‘บังซุป’ เปิดวอร์ ‘สนธิ’! ถามทำหน้าที่สื่อ หรือเคลื่อนไหวการเมือง ซัด’ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล… เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน’

24 กันยายน 2569 เวลา 10:01 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สื่อมีสิทธิตรวจสอบ แต่สื่อก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ในวงการสื่อมวลชนไทยมายาวนาน มีประสบการณ์ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และคำพูดของเขามีพลังต่อความคิดเห็นของสังคม เพราะเหตุนี้เอง ผมจึงเห็นว่า มาตรฐานความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงของนายสนธิยิ่งควรสูงกว่าคนทั่วไป ผมไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของนายสนธิที่จะตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามต่อพรรคภูมิใจไทย จะวิจารณ์หนักเพียงใดก็เป็นสิทธิ ตราบเท่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายและตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามกลับก็คือ

วันนี้นายสนธิกำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง? นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผย

ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ตรงไหนคือข่าว ตรงไหนคือความคิดเห็น และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง

คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า “พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ” เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา ใครจ่ายเงิน? ใครรับเงิน? จ่ายที่ไหน? จ่ายเมื่อไร? และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?

ถ้ามีหลักฐาน — เปิดออกมา ส่งให้ กกต. ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่ ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย เลือกจากผลงาน เลือกจากตัวผู้สมัคร หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยมีข้อพิพาทกับการนำเสนอของนายสนธิ นายสนธิมีการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคภูมิใจไทยได้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลอยู่ในระหว่างการพิจารณา เรื่องดังกล่าวต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ผมจะไม่ตัดสินแทนศาล แต่ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่นายสนธินำเสนอเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยได้ก้าวไปถึงระดับที่เกิดข้อพิพาททางกฎหมายแล้ว

ดังนั้น วันนี้ผมไม่ขอกล่าวหาว่า “นายสนธิมีวาระซ่อนเร้น” เพราะผมไม่สามารถเข้าไปพิสูจน์เจตนาที่อยู่ในใจของใครได้ แต่ผมมีสิทธิตั้งคำถามจากพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะว่า การนำเสนอเรื่องพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ เป็นการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม หรือมีข้อสรุปอยู่ก่อนแล้วจึงเลือกข้อมูลมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น? นี่ต่างหากคือคำถามสำคัญ คนทำสื่อมานานย่อมรู้ดีว่า จรรยาบรรณสื่อไม่ได้หมายถึงเพียงความกล้าที่จะวิพากษ์ผู้มีอำนาจ แต่หมายถึงการตรวจสอบข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา และไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นข้อเท็จจริงในสายตาประชาชนก่อนที่จะพิสูจน์ได้ ยิ่งมีไมโครโฟนดังเท่าไร ยิ่งมีผู้ติดตามมากเท่าไร ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นเท่านั้น

ผมยืนยันอีกครั้งว่า ตรวจสอบภูมิใจไทยได้ วิจารณ์ภูมิใจไทยได้ ขุดคุ้ยภูมิใจไทยได้ และถ้ามีหลักฐานว่าภูมิใจไทยทำผิด — เปิดออกมาให้หมด แต่อย่าใช้ข้อกล่าวหาแทนหลักฐาน อย่าใช้ความเชื่อแทนข้อเท็จจริง และอย่าใช้พลังของสื่อทำให้ประชาชนถูกพิพากษาไปก่อนกระบวนการพิสูจน์ เพราะสื่อที่ตรวจสอบนักการเมืองได้ ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิตรวจสอบสื่อได้เช่นกัน

สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง — หลักฐานอยู่ที่ไหน? เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่ เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตาม

‘อนุทิน’มั่นใจดีลภาษีสหรัฐฯต้องสำเร็จแน่ ย้ำไทยทำการค้าขายทั้งจีน-สหรัฐ

24 กันยายน 2569 เวลา 09:37 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 กันยายน 2569 (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง )นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก กล่าวระหว่างพบปะชุมชนไทย ที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถึงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กำลังเจรจา เชื่อมั่นว่าจะต้องสําเร็จ ไม่มีทางที่จะไม่สําเร็จ โดยไทยขายสินค้าให้สหรัฐฯ 1.25แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ดุลการค้าเกือบ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ถ้าไปปฏิเสธเพื่อเซฟอย่างอื่น แล้วทำให้สินค้าอื่นขายไม่ได้ จะเกิดประโยชน์อย่างไร และสหรัฐฯเป็นประเทศมหาอำนาจ

ดังนั้นไทยต้องพยายามหาจุดที่สามารถรับได้ ตอนนี้เหลือเพียงเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องการซื้อมาขายไป แต่หากบอกว่าถ้าเขาเป็นศัตรูกับประเทศไหน คุณต้องเป็นด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่รับ ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องที่หารือกันเป็นเรื่องท้าย และขณะนี้การเจรจาใกล้จบแล้ว

“ถ้าเขาไม่มีเรา เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะสินค้าหลักก็มาจากเมืองไทย ส่วนประเทศจีน ก็มีการค้าขาย ก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจมากเพียงพอ ที่เราจะยืนอยู่บนขาตนเองได้ ดังนั้นขอให้มั่นใจ ว่าประเทศของเราโดยกระทรวงการต่างประเทศ ทราบดีว่า เราควรจะดำรงสถานะของเราอย่างไร ซึ่งประเทศของเราก็ใช้บริบทนี้ในการพัฒนาตัวเองมาโดยตลอด“ นายกฯ กล่าว

อาร์ต ถึงแก่น ชี้ น้ำท่วมอยุธยา ต้องแก้ด้วยระบบ อย่าเอาความเดือดร้อนปชช. เป็นเครื่องมือทางการเมือง

24 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 จากกรณี ชาวพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล โดยมีนายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับหนังสือ

ซึ่ง นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา ตีปี๊บพร้อมกล่าวเรียกร้องรัฐบาลและกรมชลประทานให้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา โดยระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำไม่มากและจะไม่ท่วมอยุธยา แต่ปัจจุบันประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการระบายน้ำอย่างหนัก

นายปุ้ย ยังทวงถามคำมั่นสัญญาของ นายอนุทิน ที่เคยระบุว่าจะจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับน้ำ โดยกล่าวว่า ผ่านมา 1 ปี แต่ประชาชนยังเผชิญปัญหาเดิม ขณะที่เกษตรกรบางรายมีหนี้สินจำนวนมากจากผลกระทบน้ำท่วม

“ประชาชนในอยุธยาต้องเผชิญน้ำท่วมเป็นเวลานานปีละ 3-4 เดือน และมีผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมทุกปี พร้อมสะท้อนความรู้สึกผิดหวังต่อการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ โดยมองว่าสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ผ่านมา”นายปุ้ย กล่าว

ล่าสุด อรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง หรือ อาร์ต ถึงแก่น อดีตผู้สมัคร สส.ภูมิใจไทย ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้่ว่า น้ำท่วมจริง!…แต่อย่าท่วมความจริง

ชาวอยุธยาเดือดร้อนจากน้ำท่วม จริง และรัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหา เยียวยา และตอบคำถามประชาชนให้ชัด แต่การนำความเดือดร้อนไปสร้างภาพว่า รัฐบาลไม่ทำอะไร ไม่มีแผน และทอดทิ้งอยุธยา ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบ
เพราะโครงการ บางบาล–บางไทร หรือเจ้าพระยา 2 เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 และยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล ระบุว่า การแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนต้องใช้ ทางระบายน้ำขนาดใหญ่และเวลาอย่างน้อย 7–8 ปี พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังผลักดัน ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ให้เดินหน้าต่อในปีงบประมาณ 2570

ดังนั้น การวิจารณ์รัฐบาล ตรวจสอบ และเรียกร้องให้ช่วยเหลือประชาชน เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ประชาชนเดือดร้อนจริง” กับ “การเลือกเล่าข้อมูลบางส่วนเพื่อสร้างข้อสรุปทางการเมือง” อย่าให้ “ปี๊บ” ดังจนกลบข้อเท็จจริง เพราะเรื่องน้ำ สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ใครชนะทางการเมือง แต่คือ น้ำต้องลด ความช่วยเหลือต้องถึง และโครงการแก้น้ำระยะยาวต้องเกิดขึ้นจริง น้ำท่วมแก้ด้วยระบบ ความจริงแก้ด้วยข้อมูล อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสปริศนา พูลแมน โจทย์ใหญ่ทางกฎหมายในคดี ฮั้ว สว.

24 กันยายน 2569 เวลา 07:41 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ระบุว่า ถอดรหัสปริศนา “พูลแมน” : จากคำให้การพยานรหัส 25/26 สู่โจทย์ใหญ่ทางกฎหมายในคดี “ฮั้ว สว.”

กรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงทางสังคมและกระบวนการยุติธรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเปิดเผยข้อมูลสำคัญโดย iLaw เกี่ยวกับคำให้การของ “พยานรหัส 25/26” ในคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เหตุการณ์ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 หลังกระบวนการเลือก สว. ระดับประเทศเสร็จสิ้นลง

1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง : เกิดอะไรขึ้นที่โรงแรมพูลแมน?

คำให้การของพยานรหัส 25/26 ซึ่งเป็นผู้ช่วยดำเนินงานของ สว. ท่านหนึ่ง ได้ฉายภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวซึ่งมีความสอดคล้องกับพยานรายอื่น และข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Tower Data) ในพื้นที่ ดังนี้:

• การรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก: พยานประเมินว่ามี สว. เดินทางมาร่วมงานมากกว่า 100 คน ขณะที่ข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ยืนยันพิกัด สว. ในบริเวณดังกล่าวอย่างน้อย 40 คน 

• มาตรการการรักษาความลับ: มีการ “เก็บโทรศัพท์มือถือ” ของ สว. ก่อนเข้าห้องจัดเลี้ยง 

• เอกสารปริศนา “หนังสือลาออก”: พยานได้รับการติดต่อให้ไปหยิบบัตรประชาชนของ สว. จากในรถ เพื่อนำมาถ่ายเอกสารและพิมพ์เอกสารซึ่งพยานระบุว่าเป็น “หนังสือลาออก” เพื่อให้ สว. ที่เข้าร่วมประชุมลงนามไว้ล่วงหน้า 

• การปรากฏตัวของแกนนำทางการเมือง: พยานพบเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกุล และ นายเนวิน ชิดชอบ ปรากฏตัวในพื้นที่ และนั่งร่วมโต๊ะกับกลุ่ม สว. หลายรายภายในห้องจัดเลี้ยง 

• โพยลายมือชื่อล็อกตำแหน่ง: พยานพบเห็นบันทึกข้อความด้วยลายมือระบุชื่อบุคคลที่จะเลือกว่า:
“ประธาน มงคล / รอง 1 เกรียงไกร / รอง 2 บุญส่ง”

ซึ่งต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ผลการลงมติเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภากลับตรงตามบันทึกดังกล่าวทุกประการ 

2. ปรับบทกฎหมาย : พฤติการณ์เสี่ยงขัดกฎหมายบทใดบ้าง?
หากพิจารณาจากพฤติการณ์ตามคำให้การในเชิงนิติศาสตร์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจสุ่มเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับด้วยกัน:

1)พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

• การแทรกแซงและครอบงำ: การจัดทำโพยและการบังคับ/ยินยอมให้เซ็น “หนังสือลาออก” ล่วงหน้า ถือเป็นการสร้างพันธะสัญญาเพื่อควบคุมการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของ สว. ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ

• การจัดตั้ง/ฮั้วเลือก สว.: หากพบการให้ สัญญาว่าจะให้ หรือการรับประโยชน์เพื่อจูงใจในการลงคะแนน จะเข้าข่ายความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

2) พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2561 (มาตรา 28 และ 29)
การที่บุคคลภายนอกหรือแกนนำพรรคการเมืองเข้าไปชี้นำ ครอบงำ หรือกำหนดทิศทางการดำเนินงานของ สว. หรือกิจกรรมทางการเมือง อาจนำไปสู่การพิจารณาโทษจำคุกและปรับ ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือขั้นยุบพรรคการเมือง หากพิสูจน์ได้ว่าทำในนามพรรค 

3) ประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

การปิดบังอำพรางการประชุมอย่างเป็นระบบอาจเข้าข่ายพฤติการณ์ “อั้งยี่” (มาตรา 209) และหากพบว่าเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการเลือก สว. เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็จะเข้าข่าย “ความผิดฐานฟอกเงิน” อีกด้วย 

3. มุมมองวิเคราะห์ : ยกระดับจาก “ข่าวการเมือง” สู่ “พยานหลักฐาน”
สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์กรณีนี้ คือการ “แยกแยะระหว่างความสงสัยทางการเมืองออกจากพยานหลักฐานทางกฎหมาย” 

การตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง

การพิสูจน์ความจริงในคดีนี้ ไม่ควรมองเพียงแค่ว่า “นายอนุทินหรือนายเนวินไปที่โรงแรมพูลแมนจริงหรือไม่” เพราะการพบปะทางสังคมของนักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในตัวมันเอง แต่โจทย์ที่แท้จริงคือ “เกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับการได้มาซึ่ง สว. อย่างผิดกฎหมายอย่างไร?”

พยานแวดล้อมกรณี (Circumstantial Evidence) กับการเชื่อมโยง
จุดแข็งของข้อมูลชุดนี้ คือการที่คำให้การของพยานบุคคลมี “พยานแวดล้อม” สนับสนุนอย่างสอดคล้อง ทั้งข้อมูลพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ ผลการลงคะแนนจริงที่ตรงตามโพย และพยานบุคคลรายอื่น

เอกสาร “หนังสือลาออก” : เครื่องมือควบคุมพฤติกรรม (Quid Pro Quo Controls)

ในทางคดี พฤติการณ์การเก็บโทรศัพท์และการเซ็นหนังสือลาออกไว้ล่วงหน้า ถือเป็น Indicia (พฤติการณ์บ่งชี้) ที่มีน้ำหนักสูงมาก เพราะแสดงให้เห็นถึง “กระบวนการสร้างอำนาจบังคับ” เพื่อให้ สว. ต้องลงมติตามสั่ง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยโดยสิ้นเชิง 

มาตรฐานการพิจารณาในชั้น กกต. (พ.ร.ป. สว. มาตรา 62)

ตามกฎหมาย กกต. ไม่จำเป็นต้องรอให้พยานหลักฐานหนาแน่นถึงขั้น “ปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง” เหมือนคำพิพากษาโทษอาญาในชั้นศาล แต่ใช้เพียงมาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาได้ 🏛️

4. คำถามสำคัญที่กระบวนการยุติธรรมต้องหาคำตอบ

เพื่อให้คดี “ฮั้ว สว.” เดินหน้าไปสู่บทสรุปที่โปร่งใส สังคมและองค์กรอิสระจำเป็นต้องหาคำตอบให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ ใน 7 ประเด็นหลัก:

1)ใครเป็นผู้จัดการประชุมที่โรงแรมพูลแมน?
2) รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดมีใครบ้าง?
3) มีการกำหนดวาระ มอบนโยบาย หรือสร้างข้อตกลงใดหรือไม่?
4) “หนังสือลาออก” มีอยู่จริงหรือไม่ และจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด?
5) รายชื่อประธานและรองประธานวุฒิสภาในโพย ถูกกำหนดขึ้นโดยใครและเมื่อใด?
6) การกำหนดรายชื่อดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับการลงคะแนนจริงอย่างไร?
7) มีพยานหลักฐานชั้นต้น (เช่น ตัวเอกสารจริง) ที่สามารถเชื่อมโยงการกระทำนี้ไปสู่ความผิดตามกฎหมายหรือไม่?

 บทสรุป

คดีปริศนาโรงแรมพูลแมนไม่ใช่แค่เรื่องของการสืบสวนข้อเท็จจริงรายวัน แต่คือ “บททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระในประเทศไทย” ว่าจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี ต้องย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังคงเป็นคำให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดทุกท่านยังคงได้รับความคุ้มครองตามหลัก “การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดครับ เอกภาพแห่งกระบวนการยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อความจริงถูกเปิดเผยด้วยพยานหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้เท่านั้น! 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

24/9/69

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร-ตำรวจชั้นนายพล 15 นาย

24 กันยายน 2569 เวลา 07:29 น.

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพลและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 11 นาย ดังนี้

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตำรวจชั้นนายพล และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 4 นาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตำรวจชั้นนายพลและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 4 นาย ดังนี้

ยิ่งลักษณ์หน้าหงาย แห้วรื้อคดีจำนำข้าว

24 กันยายน 2569 เวลา 06:14 น.

ยิ่งลักษณ์หน้าหงาย แห้วรื้อคดีจำนำข้าว

ศาลปกครองสูงสุด สั่งเด็ดขาด ไม่รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่“ยิ่งลักษณ์”และสามีคดีชดใช้ค่าความเสียหายทุจริตโครงการจำนำข้าว ย้ำหลักฐานที่อ้างไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่หักล้างคำพิพากษาเดิมได้และฟังไม่ขึ้น ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง สั่งต้องชดใช้ความเสียหายกว่า 1หมื่นล้านบาท ด้านทีมทนายเตรียมหารือต่อสู้ต่อ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 กันยายน 2569 ณ ห้องพิจารณาคดี 4 อาคารศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางได้ออกอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดงที่ พม. 3/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้เป็นสามี ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่

ในคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ และสามี ได้ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวก รวม 9 คน จากกรณีที่กระทรวงการคลัง มีคำสั่งให้นางสาวยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)จากการปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ เป็นจำนวนเงินสูงถึง 10,028,861,880.83 บาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่มาแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเอกสารหนังสือกระทรวงพาณิชย์(ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568)ที่ฝ่ายผู้ฟ้องนำมาอ้างเป็นพยานหลักฐานใหม่นั้นเป็นเพียงหลักฐานการหารือที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาไปแล้ว จึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่จะส่งผลให้ข้อเท็จจริงในสาระสำคัญของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด ได้พิจารณาและมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง โดยระบุเหตุผลว่า ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(G2G)ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีอย่างถี่ถ้วนแล้ว การยื่นคำร้องกล่าวอ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเพียงการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาล ไม่ใช่กรณีที่ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือมีพยานหลักฐานใหม่ และไม่มีข้อบกพร่องในกระบวนพิจารณาที่จะทำให้ผลของคดีขาดความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฟังไม่ขึ้น และสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์ดังกล่าว

ภายหลังรับฟังคำสั่งศาล ทางด้านทีมทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์เปิดเผยว่าหลังจากนี้จะนำรายละเอียดของคำสั่งศาลไปหารือกับนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาหาช่องทางและแนวทางในการต่อสู้คดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

อนุทินสุดปลื้ม ถก3ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ชวนมาลงทุนในไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

อนุทินสุดปลื้ม ถก3ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ชวนมาลงทุนในไทย

นายกฯร่วมประชุมเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พร้อมผู้นำ-ผู้แทนจากทั่วโลก แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายและขับเคลื่อนความร่วมมือระดับโลก ขอใช้เวทีประชุมนี้ทำให้ไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก เคียงข้างกับผู้นำประเทศต่างๆ โดยนายกฯพบหารือ3 สถาบันการเงิน-กองทุนชั้นนำอเมริกา มองหาพาร์ทเนอร์ ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีอนาคต-ความยั่งยืน ยันไทยพร้อมรับการลงทุน “ศุภจี”ย้ำรัฐบาลไทย รักษาสมดุล ระหว่าง สหรัฐ-จีน บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่เลือกข้าง ทำให้ไทยสามารถทำงานร่วมกันได้กับทั้ง2ประเทศ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.00น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81)โดยหัวข้อหลักของการประชุมฯ คือ“Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All”หรือ“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองแก่ทุกฝ่าย”ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำและผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์และความท้าทายของโลก ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

เริ่มถกเปิดอภิปรายทั่วไปUNGA81

ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 มี ดร. Khalilur Rahman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ ดำรงตำแหน่ง ประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมอาทินายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายตาริก เราะห์มาน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน นายนีคอล พาชีเนียน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอาร์เมเนีย นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์

การเข้าร่วมประชุม UNGA 81ของนายกรัฐมนตรี ปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 80 ปี ที่ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยในฐานะประเทศระดับกลาง จะมีบทบาทกับเวทีนานาชาติในการผลักดันวาระสำคัญของโลก

หนูขอใช้เวทีดันไทยอยู่จอเรดาร์โลก

ต่อมา เวลา11.20 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมการเปิดอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ระยะเวลา3วันที่อยู่นครนิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับผู้นำประเทศต่างๆรวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจ และนักลงทุนต่างๆเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น แม้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การมาสร้างความเชื่อมั่นก็จะเน้นประเด็นความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุกๆด้านทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในวันที่ 24 กันยายนนี้ นายกฯระบุว่าจะนำเสนอ อนาคตของประเทศไทย การเป็นศูนย์กลางการค้าการเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนและปรับตัวพร้อมรับกติกาโลกใหม่รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งไทยมีความพร้อม ตลอดจนมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติ ช่วยส่งเสริมประเทศไทย ในการร่วมมือกับนานาประเทศในสถานที่ไทยไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

นายกฯหารือ3สถาบันชั้นนำสหรัฐฯ

เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ ชั้น 29 อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย หารือกับผู้บริหารระดับสูง 3 สถาบันหารเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา Bank of America Microsoft PIMCO นักลงทุน สถาบันการลงทุน สหรัฐอเมริกาตอบรับการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวในประเทศไทย มากกว่าเพียงนำเงินมาลงทุน โดยจะเน้นเทคโนโลยีแห่งอนาคต และความยั่งยืน

ในการหารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย นายกฯเน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารสถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวเห็นว่า สถาบันการเงินระดับโลกมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทย

ทั้ง3สถาบันหนุนไทยพัฒนา

ทั้งนี้ประธานกรรมการธุรกิจต่างประเทศ(Bank of America President of International) ชื่นชมนโยบายรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลกในอนาคต ทั้งการส่งเสริม AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งจะเดินทางเยือนไทย เพี่อเข้าร่วมการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ที่ประเทศไทยในเดือนหน้านี้ด้วย

ขณะที่การพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท Microsoft ทั้งสองฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์(AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรียังขอบคุณ Microsoftที่มีส่วนสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนการหารือกับ ผู้บริหารPIMCOได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อมูลและมุมมองจากนักลงทุนระดับโลกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานโยบายและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในการหารือพูดคุยของนายกรัฐมนตรี กับ 3 สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ สร้างโอกาสให้เงินทุนคุณภาพเข้ามามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่เพียงเงินทุนที่นำเข้ามา แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ ที่จะร่วมกันสร้าง เศรษฐกิจแห่งอนาคตและความยั่งยืน

เผยนักลงทุนสนใจลงทุนไทย

ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังร่วมกับนายกรัฐมนตรีหารือกับผู้จัดการกองทุน สถาบันการเงิน และกองทุนชั้นนำของโลก ในงาน Bank of America Roadshowที่นครนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาว่านักลงทุนให้ความสนใจประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลประกอบการและอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้น(Upgrade)รวมถึงผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ก็ปรับตัวดีขึ้น

ย้ำไม่เลือกข้างรักษาสมดุล

ทั้งนี้ นักลงทุนสนใจสอบถามนโยบายความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย สหรัฐอเมริกา และจีนโดยฝ่ายไทย ชี้แจงว่า ทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ไทยวางตัวอยู่อย่างสมดุลบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่เลือกข้าง ทำให้ไทยสามารถทำงานร่วมกับทั้งสองประเทศมหาอำนาจได้

นอกจากนี้ นายกฯได้นำเสนอเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition), นโยบายเทคโนโลยีดิจิทัล,ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และจุดแข็งต่าง ๆ ของประเทศไทย ยืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และการกู้เงินยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด ทำให้นักลงทุนพอใจ

จ่อเข้าลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า นักลงทุนให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์เซ็นเตอร์จึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ระยะยาว มากกว่าการรับการลงทุนแบบครั้งเดียว (One-time investment)

ขณะที่ Data Center ในสหรัฐฯเริ่มติดข้อจำกัดด้านการเมืองและกระแสสะท้อนกลับทางสังคม ทำให้นักลงทุนต้องมองหาการขยายฐานออกนอกประเทศ และ ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูงเพราะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (Heart of ASEAN) ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิล หากตั้ง Data Center ในไทย จะสามารถครอบคลุมและเข้าถึงตลาดอาเซียนทั้ง 750 ล้านคน ไม่ใช่แค่ตลาดภายในประเทศ 70 ล้านคน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด นายกรัฐมนตรีจึงมอบนโยบายในการจัดวางโครงสร้าง กฎระเบียบและข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถ “เลือก” นักลงทุนได้ โดยคัดเลือกเฉพาะ Data Center ที่สร้างประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุดแก่ประเทศ ไม่ใช่เพียงเข้ามาใช้ทรัพยากรเท่านั้น

หนูยังไม่ดึงร่วมรบ. กธ.รอก่อน ยังไร้สัญญาณเสียบ ปชน.ยันไล่พ้นฝ่ายค้าน ไม่เสียมารยาทการเมือง

24 กันยายน 2569 เวลา 06:06 น.

หนูยังไม่ดึงร่วมรบ. กธ.รอก่อน ยังไร้สัญญาณเสียบ ปชน.ยันไล่พ้นฝ่ายค้าน ไม่เสียมารยาทการเมือง

นายกฯ อ้างอยู่ไกลสัญญาณมาไม่ถึง ปัดดึง“กธ.”ร่วมรัฐบาล วันนี้มาทำงานสร้างความเชื่อมั่นให้ ปท.ด้าน“เท้ง”ปัดตอบเขี่ย ‘กล้าธรรม’พ้นวิปฝ่ายค้าน เติมเสียงรบ.หรือไม่ โยนถาม‘พรรคเขียว‘เอง ยันไม่ได้เสียมารยาททางการเมือง เมิน‘ธรรมนัส’ใส่นาฬิกาสลักชื่อ‘อนุทิน’ลั่นทำงานสส.ตัวชี้วัด ด้าน‘พริษฐ์’แจงยื่นซักฟอกรัฐบาลกันยายนนี้แน่นอน ขณะที่สภาฯไฟเขียวร่างกม.ล้มละลาย ไม่ต้องพ้นสภาพข้าราชการ

เมื่อวันที่ 23กันยายน2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ขณะนี้มีกระแสข่าวเตรียมร่วมรัฐบาลว่า“โอ๊ย ใจเย็นๆ นี่เราอยู่อเมริกา ไกล สัญญาณมาไม่ถึง เอาเรื่องนี้ก่อน วันนี้เรามาทำงานให้กับประเทศไทยของเรา ซึ่ง 3 วันที่อยู่นิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับผู้นําประเทศต่างๆ มากมาย รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจ และนักลงทุน จึงขอเวลาที่อยู่ที่นี่ที่ได้มีโอกาสพบคนทั้งโลก สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่มาสร้างความเชื่อมั่น โดยเน้นเรื่องความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้า และแหล่งผลิตสินค้าต่างๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

‘เท้ง’ปัดตอบเหตุเขี่ย‘กล้าธรรม’

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคประชาชนปรับพรรคกล้าธรรม (กธ.) จากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ว่า การทำงานในระบบรัฐสภา ใครที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลย่อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทั้งหมด สิ่งที่เราคาดหวังคือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ จริงๆ เราอาจจะเห็นการออกมาแสดงความเห็นจากตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่า เราดำเนินการไปเลยโดยที่ไม่มีการพูดคุยกันมาก่อน ดูเหมือนเสียมารยาททางการเมือง ไม่ได้ให้เกียรติพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ในความจริงแล้วนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการอัปเดตกับพรรค และส่งกลับมาที่ตนโดยตลอด และก่อนที่นายพริษฐ์จะมีการโพสต์เฟซบุ๊กออกไป เราก็พยายามประสานไปยังพรรคกล้าธรรม ยืนยันโดยหลักแบบนี้ว่า เราอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะฝ่ายค้านไม่ใช่รัฐบาล

‘ไอติม’แจงปรับเพราะโหวตพรบ.งบ

ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลังพรรคกล้าธรรมลงมติร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 ขัดต่อมติวิปฝ่ายค้าน ประกอบกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของพรรคกล้าธรรมที่จะร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ตนได้หารือกับตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไรดี และนำมาสู่ข้อสรุปการปรับสัดส่วนวิปฝ่ายค้าน ต้องย้ำว่า ไม่ใช่ความขัดแย้งอะไรกัน เป็นการแยกกลไกการทำงานอย่างชัดเจน องค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน เช่น โควตากระทู้ถามสด เราก็มองว่า ควรถูกจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มีความประสงค์ จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่กลไกใดก็ตามที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของ สส.เช่น สัดส่วนเวลาในการอภิปรายวาระต่างๆ การหารือปัญหาในพื้นที่ อย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของพรรคกล้าธรรมอยู่แล้ว ในฐานะพรรคการเมืองที่มีสส.ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมา 50กว่าคน

ไม่ชัดเจนร่วมยื่นซักฟอกรบ.หรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ต่อ หมุดหมายสำคัญคือ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะจัดทำญัตติให้เสร็จเดือนกันยายนนี้และยื่นอภิปรายโดยไม่ชักช้า ซึ่งที่ผ่านมาพรรคกล้าธรรม ก็ให้ความร่วมมือประชุมและในการประชุมและประสานงานมาโดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ การลงมติที่ขัดต่อมติฝ่ายค้าน ซึ่งเหตุผลที่บอกว่า อยากให้ประเทศมีงบประมาณ ตนคิดว่าไม่ได้สมเหตุสมผลทั้งหมด เพราะในมุมของฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาชนที่ลงมติไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็นชอบที่ประเทศจะมีงบประมาณ แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ รวมไปถึงฝ่ายค้านก็พยายามมีมติรองรับ ความเห็นที่แตกต่างได้ โดยให้โหวตงดออกเสียง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่สองคือ ท่าทีความไม่ชัดเจนว่า จะร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ หรือแม้กระทั่งลงไปแล้ว จะมีมติอย่างไร เราใช้เกณฑ์นี้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ ไม่ได้เอาองค์ประกอบอื่น ที่เราก็รับรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น มาเป็นเกณฑ์หลัก พยายามจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก

เพิ่มเสียงรบ.หรือไม่ให้ไปถามกธ.

เมื่อถามว่า แบบนี้ไม่ใช่การถวายเสียงประเคนใส่พานให้รัฐบาลหรือไม่ เพราะมีการวิจารณ์ว่าเหมือนMOAภาคสอง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะดูว่าเสียงฝั่งไหนเพิ่มขึ้น ควรไปถามพรรคกล้าธรรมโดยตรงว่าจะเพิ่มเสียงให้ฝั่งไหน สาระสำคัญเป็นแบบที่นายพริษฐ์ได้กล่าวไป ทำให้เราต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เราพูดคุยกันมาตลอดว่าจะลงมติอย่างไรในร่างงบประมาณ แต่พอมาถึงหน้างานจริง กลับมีการอ้างว่า มีการพูดคุยกันในพรรคกล้าธรรม แล้วเปลี่ยนกันในวันนั้นเลย ตนคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง แบบนี้จะทำงานลำบาก โดยหลักแล้ว สุดท้ายเราอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นอย่างไร การทำหน้าที่ในสภาคือตัวชี้วัดว่าคุณทำหน้าที่ ส.ส. ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลกันแน่

นาฬิกา’หนู’ไม่สำคัญเท่าผลงาน

เมื่อถามถึง กรณีนาฬิกาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมใส่ ซึ่งมีการสลักชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำหน้าที่ในสภาตัวชี้วัดมากกว่าว่า คุณทำหน้าที่สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

เปิดที่มานาฬิกาหนูแจกคนใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดกระแสนาฬิกาCASIO ที่สลักชื่อ“อนุทิน”และ“Anutin Charnvirakul” บริเวณด้านหลังตัวเรือน โดยเฉพาะหลังมีภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมนาฬิการุ่นดังกล่าว จนถูกนำไปเชื่อมโยงทางการเมืองในลักษณะเป็นของแทนใจก่อนเข้าร่วมรัฐบาลนั้น มีรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้รับนาฬิกาเรือนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 13สิงหาคม2569และมีภาพปรากฏสวมใส่มาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 24สิงหาคม2569 ขณะลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดน่าน

‘ก๊วนลูกเทพ-ปลัดมท.’ได้ทั่วหน้า

สำหรับที่มาของ“Casio connection” มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับนาฬิกาลักษณะนี้ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ทำงานใกล้ชิดกับนายอนุทิน ทั้งรัฐมนตรีและบุคคลในแวดวงการทำงาน อาทิ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นายภราดร ปริศนานันทกุล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รวมถึงนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

แตกต่างเพราะมีชื่อนายกฯสลักหลัง

มีรายงานด้วยว่า นายอนุทิน เป็นผู้ที่ชื่นชอบและสะสมนาฬิกาอยู่แล้ว ในช่วงลงพื้นที่หาเสียง รวมถึงลงพื้นที่ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตามตลาดและห้างร้านต่างๆ หากพบนาฬิกา CASIO รุ่นที่ชื่นชอบก็จะซื้อเก็บไว้ โดยมีทั้งรุ่นสีเงินและสีดำ ก่อนนำไปสลักชื่อของตัวเอง ราคานาฬิการวมค่าดำเนินการอยู่ที่ประมาณเรือนละ 1,900บาท จึงทำให้นาฬิกาที่เดิมเป็น CASIO รุ่นทั่วไป กลายเป็นของที่มีความหมายเฉพาะในกลุ่มผู้ได้รับ เพราะสิ่งที่ทำให้แต่ละเรือนต่างจากสินค้าที่วางขายทั่วไป ไม่ใช่ราคาหรือความหรูหรา แต่เป็นชื่อ“อนุทิน ชาญวีรกูล”ที่ถูกสลักอยู่ด้านหลังตัวเรือน

ผ่านกม.ล้มละลายไม่พ้นสภาพขรก.

เวลา 11.00น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่วมกันของสองสภาฯ พิจารณาแล้วเสร็จ มีสาระสำคัญคือการยืนยันเนื้อหาของสภาฯ ให้ข้าราชการที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมาย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยังถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ต้องพ้นจากการเป็นข้าราชการ หลังจาก วุฒิสภามีการตัดเนื้อหาดังกล่าวออก โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 444 เสียง ต่อ 0 งดลงมติ 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 1เสียง

ลุยยื่นปปช.เชือดเหมาเข่ง เช็คบิล7กกต. เอาผิดปล่อยผีฮั้วสว. เท้งได้ฤกษ์25กันยาฯ สนธิตามขยี้ซํ้าศุกร์นี้

24 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ลุยยื่นปปช.เชือดเหมาเข่ง เช็คบิล7กกต. เอาผิดปล่อยผีฮั้วสว. เท้งได้ฤกษ์25กันยาฯ สนธิตามขยี้ซํ้าศุกร์นี้

“เท้ง-ไอติม”คอนเฟิร์ม ศุกร์ 25 กันยายนนี้บุกป.ป.ช. ยื่นหนังสือเชือด 7 กกต.คดีฮั้วสว.แน่ ไม่เว้นแม้แต่ กกต. เสียงข้างน้อย ขณะเดียวกันคาใจตั้ง “ปิยะ” นั่งอธิบดีดีเอสไอ “รังสิมันต์” ดักคออย่าคิดเป่าคดีสำคัญ ฟอกขาว ใครบางคน ด้าน“สนธิ” นัดม็อบบุก กกต. 2 5 ก.ย.นี้ด้วย แต่ไม่คิดล้มรัฐบาล

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 25 ก.ย.นี้

ประเคนสารพัดข้อหา

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนเห็นว่า มติของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234 , พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้นตนจะยื่นต่อ ป.ป.ช. ในสองกลุ่มสำคัญ 1. มติของ กกต.วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกกต.พยายามแถลงพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องเห็นอยู่ว่ามีการทำเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ทั้งกกต. ยังเพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่ง ขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่ง กกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่ กกต. กลับละเลย รวมถึงกกต. อ้างการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดี เพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

ชี้กกต.มีพิรุธคดีฮั้วสว.

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 2. การดำเนินการของ กกต.ก่อนการลงมติ มีข้อพิรุธที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ โดยเห็นว่า กกต. จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกง สว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยและการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้นคือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสาระสำคัญคือ ป.ป.ช. ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนินเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากมองภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อก็จะเห็นช้างทั้งตัว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ

เมื่อถามว่า ช่องทางการร้องนี้จะล้อไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราก็ดำเนินการแยกส่วนกัน จริงๆ มีอีกหนึ่งช่องทางที่ตนอยากแนะนำ หรือว่าสนับสนุนคนที่เป็นผู้เสียหาย ก็คือเป็นผู้สมัคร หรือว่าเป็น สว. สำรอง ในการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนตนหรือภาคประชาชนใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไป

ยื่นเหมาะเข่งทั้ง 7 คน

ด้านด้ายนายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช. นั้น เราร้อง กกต. ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพราะประการแรก เราไม่ทราบว่า กกต. คนไหนลงมติอย่างไร มีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้อง กกต. ทั้ง 7 คน ส่วนใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช. ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ประการที่สอง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะตนเข้าใจว่าอย่าง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฐานความผิดที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการ แต่ครอบคลุมอนุกรรมการด้วย และเราก็ทราบดีว่าในอนุฯ ชุดที่ 36 โดยเสียงข้างมาก ซึ่งคาดกันว่าเป็นมติ 5 ต่อ 2 ลงความเห็นว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่ง 1 ใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากก็คือ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ที่ได้รับการแกต่งตั้งให้เป็นอธิบดีคนใหม่ ซึ่งเรามองว่า การเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน

หวั่นเข้าไปเป่าคดีสำคัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนายณัฐพงษ์ นายพฤษฐ์ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ไปในแนวทางเดียวกัน ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในทำนองว่ากังวลบางคดีสำคัญที่ต้องดำเนินต่อ อาจหลุดลอยไป


โดยเฉพานายรังสิตมั่น กล่าวว่าเรื่องนี้ตนเป็นห่วงเช่นเดียวกัน และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะมีสถานการณ์คล้ายกันอีกหลายเรื่อง ดังนั้นตนเป็นห่วงจริง ๆ

“ว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ในเวลานี้ คือคนทำงานจะไม่ได้ดี ส่วนคนที่ช่วยเหลือระบอบน้ำเงิน ที่เรียกว่าทำให้บางคนรอดพ้นจากคุกไปได้อาจกลายเป็นคนที่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยในระบบราชการ” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลคดีอื่นๆที่อยู่ในมือของดีเอสไอหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ตอนนี้ตนไม่ค่อยมั่นใจว่าดีเอสไอมีบทบาทอย่างไรในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งการปราบปรามอาชญากรรมเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ควรทำว่ากันด้วยพยานหลักฐาน แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ดีเอสไอจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ด้วย 2 วัตถุประสงค์ 1.ช่วยอาชญากรตัวจริง 2.เป็นเครื่องมือทางการเมืองกับผู้ที่ต้องการทำให้บ้านเมืองนี้ เป็นของตัวเอง

สนธิบุกกกต.25กันยายน

วันเดียวกัน ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายนิติธร ล้ำเหลือ นายปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ นายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันแถลงข่าวเปิดแนวทางการเคลื่อนไหว “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา“ เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา


นายปานเทพ ระบุว่า จะมีการยื่นหนังสือเรียกร้องต่อกกต. ในวันที่ 25 ก.ย. เวลา 10.00 น. เนื่องจากแม้จะมีมติกกต. สั่งฟ้องฮั้วสว. แต่ยังไม่ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต่อระบบและระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกลไกำารตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ สว. ต้องเป็นอีกกลุ่มที่ไม่สัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองในระบบสส. และรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การเลือกคัดสรรองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การถ่วงดุลตรวจสอบผู้กระทำความผิด จึงกระทบต่อระบบทั้งหมด จึงเห็นว่ามติกกต. ยังไม่ได้พิจารณาตามมาตรา 62 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้กกต. ยังเปลี่ยนมติจากการอ้างของพยาน 3 ปาก ที่กลับคำให้การ โดยอ้างว่าไม่มีการไต่สวนหรือเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นกกต.ได้ดำเนินการโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่

หลักฐานแน่นโพยหัวสว.

นายนิติธร ระบุว่า เรามีองค์กรกำกับดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรม ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะนำไปสู่ความสุจริตและเที่ยงธรรม และการเลือกตั้งสว. กกต.มีหน้าที่ 3 ส่วนคือ ก่อนเลือกตั้ง ขณะการเลือก และหลังเลือกตั้งคือการรับรองผล ซึ่งการเลือกสว.เราเห็นภาพที่ไม่ได้ปกปิด มีกลุ่มบุคคล ไปอยู่ที่เดียวกัน มีการแต่งตัวเหมือนกัน มีการจัดทำโพย ส่อให้เกิดการฮั้ว ซึ่งกกต.มีหน้าที่หยุด ระงับ การเลือกตั้งได้ ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกกต.เป็นเหมือนฝ่ายอำนวยการให้กระบวนการนี่ดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้มีการทุจริตมีการฮั้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คือ กกต. เพราะถ้ากกต.เบรกเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขั้น แต่กกต.ปล่อยให้กระบวนการดำเนินการแล้วรับรองผลการเลือกตั้ง

ต้องยึดหลักนิติรัฐ

ด้านนายสนธิ กล่าวว่า ทำไมต้องจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องรวมพลัง เคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องเอาประเทศไทยเราคืนมา ประเทศไทยที่เราต้องการคือประเทศไทยที่เรากำลังสู้มีหลักนิติรัฐหลักนิติธรรม ซึ่งมีคำถามว่าตกลงจะไล่รัฐบาลชุดนี้ออกหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้อง เราไม่มีความปรารถนาที่จะไล่ออก แต่ต้องใช้ความกล้าหาญออกมาให้เห็นว่า การกระทำงานที่ช่อราฎบังหลวง การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การการช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง ยังมีสิ่งที่สำคัญ คือการพยายามครอบงำขบวนการขององค์กรอิสระ สำหรับภาพรวมถ้ากกต. ยังเป็นเช่นนี้ รับคำสั่งจากพรรคการเมือง ทั้งนี้ สว. ที่มีมลทินมีมติเลือกองค์กรอิสระมาหลายส่วน เช่น กกต. 4 คน ปปช. 4 คน การทำงานขององกรอิสระ แม้จะทำตามหลักการแต่ข้อเท็จจริงค้านสายตาของประชาชน กฎหมายเปเป็ยกรอบนึดถือ แต่เบื้องหลังการใช้กฎหมายถ้าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือการฟอกขาว ก็เป็นที่น่าสงสัย

งงตั้งปิยะคุมดีเอสไอ

ส่วนที่มีการตั้งร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล เป็นคนพรรคภท. ภาพประตักษ์พยานมีทุกอย่าง และเป็นคนดูแลอนุกรรมการชุดที่ 36 จัดการเคลียร์เรื่องเรียบร้อย และได้รับแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งการที่มาเป็นตำแหน่งนี้ เนื่องจากต้องมีการพิจารณาข้อหาอั่งยี่-ฟอกเงินสว. หากมีคนร้องว่าการฮั้วสว. มีการชุมนุมโรงแรม แจกโพย หน้าที่เขาต้องขจัดไขข้อข้องใจของประชาชนว่าไม่มีไม่ผิด ดังนั้นเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่และไม่มีวันที่จะทำหน้าที่อย่างสุจริต ซึ่งตราบใดที่บุคคลนี้ยังอยู่ ข้อหานี้จะไม่มีวันไปถึงคนที่บงการอยู่ข้างบน วันนี้ตนสู้โดยการใช้พลังของประชาชน ลุกขึ้นมาต่อต้าน กดดันให้ทำงานในสิ่งที่ควรทำ อย่างไรก็ตามจะเป็นใดก็ตามเราก็ไม่สนใจ ต่อให้เป็นพรรคประชาชน เพราะเราไม่เชื่อในเรื่องหากไม่เลือกเรา เขามาแน่ พรรคอะไรเข้ามาเราไม่สนใจ แค่สนใจมีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่ทำให้ประเทศมีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ทำงานไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ จะเป็นพรรคการเมืองใดก็ได้ไม่สนใจ คือขอให้พลังประชาชน มีพลานุภาพอย่างเข้มแข็ง เพื่อกด

สนธิยังไม่ล้มรัฐบาล

“พวกเราจึงต้องเสียสละอออกมา และให้เขาด้อยค่า แต่เราทำทุกอย่างด้วยความเสียสละกล้าหาญ และย้ำว่าผมไม่ล้มรัฐบาล”นายสนธิกล่าว

““สนธิไม่ได้อะไรจากอนุทินหรือไม่ เมื่อไม่ให้จึงโกรธ เหมือนเมื่อ 22 ปีที่แล้ว สนธิเคยขอทักษิณช่วยแต่ทักษิณไม่ช่วยจึงโกรธ ซึ่งเป็นมุกห่วยๆ ที่ทันสมัยและใช้ได้ดีตลอดเวลา ซึ่งขอให้จับตาดูคดีกรงสอบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ฃกับที่ปรึกษานายกฯ อาจต้องสละให้ถูกกล่าวหาและจะไปหยุดที่ ป.ป.ช.“ นายสนธิ กล่าว

กกต.จัพื้นที่ดูแล

ด้านสำนักงาน กกต.กล่าวถึงประเด็นที่พวกนายสนธิ จะเดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น

ในการนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการรักษาความปลอดภัย และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนในการเข้าพื้นที่ จึงขอให้สื่อมวลชนที่ประสงค์จะเข้าพื้นที่ในบริเวณชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงทะเบียนตาม Google Form ที่แนบมาพร้อมนี้ เพื่อรับบัตรสื่อมวลชนเข้าพื้นที่ภายในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 16.30 น. หากลงทะเบียนหลังจากเวลาดังกล่าว ถือว่า “สละสิทธิ์” ในการเข้าพื้นที่

ปชน.หาแนวร่วม เปิดอีเมลล่าหลักฐานโกง แฉขบวนการกินรวบประเทศ เตรียมซักฟอกรัฐบาลอนุทิน

23 กันยายน 2569 เวลา 21:43 น.

23 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า [ จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง: ขอเชิญประชาชนและข้าราชการชี้ช่องเบาะแส-หลักฐานการทุจริต เตรียมลุยศึกซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ]

จากมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียง 77 ราย จากทั้งหมด 229 ราย และไม่สั่งฟ้องแกนนำ-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสังคม

นี่ไม่ใช่คดีเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการ ‘กินรวบประเทศ’ ที่แผ่ขยายรากฐานครอบคลุมตั้งแต่สภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ ตำรวจ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองระดับท้องถิ่น

เหตุการณ์ทุจริตที่เราเห็นรายวัน ไม่ว่าจะเป็น:

– การกักตุนน้ำมัน

– การแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม

– การโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

– การถลุงงบประมาณของกลุ่มบ้านใหญ่

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่คือขบวนการสืบทอดอำนาจที่เอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างเป็นระบบ

เมื่อกลไกการตรวจสอบอื่นๆ ไม่สามารถจัดการความผิดปกติเหล่านี้ได้ พรรคประชาชนจึงขอนำความคับแค้นของประชาชนมาเปลี่ยนเป็นพลังในการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่การจะล้มโครงสร้างการทุจริตนี้ได้

ลำพังเพียงข้อมูลจากฝ่ายนโยบายและ สส. อาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัย ‘ข้อเท็จจริง’ จากประชาชน ข้าราชการ และคนทำงานวงในที่ทนเห็นประเทศถูกกัดกินต่อไปไม่ไหวแล้ว

ร่วมส่งเบาะแส เอกสารลับ และหลักฐานการทุจริต ฮั้วประมูล หรือการใช้อำนาจมิชอบ ได้ที่:

– antiblue@peoplesparty.or.th

– หากท่านเป็นข้าราชการหรือผู้ได้รับผลกระทบที่กังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องระบุชื่อหรือข้อมูลที่ระบุตัวตน ข้อมูลทุกชิ้นจะถูกจัดเก็บปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน และนำไปใช้เพื่อการเจาะลึกการทุจริตในสภาเท่านั้น