โสภณ เซ็ง! ขัดใจคำว่า เล่นการเมือง แนะให้ใช้คำว่า ทำการเมือง ดีกว่า ขอส่งเสริมคนไทยอ่านหนังสือผ่านกิจกรรม พานแว่นฟ้า

23 กันยายน 2569 เวลา 18:59 น.

โสภณ เซ็ง! ขัดใจคำว่า เล่นการเมือง แนะให้ใช้คำว่า ทำการเมือง ดีกว่า ขอส่งเสริมคนไทยอ่านหนังสือผ่านกิจกรรม พานแว่นฟ้า แย้มข่าวดี ปีใหม่นี้ ข้าราชการสภา เตรียมตัว จัดรางวัลเบิ้มๆ ใครลดพุงได้มากสุดมีเซอร์ไพส์

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตยว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำนึงคือ “เล่นการเมือง”

“ผมไม่ค่อยชอบ มันต้องทำการเมือง ทำการเมือง ไม่มาเล่น มาทำการเมือง ฉะนั้น เรื่องพานแว่นฟ้าเราก็ต้องทำให้เกิดประโยชน์ ดังจะเห็นโครงการที่ผมทำต่อเนื่อง คือโครงการสุจิปุลิ ทุกวันนี้คนไม่ชอบอ่านหนังสือ ฉะนั้น เราจะส่งเสริมการอ่าน เมื่อคนรักการอ่าน ก็จะทำให้โครงการพานแว่นฟ้าเกิดประโยชน์ ผมก็ชอบอ่าน แต่ชอบอ่านกำลังภายใน บางครั้งผมอ่านจนเที่ยงคืนเลยนะ” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนยังมีข่าวดีมาแจ้ง ซึ่งตนได้ให้สำนักการแพทย์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ไปคิดโครงการ Fit Together ลดพุง ลดโลก โดยในวันปีใหม่เราจะจัดแข่งขันและมอบรางวัลเป็นของขวัญให้แก่ข้าราชการประจำอาคารรัฐสภาที่สามารถลดน้ำหนักได้ โดยจะมีเกณฑ์การตัดสิน ตรวจ BMI แล้ว หากทำได้ตามเกณฑ์จะมีรางวัลให้ และจะมีรางวัลเซอร์ไพรส์สำหรับคนที่ทำได้ดีที่สุดด้วย

อย่ากังวลถูกขวางตีตก! โสภณ ไม่ขัด ฝ่ายค้าน ล็อกเป้าจองกฐิน ฮั้ว สว. ยื่นเชือดซักฟอกรัฐบาลปลาย ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 18:51 น.

อย่ากังวลถูกขวางตีตก! โสภณ ไม่ขัด ฝ่ายค้าน ล็อกเป้าจองกฐิน ฮั้ว สว. ยื่นเชือดซักฟอกรัฐบาลปลาย ก.ย.นี้ ขอเป็นไปตามกม.ข้อบังคับ ประธานทำอย่างอื่นไม่ได้

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนก.ย.นี้ อาจมีความกังวลหากหยิบยกเรื่องคดีฮั้ว สว.ขึ้นมา จะถูกตีตกว่า ไม่ตีตกหรอก มันเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบว่ามันเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ ไม่ต้องกังวล หากมันเป็นไปตามข้อบังคับ เป็นไปตามตามรัฐธรรมนูญ ก็ดำเนินการได้ทั้งหมด ประธานฯทำอย่างอื่นไม่ได้อยู่แล้ว ถือเป็นดุลยพินิจของฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่

ประธานสภาฯ ชี้คดี 2 สส.พรรคส้ม ภาวุธ-สมชาติ หากมีหนังสือขอตัวช่วงสมัยประชุมฯ ต้องขอมติจากสภาฯ เหตุมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกม.

23 กันยายน 2569 เวลา 18:48 น.

ประธานสภาฯ ชี้คดี 2 สส.พรรคส้ม ภาวุธ-สมชาติ หากมีหนังสือขอตัวช่วงสมัยประชุมฯ ต้องขอมติจากสภาฯ เหตุมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกม. เผยที่ผ่านมาตามธรรมเนียมปฏิบัติส่วนใหญ่จะไม่อนุญาต ยกเว้นอยากพิสูจน์ตัวเอง เมินเกราะป้องกัน

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)จะส่งสำนวนฟ้องคดีฟอเร็กซ์ ให้อัยการคดีพิเศษภายในสัปดาห์นี้ อาจจะต้องมีการทำหนังสือเพื่อขอตัวนายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนจากสภาผู้แทนราษฎรหากมีการออกหมายจับ เนื่องจากอยู่ในช่วงสมัยประชุมสภาฯว่า กรณีที่สมาชิกถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นหมายเรียกหรือหมายจับ หากอยู่ในสมัยประชุมจะต้องขอสภาฯ หากสภาฯอนุญาตก็สามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าสภาฯไม่อนุญาตมันก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นตามหลักแล้วยังไงก็ต้องขอสภาฯ หรือสมาชิกท่านใดไม่ประสงค์ใช้เอกสิทธิ์สส.คุ้มครองก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ในกรณีของนายภาวุธคงต้องรอดู หากมีหนังสือมาก็ค่อยว่ากัน เพราะยังไงกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน ว่าต้องได้รับการอนุญาตจากสภาฯโดยการโหวตในที่ประชุม หรือบางกรณีในอดีตก็เคยมีสส.ขอไม่ใช้เอกสิทธิ์สส.คุ้มครอง แต่โดยปกติส่วนใหญ่จะมีการถามมติในที่ประชุมสภาฯ ที่ผ่านมาถ้าถามมติส่วนใหญ่จะไม่อนุญาต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แล้วแต่ดุลยพินิจของเจ้าตัวที่จะตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณีคดีถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดร่วมกับชาวต่างชาติของนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ที่ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกครั้งสุดท้ายวันที่28ก.ย.นี้ จะเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันด้วยหรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน ถ้าเป็นสมาชิกมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ดำเนินการอย่างอื่นไม่ได้ ยกเว้นเจ้าตัวอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยการไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติ สภาฯก็ไม่อนุญาตอยู่แล้ว หากต้องขอมติในที่ประชุมสภาฯ

รัดเกล้า ชำแหละ พ.ร.บ.สภาครูฯ จี้กรรมาธิการเติม 3 เสียงที่หายไป เผยเด็กไทยเครียดหนัก ต้องปรับครูเป็นที่พึ่งจิตวิทยา-แนะแนว

23 กันยายน 2569 เวลา 18:39 น.

23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่า คุรุสภาคือองค์กรที่มีบทบาทชี้นำและกำหนดทิศทางว่าครูไทย ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า จากการพิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมาย มาตรา 4 (แก้ไขมาตรา 12) และมาตรา 8 (แก้ไขมาตรา 21) ซึ่งกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ของคุรุสภาและคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพนั้น แม้จะเป็นโครงสร้างที่ดี แต่ยังมีข้อบกพร่องสำคัญเนื่องจากขาดตัวแทนและมิติความคิดอีก 3 เสียงสำคัญ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษาในยุคดิสรัปชัน

1.เสียงของผู้ใช้ครู (สถานศึกษาทุกสังกัด) ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญสภาวะครูล้น และครูขาด ในเวลาเดียวกัน บางสาขามีผู้จบการศึกษาจำนวนมากแต่ไร้ตำแหน่งบรรจุ ในขณะที่บางวิชาและบางพื้นที่กลับขาดแคลนวิกฤต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ผลิตครูได้กี่คน แต่คือผลิตครูตรงตามความต้องการของประเทศหรือไม่ คุรุสภาจึงต้องดึงผู้ใช้ครูจริงร่วมวางแผนการผลิตครู ทั้งในเชิงจำนวน วิชาเอก และพื้นที่

2.เสียงจากภาคเอกชนและตลาดแรงงาน เช่น ตัวแทนสภาหอการค้าฯ เนื่องจากทักษะการทำงานในโลกจริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษาหลายปี ปัจจุบันเด็กต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีทั้ง AI และ Quantum หากระบบไม่ฟังเสียงจากตลาดแรงงาน ก็จะไม่สามารถสร้างครูที่ได้ยินเสียงของอนาคต เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมรับมือโลกยุคใหม่ได้

3.เสียงของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ยุคสมัยปัจจุบันเด็กเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้ว บทบาทของครูจึงต้องเปลี่ยนจากการสอนตำรา มาเป็น ผู้แนะแนวและที่พึ่งทางจิตวิทยา ยอดเยาวชนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะความเครียด กดดัน โรคซึมเศร้า ไปจนถึงการทำร้ายตัวเอง ทักษะจิตวิทยาเชิงบวกและการแนะแนวทางชีวิตจึงไม่ควรเป็นเพียงวิชาเสริม แต่ต้องถูกยกระดับให้เป็นสมรรถนะพื้นฐาน ของครูไทยทุกคน

“ถ้าเราอยากเปลี่ยนการศึกษาไทย เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนระบบการสร้างครู และถ้าเราอยากให้เด็กไทยพร้อมสำหรับอนาคต เราต้องทำให้มีครูที่พร้อมสำหรับอนาคตเสียก่อน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า ยังได้ยื่นข้อเสนอแนะขอให้คณะกรรมาธิการการศึกษาฯ ปรับแก้ถ้อยคำในร่างมาตรา 12 วรรคสาม และมาตรา 21 วรรคสอง เพิ่มเติมผู้แทนจากทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น เข้าไปเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้คุรุสภามีชุดข้อมูลที่รอบด้าน ทันต่อสถานการณ์ และสามารถขับเคลื่อนการศึกษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผอ.JIC ตอก ฮุน มาเนต อย่าเปลี่ยนเวทีปราบสแกมเมอร์เป็นเวทีกล่าวหา ย้ำแยกปมอาชญากรรม-ชายแดน ชี้ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน

23 กันยายน 2569 เวลา 18:28 น.

23 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณี นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ระบุว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศอื่น หรือเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่นว่า ประเทศไทยเห็นด้วยกับหลักการอย่างชัดเจน ว่า อาชญากรรมออนไลน์ไม่ควรถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่หลักการดังกล่าวต้องใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากเวทีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ ก็ควรพูดถึงแนวทางความร่วมมือในการทำลายเครือข่ายอาชญากรรม มากกว่าการใช้เวทีเพื่อกล่าวหาหรือสร้างความเชื่อมโยงโดยนัยกับประเทศอื่น

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้กลับไปอ่าน Joint Statement วันที่ 27 ธ.ค. 2568 ที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน โดยข้อ 10 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงปฏิบัติตามแผนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึง Cyber Scams และ Human Trafficking ตลอดจนตกลงเพิ่มความร่วมมือเพื่อป้องกันการหลอกลวงออนไลน์และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางมิชอบ ดังนั้น คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “ใครกำลังใช้เรื่องสแกมเมอร์โจมตีใคร” แต่คือ “สิ่งที่เราลงนามร่วมกันนั้น ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” โดยประเทศไทยพร้อมร่วมมือ หากกัมพูชามีข้อมูล ผู้ต้องสงสัย บัญชีธนาคาร เครือข่าย สถานที่ หรือเส้นทางการเงิน ขอให้นำเข้าสู่กลไกความร่วมมือที่ตกลงกันไว้ ไทยพร้อมตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และในทางกลับกัน หากไทยส่งข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในกัมพูชา ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังและตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน

ส่วนกรณี นายฮุน มาเนต กล่าวถึงการใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็น “ข้ออ้าง” ในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านความร่วมมือทางกฎหมาย ตำรวจ การเงิน ข่าวกรอง และกลไกระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องที่สองคือเหตุการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน สำหรับเหตุการณ์การสู้รบ ฝ่ายไทยได้ยืนยันจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อสหประชาชาติว่า กองกำลังกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงต่อกำลังและดินแดนไทย และไทยจึงใช้สิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยยืนยันหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีคำกล่าวอ้างที่แตกต่างออกไป ดังนั้น เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐาน ไม่ใช่จากถ้อยคำทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“เราไม่ควรนำเรื่องสแกมเมอร์มาปะปนกับข้อพิพาทด้านความมั่นคง แล้วสร้างข้อสรุปว่าการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นข้ออ้างสำหรับการใช้กำลัง” ผอ.JIC กล่าว พร้อมระบุว่า ไทยไม่ได้กล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นประเทศสแกมเมอร์ และไม่ควรเหมารวมประชาชนหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ได้ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานาน และกัมพูชาเองก็ยอมรับในเวที ICCOS วันนี้ว่า มีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้พื้นที่กัมพูชาดำเนินกิจกรรม ดังนั้น สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็นไม่ใช่การแข่งขันกันกล่าวหา แต่คือผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ทั้งการจับกุมเครือข่ายได้กี่เครือข่าย ช่วยเหลือเหยื่อได้กี่คน ยึดและอายัดทรัพย์ได้เท่าใด ตัดเส้นทางการเงินได้หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลหรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังถูกดำเนินคดีหรือไม่ และมีความร่วมมือส่งข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านจริงเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากคือมาตรวัดความจริงใจในการปราบปรามสแกมเมอร์

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องการสื่อถึงนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตว่า ข้อความง่ายมาก คืออย่าใช้เวทีปราบสแกมเมอร์เป็นเวทีกล่าวหากัน แต่ขอให้กลับไปอ่านข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน และลงมือทำตามสิ่งที่ตกลงกันไว้ ไทยไม่ได้ต้องการให้กัมพูชาพูดว่าตัวเองไม่มีปัญหา และไทยก็ไม่ควรพูดว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่กัมพูชา สิ่งที่ต้องการคือความร่วมมือที่วัดผลได้ เพราะสแกมเมอร์ไม่มีสัญชาติ เงินที่ถูกหลอกไม่มีพรมแดน และเหยื่อมีอยู่ทั่วโลก หากต่างฝ่ายยืนยันว่าปัญหานี้เป็นอาชญากรรมข้ามชาติจริง ก็ต้องร่วมกันจัดการกับอาชญากร ไม่ใช่เปลี่ยนการประชุมต่อต้านอาชญากรรมให้กลายเป็นเวทีกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้าน

“สำหรับเรื่องชายแดน ประเทศไทยยืนยันว่า การปกป้องอธิปไตยกับการปราบสแกมเมอร์เป็นคนละเรื่องกัน ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ถ้อยแถลงไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด และเวทีปราบอาชญากรรมไม่ควรถูกเปลี่ยนเป็นเวทีสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องเริ่มจากการปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองประเทศลงนามไว้ด้วยกัน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

“ภราดร” โต้ปมแก้ท่วมช้า ชี้ลุ่มเจ้าพระยาต้องใช้เวลา 7-8 ปี ยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย ลั่น “อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง”

23 กันยายน 2569 เวลา 18:19 น.

จากกรณีที่ นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา ได้ออกมาร้องเรียนรัฐบาลเรื่องของการแก้ปัญน้ำท่วมในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ที่ทางรัฐบาลสัญญาว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่เมื่อผ่านไปกลับนิ่งเฉย ล่าสุดนาย ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ออกมาโต้ตอบอย่างดุเดือดโดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของตน โดยระบุข้อความว่า 

“อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถใช้เวลา 3-5เดือน ไม่ใช่ใช้เวลา 2ปี หรือ3ปี แต่เราพูดกันถึงระยะเวลาอย่างน้อย 7-8ปี ทุกคนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีทางออกเดียวคือจะต้องมีทางระบายน้ำขนาดใหญ่

บางบาลบางไทรเริ่มต้นปี 2563 ถึงวันนี้ 6ปีแล้วยังไม่เสร็จ แต่อย่างน้อยโครงการได้เริ่มต้นไปแล้ว และจะแล้วเสร็จภายใน2ปีนี้

แต่

ไม่ใช่ว่าบางบาลบางไทรหรือเจ้าพระยาสองจะแก้ปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่อย่างน้อยก็สามารถ แบ่งเบาภาระประชาชนไปได้บ้าง

โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

มีเพียงการสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติม คือทางออกและทางรอดเดียวของการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ ถูกพูดถึงมาหลายรัฐบาลและมีการศึกษาไว้หลายรัฐบาลมาก ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถผลักดันได้สำเร็จ รัฐบาลนายกอนุทินได้เร่งรัดผลักดันจนโครงการนี้เดินหน้าแล้ว และจะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2570

รัฐบาลนี้ได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว”

สำนักงาน กกต. เข้มความปลอดภัยสื่อและพื้นที่ เตรียมรับ สนธิ-กลุ่มพันธมิตรฯ 25 ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 18:07 น.

สำนักงาน กกต. คุมเข้มมาตรการความปลอดภัยสื่อและพื้นที่ เตรียมรับ สนธิ-กลุ่มพันธมิตรฯ 25 ก.ย.นี้ นัดแสดงพลังบุก กกต. 

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ฝ่ายสื่อสารองค์การ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวแจ้งว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตยจะเดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ณ สำนักงานคณะ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น

ในการนี้ ทางสำนักงาน กกต.มีการรักษาความปลอดภัย และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนในการเข้าพื้นที่ จึงขอให้สื่อมวลชนที่ประสงค์จะเข้าพื้นที่ในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต. ลงทะเบียนตาม Google Form ที่แนบมาพร้อมนี้ เพื่อรับบัตรสื่อมวลชนเข้าพื้นที่ภายในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย.2569 เวลา 16.30 น. หากลงทะเบียนหลังจากเวลาดังกล่าว ถือว่า “สละสิทธิ์” ในการเข้าพื้นที่

ทั้งนี้ ฝ่ายสื่อสารองค์การ สำนักงาน กกต. ระบุว่า ในวันดังกล่าวขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าพื้นที่ เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนแต่ละสำนักข่าวที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวล ชนในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ที่บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. (ประตู 1 ทิศตะวันออก) เพื่อเข้าพื้นที่ของสำนักงาน กกต. บริเวณห้องประชุม 201 และห้องสื่อมวลชน ส่วนสื่อมวลชวนที่ไม่ได้ลงทะเบียนนั้น จะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ได้ประชุมเตรียมความพร้อมรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่สำนักงานฯ ร่วมกับ พ.ต.อ.ยุทธศิลป์ การินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจตราความเรียบร้อยโดยรอบบริเวณอาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการฯ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ 1 กองร้อยมาดูแลบริเวณโดยรอบอาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีสื่อมวลชนที่มาทำข่าวบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.ได้มีคนขโมยของจากกระเป๋าสตางค์ จึงได้ประสานขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ตรงด้านหน้าบริเวณสำนักงาน กกต. ซึ่งอยู่ในความดูแลของบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) แต่กลับได้รับคำตอบว่ากล้องวงจรปิดในจุดดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงและไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งที่เป็นพื้นที่สำคัญซึ่งมีกลุ่มมวลชนและประชาชนเดินทางมาจัดกิจกรรมและยื่นหนังสือร้องเรียนอยู่เป็นประจำ

ศาลฎีกา แจง ปธ.แผนกคดีเลือกตั้ง ไม่เคยพบอดีตนักการเมือง น. ช่วยเหลือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จ่อดำเนินคดีคนปล่อยข่าวเท็จ

23 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

23 กันยายน 2569 ศาลฎีกา ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อโซเชียลว่า นายวรวุฒิ ทวาทศิน ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เคยเดินทางไปพบกับ นาย น. อดีตนักการเมือง เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จาก สว. และจะช่วยเหลือคดีเลือกตั้งนั้น

ศาลฎีกา ได้รับการยืนยันว่า นายวรวุฒิ บุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ไม่เคยเดินทางไปพบกับอดีตนักการเมือง น. ดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งแม้ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ จะไปดำรงตำแหน่งบริหารอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาแต่อย่างใด และขณะนี้นายวรวุฒิ มอบอำนาจให้สำนักกิจการคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ติดตาม ดำเนินคดีกับบุคคลที่ปล่อยข่าวเท็จดังกล่าว ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการและชื่อเสียงแล้ว

สภาฯ ฉลุย 444 เสียง แก้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ปลดล็อกข้าราชการล้มละลาย ไม่ต้องออกจากราชการ

23 กันยายน 2569 เวลา 16:58 น.

23 กันยายน 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คุ้มค่าที่ทุ่มเท ผมทำสำเร็จแล้ว!

ต่อจากนี้ลูกหนี้ฟื้นฟูหนี้ง่ายกว่าเดิม และข้าราชการ ลูกจ้างล้มละลายไม่ต้องออกจากราชการ

พ.ร.บ.ล้มละลาย ฟื้นฟูฐานะลูกหนี้ฉบับใหม่ผ่าน 2 สภาแล้ว ด้วยมติเอกฉันท์ 444 เสียง เหลือกระบวนการทูลเกล้าฯ เพื่อบังคับเป็นกฎหมาย

เดิมกฎหมายฟื้นฟูกิจการรายย่อยเริ่มมีตั้งแต่ปี 2559 แต่ผ่านมา 10 ปี มีผู้ยื่นเข้ามาที่ศาลเพียง 10 เคส ศาลอนุมัติผ่านแผน 2 เคส และไม่มีคนที่ผ่านตามแผนได้เลย รวมถึง มติ ครม. ปี 2565 ให้ทำกฎหมายกลางเพื่อแก้ปัญหาข้าราชการล้มละลายแต่ผ่านมา 4 ปียังไม่สำเร็จ เมื่อกฎเดิมแก้ปัญหาไม่ได้ ถึงเวลาต้องแก้กฎหมายใหม่

เรื่องที่ผมร่างใส่ลงไปใหม่ คือ

– “ยกเลิกพิธีกรรมจัดประชุมเจ้าหนี้ เหลือแค่ขอความยินยอมจากเจ้าหนี้” ได้ความยินยอมจากเจ้าหนี้ด้วยยอดหนี้ 50% จากหนี้ทั้งหมด แผนฟื้นฟูผ่านทันที (เดิมยอด 2 ใน 3 )

– ข้าราชการยื่นขอฟื้นฟูหนี้แล้วหากล้มละลาย จะไม่ต้องถูกบังคับให้ออกจากราชการอีกต่อไป ท่านยังสามารถทำงาน ดูแลครอบครัว และหาเงินมาใช้หนี้สินได้ มีสิทธิเท่าเทียมเช่นเดียวกับพนักงานเอกชน

ผมสู้มาตั้งแต่เป็น กมธ.เสียงข้างน้อยเมื่อสภาสมัยที่แล้ว แต่ได้อภิปรายให้เพื่อนสส.เข้าใจจนสภาชุดที่แล้วโหวตผ่าน แต่พอเข้าสู่ชั้น สว.กลับถูกตัดออกไป วันนี้ผมกลับเข้าสภา เป็น สส. ผมเอาคืนกลับมาได้สำเร็จ!

เรามี 2 เสียงของพรรครวมไทยก็สู้ได้ ยินดีกับข้าราชการทุกท่านครับ

ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าว 1 หมื่นล้าน

23 กันยายน 2569 เวลา 16:21 น.

ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าว 1 หมื่นล้านบาท ระบุไม่มีหลักฐานใหม่มาหักล้างคำพิพากษาเดิมได้

23 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร (สามี) ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับสามี ฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ร่วมกันให้กระทรวงการคลัง มีคำสั่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยให้เหตุผลว่า ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฟังไม่ขึ้น