กิตติพงค์ ผิด ม.112 ศาลจังหวัดเวียงสระ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

กิตติพงค์ ผิด ม.112 ศาลจังหวัดเวียงสระ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

กิตติพงค์ ผิด ม.112 ศาลจังหวัดเวียงสระ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

23 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลจังหวัดเวียงสระพิพากษาคดี ม.112 จำคุก ‘กิตติพงค์’ 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี กรณีถูกกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กล่าวหาเหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 2 โพสต์

วันที่ 23 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นัดฟังคำพิพากษาคดีของ กิตติพงค์ จวนวันเพ็ญ พ่อค้าเสื้อผ้าจากกรุงเทพฯ วัย 46 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีแชร์ภาพในเฟซบุ๊กพร้อมเขียนข้อความ 2 โพสต์ในช่วงปี 2568

ศาลพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน และให้รอลงอาญา 2 ปี

คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหา โดยมีพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาคือ กรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ผู้โหนและคลั่งสถาบันกษัตริย์ และกล่าวถึงกรณีวางตัวไม่เหมาะสมจากการประทับในประเทศเยอรมัน จำนวน 2 โพสต์ เมื่อเดือน มี.ค.- เม.ย. 2568

กิตติพงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2568 บริเวณย่านบางบอน กรุงเทพฯ ตามหมายจับของศาลจังหวัดเวียงสระ ที่ 226/2568 ลงวันที่ 10 มิ.ย. 2568 โดยกิตติพงค์ระบุว่าเขาไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน พร้อมถูกตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง

จากนั้นกิตติพงค์ถูกนำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่​ สน.บางขุนเทียน โดยไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย และถูกส่งตัวไปยัง สภ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี สถานีตำรวจท้องที่ที่รับผิดชอบคดี โดยถูกส่งตัวมาถึงในช่วงเช้าของวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบเหตุและประสานทนายความเข้าร่วมกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในช่วงบ่าย

ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงควบคุมตัวกิตติพงค์ไว้ที่ สภ.ชัยบุรี อีกหนึ่งคืน ก่อนช่วงเช้าวันต่อมา (14 มิ.ย. 2568) กิตติพงค์ถูกนำตัวไปศาลจังหวัดเวียงสระเพื่อขอฝากขัง ต่อมาเขาได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลได้กำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้อีก

จากนั้น ศาลได้กำหนดนัดให้ผู้ต้องหามารายงานตัวทุก 12 วัน ตามระยะเวลาฝากขังแต่ละครั้ง โดยเขาต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปที่ศาลทุกครั้งในรอบเกือบ 2 เดือนดังกล่าว และในนัดรายงานตัวเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 พบว่าอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ต่อมาศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพิจารณา โดยใช้หลักทรัพย์เดิมจากชั้นฝากขัง

ในนัดคดีช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กิตติพงค์ประสบอุบัติเหตุขาหักต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้คดีต้องเลื่อนออกมา ก่อนในนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 กิตติพงค์เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามที่ถูกฟ้อง พร้อมยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพ ศาลมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 23 ก.ค. 2569 โดยก่อนหน้านั้นเขาต้องเดินทางไปพบเจ้าพนักงานคุมประพฤติทั้งในพื้นที่บางบอนและเดินทางมาที่สุราษฎร์ธานีอีก 1 ครั้ง

* พิพากษา ‘กิตติพงค์’ ผิดตามมาตรา 112 ให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

วันนี้ (23 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 กิตติพงศ์ ซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยทนายความมาฟังคำพิพากษา จากนั้นศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษา สรุปใจความสำคัญได้ว่า

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุลดโทษ ตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกสองกระทงเป็น 2 ปี 12 เดือน

เห็นว่า จำเลยสำนึกผิดและประสงค์จะทำงานจิตอาสา เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และกระดูกเข่าขวาแตก เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี มีเหตุบรรเทาโทษ จึงให้รอการลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติสี่ครั้ง ภายในระยะเวลาคุมประพฤติ ห้ามทำกิจกรรมและทำความผิดซ้ำเดิมคดีนี้ ทำกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง ให้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมค่านิยมในความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างน้อย 1 โครงการ

โดยสรุปแล้ว ศาลพิพากษาว่ากิตติพงศ์มีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน และให้รอการลงโทษ 2 ปี

หลังศาลอ่านคำพิพากษา กิตติพงค์จึงเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้ทำเรื่องขอรายงานตัวมายังพื้นที่อยู่อาศัยต่อไป

คดีนี้นับเป็นอีกหนึ่งคดีที่พบว่ามี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 ไว้ในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ โดยใช้วิธีการกล่าวหากระจายไปในหลายสถานีตำรวจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่ามีผู้ถูกแจ้งข้อหาแล้วไม่น้อยกว่า 19 คดี ทั้งในจังหวัดพัทลุง สงขลา กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี

– อ่านข่าวบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/85136

– ฐานข้อมูลคดีนี้: https://database.tlhr2014.com/public/case/2081/

– อ่านรายงานปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: https://tlhr2014.com/archives/84147

Leave a comment