นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

“นายกฯ” กลับถึงไทย เข้าทำเนียบฯ ลุยงานทันที หลังเสร็จสิ้นภารกิจตามเสด็จเยือนฝรั่งเศส เรียกปลัด มท. รายงานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ก่อนลุยแก้เรื่องยาเสพติดหลังแอร์ไทยถูกตำรวจออสเตรเลียจับ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ววันนี้ (2ก.ค.) ภายหลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากถึงประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยยังไม่ได้ระบุวาระงานที่ชัดเจน แต่มีหลายปัญหาที่ต้องการเร่งแก้ไข

โดยมีรายงานว่า ช่วงเที่ยงวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้ารายงาน ความคืบหน้าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ส่วนช่วงเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารายงานสถานการณ์ การแก้ไขปัญหายาเสพติด หลังจากเกิดกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า  และก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศสให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในช่วงบ่ายพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางเยือน มาเลเซียระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ด้วย

สภาฯ ฉลุย! มติเอกฉันท์ผ่าน ร่างพ.ร.บ.โอนงบหมื่นล้าน เข้างบกลาง

สภาฯ ฉลุย! มติเอกฉันท์ผ่าน ร่างพ.ร.บ.โอนงบหมื่นล้าน เข้างบกลาง

สภาฯ ฉลุย! มติเอกฉันท์ผ่าน ร่างพ.ร.บ.โอนงบหมื่นล้าน เข้างบกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

สภาฯ15นาที! ฉลุย ‘ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ’ 10,328 ล้านบาท จากหน่วยงาน118แห่ง ไปใส่ไว้ใน ‘งบกลาง’ เพื่อใช้จ่ายภารกิจเร่งด่วนแก้วิกฤติประเทศ
    
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. วงเงิน 10,328ล้านบาท ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาเสร็จแล้ว มีจำนวนทั้งหมด 5มาตรา สาระสำคัญคือการโอนงบรายจ่ายบางรายการของหน่วยงานต่างๆ 118 แห่ง ไปตั้งไว้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,328ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูและบรรเทาผล กระทบจากวิกฤติการณ์เศษฐกิจและสังคม จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยวาระ 2 เป็นการพิจารณารายมาตรา แต่ไม่มีสส.ติดใจอภิปรายเนื้อหาตามที่กมธ.แก้ไขมา ก่อนจะลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 ใช้เวลาพิจารณาเพียง 15 นาที โดยจะส่งร่างฯต่อไปยังวุฒิสภาพิจารณาต่อไป

รัฐบาลขันน็อต สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน เข้มตรวจลูกเรือป้องกันลักลอบขนยาเสพติด

รัฐบาลขันน็อต สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน เข้มตรวจลูกเรือป้องกันลักลอบขนยาเสพติด

รัฐบาลขันน็อต สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน เข้มตรวจลูกเรือป้องกันลักลอบขนยาเสพติด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.07 น.

รัฐบาลสั่งการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน บูรณาการทุกหน่วยงานเข้มตรวจลูกเรือ ป้องกันลักลอบขนยาเสพติด รักษามาตรฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นการบินไทย

วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามกรณีลูกเรือสายการบินของไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบสารเสพติดในสัมภาระ พร้อมสั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้น ลูกเรือรายดังกล่าวเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางตรวจค้นและพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรเลีย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันลูกเรือทุกคนยังคงต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้โดยสาร แม้จะมีช่องทางเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังต้องผ่านการตรวจทั้งบุคคลและสัมภาระตามมาตรฐานสากล โดยการตรวจด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินมุ่งเน้นการป้องกันวัตถุอันตราย อาวุธ และวัตถุระเบิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยาน ขณะที่การตรวจจับยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ เป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ กพท. เชิญบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สายการบิน หน่วยงานศุลกากร และหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ร่วมกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของของลูกเรือ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงาน และเสริมการประสานงานด้านการข่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับความเสี่ยง พร้อมรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานความปลอดภัยกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการและการเดินทางของประชาชน

“รัฐบาลจะเดินหน้ายกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านการบินอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบินของไทย และรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเหมาะสม” นางสาวลลิดา กล่าว

โอกาสทองสตาร์ทอัพไทย รัฐชวนคว้าทุน Market Expansion 2 ล้าน พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุน

โอกาสทองสตาร์ทอัพไทย รัฐชวนคว้าทุน Market Expansion 2 ล้าน พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุน

โอกาสทองสตาร์ทอัพไทย รัฐชวนคว้าทุน Market Expansion 2 ล้าน พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

รัฐบาลชวนสตาร์ทอัพไทยคว้าทุน 2 ล้านบาท พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ หนุนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยครบวงจร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพไทยที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ สมัครเข้าร่วมโครงการ Market Expansion ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาทต่อโครงการ สำหรับการทดสอบนวัตกรรมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและขยายตลาด โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

การสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การสนับสนุน 100% สำหรับการขยายผลสู่หน่วยงานภาครัฐ และการสนับสนุนร่วม 50% สำหรับการขยายผลสู่ภาคเอกชน โดยเปิดรับข้อเสนอจาก 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. เกษตรกรรม 2. อาหาร 3. การแพทย์ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4. พลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 5. การท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ และสังคม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างลูกค้ารายแรก ขยายธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข่าวดีครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการมีผลบังคับใช้ของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของ NIA ให้มีความคล่องตัวและมีเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมได้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย เร่งผลักดันผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่นี้ คือการเพิ่มอำนาจให้ NIA สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และร่วมลงทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลได้โดยตรง จากเดิมที่สนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการให้ทุนและโครงการบ่มเพาะเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้ NIA เข้าร่วมลงทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital Trust) ซึ่งเป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการได้ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย การพัฒนา ไปจนถึงการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้การถือหุ้นและการร่วมลงทุนดังกล่าวต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไม่ใช่เพื่อมุ่งแสวงหากำไรเป็นหลัก และการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดต่อไป เพื่อให้การใช้เงินภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเหมาะสม

สตาร์ทอัพ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

การยกระดับบทบาทของ NIA ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนให้ผู้ประกอบการนวัตกรรม โดยเฉพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาพัฒนานาน และมักเข้าถึงเงินลงทุนในระยะเริ่มต้นได้ยาก จากเดิมที่ภาครัฐสนับสนุนผ่านเงินทุนให้เปล่าเป็นหลัก ในอนาคต NIA จะมีเครื่องมือในการร่วมลงทุนได้โดยตรงเมื่อหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรีมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้ต่อเนื่องตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบตลาด การสร้างลูกค้ารายแรก ไปจนถึงการขยายธุรกิจ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาคเอกชนในการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพไทยมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และการจัดให้มีมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม การเปิดรับทุน Market Expansion ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของ NIA จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยเข้าถึงแหล่งทุน ขยายตลาด และต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนได้ผ่านระบบ MIS ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ http://mis.nia.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล mandatory@nia.or.th

อยากจบ​ เปิดมา! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กัมพูชาดี๊ด๊า ได้ของเล่นใหม่จากจีน ส่งทหารยั่วยุไทยรายวัน

อยากจบ​ เปิดมา! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กัมพูชาดี๊ด๊า ได้ของเล่นใหม่จากจีน ส่งทหารยั่วยุไทยรายวัน

อยากจบ​ เปิดมา! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กัมพูชาดี๊ด๊า ได้ของเล่นใหม่จากจีน ส่งทหารยั่วยุไทยรายวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 

อยากจบ​ เปิดมา

เขมรแสดงความคึกมาก​ คันไม้คันมือ

คงอยากเปิดรอบสามกับไทยเต็มที

หลังจากได้ของเล่นใหม่ๆจากจีน

แม้จะเก่าไปบ้างแต่ก็ฆ่าคนได้เหมือนกัน

จากการเดินทางไปจีนของฮุนเซน

ไม่รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

แต่ลูกน้องคึกคักมากเป็นพิเศษ

เขมรเคลื่อนกำลังติดชายแดนไทย

ส่งทหารออกมายั่วยุทหารไทยทุกวัน

ท้าตีท้าต่อย​ อยากลองของใหม่

สร้างความหวาดระแวงกังวลใจต่อจีน

จีนเอาไง​ เข้าข้างเขมรหรือไร

ไหนว่าไทยจีนพี่น้องกัน​ ทำอย่างนี้ได้ไง

ฟังหูไว้หู​ อย่าเชื่อข่าวลอยลม​

ไอโอเยอะมาก

จีนไม่ต้องการให้เขมรรบรอบสาม

จีนรู้เต็มอกว่า​ รอบใหม่เขมรก็แพ้

จีนไม่อยากให้ไทยขิฟไปหาฝรั่ง

จีนไม่อยากให้ฝรั่งกลับมามีอิทธิพล

หากจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในเขมร

ต้องไม่ใช่สมรังสีที่สนิทสนมฝรั่ง

แต่ใครจะมีบารมีพอพยุงเสถียรภาพ

แต่ถ้าอยากจะจบ​ ก็เปิดมา

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.25 น.

รัฐบาลเปิดทาง “โซลาร์ภาคประชาชน” ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้ เตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ  อุดหนุนเงินดาวน์ค่าติดตั้ง หวังประชาชนร่วมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยที่มีความพร้อม ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ เป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง

ล่าสุด มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดรับซื้อไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ประชาชนผู้เข้าร่วมสามารถขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี และต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2570

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความสะดวกสูงสุด กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย ยังร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เตรียมจัดบริการแบบ One Stop Service ลดขั้นตอนการขออนุญาตและการติดตั้ง โดยจะแจ้งรายละเอียดเรื่องการยื่นคำขอ เอกสาร เงื่อนไข และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังเตรียมมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยมีแนวคิดช่วยค่าติดตั้งหรือค่าดาวน์ 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าสนับสนุน 400,000 ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยจะเสนอโครงการ ขอใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงินสี่แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ การไฟฟ้าจะเป็นหน่วยงานตรวจสอบความพร้อมของผู้เข้าร่วม ทั้งด้านระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และความเหมาะสมของการเชื่อมต่อ เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนไม่เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่เป็นผู้ร่วมผลิตพลังงานสะอาดของประเทศ บ้านที่มีความพร้อมสามารถใช้พื้นที่บนหลังคาให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน และร่วมกันลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศในระยะยาว

ประชาชนที่สนใจขอให้รอการประกาศเปิดรับสมัครและรายละเอียดโครงการจาก กฟน. หรือ กฟภ. ตามพื้นที่ที่ใช้ไฟฟ้า เพื่อเตรียมเอกสารและความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ.

‘ดร.สามารถ’ ไขปมทำไมรัฐต้องยอมเบรกแลนด์บริดจ์ ฟังเสียงคนใต้

‘ดร.สามารถ’ ไขปมทำไมรัฐต้องยอมเบรกแลนด์บริดจ์ ฟังเสียงคนใต้

‘ดร.สามารถ’ ไขปมทำไมรัฐต้องยอมเบรกแลนด์บริดจ์ ฟังเสียงคนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แลนด์บริดจ์… หยุดก่อน! ให้ประชาชนกำหนดอนาคตภาคใต้

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศไทย เพราะรัฐบาลได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ

(1) ยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC)

(2) ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยมีภาคประชาชนร่วมศึกษาและกำหนดทิศทาง

(3) ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรอแผนแม่บทฯ และผลการศึกษาของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียง “ข้อตกลงทางการเมือง” แต่ในความเป็นจริง MOU ฉบับนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
เพราะนี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่ควรเริ่มต้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับประชาชน

1. เปลี่ยนวิธีคิดจาก “โครงการนำ” เป็น “แผนนำ”
ที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมักเริ่มจากโครงการ เมื่อมีโครงการแล้ว จึงค่อยออกแบบทุกอย่างให้รองรับโครงการนั้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้าง
พื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งออกกฎหมายให้เอื้อต่อโครงการ ประชาชนมักเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงท้าย เมื่อทิศทางหลักถูกกำหนดไปแล้ว
MOU ฉบับนี้เสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือเริ่มจากการตั้งคำถามว่า (1) ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด (2) จุดแข็งของแต่ละพื้นที่คืออะไร (3) เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร

เมื่อมีคำตอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในแผน ไม่ใช่กำหนดโครงการไว้ก่อน แล้วให้ทุกอย่างเดินตาม

2. ประชาชนไม่ใช่ผู้คัดค้าน แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์มักถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายคัดค้าน” แต่ MOU ฉบับนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา
สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ การพัฒนาที่มีข้อมูล มีเหตุผล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้ต้นแบบใหม่ของการกำหนดนโยบายสาธารณะ นั่นคือ การให้ประชาชนร่วมคิด ไม่ใช่เพียงร่วมรับฟัง

3. นี่อาจเป็นต้นแบบของทั้งประเทศ
หากคณะกรรมการฯ สามารถจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคใต้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ล้วนสามารถใช้กระบวนการเดียวกัน คือให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง

4. ความท้าทายเพิ่งเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายรักษาคำมั่นที่ลงนามไว้ คณะกรรมการฯ ต้องทำงานอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้คัดค้าน” มาเป็น “ผู้ร่วมเสนอทางออก” เพราะการออกแบบอนาคตย่อมยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์

5. บทใหม่ของประเทศไทย
ความสำเร็จที่แท้จริงของ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่การหยุดหรือเดินหน้าแลนด์บริดจ์ แต่คือการพิสูจน์ว่า ประชาชนสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ หากกระบวนการนี้เดินหน้าจนเกิด “แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน” ได้สำเร็จ

นี่จะไม่ใช่เพียงชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่การพัฒนาประเทศไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกเขียนร่วมกันโดยประชาชนทุกคน
“นี่ไม่ใช่แผนของ SEC Watch ไม่ใช่แผนของรัฐบาล แต่ควรเป็น ‘แผนของคนใต้ทุกคน’ และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21”

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ เรียกประชุมด่วน3ก.ค. ป.ป.ส.จับมือตร.ออสซี่ รู้ตัวหมดแล้วรอตะครุบ

นายกฯเดือดข้ามโลก ข่าวแอร์สาวเจ้าจำปี ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย สั่งด่วนข้ามประเทศ เรียกประชุมหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด-AOT 3 กรกฎาคมนี้ หวั่น กระทบภาพลักษณ์ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการบิน ด้าน ป.ป.ส.เค้นสอบไรเดอร์คนที่ 1 ไม่พบผิด เปิดวงจรมัดไรเดอร์อีกคนขับเก๋งส่งของสั่งเร่งล่าตัว ขณะที่ ออสเตรเลียแถลง ครึ่งปีแรกไทยก่อคดีฉาวอื้อ 6 คดีผู้ต้องหา 10 คน ทั้งผงขาว ยาบ้า มูลค่าพันล้าน

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า และยังมีกรณีพบชาวต่างชาติขนยาเสียสาวเดินทางจากไทยไปออสเตรเลียอีกด้วย

ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569 ได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศสให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ มีรายงานว่านายกฯไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ เนื่องจากกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ว่า เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สายการบินก็ต้องกําชับไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ไรเดอร์หนุ่มให้ข้อมูลปปส.

เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ สำนัก งาน ป.ป.ส.(ดินแดง) กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผอ.สำนักปราบปราบยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมด้วยชุดสืบสวน ป.ป.ส. ได้เดินทางมารอรับ นายกิตติกร (สงวนนามสกุล) ไรเดอร์ขนส่งบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 บริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียม เดอะ โคสต์ แบงค็อก (The Coast Bangkok) ถนนสุขุมวิท แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักของ น.ส.มีนา คอนโด่ะ อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับสายการบินไทย ที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยาน เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.69 เนื่องจากพยายามลักลอบนำเข้าเฮโรอีน ปริมาณ 1 กก. ไว้ภายในกระเป๋าสัมภาระเดินทาง อย่างไรก็ตาม นายกิตติกร กลายเป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจสงสัย เนื่องจากปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดในวันที่ 23 มิ.ย.69 เวลา 11.15 น. นำส่งพัสดุไปยังคอนโดฯ ของ น.ส.มีนา เช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่ไรเดอร์คนเดียวกันกับที่นำพัสดุที่บรรจุยาเสพติดในวันที่ 22 มิ.ย.69 เวลา 12.00 น. (วันเกิดเหตุ) เจ้าตัวจึงได้เดินทางไปเข้าพบพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อคืนวันที่ 30 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับพัสดุในวันที่ 22 มิ.ย.69 ดังกล่าว

ปปส.แถลงปมไรเดอร์

เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีน้องไรเดอร์ซึ่งเป็นผู้ชาย ที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 โดยได้มีการนำส่งพัสดุให้แก่ น.ส.มีนา ยังคอนโดมิเนียม แต่ ไม่ใช่ไรเดอร์คนเดียวกันกับที่นำส่งพัสดุซึ่งบรรจุเฮโรอีนให้แก่ น.ส.มีนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 แต่อย่างใด จึงเดินทางมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นไรเดอร์คนละคนกัน กล่องที่นำส่งพัสดุก็คนละสี รายการนำส่งก็คนละอย่างกัน โดยน้องไรเดอร์คนนี้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่เปิดเผยหน้าตาชื่อและนามสกุลจริง อย่างไรก็ตาม เราได้ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว ขอยืนยันว่า น้องไรเดอร์ที่มาวันนี้ เป็นคนละคนกับที่เราต้องการตัว เพราะเนื่องจากที่เมื่อวานนี้ (30 มิ.ย.69)

เช็คยิบกล่องพัสดุ

ซึ่งตนได้แถลงข่าวและขอความร่วมมือจากพี่น้องสื่อมวลชนให้ช่วยกันตามหาบุคคลที่เป็นคนส่งพัสดุภัณฑ์ของผู้ต้องสงสัยที่เป็นเฮโรอีนไปให้กับ น.ส.มีนา ซึ่งจากภาพข่าวที่ได้มีการเผยแพร่ และได้รับความร่วมมือจากพี่น้องสื่อมวลชน ก็ทำให้มีพลเมืองดีที่ได้ส่งของให้กับน้องมีนา ได้มาแสดงตนที่ สภ.สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ เราจึงเชิญร้องไรเดอร์มาให้การ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบโดยละเอียด จึฝพบว่าน้องที่มาแสดงตนวันนี้ ได้นำส่งพัสดุให้กับน้องมีนาจริง แต่เป็นพัสดุคนละรายการ และคนละวัน เพราะพัสดุเฮโรอีนถูกส่งเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 เวลาประมาณเที่ยงเศษ แต่น้องไรเดอร์พลเมืองดีที่มาให้การในวันนี้ เราได้ดูภาพกล้องวงจรปิดแล้ว พบว่ามีการส่งพัสดุในวันที่ 23 มิ.ย. ตอนเช้า ซึ่งชัดเจนว่าเป็นคนละกล่อง อีกทั้งการแต่งตัวก็เป็นการแต่งกายคนละลักษณะ เพราะไรเดอร์น้องผู้ชายคนนี้ มีการใส่ฮู้ดจริง แต่เป็นเสื้อสีเหลือง แต่ของผู้ต้องสงสัยที่เราต้องการตัวมาสอบปากคำ เขาใส่ฮู้ดสีดำไปส่งของในวันที่ 22 มิ.ย.69 จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นคนละคน และเป็นพัสดุคนละรายการเลย อนึ่ง พัสดุที่น้องไรเดอร์คนนี้นำส่งให้กับน้องมีนาในวันที่ 23 มิ.ย.69 เป็นกล่องสีน้ำตาล ส่วนพัสดุที่ไรเดอร์ต้องสงสัยนำส่งให้น้องมีนาในวันที่ 22 มิ.ย.69 จะเป็นกล่องพัสดุสีดำ

สงสัยไรเดอร์ขับเก๋ง

พ.ต.ต.สุริยา เผยอีกว่า จากการขยายผลตรวจสอบกล้องวงจรปิด เรายังพบว่าพาหนะที่มีการนำส่งพัสดุให้กับน้องมีนาที่คอนโดมิเนียม ในวันที่ 22 มิ.ย.69 ที่เราสงสัยและต้องการตัวมาสอบปากคำ จะเป็นรถยนต์สีดำเข้ม แต่ยังไม่สามารถบอกยี่ห้อรถ ทะเบียนเลขรถ และเส้นทางการขับได้ เพราะเราต้องใช้ในการขยายผล และขอประชาสัมพันธ์ให้คนที่นำส่งพัสดุดังกล่าวรายนี้ เดินทางให้ความร่วมมือให้ข้อมูลกับ ป.ป.ส. โดยเร็ว ก่อนที่เราจะมีการขยับมาตรการออกหมายเรียก หากยังคงเงียบและไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลใด ๆ ส่วนกรณีของน้องไรเดอร์วันนี้ที่เป็นพลเมืองดีเข้าให้ข้อมูล น้องได้นำส่งพัสดุให้แก่น้องมีนา ในวันที่ 23 มิ.ย.69 ซึ่งน้องขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งของ ไม่ใช่รถยนต์เก๋งแต่อย่างใด

พ.ต.ต.สุริยา เผยต่อว่า ตอนนี้เรายังคงเร่งตรวจสอบและประสานความร่วมมือการทำงานอย่างใกล้ชิดทั้งกับตำรวจนครบาล ตำรวจสำนักงานปราบปรามยาเสพติด เพื่อไล่กล้องวงจรปิดทุกส่วน ว่ารถยนต์คันดังกล่าวที่นำส่งพัสดุยาเสพติดให้กับน้องมีนาในวันที่ 22 มิ.ย.69 เป็นใคร และมีความเชื่อมโยงกับต้นทางยาเสพติดอย่างไรหรือไม่ และเป็นการรับของมาจากที่ใด ส่วนการแถลงข่าวของตนก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่ามีไรเดอร์เป็นแกร็บ มาส่งพัสดุให้กับน้องมีนาในวันที่ 22 ม .ย.69 นั้น ตนให้แถลงจากบันทึกที่ทางนิติกรของคอนโดฯ น้องมีนาได้บันทึกไว้ในรายงานของคอนโดฯ ว่าใครเป็นคนมาส่งพัสดุ แต่เราก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อทั้งหมด อ๋อใช้เวลาในการขยายผลสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่ากล่องพัสดุที่บรรจุยาเสพติดเฮโรอีนมาในกล่องจะเป็นคนละบริษัทกับที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะว่ากล่องแพ็คเก็จพัสดุภัณฑ์เหล่านี้ ผู้ส่งสามารถซื้อได้ตามร้านส่งทั่วไป แล้วค่อยนำส่งสินค้าถึงผู้รับก็เป็นไปได้

จี้ให้รีบมาพบตำรวจ

พ.ต.ต.สุริยา ย้ำว่า ถ้าไรเดอร์ตัวจริงที่นำส่งพัสดุยาเสพติดแก่น้องมีนา ไม่เข้ามาให้ข้อมูลแก่ ป.ป.ส. จะมีความผิดหรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่า ถ้าท่านมีส่วนร่วม และมีเจตนาที่จะปกปิดในการกระทำผิดในการส่งยาเสพติดครั้งนี้ให้กับน้องมีนา ก็มีความผิดแน่นอน แต่ถ้าหากท่านแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เกี่ยวข้องและชี้แจงเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน ก็ไม่มีความผิดอะไร ตนจึงอยากประชาสัมพันธ์ หากใครมีคนรู้จัก หรือเป็นคนใกล้ชิดกับบุคคลที่เราต้องการตัว ก็ฝากบอกเขาให้รีบเข้ามาให้ข้อมูลโดยเร็วด้วย

พ.ต.ต.สุริยา เผยว่า ส่วนการแกะรอย Facebook อวตาร ชื่อ “Rose Rose” ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง หรือเชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ ”แป้งที่แปลว่าแป้ง“ หรือไม่นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีลูกเรือหลายคนที่ถูกทักแชทข้อความสอบถามเรื่องการรับหิ้วของไปยังเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ว่า ทางเรายังไม่ขอยืนยันในตอนนี้ว่าบัญชีผู้ใช้ทั้งสองรายจะเป็นผู้ใช้คนเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากในตอนนี้มีสื่อบางกระแสไปยืนยันว่าเป็นผู้ใช้คนเดียวกัน แต่เราไม่เคยพูดว่าทั้งสองบัญชีนี้เป็นคนเดียวกันหรือไม่อย่างไร เราเพียงแต่ยืนยันว่าบุคคลที่ใช้บัญชี Facebook ที่ชื่อ ”Rose Rose” คือคนที่ทักไปติดต่อกับน้องมีนา เพื่อขอให้น้องรับหิ้วส่งของไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่เรากำลังใช้ความพยายามประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายและแอพพลิเคชั่น เพื่อทำการสืบสวนให้ได้ว่าเป็นใคร ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังใช้บัญชี Facebook ดังกล่าว และแม้ว่าบัญชี Facebook จะมีการปิดตัวลงไปแล้ว ก็ไม่ได้ยากต่อการขยายผลสืบสวน เพราะมันยังปรากฏร่องรอยให้เราสามารถตรวจสอบค้นหาได้ด้วยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน

ประชุมร่วมออสเตรเลีย

พ.ต.ต.สุริยา ระบุด้วยว่า สำหรับลูกเรือรายใดที่เคยถูกบัญชีผู้ใช้ Facebook ชื่อ “Rose Rose” ทักข้อความมาสอบถามเรื่องการรับหิ้วสินค้าของไทยไปยังต่างประเทศ ในลักษณะเดียวกับน้องมีนาโดน ก็สามารถเข้าให้ข้อมูลกับเราได้เสมอ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการขยายผลและประสานงานความร่วมมือทางคดีในวันนี้ ช่วงเวลา 14.00 น. เราจะได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย หรือ AFP

แอร์บินไทยขึ้นศาล14กค.

พ.ต.ต.สุริยา ย้ำว่า ส่วนเรื่องคดีสาวการบินไทยนั้น สถานทูตไทยประจำออสเตรเลียได้เข้าดูแลในเรื่องของการให้คำปรึกษาทางด้านคดีความ ขอให้ไม่ต้องเป็นกังวล และปัจจุบันน้องก็ยังคงอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียเหมือนเดิม และเตรียมขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นในวันที่ 14 ก.ค.69

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ถือว่าอยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย เพราะยังสาวไม่ถึงต้นตอ สำหรับน้ำหนักยาเสพติดอย่างเป็นทางการในคดีน้องมีนา เนื่องด้วยทางการออสเตรเลียจับกุมของกลางเป็นกระเป๋าลายปักช้างไทย 2 ใบ จากจำนวน 12 ใบ และได้มีการกรีดหนึ่งในสองใบ และนำชั่งน้ำหนัก นำเข้าตรวจในแล็บ จึงพบว่ามีเฮโรอีนน้ำหนัก 900 กรัม ส่วนกระเป๋าอีกใบ มีการประมาณการณ์ว่าก็อาจจะน้ำหนัก 900 กรัมเช่นกัน

จิงโจ้แถลงขับสาวไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจออสเตรเลียแถลงเรื่องการจับกุมและตั้งข้อหาพนักงานต้อนรับสาวชาวไทยวัย 26 ปี ถ้อยคำแถลงได้ไล่ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่จับกุม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศ บินมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมลเบิร์น

เจ้าหน้าที่กองกำลังชายแดนออสเตรเลียตรวจพบความผิดปกติจากการเอกซเรย์กระเป๋าผ้าของเธอจำนวน 12 ใบ เมื่อฉีกตรวจสอบพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า ซึ่งผลตรวจเบื้องต้นยืนยันว่าเป็นเฮโรอีน เจ้าหน้าที่ประเมินว่า ยาเสพติดที่ตรวจยึดได้มีมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 11.5 ล้านบาท) ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาหนัก 2 กระทง ตามกฎหมายออสเตรเลีย คือนำเข้าสารเสพติดควบคุมในปริมาณเพื่อการค้า และครอบครองสารเสพติดควบคุมเพื่อการค้า พร้อมคุมตัวส่งฟ้องศาลและปฏิเสธการให้ประกันตัว สำหรับความผิดทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 25 ปี และเธอมีกำหนดต้องขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายนนี้

แฉครึ่งปีจับได้ 6 คดี

ทางตำรวจออสเตรเลียมีมาตรการไม่ประนีประนอมต่อบุคคลที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจมาเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย เราจะเดินหน้ากวาดล้างบุคคลที่ใช้สถานนะทางสังคม หรือ หน้าที่การงานมาสนับสนุนการค้ายาเสพติดอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าคุณจะมีตำแหน่งหรือยศระดับใด หากพยายามฝ่าฝืนกฏหมายของประเทศ จะต้องเผชิญการลงโทษอย่างถึงที่สุด เราจะใช้ทั้งระบบคัดกรองและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเฝ้าระวังและรักษาความมั่นคงของพรมแดนอย่างเข้มงวดต่อไป

นอกจากนี้มีรายงานข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 ว่ามีผู้เดินทางจากประเทศไทยถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์อย่างน้อย 6 คดี และมีผู้ถูกตั้งข้อหาอย่างน้อย 10 คน สามารถตรวจยึดเฮโรอีน ยาบ้า และยาเสพติดประเภทอื่นรวมกว่า 82 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประเมินได้มากกว่า 40 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ ประมาณ 915 ล้านบาท

สื่อของออสเตรเลีย ยังได้รายงานว่าบริษัทสายการบินไทยได้ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าผู้ถูกจับกุมเป็นพนักงานของบริษัทจริง และกำลังร่วมมือกับทางทางการออสเตรเลียอย่างเต็มที่ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งมีมาตรการเด็ดขาดคือให้ออกจากงานทันที หากพบว่ากระทำความผิดจริง

จับสาวฝรั่งเศสขนผงจากไทย

หลังจากเกิดกรณีที่สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) แถลงผลการจับกุมพนักงานหญิงต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยอายุ 26 ปีรายหนึ่ง พร้อมของกลางเป็นเฮโรอีน น้ำหนักราว 1 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้า ขณะเดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในข้อหาลักลอบนำเข้าและครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายนั้น แต่ก่อนหน้านั้นทางการออสเตรเลียยังได้จับกุมหญิงชาวฝรั่งเศสอายุ 31 ปีรายหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศไทย ฐานนำเข้าสารเสพติดผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน

โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เว็บไซต์ AFP ได้เผยแพร่ข่าวการนำตัวผู้ต้องหาหญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้ขึ้นศาลแขวงเพิร์ท เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีลักลอบนำเข้ายาเสพติดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายชายแดนออสเตรเลีย โดยระบุว่าผู้ต้องหาหญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในย่านแมนนิง ได้ถูกเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชายแดนออสเตรเลีย(ABF) จับกุมขณะเดินทางถึงสนามบินนานาชาติเพิร์ทเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หลังเดินทางมาจากประเทศไทย เนื่องจากระหว่างการตรวจสอบสัมภาระ เจ้าหน้าที่ ABF พบของเหลวต้องสงสัยอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เขียนว่าเป็น ครีมอาบน้ำ ซึ่งจากการทดสอบของเหลวภายในพบว่าเป็น สารบิวเทนไดออล มีปริมาณ 50 กรัม ซึ่งเป็นสารเสพติดที่อยู่ภายใต้การควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายของออสเตรเลีย

เจอข้อหายาเสพติด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ABF ยังตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของหญิงรายดังกล่าวและพบภาพถ่ายที่บ่งชี้ว่าเธอยังอาจมีการซุกซ่อนสารเสพติดประเภทดังกล่าวไว้ภายในร่างกายอีก จากนั้นผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้ถูกส่งต่อให้ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ดำเนินการ ซึ่งต่อมาหญิงฝรั่งเศสรายนี้ได้ขับถ่ายยาเม็ดสเตียรอยด์ออกมาจำนวน 40 เม็ด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางดังกล่าวไว้เพื่อนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์

ผู้ต้องหาหญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้ถูกตั้งข้อหา 1 กระทงฐานนำเข้าสารเสพติดควบคุมในปริมาณที่เข้าข่ายเพื่อการค้าซึ่งเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 307.2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของเครือรัฐออสเตรเลีย ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 25 ปี

ปีเตอร์ บรินดัล รักษาการผู้บังคับการสืบสวนของ AFP กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามายังประเทศออสเตรเลียผ่านทางท่าอากาศยานของประเทศ

​มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้

​มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้

​มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้ ลั่นต้องสาวถึงตัวการใหญ่ ‘กิจ’โผล่ขอโทษ‘ทรงศักดิ์’

ปลัดมหาดไทยขอให้รอผลจากคณะกรรมการสอบทุจริตท้องถิ่น สรุปผลครบ 7 วัน ก่อนรายงานตรง 2 กรกฎาคมนี้ นัดแถลงต่อสาธารณชนแน่นอน ชี้ต้องสาวให้ถึงทุกคนในขบวนการ พร้อมเอาผิดขรก.ที่มีเอี่ยว เตรียมส่งผลให้ป.ป.ช.สอบต่อ ยืนยันไม่รู้จักนายกิจด้านทรงศักดิ์ลั่นเดินหน้าดำเนินคดีกิจ-ส้มเหตุใส่ร้ายเสียหาย

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าหลังตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นโดยมี นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการครบ 7วันว่า นายสันติธรได้รายงานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริง ก่อนจะนำข้อสรุปในวันนี้ที่รองปลัดฯ และคณะกรรมการได้ตรวจสอบมารายงานตนอีกครั้ง หลังจากนั้นจะแจ้งให้ทุกคนได้รับทราบอีกครั้งถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตรวจสอบครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีผู้ที่บกพร่องของกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องดำเนินการต่อไป แต่อีกส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการสอบสวนคดีอาญา อยู่ในระหว่างการดำเนินการเช่นกัน ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) อยู่ระหว่างการเขียนไทม์ไลน์ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบ 3-6เดือน ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อให้ข้อมูลเป็นหนึ่งเดียว แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะต้องชี้ให้ได้ว่า มีความบกพร่อง หรือผิดพลาดอย่างไรและใครอยู่ในกระบวนการนี้

เมื่อถามว่า มีข้าราชการระดับใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอรายละเอียดจากรองปลัดฯที่เป็นประธานการตรวจสอบ ยืนยันว่า หากผลสอบแล้วเสร็จ จะต้องแถลงต่อสาธารณชน ไม่มีการปกปิดแน่นอน เมื่อถามว่า ผลสอบทั้งหมดจะส่งต่อไปยัง ปปช.หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกับ ปปช.โดยตลอดและปปช.ก็มีการตรวจสอบ ต้องเอาข้อมูลชนกัน แต่ยอมรับว่า มีข้อบกพร่อง แต่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดจริงๆ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคลในคลิปเสียง อ้างภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้น นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำไปแล้วว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายในทุกกรณี เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง คนที่นำเสนอข่าวผิดๆ ก็ลอยนวล แต่ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า วันนี้มีกระแสข่าวว่า คนที่ชื่อ “กิจ” จะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ทุ่งสองห้อง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่คนที่ชื่อ “กิจ”จะแจ้งความจับคนที่ชื่อ“ส้ม”นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อมีการเปิดเผยความจริง เราก็ยิ่งดีใจ เพราะสุดท้ายเราต้องการหาตัวการที่อยู่ข้างหลังให้ได้ เพราะฉะนั้นใครที่มีข้อมูลอะไร อย่างที่นายกรัฐมนตรีบอกให้ไปร้องยังสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปลัดสำนักนายกระบุว่าข้อมูลที่ให้เป็นความลับชั้นสุดยอด ยืนยันว่า ไม่รู้จักกับคนที่ชื่อกิจ หลังจากที่มีการเปิดเผยว่า คนที่ชื่อกิจอยู่ในแวดวงนักการเมืองท้องถิ่น

วันเดียวกัน นายพงศกร เสาร์ทน หรือกฤต บุคคลที่ปรากฏในคลิปเสียงอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ปากคำ หลังจากทนายความของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนนานประมาณ 1.30ชม.นายพงศกรได้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยเริ่มต้นด้วยการ กราบขออภัยนายทรงศักดิ์ ทองศรี ที่นำชื่อไปกล่าวอ้างในบทสนทนาภายในคลิปเสียง จนทำให้ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมยืนยันว่า นายทรงศักดิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นแต่อย่างใด

นายพงศกร ยืนยันว่าตนและนายทรงศักดิ์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ตามที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าเรื่องราวการทุจริตที่ถูกพูดถึงในคลิปเสียงที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่มีมูลความจริง เป็นเพียงบทสนทนาในคลิปเสียงเท่านั้น จึงตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา สำหรับที่มาของคลิปเสียง เป็นการสนทนาระหว่างตนเองกับบุคคลที่ชื่อของส้ม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะจนสร้างความเสียหายให้กับตน โดยยืนยันว่าไม่มีการต่อรองผลประโยชน์หรือเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ และยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน

ส่วนกรณีที่ในคลิปมีลักษณะการพูดคุยเหมือนสนิทสนมและมีการกล่าวถึงตัวเลขต่าง ๆ ตนเป็นคนพูดคุยกับผู้อื่นได้ง่าย น้ำเสียงอาจทำให้เข้าใจว่าสนิทกัน แต่ความจริงเพิ่งรู้จักกับส้ม ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว แม้จะยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวมีตัวตนจริงก็ตาม สำหรับการพูดคุยในลักษณะดังกล่าวมีจุดประสงค์บางประการที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอยู่ในสำนวนการสอบสวน ในส่วนคดีที่นายทรงศักดิ์แจ้งความดำเนินคดีนั้น ตนเข้าพบตำรวจครั้งนี้เป็นการประสานเข้ามาเพื่อแสดงตัวและแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นบุคคลในคลิปเสียงจริง ไม่ใช่การถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ โดยขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ส่วนความคืบหน้ากรณีของส้ม ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบพบว่ามีผู้ใดจงใจแอบบันทึกเสียง ตัดต่อ หรือเผยแพร่คลิปเพื่อทำให้ตนได้รับความเสียหาย ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หลังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการครบ7วันว่า การสรุปข้อมูลจากการสอบสวนข้อเท็จจริงจะครบกำหนดภายในช่วงวันที่2-3ก.ค.นี้ ก่อนจะรายงานผลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไป สิ่งที่คณะกรรมการฯตรวจสอบ เราเห็นพฤติการณ์อยู่แล้ว ดังนั้นการสรุปข้อเท็จจริงจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการภายใน1-2วันนี้ สำหรับภาพรวมทั้งหมดว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีเยอะพอสมควร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)และเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ แต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย จะโฟกัสเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระทรวงมหาดไทย

“ขณะนี้มีหลายคนบอกว่าวันก่อนก็ไปเจอแล้ว จับแล้ว จนตอนนี้เงียบแล้ว ยังหาคนผิดไม่ได้ จริงๆไม่ใช่แบบนั้น เราทำงานบนข้อเท็จจริงที่มีกระจัดกระจาย มีคนเกี่ยวข้องเยอะมาก อยากขอเวลาให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯได้ทำงาน เพราะสิ่งที่แย่กว่าการทำงานช้า คือการวินิจฉัยผิด ถ้าเกิดคณะกรรมการฯไม่ชัดเจนในข้อมูล หรือไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน วินิจฉัยออกมาแล้วมีความผิดพลาด มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แต่ขอให้สบายใจขั้นตอนการตรวจสอบ เพราะทุกหน่วยงานมีความตั้งใจทำเรื่องนี้อยู่แล้ว” รมช.มหาดไทย กล่าว เมื่อถามว่า พอจะบอกข้อมูลที่สาวไปถึงต้นตอของเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ต้นตอขณะนี้ยังไม่บอก ไม่ใช่ว่าจะไม่บอก แต่ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการฯสรุปข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อน หากเปิดเผยข้อมูลเชิงรายละเอียดเยอะเกินไป มันส่งผลต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะขณะนี้ข้อมูลกระจัดกระจาย ถ้านำออกมาเปิดเผยเลย ก็อาจชี้ช่องให้เขาตั้งตัว หรือสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อถามว่าในกระบวนการตรวจสอบจะมีการพิจารณาเรื่องคลิปเสียงที่มีการปล่อยออกมาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เชื่อว่าทางป.ป.ช.และตำรวจ ก็ทำงานอยู่ ซึ่งคลิปเสียงมีมาก่อนหน้านี้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ทางป.ป.ช.ไปแล้วด้วย ทั้งนี้ ในการแถลงสรุปข้อเท็จจริงจะแถลงเฉพาะส่วนของทางกระทรวงมหาดไทยก่อน ไม่ได้แถลงร่วมกับหน่วยงานอื่นเพราะกรอบเวลา และอำนาจหน้าที่ของแต่ละทีมตรวจสอบแตกต่างกัน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.ส้ม กับนายกิจ หรือนายพงศกร เสาร์ทน ซึ่งมีการพาดพิงถึงตนในประเด็นการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนทำให้ได้รับความเสียหายและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

ล่าสุด นายกิจ ได้เปิดใจผ่านรายการ“เรื่องนี้ต้องเคลียร์”ทางสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า นายทรงศักดิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง พร้อมกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจที่นำชื่อของนายทรงศักดิ์ไปแอบอ้าง อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีคนใด เมื่อผู้ที่อยู่ในคลิปออกมายอมรับข้อเท็จจริงแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมจากประชาชนและสังคมว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมแสดงความเห็นว่า การปล่อยคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหาย ทำให้เกิดความพยายามล้มกระบวนการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นและดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย ส่วนการดำเนินคดีกับ น.ส.ส้มและนายกิจ ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป แม้นายกฤตจะออกมายอมรับว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

“ที่ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ก็เพื่อต้องการสร้างบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบบุคคลสาธารณะสามารถทำได้ หากอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน หรือจงใจใส่ร้ายจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยผู้กระทำต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วย” รองนายกฯ กล่าว

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

ภาวุธ” สส.ปชน. ส่งหนังสือเลื่อนเข้าให้การดีเอสไอ คดีฟอเร็กซ์ จาก 2 กรกฎาคม ออกไปเป็น 6 กรกฎาคม อ้างอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ขณะที่ดีเอสไอ พบพิรุธบริษัทเครือข่ายใช้ใบอนุญาตปลอม พบเงินหมุนเวียนกว่า 28 ล้านบาท เป็นเจ้าของบริษัทโบรกเกอร์หรือไม่

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม มีรายงานข่าวว่า พนักงานสอบสวนกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีกำหนดเชิญตัวนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เข้าพบพนักงานสอบสวนกองคดีเทคโนโลยีฯ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ในฐานะพยาน หลังจากตกเป็นประเด็นถูกเชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงิน เครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศ หรือฟอเร็กซ์ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามแนวทางการสืบสวนของดีเอสไอ คาดว่าพนักงานสอบสวนจะสอบถามนายภาวุธ หลังจากพบพิรุธสำคัญจากบริษัทเพย์เมนท์รายหนึ่ง ในเครือข่ายฟอเร็กซ์ ซึ่งมีการใช้เอกสารใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยปลอม โดยเอกสารฉบับดังกล่าวอ้างว่าได้รับอนุญาตจากนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ผิดปกติ เนื่องจากนายอุตตม พ้นจากตำแหน่ง รมว.คลัง ตั้งแต่ปี 2563 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขณะที่เป็นช่วงเวลาซึ่ง นายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่ง รมว.คลัง ด้วยอีก 1 ตำแหน่ง

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ยังจะสอบถามความสัมพันธ์ของนายภาวุธ กับบริษัท QRS Global จำกัด ว่ามีสถานะเป็นเจ้าของหรือโบรกเกอร์ในเครือข่ายฟอเร็กซ์หรือไม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เส้นทางการเงินที่มีการโอนจากบริษัท สปาร์ค ดิจิตอล ซึ่งเป็นบริษัทในระบบโอนเงินของเครือข่าย เข้าสู่บัญชีที่เชื่อมโยงกับนายภาวุธ เป็นเงิน 28 ล้านบาท ภายในวันเดียว คือวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 และจากการตรวจสอบพบว่ายอดรวมค่าธุรกรรมโอนเงินและรับเงิน มากกว่า 28 ล้านบาท ไปอีกจำนวนมาก

ที่ผ่านมานายภาวุธ ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน ที่รัฐสภา โดยยืนยันสถานะของตนเอง ว่าเป็นเพียงผู้เทรดทองคำ และได้รับผลขาดทุน ไม่ใช่ผู้ชักชวนหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ พร้อมระบุว่า ไม่ได้หลบหนี ไม่ลาออกจาก สส.โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทางการเงินย้อนหลัง เพื่อนำมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า นายภาวุธ ได้มอบหมายทนายความ ส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าชี้แจงพนักงานสอบสวน ออกไปเป็นวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น.

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า เหตุผลของการขอเลื่อนครั้งนี้ เนื่องจากนายภาวุธ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน