2 ตัวเต็ง ปชป. ลุยศึกเสาชิงช้า ‘อนุชา-ดร.พิเชษฐ์’ โผล่ร่วมงาน AI Demo Day

2 ตัวเต็ง ปชป. ลุยศึกเสาชิงช้า ‘อนุชา-ดร.พิเชษฐ์’ โผล่ร่วมงาน AI Demo Day

2 ตัวเต็ง ปชป. ลุยศึกเสาชิงช้า ‘อนุชา-ดร.พิเชษฐ์’ โผล่ร่วมงาน AI Demo Day

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

“ปชป.”จัดงาน AI Demo Day จับตาว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ร่วมงาน 2 ตัวเต็ง ‘อนุชา’- ‘ดร.พิเชษฐ์’ ขณะ ‘อภิสิทธิ์’ แบ่งรับแบ่งสู้ขอให้รอเปิดตัว 16 พ.ค.นี้ 

12 พ.ค. 2569  เวลา 14.30 น. ที่โกดัง 5 โรงงานยาสูบ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์จัดงาน AI Demo Day: Bangkok Build Ai โดยบรรยากาศภายในงานพบว่ามีนายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เดินทางมาร่วมงานพร้อมกับนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.โดยได้ลงมาจากรถคันเดียวกัน จากนั้นได้ร่วมพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค

พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายอนุชา เปิดเผยว่า ในฐานะอดีต สส.คลองเตย จึงเข้ามาดูงานนี้ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามว่าได้ลาออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุชา ตอบทันทีว่า ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยได้รับทราบกระบวนการลาออกครบถ้วนแล้ว 

นอกจากนี้ภายในงานยังพบบุคคลที่คาดว่า เป็นตัวเต็งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์คือ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand ซึ่งเดิมเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย และผู้บริหาร Google ประเทศไทย และทั้งยังเคยเป็นอดีตเลขาฯ ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ด้วย โดย ดร.พิเชษฐ์ ระบุสั้น ๆ ว่า วันนี้มาร่วมงานในฐานะที่เป็นคนแวดวงไอที 

พรรคประชาธิปัตย์

ด้านนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวทีเล่นทีจริง โดยปฏิเสธว่าว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.คือใคร โดยขอให้รอวันที่ 16 พ.ค.นี้ ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าใช่ ดร.พิเชษฐ์ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ ย้ำว่าขอให้รอวันที่ 16 พ.ค. ซึ่งจะมีการเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์ 

พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์

ครม.เห็นชอบสหรัฐฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินเชียงใหม่ ใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่ ตอกย้ำความสัมพันธ์กว่า 190 ปี

ครม.เห็นชอบสหรัฐฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินเชียงใหม่ ใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่ ตอกย้ำความสัมพันธ์กว่า 190 ปี

ครม.เห็นชอบสหรัฐฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินเชียงใหม่ ใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่ ตอกย้ำความสัมพันธ์กว่า 190 ปี

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

ครม. เห็นชอบสหรัฐฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินเชียงใหม่ ใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่ ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ กว่า 190 ปี

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาซื้อบ้านพร้อมที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ณ จังหวัดเชียงใหม่ หลังใหม่ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ซึ่งบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 1 ไร่ 87.6 ตารางวา พร้อมอาคารพักอาศัย 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 725 ตารางเมตร โดยไม่มีภาระจำนองหรือภาระผูกพันอื่นใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่า มีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การพิจารณาครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมของคณะรัฐมนตรีที่กำหนดว่า หากรัฐบาลต่างประเทศถือครองที่ดินในประเทศไทยเกิน 15 ไร่ และประสงค์จะซื้อเพิ่มเติม ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี โดยกรณีนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคยมีความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่ทางการทูตหรือกงสุล จึงครอบคลุมการซื้อบ้านพร้อมที่ดินในครั้งนี้ โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฉบับใหม่ และผู้ซื้อจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามกรอบความตกลงเดิม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรสำคัญของไทย ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาค ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 190 ปี การจัดหาบ้านพักกงสุลใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่จึงสะท้อนความสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะบทบาทของเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ

“การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดหาสถานที่พักอาศัยทางกงสุล แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจทางกงสุล การดูแลประชาชน และการขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่ภาคเหนือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

วันที่ 12 พฤาภาคม 2569 ที่ทำเนียบ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ มีมาก ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นวันที่ตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ 

โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

(กระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้ง นายอิทธิกร ช่างสากล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568  ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอบรรจุ นายประมา ศาสตระรุจิ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง 

ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว 

4.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้ง ายต่อ ศรลัมพ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ฌ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

2. นายวัลลภ รุจิรากร  ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

3. นายภาควัต ศรีสุรพล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)]

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นายไชยชนก ชิดชอบ)

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป 
8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ  แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้ 

1. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

2. พลตำรวจตรี ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

3. นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์ ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

4. นายธนากร รัตนากร  ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป 

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ  แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นางสาวประเมิน รักนาค แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

2. นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป 

10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม) 
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายษฐา  ขาวขำ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป 

11. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงวัฒนธรรม)
 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้ 

1. นายปารเมศ โพธารากุล ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

2. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

12. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์

2. พลโท วรพรต แก้ววิจิตร

3. นางสาวชนก จันทาทอง

4. นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง  (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

14.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

15. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี  (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายเอกภพ เพียรพิเศษ

2. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

วุฒิสภา ถก แลนด์บริดจ์ ด้าน อนุกมธ.การขนส่งทางน้ำฯ ชี้อุปสรรคเพียบ หากเดินหน้าต้องทบทวนทั้งหมด

วุฒิสภา ถก แลนด์บริดจ์ ด้าน อนุกมธ.การขนส่งทางน้ำฯ ชี้อุปสรรคเพียบ หากเดินหน้าต้องทบทวนทั้งหมด

วุฒิสภา ถก แลนด์บริดจ์ ด้าน อนุกมธ.การขนส่งทางน้ำฯ ชี้อุปสรรคเพียบ หากเดินหน้าต้องทบทวนทั้งหมด

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วุฒิสภา ถก แลนด์บริดจ์ ด้าน อนุกมธ.การขนส่งทางน้ำฯ เผยผลศึกษาพบอุปสรรคเพียบทั้งความคุ้มค่า-ต้นทุน-เวลา-การแข่งขัน จี้หากรบ.เดินหน้าต้องทบทวนทั้งหมด แก้กม.ที่เกี่ยวข้อง เพราะกฏหมาย SEC ไม่ใช่ยาวิเศษ หากไม่แก้ก็เดินต่อไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 12พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานประชุม พิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนารเบียงศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(แลนด์บริดจ์) ซึ่งคณะกรรมมาธิการการคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้ว และญัตติเรื่อง ขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว.เป็นผู้เสนอ

โดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาว่า ทางกมธ.ได้เห็นความสำคัญของแลนด์บริดจ์และติดตามมาการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนโครงการจะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมกธ.ฯเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศที่มีความเชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำและระบบโลจิสติกส์ ด้านกฎหมาย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความมั่นคงของประะทศ ตลอดจนผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่ โครงการดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับการยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศในบริบทการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและระบบโลจีสติกส์ของภูมิภาค จึงจำเป็นต้องพิจารณาศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงนโยบาย เทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานจริง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ด้านนายภมร เชาว์ศิริกุล สว. ในฐานะประธานอนุมกรรมาธิการนโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ในกมธ.คมนาคม วุฒิสภา เสนอรายงานว่า โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 สมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเจริญลงสู่ภาคใต้ เพื่อคนภาคใต้โดยเฉพาะ ตลอดระยะเวลาการศึกษาได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจจริงและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านขนส่งโลจีสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รายงานครอบคุมทุกด้าน ซึ่งพบว่าแลนด์บิด ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างถ้าเทียบเรือหรือเส้นทางคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ต้องอาศัยการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งระยะเวลาและสมมุติฐานทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้าง รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานจริงเพื่อให้ผลการศึกษาสามารถสะท้อนสภาพสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของประเทศในระยะยาว ดังนั้นความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ ความต่อเนื่องของกระบวนการขนส่งความรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานความเชื่อถือในการแข่งขันกับท่าเรือและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

ขณะที่นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริ สว.ในฐานะอนุมกรรมาธิการนโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เสนอรายงานการศึกษา ว่า การศึกษาของอนุกมธ.ฯมี2ส่วน คือศึกษาภายใต้ข้อมูลที่ขอมาได้ในเวลาที่เราได้ศึกษาตั้งแต่ปลายปี 2568  และการศึกษาจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบข้อมุมติฐาน เพราะการพิจารณาเรื่องสมมุติฐานเปรียบเสมือนการกระดุมเม็ดแรกถ้าสมมุติฐานถูกต้องและเป็นจริงการศึกษาที่ตามมาก็จะมีความสอดคล้องกับความเป็นจริงและเป็นไปได้ แต่ถ้าสมมุติฐานไม่ถูกต้องสิ่งอื่นๆที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าทางการเงิน หรือทางเศรษฐศาสตร์ก็จะคลาดเคลื่อนและใช้ไม่ได้

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า การจะนำเสนอแลนด์บิดจ์เพื่อให้คนมาใช้จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนและเวลาที่จะประหยัดและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะต้องเป็นมุมมองของผู้ขนส่งหรือสายเดินเรือ และต้องพิจารณาว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และวิเคราะห์ว่าสินค้าจะมาใช้เราเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะไปกำหนดปริมาณสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ที่จะมาใช้ในโครงการ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นของการประเมินรายได้ รวมทั้งต้นทุนการก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับ ตัวแปรเรื่องต้นทุน เวลาและความน่าเชื่อถือของการให้บริการ ผลลัพธ์ที่จะออกมาจึงผันผันไปตามตัวแปรและค่าสัมประสิทธิ์ที่ผู้ศึกษาโครงการเขียนแบบจำลองขึ้นมา ดังนั้นการศึกษาที่รอบคอบจะต้องทำหลายๆรูปแบบ เพื่อให้ผลออกมามีความเป็นไปได้ 

นายประพันธ์ กล่าวว่า การจะทำแลนด์บริดจ์หัวใจสำคัญหรือร้อยละ 80 ของสินค้าที่มาใช้เป็นสินค้าถ่ายลำ เพราะฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะให้การถ่ายลำเป็นไปอย่างราบรื่น ทางกายภาพแม้เราจะทำให้ดีแต่หากระเบียบปฏิบัติไม่ได้เอื้อทำให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นทุกอย่างก็จะสะดุด เวลาก็จะมากขึ้นและอาจตามมาด้วยค่าใช้จ่าย ซึ่งตนได้ผลักดันเรื่องของการแก้กฎหมายเหล่านี้เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายลำที่ท่าเรือแหลมฉบังมามากกว่า 10 ปี พบว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่เป็นเรื่องของกายภาพแต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นคือข้อจำกัดและอุปสรรคในเชิงโครงสร้างทางกฏหมายที่ซับซ้อนมีผลทำให้การถ่ายลำผ่านแดนในประเทศไทยน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80% ข้อจำกัดในเรื่องการขนจากเรือต่อรถ ต่อรถไฟ หรือรถบรรทุก มีความไม่แน่นอน 

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเสนอออกกฏหมาย SEC ที่ต้องการให้เหมือน EEC นั้น จากประสบการณ์ ที่กฎหมาย EEC ออกมาแล้วก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะไปดลบันดาลให้กฎหมายอื่นๆต้องศิโรราบเพราะศักดิ์ของกฎหมายมีอำนาจเท่ากัน ความซับซ้อนต่างๆในการดำเนินการยังคงมีอยู่ และไม่สามารถแก้ได้ เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลต้องการทำโครงการแลนด์บริดจ์จริงๆ ภายใต้สมมุติฐานว่าการศึกษาอุปสงค์เป็นไปได้ ก็จะต้องมาแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะหากไม่แก้ก็จะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงในเรื่องของกฎระเบียบ สมมุติว่าศึกษาในด้านเศรษฐศาสตร์เรื่องการเงินแล้วมีความเป็นไปได้ ก็ต้องแก้เรื่องเหล่านี้ให้ครบ และอย่าไปหวังสูตรสำเร็จว่าออกกฏหมาย SEC แล้วจะเป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค

นายประพันธ์ ​กล่าวอีกว่า ร่องน้ำฝั่งระนองเป็นร่องน้ำที่แคบและตื้น หากจะขุดลงไป ค่าบำรุงรักษาในระยะยาวจะเป็นเท่าไหร่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหล่านั้นจะมาอีกเท่าไหร่ ความเสี่ยงในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นพรมแดนทางทะเลที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่มีความชัดเจน อาจจะนำไปสู่ข้อพิพาทโดยไม่จำเป็นที่สำคัญหากยังไม่มีโครงการและผู้ร่วมทุนที่ชัดเจน การเวนคืนที่ดินก็ไม่ควรกระทำเพราะจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชุมชน และก่อให้เกิดภาระทางการคลังในการเยียวยา ส่วนที่มีการนำเสนอว่าเรื่องต้นทุนทั้งหลายเป็นของเอกชน ทั้งการเวนคืนที่ดิน และการเยียวยา เป็นต้นทุนของโครงการด้วยหรือไม่ ก็ไม่มีการตอบอย่างชัดเจน เพราะที่จริงแล้วต้องเอาต้นทุนเหล่านี้ใส่เข้าไปในโครงการด้วยเพื่อคำนวณหาผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์

นายประพันธ์ กล่าวว่า จึงมีข้อเสนอแนะใน 2 ระดับให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย มี 6 ประเด็น พบว่าการศึกษาไม่ได้บ่งถึงความพร้อมและมีจุดบกพร่องอยู่หลายเรื่อง หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องนี้ต้องทบทวนข้อสมมุติฐานของโครงการในการศึกษา 2.ไปพิสูจน์อุปสงค์อุปทานที่จะใช้  ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน และต้องระมัดระวังภาระทางการคลังในระยะยาว 3.โครงสร้างการกำกับดูแลและการบริหาร ในการถ่ายลำจัดการปัญหาให้ชัดเจน 4. ผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ สิ่งที่ต้องระมัดระวังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนเมื่อทำโครงการนี้การทำโลจิสติกส์ในประเทศไทย จะฐานโลจิสติกส์ภาคกลางย้ายมาอยู่มหาสมุทรอินเดียต้นทุนจะถูกจริงหรือไม่ อาจทำให้เกิดการบิดเบือนโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ 5. กรอบกฎหมายทบทวนร่าง พ.ร.บ.SEC ไม่ใช่ยาวิเศษ และ6. ความเสี่ยงและภาระทางการคลัง ประเมินความเสี่ยงทางการคลังอย่างรอบคอบหลีกเลี่ยงการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ไม่จำเป็น 

นายประพันธ์ กล่าวว่า 2. ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติการ มี 9 ข้อ มาจากผลการศึกษาของ ผู้ที่ศึกษาว่ามีอะไรจะต้องทบทวนแก้ไข 1. ทบทวนและทวนสอบสมมุติฐานหลัก 2. ปรับปรุงแบบจำลองเวลาและต้นทุน 3. บริหารจัดการตู้ให้รองรับระบบราง 4. ประเมินเปรียบเทียบเวลาเส้นทาง 5. ปรับปรุงแบบจำลองส่วนแบ่งตลาด 6. ศึกษาแนวคิดการพัฒนาร่องน้ำ 7. เวนคืนที่ดินการสื่อสารต่อศาล 8. กฎหมายและวิธีการผ่านแดน ถ่ายลำ และ9. ทบทวนรายงานโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่าไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่นำเสนอแต่ขอให้กลับไปไตร่ตรอง อยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 

จากนั้นายนรเศรษฐ ได้สนอญัตติว่า คันในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันโครงการภายใต้กรอบกฎหมายของ SEC วันนี้มีคำถามสำคัญมากมายที่ยังไม่ได้มีคำตอบชัดเจนจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดความน่าเชื่อถือตลอดจนกฎหมายพิเศษที่อาจจะกระทบต่อหลักปกครองและสิทธิประชาชน ยืนยันว่าการเสนอญัตติครั้งนี้ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรอบคอบโปร่งใสและยังยืน

เวทีนี้มีรางวัลกว่าครึ่งล้าน โสภณ ชวน Gen Z ประลองไหวพริบในเวที สภาวาที Session 3

เวทีนี้มีรางวัลกว่าครึ่งล้าน โสภณ ชวน Gen Z ประลองไหวพริบในเวที สภาวาที Session 3

เวทีนี้มีรางวัลกว่าครึ่งล้าน โสภณ ชวน Gen Z ประลองไหวพริบในเวที สภาวาที Session 3

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

พร้อมหรือยัง ! “โสภณ” ชวน Gen Z ร่วมสร้างสังคมปลอดยาเสพติด ประลองไหวพริบในเวที “สภาวาที Session 3” สมัครทีมละ 6 คน ชิงทุนการศึกษากว่าครึ่งล้านบาท

12 พ.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 6 วันสุดท้าย สำหรับการเปิดรับสมัครเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากทั่วประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันโต้วาทีสร้างสรรค์สังคม “สภาวาที” Session 3 ประจำปีงบประมาณ 2569 เวทีแห่งการประชันไหวพริบและพลังความคิดของคนรุ่นใหม่ ภายใต้ญัตติสำคัญแห่งยุค “ครอบครัวป้องกันยาเสพติดได้ดีกว่าสถานศึกษา” ชิงโล่รางวัลและเกียรติบัตรเกียรติยศจาก ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 520,000 บาท

โสภณ ซารัมย์

สามารถส่งใบสมัครในรูปแบบทีมละไม่เกิน 6 คน ตัวแทนโรงเรียนละ 1 ทีม พร้อมคลิปวิดีโอนำเสนอประเด็นตามญัตติ ความยาวไม่เกิน 7 นาที ทาง E-mail: sapawathi@gmail.com ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.- 30 มิ.ย. 2569 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คณะทำงานจัดกิจกรรมโต้วาทีฯ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา โทร. 0 2242 5900 ต่อ 5561 หรือ 5571 ในวันและเวลาราชการ หรือ ติดตามข่าวสารทาง http://www.tpchannel.org และ สื่อ TPchannel 

ไชยชนก บอก เดี๋ยวค่อยติดตามดู ทักษิณ หลังพ้นโทษมีผลทางการเมืองหรือไม่

ไชยชนก บอก เดี๋ยวค่อยติดตามดู ทักษิณ หลังพ้นโทษมีผลทางการเมืองหรือไม่

ไชยชนก บอก เดี๋ยวค่อยติดตามดู ทักษิณ หลังพ้นโทษมีผลทางการเมืองหรือไม่

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ไชยชนก บอก เดี๋ยวค่อยติดตามดู ทักษิณ พ้นโทษมีผลทางการเมืองหรือไม่ ไม่ทราบคิดแก้แค้นหรือไม่ ลั่น รบ.เข้มแข็ง-มีเสถียรภาพ เอาประเทศเป็นหลัก 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและออกมาจากเรือนจำ จะมีผลกระทบกับการเมืองหรือไม่ว่า ไม่ทราบ ตนไม่ได้คิดว่า จะมีหรือไม่มีอย่างไร แต่เดี๋ยวคอยติดตามดู 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่า นายทักษิณมีบทบาททางการเมืองสูง อาจจะยังมีความไม่พอใจอยู่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่า ตอนนี้นายกฯ รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลค่อนข้างจะเข้มแข็ง ไม่คิดว่ามันจะได้รับผลกระทบได้ง่ายขนาดนั้น แต่ถึงอย่างไรเราก็จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า ส่วนตัวคิดว่า จะไม่ทำให้การเมืองมีสีสันหรือมีความน่าสนใจหลังจากนี้ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่า เอาความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก วันนี้คิดว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพและความมั่นคงเพียงพอ
 
เมื่อถามอีกว่า หลายคนมองว่า เมื่อนายทักษิณ ออกมาอาจจะมีความคิดที่จะแก้แค้นอะไรหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ทราบ ตอบแทนท่านไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราเดินตามสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมาย และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน และจะยืนหยัดแบบนี้ต่อไป 

ธนพร อ่านไต๋ ทักษิณ ฟันฉับไม่วางมือการเมือง ชี้เน้นรัดกุม-อานุภาพแรงกว่าเดิม

ธนพร อ่านไต๋ ทักษิณ ฟันฉับไม่วางมือการเมือง ชี้เน้นรัดกุม-อานุภาพแรงกว่าเดิม

ธนพร อ่านไต๋ ทักษิณ ฟันฉับไม่วางมือการเมือง ชี้เน้นรัดกุม-อานุภาพแรงกว่าเดิม

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

‘ธนพร’ อ่านไต๋ ‘ทักษิณ’ ฟันฉับไม่วางมือการเมือง แต่จะเน้น ‘รัดกุม’ อานุภาพทำลายล้างมากขึ้น ไม่ทำตัวเป็น สายล่อฟ้า เหมือนที่ผ่านมา แนะจับตา ‘3เอฟเฟกต์’ หลังจากนี้

12 พฤษภาคม 2569 นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์สถานการณ์หลัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษว่า นายทักษิณจะไม่วางมือจากการเมืองอย่างที่หลายคนคาดการณ์ แต่กระบวนการจะรัดกุมขึ้น ช่องว่างและจุดอ่อนจะน้อยลง อานุภาพในการออกอาวุธทำลายล้างจะแรงและหนักแน่นขึ้นในรูปแบบต่างๆ ไม่ทำตัวเป็นสายล่อฟ้า ผ่านปฏิบัติการทางการเมือง 3 เรื่อง ที่เร็วหรือช้าก็จะได้เห็นแน่นอน ซึ่งงานนี้ยอมรับว่า หากจะต่อสู้กับนายใหญ่ไม่ง่าย

นายธนพร กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ 1.กีฬาสีจะกลับมา การจัดตั้งมวลชนของฐานคะแนนคนเสื้อแดงจะกลับมาในรูปแบบที่แน่นแฟ้นขึ้น เห็นได้จากแกนนำเสื้อแดงไปหน้าเรือนจำกันหมด ความผูกพันระหว่างคนเสื้อแดงกับนายใหญ่ยังมีอยู่ การจัดตั้งจะไม่ใช่รูปแบบชุมนุมประท้วง แต่จะจัดตั้งเป็นคะแนนที่แน่นอนผ่านสีเสื้อ 

2.การปรับเกมในวุฒิสภา เพราะนายใหญ่ไปแพ้การเลือกตั้ง สว. ปี 2567 ทำให้ไม่ได้คุมเกมเลือกองค์กรอิสระ จึงทำให้ย้อนมาออกฤทธิ์ออกเดชกับเครือข่ายนายใหญ่ รอบนี้จะเห็นการเปลี่ยนสีเสื้อ สว. แน่นอน เพราะใครเข้าถึงการจูงใจก็สามารถเปลี่ยนได้ และเคยทำมาแล้วเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยที่นายทักษิณเป็นนายกฯ

3.จะเห็นการสร้างความร่วมมือกันในสภาฯ ของพรรคสีส้ม พรรคสีเขียว และพรรคสีแดง เพื่อเป็นสัญลักษณ์หาพันธมิตรและถ่วงดุลอำนาจพรรคสีน้ำเงิน ในกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุน เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฯลฯ รวมถึงจะเห็นการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย  ฉะนั้น หากพรรคสีส้ม สีแดง และสีเขียว ร่วมมือกันในฝ่ายนิติบัญญัติ รวมกันได้ 252 เสียง การโหวตกฎหมายในสภาฯ ก็จะผ่าน
 
“นายใหญ่เปรียบเปรยว่าไปจำศีลมา 8 เดือน มั่นใจว่าไม่วางมือการเมือง แต่เป็นการสะสมพลัง เปรียบเสมือนการฝึกวิชาในถ้ำ เพื่อให้กลับมาแข็งแกร่งและมีพลังมากกว่าเดิม” นายธนพร กล่าว

อนุทิน ไม่หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะดุด ลั่นไม่ต้องมีแผนสอง

อนุทิน ไม่หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะดุด ลั่นไม่ต้องมีแผนสอง

อนุทิน ไม่หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะดุด ลั่นไม่ต้องมีแผนสอง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

อนุทิน ไม่หวั่น  พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะดุด ลั่นไม่ต้องมีแผนสอง 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยอ้างเหตุผลไม่จำเป็นเร่งด่วนว่า รัฐบาลในฐานะบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีประโยชน์ 

เมื่อถามว่าการยื่นตีความจะทำให้โครงการที่วางไว้สะดุดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพียงแต่ที่จะล่าช้าออกไปบ้างคือเมื่อสมาชิกรัฐสภาฯจำนวนหนึ่งในห้าส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาฯที่จะบรรจุวาระพ.ร.ก.กู้เงินพิจารณาเป็นลำดับแรกยังทำไม่ได้ แต่ว่าถือเป็นคนละซอยกัน ซอยทำงานให้ประชาชนเอาเงินไปช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนยังเดินต่อไป 

เมื่อถามว่ามีการเตรียมการรับมือกรณีร้ายแรงที่สุด หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญไว้บ้างหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า รัฐบาลทำหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ คือช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนที่เป็นเรื่องฝ่ายบริหาร 

เมื่อถามย้ำว่าต้องมีแผนหนึ่งแผนสองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีอยู่แผนเดียวแผนช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามอีกว่า เรื่องนี้มีตำแหน่งครม.เดิมพัน หลายคนจึงตั้งคำถามว่ามีแผนสำรองหรือไม่หากศาลตีความเป็นอย่างอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า มาถึงจุดนี้แล้วถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.เท่านั้นเอง 

พริษฐ์ ขอไม่ก้าวล่วง ทักษิณ พักโทษสร้างแรงกระเพื่อมการเมืองหรือไม่ โยนถาม เจ้าตัว-เพื่อไทย

พริษฐ์ ขอไม่ก้าวล่วง ทักษิณ พักโทษสร้างแรงกระเพื่อมการเมืองหรือไม่ โยนถาม เจ้าตัว-เพื่อไทย

พริษฐ์ ขอไม่ก้าวล่วง ทักษิณ พักโทษสร้างแรงกระเพื่อมการเมืองหรือไม่ โยนถาม เจ้าตัว-เพื่อไทย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

’พริษฐ์‘ ไม่ก้าวล่วง ‘ทักษิณ’ พักโทษพ้นคุกออกมาสร้างแรงกระเพื่อมการเมือง โยนถาม ’เจ้าตัว-พท.‘ จับโยงขอรอดู ’สถานการณ์ไทย-กัมพูชา‘ ตึงเครียดขึ้นหรือไม่

วันที่ 12 พฆษภาคม  2569 เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในการต่อรองทางการเมืองหรือไม่ ว่า ตนขอไม่ไปก้าวล่วงพรรคอื่น แน่นอนว่านายทักษิณในฐานะที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งในขณะที่กำรงตำแหน่งนายกฯ ก็มีหลายนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ตนคิดว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ของนายทักษิณหากมีการถ่ายทอดและเผยแพร่แลกเปลี่ยน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ แต่สุดท้ายแล้วบทบาทของนายทักษิณจะเป็นอย่างไรตนขอไม่ก้าวล่วง ให้เป็นประเด็นที่ถามนายทักษิณ และหากมีประเด็นที่มีข้อสังเกตว่าเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ก็ให้ไปสอบถามพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่านายทักษิณ มีความสัมพันธ์กับสมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยมีปัญหาเรื่องชายแดนมองว่าหากนายทักษิณ กลับมา สถานการณ์ชายแดนจะดึงเครียดหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ความจริงประเด็นเรื่องผลกระทบหรือความสุ่มเสี่ยงของความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยของประชาชน เป็นประเด็นภาพรวมที่ต้องจับตาอยู่แล้ว เช่น กรณีที่คนจีนครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมาก แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่ามีการพัวพันหรือกระบวนรวบรวมอาวุธดังกล่าวไปพัวพันกับหน่วยงานรัฐอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สส.พรรคประชาชนให้ความสนใจ และมีความตั้งใจว่าการตั้งกระทู้ถามสดในวันที่ 14 พ.ค. ประเด็นนี้อาจจะเป็นหนึ่งประเด็นที่มีการลุกขึ้นถามนายกฯ 

เอกนิติ ย้ำ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นเร่งด่วน ชี้ ประเทศเผชิญวิกฤต

เอกนิติ ย้ำ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นเร่งด่วน ชี้ ประเทศเผชิญวิกฤต

เอกนิติ ย้ำ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นเร่งด่วน ชี้ ประเทศเผชิญวิกฤต

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เอกนิติ ย้ำ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นเร่งด่วน ชี้ ประเทศเผชิญวิกฤต ความมั่นคงเศรษฐกิจ หากไม่หยุดวันนี้จะแก้ยาก

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านส่งเรื่องให้ประธานสภาเพื่อส่งคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เรื่องจำป็นเร่งด่วน ตามที่รัฐบาลให้เหตุผล ว่า อันนี้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นเรื่องวิกฤตปากท้องของประชาชน ทั่วโลกก็เจอวิกฤตนี้ และทุกประเทศก็ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลปากท้องของประชาชน ซึ่งมีการยกวิกฤตครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับวิกฤต ปี 2540 ตอนนั้นเป็นวิกฤตเรื่องค่าเงิน ซึ่งมันไม่เหมือนกัน เพราะวิกฤติครั้งนี้เป็นเรื่องของค่าครองชีพ เรื่องปากท้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลยังคงยืนยันว่ามีความจําเป็นเร่งด่วน และคณะรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าเราไม่ทําวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตตั้งแต่วันนี้ และรอให้เกิดปัญหาค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น รายได้คนหดตัว ธุรกิจรายเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตนเอง จะถูกกระทบอย่างรุนแรง กลายเป็นวิกฤตคนตกงาน ทําปล่อยไว้เราจะยิ่งแก้ยาก ฉะนั้น ขอยืนยันความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะต้องออกพ.ร.ก.ฯนี้ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป 

เมื่อถามว่า เงินก้อนหลัง.2 แสนล้าน สามารถใช้เป็นงบปกติได้หรือไม่ เนื่องจากในช่วงนั้นอาจจะไม่มีความจําเป็นเร่งด่วน  นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนคิดว่าเงินสองแสนล้านหลัง กับสองแสนล้านแรก แยกกัน วันนี้วัตถุประสงค์คือสี่แสนล้าน เพื่อช่วยเหลือเยียวยา แล้วหลังวิกฤตเขากลับมาเข้มแข็งขึ้นไม่ดีกว่าหรือ ยิงนกครั้งเดียวได้สองตัว เพื่อบรรเทาผลกระทบ กลับมาแข็งแรงขึ้น ส่วนตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์ 

“วันนี้ชัดเจนทุกประเทศบอกประเทศไทยมีความเสี่ยง ในเรื่องวิกฤตพลังงาน มากกว่าคนอื่น เพราะเราต้องนําเข้าพลังงานสูง และวิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ ” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนนายเอกนิติเดินออกจากวงสัมภาษณ์  ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม กรณีความคืบหน้าการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์เปอเรชั่น 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งนายเอกนิติไม่ได้ตอบคําถามดังกล่าว โดยเดินขึ้นรถออกไปทันที