เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

13 พฤษภาคม 2569 ปู จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่องแนวหน้าออนไลน์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จับตา #ชายเสื้อฟ้า ผู้สมัครผู้ว่า กทม. ?

นักข่าวสแกนกันให้ควั่ก ว่า #ชายเสื้อฟ้า ที่ปรากฏตัวอยู่ในงาน AI Demo Day ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นใคร

๑. ด้วยบุคลิกภาพที่เตะตา ด้วยองค์รวมที่ดูเป็น “ประชาธิปัตย์” แบบ ปั๊ด ปัด สื่อจึงเม้าธ์กันว่า #คนนี้แหละ ใช่เลย

๒. หัวหน้าอภิสิทธิ์บอกว่า ว่าที่ ผู้สมัครผู้ว่า อยู่ในงานนี้ด้วย แต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคมนี้ เปิดตัวแน่นอน ว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งใครลงชิงเก้าอี้พ่อเมืองกรุงเทพฯ

๓. ชายเสื้อฟ้าปริศนาคนนี้เป็นใคร ?

๔. เขาคือ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand ซึ่งเดิมเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย และผู้บริหาร Google ประเทศไทย และเคยเป็นอดีตเลขาฯ ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ด้วย

๕. แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคประชาธิปัตย์หลายคนให้ความเห็นว่า ดร.พิเชษฐ์ มีศักยภาพและมีน้ำหนัก รวมทั้งเป็นคนหน้าใหม่ทางการเมือง มีประสบการณ์ เข้าใจกลไกการทำงาน กทม.อยู่แล้ว น่าจะสู้กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ นอกจากนี้ ดร.พิเชษฐ์ ยังมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand น่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้

๖. ก่อนหน้านี้ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ถึงสเปคผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์มีการทาบทามไปก็ได้รับการตอบรับทันที ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน มีบุคลิกในการประสานงาน หากได้รับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะสามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อแน่นอน รวมถึงยังมีนโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ปี จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้แน่นอน

รอลุ้นกันว่า ๑๖ พฤษภาคมนี้ เปิดตัวมา จะใช่ ดร.พิเชษฐ์ คนนี้หรือไม่

ถ้าใช่ คุณจะเลือกไหมครับ

– 006

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

เสนาธิการทหารบก เผย หลังเยี่ยมชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร สั่ง ปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย เตือนหาของป่าแจ้ง จนท. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทราบก่อน หากเกิดเหตุจะได้ช่วยทัน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลัง เข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ว่า ตนได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือ โดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น 

ส่วนสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือ เป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านเคยพบนั้น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้งสองยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวังและอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ ที่กระทบกับคนไทย

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือ เข้ามาเพื่อการใด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่าจึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือ เดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือ มาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือ มาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น

ส่วนเป็นการละเมิด Joint statement  ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์  ยังกล่าวถึงกรณี นายโยชน์ สายน้อย ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับขณะเข้าไปหาของป่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเตือน หรือ ดูแลอย่างไร ว่า ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ก็ได้มีการติดต่อไปเพื่อช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านในพื้นที่ว่าการออกไปหาของป่าแม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้ว่า มีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายไปกว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารไปดูแล

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.50 น.

รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

13 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

“นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดา กล่าว

สมชัย ขู่ 3 เดือนไร้โรดแมปแก้ รธน. นับหนึ่งไล่รัฐบาล

สมชัย ขู่ 3 เดือนไร้โรดแมปแก้ รธน. นับหนึ่งไล่รัฐบาล

สมชัย ขู่ 3 เดือนไร้โรดแมปแก้ รธน. นับหนึ่งไล่รัฐบาล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.26 น.

13 พฤษภาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีคนถามผมว่า ถ้าเราใช้เงิน 3,000 ล้านเพื่อทำประชามติและมีผลประชามติแล้วว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ แต่รัฐบาลที่ริเริ่มทำประชามติกลับนิ่งเฉย จะมีบทลงโทษตามกฎหมายอย่างไรได้บ้าง

คำตอบคือ ไม่มี

เพราะถ้ามี เขาคงไม่กล้าเสี่ยงทำ

แต่ถามว่า ความเชื่อมั่น ศรัทธา ไว้วางใจในคำพูดของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

คำตอบคือ สำหรับคนทั่วไป หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าได้ คนทั่วไปอาจไม่รู้สึกว่ารัฐบาลทำผิด

แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาเห็นปัญหาหนักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเคยฝากความหวังว่า นักการเมืองจะมีสัจจะรักษาจุดยืนคำพูด ไม่ตลบแตลงปลิ้นปล้อน อาจจะรู้สึกในทางที่ไม่ดี

แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่คิดบวก ให้โอกาสว่า การรักษาสัจจะยังจะเกิดขึ้นจริง โดย ครม. หรือ พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว

โดยเร็ว คือ

หนึ่งสัปดาห์ควรมี roadmap บอกประชาชน

หนึ่งเดือน ควรมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมให้ประชาชนเห็น

สามเดือน ควรบรรจุเป็นวาระการประชุมของรัฐสภาและเริ่มวาระหนึ่งได้

หากทุกอย่างยังว่างเปล่า สามเดือนจากนี้ จะกลายเป็นเริ่มต้นนับหนึ่งไล่รัฐบาล กูรูท่านหนึ่งกล่าวไว้

นิพิฏฐ์ โพสต์อโหสิ! ยินดี ทักษิณ พ้นคุก ชี้ทำหน้าที่พลเมืองรักษา กม.จบแล้ว

นิพิฏฐ์ โพสต์อโหสิ! ยินดี ทักษิณ พ้นคุก ชี้ทำหน้าที่พลเมืองรักษา กม.จบแล้ว

นิพิฏฐ์ โพสต์อโหสิ! ยินดี ทักษิณ พ้นคุก ชี้ทำหน้าที่พลเมืองรักษา กม.จบแล้ว

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.26 น.

13 พฤษภาคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อโหสิ

พลันที่คุณทักษิณ ชินวัตร ก้าวเท้าพ้นออกมาจากประตูเรือนจำพิเศษคลองเปรม ประชาชนส่วนหนึ่งยังก่นด่า และไม่อยากให้คุณทักษิณหลุดพ้นออกมารับอิสระเสรีภาพ

ผมไม่ครับ

ผมยินดีที่ท่านออกมารับอิสระเสรีภาพในโลกเสรี

เมื่อท่านรับโทษตามกบิลเมืองแล้ว ความโกรธผมหมดไป

ที่จริงแล้วมันหมดไปตั้งแต่วันแรกที่ท่านเดินเข้าไปในเรือนจำเสียด้วยซ้ำ

ชีวิตผมไม่ได้มีความสุขจากการเห็นใครก็ตามเดินเข้าไปถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเลย

แต่เมื่อบ้านมีกฎของบ้าน เมืองมีกฎของเมือง เมื่อใครละเมิดกฎนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของเมือง ก็จำเป็นต้องรักษากฎ

แน่นอนข้อความของผมวันนี้ มีคนแย้งและก่นด่าผม

แต่ใครจะก่นด่าผมก็ขอให้ระลึกว่า ตอนคุณทักษิณ นอนอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ไม่ยอมรับโทษ ผมขึ้นไปปราศรัยที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์หน้าทำเนียบรัฐบาลกับน้องๆ คปท. ก็หลายครั้ง

ผมขึ้นไปปราศรัยหน้าปปช.ก็หลายครั้ง

ผมทำหน้าที่“พลเมือง”ในการรักษา“กฎบ้าน” แล้ว

แต่เอาเถอะ! ใครจะบริภาษผม ผมก็ไม่ว่าไร และ ผมจะไม่โต้ตอบอะไรด้วย/

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท

นายกฯลุยเกาะพะงัน  ปราบนอมินี  DSIหมายหัว34บริษัท

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท พบธุรกิจอู้ฟู่มูลค่า100ล. ขยายผลสอบเชิงลึกทุกมิติ ตร.ตื่นสั่งเอกซเรย์ทุกพื้นที่ กวาดล้างขุดรากถอนโคน

นายกฯดีเดย์บุกเกาะพะงันลุยนอมินีต่างชาติยึดพื้นที่พร้อมมอบหมาย “พาณิชย์-ยุติธรรม” ประสานสภาทนาย-บัญชีหลังพบบางคนชี้โพรงทำธุรกิจ ด้านดีเอสไอเร่งตรวจสอบ 34 บริษัทส่อเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้าพบมีสินทรัพย์รวมกว่า 100 ล้านบาท ขยายผลคุ้ยเชิงลึกทุกมิติ ด้านตร.สั่งด่วนทุกพื้นที่เอกซเรย์ ระดม กวาดล้างแบบขุกรากถอนโคน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทางดีเอสไอก็ได้มีการมอบหมายให้กองคดีความมั่นคงตั้งเรื่องสืบสวน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีบริษัทหรือนิติบุคคลที่เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานข้อมูลจำนวนบริษัท 34 แห่งที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท มาให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ล่าสุดก็พบว่ามีบริษัทจำนวนประมาณ 20 แห่งจากทั้งหมด 34 แห่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะต้องขยายผลดูรายละเอียดในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 20 แห่งดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลใดบ้าง และแต่ละรายถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไร หรือถือหุ้นจริงหรือไม่ เพราะว่าพนักงานสืบสวนดีเอสไอก็จะต้องนำไปเปรียบเทียบว่าผู้ถือหุ้นรายนั้นสมฐานานุรูป หรือว่าระหว่างที่ดำเนินกิจการนั้น บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนผ่านมือผู้ถือหุ้นจากรายใดไปสู่รายใดบ้างหรือไม่

“กล่าวโดยรวมคือการพิสูจน์ว่าบุคคลถือหุ้นด้วยตัวเองจริง หรือแค่ไปถือหุ้นเเทนคนต่างด้าว ซึ่งวิธีพิสูจน์ก็จะมีขั้นตอนของพนักงานสืบสวนอยู่แล้ว และต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่สุด”พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว

พร้อมระบุว่า สำหรับบริษัททั้ง 20 แห่ง ที่พนักงานสืบสวนดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลนั้น ข้อมูลเบื้องต้นก็พบว่าเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการหลากหลายประเภท แต่ก็ต้องใช้ตรวจสอบด้วยว่ากิจการเหล่านั้นเป็นธุรกิจต้องห้ามที่ถูกบัญญัติไว้ภายในบัญชีท้ายของพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากพบความผิดปกติของบริษัทรายใดมีการใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้าก็จะได้มีการประมวลเรื่องรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีอาญาตามพฤติการณ์ความผิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเดินทางลงไปพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังปัญหาและตรวจสอบการดำเนินธุรกิจผ่านนอมินี

หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีชาวต่างชาติบางกลุ่มรวมตัวแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของประเทศ และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในพื้นที่รวมทั้งการบุกรุกชายหาดและที่ดินสาธารณะ หลังจากก่อนหน้านี้ลงพื้นที่จ.ภูเก็ตมาแล้ว

ข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้หารือร่วมกับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

โดยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินี เบื้องต้นจะเริ่มจากการตรวจสอบที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเชิงรุก โดยได้นำข้อมูลบริษัทจำนวนกว่า 11,426 บริษัท มาวิเคราะห์และจำแนกระดับความเสี่ยงเป็นสูง กลาง และต่ำ เพื่อวางแผนตรวจสอบอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และจะได้มีการขยายผลตรวจสอบนอมินีครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่น เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา และหัวหินต่อไป

ขณะที่ข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใน จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3.รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7.อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3.อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย

โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3.รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน273 ราย (3%) 9.สวิส 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)

จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่นายกฯ มีนโยบายสั่งปราบปรามนอมินี มีข้อมูลรายงานมาว่า พบผู้ประกอบวิชาชีพทนายและผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางรายที่ให้คำแนะนำหรือดำเนินการให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย พูดง่ายๆมีสองอาชีพนี้ที่บางคนใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดช่องในการทำธุรกิจนอมินีได้

“เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้รมว.ยุติธรรม และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับสภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านจรรยาบรรณต่อผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้สำนักงาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามนอมินีเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.รัชดากล่าว

และว่า วันที่ 13 พ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการการปราบปรามนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เป็นการย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มผิดกฎหมายเข้ามาแย่งอาชีพ หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทยอย่างเด็ดขาด

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร. สั่งการด่วนให้ตรวจสอบและปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ป้องปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือแอบแฝงเข้าเมืองเพื่อกระทำผิดกฎหมาย ตลอดจนการทำงานของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนอมินี ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ผบ.ตร.สั่งการมาตรการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.มาตรการเร่งด่วน 3 เดือน เอกซเรย์ระดม กวาดล้างมารตรการที่2 ขุดราก ถอนโคนขับเคลื่อนการปฏิบัติ 6-9 เดือน และมาตรการที่3 ระยะ 1-2 ปีโดยจะให้ทุกหน่วยตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ จัดทำฐานข้อมูล กำหนดกลุ่มคนต่างด้าวที่พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับยาเสพติด อาชญากรรม และภัยความมั่นคง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสคนต่างด้าวที่น่าสงสัยว่าจะกระทำความผิดกฎหมาย ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ทางสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 หรือ 1599 หรือสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนนายวัชระ เพชรทองอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมตัวแทนกลุ่มประชาชนไปยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ผ่านนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานีความว่าขอให้แก้ไขปัญหาชาวอิสราเอลตั้งถิ่นฐานบนเกาะพะงัน ตามที่มีประชาชนในพื้นที่เกาะพะงัน ร้องเรียนปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติชาวอิสราเอลเข้ามาปักหลักตั้งรกรากกว้านซื้อที่ดิน สร้างบ้าน เปิดกิจการและสร้างปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว จึงขอให้สั่งการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

แฉชัดจีนเทา ที่แท้บอสสแกมเมอร์ ระดับสั่งตายในเขมร

แฉชัดจีนเทา  ที่แท้บอสสแกมเมอร์  ระดับสั่งตายในเขมร

แฉชัดจีนเทา ที่แท้บอสสแกมเมอร์ ระดับสั่งตายในเขมร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรม เผยผู้ต้องหาจีน ช็อกจนต้องส่งโรงพยาบาลแต่ปลอดภัยแล้ว พบเป็นบอส สั่งลูกน้องสังหารคนในเขมร ตำรวจเฝ้าดูแลเข้ม ก่อนส่งตรวจหาสารเสพติด  ด้านโฆษก ตร.ชี้ปมซุกคลังแสงโยงขัดแย้งระหว่างแก๊งสแกมเมอร์ในเขมร ไร้เป้าหมายก่อวินาศกรรมในไทย จ่อรื้อระบบคัดกรองวีซ่าชาวต่างชาติ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษนำตัวนายหมิงเฉินซัน  อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาชาวจีนในคดีซุกระเบิดซีโฟร์และอาวุธสงครามส่งโรงพยาบาล ภายหลังมีอาการชักเกร็ง เมื่อคืนวันที่ 11พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าจากที่ได้รับรายงานเขามีอาการช็อก จึงสั่งการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2และชุดปฏิบัติการพิเศษ จัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนอาการนายหมิงเฉินซันขณะนี้ปลอดภัย แต่ในรายละเอียดยังไม่มีการรายงานเข้ามา

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะเครียดใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กำลังให้เขาดูทั้งระบบ รวมถึงการตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย แต่ขณะนี้ผลยังไม่ออกมา ส่วนการตรวจสอบสาเหตุของอาการป่วยนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดูในรายละเอียด

ขณะที่ น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านรายการเรื่องใหญ่ Live Talk ว่านายหมิงเฉินซัน ไม่ใช่นักสะสมแต่อย่างใด แต่เป็นถึงระดับบอสคนหนึ่งในวงการสแกมเมอร์จีนเทา มีอิทธิพลและคอนเนคชั่นอย่างมากในกัมพูชาจากการแกะข้อมูลโทรศัพท์มือถือพบข้อมูลว่าเป็นคนรับงานจ่ายเงินเกี่ยวกับการสังหารบุคคล โดยมีหน้าที่วางแผนและจัดหาอาวุธให้ลูกน้องไปก่อเหตุในกัมพูชา ซึ่งอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุแต่ละครั้ง จะส่งผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังฝั่งกัมพูชา

ส่วนที่นายหมิงเฉินซัน มาอาศัยอยู่เมืองไทย เพราะเห็นเมืองไทยเป็นที่หลบภัย มีเงินก็สามารถซื้อทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประจำตัวหรืออาวุธ

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีนายหมิงเฉินซัน ที่ครอบครองอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด อาทิ ซีโฟร์ อาวุธปืน M16 รวมถึงระเบิดสังหารจำนวนมาก ว่าคดีมีความคืบหน้าไปมาก จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า จากพยานหลักฐานที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายคนไทยแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและสะสมอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายนั้น ถือเป็นสิทธิในการให้การของผู้ต้องหา แต่ในทางคดีเจ้าหน้าที่จะยึดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายเป็นสำคัญ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยพบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลาย 10 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโตเคอเรนซีที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา

“เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบริษัทที่ผู้ต้องหาเคยจดทะเบียนร่วมกับอดีตภรรยา ตลอดจนตรวจสอบมูลเหตุของการจดทะเบียนสมรส เพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด ส่วนประเด็นด้านสถานะบุคคลและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ต้องหาจากการตรวจสอบพบว่านายหมิงเฉินซัน เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้หนังสือเดินทางประเทศจีนและกัมพูชา ประกอบกับถือครองวีซ่าประเภท PE (Privilege Entry Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหามีสถานะพำนักระยะยาว (Residence) ในประเทศเกาหลีใต้” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

โฆษกตร.กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทาง ตร.เตรียมนำมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อถอดบทเรียน โดยประสานข้อมูลด้านความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพิจารณาออกวีซ่า และอาจนำระบบการให้คะแนน (Scoring) สำหรับชาวต่างชาติ มาใช้ในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรอาศัยกำลังทรัพย์ในการใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ ขณะที่การทุจริตเรียกรับเงิน 2,000 บาท เพื่อทำข้อมูลเท็จในการออกบัตรสีชมพูนั้น ถือเป็นการกระทำผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะสืบสวนดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

“ส่วนการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในคดีรวม6 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืน Glockให้กับผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งเรื่องสอบสวนทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแล้ว ด้านแหล่งที่มาของอาวุธสงคราม เช่น ปืน M16 และวัตถุระเบิด แม้กลุ่มผู้ค้าจะพยายามทำลายหลักฐานด้วยการลบหมายเลขประจำปืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถสืบทราบแหล่งที่มาได้อย่างน้อย 1 กระบอกแล้ว โดยกำลังเร่งสืบสวนต่อถึงกระบวนการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มข้น” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ฐานที่มั่นหรือพื้นที่ซ่องสุมของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติและกลุ่มทุนจีนเทา แต่ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายสแกมเมอร์ ประกอบกับความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาจทำให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือพำนัก ขณะนี้ทางการไทยได้บูรณาการความร่วมมือกับประเทศจีนและกัมพูชาเพื่อทลายเครือข่ายดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยจากต่างชาติแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำคดีนี้มาทบทวนเพื่อยกกระดับมาตรการคัดกรองและกำกับดูแลชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าประเทศจนถึงการพำนักอาศัย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

“ส่วนสถานการณ์ของผู้ต้องหาที่มีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างรุนแรงจากความเครียดและการอดอาหารติดต่อกัน 3 วันระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา ทำให้ต้องถูกส่งเข้ารับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอด 24 ชั่วโมงจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ” โฆษกตร.กล่าวและว่า ตามที่มีข้อสังเกตว่าผู้ต้องหาอาจใช้ข้ออ้างเรื่องการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้าเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ทั้งที่มีพฤติการณ์เดินทางไปทั่วโลก มีทรัพย์สินจำนวนมากนั้น ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา

ฮุนเซนดิ้นพล่าน เดือดไทยเลิกMOU44 สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

ฮุนเซนดิ้นพล่าน  เดือดไทยเลิกMOU44  สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

ฮุนเซนดิ้นพล่าน เดือดไทยเลิกMOU44 สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ฮุนเซน”เดือด! สั่งรัฐบาลกัมพูชา ห้ามเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเลอีกหลังยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว ลั่นเดินหน้าใช้ตามกลไกลUNCLOS เท่านั้นกรมศิลปากรขึ้นทะเบียน 9 ปราสาท‘ตาเมือน-ตาควาย’ ขณะที่รัฐบาลดูแลต่อเนื่อง“ครอบครัวกำลังพล”ชายแดนไทย–กัมพูชาได้“สิทธิบัตรทองฮีโร่”รักษาพยาบาลเทียบเท่าสิทธิข้าราชการด้านนอภ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประกาศห้ามปชช.เข้าพื้นที่ชายแดนหลัง“ลุงโยชน์”หาของป่าถูกทหารเขมรจับตัวไป17วันแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และรักษาประมุขแห่งรัฐกัมพูชาได้โพสต์ข้อความบนโซเชียล ถึงท่าทีล่าสุดของกัมพูชา เกี่ยวกับการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี2544ว่าด้วยการอ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันหรือ MOU44 ว่า คำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ขัดแย้งกับการที่ไทยยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับยืนยันว่ากัมพูชาจะเดินหน้าตามกลไกกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยไม่รอการเห็นชอบจากฝ่ายไทย

ฮุน เซนเดือด!หลังไทยยกเลิกMOU44

โดยในโพสต์ของสมเด็จฯฮุน เซนระบุว่าเมื่อวันที่11 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีสื่อไทยรายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่าภายใต้อนุสัญญากฎหมายทะเลหลังจากที่ยกเลิกMOU44แล้ว กระบวนการจะต้องดำเนินต่อไปภายใต้กรอบของอนุสัญญาซึ่งมีหลายขั้นตอนและวิธีการหลักควรเป็นการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน

ฮุน เซน ระบุว่าหากรายงานนี้สะท้อนคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของไทยอย่างถูกต้องแล้ว คำพูดที่ว่า“วิธีการหลักควรเริ่มต้นจากการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน”นั้น ย่อมขัดแย้งกับการกระทำของประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะไทยได้ยกเลิกMOU44 แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเท่ากับเป็นการรื้อทำลายกรอบการเจรจาทวิภาคีเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันไปแล้ว

สั่งรบ.กัมพูชาห้ามเจรจาทวิภาคีกับไทย

“ในฐานะรักษาการประมุขแห่งรัฐ ข้าพเจ้าขอเตือนรัฐบาลกัมพูชา อย่าเข้าสู่การเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเลอีกและให้เดินหน้าเข้าสู่กลไกที่กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ค.ศ.1982 (UNCLOS1982)โดยตรง โดยไม่ต้องรอข้อตกลงใดๆจากฝ่ายไทยW ระบุว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมาตนได้เตือนรัฐบาลกัมพูชาไปครั้งหนึ่งแล้วว่าอย่าสร้างกลไกความร่วมมือทวิภาคีใหม่ มาแทนที่กลไกเดิมที่ไทยเป็นฝ่ายยกเลิกและว่า“เราเสียใจกับการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี2544 แต่ขณะเดียวกัน ก็ขอบคุณไทยที่ช่วยผลักดันให้กัมพูชาเดินหน้าไปสู่การใช้กลไกระหว่างประเทศแทน

กรมศิลปากรขึ้นทะเบียน9ปราสาท

ขณะที่ ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสุรินทร์ ความว่า ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ได้กำหนดนิยามของคำว่า“โบราณสถาน”หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุ หรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วยเพื่อให้การปกป้องคุ้มครองโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีความชัดเจน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อธิบดีกรมศิลปากร จึงประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้

อำเภอกาบเชิง ปราสาทหมอนเจริญ ,ปราสาทเบง,ปราสาทเช็ม,ปราสาทหนองคะนา (ปราสาทหนองคันนา ปราสาทคนา หรือปราสาทหนองคนาย) อำเภอบัวเชด ปราสาทโอทะลัน อำเภอพนมดงรัก ปราสาทบ้านหนองคันนา ปราสาทตาเมือน (ปราสาทบายกรีม) ปราสาทตาควาย (ปราสาทตาวาย) อำเภอสังขะ ปราสาทเต่าทอง ประกาศ ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569

รัฐบาลดูแล“ครอบครัวกำลังพล”

วันเดียวกันนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาแนวทางดูแลครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลงจากกรณีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 27 ราย ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี

ได้“สิทธิบัตรทองฮีโร่”เทียบเท่าสิทธิขรก.

สาระสำคัญคือ มอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ“สิทธิบัตรทองฮีโร่”หรือUC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมาย และในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดยสปสช.จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

ทั้งนี้ สปสช.ประมาณการงบประมาณในการดำเนินการไว้ปีละ 780,040 บาท โดยในปีงบประมาณ 2569 จะขอรับจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปีงบประมาณต่อไปจะเสนอขอรับจัดสรรตามกระบวนการงบประมาณประจำปี

สุรินทร์ประกาศห้ามปชช.เข้าพื้นที่ชายแดน

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 ม.7 ต.กันตวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ได้เข้าป่าชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อหาจับอึ่งและหาของป่าเก็บดอกกระเจียว เมื่อวันที่ 25 เม.ย.69 ก่อนถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปดำเนินคดีและรอขึ้นศาล ที่ จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 17 ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดทางอ.กาบเชิง จ.สุรินทร์โดยนายนิรันดร์ สุนทรศิริ นายอำเภอกาบเชิงได้ออกประกาศขอความร่วมมือประชาชนทั่วไป งดเข้าพื้นที่ป่าชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

รายละเอียดในประกาศระบุว่าเนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมยังไม่ปลอดภัย อาจมีวัตกระสุนปืนวัตถุระเบิด ทุ่นระเบิด กระสุนปืนตกค้าง รวมทั้งกองกำลังจากนอกประเทศ ทั้งนี้การเข้าไปถ่ายภาพสถานที่หรือที่ตั้งทางทหาร อาจเป็นความผิดทางกฏหมายเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนจึงขอความร่วมมืองดเข้าพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน  ทวงภาษีแม้ว  คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล. รัฐบาลปิดปากกันเงียบ ‘นายกฯ-เอกนิติ’ดาหน้า ยันพรก.กู้เงินไม่ผิดก.ม. สว.รุมถล่มแลนด์บริดจ์

“ศรีสุวรรณ”บุกทำเนียบจี้นายกฯทวงภาษี“ทักษิณ”ขายหุ้นชินคอร์ป ตามคำพิพากษาศาลฎีกา 1.76 หมื่นล้าน ขณะที่ภท. ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพเข้มแข็ง “ทักษิณ”พ้นโทษไม่กระทบ ด้าน“อนุทิน” ไม่หวั่นไหวพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านสะดุด ยันไม่แผนสอง เย้ยถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.แต่แรก“ปกรณ์”เทียบความต่างรธน.3ฉบับ ชี้รธน.60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ-ไม่เอาความเร่งด่วนมาพิจารณา “เอกนิติ”ชี้ต้องรีบแก้วิกฤตปากท้อง เปรียบยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งเยียวยาประชาชน และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาคดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ชี้ปล่อยล่าช้าเกินสมควร ขอเปิดความคืบหน้าต่อสาธารณชน

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพากร เร่งรัดติดตามทวงถามและดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ทวงภาษีแม้ว4.76หมื่นล้าน

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ซึ่งพิพากษากลับยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร ฟ้องขอเพิกถอนหนังสือประเมินภาษี ส่งผลให้ต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่กรมสรรพากรรวมกว่า 17,600 ล้านบาท นายศรีสุวรรณ ระบุว่า เวลาล่วงเลยมานานเกินสมควร แต่ยังไม่ปรากฏความชัดเจนในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีดังกล่าว จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรใช้อำนาจกำกับดูแลฝ่ายบริหาร สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อนำรายได้เข้าสู่แผ่นดินโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการต่อองค์กรและสาธารณชน ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายข้อมูลข่าวสารรับรองไว้

ต่อมา เวลา 10.14 น. นายศรีสุวรรณได้ยื่นหนังสือผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องไว้ดำเนินการ ก่อนยุติภารกิจเวลา 11.00 น. และเดินทางกลับทันที

‘ทักษิณ’เข้าพบแพทย์

ด้านความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ พร้อมกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวทั้งสอง เดินทางมาที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ในการเช็กอัพร่างกาย หลังจากถูกควบคุมตัวในเรือนจำคลองเปรมนาน 8เดือน โดย นายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายทักษิณ และครอบครัว เดินทางมาถึงโรงพยาบาลพระราม 9 ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. เป็นการเดินทางมาส่วนตัวไม่อนุญาตให้สื่อบันทึกภาพและทำข่าว

‘แม้ว’พ้นคุกไม่กระเทือนรัฐบาล

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการพักโทษ แต่ต้องติดกำไล EM ซึ่งอาจจะเกิดความไม่พอใจเรื่องจะมีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง ว่า ตอนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเสถียรภาพของรัฐบาล ก็ค่อนข้างจะเข้มแข็งไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบง่ายขนาดนั้น แต่อย่างไรก็จะติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่าจะไม่มีผลอะไรที่ทำให้การเมืองดูน่าสนใจขึ้นมาใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนว่าเอาความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก ก่อนความน่าสนใจ ตนว่าวันนี้เป็นไปในทิศทางที่มีเสถียรภาพความมั่นคงเพียงพอ ผลกระทบที่สื่อพยายามจะจี้ถามตนไม่ทราบจริงๆ ว่าคืออะไร ถ้าพูดออกมาตรงๆ จะตอบได้ง่ายกว่าว่ากังวลจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าหลายคนกังวลว่านายทักษิณออกมาแล้วจะเกิดการแก้แค้น นายไชยชนกกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ตอบแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราเดินตามสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ก็ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน และจะยืนหยัดแบบนี้ต่อไป

‘อนุทิน’ไม่หวั่นไหวพรก.กู้เงินสะดุด

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.) ตีความการออกพระราชกำหนด(พรก.)กู้เงิน 4แสนล้านบาท โดยอ้างเหตุผลไม่จำเป็นเร่งด่วน ว่า รัฐบาลในฐานะบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีประโยชน์

เมื่อถามว่าการยื่นตีความจะทำให้โครงการที่วางไว้สะดุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพียงแต่ที่จะล่าช้าออกไปบ้าง คือเมื่อสมาชิกรัฐสภาฯจำนวน 1 ใน 5 ส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาฯที่จะบรรจุวาระพ.ร.ก.กู้เงินพิจารณาเป็นลำดับแรก ยังทำไม่ได้ แต่ว่าถือเป็นคนละซอยกัน ซอยทำงานให้ประชาชน เอาเงินไปช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนยังเดินต่อไป

ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพรก.แต่แรก

เมื่อถามต่อว่ามีการเตรียมการรับมือกรณีร้ายแรงที่สุดหากศาลรธน.ตีความว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดรธน.ไว้บ้างหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ คือช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชน ที่เป็นเรื่องฝ่ายบริหาร เมื่อถามย้ำว่าต้องมีแผนหนึ่งแผนสองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีอยู่แผนเดียว แผนช่วยเหลือประชาชน เมื่อถามอีกว่า เรื่องนี้มีตำแหน่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)เดิมพัน หลายคนจึงตั้งคำถามว่ามีแผนสำรองหรือไม่หากศาลตีความเป็นอย่างอื่น นายกฯ กล่าวว่า มาถึงจุดนี้แล้วถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.เท่านั้นเอง

นายกฯแจ้งครม.กฎหมายมีผลแล้ว

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ก่อนเริ่มการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แจ้งเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้เลย ส่วนกรณีฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็นเรื่องของสภา ให้เป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วค่อยมาดูรายละเอียดว่า ศาลวินิจฉัยเอาไว้อย่างไรบ้าง

‘ปกรณ์’มั่นใจโครงการเดินหน้าต่อ

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า การออกพ.ร.ก.แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผ่าน ก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไรฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำ ต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะออกพรก.ดังกล่าวทั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้น มันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้า ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญกฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไร เว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาผู็แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภาฯจะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

แจงเหตุผลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าสาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพ.ร.ก. เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้ง 2 ก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้สิ่งที่รัฐบาลทำคือทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้น ทั้ง 2วัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

เป็นไปตามวัตถุประสงค์ความมั่นคงศก.

นายปกรณ์ กล่าวว่า จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนรวมถึงสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

จนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้

ดังนั้น หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้น ตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำ เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ และผลของมันร้ายแรง หากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก ถือเป็นไปตามปกติ โดยครม.ทุกคนต้องรับผิดชอบ

ยันไม่มีการตีเช็คเปล่า

เมื่อถามย้ำว่าตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า “เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มี โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรม ผมคิดว่าไม่ควรใช้ คุณตีเช็คเปล่า ก็ติดคุก รัฐบาลไม่ทำ”นายปกรณ์ กล่าวและว่า โดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

‘เอกนิติ’ชี้ต้องทำก่อนวิกฤตหนัก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวิกฤตปากท้องประชาชนส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียนว่า วิกฤตค่าเงิน และวิกฤตแบงก์ล้ม ซึ่งแตกต่างจากขณะนี้ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลก ถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และมีการพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.) อย่างรอบคอบ

“หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก วันนี้เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่หยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าวและว่า วันนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้เรียบร้อย ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

เมื่อถามว่าในส่วนของเงิน 200,000 แสนล้านบาทก้อนหลัง สามารถรอในงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติได้หรือไม่ นายเอกนิติ ระบุว่า ตนคิดว่า 200,000 แสนล้านบาท ก้อนหลังกับ 200,000 บาทแรก ต้องแยกกัน เพราะนี่คือวิกฤตเรื่องการเยียวยาวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.ฉบับนี้ คือการเยียวยา และยังต้องเปลี่ยนผ่านให้เกิดความเข้มแข็งได้ด้วย เปรียบเหมือนยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งบรรเทาผลกระทบ และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

“วันนี้ชัดเจนว่า ไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ผมคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

วุฒิสภาถกผลศึกษา‘แลนด์บริดจ์’

เวลา 10.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(แลนด์บริดจ์)ซึ่งคณะกรรมมาธิการ(กมธ.)การคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้วและญัตติเรื่องขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว.เป็นผู้เสนอ

โดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานกมธ.คมนาคม วุฒิสภาได้รายงานผลการพิจารณาว่า ทางกมธ.ได้เห็นความสำคัญของแลนด์บริดจ์และติดตามการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์มาอย่างต่อเนื่องและรอบด้านทั้งในเชิงนโยบาย เทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานจริงเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ชี้อุปสรรคมากต้องทบทวนทั้งหมด

ด้านนายภมร เชาว์ศิริกุล สว.ประธานอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ในกมธ.คมนาคม วุฒิสภา เสนอรายงานว่า โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 สมัย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเจริญลงสู่ภาคใต้ เพื่อคนภาคใต้โดยเฉพาะ ตลอดระยะเวลาการศึกษาได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านขนส่งโลจิสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รายงานครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งพบว่าแลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างท่าเทียบเรือ หรือเส้นทางคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ต้องอาศัยการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งระยะเวลาและสมมติฐานทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้าง รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานจริง เพื่อให้ผลการศึกษาสามารถสะท้อนสภาพสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ ความต่อเนื่องของกระบวนการขนส่งความรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานความเชื่อถือในการแข่งขันกับท่าเรือและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

ข้อจำกัดโครงสร้างทางก.ม.ที่ซับซ้อน

นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริสว. ในฐานะอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เสนอรายงานการศึกษาว่า การจะนำเสนอแลนด์บริดจ์เพื่อให้คนมาใช้จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนและเวลาที่จะประหยัดและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะต้องเป็นมุมมองของผู้ขนส่งหรือสายเดินเรือ และต้องพิจารณาว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง วิเคราะห์ว่าสินค้าจะมาใช้เราเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะไปกำหนดปริมาณสินค้า หรือคอนเทนเนอร์ที่ จะมาใช้ในโครงการ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นของการประเมินรายได้ รวมทั้งต้นทุนการก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับตัวแปรเรื่องต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือของการให้บริการ ผลลัพธ์ที่จะออกมา จึงผันไปตามตัวแปรและค่าสัมประสิทธิ์ที่ผู้ศึกษาโครงการเขียนแบบจำลองขึ้นมา ดังนั้น การศึกษาที่รอบคอบจะต้องทำหลายๆรูปแบบ เพื่อให้ผลออกมามีความเป็นไปได้

“การจะทำแลนด์บริดจ์หัวใจสำคัญ หรือร้อยละ 80 ของสินค้าที่มาใช้เป็นสินค้าถ่ายลำ ฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญ คือจะทำอย่างไรให้การถ่ายลำเป็นไปอย่างราบรื่น ทางกายภาพแม้เราจะทำให้ดี แต่หากระเบียบปฏิบัติไม่ได้เอื้อทำให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างก็จะสะดุด เวลาก็จะมากขึ้นและอาจตามมาด้วยค่าใช้จ่าย ผมได้ผลักดันเรื่องการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการถ่ายลำที่ท่าเรือแหลมฉบังมามากกว่า 10 ปีพบว่าปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของกายภาพ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นคือ ข้อจำกัดและอุปสรรคในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อน มีผลทำให้การถ่ายลำผ่านแดนในประเทศไทยน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80%ข้อจำกัดในเรื่องการขนจากเรือต่อรถ ต่อรถไฟ หรือรถบรรทุก มีความไม่แน่นอน”สว.ประพันธ์ กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอกเงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น ต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพถ้าไม่หยุดวิกฤตได้ตั้งแต่ตอนนี้และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง