นายกฯ”เข้าสภาร่วมประชุมพ.ร.บ.งบฯ เผยไม่ห่วงการพิจารณา มี เอกนิติ ประจำการ

7 กันยายน 2569 เวลา 11:12 น.

“นายกฯ” เข้าสภาร่วมประชุมพ.ร.บ.งบฯ เผยไม่ห่วงการพิจารณา มี “เอกนิติ” ประจำการ

เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 7 กันยายน 2569  ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ว่า ตนมาร่วมฟังการอภิปรายงบประมาณปี 70 ให้มากที่สุดในช่วงที่ยังไม่เดินทาง เนื่องจากคืนวันเดียวกันนี้ตนจะเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ เนื่องจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ในการพระราชพิธีพระบรมศพของกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ช่วงก่อนออกเดินทางจะได้มาใช้สิทธิ์ลงมติเป็นรายมาตรา

เมื่อถามว่าสภาฯจะอภิปรายหลายวันแต่ตัวนายกฯไม่อยู่เป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนจะติดตามประสานงานกันอยู่ตลอด และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ก็อยู่ที่นี่เพื่อคอยชี้แจงต่อประเด็นข้อสงสัยต่างๆให้สมาชิก นี้คือการพิจารณาวาระ 2 วาระ3 จากนั้นจะเสนอทางวุฒิสภาอีก ยังมีเวลา

นายกรัฐมนตรีพ.ร.บ.งบฯอนุทิน ชาญวีรกู

ศิริกัญญา ยัน หากวาระ 2 ปรับลดงบ 70 ไม่ได้ พรรคประชา​ชนโหวตคว่ำแน่

7 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

“ศิริกัญญา” ยันหากวาระ 2 อย่างปรับลดงบไม่ได้ ปชน.โหวตคว่ำแน่ ชี้งบกลางซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน พบแปรงบเพิ่ม โยก 12,000 ล้านเข้าใจกลาง อ้างค่าโง่คลองด่าน มั่นใจสมาชิกไม่มีจุดเดือดต่ำ ไม่ต้องคุม ขอรัฐบาลอย่าร้อนตัว

วันที่ 7 กันยายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณในวาระที่ 2 ว่าเมื่อดูเข้าไปในเนื้อได้เรียนรู้ลงไปในรายละเอียด ต้องขอยืมคำพูดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “นางฟ้าอยู่ในหลักการ อยู่แต่ว่าซาตานอยู่ในรายละเอียด” ซึ่งในการพิจารณาวาระที่ 2 จะเป็นการลงรายละเอียดในระดับโครงการ มีโครงการอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ไม่คุ้มค่า สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต ก็จะอภิปรายให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าในงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท มีโครงการอะไรบ้าง พี่สมควรจะต้องถูกตัดลดงบประมาณหรือตัดทิ้งทั้งโครงการตั้งแต่ในชั้นอนุกรรมาธิการแต่ยังหลุดรอดเข้ามาได้ ซึ่งเราจะพยายามโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก ให้ยินยอมพร้อมใจปรับลดงบประมาณพร้อมกับเราในวาระนี้ โดยวันแรกเป็นการพิจารณางบประมาณในภาพรวมว่าแต่ละกระทรวงเจอปัญหาร่วมกันอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับลดงบประมาณได้ในภาพรวม และวันนี้จะมีการพิจารณางบกลางด้วย ซึ่งจะมีการแปลเพิ่มไปสู่งบกลางราว 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกหลายกระทรวงที่น่าสนใจ ทั้งสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมด้วย

เมื่อถามว่างบประมาณในการแก้ไขปัญหาไฟใต้มีอะไรน่าจับตาบ้าง น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าจากเดิมที่เคยอยู่ในแผนงานบูรณาการ กลายร่างมาอยู่ในแผนงานยุทธศาสตร์ ซึ่งในรายละเอียดไม่มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เน้นไปที่การใช้ทหารนำการเมือง เราจะอภิปรายถึงในเรื่องนี้ แต่หลังจากหมดการพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 และ 3 แล้ว ก็จะเข้าสู่ยุติด่วนด้วยวาจาเรื่องไฟใต้ต่อในวันพฤหัสบดี เพราะยังมีผู้อภิปรายคงค้างอยู่จำนวนมาก และไม่แน่ใจว่าจะแล้วเสร็จภายในวันนั้นหรือไม่ เพราะรัฐบาลก็มีการเติมชื่อเข้ามาเรื่อยๆ จึงไม่แน่ใจว่ารายงานของ กกต.จะเข้าสู่การพิจารณาได้ในวันพฤหัสบดีหรือไม่

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงหน่วยงานในการใช้งบประมาณหรือไม่ น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่า เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีประชาชน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องมีการตรวจสอบโดยละเอียด ว่าแต่ละบาทแต่ละโครงการนำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอรัปชั่นในอนาคตหรือไม่ เพราะในชั้นนี้ก็ยังไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น วันนี้จะเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน โดยเฉพาะของหน่วยงานที่จะต้องผ่านการตรวจตราจากรัฐมนตรีมาแล้วว่ามีปัญหาอย่างไร เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหวังว่าหน่วยงานจะเกิดความเข้าใจว่า สส.ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ละหน่วยงานสามารถตอบข้อซักถามสส.ในที่ประชุมได้อย่างเต็มที่ ขออย่าโกรธเคืองกัน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงทิศทางการโหวตลงมติในวาระที่ 2 หากไม่สามารถปรับแก้อะไรได้ว่าตัวงบประมาณยังคงเป็นหน้าตาไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แถมยังมีการปรับลดปรับเพิ่มในส่วนที่เราไม่เห็นด้วย เราก็คงจะต้องโหวตไม่เห็นด้วยเหมือนเดิม

“ย้ำอีกทีในเรื่องของการแปรงบประมาณเพิ่ม ปีนี้ที่ถูกปรับลดงบประมาณไปได้ในชั้นอนุกรรมาธิการ ราวเกือบ 12,000 ล้านบาท แต่ถูกนำไปใส่ในงบกลางโดยอ้างว่าใช้เป็นค่าโง่คลองด่านถึง 6,000 ล้านบาท ทั้งๆที่เคยอยู่ในงบประมาณอยู่แล้ว 3,000 ล้านบาท คุณก็ไปตัดมันออกมาแล้วมาใส่ในงบกลางแล้วโปะเพิ่มอีก 3,000 บาทเบิ้ลเข้าไปเป็น 6,000 บาท ใส่ในกองทุนวิจัย 4 พันล้านบาท และใส่ในกองทุนหมู่บ้านอีก 500 ล้านบาท ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยากให้ไปใส่ไปในกองทุน กยศ.มากกว่าเพราะมีเด็กอีกจำนวนมากที่รอการอนุมัติจากกองทุน กลับไม่ได้รับการตอบรับในส่วนนี้ ก็คงต้องทักท้วงรัฐบาลว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องเลยทีเดียว” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงนกกลางที่มีความซ้ำซ้อนกับพ.ร.ก.กู้เงินว่ามีแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 1,200 ล้านบาท ในวัตถุประสงค์มีความใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน 200,000 ล้านบาทที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ปั่นผวนจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ในส่วนนี้มีวิธีการใช้ที่แตกต่างออกไป ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะงบประมาณมีค่อนข้างจำกัดกับปัญหารายจ่ายประจำที่พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากตรงไหนประหยัดได้ก็ไม่ควรถูกตั้งให้เกิดความซ้ำซ้อน เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะสัญญาว่าตัว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทจะใช้เพียงแค่ 4 แสนลบ 12,000 ล้านบาท เราก็อาจจะยินดีให้ใช้ ขณะที่โครงการมูลค่า 12,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลก็ออกแบบให้เป็น matching fund รัฐบาลออกส่วนหนึ่งและหน่วยงานออกอีกส่วนหนึ่ง เพื่อดึงนำเม็ดเงินสะสมนอกงบประมาณมาใช้ให้ได้มากที่สุด โดยหลักการแล้วดีสามารถทำแบบนี้กับเงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ แต่นำมาตั้งไว้ในงบกลางท้ายที่สุดอาจจะถูกแปรเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้ จึงเห็นว่าส่วนนี้เป็นความซ้ำซ้อน และจำเป็นที่จะต้องตัดทิ้ง

เมื่อถามต่อว่าจะมีการควบคุมสมาชิกพรรคประชาชนอย่างไร เพราะรัฐบาลมองว่าเวทีนี้เป็นเวทีอภิปรายงบประมาณไม่ใช่เวทีซักฟอก น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าไม่ควรจะเดือดเนื้อร้อนใจไปก่อนหน้าเพราะเรายังไม่เริ่มอภิปราย และงบประมาณในวาระที่ 2 ต้องอภิปรายไปในเนื้องบประมาณ ประธานก็คงไม่อนุญาตให้อภิปรายนอกเหนือจากนี้อยู่แล้ว จริงๆแล้วรัฐบาลไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ที่จะมาบอกว่านี่ไม่ใช่ศึกการซักฟอก

” จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่ต้องเดือดถ้าการควบคุมเป็นไปอย่างเป็นกลาง สงบเรียบร้อย เราไม่ได้มีจุดเดือดต่ำ ที่จะต้องมีวาทะเดือดกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มักจะมีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง การทำงานหรือเป็นการทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพที่นำไปสู่วาทะเดือดๆในสภา ถ้าฝั่งรัฐบาลไม่ได้ตีตนไปก่อนไข้มากเกินไปก็ไม่จำเป็นต้องประท้วงกันเลย เป็นการพูดคุยกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับกรรมาธิการ ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องมาถกเถียง หรือมีอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นง่ายในสภา” น.ส.กัญญากล่าวต่อว่า นี่เป็นวิถีที่เราใช้ทำงานอยู่แล้ว แต่โอกาสที่จะเกิดวาทะเดือดมีที่มาที่ไป แต่สมเหตุสมผลหรือไม่ขอให้ประชาชนตัดสินดีกว่าว่าเราต้องมองเรื่องนี้อย่างไร

งบ 70พรรคประชาชนศิริกัญญา ตันสกุล

ศิริกัญญา ขอจบ ไม่อยากตอบโต้ อนุทิน ปม MOA ชี้เป็นปิงปองมากกว่าสาระ ลั่นเป็นบทเรียนไม่ทำซ้ำอีก

7 กันยายน 2569 เวลา 10:47 น.

“ศิริกัญญา” ขอ ไม่อยากตอบโต้ “นายกรัฐมนตรี” ปม MOA ลั่น 2 คนยลตามช่อง คงปิงปองมากกว่าสาระ ร้องอ๋อ ลืมไปแล้ว หมายถึงวันครบรอบ แต่บทเรียนที่ได้จำแม่น หลังถูกถาม คนไม่พอใจ เหตุขานชื่อ “อนุทิน” แล้วลืมวันครบรอบ

วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญขีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นความผิดพรรคประชาชน

โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ว่า 2 คนยลตามช่อง ตนก็ไม่อยากตอบโต้ คงเป็นปิงปองมากกว่าสาระ จริงๆ ครบรอบ 1 ปี ก็ได้ผ่านไปแล้ว ก็ให้ผ่านเลยไป ตนก็คิดว่าเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้จดจำ ไม่ว่าใครจะมองว่าใครผิดสัญญาอย่างไร แต่ก็เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นและไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อถามว่ามีประชาชนบางส่วนไม่พอใจที่จำวันดังกล่าวไม่ได้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อ๋อ ลืมไปแล้ว คือลืมไปแล้วว่าเป็นวันที่ 5 ก.ย. แต่ที่จำได้แม่นคือบทเรียนที่ได้จากครั้งนั้นว่าจะไม่กลับไปทำอีก เพราะในวันนั้นผู้สื่อข่าวถามว่าจำได้หรือไม่ว่าเป็นวันครบรอบ 1 ปี

MOAพรรคประชาชนภูมิใจไทยศิริกัญญา

เจ้าของสวนสัตว์เกาะสมุย ขอบคุณ มหาดไทย เนรเทศหนุ่มอิสราเอล คุกคาม ชื่นชมการทำงานเด็ดขาด ช่วยเหลือปชช.ได้จริงๆ

7 กันยายน 2569 เวลา 09:36 น.

วันที่ 7 กันยายน สืบเนื่องจากรณี น.ส.จิน และนายเควิน สามีชาวฝรั่งเศส เจ้าของสวนสัตว์บนเกาะสมุย กับนายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) นักธุรกิจร้านอาหารบนเกาะสมุย ชาวอิสราเอล ปัญหาเริ่มจากมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าไปใช้บริการที่สวนสัตว์ และเกิดการโต้เถียงกับเจ้าของสวนสัตว์

ต่อมา นายยาคอฟ นักธุรกิจร้านอาหารบนเกาะสมุย และเคยเข้าไปใช้บริการที่คาแฟ่แห่งนี้ ได้แชตมาพูดคุยกับนายเควิน จนเกิดการโต้เถียง และได้นำข้อความแชตพฤติการณ์การส่งข้อความในลักษณะข่มขู่ออกสู่โซเชียล จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวและกังวลต่อความปลอดภัย จนนำไปสู่การร้องเรียนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาปรับนายยาคอฟ เป็นเงิน 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

กระทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2344/2569 สั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร หลังก่อเหตุส่งข้อความข่มขู่ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวและเกรงว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492

ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ล่าสุด เจ้าของสวนสัตว์เกาะสมุยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Jin Jindarat Sattayapun ระบุว่า ขอขอบพรคุณ กระทรงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้จินได้รับรู้ถึงความยุติธรรมในประเทศไทย ว่าท่านทำได้จริงๆ

ขอบคุณ มท.4 ที่ ที่มาให้กำลังใจถึงเกาะสมุย ตั้งแต่ตอนเป็นข่าวช่วงแรกๆ และคอยถามความคืบหน้าตลอดเวลา ไม่เคยทอดทิ้งจินเลย…. ท่านรับฟังทุกปัญหาของประชาชนจริงๆ

ขอบคุณ พี่เต้ อาชีวะ ที่ผลักดันเรื่องนี้และพาคนไทยสู้ไปด้วยกันกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องของชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย

ขอบคุณ มท.2 ท่านมีความเด็ดขาดและตัดสินใจได้รวดเร็วและพูดจริงจริงทำให้ประชาชนแบบจริงจัง และคนไทยเชื่อมั่นในตัวท่านว่าท่านจะพาประเทศไปในทางที่ดีได้แน่นอน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้จินได้มั่นใจ ในการส่งหลักฐานเพิ่มเติม สำหรับคนอื่นๆ ที่อยู่ในไทย ที่ข่มขู่จินกับเควิน มาโดยตลอด ทำให้รู้ว่า รัฐบาลไทย จัดการได้เด็ดขาด และช่วยเหลือประชาชนได้จริงๆ

#กระทรวงมหาดไทย #เต้อาชีวะ

ดร.เลอพงษ์ ชื่นชมมหาดไทย เนรเทศชาวอิสราเอลพ้นประเทศ หลังก่อคดีข่มขู่ผู้เสียหาย

7 กันยายน 2569 เวลา 08:44 น.

วันที่ 7 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2344/2569 สั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร หลังก่อเหตุส่งข้อความข่มขู่ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวและเกรงว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

คดีดังกล่าว ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้มีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ โดยสั่งจำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492

ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ล่าสุด ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์ภาควิชาอิสลามการเมือง มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุศฏอฟา ประเทศอิหร่าน และนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอชื่นชมครับ น่าจะเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ถูกเนรเทศจากประเทศไทย เหมาะสมกับสันดานถ่อยของพวกนักท่องเที่ยวอิสราเอล”

ดร.เลอพงษ์มหาดไทยอนุทิน ชาญวีรกูล

วัส ติงสมิตร เตือน กกต. ปม ‘ฮั้ว สว.’ ชี้ต้องเป็นกลางทั้งใจและสายตาสังคม ก่อนนัดชี้ขาด 14 ก.ย.

7 กันยายน 2569 เวลา 07:59 น.

7 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีกำหนดนัดลงมติครั้งสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “การวินิจฉัยของ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.”: ความเป็นกลางที่ต้องมีทั้งในใจและในสายตาสังคม

กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาสำนวนคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และมีกำหนดนัดลงมติครั้งสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 ถือเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งตัวผู้ถูกกล่าวหา สมาชิกวุฒิสภา และความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติรัฐในประเทศไทย 
คำถามสำคัญทางกฎหมายในชั้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ “ใครผิดหรือใครถูก?” แต่คือ “กกต. ใช้มาตรฐานและดุลพินิจอย่างไรในการพิจารณาพยานหลักฐาน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และกระบวนการดังกล่าวดำเนินไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงเพียงใด?”

วัส ติงสมิตร

1.มาตรา 62 ให้อำนาจ กกต. “ส่งศาล” มิใช่ให้อำนาจ “ชี้ขาดความผิด”
ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง
• กกต. เป็นเพียงผู้กลั่นกรองคดี (Prima Facie Case) : มาตรา 62 ไม่ได้ตั้ง กกต. ให้ทำหน้าที่พิพากษาชี้ขาดคดี แต่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของพยานหลักฐานว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่
• อำนาจชี้ขาดขั้นสุดท้ายอยู่ที่ศาลฎีกา 🏛️: การตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริงหรือไม่ ยังคงเป็นอำนาจของศาลฎีกาตามกระบวนการยุติธรรม

2. ข้อยกเว้นทางปกครอง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใช้อำนาจโดยปราศจากความเป็นกลาง
แม้ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4 (2) จะยกเว้นไม่ให้นำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่ “องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ” ซึ่งรวมถึง กกต. ด้วยก็ตาม แต่ข้อยกเว้นนี้ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่ทำให้ กกต. พ้นจากการปฏิบัติตามหลักความเป็นกลาง
• รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 215 วรรคสอง : กำหนดชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดย สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง
• พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 21 : วางหลักการในลักษณะเดียวกัน ยืนยันว่า กกต. ต้องใช้อำนาจบนฐานของความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม

3. ความเป็นกลางใน 2 มิติ: ไม่ใช่เพียง “กรรมการบอกว่าตนเป็นกลาง”
การทดสอบความเป็นกลางของผู้ใช้อำนาจรัฐในทางนิติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ:
• ความเป็นกลางในเชิงอัตวิสัย (Subjective Impartiality) : ผู้ใช้อำนาจต้องไม่มีอคติ หรือส่วนได้เสียในจิตใจ อย่างไรก็ดี สภาพจิตใจภายในเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยากเพียงคำยืนยันของผู้ใช้อำนาจ
• ความเป็นกลางในเชิงภาววิสัย (Objective Impartiality) : โครงสร้าง กระบวนการไต่สวน และพฤติการณ์แวดล้อมเชิงประจักษ์ ต้องไม่มีลักษณะที่ทำให้บุคคลทั่วไปที่มีเหตุผลเกิดข้อสงสัยตามสมควรต่อความเป็นกลาง

สุภาษิตทางกฎหมาย: “ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องเกิดขึ้นจริง แต่ต้องแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าได้เกิดขึ้นจริงด้วย”
(“Justice must not only be done, but must also be seen to be done”)

4. การใช้ดุลพินิจต่อบุคคลจำนวนมาก (229 ราย) ต้องตั้งบนฐาน “ความรับผิดรายบุคคล”
ในคดีที่มีการกล่าวหาว่ามี “ขบวนการฮั้ว” ครอบคลุมบุคคลจำนวนมาก โดยมีรายงานข่าวถึง สว. 138 ราย และบุคคลอื่นอีก 91 ราย รวมเป็น 229 ราย นั้น ผลกระทบทางกฎหมายย่อมสูงมาก เพราะเมื่อศาลฎีการับคำร้อง ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว. อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ดังนั้น กกต. จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเหมารวม (Guilt by Association) และสามารถตอบคำถามเป็น รายบุคคล (Individualized Evidentiary Standard) ซึ่งพิสูจน์ผ่านโพย บัตรลงคะแนน หรือคะแนนที่แต่ละคนได้รับ ให้ได้ว่า:
• บุคคลนั้นกระทำการอะไร และเกี่ยวข้องกับการเลือกอย่างไร?
• หากกล่าวหาว่า “รู้เห็น” มีพยานหลักฐานใดเชื่อมโยงอย่างชัดเจน?
• เหตุใดหลักฐานจึงสมบูรณ์จนถึงระดับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62?

5. วันที่ 14 กันยายน 2569 กับการคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบรัฐธรรมนูญ
การประชุม กกต. ในวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ควรถือเป็นเพียงแค่คำถามว่าจะ “ส่งหรือไม่ส่ง 229 ราย” แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ
หาก กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา การยื่นคำร้องนั้นก็ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและพยานหลักฐานที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดแต่ละบุคคลจึงเข้าเกณฑ์มาตรา 62
ในทางกลับกัน หาก กกต. เห็นว่าบุคคลใดไม่มีหลักฐานถึงระดับดังกล่าว ก็ควรสามารถอธิบายได้เช่นเดียวกันว่า เหตุใดหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอ
ทั้งสองทางล้วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
กกต. ไม่ได้มีภารกิจเพียงแค่ทำเรื่องให้เสร็จสิ้นตามข้อกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจบนฐานของ พยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองหรือกระแสสังคม เพราะในคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของประชาชน ความชอบธรรมมิได้เกิดจาก “ผลลัพธ์” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความโปร่งใสและเป็นกลางของกระบวนการ” ที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้นอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/9/69
#กฎหมายไทย #กกต #ฮั้วสว #เลือกสว67 #วุฒิสภา #รัฐธรรมนูญ2560 #หลักนิติธรรม #ศาลฎีกา #กระบวนการยุติธรรม #JusticeMustBeSeenToBeDone #วัสติงสมิตรการ

วัส ติงสมิตร

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ขอบคุณครับอาจารย์/และขออนุญาตแชร์”

“#ความเป็นกลางที่ต้องมีทั้นในใจและต่อสายตาของสังค ชอบมากครับกับแนวคิดนี้..และหากจะยึดถือเป็นพันธกิจร่วมกัน ในทุกองค์กรรัฐ จะดีหรือเปล่าครับอาจารย์ หรือว่าผมคิดมากไป”

“ทุกสายตามองกกต.อยู่ ประเทศและหลักการหรือพรรคพวก ไตร่ตรองเอา”

“ดูก็ทราบว่า กกต. ไม่อิสระ รับใช้นักการเมือง รัฐบาลฯ ชุดปัจจุบัน เพราะการดำเนินคดี นี้ไม่ปกติ ยาวนาน และไม่ควรไว้วางใจอย่างยิ่ง”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภามพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

โหมตีปี๊บชำแหละคดีฮั้วสว. ปชน.แฉ4พิรุธ ถล่มที่มาอนุฯชุด36 ‘ไอติม’รับผิดพลาด โหวตหนูนั่งนายกฯ

7 กันยายน 2569 เวลา 06:06 น.

พรรคปชน.โหมปั่นคดีฮั้วสว.ต่อเนื่อง ชำแหละ 4 ปมพิรุธคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ชี้ที่มาความจำเป็นการตั้งไม่ชัดเจนสอดรับธงการเมืองหรือไม่ แฉลึกเครือข่ายโยงใยกับผู้ถูกกล่าวหา ชวนจับตากกต. ชี้ชะตา 14 กันยาฯนี้ถ้ายกฟ้องหมดเจอเล่นงานทางกฎหมายแน่ ด้านไอติมน้อมรับผิดครบรอบ 1 ปีโหวตอนุทินขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือแก้ไขขานชื่อ3วิฯ โวลั่นเตรียมถก 6 พรรคฝ่ายค้านเปิดซักฟอกอนุทิน-ไชยชนก

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาชนจัดการแถลงข่าว“แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร?” นำโดย นายพริษฐ์วัชรสินธุนายชยพล สท้อนดีนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ และ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน พร้อมเชิญนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีโกง สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้

‘สมชัย’จัดหนักชำแหละอนุฯที่36

นายสมชัย ระบุว่า ต้องแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 (“คณะฯ ที่ 26”) ออกจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) โดยคณะฯ ที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารได้ ก่อนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูลควรส่งฟ้อง

ส่วนการตั้งอนุฯที่ 36นั้นในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่

ตั้งคำถามจับพิรุธพิจารณาคดีฮั้วสว.

นายสมชัย กล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง

 “ผมไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับเอกสารของอนุกรรมการชุดที่ 36 และขอรอดูการวินิจฉัยของ กกต. วันที่ 14 กันยายนว่า จะชอบธรรมและตรงไปตรงมาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เอกสารคงไม่ถูกนำมาเปิดเผยอีก แต่หากวินิจฉัยไม่ตรงไปตรงมา เอกสารที่มีซึ่งระบุถึงผู้ที่อาจกระทำผิดและความเชื่อมโยงไปยังฝ่ายการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค ตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะยาว”นายสมชัย กล่าว

ชี้ตีกรอบวินิจฉัยตัดตอนการเมือง

นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี

7กกต.ต้องรับผิดชอบคำวินิจฉัย

นายสมชัย ยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง

ไอติมถล่มซ้ำซัดคณะอนุฯที่36

ในส่วนของนายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนพยายามขอข้อมูลการทำงานของอนุฯ ที่ 36 ผ่านกลไกคณะอนุกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทั้งรายชื่อผู้เสนออนุกรรมการแต่ละคน จำนวนครั้งการประชุม และข้อมูลที่นำมาพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และประธานอนุฯ ที่ 36 ก็ไม่ได้มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ตามคำเชิญ

นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ก่อนถึง กกต. ชุดใหญ่ คดีนี้ผ่านความเห็นมาแล้ว 3 ชั้น ได้แก่ คณะฯ ที่ 26 ที่เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน, ชั้นรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน และอนุฯ ที่ 36 ที่กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว พรรคประชาชน

ชี้4ข้อพิรุธ-ที่มาการตั้งไม่ชัดเจน

 “จึงขอตั้ง 4 ข้อพิรุธต่อคณะอนุฯที่ 36ได้แก่1.ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษ ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน 2. กระบวนการทำงาน ซึ่งยังมีคำถามว่าละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับคณะฯ ที่ 26 3. แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจสอดรับกับธงทางการเมือง ทั้งการตั้งมาตรฐานพิสูจน์หลักฐานเสมือนเป็นศาล การตีกรอบไม่ให้สาวถึงนักการเมือง และการแยกพิจารณาหลักฐานแต่ละพื้นที่ออกจากกันจนไม่เห็นภาพของขบวนการและ 4. ผลลัพธ์ ซึ่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน”นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ยังกล่าวด้วยว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก และหลักฐานที่นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

ถ้ายกฟ้องหมดถือว่าค้านหลักฐาน

 “ดังนั้น สรุปได้ว่า 4 ข้อพิรุธที่เรามีต่อชุดที่ 36 คือเรื่องของที่มาที่ขาดคำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอว่าเหตุใดจึงตั้งขึ้นมา แล้วก็กระบวนการทำงาน ซึ่งเท่าที่เห็นยังไม่เห็นความละเอียดรอบคอบเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับคณะชุดที่26 นอกจากนี้ การวินิจฉัยในบางประการที่จะไปสอดรับโดยบังเอิญกับธงทางการเมือง เช่น การปกป้องนักการเมือง การพยายามปฏิบัติตนเป็นศาลเสียเอง หรือการปฏิเสธความเป็นขบวนการของผู้ถูกกล่าวหาในครั้งนี้และสุดท้ายคือผลลัพธ์ของชุดที่ 36 ที่บอกว่า ไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว ดูจะค้านกับหลักฐานที่ปรากฏต่อ สาธารณะ”นายพริษฐ์ กล่าวย้ำ

อ้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ถูกกล่าวหา

ขณะที่นายชยพล ได้นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคลากรจากอนุฯ ที่ 36 จำนวน 5 คน ที่ลงมติยกคำร้อง ทั้งหมดต่างมีความเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่อยู่ในอนุฯ ที่ 36 มีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

จี้กกต.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

นายชยพล กล่าวต่อไปว่า ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตามระเบียบ ที่ให้อำนาจสั่งอนุกรรมการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หากปรากฏหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

คาใจดีเอสไอส่งสำนวนแค่8ราย

ในส่วนของ น.ส.พนิดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีโกง สว.) ของ DSI ในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน โดยระบุว่า DSI ตั้งคณะพนักงานสอบสวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เป็นหัวหน้าคณะ สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมทั้งข้อมูลทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค โดยหลังจากที่ DSI ส่งสำนวนผู้ต้องหาเพียงแค่ “8 ราย” ให้อัยการ อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยระบุว่าข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,200 คน แบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ควรแยกดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหา 8 ราย

จับตาโยกย้ายมีผลต่อคดีฮั้วสว.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรในกระทรวงยุติธรรม หลังจากนายปิยะศิริวัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งการตั้งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และการโยกย้าย เอกรินทร์ ดอนดง กับ กิตติพงศ์ เดชาพิวัฒน์ โดยเอกรินทร์เป็นทั้งพนักงานสอบสวน DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ DSI ที่ร่วมคณะฯ ที่ 26 ของ กกต. ด้วย

น.ส.พนิดา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงการโยกย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุฯ ที่ 36 มีชื่อในกระแสข่าวว่าจะถูกโยกมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ด้วย

 “แม้การโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. มีกำหนดพิจารณาคดี และหากมีการโยกย้ายจริงจะกระทบต่อทิศทางคดี DSI หรือการเบิกความในศาลของผู้ที่ทำสำนวนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่”น.ส.พนิดากล่าว

ขู่ถ้ายกคำร้อง14ก.ย.โดนเล่นแน่

ด้านนายภัณฑิล ได้ตั้งคำถามต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่ง กกต.ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมือง ตนขอฝากถึง กกต.ก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายนว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และอย่าซื้อเวลาอีกพรรคประชาชนยืนยันว่าจะจับตาการพิจารณาของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้พรรคระบุไว้แล้วว่าหากมีการยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็จะสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป

จับตาสภาฯถกงบฯปี70วาระ2-3

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในวันที่7-9ก.ย.นี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทน ราษฎร เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว มี 41มาตรา โดย กมธ.พิจารณาตัดลดงบประมาณจากวาระแรกลง 11,162ล้านบาท นำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่ครม. เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น 10,891ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ 271 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณที่ตัดลดลง11,162ล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดสรรเพิ่มให้งบกลาง จำนวน 6,044ล้านบาท เพื่อนำไปอยู่ในรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นำไปใช้จ่าย กรณีการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนดำเนินการจากงบรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ ทำให้งบกลาง มีงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 699,924,956,400บาท จากเดิม 693,880,000,000บาท

หั่นทิ้งงบค่าโง่คลองด่าน3พันล้าน

ส่วนกระทรวงที่ถูกตัดลดงบประมาณ 5สูงสุด 5อันดับแรกคือ 1.กระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับงบ 14,375,820,000บาท จากเดิม 17,505,388,300ล้านบาท ลดลง3,129.5ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของกรมควบคุมมลพิษ 3,000ล้านบาท ที่เสนอของบเพื่อนำไปชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีคลองด่าน แต่กมธ.ลงมติตัดทิ้งทั้งหมด 2.กระทรวงกลาโหม ได้รับงบ 90,728, 227,800บาท จากเดิม 91,957,182,500ล้านบาท ลดลง 1,228ล้านบาท 3.กระทรวงมหาดไทย ได้รับงบ 226,929, 855,500บาท จากเดิม 227,842,668,000บาท ลดลง 912.8ล้านบาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบ 166,014, 611,700บาท จากเดิม 166,641,605,800บาท ลดลง626.9ล้านบาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบ 53,050,306,600บาท จากเดิม 53,732,557,700บาท ลดลง682.2ล้านบาท 5.กระทรวงคมนาคม ได้รับงบ 166,014,611,700บาท จากเดิม166,641, 605,800บาท ลดลง626.2ล้านบาท

รุมขอตัดงบฯฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนมาตรา 6งบกลาง มีกมธ.และสส.เข้าชื่อขออภิปรายแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการขอตัดงบโครงการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมและรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 12,000ล้านบาท อาทิ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เตรียมอภิปรายตัดงบกลาง รายการดังกล่าว โดยมองว่า มีความซ้ำซ้อนกับงบเงินกู้ 2แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์นำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพลังงานอยู่แล้ว

ปธ.วิปรัฐบาลมั่นใจวาระ2-3ฉลุย

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล ) กล่าวเบื้องต้นจากการหารือกับวิปฝ่ายค้านแล้วจะใช้กรอบการพิจารณาเป็นจำนวนมาตราแทนการกำหนดเวลา โดยวันที่ 7 ก.ย.จะพิจารณาตั้งแต่มาตราแรกถึงมาตรา 15 งบกระทรวงคมนาคม วันที่ 8 ก.ย. ตั้งแต่ มาตรา 16 งบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จนถึงมาตรา 26 งบกระทรวงอุตสาหกรม และวันที่ 9 ก.ย.พิจารณาตั้งแต่ มาตรา 27 งบของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จนถึงมาตราสุดท้าย ส่วนการลงมติในวาระสามนั้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น.

 “ผมเชื่อการบริหารจัดการเวลาการประชุมนั้นจะไม่มีปัญหา และเป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาภายใต้งบประมาณที่กมธ.เสนอ โดยผู้ที่สงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติมีสิทธิที่จะอภิปรายตามประเด็นได้ จึงไม่สามารถใช้กรอบระยะเวลาเป็นตัวกำหนด อีกทั้งการพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องที่ สส.ต้องซักถามกับ กมธ.ที่มีทั้ง สส.ฝ่ายค้าน และ สส.ฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่กังวลว่าจะมีเหตุปั่นป่วนในสภาฯเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกรวีร์

10กันยาฯถกญัตติด่วนไฟใต้-กกต.

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่าสำหรับวันที่ 10 ก.ย.สภาฯจะมีการประชุมตามระเบียบวาระปกติ และหลังจากนั้นจะพิจารณาเรื่องค้าง คือ การอภิปรายในญัตติด่วนเรื่องแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อด้วยพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเรื่องรับทราบ

ปชน.โหมเปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ

ทางด้านนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคจะมีการจัดกิจกรรมและเวทีแถลงข่าวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ซึ่งจะมีวาระการอภิปรายรายงานประจำปีของ กกต. ในสภาฯ นอกจากนี้ในวันที่ 12 กันยายน กรรมาธิการองค์กรอิสระ จะจัดเสวนาหัวข้อ «จับตาบทบาทองค์กรอิสระต่อวิกฤตการเมืองไทย» ส่วนกิจกรรมของกลุ่ม iLawเกี่ยวกับกรณีการโกง สว. นั้น พรรคเห็นว่าสอดรับกับข้อเรียกร้องของพรรคและยินดีหากสมาชิกจะเข้าร่วม

ดักทางรบ.อย่าแทรกคิวญัตติกกต.

 “ผมกังวลใจว่าอาจไม่มีการนัดประชุมวันพฤหัสบดีจึงได้สื่อสารดักทางไว้ ซึ่งประธานสภาก็ได้ส่งหนังสือนัดประชุมเพิ่มแล้ว โดยตามระเบียบวาระ รายงาน กกต. จะถึงก่อนญัตติชายแดนใต้ที่ค้างไว้เสียด้วยซ้ำ หากจะมีการหยิบยกเรื่องอื่นขึ้นมาแซงคิวก็ต้องมี สส. เสนอเปลี่ยนระเบียบวาระ ซึ่งเจตนาที่ผ่านมาของ สส. รัฐบาลชัดเจนว่ามีความพยายามปิดกั้นการอภิปรายรายงาน กกต. ผมจึงหวังว่ารัฐบาลจะได้รับบทเรียนว่าความพยายามดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับ และจะไม่มีใครพยายามประวิงเวลาหรือใช้เสียงข้างมากมาปิดกั้นไม่ให้ สส. อภิปรายได้อย่างเต็มที่ในวาระนี้”

ผนึก6พรรคฝ่ายค้านลุยศึกซักฟอก

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีวิธีการแก้อย่างไร ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ และเรื่องการโกง สว. จะมีการสอดไส้เข้าไปในการอภิปรายด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์ระบุว่าประเด็นการโกง สว. เป็นสาระหลักที่ฝ่ายค้านเตรียมบรรจุไว้ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะยื่นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ร่วมกับประเด็นการโกงสอบท้องถิ่นและเรื่อง AI Passport โดยเป็นการทำงานร่วมกันของ 6 พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคไทยสร้างไทย และพรรคไทยรวมพลัง

ล็อกเป้าถล่ม‘อนุทิน-ไชยชนก’

เมื่อถามว่าการเปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกซักฟอกก่อนจะทำให้เขาเตรียมตัวได้หรือไม่ และข้อมูลที่นำมาอภิปรายมาจากไหน นายพริษฐ์กล่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ น่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะถูกพุ่งเป้าจากประเด็นที่กล่าวไป ส่วนข้อมูลนั้นมีทั้งข้อมูลเดิมที่ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับการลงโทษและข้อมูลใหม่ที่มีคนส่งเข้ามาเรื่อยๆ

น้อมรับผิดครบรอบ1ปีโหวต“อนุทิน”

ในขณะที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชนชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาระบุว่า MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยอีก 100 ปีก็เกิด และควรนำมาถอดบทเรียน ว่า ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นการครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดพลาด และการครบรอบครั้งนั้นก็ถูกลงโทษจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกในมุมหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในพรรคประชาชนที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น

ขอ3ปีแก้ไขความผิดพลาดขานชื่อ3วิฯ

เมื่อถามว่า ด้วยเหตุนี้หรือไม่ทำให้ไม่ตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว.ในช่วงแรก นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงในวันนั้นตอนที่อภิปรายนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นวาระแรกๆ หลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็มี นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อภิปรายตรวจสอบ มีข้อมูลหลายอย่างที่คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในวันนี้ด้วย แต่ตนคิดว่าเราก็ไม่ปฏิเสธว่าการตัดสินใจวันนั้นก็อาจจะมีผลกระทบในเชิงลบที่ตามมา และตนก็ถือว่าสิ่งที่ตนและพรรคประชาชนทำได้ในวันนี้ ที่เราจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่ได้ก่อไว้ในอดีต คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการตัดสินใจในวันนั้น

 “ผมถือว่าผมได้รับความไว้วางใจมาเป็นสส. เหลืออยู่ประมาณ 3 ปีกว่า ผมถือว่าส่วนหนึ่ง ในการทำหน้าที่ของผมใน 3 ปีข้างหน้านี้ก็ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น” นายพริษฐ์ กล่าว

พรรคประชาชนแฉอนุฯชุด36ฮั้วสว.ไอติมรับผิด

แจ้งข่าวดีผู้ชายไทย เปิดรับ‘ทหารอาสา’

7 กันยายน 2569 เวลา 06:02 น.

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ ทหารอาสา” เปิดรับสมัครกำลังพลเข้าร่วมโครงการฯ รับเงินเดือน 15,000 บาท เผยได้รับ 4 โอกาสสำคัญ ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569-24 มกราคม 2570 ที่สัสดีอำเภอ-จังหวัด

เมื่อวันที่ 6 กันยายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาระบบการรับราชการทหารไปสู่ระบบสมัครใจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงต่อรัฐสภาแล้วผลักดันสู่การปฏิบัติจริง โดยในปีงบประมาณ 2570 กองทัพบกจะดำเนินโครงการทหารอาสา (ทอส.) เปิดโอกาสให้กำลังพลสำรองเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามความสมัครใจ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและเส้นทางอนาคตให้ผู้สมัคร เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นทั้งการทำหน้าที่เพื่อประเทศและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ 4 โอกาสสำคัญ ได้แก่ 1.มีรายได้และสวัสดิการได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวม 15,000 บาทต่อเดือน พร้อมสิทธิรักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีบ้านประสบภัยธรรมชาติ และประกันชีวิต 2.พัฒนาตนเองและทักษะ ได้รับการฝึกและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง เสริมสร้างระเบียบวินัย สมรรถภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานต่อไป 3.การศึกษาและวิชาชีพ สามารถพัฒนาความรู้ เพิ่มวุฒิการศึกษาและทักษะวิชาชีพ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพหลังพ้นหน้าที่ และ 4.ต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต มีโอกาสเข้าสู่เส้นทางรับราชการ โดยได้รับโควตาพิเศษในการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก และคะแนนเพิ่มพิเศษภาควิชาการในการสอบบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดกองทัพบก รวมถึงสามารถนำทักษะและประสบการณ์ไปต่อยอดการทำงานในภาคเอกชนหรือประกอบอาชีพส่วนตัว

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้สนใจ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 – 24 มกราคม 2570 สมัครได้ 2 ช่องทาง คือสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ rcm.rta.mi.th หรือสมัครด้วยตนเองที่หน่วยทหารที่เปิดรับสมัครทั่วประเทศ รวมถึงสำนักงานสัสดีอำเภอและสำนักงานสัสดีจังหวัด โครงการเปิดรับผู้สำเร็จการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (รด.ปี 3–5) และทหารกองหนุนหรือพลทหารที่ปลดประจำการแล้ว โดยตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตรกำหนดวุฒิปริญญาตรี อายุ 18–35 ปี และตำแหน่งนายทหารประทวน วุฒิ ม.6 หรือ ปวช.อายุ 18–30 ปี ผู้สมัครสามารถเลือกหน่วยและตำแหน่งที่เปิดรับตามคุณสมบัติที่กำหนด ทำสัญญาครั้งละ 4 ปี และต่อสัญญาได้ 1 ครั้ง รวมไม่เกิน 8 ปี

 “รัฐบาลเร่งผลักดันทุกนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาสู่การปฏิบัติ สำหรับนโยบายทหารอาสานั้น ให้ประโยชน์ทั้งกับประชาชนและประเทศ เพราะนอกจากผู้สมัครจะได้รับโอกาสทั้งรายได้ ทักษะ การศึกษา และอาชีพ ประเทศจะได้กำลังพลที่เข้ามาด้วยความสมัครใจ มีแรงจูงใจ และสามารถคัดเลือกให้ตรงกับภารกิจของกองทัพมากขึ้น เป็นการปรับระบบกำลังพลให้มีขนาดและองค์ประกอบเหมาะสมกับภารกิจ ลดการพึ่งพาการเกณฑ์ทหารตามลำดับ และช่วยให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณด้านกำลังพลของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น” น.ส.รัชดา กล่าว

ข่าวดีผู้ชายไทยทหารอาสา

อนุทิน แฮปปี้ ทานข้าวพร้อมหน้าลูกๆ บอก Long time no see

6 กันยายน 2569 เวลา 20:46 น.

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับ น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล ลูกสาวคนโต และนายเศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายคนเล็ก ทานข้าวในวันหยุดสุดสัปดาห์ร่วมกันที่ร้านสวนอาหารเพ็ญ ย่านถนนจันทร์ โดยระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Long time no see แปลเป็นภาษาไทยว่า นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน

ลูกอนุทินอนุทินแนวหน้าออนไลน์

ภคมน เปิดข้อมูล โควตาเด็กนาย ซัดรัฐบาลเตรียมดันผู้ว่าฯ พัวพันคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมที่ดิน

6 กันยายน 2569 เวลา 19:57 น.

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลกรณีความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้ตนมีรายชื่อข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกเพิกถอนผลสอบเนื่องจากทุจริตอยู่ในมือกว่า 5,900 รายชื่อ ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าเข้าข่ายที่เรียกว่า “โควตาเด็กนาย” จำนวนมาก และมีความเกี่ยวโยงกับ สส.พื้นที่ของพรรคใหญ่หลายคนที่ฝากเด็กเข้าสอบ

น.ส.ภคมน กล่าวว่า “โควตาเด็กนาย” คือกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายเงินสินบน 300,000–700,000 บาทเหมือนกรณีทุจริตทั่วไป แต่ได้รับการแก้ไขกระดาษคำตอบให้สอบผ่านโดยอาศัยเส้นสายของผู้มีอำนาจ ทั้งข้าราชการระดับกรม ข้าราชการระดับสูงในกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งบางรายมีคะแนนสอบสูงกว่ากลุ่มที่จ่ายเงินเสียอีก

พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผลการประกาศบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบแรกมีผู้สอบผ่าน 2 รายที่ใช้นามสกุลเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคะแนนสอบภาค ก. จากที่ทำได้จริงราว 30 คะแนนเศษ ถูกแก้ไขเป็น 70-80 คะแนนเศษ ส่วนภาค ข. จากคะแนนจริงประมาณ 50 คะแนนเศษ ถูกแก้เป็น 90 คะแนน จนได้รับการบรรจุ ก่อนที่ในรอบที่สองกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อทั้งสองคนดังกล่าว

ประเด็นสำคัญที่ภคมนเปิดเผยคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดรายดังกล่าวกำลังจะได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ในเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากบุคคลที่ถูกมองว่ารู้เห็นเป็นใจกับระบบทุจริตได้รับตำแหน่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจะมั่นใจในความโปร่งใสของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะกรมที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลและซับซ้อน

น.ส.ภคมน ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในกระทรวงมหาดไทยโดยรวมว่า นอกจากคดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนคาดว่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกรมการปกครองที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการถึงต้นตอของปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงเพิกถอนผลสอบเป็นรายบุคคลแล้วปล่อยผ่านผู้ที่อยู่เบื้องหลังระบบดังกล่าว นอกเสียจากว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่จริงจังกับการกวาดล้างการทุจริตสนใจแต่เพียงการจัดวางอำนาจและหามือทำงานเข้ามานั่งในทุกกรม ทุกกระทรวง โดยภคมนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลของการมองข้ามแผลใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ เพราะต้องการคนทำงานในภารกิจสำคัญภายใต้กรมที่ดินในอนาคตหรือไม่

“ซึ่งถ้านายกฯ จริงใจกับคำพูดที่ว่าเรื่องนี้สาวไปถึงใครต้องจัดการให้สิ้นซาก ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการไม่มอบตำแหน่งใหญ่ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบทุจริตนี้” น.ส.ภคมน กล่าว พร้อมระบุว่าจะติดตามและเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สส.ที่เกี่ยวข้องกับการฝากเด็กเข้าสอบต่อไป

ภคมนลิซ่าแนวหน้าออนไลน์โควตาเด็กนาย