นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้ ยกตัวอย่างทุจริตท้องถิ่นตอนนี้แข่งกันทำงานแล้ว บอกให้ความร่วมมือทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ  

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ  น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการเข้าร่วม โดยนายอนุทิน กล่าวเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า ในเวทีนานาชาติเราได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่ไว้วางใจจากนานาชาติ หัวใจของการปฏิรูปไม่ใช่แค่เพียงป้องกันการทุจริต แต่เป็นการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใสความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าระบบมีช่องว่าง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนหรือจัดลำดับให้ดีขึ้น ลำดับที่เป็นความรู้สึกของประชาชนตนไม่นับ เพราะไปถามใครคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็บอกโกง คนชอบรัฐบาลก็บอกไม่โกงหาสาระอะไรไม่ได้ หาหลักฐานการอ้างอิงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องยึดถือเรื่องการอ้างอิง และมีหลักฐานมาประกอบเพื่อให้เป้าหมายของเราถูกต้อง

นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราไปถามว่าความรู้สึกของประชาชนทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างไรต่อเรื่องคอรัปชั่นแล้วได้คำตอบว่าไม่ดีระดับลดลงไปในอีกทางหนึ่งก็ทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหายลงไปด้วย เราต้องมาเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามดำเนินคดีอย่างเข้มงวดอย่างที่สุดตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด เราได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ การค้ายาเสพติด ปราบปรามสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ มีการฟอกเงินมีการยึดทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานมาตลอดว่าช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามามีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมายไปแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เป็นสิ่งที่จับต้องได้มีหลักฐานอย่างชัดเจนและยังมี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ปปท.) คอยเป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนแจ้งความดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด 

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบด้านนี้มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คนบอกว่าให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสอบสวนเองเท่ากับเอาจำเลยมาสอบตัวเองไม่ใช่เลย เพราะมีหน่วยงานที่เริ่มทำมาอยู่แล้ว อย่างป.ป.ช. ปปง. ปปท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงมีคณะกรรมการที่ตนแต่งตั้งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลและประสานทุกหน่วยงานทำให้การปราบปรามดำเนินคดีและการดำเนินการต่อการทุจริต เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งตอนนี้เหมือนแข่งกันทำด้วยซ้ำ ตนเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานไหนหรือคนที่พยายามวิ่งเต้นหลุดคดีสามารถไปทำเช่นนั้นได้ เพราะมีหน่วยงานคู่ขนานทำงานอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของรัฐบาลในการเข้าไปสร้างระบบ และสร้างความน่าเชื่อถือในการเร่งรัดป้องกันปราบปรามการกระทำทุจริตทุกรูปแบบ

และยังมี คตท.ชุดนี้ที่ประชุมกันอยู่ ก็ขอความร่วมมือให้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงประสานงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ภาควิชาการให้ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกันมีเป้าหมายเดียวกัน และผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบและกระบวนการ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดใช้ดุลยพินิจเพื่อความโปร่งใสและยกระดับการต่อต้านทุจริต จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน รัฐบาลชุดนี้พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคตท.อย่างเต็มที่และขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าปรับเปลี่ยนกล้าปฏิรูป และยืนยันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาครัฐไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลโปร่งใสได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนและนานาประเทศ ตนยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับพวกท่านในที่นี้

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

“นายกฯ”นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน ยึดของกลาง 200 ล้านบาท ลั่น”กฟน.-กฟภ.”ต้องรู้เรื่อง ตามยึดทรัพย์จ่ายคืนค่าเสียหาย สั่ง”ศุลกากร”วางหลักเกณฑ์นำเข้า ขอ ปชช.มั่นใจ ตามลากคนผิดลงโทษ เตือนอย่าหลงเป็นเหยื่อเอี่ยวธุรกิจผิด

23 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงข่าว

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามทางเทคโนโลยีทุกรูปแบ บโดยเฉพาะการลักลอบการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการขุดเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อของการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ให้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสืบสวนขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุน ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ

นายกฯ กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐไม่ได้มุ่งหมายเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางเท่านั้น แต่มุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์พร้อมทั้งจะใช้มาตรการทางกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ โดยที่รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม แต่จะไม่ยอมให้ใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางในการลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของประเทศ

ดังนั้น ขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการเฝ้าระวัง และการตรวจสอบเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และจะรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับความเสียหายสูงสุดของการลักลอบใช้ไฟฟ้าสาธารณะ คือการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการลักลอบต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐ จึงต้องทีการดำเนินการอย่างเต็มที่ยึดทรัพย์อย่างเดียวไม่พอ เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จะมีมูลค่าต่อเมื่อเอามาประกอบธุรกรรม แต่ถ้าแยกชิ้นส่วนขายทอดตลาดแทบจะไม่มีราคา เพราะทรัพย์สินทางด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และเกิดความเสียหายง่าย

“จับมาแล้วนำมายึดอายัดไว้ภายใน 2 – 3 เดือน ของเหล่านี้ก็หมดสภาพ เราจึงไม่เน้นเรื่องนี้ แต่จะเน้นว่าใครเป็นผู้สนับสนุน ผู้ประกอบการ หรือใครเป็นลูกค้า และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดที่ปล่อยให้มีการลักลอบใช้ไฟฟ้า โดยที่จะบอกว่าไม่ทราบไม่ได้ เพราะการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากขนาดนี้ ผมมั่นใจว่า ทางการไฟฟ้าภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะต้องมีมีระบบมอนิเตอร์ว่ากระแสไฟถูกนำไปใช้ต้นทาง และปลายทางถูกนำไปแยกสายโดยที่ทำให้ไม่อยู่ในระบบ เราจึงต้องติดตามดำเนินคดียึดทรัพย์ยึดเงินลงทุนต่างๆให้เป็นของรัฐมากที่สุด เพื่อทดแทนความเสียหายที่พวกเขาได้ทำไป” นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ระบุว่า จะสั่งการให้กรมศุลกากรได้เข้ามาช่วยวางหลักเกณฑ์ว่าของเหล่านี้เข้ามาในประเทศได้อย่างไร เพราะไม่ได้เมดอินไทยแลนด์แน่นอน แต่เป็นการนำเข้า ต้องตรวจสอบว่านำเข้ามาเป็นสินค้าอะไร และนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณรมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยความเข้มแข็ง สามารถทลายเครือข่ายขุดบิตคอยน์ได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลให้คำยืนยันอีกครั้งว่า เราจะบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขยายผลดำเนินคดีต่อไป และขอเตือนไปยังผู้ที่ประกอบธุรกิจเช่นนี้ว่าขอให้เลิก เพราะการตรวจสอบการขยายผลจะเข้มข้นไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งฝ่ายปกครอง และตำรวจแต่ละพื้นที่จะรับช่วงต่องานนี้ไป ดังนั้น ท่านจะไม่รอดเป็นอันขาด และขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเป็นเหยื่อธุรกิจเช่นนี้ เพราะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องร้องค่าเสียหาย และไม่สามารถเรียกทรัพย์สินอื่นๆมาทดแทนได้แต่อย่างใด ถ้าอยากจะลงทุนให้ไปลงทุนในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าให้มิจฉาชีพเหล่านี้มาสร้างความไม่มั่นคงกับเงินออมเงินเก็บของพวกท่าน เพราะจะไม่มีทางได้กลับคืนมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลทั่วไป พร้อมตรวจยึดเครื่องขุดจำนวนมากที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ดีเอสไอร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT เข้าตรวจค้น 7 จุดในจังหวัดสมุทรสาคร และนครปฐม หลังพบเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ด้วยการต่อตรงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริเวณ (บูชชิ่ง) ด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งได้ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุด ได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัย และสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร และจ.นครปฐม โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจยึดเอกสาร และพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ซึ่งสามารถขยายผลดำเนินคดี รวมถึงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ  ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“ยุทธนา” เผย ดีเอสไอแค่ร่วมไต่สวนคดีทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น-ฉ้อโกง บอก ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ดีเอสไอสอบสวนในส่วนของคนที่ไปหลอกลวง ฉ้อโกง เป็นการตั้งเรื่องสืบสวนในกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า มีการหลอกลวง หรือหลอกเอาเงินเขาไป แต่ตัวเองไม่สามารถที่จะช่วยได้ เพราะไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรง ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางดีเอสไอได้ส่งคนไปร่วมไต่สวนกับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่ขอความร่วมมือ และดีเอสไอไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง แค่สนับสนุนข้อมูล ซึ่งขณะนี้มีการร้องเรียนมายังดีเอสไอยังไม่มาก เนื่องจากผู้เสียหายทราบดีว่า เรื่องอยู่ที่ส่วนกลางคือ ป.ป.ช. เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อได้ข้อยุติเราก็ต้องสรุปเรื่องและส่งไปรวมกับ ป.ป.ช.อยู่ดี 

ยุทธนา แพรดำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแยกอย่างไรกับผู้ที่ตั้งใจโกง กับผู้ที่ถูกหลอก พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้ชัดเจนว่า มันเป็นประโยชน์ต่อต้นตอ หรือผู้มีหน้าที่ในการจัดสอบโดยตรงหรือไม่ แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้มีหน้าที่ในกระบวนการนี้เลย แล้วไปหลอกว่า ตัวเองสามารถช่วยได้ ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้รู้จักกับผู้กระทำความผิดเลย ตรงนี้ก็ชัดเจนว่า เป็นการหลอกลวง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ดีเอสไอดูในเรื่องการสอบสวน ถ้าสรุปแล้วก็จะส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช.

ยุทธนา แพรดำ
ยุทธนา แพรดำ

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง ‘ไม่กลัวแพ้’ ห่วง ‘อนุทิน’ ไม่สง่างาม

'ยิ่งชีพ iLaw' ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง 'ไม่กลัวแพ้' ห่วง 'อนุทิน' ไม่สง่างาม

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง ‘ไม่กลัวแพ้’ ห่วง ‘อนุทิน’ ไม่สง่างาม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

เกิดประเด็นร้อนทางการเมืองจากการปะทะคารมผ่านสื่อ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) จ่อฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จากกรณีการตรวจสอบข้อครหาเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ล่าสุด นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอีกรอบ ตอบโต้ท่าทีของนายอนุทิน โดยมีข้อความระบุว่า

ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลยเพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง

กรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือกสว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น  ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ

สิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านึ้จากปากคำพยานมากมาย นำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา เพื่อมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งใครๆก็ทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้วครับ 

ข้อสงสัยว่าบุคคลในรัฐบาลอาจทำอะไรที่ผิดหรือพลาดไปบ้าง เกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลาทุกสถานที่ คนที่รู้เห็นหรือพอจะรู้เห็นก็ย่อมชอบธรรมที่จะออกมาพูดถึง ในพื้นที่และรูปแบบที่เขาทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องรู้สึกว่ากลัวที่จะถูกดำเนินคดีตามมาจากการพูดถึงสิ่งที่คนในรัฐบาลอาจทำผิดหรือทำพลาดหรือถูกกล่าวหา ผมอยากให้เราอยู่กันด้วยบรรยากาศแบบนี้ มาตรฐานแบบนี้ และหลักการแบบนี้ครับ จึงขอร้องอีกครั้งให้ท่านทบทวน

แต่หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับ

หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมก็จะขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ

1) อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือ ท่านนักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือพรรคออกให้ เพราะตอนนี้ท่านมีอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทนท่าน โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเรื่องชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเองครับ เพราะผมในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ต้องใช้ทรัพยากรของผมเองครับ

2) อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้งเก้าท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียวนะครับ ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันแล้วพูดทีเดียวกันเลยครับ

3) อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละมีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ

4) ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้ หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้ท่านศุภชัยหรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก ถ้าท่านบริสุทธิ์ใจจริง ขอให้ท่านมาอธิบายเอง แล้วให้เรามีโอกาสตรวจสอบได้ตั้งคำถามต่อท่านด้วยว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีพยานหลักฐานไปถึงตัวท่านเป็นจริงมากน้อยเพียงใด ผมเข้าใจว่าท่านมีภารกิจเพื่อประเทศชาติมากมายแล้ว แต่ถ้าท่านจะดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อส่วนตัวเพื่อให้คนหนึ่งคนต้องติดคุกท่านก็ยังมีภาระที่จะต้องตอบคำถามด้วยตัวเองด้วยนะครับ 

ย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดีครับ แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้งสองฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกมที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

23 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนีบบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ “เป๋า ไอลอว์” ว่าจะมีการทบทวนการยื่นฟ้องหรือไม่ โดยระบุว่า “ไม่มี” ส่วนจะไปฟ้องเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า “ได้มอบหมายให้ทนายความไปดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือไม่ตนไม่ทราบ” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อะไรเป็นเหตุผลที่รับไม่ได้มากที่สุดในการยื่นฟ้อง นายนุทิน ระบุว่า “ให้ไปถามทนายความ”

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.56 น.

23 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการปราบปรามเครือข่ายบัญชีม้าและซิมม้าทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อมุ่งเป้าตัดวงจรการเงินของแก๊งสแกมเมอร์  และเว็บพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากเฝ้าระวังและปราบปรามอย่างจริงจัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมการพนันออนไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย ห้วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 มีการจับกุมพนันออนไลน์ ได้ทั้งสิ้น 1,441 ราย, จับกุมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย 787 ราย และจับกุมอาวุธปืนออนไลน์ 3,106 ราย ผู้ต้องหา 3,131 คน อาวุธปืน 4,088 กระบอก เครื่องกระสุน 242,808 นัด วัตถุระเบิด 162 ลูก และของกลางอื่นๆ 877 รายการ

ส่วนผลการระดมจับกุมการพนันฟุตบอลโลก ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 สามารถจับกุม 4,576 เว็บไซต์ เจ้ามือ 617 คน ผู้เล่นพนันออนไลน์ 8,181 คน เงินหมุนเวียนมหาศาลกว่า 20,463 ล้านบาท นอกจากนี้ ในรอบเดือนกรกฎาคม 2569 มีการจับกุมเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีวงเงินหมุนเวียนในระบบเกิน 10 ล้านบาท 137 เว็บไซต์ ผู้ต้องหา 325 คน มีเงินหมุนเวียนรวม 10,750 ล้านบาท ปิดกั้นรวม 557,924 URL

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เดินหน้าร่วมมือปราบปรามและตัดวงจรพนันออนไลน์ เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์ปราบปรามการพนันออนไลน์ AOGC” และการตรวจจับอัจฉริยะ เพื่อปราบปรามจับกุม ปิดกั้น เว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งตรวจสอบ จับกุมการจำหน่ายและการโฆษณาอาวุธปืนผิดกฎหมายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมดำเนินการสืบสวนจับกุมกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลมีชื่อเสียง ที่มีพฤติกรรมในการโฆษณา โปรโมท หรือทำคอนเทนต์ในการสนับสนุนชักชวนให้มีการเล่นพนันออนไลน์ รวมถึงให้ขยายผลไปถึงผู้ว่าจ้าง เตือนผู้เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีม้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จัดหาหรือแสวงหาประโยชน์มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับ 500,000 บาท” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

23 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ภายใต้โครงการ AIS Academy for Thais “คิดเผื่อ เพื่อคนไทย” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยและพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัลมาส่งเสริมการเรียนการสอนและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพครูและผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยออกแบบการเรียนการสอน ลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Cloud และทักษะดิจิทัล พร้อมระบบรับรองสมรรถนะ (Certification) และการสะสมหน่วยกิตผ่าน Credit Bank เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อและการมีงานทำ รองรับความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ยังร่วมผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในสถานศึกษาพื้นที่ห่างไกล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดดิจิทัล และสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้กับนักเรียนและประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนไทยสู่การประเมิน PISA 2029 โดยมุ่งพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่กับการยกระดับระบบการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต

“รัฐบาลเชื่อว่าการพัฒนาคนเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การผนึกกำลังระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ AIS Academy ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เพื่อสร้างคนไทยที่พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุค AI” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

เปิดโผ คกก.ภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต

เปิดโผ คกก.ภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต

เปิดโผ คกก.ภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.30 น.

23 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ แต่งตั้ง คณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (Multi-Stakeholder Forum : MSF) เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย ขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิด และรองรับการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP)

โฆษกฯกล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีเป้าหมายยกระดับการทำงานของภาครัฐจากการดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว สู่การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายปกรณ์ ได้ให้แนวทางไว้ว่า Open Government หรือ “ภาครัฐระบบเปิด” จะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของภาครัฐ โดยยึดหลักความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ให้ประชาชนเข้าถึง ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ควบคู่กับการนำ digital technology เข้ามาใช้ในการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการบริการ ภายใต้ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามหลักสากล  ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการทุจริต  ดังนั้น ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น open government digital government responsive government  transparency และ anti-corruption จึงเป็นเรื่องเดียวกัน  เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดการทุจริต และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการยังประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายมานะ นิมิตรมงคล นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา นายสุริยเดว ทรีปาตี โดยมีหน้าที่กำหนดทิศทางและกลยุทธ์การบริหารงานภาครัฐระบบเปิด พิจารณาแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับติดตามผล และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานและสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน

“รัฐบาลมุ่งยกระดับการบริหารราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐมีความรอบด้าน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ และสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (OGP) ต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว

– 006

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ กกต.อ้างคดีคืบหน้า

“หนู”ลมออกหูประกาศ เดินหน้า ฟ้อง “ยิ่งชีพ iLaw” หมิ่นประมาท ไม่มียอมความ หลายครั้งแล้ว ชี้อาจผิดหวังอะไรบางอย่าง ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้วสว.ไม่ได้ทำจะกังวลอะไร ด้าน’สุขสมรวย’เตรียมฟ้องที่อำนาจเจริญ ข้อหาหมิ่นประมาท ปูดเอี่ยวฮั้วสว.ยันไม่รู้จักรีสอร์ทตามอ้างถึง ขณะที่ปธ.กกต.ไม่หนักใจกระแสกดดันฮั้วสว.ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน แจงคืบหน้าเกินครึ่ง เป็นไปตามไทม์ไลน์ เปิดเซฟทรัพย์สินมาร์ครวย 130 ล้าน การดี 233ล้าน ทองคำเพียบ

เมื่อวันที่ 22กรกฎาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อ นายอนุทิน รวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใคร ต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษา แล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

‘อนุทิน’ลุยฟ้อง’ยิ่งชีพ’ปมฮั้วสว.

เมื่อถามว่า มอง นายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้” เมื่อถามว่า มองว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิด ไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLawว่า มาจากต่างชาติและใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่เพราะหลายครั้งแล้ว เมื่อถามว่า จะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อย่ากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

ไม่กังวลเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจและผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง“

‘สุขสมรวย’รุมฟ้องอีกที่อำนาจเจริญ

ด้าน นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.iLawกล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อ นางสุขสมรวย รวมอยู่ด้วย ว่า ปล่อยให้ กกต.และฝ่ายกฎหมายดำเนินการ เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีข้อสรุป ส่วนตัวเชื่อว่า เป็นเกมการเมือง ข้อความที่เขาเอามาลง ตนยังไม่รู้เลยว่า มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเคยมีหนังสือมาถึงเรา เฉพาะคณะกรรมการชุดที่26 ตนก็ได้ปฏิเสธไปและในข้อกล่าวหาก็ไม่ได้บอกรายละเอียด อีกทั้งตนไม่ได้รู้จักรีสอร์ทที่ นายยิ่งชีพ กล่าวอ้างถึง ฉะนั้นเชื่อว่า หากมีมูล มีข้อเท็จจริง กกต.และฝ่ายกฎหมายก็จะเรียกไปสอบ แต่ที่ผ่านมาปรากฏแต่ชื่อไม่เคยโดนเรียกไปสอบเลย

นางสุขสมรวย กล่าวด้วยว่า จะแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทนายยิ่งชีพ ที่ จ.อำนาจเจริญและคงไม่โต้ตอบอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ จะไม่หลงกลฝ่ายค้านที่จะให้ไปร้องต่อศาล เชื่อว่าใครที่ทำอะไรเราไว้จะนอนไม่หลับอย่างแน่นอน ล่าสุดที่ นายยิ่งชีพ ได้ยอมรับผ่านรายการช่องดังว่า ไม่มีหลักฐานและภาพถ่าย หรือ คลิปวิดีโอ มีเพียงพยานพูดไว้ เพื่อจี้ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ นางสุขสมรวย กล่าวว่า ถือเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ แม้จะมีการมาแก้ต่างภายหลัง ก็ไม่สามารถลบล้างได้ เพราะถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

ปธ.กกต.ไม่หนักใจถูกกระแสกดดัน

ขณะที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือกสว.ในวันเลือกระดับประเทศว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนกรณีพรรคประชาชนและกลุ่ม iLawนำข้อมูล การเลือกสว.ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต.พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่มีการกดดันให้กกต.ส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด

กกต.ตั้ง7ข้อหาเอาผิดคดีฮั้วสว.

ขณะที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำคดีฮั้ว สว.ว่า การพิจารณาคดีมีความคืบหน้าพอสมควร พิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งตั้งทั้งหมด 7ข้อหา ตอนนี้เหลือส่วนปลีกย่อย-ส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง คาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประธาน กกต.ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้ว อยากจะให้จบภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลา แม้ข้อมูลจะไม่พอ ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่ม เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ส่วนนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ไม่แน่ใจเอาข้อมูลมาจากไหน เตือนระวังทำคดีเสียหาย

‘ไอติม’ชี้ไม่ควรฟ้อง-ตอบตรงคำถาม

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรัฐมนตรีจ่อยื่นฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ว่า ในฐานะที่นายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะทำการฟ้องผู้ตั้งคำถาม สิ่งที่ท่านทำได้คือชี้แจงข้อกล่าวหา ตามคำถามที่ถูกตั้งไว้ ถ้าฟังข้อมูล นายยิ่งชีพ จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง นายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงสั้นๆได้ง่าย ภาพรวมมองว่า ไม่ว่าจะนายกฯก็ดี หรือรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงก็ดี แทนที่จะดำเนินคดีกับผู้ตั้งคำถาม แค่ตอบให้ตรงคำถาม จะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น ในการพิจารณาว่า ควรเชื่อหรือไม่เชื่อใครและเรียกร้องไปถึงหน่วยงานตรวจสอบด้วยคือ กกต.และดีเอสไอ มีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ต้องแยกเป็น2 วน ฝั่งนักการเมือง ผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะฟ้องผู้ตรวจสอบ ควรชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนหน่วยงานขอคำยืนยันเหมือนกันว่า ทำเต็มที่แล้ว ตรวจสอบกลั่นกรองข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า อยู่ในสำนวนและพิจารณาส่งศาลหรือไม่

‘โสภณ’รอเอกสารเปิดถกวิสามัญกู้เงิน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้มีการส่งสัญญาณกำหนดวันเปิดประชุมที่ชัดเจน เนื่องจากยังต้องดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยขั้นตอนในขณะนี้ สภาฯ จำเป็นต้องรอเอกสารแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญส่งมายังสภาก่อน เมื่อสภาได้รับเอกสารเรียบร้อยแล้ว จึงจะทำหนังสือแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม. พิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญต่อไป

นายโสภณ กล่าวถึงกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าเป็นช่วงที่มีงานพระราชพิธีสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ถัดจากนั้นอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงการเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปตามปกติ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้น การจะกำหนดวันเปิดประชุมวิสามัญในช่วงใด จะต้องพิจารณาความเหมาะสมและการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางท่าน ได้แจ้งภารกิจเดินทางไปต่างประเทศส่วนตัวไว้ล่วงหน้าพอสมควร

‘จักรภพ’ลั่นสส.ต้องตรวจสอบรบ.

นายจักรภพ เพ็ญแข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดใจหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า แม้จะเป็น สส.พรรคแกนนำรัฐบาล แต่จะไม่ทำหน้าที่เพียงยกมือสนับสนุนรัฐบาล หากยังคงทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในการตรวจสอบ เสนอแนะ และวิพากษ์การทำงานของฝ่ายบริหารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส.ส.ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างมีหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชน การตรวจสอบรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่เป็นการช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น

‘อภิสิทธิ์’แจ้งมีทรัพย์สิน130ล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กรณีเข้าดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.69 โดยนายอภิสิทธิ์ และนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 130,916,823 บาท ไม่มีหนี้สิน แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ 76,638,695 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 7 บัญชี 14,810,525 บาท ที่ดิน 2 แปลงย่านคลองตันกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับโอนจากบิดาและพี่สาว รวมมูลค่า 40.92 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นห้อง 2 หลังใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และบ้านพักอาศัยในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ รวมมูลค่า 18,633,170 บาท ยานพาหนะ 1.8 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 475,000 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,399,746 บาท โดยเป็นจากเงินเดือน 1,362,720 บาท และดอกเบี้ย 37,026 บาท มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลต่อปีรวม 600,000 บาท

‘พิมพ์เพ็ญ’มีสมบัติรวม54ล้านบาท

ส่วนนางพิมพ์เพ็ญ มีทรัพย์สินรวม 54,278,127 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 13 บัญชี 13,374,062 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด 4,868,565บาท ที่ดิน 3 แปลงในเขตยานนาวา กรุงเทพฯ ที่ได้รับโอนจากมารดา รวมมูลค่า 27,475,000 บาท และมีทรัพย์สินอื่น 8,560,500 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,162,815 บาท จากเงินเดือน 1,129,380 บาท และดอกเบี้ย 33,435 บาท มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลต่อปี 400,000บาท ทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่ อาทิ นาฬิกา patek philippe 1 เหรียญ มูลค่า 200,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น 75,000 บาท นาฬิกา IWC มูลค่า 17,000 บาท สร้อยมุก 11 เส้น รวมมูลค่า 2,144,000บาท สร้อยมุก+เพชร 4 เส้น รวมมูลค่า 580,000 บาท กำไลข้อมือทองคำขาว 1 วง มูลค่า 270,000 บาท ต่างหูเพชร+มุก 4 คู่ รวมมูลค่า 500,000 บาท แหวนเพชร 1 วง มูลค่า 500,000 บาท เข็มกลัดเพชร 2 อัน มูลค่า 200,000 บาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ครั้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์ ก่อนหน้านี้ พบว่า ยื่นในปี 2554 คราวพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 10 ส.ค.54 โดยตนเองและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 54,355,885 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นทรัพย์สินในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์และคู่สมรส มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 76,560,938 บาท

‘การดี-สามี’ร่ำรวยอู้ฟู่233ล้านบาท

ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ หรือดร.อ้อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งกรณีเข้าดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุตนเองและนายชวภาส องค์มหัทมงคล ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินรวม 233,808,707บาท มีหนี้สินรวม 8,062,974บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของ นางการดี 136,074,890บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 6,509,515 บาท เงินลงทุน 26,107,127 บาท เงินให้กู้ยืม 4,314,506 บาท โดยเป็นการให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้เมื่อ 16 ม.ค.68 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 2 ล้านบาท บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อ 25 ธ.ค.67 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 1 ล้านบาท บริษัท โนเวล คอร์ปอเรชั่นจำกัด ยอดหนี้คงเหลือ 924,455 บาท บริษัท แมคโนลียควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยอดหนี้คงเหลือ 390,051บาท

ส่วน นายชวภาส ซึ่งเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอกชนหลายแห่ง แจ้งมีทรัพย์สินรวม 97,139,154บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 562,194 บาท เงินลงทุน 35,524,880 บาท ที่ดิน3แปลง ในเขตกรุงเทพฯและสมุทรปราการ มูลค่า37.5ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 7,544,254บาท ทรัพย์สินอื่น7,825บาทและมีหนี้สิน 4,448,382บาท โดยเป็นเงินเบิกเงินบัญชี 1,144,546บาท เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 3,303,836บาทและแจ้งมีรายได้ต่อปีจากเงินเดือน/ค่าตอบแทนบรรยาย/เบี้ยประชุม/โบนัส/19,075,000 บาท รายจ่ายต่อปีรวม 6,497,300บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สินรวม 594,662บาท เป็นเงินฝาก 501,181บาท สิทธิและสัมปทาน 93,480บาท

ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง พรรคอนาคตไกลสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตไกล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 นั้น 

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 พรรคอนาคตไกลไม่สามารถดำเนินการให้มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และจัดให้มีสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียน จึงเป็นเหตุให้สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคอนาคตไกลสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป