เปิดเส้นทาง ‘บิ๊กดุลย์’ รมว.กลาโหม ผู้ยืนกลางทุ่งลาเวนเดอร์

เปิดเส้นทาง 'บิ๊กดุลย์' รมว.กลาโหม ผู้ยืนกลางทุ่งลาเวนเดอร์

เปิดเส้นทาง ‘บิ๊กดุลย์’ รมว.กลาโหม ผู้ยืนกลางทุ่งลาเวนเดอร์

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

จากเหตุการณ์สลดในพื้นที่ชายแดนใต้ กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนและขว้างไปป์บอมบ์ถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จนเป็นเหตุให้ทหารพรานพลีชีพ 5 นาย และมีประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย ได้นำมาซึ่งการแสดงจุดยืนที่สวนทางกันอย่างชัดเจนของสองบิ๊กกองทัพ

เมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ลงพื้นที่พร้อมประกาศกร้าวเดือดว่า ถึงเวลาที่ผู้ก่อเหตุจะต้องตกเป็น “ผู้ถูกล่า” แต่แนวคิดดังกล่าวกลับถูกเบรกอย่างทันควันโดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่า “อย่าเรียกว่าไล่ล่า” และขอให้ใช้กลไกการพูดคุยสันติสุขในการแก้ปัญหาความเห็นต่าง

ท่าทีสวนทางกันของผู้นำระดับสูงในกองทัพ ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ออกมาแสดงความผิดหวังและเดือดดาลต่อจุดยืนของ รมว.กลาโหม อาทิ

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความเชิงตัดพ้อผ่านเฟซบุ๊กว่า ทหารได้ยินชัดเจนนะ ให้เจรจาไม่ใช่ไล่ล่า วางปืนให้หมด ตั้งโต๊ะพูดคุยเลย เอาให้จบ เศร้าๆๆๆ”

นายทิวา สาระจูฑะ หรือ “น้าทิวา” บรรณาธิการบริหารนิตยสารสีสัน ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ แต่สะเทือนถึงเก้าอี้ว่า เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหมน่าจะดี”

จึงทำให้วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พามาย้อนดูเบื้องหลังและประวัติความเป็นมาของ “พล.ท.อดุลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าเป็นอย่างไร

ภาพจาก wikipedia

ปูมหลังและสายเลือดทหาร “บิ๊กดุลย์”

สำหรับประวัติของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กดุลย์” เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2507 ปัจจุบันอายุ 62 ปี แม้จะมีพื้นเพวัยเด็กและเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดลาดบัวขาว อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา แต่ด้วยความที่บิดาเป็นทหาร จึงเติบโตและซึมซับวิถีชีวิตทหารมาตั้งแต่เด็กภายในค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง (ป.ร.อ.)

เส้นทางสายทหารเริ่มต้นจากการเข้าเรียนที่โรงเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 17 ก่อนจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 (ตท.26) หรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในด้านชีวิตครอบครัว ท่านสมรสกับ นางสุพิศ บุญธรรมเจริญ อดีตประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการครอบครัวกำลังพลในพื้นที่อีสานใต้ โดยมีบุตรด้วยกัน 2 คน

ตำนาน “นักรบแห่งอีสานใต้” และสมรภูมิชายแดน

พล.ท.อดุลย์ เป็นที่รู้จักในฐานะนายทหารที่พูดน้อยแต่เน้นการลงมือทำและมีผลงานในภาคสนามอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานใต้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน 4) ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อย และขึ้นเป็นผู้บังคับกองพันในที่สุด

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในช่วงปี 2551-2554 ที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.อดุลย์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 234 และต่อมาเป็นผู้บังคับเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ได้นำกำลังทหารและนักรบชุดดำเข้าสู้รบตรึงพื้นที่ในจุดวิกฤต ทั้งบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และสมรภูมิ “ปราสาทตาควาย-ตาเมือนธม” (สงคราม 12 วัน) ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนายทหารที่เข้าใจภูมิศาสตร์และยุทธวิธีในพื้นที่ชายแดนดีที่สุดคนหนึ่ง จนได้รับฉายา “นักรบแห่งอีสานใต้”

จากผลงานที่โดดเด่น จึงทำให้เติบโตในสายงานบังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6, ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ในปี 2566 เพื่อคุมพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยเน้นนโยบายสกัดกั้นยาเสพติดและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย

ขึ้นแท่นเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยเป็นผู้บังคับกองพัน ร.23 พัน 4 (ค่ายเขากระโดง) ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่ชื่นชอบการเตะฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมทหาร ทำให้ พล.ท.อดุลย์ มีความคุ้นเคยที่ดีกับ “ตระกูลชิดชอบ” หรือบ้านใหญ่บุรีรัมย์ มาอย่างต่อเนื่อง

หลังเกษียณอายุราชการ พล.ท.อดุลย์ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนา ในโครงการทหารพันธุ์ดี ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล “อนุทิน 1” เพื่อดูแลงานด้านความมั่นคงชายแดนและยุทธศาสตร์กองทัพ

กระทั่งในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ซึ่งปรากฏชื่อ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับขึ้นชั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างเป็นทางการ

เลขาฯ สมช.ย้ำดับไฟใต้ ต้องพูดคุยควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น ชี้ตอบโต้รุนแรงมีแต่บานปลาย

เลขาฯ สมช.ย้ำดับไฟใต้ ต้องพูดคุยควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น ชี้ตอบโต้รุนแรงมีแต่บานปลาย

เลขาฯ สมช.ย้ำดับไฟใต้ ต้องพูดคุยควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น ชี้ตอบโต้รุนแรงมีแต่บานปลาย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.16 น.

“เลขาฯ สมช.”ชี้ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น บอกตอบโต้รุนแรง ยิ่งวุ่นวาย เชื่อมีผู้เห็นต่างมากกว่าครึ่งพร้อมเข้ากระบวนการ ยอมรับมาเลเซียมีบทบาทสำคัญ ทำให้สงบได้

24 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรารู้สึกเสียใจ ส่วนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ก็มีความคืบหน้ามากในปัจจุบัน โดยนโยบายการพูดคุยตามหลักการเป็นเรื่องที่ประชาสังคมยอมรับ จะต้องพูดคุยต่อไป ต้องดำรงไว้ เพราะเราเชื่อว่า ในกลุ่มเห็นต่างอีกหลายกลุ่มและมีมากกว่าครึ่งที่พร้อมจะมาพูดคุย ส่วนคนที่ยังใช้ความรุนแรงก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ต้องแยกกัน การจะมาบอกว่าถ้ามีการใช้ความรุนแรงแล้วจะไม่พูดคุยนั้น คงไม่ถูกต้อง เพราะกลุ่มที่พร้อมจะให้ความร่วมมือกลับสู่สังคมยังมีพอสมควร ส่วนกลุ่มใช้ความรุนแรงเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และยืนยันว่า ยังต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างแน่นอน เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ ส่วนความคืบหน้าการพูดคุยนั้น ทางหัวหน้าคณะพูดคุยฯ จะมีแนวทางดำเนินการที่ชัดเจนอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังเชื่อว่า ภายในกลุ่มผู้เห็นต่างเอง เขาสามารถสื่อสารกันได้ใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า เราเชื่อว่ากลุ่มเห็นต่างทั้งหลาย รวมทั้งกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงน่าจะมีการสื่อสารถึงกันในระดับหนึ่ง น่าจะเป็นคนรู้จักกันด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งหมดเราต้องแยกแยะ แต่ย้ำว่า ถ้าอันไหนใช้ความรุนแรงต้องบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด แต่ยังต้องดำรงการพูดคุยเอาไว้ ตรงนี้เป็นหลักการที่ต้องระวังในเรื่องนี้ด้วย แต่ถ้ามาบอกว่าจะไม่คุยแล้วจะใช้ความรุนแรงตอบโต้อย่างเดียว พูดตรงๆ จะทำให้บรรยากาศเกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น และซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินทางการข่าวว่า จะมีการก่อเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า เชื่อว่า ทางฝ่ายข่าวพยายามทำเต็มที่ ดูแลหาข้อมูลต่างๆ มา แต่บางทีก็มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า ทุกฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่ ทั้งแม่ทัพ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน

เมื่อถามถึงท่าทีของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุจะมีความเข้มงวดมากขึ้น จะทำให้เกิดการตอบโต้หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า การเข้มคือ ต้องบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการไป แต่พูดคุยยังต้องทำ ต้องทำควบคู่กันไป ถ้าไปละอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้ มันชัดเจนโดยหลักการอยู่แล้ว

เลขาธิการ สมช.กล่าวว่า ส่วนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยนั้น มีความร่วมมือกันในเรื่องชายแดน และเชื่อว่า มาเลเซียสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้เห็นต่างเหล่านี้ที่อยู่ในมาเลเซียในการที่จะประสานเพื่อให้ควบคุมการใช้ความรุนแรง มาเลเซียน่าจะทำได้ จะเห็นว่า ตอนที่นายกฯ เดินทางไปมาเลเซียทั้งก่อนและหลังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเลย ซึ่งเชื่อว่า ทางกลุ่มผู้เห็นต่างที่ใช้ความรุนแรงน่าจะเกรงใจมาเลเซีย ไม่กล้าทำอะไรให้เสียบรรยากาศในช่วงนั้น ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกับมาเลเซียด้วย

เศรษฐา เข้าทำเนียบฯ วันนี้ พบ อนุทิน รับรางวัล TZD+ ตอกย้ำภารกิจคืนโอกาสการศึกษาเด็กไทย

เศรษฐา เข้าทำเนียบฯ วันนี้ พบ อนุทิน รับรางวัล TZD+ ตอกย้ำภารกิจคืนโอกาสการศึกษาเด็กไทย

เศรษฐา เข้าทำเนียบฯ วันนี้ พบ อนุทิน รับรางวัล TZD+ ตอกย้ำภารกิจคืนโอกาสการศึกษาเด็กไทย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

24 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในวันนี้ เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ.2569” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลและหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา พร้อมตอกย้ำเป้าหมายการคืนโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่เด็กไทยอย่างทั่วถึง

โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.) รายงานผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ Thailand Zero Dropout Plus ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะมอบรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านต่างๆ และมอบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรางวัลเกียรติยศประจำปีนี้ มอบให้แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลแก่จังหวัด หน่วยงาน องค์กร และบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ Zero Dropout อาทิ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.กาญจนบุรี มูลนิธิกระจกเงา บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแดง นายวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ พิธีกรรายการซูเปอร์จิ๋ว

ปลัดมท.แฉโกงสอบ 5นาทีปิดจ๊อบ กมธ.งบรุมซักเดือด

ปลัดมท.แฉโกงสอบ  5นาทีปิดจ๊อบ  กมธ.งบรุมซักเดือด

ปลัดมท.แฉโกงสอบ 5นาทีปิดจ๊อบ กมธ.งบรุมซักเดือด

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลัดมท.แฉโกงสอบ 5นาทีปิดจ๊อบ กมธ.งบรุมซักเดือด ไล่บี้ต้องกล้าตัดสินใจ อย่ากลัว‘หนู-เน’ไม่รัก อรรษิษฐ์ยันทำถูกต้อง

ถกกมธ.งบฯปี 2570 เดือดฝ่ายค้านหันมาถล่มโกงสอบท้องถิ่น ขณะที่ปลัดมท.ปักหลักชี้แจง เผยเบื้องหลัง ยกเลิกบรรจุข้าราชการทุจริตข้อสอบท้องถิ่นฯ 5,924 ราย “คนรับว่าจ้าง” ปรินท์คะแนนหลังจากสอบเสร็จ 5 นาที ก่อน “สลับคะแนนชุดโกงสอบ” ตัวแทน มศว ยืนยัน ให้ กสถ. รับรอง ลั่น ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่กลัว “หนู-เน” กมธ.ป.ป.ช.ห่วงพยานผู้ต้องหาถูกฆ่าตัดตอน ขณะที่สส.บุญรวี ยมจินดา จี้รัฐบาลเปิดคุกนรกตะรุเตาขังพวกโกงสอบเพราะมีจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงหมาดไทย ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร กรณีการตรวจสอบการทุจริตข้อสอบการเข้ารับราชการของพนักงานหรือข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 ของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ว่า โชคดีที่เกิดขึ้นวันนี้ เราต้องมาคลี่คลายปัญหาให้ได้ โดยกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน และสามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการของ สถ. โดยมีอธิบดีป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานสอบ จำนวน 5 ราย ซึ่งข้าราชการบางคนอาจจะกระผิดวินัยไม่ร้ายแรง ขึ้นอยู่กับการสอบสวนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตหรือไม่ ส่วนการดำเนินการของหน่วยงานอื่น เช่น กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) มีการขยายผลจับกุมอย่างต่อเนื่อง ใครทำผิด ใครเกี่ยวข้อง ต้องถูกดำเนินคดีแน่นอน ถ้าสาวไปถึง

บรรจุแล้วก็เพิกถอนได้

“เราก็ต้องมาดูว่า ขั้นตอนที่มีปัญหาอยู่ตรงไหน มีการประกาศที่มีการแก้ไขคะแนน พอมีการแก้ไขคะแนน ทุกคนก็ เอ๊ะ เพราะว่ามีการบรรจุไปแล้ว รอบหนึ่ง รอบสอง จำนวน 12,000 คน รอบสาม ผมโทรไป เพราะว่า รัฐมนตรีโทรมาบอกว่า ให้สั่งชะลอ ก็โทรไปหารองอธิบดีฯ ท่านก็ทำหนังสือชะลอการบรรจุรอบสาม แต่ ก.กลางประชุมเสร็จบอกว่า ให้บรรจุไปก่อน ใครมีเรื่องให้ถอนทีหลัง ก็เลยสร้างปมขึ้นมาอีก 3,000 คน ในการบรรจุรอบสาม”นายอรรษิษฐ์กล่าวและว่า

“ไม่เป็นไร พอบรรจุไปแล้ว 15,000 คน มีใครที่มีคะแนนผิดปกติ เราก็เอามาตรวจ โดย สถ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยเอาคะแนนที่อยู่ใน ทัมบ์ไดรฟ์ (หรือ แฟลชไดร์ฟ) ที่อยู่ในตู้เซฟมาตรวจเทียบกับคะแนนที่ประกาศ ซึ่งไม่ตรงกัน หรือ มีคะแนนผิดปกติ จำนวน 5,814 คน โดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก คนที่แก้เยอะ กลุ่มที่สอง ได้แล้วแต่แก้เพิ่มอีก และกลุ่มที่สาม คลุมเครือ ห่างกัน 1 คะแนน หรือ คะแนนไม่ชัดเจน”นายอรรษิษฐ์กล่าว

นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า วันต่อมา ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งตั้งใจที่จะถอน ยกเลิกบัญชีและประกาศใหม่ จำนวน 5,814 คนออก แต่โชคดี เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน CIB สอบปากคำคนที่ถูกสถ.สอบสวน ประกอบกับคณะกรรมการที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีการดำเนินการและได้พูดคุยกันและนำตัวเลข 5,814 คนมาเทียบว่า ตัวเลขตรงกันหรือไม่

“จึงได้รู้ว่า วันที่ผู้ทำข้อสอบ 270,000 คนทำสอบ มีการปริ๊นคะแนนออกมาทันที โดยคนที่ได้รับการว่าจ้าง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันจากการทำข้อสอบไม่เกิน 5 นาที”นายอรรษิษฐ์กล่าว

ปรินซ์คะแนนแก้ไขหลังสอบ5นาที

นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า ดังนั้น เมื่อตรวจดูทั้ง 2.7 แสนคน จึงพบมีคะแนนผิดปกติ 5,924 คน แสดงให้เห็นว่า ยังมีคะแนนที่ผิดปกติแต่ยังไม่บรรจุอีก 100 กว่าคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นปัจจุบัน เป็นที่มาของการเปลี่ยนตัวเลขจาก 5,814 คน เป็น 5,924 คน

“ที่ประชุม กสถ. เมื่อวันที่ 17 ก.ค. จึงมีมติร่วมกันว่า คนที่นำคะแนนเข้ามาสู่กรรมการ กสถ. ในวันนั้น (วันที่รับรองผู้สอบได้) คือ เอาสิ่งที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ อีกชุด มาให้รับรอง ไม่ใช่คะแนนที่ถูกปริ๊นออกมาหลังจากทำข้อสอบเสร็จ 5 นาที ซึ่งเป็นคะแนนตัวจริง และยังมีตัวแทนของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) คนหนึ่งมายืนยันด้วยว่า เป็นคะแนนที่ถูกต้อง เพราะถ้านำคะแนนหลังจากสอบเสร็จ 5 นาทีมาประกาศคะแนนก็จบ แต่วันนี้ กสถ. เห็นแล้วว่า คะแนนที่รับรองในวันนั้น ไม่ใช่คะแนนตัวจริง จึงต้องยกเลิกคะแนนที่ไม่ถูกต้อง และรับรองคะแนนที่ถูก”

ไม่ต้องหวั่นกลัวอะไร

นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า เป็นที่มาของการที่นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการ อธิบดี สถ. กำลังดำเนินการให้นำไปสู่การประกาศฉบับใหม่ โดยนายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. จะลงนามยกเลิกประกาศเดิมและประกาศฉบับใหม่ ซึ่งขณะที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความรอบคอบ และต้องได้รับการยืนยันจาก มศว คาดว่า เร็ววันนี้จะเสร็จ

“ที่บอกว่า ผมจะหวั่นเกรงอะไรหรือเปล่า กลัวใครไม่รักหรือเปล่า ไม่มีหรอกครับ เพราะเราต้องทำหน้าที่ตรงไปตรงมา อันนี้คือปัญหาของส่วนราชการหนึ่ง (กรม สถ.) ในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่แก้ปัญหาในจุดที่เป็นปัญหา มีคนบอกว่า ปลัดมท. ไม่เกี่ยวเหรอ ปลัดฯ เป็นหนึ่งในกรรมการ ก.กลาง และไม่เคยอยู่ในกระบวนการนี้เลย ผมโดนว่า ด้วยว่า ทำไมไม่เข้าประชุม เพราะปกติได้มอบหมายให้รองปลัดมท. ที่รับผิดชอบ สถ.”นายอรรษิษฐ์กล่าวและว่า

“แต่วันนี้เมื่อมีปัญหา ผมต้องเข้าประชุมเอง ผมจะไม่ให้ใครรับผิดชอบแทนแล้ว เราต้องเข้ามาแก้ปัญหา เราต้องเข้ามารับผิดชอบ กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องนี้ในหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ยังไม่จบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น CIB สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างขยายผลไปเรื่อยๆ ถึงใครก็ต้องเรียกมาดำเนินคดี ทำให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ระยะยาวก็ต้องมาดูว่า ระบบสอบแบบนี้ ไม่ใช่แล้ว ในอนาคตอาจจะมีเทคโนโลยีให้สามารถประกาศผลสอบทันทีหลังจากสอบเสร็จ ไม่ต้องทิ้งช่วงเวลาประกาศ”นายอรรษิษฐ์กล่าว

รายงานข่าวว่า ก่อนหน้านี้นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.ฯ ได้ตั้งข้อสังเกตกรณีการตรวจสอบการทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยฝากถึงนายอรรษิษฐ์ ว่า “ต้องกล้าตัดสินใจ อย่าไปกลัวพี่หนูจะไม่รัก หรือพี่เนจะโกรธ ต้องยืนตัวตรง ทำหน้าที่โดยยึดหลักการ ไม่เช่นนั้นนายอรรษิษฐ์จะซวยที่สุด”

ดีเอสไอช่วยทีมสอบสวน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ดีเอสไอ ทำหน้าที่สอบสวนกรณีมีคนไปหลอกลวงฉ้อโกง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไปตรวจสอบทางราชการ ที่อาจจะหลอก ว่าช่วยได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่าได้ประสานดีเอสไอตรวจสอบ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ในส่วนนั้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมสืบสวนและไต่สวน ซึ่งเราให้ความร่วมมือตรงนั้น ส่วนอำนาจเป็นของป.ป.ช. ทางดีเอสไอตั้งเรื่องสืบสวนในกรณีที่มีการให้ข้อมูลว่าหลอกลวงเอาเงิน และผู้เสียหายไม่สามารถทำอะไรได้

เมื่อถามว่ามีผู้ร้องเรียนเข้ามาจำนวนเท่าไหร่ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ยังไม่มาก สุดท้ายเรื่องนี้เราต้องสรุปข้อมูลเพื่อส่งให้ป.ป.ช. ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปตัวเลขเนื่องจากผู้เสียหายอาจทราบดีว่าอำนาจตอนนี้อยู่ที่ตำรวจสอบสวนกลาง และป.ป.ช. โดยจะประสานแจ้งความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ มา แต่ไม่ใช่เป็นคดีพิเศษ เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของเราโดยตรง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะแยกอย่างไรระหว่างคนที่ตั้งใจโกงกับถูกหลอก อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ต้องไปสืบสวนที่ต้นตอ และกลุ่มผู้มีหน้าที่จัดสอบโดยตรง หากไม่มีหน้าที่แล้วมาหลอกผู้เข้าสอบว่าช่วยได้ โดยที่ไม่ได้รู้จักผู้กระทำความผิด ก็เข้าข่ายหลอกลวง

กมธ.ปปช.ถกโกงสอบ

วันเดียวกันรัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร มีการประชุม กมธ. ที่มีวาระการพิจารณา เรื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต การสอบบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ว่า วันนี้ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่มาชี้แจง
การันตีหนูไม่เกี่ยวข้อง

นายอาสพลธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีคำร้องที่มีการยื่นต่อ กมธ.การกฎหมายฯ และมีการพาดพิงไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตเพราะจะนำเงินไปใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความเกี่ยวข้องแน่นอน เพราะตนเป็นคนแรกที่นำเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นไปแจ้งต่อนายอนุทิน เมื่อปี 2566 จนนำมาซึ่งการลงนามร่วมกันในการแก้ไขปัญหา 5 หน่วยงาน

“ยืนยันได้เช่นกันว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการทำให้คนกระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมาย และในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ได้ร่วมมือขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็น กมธ. ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเพราะต้องการเห็นคนทุจริตไม่ว่าจะใหญ่ขนาดไหน ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมารับโทษตามกฎหมาย” นายอาสพลธ์ กล่าว

เปิดคุกตะรุเตาขังพวกโกงสอบ

นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากญาติผู้ต้องขังที่เป็นนักโทษจองจำในเรือนจำต้องทรมานอยู่ในสภาพแออัด ขัดหลักมนุษยธรรมแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ จึงทำหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในวันนี้ ขอให้เปิดเกาะตะรุเตา อ.เมือง จ.สตูล เป็นเรือนจำแก้ปัญหานักโทษล้นคุก บรรเทาความแออัดของนักโทษ โดยให้ใช้เกาะตะรุเตาเป็นสถานที่จำคุกของนักโทษวีวีไอพีที่กระทำความผิด เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี คดีฮั้ว สว.และคดีโกงสอบท้องถิ่น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคนไทยคุ้นเคยรู้จักชื่อ “คุกเกาะตะรุเตา” เพราะเคยเป็นเรือนจำตามกฎหมายของ ครม.ในรัฐบาล ปี 2479 ที่รัฐบาลขณะนั้น สั่งการให้กรมราชทัณฑ์จัดตั้งนิคมฝึกอาชีพนักโทษต่างๆ และนักโทษการเมืองที่ต้องคำพิพากษาคดีต่างๆ โดยเฉพาะปี 2482 รัฐบาลส่งนักโทษการเมืองคดีกบฏบวรเดช กบฏนายสิบ มายังเกาะตะรุเตา มากักบริเวณที่อ่าวตะโละอุดัง มีนักโทษ ราว 4,000 คน จากลักษณะภูมิประเทศเกาะตะรุเตา มีเนื้อที่ 10 ไร่เศษ ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณตั้งกำแพงป้องกันนักโทษหลบหนี มีความเหมาะสมที่จะฟื้นฟูพื้นที่มาใช้แก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำ ขอให้นายกฯ รีบดำเนินการ แก้ปัญหานักโทษล้นคุกโดยเร็ว

ประชุมกมธ.ปปช

เมื่อเวลา10.15น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุม พิจารณากรณีตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยเชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) กองบังคับการตำรวจกองปราบ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบคดีดังกล่าวของแต่ละหน่วยงาน

จากนั้นในเวลา 15.15น. นายอาสพลธ์ แถลงว่า ตัวแทนเลขาธิการป.ป.ช. ชี้แจงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการ 11 คน จากเดิมที่พบการกระทำผิดที่อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 10 ราย และพบว่ามีการแก้ไขคะแนนสอบจากผู้สอบไม่ผ่าน ให้เป็นผู้สอบผ่าน จำนวน 5,960 คน ซึ่งไม่ตรงกับตัวเลขที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ระบุว่า มี 5,924 คน โดยพบว่ามีการทำกันเป็นขบวนการตามร่างขอบเขตของงานมหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ(มศว) มีหน้าที่ทบทวนคะแนนสอบ ส่งให้ กสถ.รับรองรายชื่อ โดยในส่วน 5,960 รายที่มีการแก้ไขผลคะแนนสอบ ถือว่าอยู่ในข่ายร่วมกระทำผิด

“ทาง ป.ป.ช.ระบุว่า หากรายใดไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการไต่สวนคดี จะกันไว้เป็นพยาน ขณะที่ในส่วนบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ก็ได้สอบปากคำเรียบร้อยแล้วเช่นกัน” นายอาสพลธ์ กล่าว

ลุ้นสอบถึงบิ๊กมหาดไทย

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.แจ้งว่า จากการไต่สวนพบว่า มีผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) สั่งการให้ 1ใน3ผู้ต้องหา และมศว. ร่วมแก้ไขคะแนนของผู้สอบไม่ผ่าน เป็นสอบผ่าน กมธ.ฯจึงฝากป.ป.ช.ให้ดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาให้ดี เพราะเกรงว่าจะมีการตัดตอน ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังส่งรายชื่อผู้ต้องสงสัย 200 กว่าคนในคดีนี้ให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทั้งนี้ป.ป.ช.แจ้งว่า กระบวนการไต่สวนคดีนี้จะใช้เวลา 10 เดือน จึงจะได้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง ประกอบด้วยการใช้เวลารวบรวมหลักฐาน 3เดือน ประมวลผลข้อมูล 1เดือน และการให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 6เดือน ซึ่งกมธ.มองว่าเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป ควรมอบอำนาจให้ดีเอสไอ หรือ ปปง. ดำเนินการแทน การสอบสวนจะรวดเร็วกว่า แต่ตัวแทนป.ป.ช.บอกว่า เวลา 10เดือนเร็วที่สุดแล้ว โดยป.ป.ช.ได้เชิญหน่วยงานอื่นเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนด้วย เพราะคดีดังกล่าวถือเป็นคดีพิเศษที่ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งป.ป.ช.จะไต่สวนทั้งทางอาญา วินัย และจริยธรรม

ส่งสำนวนให้ปปช.

พันตำรวจเอก เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดคดีทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ออกหมายเรียกหรือหมายจับบุคคลใด เนื่องจากอยู่ระหว่างเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอกสารในคดี การสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนถึงจะพิจารณาเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการเข้าให้ปากคำ ซึ่งก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำ TOR ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปแล้วเป็นล็อตแรก

เบื้องต้นขณะนี้ พบว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตมากกว่า 10 คน ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน กองบังคับการปราบปรามเตรียมสรุปรายละเอียดสำนวนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายในกรอบเวลา 30 วัน หรือภายในเดือนนี้ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีอาญาในส่วนที่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.

นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70% สอบสวนประเด็นตรวจสอบเชิงลึกหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อพิรุธสำคัญที่พบว่า การทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนหลังจากกระบวนการสอบเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้องอีกมากกว่า 11 ราย ซึ่งเป็นบุคคลที่พบภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีขณะเข้าตรวจค้น แบ่งเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9 ราย และพนักงานบริษัทเอกชน 2 ราย โดยการดำเนินคดีจะเป็นไปตามพยานหลักฐานที่รวบรวมได้อย่างรอบด้าน

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ประชดเจ็บ! บอกทหารวางปืน ตั้งโต๊ะเจรจา หลัง’กลาโหมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ประชดเจ็บ! บอกทหารวางปืน ตั้งโต๊ะเจรจา หลัง'กลาโหมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ประชดเจ็บ! บอกทหารวางปืน ตั้งโต๊ะเจรจา หลัง’กลาโหมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จากกณี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศว่าจะเป็นผู้ล่าบ้าง ในกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี เขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้กำลังพลทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 10

ซึ่ง นักข่าวถามว่า ถึงเวลาที่เราต้องไล่ล่าคนร้ายแล้วใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า อย่าเรียกว่าไล่ล่า คนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง จะต้องมาพูดคุยกัน เพราะเรามีคณะพูดคุยสันติสุขอยู่แล้ว มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. ที่จะเป็นเครื่องมือ ให้เราใช้ในการทำงาน ว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร เดี๋ยวเราก็จะมาหารือกัน ซึ่งตนก็จะลงพื้นที่ไปพร้อมกับหัวหน้าคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (‘เสธ.ทบ.’ บินด่วนลงชายแดนใต้ หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจดับ 5 ลั่น‘ถึงเวลาเป็นผู้ล่า’)

ล่าสุด นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีนี้ว่า ทหารได้ยินชัดเจนนะ ให้เจรจาไม่ใช่ไล่ล่า วางปืนให้หมด ตั้งโต๊ะพูดคุยเลย เอาให้จบ เศร้าๆๆๆ

ประธานอนุกมธ.อุตสาหกรรม จี้คุมเข้มโรงงานเถื่อน-ปมน้ำเสียจ.ชลบุรี

ประธานอนุกมธ.อุตสาหกรรม จี้คุมเข้มโรงงานเถื่อน-ปมน้ำเสียจ.ชลบุรี

ประธานอนุกมธ.อุตสาหกรรม จี้คุมเข้มโรงงานเถื่อน-ปมน้ำเสียจ.ชลบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

“เกรียงยศ สุดลาภา” ประธานอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรม จี้คุมเข้มโรงงานเถื่อน-ปมน้ำเสีย จ.ชลบุรี ด้านชาวบ้านแฉซ้ำไร้ประชาพิจารณ์ก่อนตั้งโรงงาน 

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา การประชุมคณะอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรม พิจารณาศึกษากลั่นกรองเรื่องร้องเรียนและสภาพปัญหาด้านอุตสาหกรรม ในคณะอนุกรรมาธิการการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายเกรียงยศ สุดลาภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรมในสภาผู้แทนราษฎร และนายกฤช ศิลปชัย รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรม คนที่สอง พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วนอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่หมู่ 1, หมู่ 4 และหมู่ 8 ตำบลบ่อกวางทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี

นายเกรียงยศ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ประกอบด้วย นายภูเวศน์ ชุมพร นายกเทศมนตรีตำบลบ่อกวางทอง รวมถึงตัวแทนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานสาธารณสุข และนายเพียงพร สุขวัฒนานุกิจ, นายดำรงเดช พรงาม และ นายวิชัย ประมาณ เป็นตัวแทนภาคประชาชนผู้ร้องเรียน 

นายเกรียงยศ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญในการหารือมุ่งเน้นไปที่การตั้งโรงงานในพื้นที่ซึ่งผู้ร้องเรียนระบุว่า ไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างโปร่งใสและทั่วถึง แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีการร่นระยะเวลาประกาศกระชั้นชิดเหลือเพียงไม่กี่วัน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารและเสียสิทธิ์ในการมีส่วนร่วม 

นายเกรียงยศ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำและส่งกลิ่นเหม็น ทำให้ชาวบ้านไม่กล้านำน้ำไปใช้ในเกษตรกรรม 

“ขณะนี้กระบวนการเยียวยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังล่าช้าและไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม อีกทั้ง ผู้ร้องเรียนยังเล่าถึงปัญหาการขยายโรงงานและการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงมีการนำเข้าเศษวัสดุรีไซเคิลและตั้งกิจการหลอมโลหะ ตลอดจนโรงงานฝังกลบกากอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อพิพาททางกฎหมายและการฟ้องร้องกันระหว่างชาวบ้านกับผู้ประกอบการและผู้บริหารท้องถิ่น” นายเกรียงยศ กล่าว

นอกจากนี้ ด้านนายกเทศมนตรี ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า ได้ทำตามหน้าที่ไม่เคยนิ่งเฉย ขณะที่ทางเทศบาลย้ำว่า ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด การดำเนินการทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุถึงขั้นตอนการออกใบรับแจ้งการก่อสร้างตามมาตรา 39 ทวิ ว่าต้องปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 

โดยในส่วนของทางเทศบาล ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะอนุกมธ.การอุตสาหกรรม ระบุว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้พยายามออกคำสั่งระงับและตรวจสอบการฝ่าฝืน พร้อมทั้งต่อสู้ทางคดีกับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ และยืนยันว่าไม่เคยนิ่งเฉยต่อปัญหาความเดือดร้อนและพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

หลังรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายทั้งคณะอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรม และผู้แทนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสำนักงานสาธารณสุข ได้ร่วมกันเสนอแนะแนวทางแก้ไข นายเกรียงยศ กล่าวว่า ได้ขอให้หน่วยงานท้องถิ่นและอุตสาหกรรมจังหวัด เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการดำเนินกิจการของโรงงาน พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างเร่งด่วน

นายเกรียงยศ ยังได้เน้นย้ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอุตสาหกรรมจังหวัดเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบสถานประกอบการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเสนอให้ปรับปรุงระเบียบและช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและแสดงความคิดเห็น จะได้ช่วยลดความขัดแย้งในพื้นที่และป้องกันไม่ให้ปัญหาผลกระทบจากอุตสาหกรรมลุกลามบานปลายในระยะยาว

รมว.กลาโหม ถก ผบ.ทบ.คลี่ปมชายแดนใต้ ขออย่าใช้คำว่า ไล่ล่า ชี้มีความเห็นต่าง ต้องมาพูดคุยกัน

รมว.กลาโหม ถก ผบ.ทบ.คลี่ปมชายแดนใต้ ขออย่าใช้คำว่า ไล่ล่า ชี้มีความเห็นต่าง ต้องมาพูดคุยกัน

รมว.กลาโหม ถก ผบ.ทบ.คลี่ปมชายแดนใต้ ขออย่าใช้คำว่า ไล่ล่า ชี้มีความเห็นต่าง ต้องมาพูดคุยกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหมพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังพูดคุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ถึงสถานการณ์ จ.ชายแดนภาคใต้ ว่า ได้มีการหารือถึงแนวทางการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก 

เมื่อถามถึงกรณี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศว่าจะเป็นผู้ล่าบ้าง พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องไปหารือกันถึงแนวคิดที่แตกต่างกัน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่ แต่พรุ่งนี้ (24ก.ค.) ตนติดภารกิจสำคัญ ในการต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน

เมื่อถามว่าถึงเวลาที่เราต้องไล่ล่าคนร้ายแล้วใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า อย่าเรียกว่าไล่ล่า คนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง จะต้องมาพูดคุยกัน เพราะเรามีคณะพูดคุยสันติสุขอยู่แล้ว มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. ที่จะเป็นเครื่องมือ ให้เราใช้ในการทำงาน ว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร เดี๋ยวเราก็จะมาหารือกัน ซึ่งตนก็จะลงพื้นที่ไปพร้อมกับหัวหน้าคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 หรือไม่ เพราะถึงวงรอบในการแต่งตั้งโยกย้ายพอดี พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปดึงประเด็น ขอให้แม่ทัพภาคที่ 4 มีสมาธิในการทำงาน ติดตามผู้ก่อการ หลังเกิดความสูญเสียขึ้น อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้น เพราะว่าแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผบ.ฉก.นราธิวาส ได้มีสมาธิในการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

สำหรับการจัดโผโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ถึงห้วงเวลา ขอให้ใจเย็นๆ เป็นเรื่องของผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละท่านที่จะต้องพูดคุยกัน ยังไม่ถึงวาระที่จะต้องมาหารือในช่วงนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เสธ.ทบ.’ บินด่วนลงชายแดนใต้ หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจดับ 5 ลั่น‘ถึงเวลาเป็นผู้ล่า’

กอ.โยกย้าย 657 อัยการ ดาวดังขยับพรึบ สุรเชษฐ์ ผงาดคดีพิเศษ

กอ.โยกย้าย 657 อัยการ ดาวดังขยับพรึบ สุรเชษฐ์ ผงาดคดีพิเศษ

กอ.โยกย้าย 657 อัยการ ดาวดังขยับพรึบ สุรเชษฐ์ ผงาดคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

ก.อ.โยกย้ายเเต่งตั้งอัยการ 657 ตำเเหน่ง อัยการดาวดังขยับพรึบ “สุรเชษฐ์” ผงาดขึ้นคดีพิเศษ ”ธีระวัฒน์นั่งอธ.อาญา ”สมคิด“คุมภ.1 พื้นที่ติดเมืองหลวง “ประยุทธ-วัชรินทร์” นั่งที่เดิม

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาที่ห้องประชุมคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ประธานคณะกรรมการอัยการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) โดย มีวาระพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอัยการครั้งที่ 9/2569 ตั้งเเต่ระดับ รองอัยการสูงสุด 7 ตำเเหน่ง ระดับผู้ตรวจการอัยการอัยการ 9 ตำเเหน่ง ระดับอธิบดีอัยการ 55 ตำเเหน่ง ระดับรองอธิบดีอัยการ 85 ตำเเหน่ง ระดัยอัยการพิเศษฝ่าย 130 ตำเเหน่ง ระดับ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 69 ตำเเหน่ง ระดับอัยการชั้น 5 (อัยการผู้เชี่ยวชาญ)83 ตำเเหน่ง ระดับอัยการชั้น4 (อัยการประจำจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด)90 ตำเเหน่ง อัยการชั้น3 (รองอัยการจังหวัด)92 ตำเเหน่ง โยกย้ายอัยการอาวุโสเดิม 34 ตำเเหน่ง เเต่งตั้งอาวุโสใหม่ 83 ตำเเหน่ง 

โดยการเเต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้มีบัญชีรายชื่ออัยการ เเละตำแหน่งที่น่าสนใจดังนี้

เลื่อน นายชาติ ชัยเดชสุริยะ ผู้ตรวจการอัยการ ขึ้นเป็นรองอัยการสูงสุดอาวุโสลำดับ3 (คิว อสส.ปี2571)

เลื่อน นายนิติ สุขเจริญ อธิบดีอัยการสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย ขึ้นเป็นผู้ตรวจอัยการ(คิว อสส.ปี2572)

นายมงคล ไชยสิงห์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นอธิบดีอัยการภาค 2 

นายธีระวัฒน์ พุฒิบูรณวัฒน์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงานภาค1 เป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา

นายวรวิทย์ สัมพัฒนวรชัย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรีเป็นอธิบดีอัยการภาค 7 

นายสมคิด สายเจริญ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญามีนบุรี เป็นอธิบดีอัยการภาค1 

นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร เป็นอธิบดีอัยการคดีพิเศษ

นายนิรันด์ ยั่งยืน รองอธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) เป็นอธิบดีอัยการ สคช.

สำหรับบัญชีรายชื่ออัยการชื่อดัง เเละตำแหน่งที่น่าสนใจที่อยู่ที่เดิมมีดังนี้ 

นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 

นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน

ส่วนนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สคช.เป็นอัยการอาวุโสที่ สคช. 

บิ๊กดุลย์ พบ รมว.กลาโหมจีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน

บิ๊กดุลย์ พบ รมว.กลาโหมจีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน

บิ๊กดุลย์ พบ รมว.กลาโหมจีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“บิ๊กดุลย์” พบ “รมว.กลาโหม”จีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน  ปมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมตรวจเยี่ยมหน่วยรบพิเศษ

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหมพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนกระทรวงกลาโหมไทย ของ พลเรือเอก ต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะให้การต้อนรับ และเป็นมิติในเรื่องของความสัมพันธ์ เพื่อฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีนัยสำคัญ หรือซ่อนเร้น 

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน จะหารือร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับกระทรวงกลาโหม และจะไปเยี่ยมชมภารกิจของหน่วยบัญขาการสงครามพิเศษ ที่จังหวัดลพบุรี ในวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2569  

ส่วนการหารือจะมีประเด็นที่จีนแสดงท่าที อยากเป็นตัวเชื่อมให้ไทย-กัมพูชา พูดคุยกัน ต่อยอดจากที่นายกรัฐมนตรีไปเยือนจีน หรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ฝ่ายจีนได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าจะเป็นตัวเชื่อม โดยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายในรายละเอียด

กมธ.ป.ป.ช. แจงเรียกหน่วยงานให้ข้อมูลปม ’โกงสอบท้องถิ่น’

กมธ.ป.ป.ช. แจงเรียกหน่วยงานให้ข้อมูลปม ’โกงสอบท้องถิ่น’

กมธ.ป.ป.ช. แจงเรียกหน่วยงานให้ข้อมูลปม ’โกงสอบท้องถิ่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุม พิจารณากรณีตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยเชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) กองบังคับการตำรวจกองปราบ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบคดีดังกล่าวของแต่ละหน่วยงาน 

จากนั้นในเวลา 15.15น. นายอาสพลธ์ แถลงว่า ตัวแทนเลขาธิการป.ป.ช. ชี้แจงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการ 11 คน จากเดิมที่พบการกระทำผิดที่อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 10 ราย และพบว่ามีการแก้ไขคะแนนสอบจากผู้สอบไม่ผ่าน ให้เป็นผู้สอบผ่าน จำนวน 5,960 คน ซึ่งไม่ตรงกับตัวเลขที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ระบุว่า มี 5,924 คน โดยพบว่ามีการทำกันเป็นขบวนการตามร่างขอบเขตของงานมหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ(มศว) มีหน้าที่ทบทวนคะแนนสอบ ส่งให้ กสถ.รับรองรายชื่อ โดยในส่วน 5,960 รายที่มีการแก้ไขผลคะแนนสอบ ถือว่าอยู่ในข่ายร่วมกระทำผิด 

“ทาง ป.ป.ช.ระบุว่า หากรายใดไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการไต่สวนคดี จะกันไว้เป็นพยาน ขณะที่ในส่วนบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ก็ได้สอบปากคำเรียบร้อยแล้วเช่นกัน” นายอาสพลธ์ กล่าว

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.แจ้งว่า จากการไต่สวนพบว่า มีผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) สั่งการให้ 1ใน3ผู้ต้องหา และมศว. ร่วมแก้ไขคะแนนของผู้สอบไม่ผ่าน เป็นสอบผ่าน กมธ.ฯจึงฝากป.ป.ช.ให้ดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาให้ดี เพราะเกรงว่าจะมีการตัดตอน ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังส่งรายชื่อผู้ต้องสงสัย 200 กว่าคนในคดีนี้ให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน  ทั้งนี้ป.ป.ช.แจ้งว่า กระบวนการไต่สวนคดีนี้จะใช้เวลา 10 เดือน จึงจะได้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง ประกอบด้วยการใช้เวลารวบรวมหลักฐาน 3เดือน ประมวลผลข้อมูล 1เดือน และการให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 6เดือน ซึ่งกมธ.มองว่าเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป ควรมอบอำนาจให้ดีเอสไอ หรือ ปปง. ดำเนินการแทน การสอบสวนจะรวดเร็วกว่า แต่ตัวแทนป.ป.ช.บอกว่า เวลา 10เดือนเร็วที่สุดแล้ว โดยป.ป.ช.ได้เชิญหน่วยงานอื่นเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนด้วย เพราะคดีดังกล่าวถือเป็นคดีพิเศษที่ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งป.ป.ช.จะไต่สวนทั้งทางอาญา วินัย และจริยธรรม 

เมื่อถามว่า ตัวการใหญ่สุดที่สาวไปถึงจะไปถึงระดับใด นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.ให้ข้อมูลว่า มีผู้บริหารกรมสั่งการอธิบการบดีมศว. และผู้ต้องหาทางไลน์ ส่วนปลัดกระทรวงมหาดไทย และนักการเมืองนั้น ทางป.ป.ช.ระบุว่า กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่