ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1 สั่งถอนประกัน ทรงชัย อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟกินรี เชื่อไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

23 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1 สั่งถอนประกัน”ทรงชัย” อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟกินรี เชื่อไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังถูกแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำตัวรักษาการนายกฯ

23 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ อท 66/2569 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว กรณีที่ศาลเคยมีคำสั่งให้ประกันตัว นายทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (อบต.ราชาเทวะ) จ.สมุทรปราการ คดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง นายทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 14 คน คดีทุจริตโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี พร้อมโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ ของ อบต.ราชาเทวะ

โดยวันนี้จำเลยที่ 1 เดินทางมาศาล ศาลไต่สวนแล้วได้ความว่า คดีนี้ศาลเคยมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (นายก อบต.ราชาเทวะ) เมื่อครบวาระ จำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นนายกฯ อีกสมัยหนึ่ง แต่ผู้ว่าฯ สมุทรปราการ มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีคดีอาญาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

ต่อมา นายอภิชาติ นกขมิ้น จำเลยที่ 11 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ แทนตำแหน่งที่ว่าง แต่นายอภิชาตก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เนื่องจากศาลประทับฟ้องคดีนี้ ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่ง , 93 วรรคสอง ปัจจุบัน นายจาตุรนต์ นกขมิ้น รองนายกฯ เป็นผู้รักษาราชการแทนนายก อบต.ราชาเทวะ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นโฆษกส่วนตัว และเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 จำเลยที่ 1 ได้เข้าร่วมการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ สมัยสามัญ สมัยที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2569 ปัญหาว่าคดีมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1 หรือไม่เห็นว่า ในชั้นตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 432 อันดับ เป็นพยานบุคคล 80 อันดับ เป็นพยานเอกสาร 350 อันดับ และพยานวัตถุ 2 อันดับ ในจำนวนนี้มีพยานบุคคลอย่างน้อย 18 อันดับ ที่เกี่ยวข้องกับการทำแผนจัดซื้อจัดจ้าง ทำบันทึกและเอกสารต่างๆ ในโครงการเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี ของ อบต.ราชาเทวะ อันเป็นมูลฟ้องคดีนี้

จำเลยที่ 1 ซึ่งเคยรับผิดชอบบริหารราชการ และเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต.ราชาเทวะ ขณะเกิดเหตุย่อมทราบถึงช่องทางและความมีอยู่ของพยานหลักฐานเหล่านั้นเป็นอย่างดี ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหลายคดี

เมื่อศาลประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ก็หาได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายไม่ จนกระทั่งผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ต้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ถึงกระนั้นจำเลยที่ 1 และหรือนายจาตุรนต์ ก็ยังหาทางให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมการประชุมสภา อบต.ราชาเทวะ ด้วยวิธีตั้งจำเลยที่ 1 เป็นโฆษกส่วนตัว ดังที่ไต่สวนได้ความ

แม้จะฟังตามที่นายจาตุรนต์อ้างว่าตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 เข้ามาช่วยแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ และจำเลยที่ 1 มิได้ใช้อำนาจหรือเข้าไปก้าวเก่ายแทรกแซงการประชุมสภาฯ ก็ตาม แต่บทบาทและพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อพยานเอกสารและพยานบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ

คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อันเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

ในชั้นนี้ศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาประกันตัว นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 ให้ออกหมายขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ใช้หลักประกันร่วมกับจำเลยอื่นอีกหลายคดีจึงยังไม่สั่งคืนหลักประกัน

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ป้องกันการหลบหนีตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขดำที่ อท72/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท81/2569 เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกขังในคดีนี้แล้ว จึงให้เจ้าหน้าที่รายงานผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อพิจารณาสั่งปลดอุปกรณ์ EM

โดยมีรายงานว่า นายทรงชัย ภายหลังจากศาลมีคำสั่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยใช้หลักประกันเดิมต่อศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ เริ่มต้นมาจากการร้องเรียนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี พร้อมโคมไฟระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) ชนิดกิ่งเดี่ยว พร้อมติดตั้ง ขององค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุกนายทรงชัย 5 ปี

ส่องแก๊ง Casio connection นาฬิกาสลักชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใช่ใครก็มีใส่ ต้องทำงานใกล้ชิดเท่านั้น ธรรมนัสไม่ได้ใส่คนเดียว

23 กันยายน 2569 เวลา 15:24 น.

23 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีประเด็นเรื่องนาฬิกา CASIO AE-1200WH (CASIO Royale) ซึ่งด้านหลังหน้าปัดจะสลักชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และมีชื่อ-สกุลเป็นภาษาอังกฤษ “Anutin Charnvirakul” ด้านล่างไว้ด้วย โดยมีภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) สวมใส่เปรียบเหมือนของแทนใจเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมากก่อนร่วมรัฐบาล ซึ่งมีรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส สวมใส่มานานแล้ว โดยได้รับมาตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.2569 และมีภาพปรากฏตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2569 ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส สวมใส่ระหว่างลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่จังหวัดน่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ผู้ที่ได้รับนาฬิกาเป็นบุคคลที่ทำงานใกล้ชิดกับนายอนุทินเท่านั้น อาทิ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เช่น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ , นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย , นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม รวมถึง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

โดยนายอนุทิน ชื่นชอบการสะสมนาฬิกาอยู่แล้ว ซึ่งนาฬิกาเรือนดังกล่าวซื้อมาจากช่วงที่ลงพื้นที่ดูราคาสินค้า และตรวจโครงการไทยช่วยไทย ที่โลตัสบางกะปิ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2569 ซึ่งเป็นรุ่นที่ชอบ จึงซื้อสะสมไว้ มีทั้งรุ่นสีเงินและสีดำ และนำไปสลักชื่อ ราคารวมประมาณเรือนละ 1,900 บาท

ปกรณ์ เร่งปลดล็อกกฎหมายธุรกิจ ดันกฎหมายกลาง แก้ปมนำผ่านสินค้า-ตู้คอนเทนเนอร์ คาดสร้างรายได้ 15,000 ล้านบาทต่อปี

23 กันยายน 2569 เวลา 15:08 น.

23 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กล่าวเปิดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกด้านธุรกิจ ครั้งที่ 2 ว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯได้เร่งเดินหน้าพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจตามข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ภาคเอกชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยกฎหมายที่มีการปรับปรุงและมีความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระบบกลางเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะการผลักดันร่างกฎหมายกลาง (Omnibus Law ) เรื่องการนำผ่านสินค้าฉบับเดียว เพื่อปรับนิยามการนำผ่านให้ตรงตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งจะช่วยขจัดความสับสน ลดขั้นตอนการเปิดตู้ตรวจสินค้า และลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าผ่านแดน และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่ง (Logistics Hub) ทั้งระบบรางและทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกฎหมายนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยสามารถสนับสนุนการลงทุนและการค้าของภาคเอกชนได้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขกฎกระทรวงปรับเปลี่ยนมาตรฐานความสูงของตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube เป็น 4.5 เมตร สำหรับตู้ขนาด 40 ฟุต ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การขนส่งสินค้าต่อเนื่องทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนตู้

นายปกรณ์ กล่าวว่านอกจากกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแล้ว ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบระดับกรมและกฎกระทรวงอีกหลายฉบับ อาทิ การแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมสนับสนุน ตามข้อ 17 (2) การแก้ไขประกาศกรมประมงและกรมปศุสัตว์เกี่ยวกับการอนุญาตนำเข้า ส่งออก และนำผ่านสัตว์น้ำและซากสัตว์ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าสินค้าเกษตร ตลอดจนการแก้ไขประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การนำรถยนต์ออกจากโรงงานหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนไปทดสอบประสิทธิภาพ และการปรับปรุงแนวทางการกำหนดราคารถยนต์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจุดสกัด (Pain Point) สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการทำงานได้มีการตั้งมาตรฐานและตัวชี้วัดในการเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นมาตรฐานใหม่ หรือ “Benchmark” ที่ดึงภาคเอกชนร่วมประเมิน ผลทางเศรษฐกิจทที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยข้อมูลจากสภาหอการค้าไทยระบุว่าการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายในชุดแรกนี้เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำผ่านสินค้า จะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี

“คณะอนุกรรมการฯ จึงกำหนดเกณฑ์มาตรฐานให้องค์กรภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย หรือสภาตลาดทุน ที่จะเสนอเรื่องแก้ไขกฎหมายในอนาคต ต้องจัดทำตัวเลขประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบการพิจารณาด้วย โดยการปรับปรุงกฎหมายที่มีความคืบหน้าจะเสนอต่อที่ประชุม กรอ.ชุดใหญ่ที่นายกฯเป็นประธาน และจะเสนอ ครม.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป” นายปกรณ์ กล่าว

กมธ.ที่ดินฯ ลงพื้นที่ป่าชุมชนโค้งตาบาง เพชรบุรีดันรายได้จากป่าถึงมือชาวบ้าน

23 กันยายน 2569 เวลา 15:06 น.

“กมธ.ที่ดินฯ” ลงพื้นที่ป่าชุมชนโค้งตาบาง เพชรบุรีดันรายได้จากป่าถึงมือชาวบ้าน “กุลวลี”ย้ำ คนดูแลป่า ต้องได้ประโยชน์จากป่า เร่งลดขั้นตอนยุ่งยากให้ชาวบ้านมีรายได้จากการรักษาป่า

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี  พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ( กมธ.) การที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกมธ.การที่ดินฯ ลงพื้นที่จ.เพชรบุรี ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี จากนั้นเดินทางไปเทศบาล ตำบลท่าไม้รวก และป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง อำเภอท่ายาง เพื่อดูการทำงานจริงของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลป่าและมีรายได้จาก “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งก็คือ ต้นไม้ที่ช่วยดูดก๊าซที่ทำให้โลกร้อนเก็บไว้ในลำต้น เมื่อวัดได้ว่าป่าดูดเก็บไว้เท่าไร ก็นำปริมาณนั้นไปขายให้บริษัทที่ต้องการชดเชยก๊าซที่ตนปล่อยออกมา ป่าที่ชาวบ้านรักษาไว้จึงกลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า  ในการประชุม  กมธ.ที่รัฐสภาที่ผ่านมา หน่วยงานยกป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางเป็นตัวอย่างที่ทำได้จริง แต่ก็มีข้อกังวลว่า ค่าใช้จ่ายในการวัดและตรวจรับรองค่อนข้างสูง ชุมชนที่ป่าผืนเล็กหรือไม่มีทุนจึงเข้าถึงได้ยาก อีกทั้งคณะกรรมการป่าชุมชนยังติดปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมายในการทำสัญญาและรับเงิน  กมธ.จึงลงพื้นที่เพื่อดูของจริงและฟังจากคนที่ลงมือทำในพื้นที่ โดยได้รับฟังการบรรยายการดูแลป่าของชุมชน ชมการสาธิตการวัดต้นไม้และเก็บข้อมูลเพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอน และเดินชมสภาพป่าจริง พร้อมพูดคุยกับชาวบ้านถึงการใช้ประโยชน์จากป่า ปัญหาไฟป่า และความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ

น.ส.กุลวลี ย้ำว่าป่าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อคนที่ดูแลป่าได้ประโยชน์จากป่า ชาวบ้านโค้งตาบางดูแลป่ามาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ความตั้งใจนั้นกลายเป็นรายได้ เราจึงอยากให้ป่าชุมชนทั่วประเทศทำได้แบบนี้ โดยไม่ต้องรอให้มีบริษัทใหญ่มาช่วย อย่างไรก็ตาม ทาง กมธ.การที่ดินฯ จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งนี้ไปผลักดันต่อไปใน 3 เรื่อง คือ
1. ให้รายได้จากคาร์บอนถึงมือชาวบ้านอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้ ว่าขายได้เท่าไร และเงินไปอยู่ที่ใด 
2.ให้ค่าใช้จ่ายในการวัดและตรวจรับรองต้องไม่เป็นภาระจนชุมชนเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะป่าชุมชนผืนเล็ก
3.ให้ความรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตไปถึงป่าชุมชนทั่วประเทศ โดยจะขอให้กรมป่าไม้เสนอขอทุนจาก กองทุนสิ่งแวดล้อมมาดำเนินการ

“สิ่งที่ได้ไม่ได้มีแค่เงิน ป่าที่สมบูรณ์ให้น้ำ ให้อากาศดี ช่วยลดโลกร้อน และลดไฟป่าที่สร้างหมอกควัน ให้พี่น้องประชาชน เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากการรักษาป่า ป่าก็จะอยู่กับเราไปถึงลูกหลาน คณะกรรมาธิการจะติดตามเรื่องนี้ให้เกิดผลจริง” น.ส.กุลวลี กล่าว

กลาโหมกาง 5 ระดับรับมือชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมคุมเข้มสกัดโดรนสอดแนม

23 กันยายน 2569 เวลา 15:00 น.

“โฆษก ก.กลาโหม” เผยฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แบ่งเป็น 5 สี 5 ระดับ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เพิ่มการเฝ้าระวัง ขอ ปชช.สบายใจ ตอนนี้ยังสงบอยู่

วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายความมั่นคงว่า ในที่ประชุมของศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา หรือ JIC ได้มีการกำหนดเฉดสี เพื่อประเมินสถานการณ์ชายแดน จำนวน 5 เฉดสี ไล่ตั้งแต่ ระดับ 1 สีเขียว, ระดับ 2 สีเหลือง, ระดับ 3 สีส้ม, ระดับ 4 สีแดง และระดับ 5 สีแดงเข้ม คือ มีการปะทะ

โดยในระดับสีเขียวคือ มาตรการเฝ้าระวัง ส่วนสีเหลือง ต้องมีการเพิ่มการเตรียมความพร้อมมากขึ้น ส่วนสีแดงเข้ม ถือเป็นมาตรวัดสูงสุด คือ การสู้รบระหว่างกัน แต่สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างสีเขียว กับสีเหลือง หรือ ระดับ 1.5 ซึ่งต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากกว่าปกติเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง เพราะสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ อยู่ระหว่างการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่นกรณีของเนิน 450 ที่มีการขุดคูเลตรุกล้ำเข้ามาดินแดนไทย จากนั้นก็มีการเจรจา ดังนั้นทางกองทัพก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการตรวจตรา และเฝ้าระหว่างพื้นที่ชายแดน

ส่วนเรื่องที่จะถูกนำไปคำนวณในมาตรวัด เพื่อประเมินสถานการณ์นั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า หลัก ๆ แล้วคือ เรื่องของการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ถ้าฝ่ายกัมพูชามีการละเมิดข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลังเข้ามาประชิดชายแดน หรือล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งการแก้ปัญหาก็จะเริ่มจากการเจรจาก่อน หากยังไม่หยุด อาจจะต้องมีการใช้กฎการใช้กำลัง การตักเตือน ซึ่งต้องเป็นไปตามขั้นตอน โดยสถานการณ์ขณะนี้คือ อยู่ระหว่างสีเขียวกับสีเหลือง กองทัพก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เราก็มีความพร้อม ทั้งเรื่องของยุทธโธปกรณ์ และกำลังพล

เมื่อถามว่า ระดับสีไหน ถือว่า เป็นความกังวล และประชาชนต้องอพยพ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า อยู่ประมาณระดับ 3-4 หรือระหว่างสีส้ม กับสีแดง ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องมีการเตรียมกำลัง และเคลื่อนกำลัง

ทั้งนี้โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า อยากให้ประชาชนสบายใจ เพราะขณะนี้ถือว่า ยังอยู่ในสถานการณ์ที่สงบเรียบร้อยอยู่ ทหารก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อยู่ แต่ยังไม่มีสถานการณ์อะไรที่ต้องไปกังวล

ด้าน นาวาอากาศโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมได้มีการสั่งให้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังโดรน รวมถึงชิ้นส่วนประกอบโดรนตามแนวชายแดน หลังทหารในพื้นที่รายงานว่า มีการใช้โดรนจากฝั่งตรงข้ามบินเข้ามาสอดแนม เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยง และลดการประกอบโดรน DIY ในหลายพื้นที่ที่ทหารไทยตรึงกำลังไว้

นาวาอากาศโท ณัฐนัย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้จะมีการประสานงานหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ และสกัดกั้นอุปกรณ์ที่อาจจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ทางด้านการทหาร หรือการสนับสนุนการรบ พร้อมให้รวบรวมข้อมูลการนำเข้า ทั้งเรื่องของจำนวน ประเภท แหล่งที่มา และวัตถุประสงค์ของการใช้งานอย่างเป็นระบบ รวมถึงประเทศที่เป็นผู้ส่งวัสดุต่าง ๆ ด้วย

อัยการสั่งยุติคดีประชาชน 38 คน ร่วมชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ปี 2563 หลังเข้าข่ายนิรโทษกรรม

23 กันยายน 2569 เวลา 14:36 น.

23 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า อัยการสั่งยุติคดีประชาชน 38 คน ร่วมชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ปี 2563 หลังเข้าข่ายนิรโทษกรรม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ได้มีหนังสือสั่งยุติคดี จากการชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ที่ข่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2563 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งหมดถึง 38 คน โดยเหลือข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังในตอนแรกมีการออกหมายเรียกนัดหมายไปสั่งฟ้องคดี แต่เมื่อเห็นว่าเข้าข่ายนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ อัยการจึงได้มีคำสั่งยุติต่อมา

คดีนี้มี บัญชา บุญพยุง เป็นผู้กล่าวหาผู้ชุมนุมดังกล่าวถึง 38 คน ไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยทั้งนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรม ผู้เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ และกลุ่มคนเสื้อแดง ในข้อกล่าวหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ นับเป็นคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหามากที่สุดคดีหนึ่งในการชุมนุมช่วงปี 2563-64

ทั้งหมดทยอยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564 ต่อมาวันที่ 23 ก.ย. 2564 พนักงานสอบสวนได้นัดแกนนำนักศึกษา 5 คน ส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความเห็นควรฟ้องคดี ต่อมาทั้ง 5 คน ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไว้ ส่วนผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ไม่มีนัดส่งตัวต่อพนักงานอัยการแต่อย่างใด แต่ทางตำรวจได้ส่งสำนวนให้อัยการโดยไม่มีตัวผู้ต้องหา

จากนั้นวันที่ 2 ต.ค. 2566 เจ้าหน้าที่อัยการจังหวัดเชียงใหม่ได้แจ้งต่อทนายความ ว่าอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 38 คน ในข้อหาตามมาตรา 116 แต่ยังมีคำสั่งให้ฟ้องข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพียงข้อหาเดียว จึงส่งเรื่องต่อให้แก่พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อไป เนื่องจากข้อหานี้เพียงข้อหาเดียวอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง ไม่ใช่ศาลจังหวัด

ในช่วงที่ผ่าน พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ได้เตรียมนัดหมายเพื่อสั่งฟ้องคดี โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ยังได้ออกหมายเรียกถึงผู้ต้องหาทุกคน นัดหมายให้ไปสั่งฟ้องคดีต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ในวันที่ 25 ก.ย. 2569

แต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 เว็บไซต์พระราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในการนิรโทษกรรมสำหรับการชุมนุมหรือแสดงออกทางเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ทำให้ทางทนายความทำหนังสือถึงพนักงานอัยการให้ยุติคดี เนื่องจากคดีนี้เข้าเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

กระทั่งเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 กิตติชัย จิวะอุดมทรัพย์ อัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ ได้มีหนังสือถึงผู้กำกับการ สภ.เมืองเชียงใหม่ แจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีนี้ โดยระบุว่าเมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น จึงมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีนี้ ทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้แจ้งแก่ผู้ร้องทุกข์และผู้ต้องหาทราบ

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีนี้นับเป็นคดีแรกที่มีการยุติคดีในชั้นอัยการ เนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง หลังจากก่อนหน้านี้มีการสั่งยุติคดีในชั้นศาลบ้างแล้ว แต่คดีก็ใช้เวลากว่า 5 ปีครึ่ง หากนับจากวันเริ่มมีการแจ้งข้อกล่าวหา กว่าจะสิ้นสุดลง

ในส่วน บัญชา บุญพยุง ผู้แจ้งความกล่าวหาในคดีนี้ พบว่าประกอบอาชีพเป็นทนายความ เคยเคลื่อนไหวในนามหัวหน้ากลุ่ม “คนรักแผ่นดินเกิด” แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดจึงทราบรายละเอียดข้อมูลของผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนถึง 38 คน และมีพยานหลักฐานใดใช้กล่าวหาบ้าง

อีกทั้งในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ทราบว่าช่วงที่ผ่านมามีประชาชน 3 ราย ได้เสียชีวิตไปแล้ว อาทิ “ป้าดาวเรือง” สิริเรือง แก้วสมทรัพย์ ประชาชนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัวในวัย 74 ปี

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86789

อ่านสรุปสถานการณ์ 1 เดือนหลังมี พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ https://tlhr2014.com/archives/86778

สนธิ เตรียมยื่นหนังสือ กกต. ตรวจสอบคดี ฮั้ว สว. 25 ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

“สนธิ” นัดแสดงพลังปชช. บุกกกต. 25 ก.ย. จี้ให้กกต.ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง-หยุดวงจรฮั้ว ซัดใครครองสว. สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ เปรียบตั้งราชวงศ์การเมืองไม่มีใครโค่นลง ความถูกต้องไม่สำคัญ เชื่อเคลื่อนไหวเรื่อยๆ แรงสะท้อนส่งกลับไปยังรบ. แน่

วันที่ 23 กันยายน 2569  ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายนิติธร ล้ำเหลือ นายปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ นายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันแถลงข่าวเปิดแนวทางการเคลื่อนไหว “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา“ เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา

นายปานเทพ ระบุว่า จะมีการยื่นหนังสือเรียกร้องต่อกกต. ในวันที่ 25 ก.ย. เวลา 10.00 น. เนื่องจากแม้จะมีมติกกต. สั่งฟ้องฮั้วสว. แต่ยังไม่ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต่อระบบและระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกลไกำารตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ สว. ต้องเป็นอีกกลุ่มที่ไม่สัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองในระบบสส. และรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การเลือกคัดสรรองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การถ่วงดุลตรวจสอบผู้กระทำความผิด จึงกระทบต่อระบบทั้งหมด จึงเห็นว่ามติกกต. ยังไม่ได้พิจารณาตามมาตรา 62 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้กกต. ยังเปลี่ยนมติจากการอ้างของพยาน 3 ปาก ที่กลับคำให้การ โดยอ้างว่าไม่มีการไต่สวนหรือเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นกกต.ได้ดำเนินการโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่และกกต. อาศัยการกลับคำให้การพยาน 3 ปาก ยังไม่มีการดำเนินการที่เกี่ยวกับการให้การเท็จใส่ร้ายพรรคการเมือง หรือเป็นการฮั้วอีกระบบ ที่คนกลับคำให้การไม่มีความผิด ไม่มีบทลงโทษ

และการอ้างว่ากลุ่มนี้ผิดก็มีอีกกลุ่มผิดด้วยนั้น เราเป็นภาคประชาชนไม่ได้สนใจว่าใครจะทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เรามีหลักการที่ว่าใครที่ทุจริตการเลือกตั้งไม่ว่ากลุ่มใดสีใด ต้องได้รับการลงโทษโดยไม่มีการตัดตอน การเลือกปฏิบัติ และไม่ใช้เหตุอ้างว่าทำผิดทั้งสองฝ่าย แล้วมีการยอมหรือตกลงประนีประนอมความ ดังนั้นกกต. ไม่ได้ใช้มาตรา 62 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เอาผิดหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่งการกลับคำของพยานไม่สอดรับกับหลักฐานจำนวนมาก ทำเป็นขบวนการใหญ่ เรื่องนี้ต้องมีคำตอบ ดังนั้นหากมีการยื่นหนังสือแล้วกกต. ยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน จะต้องถูกดำเนินการ ถูกตรวจสอบ ฟ้องร้องตามมา ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามต่อกกต. ให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง หยุดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่หากยังละเว้นอยู่ต้องมีการดำเนินการขั้นตอนต่อไป

นายพิชิต ระบุว่า คณะอนุชุดที่ 26 ทำงานมา 2ปี แต่กลับเชื่อพยานที่กลับคำให้การ3 ปาก เหมือนทำงานแค่ 2 วัน ซึ่วกกต.5 คนถูกฮั๊วไปด้วยหรือไม่ จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนว่า เมื่อ กกต.ไม่อาจผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม กระบวนการตรวจสอบการทำงานของกกต.ยังไม่สิ้นสุดจึงต้องไปตรวจสอบการทำงานของกกต. อย่าให้มติ กกต.5 คน เป็นมติของสีน้ำเงิน จึงอยากเชิญชวนประชาชนไปแสดงพลังในการเริ่มกระบวนการตรวจสอบการทำงานของกกต. และหยุดวงจรฮั้วประเทศไทยให้ได้

นายนิติธร ระบุว่า เรามีองค์กรกำกับดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรม ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะนำไปสู่ความสุจริตและเที่ยงธรรม และการเลือกตั้งสว. กกต.มีหน้าที่ 3 ส่วนคือ ก่อนเลือกตั้ง ขณะการเลือก และหลังเลือกตั้งคือการรับรองผล ซึ่งการเลือกสว.เราเห็นภาพที่ไม่ได้ปกปิด มีกลุ่มบุคคล ไปอยู่ที่เดียวกัน มีการแต่งตัวเหมือนกัน มีการจัดทำโพย ส่อให้เกิดการฮั้ว ซึ่งกกต.มีหน้าที่หยุด ระงับ การเลือกตั้งได้ ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกกต.เป็นเหมือนฝ่ายอำนวยการให้กระบวนการนี่ดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้มีการทุจริตมีการฮั้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คือ กกต. เพราะถ้ากกต.เบรกเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขั้น แต่กกต.ปล่อยให้กระบวนการดำเนินการแล้วรับรองผลการเลือกตั้ง

ด้านนายสนธิ กล่าวว่า ทำไมต้องจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องรวมพลัง เคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องเอาประเทศไทยเราคืนมา ประเทศไทยที่เราต้องการคือประเทศไทยที่เรากำลังสู้มีหลักนิติรัฐหลักนิติธรรม ซึ่งมีคำถามว่าตกลงจะไล่รัฐบาลชุดนี้ออกหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้อง เราไม่มีความปรารถนาที่จะไล่ออก แต่ต้องใช้ความกล้าหาญออกมาให้เห็นว่า การกระทำงานที่ช่อราฎบังหลวง การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การการช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง ยังมีสิ่งที่สำคัญ คือการพยายามครอบงำขบวนการขององค์กรอิสระ สำหรับภาพรวมถ้ากกต. ยังเป็นเช่นนี้ รับคำสั่งจากพรรคการเมือง ทั้งนี้ สว. ที่มีมลทินมีมติเลือกองค์กรอิสระมาหลายส่วน เช่น กกต. 4 คน ปปช. 4 คน การทำงานขององกรอิสระ แม้จะทำตามหลักการแต่ข้อเท็จจริงค้านสายตาของประชาชน กฎหมายเปเป็ยกรอบนึดถือ แต่เบื้องหลังการใช้กฎหมายถ้าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือการฟอกขาว ก็เป็นที่น่าสงสัย

เช่น ปปช. ฟอกขาวนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งที่รัฐธรรมนูญชี้ว่าผิดเรื่องใดบ้าง โดยโครงสร้างที่ภท. พยายามครอบงำ ซึ่งตอนนี้กกต. เป็นของพรรคการเมือง โดยเฉพาะกกต. และป.ป.ช. ที่มาจากผู้พิพากษา ทั้งชื่อนายณรงค์ ชื่อนายสุชาติ ที่มาฝั่งตุลาการ ซึ่งมีการฟอกขาว และช่วยเหลือภท. ซึ่งกระเทือนไปยังตุลาการศาลสถิตยุติธรรม นี่หรือคือศาลฎีกาคัดมาเพื่อส่งเข้าประกวด ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความกล้าหาญ มีไหมต้องตั้งข้อสงสัย การได้ตำแหน่งประธานต้องวิ่งไปหาผู้มีอำนาจที่คุมสว. อยู่ ซึ่งทุกคนต้องหยุดคิดหากผู้ตรวจ ต้องผ่านสว. ไปจนถึงศาลรธน. ก็ต้องผ่านสว. ดังนั้นใครครองสว. สามารถชี้เป็นชีตายได้ สำหรับคนที่ต้องการเป็นการคณะกรรมการอิสระ โดยขณะนี้มีการครวบคุม 70-80% ป.ป.ช. ยังปล่อยให้นายศักดิ์สยาม หลุดไป ดังนั้นหากเขาควบคุมข้อต่อ เมื่อประชาชนไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือร้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ในขณะยังไม่แก้ไขกกต. เขาก็มีคนอยู่ และมีเงิน 1.9 หมื่นล้านซึ่งเป็นส่นต่างที่หายไป จนกระทั่งจับไอ้โมงไม่เจอ ดังนั้นคำถามคือจะเอาการเมืองที่เน่าและเป็นขยะมาใส่ตัวเราไปตลอดชีวิตหรือย่างไร เหมือนเป็นการตั้งราชวงศ์การเมือง ที่ไม่มีใครเข้าโค่นลงเลย ความถูกต้องไม่สำคัญ สำคัญคือจะเอายังไง

ส่วนที่มีการตั้งร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล เป็นคนพรรคภท. ภาพประตักษ์พยานมีทุกอย่าง และเป็นคนดูแลอนุกรรมการชุดที่ 36 จัดการเคลียร์เรื่องเรียบร้อย และได้รับแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งการที่มาเป็นตำแหน่งนี้ เนื่องจากต้องมีการพิจารณาข้อหาอั่งยี่-ฟอกเงินสว. หากมีคนร้องว่าการฮั้วสว. มีการชุมนุมโรงแรม แจกโพย หน้าที่เขาต้องขจัดไขข้อข้องใจของประชาชนว่าไม่มีไม่ผิด ดังนั้นเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่และไม่มีวันที่จะทำหน้าที่อย่างสุจริต ซึ่งตราบใดที่บุคคลนี้ยังอยู่ ข้อหานี้จะไม่มีวันไปถึงคนที่บงการอยู่ข้างบน วันนี้ตนสู้โดยการใช้พลังของประชาชน ลุกขึ้นมาต่อต้าน กดดันให้ทำงานในสิ่งที่ควรทำ อย่างไรก็ตามจะเป็นใดก็ตามเราก็ไม่สนใจ ต่อให้เป็นพรรคประชาชน เพราะเราไม่เชื่อในเรื่องหากไม่เลือกเรา เขามาแน่ พรรคอะไรเข้ามาเราไม่สนใจ แค่สนใจมีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่ทำให้ประเทศมีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ทำงานไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ จะเป็นพรรคการเมืองใดก็ได้ไม่สนใจ คือขอให้พลังประชาชน มีพลานุภาพอย่างเข้มแข็ง เพื่อกดดันรัฐบาลไม่ว่าจะชื่อหรือมียี่ห้ออะไร ใครเป็นหัวหน้าพรรค ตอนนี้ประชาชนอึดอัดใจแต่ขาดความกล้าหาญ พวกเราจึงต้องเสียสละอออกมา และให้เขาด้อยค่า แต่เราทำทุกอย่างด้วยความเสียสละกล้าหาญ และย้ำว่าตนไม่ล้มรัฐบาล

เมื่อถามถึงการเตรียมยื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันที่ 25 ก.ย. นายปานเทพ ระบุว่า ไม่ได้มีเพียงประเด็นพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 62 แต่รวมถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ซึ่งเห็นว่าไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่น เช่น รับฟังพยาน 3 ปากกับคำให้การโดยไม่มีการดำเนินคดีเป็นไปได้อย่างไร มีการรับฟังเอกสารที่ลงวันที่เดียวกันเนื้อหาคล้ายกัน ไม่เรียกใส่สวนเพื่อยืนยันกับพยานหลักฐานหลักฐานก่อนหน้าที่เชื่อแล้วแลพลงมติโดยชุดที่ 26 มีความขัดแย้ง เป็นถึงอดีตผู้พิพากษา ไม่คิดไต่สวนแต่เชื่อกฎหมาย ส่อความไม่สุจริต หากสว. ถูกแทรกแซงครอบงำและนำไปสู่องค์กรอิสระ หมายความว่าต่อไปต่อไปหากทุจริตเลือกตั้งไม่ผิด เพราพพวกของตัวเองหรือไม่ เท่ากับฝ่ายการเมืองทำอะไรไม่ผิด ซึ่งจะปล่อยให้ทำลายระบบถ่วงดุลอำนาจในการตรวจสอบประเทศไทยจะอยู่อย่างไร โดยการยื่นคำร้องครั้งนี้จะอธิบายให้กกต. ฟังถึงหน้าที่ที่พึงกระทำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียบเรียงประเด็นให้ครบเพื่อเป็นหลักฐานว่ากกตอ ทุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองหรือไม่

ส่วนกรณีประธานกกต. ระบุว่า การวินิจฉัยยึดตามสำนวนไม่ได้พิจารณาตามกระแสสังคม นายปานเทพ ตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของ กกต. ซึ่งมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่มีการพูดถึงกฎหมายตามที่ตนกล่าวถึง เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงไม่พิจารณาตามมาตรา 62

เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจะทำให้รัฐบาลเพิกเฉยหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า เชื่อว่าเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ แรงสะท้อนจะส่งกลับไปยังรัฐบาลแน่นอน และหากไม่มีการแก้ไข เราอาจมีการรวมตัวครั้งใหญ่ทั่วประเทศ โดยวันที่ 25 กันยายนนี้ ที่กกต. คนชลบุรี เริ่มถูกตำรวจถามว่านั่งรถอะไรเข้ามา หากไม่กลัวเหตุใดจึงใช้ตำรวจมาถาม วิธีการแบบนี้เป็นการต่อต้านประชาชน เหตุใดเมื่อตนเคลื่อนไหวจึงไม่มองที่เนื้อหา

“สนธิไม่ได้อะไรจากอนุทินหรือไม่ เมื่อไม่ให้จึงโกรธ เหมือนเมื่อ 22 ปีที่แล้ว สนธิเคยขอทักษิณช่วยแต่ทักษิณไม่ช่วยจึงโกรธ ซึ่งเป็นมุกห่วยๆ ที่ทันสมัยและใช้ได้ดีตลอดเวลา ซึ่งขอให้จับตาดูคดีกรงสอบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ฃกับที่ปรึกษานายกฯ อาจต้องสละให้ถูกกล่าวหาและจะไปหยุดที่ ป.ป.ช.“ นายสนธิ กล่าว

การดี เขย่า TH-AI Passport เจอพิรุธรวบรัด TOR หลุดข้อตกลงคุณธรรม จี้ สตง.เร่งตรวจสอบ

23 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

“การดี”เขย่า TH-AI Passport เจอพิรุธรวบรัด TOR หลุด”ข้อตกลงคุณธรรม” จี้”สตง.”เร่งตรวจสอบ ยันไม่มีเจตนาพูดถึงการสร้างจำนวนตัวเลขปลอม เหตุเพราะการเข้าถึงแพลตฟอร์มต้องใช้ ThaID เข้าอยู่แล้ว

23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความคืบหน้าของการตรวจสอบโครงการ TH-AI passport ว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการใช้เงินของโครงการ TH-AI passport ใน 7 ประเด็นสำคัญ โดยมี 2 ประเด็นที่ได้พูดคุยอย่างกว้างขวางคือ 1.เร่งให้ สตง.ตรวจเงินทางด้านการใช้ คำนิยามผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ซึ่งเป็นฐานการเบิกจ่ายเงินแผ่นดินกว่าพันล้าน แต่โครงการนี้ออกมาแล้ว 3 สัปดาห์ ยังไม่มีความชัดเจนในกระบวนการ พอลงลึกไปในสัญญาที่แก้ไขเพิ่มเติม มีเพียงแค่ค่าดำเนินงานงวดคงที่ และค่าฝั่งและค่า Generative AI ซึ่งคำนวณตามจำนวนผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ในอัตรา 24 บาท 70 สตางค์ต่อคนต่อเดือน

นางการดี กล่าวว่า สัญญาที่แก้ไขเพิ่มเติมได้นิยามคำว่าผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หมายถึง ผู้ใช้งานบริการแพลตฟอร์ม Generative AI โดยเข้าเรียนในระบบและมีคะแนนสะสมในแต่ละเดือนตามเกณฑ์ที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ตนอ่านครั้งแรกรู้สึกดีกว่าการเหมาจ่ายแบบเดิม แต่สิ่งที่ตนอยากเรียกร้อง คือเกณฑ์การนับยังไม่ได้กำหนดในสัญญาที่ชัดเจน ซึ่งส่วนต่างทางการเงินในการสร้างแรงจูงใจตรงนี้มีมูลค่าสูง จึงอยากให้หน่วยงานเร่งชี้แจงและให้ สตง.เร่งตรวจการนับคะแนนสะสมหรือการนับผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ผู้ว่าจ้างกำหนดนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน หากดูในสัญญาและกรรมการตรวจรับสัญญาตามตัวหนังสือก็อาจจะไม่ให้เกิดความเสียหายกับประเทศและงบประมาณได้ ย้ำว่า ตนไม่มีเจตนาพูดถึงเรื่องการสร้างจำนวนตัวเลขปลอม เพราะการเข้าถึงแพลตฟอร์มต้องใช้ ThaID เข้าอยู่แล้ว แต่ตนหมายถึงคำจำกัดความของการนับ

นางการดี กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 2 ที่เราถกเถียงกันมาคือเรื่องการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขว่าด้วยข้อตกลงคุณธรรมตามที่ TOR กำหนดไว้ ถ้าพูดถึงการเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม ปกติต้องเข้าร่วมตั้งแต่การร่าง TOR แต่ตามไทม์ไลน์ในวันที่ 12 พ.ย.2568 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้รับอนุมัติเงิน 1,650 ล้านบาท วันที่ 18 พ.ย. 2568 ยื่นขอเข้าข้อตกลงคุณธรรม วันที่ 15 ธ.ค.2568 ประกาศร่าง TOR เสร็จเรียบร้อยไปแล้วก่อนที่คณะกรรมการจะประชุมตัดสินใจ วันที่ 17 ธ.ค.2568 คณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตมีมติไม่คัดเลือก TH-AI Passport เข้าข้อตกลงคุณธรรม ด้วยเหตุผลว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างล่วงเลยขั้นตอนการจัดทำร่าง TOR แล้วจึงไม่เข้าเงื่อนไข

นางการดี กล่าวต่อว่า จากนั้น 22 ธ.ค.2568 กรมบัญชีกลางออกหนังสืออย่างเป็นทางการถึง สดช. ว่าแม้ไม่ได้รับคัดเลือก ในวันที่ 24 ธ.ค.2568 ยังลุยประกาศเชิญชวนเผยแพร่ TOR ต่อ สำหรับตนเห็นว่าไม่ใช่เหตุที่จะเป็นให้เราปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งใน TOR เดิมกำหนดไว้ชัดในข้อ 3.16 ว่า ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องลงนามในข้อตกลงคุณธรรมกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งในข้อ 3.15 กำหนดว่าผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง วันนี้การที่หน่วยงาน บอกว่าไม่ได้รับคัดเลือก

“ปกติทั่วไปเราต้องเริ่มโครงการข้อตกลงคุณธรรม ตั้งแต่ร่าง TOR วันนี้ก็เห็นชัดว่าเป็นการรีบทำไปก่อน รีบทำอย่างรวดเร็ว แม้ว่า TOR ของตัวเองเป็นข้อกำหนดไว้ ก็ออกมาอย่างที่เห็นว่าแม้จะไม่ร่วมโครงการ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวว่า สิ่งที่ควรจะเป็น หากย้อนเวลากลับไปได้ก็น่าจะมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือถ้าไม่ผ่านแบบนี้ ก็แก้ไขใน TOR ทางเลือกที่สอง คือเริ่มกระบวนการร่าง TOR ใหม่ให้ถูกต้อง และร่วมกระบวนข้อตกลงคุณธรรมให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ถ้าจะมากล่าวอ้างว่าทำให้โครงการนี้เสียเวลาก็ต้องบอกว่าไม่เสียมาก เพราะการเริ่มต้นใหม่และมีผู้สังเกตการณ์จะทำให้ กระบวนการเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งกว่า

“โครงการนี้ทำผิดในกฎเกณฑ์ตัวเอง ที่เขียนเอาไว้เองแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ขอตั้งคำถามว่าแล้วโครงการนี้จะไปอย่างไรต่อ TOR ที่ทำ กรรมการจัดซื้อจัดจ้างปล่อยผ่านสิ่งนี้ไปได้อย่างไรมีความผิดหรือไม่ ทำให้โครงการนี้ยังเป็นโครงการที่ทำได้โดยชอบอีกหรือเปล่า เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามและเร่งให้ สตง. เข้าตรวจสอบ” นางการดี กล่าว

เมื่อถามว่า รมช.ดีอี ระบุว่า เอกสารของกรมบัญชีกลาง ไม่ได้ระบุเหตุผลว่าทำไมโครงการดังกล่าว ถึงไม่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในข้อตกลงคุณธรรม นางการดี กล่าวว่า ตนรับทราบแล้วว่าโครงการไม่ได้รับการคัดเลือก แต่อย่างไรก็ตาม สดช.สามารถส่งโครงการในอนาคตให้มีระยะเวลาให้เหมาะสมกว่านี้ การไม่บอกว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร สำหรับตนนั้น ไม่ใช่ประเด็น โดยในรายงานการประชุม มีการระบุเหตุผลชัดเจนว่า โครงการนี้ล่วงเลย TOR มาแล้ว ดังนั้น การทำงานในลักษณะข้อตกลงคุณธรรม ถือว่าผิดขั้นตอน การบอกว่าไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลอะไร แต่ปล่อยผ่านมาถึงจุดนี้ ในขณะที่ TOR ของหน่วยงาน ที่มีลายเซ็นครบ เขียนไว้ชัดเจน ตนคิดว่าไม่มีประเด็นอะไรที่จะมาสงสัย ว่าเขาไม่ได้ให้เหตุผล สำหรับตน มันคือคนละประเด็น

นางการดี กล่าวว่า หน่วยงานและคณะอนุกรรมการเรื่องความโปร่งใสทุจริต หรือ คปท.เป็นหน่วยที่ต้องไปร้องขอ ทำข้อตกลงคุณธรรม แต่หน่วยงาน สดช.มีหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ที่ตัวเองเขียนขึ้นมาเอง จึงเป็นเหตุให้ตนเรียกร้องให้ สตง.ตรวจสอบ และหากเห็นว่ามีมูลทุจริต ให้ส่งไปที่ ป.ป.ช.ต่อไป ที่ผ่านมา ตนเฝ้าถามหาตลอด ว่าโครงการใหญ่ โครงการซับซ้อนขนาดนี้ ทำไมไม่เอาผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสังเกตการณ์ หรือดูว่าสิ่งที่ทำนั้น ถูกต้องหรือไม่ เพราะเราเริ่มเห็นปัญหาตั้งแต่เห็น TOR ที่ซับซ้อนย้อนแย้ง หากตนเป็นคนตรวจรับงานนี้ต้องเสียวสันหลังแล้ว เพราะมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิคมาก เพราะเอกสารที่ส่งในชั้นกรรมาธิการ หรือส่งไปให้รัฐมนตรีโดยตรงในช่วงเดือน มิ.ย.และ ก.ค.ที่ผ่านมาก็พูดมาตลอด ย้ำว่า หากทำถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องมาวุ่นวายกันเรื่องนี้มากขนาดนี้ด้วยซ้ำ ส่วนจะเป็นเจตนาหมกเม็ดหรือไม่นั้น ตนไม่กล้ากล่าวหาในเจตนา แต่ตอนนี้ความผิดพลาด และกรรมที่เกิดขึ้นแล้วกับกฎที่ สดช. ได้เขียนเอง ทำเองทั้งหมด อนุมัติเองด้วย

“วันนี้อยากให้มีการชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น หากถามองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ลักษณะนี้แม้ว่าจะไม่ได้รับคัดเลือก แต่ไม่ได้หมายความว่า ความพยายามที่จะทำให้ความโปร่งใส มันจะหมดความรับผิดชอบไปจากผู้บริหาร และเมื่อไปรับทราบมาแล้วยังมีโครงการอื่นที่ไม่ได้รับคัดเลือก อาจจะเป็นเรื่องระยะเวลา หรืองบประมาณ แต่สุดท้ายแล้วหากเกิน 1,000 ล้านบาท บางโครงการก็ถือว่าไปเริ่มหาข้อตกลงคุณธรรมด้วยตัวเอง และกลับมาเริ่มกระบวนการใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับทราบจากผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย” นางการดี กล่าว

ปชป. เดินหน้า Smart Youth ต่อเนื่อง 2 วัน ดึง ‘กรณ์-รัดเกล้า’ ติวเข้มเยาวชนเสริมทักษะการเงิน-รู้ทันสแกมเมอร์

23 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

ปชป

วันที่ 21–22 กันยายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าจัดกิจกรรม “Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention” ต่อเนื่อง 2 วัน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงิน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยสแกมเมอร์และการหลอกลวงที่พัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี AI

กิจกรรมดังกล่าวมี นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่วมผลักดันโครงการ โดยมุ่งให้เยาวชนมีความรู้ตั้งแต่การวางแผนรายรับ–รายจ่าย การออม การลงทุน การประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลและรับมือกับกลโกงออนไลน์

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

โครงการมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเยาวชนที่มองเห็นถึงความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเดียวกัน และต้องการนำความกังวลดังกล่าวมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนด้วยกันเอง จึงเกิดการนำเรื่อง “การบริหารเงิน” มาผนวกเข้ากับ “การปกป้องเงิน” เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้

นายกรณ์กล่าวว่า ความรู้ทางการเงินควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะการรู้จักบริหารรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนทางการเงิน และการลงทุน พร้อมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางการเงินในอนาคต

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

ด้านนางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่มีส่วนร่วมตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การออกแบบกิจกรรม ไปจนถึงการลงมือทำเพื่อเยาวชนด้วยกันเอง

“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากทำกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การเข้าไปบอกว่าเยาวชนควรทำอะไร แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็นคนคิด เป็นคนลงมือทำ และนำปัญหาที่มองเห็นรอบตัวมาสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น พรรคอยากเป็น ‘ลมใต้ปีก’ ที่ช่วยเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อโอกาส เพื่อให้เยาวชนได้ปลดล็อกศักยภาพของตัวเอง หากเยาวชนคนไหนสนใจร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ขอให้คิดถึง Blue Academy ของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแค่ติดต่อเข้ามา เราพร้อมรับฟัง พร้อมสนับสนุน”

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

สำหรับเนื้อหาด้าน Financial Literacy ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ทั้งการจัดการรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนการเงิน และการลงทุน รวมถึงกิจกรรมจำลองการลงทุนและการจัดพอร์ต เพื่อให้เยาวชนได้ทดลองตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการบริหารเงินในชีวิตจริง โดยมี Future Innovative of Thailand (FIT) ร่วมพัฒนากิจกรรมจำลองดังกล่าว

ขณะที่ในส่วนของ AI Scam Prevention มีการให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และสถานการณ์จำลองที่มีความสมจริงมากขึ้น พร้อมฝึกทักษะการตรวจสอบข้อมูล การสังเกตความผิดปกติ และแนวทางรับมือเมื่อพบความเสี่ยง

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

กิจกรรมทั้งสองวันมีวิทยากรและผู้ร่วมขับเคลื่อนจากหลายภาคส่วน อาทิ พ.ต.ท.จิรวัฒน์ บุรีงาม จากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายศารทูล วุฒิศักดิ์ศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบัน Blue Academy นางพิมชนก เก่าเจริญ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และนางสาวภัทรวดี เรืองหนู ผู้ริเริ่มโครงการ AI Scammer Prevention เพื่อเยาวชน โดยเยาวชน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมที่ มจพ. ในวันที่ 22 กันยายน เป็นการต่อยอดจากกิจกรรมวันแรกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยพรรคประชาธิปัตย์มุ่งให้ “Smart Youth” เป็นพื้นที่ที่เยาวชนสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาคิดต่อยอดเป็นการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด “เยาวชนคิด เยาวชนทำ เพื่อเยาวชน” เพื่อสร้างทั้งทักษะทางการเงินและภูมิคุ้มกันต่อภัยรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเยาวชนมากขึ้น

Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention
Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention
Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention

รัฐบาล  สวน รักชนก ปม กยศ. ย้ำพร้อมเติมงบ–ช่วยคนไม่มีรายได้ แต่ผู้มีกำลังจ่ายต้องคืนเข้ากองทุน

23 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

รัฐบาลตอบ “รักชนก” ปม กยศ. ชี้เติมเงินอย่างเดียวไม่จบ หากเงินไม่หมุนกลับถึงรุ่นน้อง ย้ำพร้อมเติมงบ–ช่วยคนไม่มีรายได้ แต่ผู้มีกำลังจ่ายต้องคืนเงินเข้ากองทุน

วันที่ 23 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อมเผยแพร่ตารางประมาณการว่า เงินสดปลายปีงบประมาณ 2570 อาจติดลบ 7,037.35 ล้านบาท ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเกิดจากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอเพียงสาเหตุเดียว เพราะ กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน เงินที่ผู้กู้รุ่นก่อนชำระคืนจะถูกนำกลับไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้กู้รุ่นต่อไป

“หากจะใช้ตารางนี้วิจารณ์รัฐบาล ก็ต้องอ่านให้ครบทั้งตารางค่ะ ไม่ใช่อ่านเฉพาะบรรทัดงบประมาณ เพราะตัวเลขที่นำมาเผยแพร่เองชี้ว่า รายรับหลักของ กยศ. มาจากเงินที่ผู้กู้รุ่นก่อนชำระกลับเข้ากองทุน หากพูดเฉพาะว่ารัฐบาลเติมเงินเท่าไร แต่ไม่พูดถึงเงินที่ต้องหมุนกลับเข้ามา ก็เท่ากับมองปัญหาเพียงครึ่งเดียว” นางสาวลลิดากล่าว

จากตารางที่ น.ส.รักชนกเผยแพร่ ปีงบประมาณ 2570 คาดว่า กยศ. จะมีรายรับจากการชำระหนี้ 33,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 78 ของรายรับทั้งหมด 42,251.72 ล้านบาท ขณะที่เงินจากงบประมาณอยู่ที่ 9,000.37 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 21 และมีประมาณการรายจ่าย 49,507.32 ล้านบาท ทำให้เกิดส่วนขาดระหว่างปี 7,255.60 ล้านบาท ก่อนรวมเงินสดต้นปี และประมาณการเงินสดปลายปีติดลบ 7,037.35 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ตัวเลขติดลบ 7,037.35 ล้านบาทเป็น “ประมาณการ” ภายใต้สมมติฐานรายรับและรายจ่าย ไม่ใช่ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามยอดรับชำระหนี้และการเบิกจ่ายจริง จึงสะท้อนว่าการบริหารสภาพคล่องของ กยศ. ต้องพิจารณาทั้งด้านเงินสนับสนุนจากรัฐและประสิทธิภาพในการรับชำระเงินคืน

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2570 โดยข้อมูลของ กยศ. ในปี 2568 เคยประมาณการว่าจะรับชำระหนี้ 26,087.76 ล้านบาท ได้รับเงินจากรัฐบาล 4,572.98 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย 48,080.23 ล้านบาท ทำให้ประมาณการเงินสดปลายปีติดลบ 4,645.31 ล้านบาท และ กยศ. ต้องดำเนินทั้งมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้และขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมควบคู่กัน

“รัฐบาลเติมเงินได้และต้องเติมเมื่อจำเป็น เพื่อไม่ให้เด็กที่กำลังเรียนอยู่เสียโอกาส แต่ถ้าเงินที่ปล่อยกู้ออกไปไม่หมุนกลับเข้ากองทุนอย่างเพียงพอ แล้วต้องนำภาษีประชาชนมาเติมช่องว่างเดิมทุกปี ปัญหาก็จะกลับมาอีก การเพิ่มงบจึงช่วยแก้สภาพคล่องได้ แต่คำตอบระยะยาวคือต้องทำให้เงินของกองทุนหมุนกลับไปถึงเด็กรุ่นต่อไปด้วย” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดาย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เหมารวมว่าผู้ค้างชำระทุกคนจงใจหลีกเลี่ยงหนี้ โดยข้อมูลรายงานประจำปี 2567 ของ กยศ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ระบุว่า มีผู้ครบกำหนดชำระ 3,614,904 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ค้างชำระ 2,447,297 ราย และมีเงินต้นค้างชำระประมาณ 105,863.8 ล้านบาท ดังนั้น จำเป็นต้องแยกผู้ที่ยังไม่มีความสามารถชำระออกจากผู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่ชำระ

ผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ประสบปัญหาจนยังไม่มีความสามารถชำระ ต้องได้รับความช่วยเหลือ การผ่อนผัน หรือการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม ขณะที่ผู้มีงาน มีรายได้ และมีความสามารถชำระ แต่ไม่ชำระตามสัญญา ก็ควรเข้าสู่กระบวนการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพื่อให้เงินกลับเข้าสู่กองทุน

“เราไม่ควรไปรีดเงินจากคนที่ยังไม่มีรายได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้คนที่มีรายได้และมีกำลังจ่ายไม่ชำระ แล้วให้เด็กยากจนรุ่นต่อไปและผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระแทน วินัยการชำระหนี้ไม่ใช่เรื่องช่วยรัฐบาล แต่คือการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้อง” นางสาวลลิดากล่าว

สำหรับข้อกังวลเรื่องเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่าผู้ขอกู้ทุกคนต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทจึงจะกู้ได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ปีการศึกษา 2569 แบ่งผู้กู้ออกเป็นหลายลักษณะและหลายลำดับ โดยผู้กู้บางประเภทในสาขาที่เป็นความต้องการหลักหรือสาขาที่กองทุนมุ่งส่งเสริม ไม่ได้ใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขเดียวในการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรับฟังข้อกังวลว่า รายได้ครอบครัวเพียงตัวเลขเดียวอาจไม่สะท้อนภาระที่แท้จริงของแต่ละครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรหลายคนหรือมีค่าใช้จ่ายจำเป็นสูง และเห็นว่าการพิจารณาควรคำนึงถึงทั้งรายได้และภาระรายจ่ายตามสภาพความเป็นจริง

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบในการดูแลสภาพคล่องของ กยศ. และไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีสิทธิต้องเสียโอกาสทางการศึกษา โดยในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้เพิ่มเงินสนับสนุน กยศ. จากประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็นประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะที่ปีการศึกษา 2569 กยศ. วางกรอบวงเงินให้กู้กว่า 48,000 ล้านบาท รองรับนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 780,000 ราย

“เรื่องนี้ไม่ควรถูกทำให้เหลือเพียงคำถามว่า ‘รัฐบาลจะเติมเงินอีกเท่าไร’ แต่ต้องถามด้วยว่า เงินที่เติมเข้าไปจะหมุนกลับมาได้อย่างไร เพราะเป้าหมายที่แท้จริงมีสามเรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน คือ เด็กที่มีสิทธิต้องไม่หลุดจากระบบ คนที่ยังไม่มีความสามารถชำระต้องได้รับความช่วยเหลือ และคนที่มีกำลังชำระต้องคืนเงินเข้ากองทุน เพื่อให้เงินก้อนเดียวกันส่งต่อโอกาสทางการศึกษาไปถึงรุ่นน้องได้อย่างยั่งยืนค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว