่กับความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 13กันยายน2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมราชทัณฑ์ ได้จัดโครงการสื่อมวล ชนสัญจร (Press Tour) Beyond the walls เปิดมุมมองการทำงานภายใต้แนวคิด “ก้าวข้ามกำแพงสู่โอกาสใหม่” ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เมื่อวันที่ 11 ก.ย.69โดยเน้นพัฒนาผู้ต้องขังควบคู่การควบคุม เพื่อคืนคนสู่สังคมและลดการกระทำผิดซ้ำ โดยดำเนินการควบคู่พร้อมการเตรียมปรับหลักเกณฑ์ได้รับประโยชน์ของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ คดีร้ายแรงและคดีโทษสูงนั้น

นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีนายฑนา เกิดทอง หรือ “ป๋อง” ผู้พ้นโทษแล้วกลับมาก่อเหตุอุกฉกรรจ์ 5 ศพ ท่ามกลางคำถามเรื่องการประเมินความเสี่ยงผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัว โดยยอมรับว่าการดูแลผู้ต้องขังมีทั้งผู้ที่สามารถแก้ไขพฤติกรรมได้และผู้ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ซึ่งกรณี “ป๋อง”การต้องโทษครั้งแรกไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายJSOC และได้รับโทษ 6 ปีครบกำหนด ก่อนพ้นโทษเรือนจำได้ประเมินตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือกฎหมาย JSOC และเสนอให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้กลับไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการเป็นอำนาจของศาล ซึ่งกรณีนี้ศาลกำหนดให้นายฑนารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ จ.ชลบุรี เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่ได้ติดกำไล EM แต่เจ้าตัวเข้ารายงานตัวเพียงครั้งเดียว ก่อนก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว

สำหรับแนวคิดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการพิจารณาลดวันต้องโทษหรือการอภัย โทษ นายยุทธนา มองว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะช่วยสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล โดยยกตัวอย่างกระบวนการตามกฎหมาย JSOC ซึ่งมีการกลั่นกรองหลายขั้น ทั้งระดับเรือนจำ คณะกรรมการตามมาตรา 16 อัยการ และศาล ก่อนกำหนดมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ ส่วนกรณี“เล่าต๋า แสนลี่”อดีตราชายาเสพติด ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษจนพ้นโทษเร็วกว่าที่สังคมคาดหวังนั้น โฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่าเจ้าตัวรับโทษมาตั้งแต่ก่อนปี 2562 และเป็นผู้ต้องขังสูงวัย อายุเกิน 70ปี ไม่เคยทำผิดวินัย จึงมีคุณ สมบัติได้รับการเลื่อนชั้นและลดโทษตามหลักเกณฑ์ในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมจึงอยู่ระหว่างหารือแนวทางกำหนด“ระยะเวลารับโทษขั้นต่ำ” สำหรับผู้ต้องขังคดีร้ายแรง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลื่อนชั้นเพื่อให้มีคุณสมบัติรับการพระราช ทานอภัยโทษ โดยเบื้องต้นเสนอว่า ผู้ต้องขังโทษประหารอาจต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 25 ปี โทษจำคุกตลอดชีวิตไม่น้อยกว่า 20ปีและคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีโทษสูงไม่น้อยกว่า 12ปี

ขณะที่ น.ส.วิยดา จั่นทอง ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ และรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ร่างกฎกระทรวงปรับเกณฑ์ดังกล่าวเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการราชทัณฑ์ภายในสิ้นเดือน ก.ย. 2569 โดยหลักการเบื้องต้นกำหนดให้ผู้ต้องขังโทษประหารต้องรับโทษอย่างน้อย 25 ปี โทษจำคุกตลอดชีวิต 20 ปี และคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีตามท้ายประกาศอย่างน้อย 12 ปี จึงจะมีสิทธิเลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายด้าน ทั้งความแออัดในเรือนจำและโอกาสในการพัฒนาพฤตินิสัย

ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ. นิรโทษกรรม ทางกรมราชทัณฑ์ได้แจ้งเรือนจำทั่วประเทศประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องขังรับทราบแล้ว แต่ยังไม่สามารถประเมินจำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์ได้ เนื่องจากต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกำหนดองค์ประกอบและหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะการตีความคำว่า “เกี่ยวเนื่อง” ซึ่งยังต้องวินิจฉัยรายละเอียด ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่เห็นว่าคดีของตนเข้าข่ายสามารถยื่นคำร้องผ่านเรือนจำได้

สำหรับประเด็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้น นายยุทธนา ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่าในทางปฏิบัติหากประเทศไทยไม่มีการบังคับโทษประหารครบ 10 ปี ว่า ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกโทษประหารโดยอัตโนมัติ เพราะประมวลกฎหมายอาญายังคงกำหนดโทษประหารไว้ และหากฎีกาถูกยกต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนการพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจ และเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการตรวจสอบความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากความผิดพลาดในการประหารชีวิตไม่สามารถชดเชยย้อนหลังได้ ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ยังเดินหน้าพัฒนาทักษะผู้ต้องขัง โดย นายขวัญไชย สันติภราภพ ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ระบุว่า จะเน้นการฝึกอาชีพให้ได้มาตรฐาน รวมถึงหลักสูตรด้าน AI เพื่อให้ผู้ต้องขังที่ต้องโทษเป็นเวลานานสามารถปรับตัวกับโลกการทำงานหลังพ้นโทษ พร้อมย้ำว่าหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานและคุณสมบัติของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย

ระทึกสุดขีดคดีฮั้วสว. ลุ้นมติกกต. ม็อบบี้ฟันทั้ง229คน โผล่พรึบแน่นหอศิลป์ ไอลอว์กางหลักฐานรอ ขู่ใครรอดเจอแฉรายตัว

14 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

ระทึกสุดขีด กกต.ได้ฤกษ์ลงมติคดีฮั้ว สว.229 ราย เตรียมเปิดแถลงบ่ายสามโมง 14 กันยาฯ คุมเข้มคนนอกห้ามเข้าร่วมให้ดูผ่านจอวงจรปิด ขณะที่ ไอลอว์-เท้ง-สส.ล้ม” โผล่พรึ่บนำม็อบลงถนนบี้มีมติสั่งฟ้องทั้งหมด ยิ่งชีพ” ขู่มีเอกสารหลักฐานเพียบ หากสั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉรายคน แต่ถ้ารอดยกแผงเปิดทั้งกระบิ ศุภชัย” ย้ำกระแสไม่ใช่หลักฐาน เผยบรรยากาศแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 60 ปี อนุทินคึกคัก  บิ๊กตู่-คุณหญิงอ้อ” ส่งการ์ดอวยพร เจ้าตัวลั่นขอเป็นนายกฯเพื่อประชาชน ชี้เดินขบวนเป็นสิทธิ แต่ขอให้เคารพกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) เพื่อพิจารณาลงมติคดีฮั้วเลือกสว. จำนวนทั้งหมด 229 คนในวันที่ 14 กันยายนนี้ ทางสำนักงานกกต.จะมีการแถลงผลการลงมติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือต่อเนื่องว่า กกต.ยกเลิกการแถลงข่าวตามแผนที่กำหนดไว้เดิม โดยจะชี้แจงเป็นเอกสารข่าวแทน

ขณะที่ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กกต.ได้แจ้งสื่อมวลชนที่สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าว “ผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.2569 เวลา 15.00น.ที่ห้องประชุม 201 ชั้น 2 ให้ทะเบียนผ่าน Google Form ภายในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569พร้อมย้ำว่าหากลงทะเบียนหลังจากกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแถลงข่าว

กกต.ให้สื่อฟังแถลง3คนต่อสำนัก

นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการเข้าร่วมการฟังแถลงข่าว โดยระบุว่าสงวนสิทธิ์เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น โดยแต่ละสำนักข่าวสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมได้ไม่เกิน 3 คน ทั้งนี้ สื่อที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวลชนสำหรับเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก

ขณะที่สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน รวมถึงผู้สังเกตการณ์และบุคคลภายนอกจะไม่สามารถเข้าร่วมการแถลงข่าวภายในห้องประชุมได้ แต่สามารถติดตามการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์วงจรปิดที่จัดไว้บริเวณภายนอกสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก

ไอลอว์-เท้งเคลื่อนม็อบสู่หอศิลป์

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอลอว์ และพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในการจัดกิจกรรมลงถนนเพื่อกดดันให้กกต.ส่งฟ้องคดีฮั้วสว.ทั้ง 229 คนนั้นเมื่อเวลา10.00 น.ที่หน้าอาคารALL RISE (iLaw) ลาดพร้าว 25 กทม. นายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนพร้อมแกนนำพรรคประชาชน นำมวลชนเคลื่อนขบวนจากหน้าสำนักงานไอลอว์มุ่งหน้าไปตามถนนลาดพร้าวเข้าถนนพหลโยธินเพื่อจัดชุมนุมที่หอศิลปวัฒนธรรม ย่านปทุมวัน ระยะทางรวมประมาณ 12 กิโลเมตร

ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคึก โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิหัวหน้าพรรคปชน. พร้อมด้วยแกนนำ สส. อาทิ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคฯ นายพริษฐ์วัชรสินธุ นายปดิพัทธ์ สันติภาดาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ รวมถึงนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ามาร่วมสมทบด้วย

ยิ่งชีพลั่นต้องสั่งฟ้องทั้ง229คน

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า คนที่ถูกกล่าวหาเลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเองว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นี่เป็นระบบที่รับไม่ได้ และทำให้ประชาชนอยู่เฉยๆไม่ได้ เชื่อว่าถ้าประชาชนไม่ช่วยกันแสดงออก สิ่งที่เกิดขึ้นคือกกต.ที่เขาเลือกมา จะสั่งไม่ฟ้องพวกเขา ระบบตรวจสอบความยุติธรรมในประเทศนี้ก็ไม่มีเลย

 “ดังนั้นวันนี้เป็น วันสุดท้ายที่เราจะต้องส่งเสียงถึงกกต. ข้อเรียกร้องของเราชัดเจนคือในวันที่ 14ก.ย. คือเราต้องการให้ส่งคดีนี้ถึงมือศาลฎีกา ผู้ต้องหาทั้ง229คนต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด เราไม่ได้ตัดสินว่าใครกระทำผิด แต่เราต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครผิดหรือไม่ “นายยิ่งชีพกล่าว

ขู่สั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉคนนั้น

นายยิ่งชีพ ยังกล่าวว่า เรามีเอกสารหลักฐานการโกงในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าสั่งไม่ฟ้องส่วนของคนไหน เราก็จะเอาหลักฐานส่วนของคนนั้นมาเปิดเผย ถ้าสั่งไม่ฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด ยืนยันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากทำคือนอนเฉยๆ แล้วให้กกต.สั่งฟ้องทั้งหมด แล้วเอาเอกสารทั้งหมด ไปนำเสนอตามกระบวนการของศาลฯ เราไม่อยากเปิดเผยเอง แต่ถ้าจำเป็น หากสั่งยุติคดีไปแล้ว เราไม่เหลืออะไรแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลมาเปิดเผย

 “ไม่เห็นเหตุอะไรที่จะเลื่อนการลงมติในวันที่ 14 กันยายนออกไป กกต.ที่จะต้องลงมติหากใครป่วยก็ไม่ต้องมาลงมติ ขาดลงมติไปก็ได้ไม่เป็นไร ส่วนที่เห็นข่าวเรื่องกังวลความปลอดภัยนั้น ยืนยันว่าทางกลุ่มฯจะไม่ได้ไปเดินทางไปกกต.”นายยิ่งชีพ กล่าว

ฟ้อง-ไม่ฟ้องต้องมีคำอธิบาย

ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวถึงการลงมติของกกต.ในคดีฮั้วสว.วันที่ 14กันายนว่า การจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องนั้น และจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องจำนวนเท่าไหร่ ต้องมีคำอธิบาย ซึ่งมีความสำคัญมากเนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีความจงใจช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องบางคนในเรื่องนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับนักการเมือง และพรรคการเมือง

 “ผมหวังว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ และยึดถือประจักษ์พยานที่มีอยู่ หากมีข้อมูลเป็นที่น่าสงสัย การจะเชื่อว่าผิดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีข้อสงสัยก็ขอให้กระบวนการทางกฎหมายไปสู่ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีการเรียกบุคคลและพยานหลักฐานขึ้นมาสอบสวน ซึ่งกกต. มีหน้าที่เพียงเท่านี้

หมดเวลากกต.อย่าเล่นมุกยื้อ

เมื่อถามว่าหากมีการส่งฟ้องบางส่วนรับได้หรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า การจะสั่งฟ้อง ต้องมีคำอธิบาย หากไม่มีการสั่งฟ้องมีเหตุผลอะไร ตอนนี้ข้อมูลที่ปรากฏทั้งหมดมันมัดกันเป็นขบวนการ ไม่ใช่ผิดบางส่วนหรือถูกบางส่วน แต่มันมีรูปแบบเป็นขบวนการ จำเป็นต้องนำทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในชั้นศาล และหากใครที่บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

 “ส่วนตัวมีความกังวล ว่าจะมีการเล่นมุกยื้อ แต่วันนี้หมดเวลาของกกต.แล้ว และต้องมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนถ้ามีกกต.บางคนไม่สบายกะทันหัน เข้าองค์ประชุมไม่ครบ ที่เหลือก็ควรทำหน้าที่ เพราะแต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ซึ่งประชาชนรอฟังอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่ากกต.ก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำเรื่องนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้”นายสมบัติ กล่าว

ขึ้นป้ายพรึ่บจี้สั่งฟ้อง229คน

สำหรับการเดินขบวนในวันนี้ มีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายพื้นที่รับผิดชอบ ทางสน.พหลโยธิน สุทธิสาร บางซื่อ พญาไท ดินแดง ลุมพินี ปทุมวัน จราจรกลาง และสายตรวจ 191 เข้ามาดูแลความปลอดภัย และอำนวยการจราจร

นอกจากนี้ในระหว่างที่เดินทาง กลุ่มไอลอว์ ได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการแขวนป้ายที่สะพานลอย 2 จุด โดยจุดแรก อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานไอลอว์ โดยบนป้ายมีข้อความว่า «กกต.ต้องมีมติสั่งฟ้อง คดีโกงสว. 229 #สั่งฟ้อง229» และอีก 1 จุดเป็นสะพานลอยย่านจตุจักร มีการติดป้ายแนวตั้งคู่กัน 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่า «สั่งฟ้อง 229» ส่วนอีกป้าย เขียนเลข «229» พร้อมระบายพื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน

ม็อบถึงหอศิลป์บี้กกต.ฟ้องยกแผง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งเวลา 15.00 น.กลุ่มผู้นำชุมนุมเดินถึงหน้าหอศิลป์ กทม. หลังเปลี่ยนแผนมาขึ้นรถไฟฟ้าที่พญาไท ตามคำแนะนำของตำรวจ ก่อนรวมตัวกันทำกิจกรรมแสดงพลังครั้งสุดท้าย ภายใต้ชื่อ “ประชาชนปล่อยของสั่งฟ้อง 229” เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีฮั้วเลือกสว.รวม 229 ราย โดยไม่มีข้อยกเว้นในการประชุมวันพรุ่งนี้ 14 ก.ย.โดยบรรยากาศคึกคัก

ภายในงาน มีการแปรอักษรเป็นตัวเลข «229” ด้วยผ้าเต็นท์สีน้ำเงินบนพื้นลาน เพื่อสะท้อนถึงจำนวนผู้ถูกกล่าวหา และสัญลักษณ์เชื่อมโยงทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีล้อเลียนการทำงานของ กกต., การแจกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์เนื้อหาโกงเลือก สว. จำนวน 2,229 ฉบับ รวมถึงการเปิดเวทีให้ประชาชนร่วมแสดงพลัง

เท้งจี้กกต.ต้องส่งฟ้องทั้ง229คน

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิสส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกิจกรรมกดดันกกต.สั่งฟ้องคดีฮั้วสว.ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้ประชาชนออกมารวมตัวกัน ซึ่งตนและเพื่อน สส.ที่มาวันนี้ก็มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้องในตอนนี้คืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังนั้นคำวินิจฉัยของ กกต.จะออกมาเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

”ทุกวันนี้หลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทุกคนเห็นแล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว.มันมีการโกง ดังนั้น สำหรับผมสิ่งที่ กกต.มีเหลืออยู่ และทำได้คือส่งทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครถูกใครผิด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในมติซักฟอกรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยระหว่างพรรคฝ่ายค้านกันไปแล้ว ส่วนเนื้อหากับรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันในข้อมูลที่เราได้รับมามีความเข้มข้นแน่นอน

‘สมชัย’จี้เปิดเผยผลลงมติรายคน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.โพสต์เฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เสนอ 6 ข้อ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในการลงมติของ กกต. และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การวินิจฉัยเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเรียกร้องให้หลังการลงมติ กกต.ทั้ง 7 คน ตั้งโต๊ะแถลงด้วยตัวเองว่าแต่ละคนลงมติอย่างไร และมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจอย่างไร

นายสมชัยระบุว่า กกต.ควรเปิดเผยกระบวนการพิจารณาก่อนลงมติด้วยว่า กรรมการแต่ละคนใช้เวลาอ่านเอกสารด้วยตัวเองมากน้อยและนานเพียงใด หรือรับฟังเพียงข้อมูลสรุปจากฝ่ายเลขานุการ รวมถึงต้องชี้แจงวิธีลงมติกรณีผู้ถูกร้อง 229 คนว่า เป็นการพิจารณาและลงมติรายบุคคลทั้งหมด 229 ครั้ง ลงมติเป็นรายกลุ่ม หรือวินิจฉัยภาพรวมทั้ง 229 คนในครั้งเดียว

จี้ส่งคำวินิจฉัยให้ศาลใน30วัน

นอกจากนี้ นายสมชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยระบุว่า การประชุมแต่ละครั้งเป็นการรับฟังและรับทราบ ก่อนการประชุมครั้งสุดท้ายจะลงมติในลักษณะ “ยกเข่ง”พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยทั้งตัวเลขผลการลงมติและรายชื่อกรรมการที่ลงมติในทุกมติที่มีการวินิจฉัย

 “ขอให้สำนักงาน กกต.จัดทำคำวินิจฉัยกลางเพื่อให้กรรมการลงนามและส่งต่อไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากปล่อยให้ดำเนินการตามปกติ คดีทั่วไปอาจใช้เวลาถึง 3-4 เดือน และหากเป็นคดีซับซ้อนอาจกินเวลาถึง 5-6 เดือนกว่าจะส่งถึงศาลหากทำไม่ได้ ขอให้เอาคำว่า ‘โปร่งใส’ ในคำขวัญ กกต.ออกด้วยครับ เพราะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง จะใส่ไว้ทำไม” นายสมชัยระบุ

“ศุภชัย”ลั่นกระแสไม่ใช่หลักฐาน

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อระบุตอนหนึ่งว่า เห็นด้วยกับหลักการสำคัญที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ” และองค์กรอิสระต้องใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบ” กับ “เงื่อนไขทางกฎหมาย” สำหรับการส่งคดีขึ้นสู่ศาล

“รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่า “สังคมสงสัยมากเพียงใด” แต่คือ “พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่”นายศุภชัยระบุ

ถึงเกณฑ์ต้องส่งศาล-ไม่ถึงต้องยุติ

พร้อมกับย้ำว่า หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาล หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ต้องยุติเรื่อง

นายศุภชัยย้ำว่า นี่คือ Accountability ที่แท้จริง เพราะความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ถูกส่งขึ้นศาล แต่วัดจากการที่เมื่อพยานหลักฐานถึง กฎหมายต้องเดิน และเมื่อพยานหลักฐานไม่ถึง กฎหมายก็ต้องคุ้มครอง

 “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครควรถูกวางไว้ใต้กระแส จนกฎหมายหมดความหมาย”นายศุภชัยกล่าว

เปิด3แนวทางลงการมติกกต.

ขณะเดียวกันได้มีการวิเคราะห์แนวทางที่ กกต.จะลงมติคดีฮั้วสว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ไว้คร่าวๆ 3 แนวทาง คือ 1. กกต.ลงมติยกฟ้องทั้ง 229 รายชื่อตามความเห็นของคณะvนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36ที่ระบุว่า หลักฐานการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องมีน้ำหนักไม่เพียงพอ 2. กกต.ลงมติส่งฟ้องทั้งหมด 229 รายชื่อตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26และ 3. กกต.สั่งฟ้อง และยกฟ้องบางรายโดยอาจจะมีหรือไม่มีนักการเมืองรวมอยู่ในนั้นด้วย

สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. ส่วนกรรมการอีก 6 ราย ประกอบด้วย นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏนายชาย นครชัย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร

สรุปที่มาคดีสุดอื้อฉาวฮั้วสว.

สำหรับคดีฮั้วสว.มีจุดเริ่มจากคัดเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดมาจนถึงระดับประเทศ โดยใช้ระบบเลือกกันเองและเลือกข้ามกลุ่มใน 20 กลุ่มอาชีพที่อิมแพ็คฯเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ก่อนที่จะมีการออกมาเปิดโปงและแฉถึงขบวนการฮั้วสว.

จนกระทั่งดีเอสไอในยุคของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี มีมติรับเป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานอั้งยี่และการฟอกเงินพร้อมกับตั้งคณะงานร่วมกับ กกต. เป็นคณะทำงานชุดที่26ได้ลงความเห็นเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 ราย มีทั้งรัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคการเมือง และสว.ชุดปัจจุบัน 138 คน

อย่างไรก็ตามเมื่อส่งความเห็นให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36ปรากฏว่ามีมติยกฟ้องทั้ง 229 คนเนื่องจากเห็นว่าหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเอาผิดได้จนเกิดกระแสกดดันกกต.ดังกล่าว

’อนุทิน‘ไม่ติดเท้งพาม็อบลงถนน

วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน และกลุ่มไอลอว์ นำม็อบลงถนนว่า

มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่ามองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภา นายกฯกล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง

กธ.หนุนแสดงว่ารบ.มาถูกทาง

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสมการทางการเมือง หลังพรรคกล้าธรรมโหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า การเมืองก็เป็นพลวัตแบบนี้โดยตลอด เราต้องดูว่าหากรัฐบาลนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมแล้ว แม้กระทั่งฝ่ายค้านบางพรรคก็เห็นชอบด้วย หมายความว่า จากที่มี สส.กว่า 290 เสียงในฝั่งรัฐบาล หากทำในสิ่งที่ดีคนที่เป็นผู้แทนราษฎร เขาจะให้การสนับสนุน แสดงว่ารัฐบาลมาถูกทาง และเราได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่คิดว่ามีอยู่

 “อย่างพรรคกล้าธรรม ก็เห็นว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนและส่วนรวม ท่านก็ให้การสนับสนุนเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.นี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีกำลังใจ และมั่นใจว่าเราได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ การปฏิบัติก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้น คนที่นำไปปฏิบัติก็จะหมดห่วงหมดกังวล เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประชาชนโดยเร็ว”นายอนุทิน กล่าว

ยังไม่มีสัญญาณปรับครม.

เมื่อถามว่า มีสัญญาใจร่วมรัฐบาลกันในอนาคตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นท่าทีที่เขาเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นกับประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความร่วมมือทั้งหลายเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีความมั่นใจในภารกิจของแต่ละท่าน รัฐมนตรีทุกคนไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำก็ทำงานอย่างเต็มที่ ออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นที่มีข้อกังขาหรือข้อสงสัย ทุกคนก็ออกมาชี้แจงหาคำตอบให้กับประชาชนได้ทุกเรื่อง

ชมเปาะรมต.ลูกเทพขยันทุกคน

ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพ ตรงตามใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีหรอกครับรัฐมนตรีลูกเทพ ใครบัญญัติก็ไม่รู้ รัฐมนตรีทุกคนผมคัดเลือกมาด้วยตัวเอง เป็นอันเข้าใจกันว่า คนทุกคนจะมีภารกิจมีตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ หากยังทำงานได้อย่างเต็มที่ เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ก็ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำว่า การทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพเป็นที่น่าประทับใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขยันทุกคน เริ่มเข้าใจในระบบราชการ แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ตอนนี้เห็นอย่างชัดเจนว่างานของแต่ละคนขับเคลื่อนงานของตนเอง ด้วยความมั่นใจ มีการสนับสนุนการทำงานเป็นทีมร่วมกับทุกฝ่ายได้มากขึ้น และแบ่งเบาภาระของตนได้เยอะ

บิ๊กตู่-หญิงอ้อส่งการ์ดเบิร์ดเดย์หนู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บ้านพักบางพลี จ.สมุทรปราการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีการจัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดปีที่ 60 เป็นการภายในกับครอบครัว และมีบรรดารัฐมนตรีที่ทราบข่าวเดินทางมาด้วย อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เข้าอวยพรวันเกิด

สำหรับ บุคคลสำคัญทางการเมือง ส่งกระเช้าดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพรมาให้นายกรัฐมนตรี อาทิ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเอกสารอ่านคำอวยพรของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมสั่งให้นำแจกันดอกไม้ไปไว้ในบ้าน อีกทั้ง ยังมีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ปลัดมท.นำอธิบดีเข้าอวยพรพรึ่บ

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำทีมโดย นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีทุกกรมร่วมกันเข้ามาอวยพรวันเกิด โดยมีการมอบแผ่นป้ายที่มีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” มามอบให้นายกรัฐมนตรีเป็นของที่ระลึก

นอกจากนี้ ยังมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำคณะข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมอวยพรเนื่องในวันคล้ายเกิดด้วย

นายกฯขอตั้งใจทำงานเพื่อปชชช.

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวภายหลังทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่บ้านพักส่วนตัวย่านบางพลีว่า ขณะนี้ ตนยังไม่อายุ 60 ปี ต้องรอเวลา 22.00 น. ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า อายุครบ 60 ปี ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยากส่งสัญญาณการทำงานให้กับประชาชนรับทราบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี จากการที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามาและได้รับความไว้วางใจจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตราบใดที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อประเทศและเพื่อประชาชน ไม่มีหน้าที่อื่น นอกจากสองเป้าหมายหลัก

ชี้รัฐบาลทำให้ตัวเลขจีดีพีดีขึ้น

เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนรู้สึกยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องดูตัวเลขจีดีพีต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัด ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา มีตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ และการจ้างงาน ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆ ก็ขยับขึ้น แต่ถือว่าเมื่อมีสิ่งที่ดี ก็ต้องมีสิ่งที่ยังไม่ดี ก็ต้องแก้ไขกันไป ถือเป็นเรื่องปกติ ในประเทศอำนาจหรือในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีคนตกงาน คนจน และเรื่องที่ต้องแก้ไขอยู่

‘เท้ง’ส่งสาสน์แฮปปี้เบิร์ธเดย์หนู

ที่หอศิลป์ กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์วันเกิดนายอนุทินว่า ในโอกาสวันเกิดของนายกฯ หากวันนี้นายกฯ มองว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่าน และพรรคภูมิใจไทย คือแสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่า ตัวท่านบริสุทธิ์ ตนคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด