เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.52 น.

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สวัสดีค่ะ เริ่มต้นครึ่งปีหลังกันแล้วนะคะ พอเริ่มเดือนใหม่ปุ๊บ ทีมแอดมินก็ทวงทันทีว่า พี่แต๋มต้องบอกแล้วนะคะว่า “ศุภจีหายไปไหน” (ขออนุญาตแอบยิ้มนิดนึง) เพราะ “ศุภจีไม่ได้หายไปไหน ศุภจีแค่ทำงานค่ะ”

จะเดือนที่ผ่านมา หรือเดือนไหนๆ ก็ทำงาน (หนัก) เหมือนเดิมค่ะ จริงๆ ถามทีมแอดมินอยู่เหมือนกันนะคะว่า โพสต์แบบนี้ จะเหมือนเราอวดหรือเปล่า เพราะเราแค่ทำงาน แต่น้องแอดมินยืนยันว่า ทุกคนจะได้ทราบว่า “ศุภจีไม่ได้หายไปไหน”

และ “ศุภจีไม่ได้ทำงานคนเดียว” ด้วยค่ะ เพราะงานที่เห็นเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น แต่ในการทำงานจริงๆ ทีมกระทรวงพาณิชย์ทำงานหนักมากๆ ทั้งการดูแลค่าครองชีพ การดูแลราคาพืชผลของพี่น้องเกษตรกร การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการปราบปรามนอมินีและทุนเทา ทีมกระทรวงพาณิชย์ของเราลงพื้นที่ทำงานกันตลอด

วันนี้มาอัพเดทว่า เรากำลังทำอะไรอยู่นะคะ

ส่วนผลลัพธ์เป็นอย่างไร จะกลับมาเล่าอีกครั้งค่ะ

และขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณทุกท่านด้วยที่ส่งกำลังใจมาให้กันตลอด เพราะเราต้องเจอกับความท้าทายมากขึ้นทุกขณะ แต่กำลังใจยังเต็มเปี่ยมค่ะ

ที่ผ่านมามีคนถามว่า ณ วันนี้ passion ยังเหมือนเดิมมั้ย ขอตอบตรงนี้ว่า passion ยังมีอยู่เหมือนเดิมค่ะ และทำงานหนักขึ้น รวมถึงพิจารณาให้มากขึ้นว่า เรายังทำได้ดีกว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง เพื่อประโยชน์สูงสุดของ

ประเทศและพี่น้องประชาชนทุกคน

ขอบคุณจากใจค่ะ”

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก(รับหลักการ) วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นตัวแทนรัฐบาลกล่าวสรุปภาพรวมว่า รัฐบาลมีความพยายามทำให้ประเทศแข่งขันได้ คนไทยมีรายไได้ที่สูงขึ้น ขอความร่วมมือฝ่ายค้านช่วยทำ ออกความเห็นเป็นประโยชน์กับปะเทศ ทั้งนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลวิกฤติปากท้อง ด้วยงบที่จำกัดจึงต้องออกพระราชกำหนด เพราะหากแก้ไม่ได้ จะลามไปถึงธุรกิจเล็กๆ ที่อาจต้องไล่คนออก คนตกงาน ที่อาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ

“การออกพ.ร.ก.ไม่ได้เยียวยาประชาชนเท่านั้น เพราะพึ่งพาน้ำมัน แก๊สธรรมชาติสูง 20% ของจีดีพี หากไม่เปลี่ยนผ่านจะนำเข้าแพงและต้นทุนแพงระยะยาว โดย 2 เดือนที่ผ่านมา น้ำมันแพง ทำให้เกิดการขาดดุลในบัญชีเดินสะพัดถึง 5 แสนล้านบาท จึงปล่อยไม่ได้ ทำให้ต้องออก พ.ร.ก.แก้ปัญหาวิกฤติปากท้อง ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งนี้ผมไม่ใช่หมอที่สร้างวาทะกรรมเก่ง แต่ต้องการผ่าตัดปัญหางบประมาณ ปีที่แล้วขาดดุล 4.4% จึงออกแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุล 3% ในปี2572 และต้องทำให้โปร่งใส โดยปีนี้เมื่อเปิดเผยให้เห็นแผลตั้งเป้าลดขาดดุล 4.4% เหลือ 3.9% เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลัง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ฐานะการคลังเราเหนื่อย ต้องเน้นวินัยการคลัง ดังนั้นต้องช่วยผ่าตัดเพื่อให้เหลืองบลงทุนประเทศ ทั้งนี้งบลงทุนปีนี้ เหลือ 7 หมื่นล้าน เพราะต้องรักษาวินัยการคลังเปิดแผลทั้งหมด ไม่หมกเม็ด ฝีไม่แตก เพราะความโปร่งใส และช่วยผ่าตัด ส่วนงบลงทุน ตนเห็นด้วยกับผู้นำฝ่ายค้าน มีงบส่วนอื่น ปีนี้จึงเน้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ เพิ่ม 2.7แสนล้านบาท ซึ่งไม่อยู่ในเล่มงบประมาณ โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน บางโครงการไม่ต้องใช้เงิน เปิดให้เอกชนร่วมลงทุน เช่น เรื่องพลังงานสะอาด ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณ 2570 รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนและผลประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบ เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงของประชาชน ส่วนข้อเสนอแนะของสส. ขอให้ กมธ.นำไปพิจารณาและตรวจสอบงบ ให้รอบคอบ เกิดประโยชน์กับประชาชนที่ได้อภิปรายในสภา  ดังนั้นขอให้ช่วยกันพลิกวิกฤติเป็นโอกาสสร้างโอกาสให้คนไทยมีความหวัง มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ขีดการแข่งขันของประเทศจะยกระดับ

ทั้งนี้ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง รวมถึงตัวแทนของทั้ง3ฝ่าย ได้แก่ สส.พรรคร่วมรัฐบาล สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรี(ครม.) อภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเวลา21.05น. ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 ด้วยคะแนนเสียง 288 ต่อ 119 งดออกเสียง 86 เสียง ไม่ลงคะแนนไม่มี

จากนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี70 จำนวน 72 คน แบ่งเป็นสัดส่วนของ ครม. 18 คน และพรรคการเมือง 54 คน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 21 คน พรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ส่วนพรรคไทรวมพลัง พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ อย่างละ 1 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 30 วัน โดยจะมีการนัดประชุมกมธ.ฯนัดแรก เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ วันพรุ่งนี้(2ก.ค.) เวลา13.30น. 

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

รมว.กลาโหม โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์ ได้พร้อมเครื่องยนต์ เหตุชะลอซื้อเรือฟริเกต ท้าชี้เป้า ทหารผี พร้อมพาลุยตรวจสอบทุกพื้นที่ 

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็น วันที่ 3

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ว่า ตนเป็นบุคคลที่เติบโตมาจากพื้นฐานที่สุด การที่ได้ยินผู้อภิปรายออกมาพูดว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ทั้งนี้ ตนเติบโตมาจากชั้นประทวนผ่านผู้บังคับหน่วยมาทุกตำแหน่งที่เขาอยากเป็นกัน ไม่เคยมีพฤติกรรมชั่ว ๆ อย่างที่กล่าวมา

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ในปี 2570 ได้รับการจัดสรรกว่า 200,000 ล้านบาทเศษ ลดลงจากปีที่แล้วกว่า 957 ล้าน คิดเป็น 5.4% ของงบประมาณประเทศ และคิดเป็น 0.99% ของจีดีพี โดยเป็นงบประจำ 152,869 ล้านบาทเศษ งบลงทุน 50,415 ล้านบาทเศษ ซึ่งในความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศปัจจุบันเรามีภัยคุกคามทุกด้าน จึงจะจัดสรรงบประมาณเพื่อขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ การป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของกำลังคนยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย

พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง เราใช้งบประมาณในการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นหลัก ทั้งเรื่องของการเตรียมกำลังทางอากาศ พื้นดิน ทางทะเล ใต้ทะเล รวมถึงระบบสั่งการบังคับบัญชาอำนวยการรบ ให้พร้อมในพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณชายแดนทุกด้าน และจัดกองกำลังป้องกันชายแดนจำนวน 8 กองกำลัง ในการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจสกัดกั้นแรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด และภัยคุกคามอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนในงานพันธกิจเสริมความมั่นคง 5 ประการ คือการเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ล่อแหลมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับก็นำมาพัฒนาศักยภาพของกำลังคน การฝึกทหารใหม่ ให้มีสุขภาพ สภาพจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง ใช้อาวุธเป็น ดูแลเขาเหมือนน้องคนสุดท้องที่เพิ่งเข้ามา รวมถึงการฝึกร่วมกับมิตรประเทศเพื่อความพร้อมรบ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า นโยบายการพัฒนาระบบทหารอาสา ซึ่งในแต่ละปีจะมีทหารเข้ามา 100,000 คน แต่ในแต่ละปีจะเรียกเข้ามาประมาณ 25,000 คนใน 4 ปี โดยยอดความต้องการทหารกองประจำการแต่ละปีอยู่ที่ 91,875 คน ในอนาคตหากเรามีการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็จะมีทหารออนไลน์เพิ่มขึ้น และอาจจะไม่ต้องตรวจเลือกเลยก็ได้ เพราะเรามั่นใจว่าการสมัครและมาอยู่กับเราสี่ปีจะช่วยสร้างคนให้มีศักยภาพออกไปสู่ชุมชน ส่วนการพัฒนาศักยภาพยุทโธปกรณ์ เรามีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเสริมสร้างผู้ประกอบการในเรื่องการซ่อมบำรุง และส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเรามีคณะกรรมการกำหนดความต้องการและความเร่งด่วนในการจัดหาโดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฯ โดยการจัดหายุทโธปกรณ์ทดแทนที่ใช้ไปในการสู้รบ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในครังถัดไป และจัดระเบียบในพื้นที่ชายแดนเพื่อให้กำลังคนมีสิ่งอำนวยความสะดวก

พล.ท.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า และปัญหาภัยแล้ง การจัดหาเรือดำน้ำที่มีกำหนดส่งมอบตามสัญญาในเดือนม.ค. 2572 ยืนยันว่า ตอนนี้ยังคงดำเนินการเป็นไปตามไทม์ไลน์ทั้งหมด โดยในส่วนของเรือดำน้ำจะเข้ามาพร้อมเครื่องยนต์ และใช้งานได้ ขออย่ากังวลใจเพราะตนกำกับดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว

“ส่วนเรื่องเรือฟริเกต ที่ท่านกล่าวหาว่าผมเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน ผมคงเดินลงไปหา แต่ในวันนี้ต้องขออภัยเราเป็นพี่น้องกัน ซึ่งผมต้องขออภัยที่พูดแบบนี้ เพราะการพูดของผู้อภิปรายทำลายศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์อย่างมาก ผมยืนยันว่า ถ้าผมชั่วคงไม่ไม่มีทางมาถึงขั้นนี้ หากผมชั่วตรงไหนให้บอกมาเลย ซึ่งเรื่องเรือฟริเกต ผมได้พูดคุยกับ ผบ.ทร. ถึง 2 ครั้ง ซึ่งก็บอกว่าขอให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์ และขอให้ ผบ.ทร. ซื้อบริษัทที่เขาซื้อสินค้าเราด้วย” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

รมว.กลาโหม กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากดูภาระงบประมาณของกองทัพเรือ ในปี 2570 ที่ได้รับงบประมาณกว่า 40,000 ล้าน หากซื้อเรือฟริเกตไปจะเหลือเงินประมาณ 1,383 ล้าน เป็นภาระงบฯ และหากซื้อลำที่สองในปีเดียวกัน จะทำให้ติดลบในงบฯ ดังนั้นถามว่า หากเป็นท่านจะซื้อหรือไม่ แต่ยืนยันว่าศักยภาพในการพร้อมรบอยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เราสามารถร่วมกับกองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ตนจะพูดคุยกับรัฐบาลว่า ถ้าปีต่อไปภาระงบฯ ของกองทัพเรือดีขึ้น เราก็จะสามารถจัดหาได้ ซึ่งทุกคนเป็นคนไทย หวังดีกับประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครไม่อยากให้กองทัพเรือไม่มีศักยภาพ

“ความมั่นคงของชาติและอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นในวันที่เกิดวิกฤต แต่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน งบประมาณกระทรวงกลาโหม จึงเป็นการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องประชาชน รักษาอธิปไตย สร้างพลังหนุนในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างอนาคตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิให้กับคนรุ่นต่อไป” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องทหารผี ขอยืนยันว่านโยบายของกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ ไม่มีเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าท่านรู้ก็ขอให้ให้บอกตนว่า อยู่ที่ไหนและไปด้วยกัน ซึ่งทุกที่ตนจะพาไปด้วยตนเอง ถ้าตรงไหนที่คิดว่ามีทหารผี หรือมีชื่อบรรจุแต่ตัวไม่ได้ไป ก็ขอให้มาหาตนได้ทุกเวลา เพราะเปิดโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง รับสายอยู่แล้ว ย้ำว่าตนไม่ได้ท้าทาย แต่เป็นการพูดด้วยความรักและเคารพ

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 ‘ปรุงจืด’ เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 'ปรุงจืด' เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 ‘ปรุงจืด’ เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.51 น.

1 ก.ค. 2569 เมื่อเวลา 19.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 ทั้งนี้ เข้าสู่ช่วงอภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯ โดยในฝั่งของสส.พรรคร่วมรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ชี้แจงว่า ถ้าให้ตนตั้งชื่อร่างฯแบบตรงไปตรงมา ตนอยากตั้งชื่อว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณแบบปรุงจืด เพราะรู้สึกจืดๆอึนๆไม่ค่อยมีสีสัน ไม่ค่อยเผ็ดร้อนเหมือนกับการอภิปรายงบประมาณครั้งที่ผ่านๆมา แต่สวยแบบธรรมชาติ ถ้าเป็นอาหารก็คงต้องบอกว่าไม่ค่อยอร่อย ตนไม่ได้แซะหรือเสียดสี แต่เป็นเรื่องจริง ต้องชื่นชม เพราะเราแลกกับการเสียดสีทางการเมือง หรือวาทกรรมทางการเมืองมาด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงของสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล หากเราละวางประเด็นการเมืองลง แล้วตั้งใจฟังให้ได้ยิน ตนอยากฝากไปถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) และผู้บริหารหน่วยงานทุกกระทรวง ข้อเสนอของฝ่ายค้านมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ ต้องขอบคุณสำนักงบประมาณที่จัดสรรงบฯเปิดเผยข้อมูลต่อสภาฯตามที่เราเคยเรียกร้องมาหลายปี แต่มาสำเร็จในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังส่งข้อความว่า เราเชื่อในการจัดสรรงบฯแบบโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เราไม่เคยหนีการตรวจสอบ ที่ผ่านมารัฐบาลเผชิญความท้าท้าย ทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดน ภัยพิบัติธรรมชาติ เศรษฐกิจที่ผันผวน สงครามตะวันออกกลางนำมาสู่วิกฤตพลังงาน ตามมาสู่ตุ้นทุนค่าครองชีพที่สูง ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติเหมือนกับรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา งบฯปี70จึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าว จึงต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งพ.ร.บ.โอนงบฯ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อประคับประคองสถานการณ์ประเทศ งบฯปีนี้รัฐบาลจึงต้องวางโจทย์ใหม่ในการจัดทำลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ได้จัดตามอำเภอใจ แต่จัดแบบพุ่งเป้า โปร่งใส คุ่มค่า ทำเฉพาะเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ลดความซ้ำซ้อน มุ่งเน้นความคุ้มค่าของการใช้งบฯมากที่สุด เป้าหมายใหญ่คือการปรับสมดุลการคลัง สร้างวินัยทางการเงิน วางรากฐานประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลตัดสินใจถูก ยอมเจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน นอกจากนี้ยังเห็นความพยายามในการพาประเทศกลับไปสู่วินัยการเงินการคลัง สัญญาณสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้กำลังจะบอกกับประชาชนทั้งประเทศว่าในช่วงระยะเวลา4ปีของการบริหารเราจะฟื้นฟูสถานะการคลังให้กับประเทศ เราจะนำวินัยทางการเงินกลับมาเป็นหลักในการบริหารประเทศอีกครั้ง ไม่ได้แก้แค่เฉพาะหน้า

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการบอกว่างบฯปีนี้เป็นงบฯฝีแตก ตนเห็นด้วย งบฯปี70 วงเงิน3.788ล้านล้านบาท เป็นงบฯรายจ่ายประจำถึง 2.78 ล้านล้านบาท เหลืองบฯลงทุนเพียง 7.8 แสนล้าน ลดลงจากปีก่อนถึง 7.2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่น่าภูมิใจ แต่เป็นความจริง ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นสะสมมาหลายรัฐบาลหลายสิบปี ไม่ได้เกิดตอนนายกฯท่านนี้เข้ามาบริหารงาน รู้ว่าป่วย แต่ไม่เคยรักษาจริงจัง เลือกซุกปัญหาใต้พรม แล้วหวังว่าอาการป่วยจะหายไปเอง ต้องชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ กล้าตัดสินใจนำสิ่งที่ซุกใต้พรมขึ้นมาอยู่บนโต๊ะทำงบฯปีนี้ให้สะท้อนกับความเป็นจริง เริ่มจากยอมรับความเป็นจริง  สำหรับตนงบฯปีนี้ไม่ใช่ฝีแตก แต่มันคืองบฯที่กล้าจะลงมือกรีดแผลลงไปและผ่าตัดเอาฝีก้อนนั้นออกมา ยอมเจ็บวันนี้ ดีกว่าปล่อยฝีแตกในวันข้างหน้า หรือผลักภาระให้รัฐบาลหน้า ไม่มีนักการเมืองอยากจะตัดสินเรื่องยากๆแบบนี้ หรือกระทบกับคะแนนนิยม การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องการบริหารคะแนนเสียง มันคือความกล้าทำสิ่งถูกต้อง เราเลือกรักษาประเทศ มากกว่าภาพลักษณ์ตัวเอง เลือกรักษาความมั่นคงมากกว่าคะแนนเสียงทางการเมือง

“ผมอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลที่กำลังจะเช้าไปเป็นกมธ.วิสามัญฯ ช่วยกันตรวจสอบให้เข้มข้น ตัดลดงบฯที่ไม่จำเป็น ตัดลดส่วนเกินออกให้หมด เพื่อทำให้งบฯฉบับนี้ที่พวกเราจะผ่านสภาฯกันไป มันส่งตรงไปถึงมือของประชาชนให้ได้มากที่สุด และผมอยากเห็นมิติใหม่ของความโปร่งใส ในชั้นกมธ.ท่านถ่ายทอดสดเลย เพื่อให้เห็นการทำงานของสมาชิกว่าเราในฐานะตัวแทนประชาชน เราถามคำถามอะไรกับฝ่ายราชการ เรารวมกันตรวจสอบทำงานการใช้งบฯของฝ่ายราชการร่วมกัน ผมเชื่อว่ายิ่งการเมืองโปร่งใส ความเชื่อมั่นของประชาชนจะมากขึ้น บางคนบอกว่าเห็นงบฯแล้วไม่เห็นอนาคตประเทศ แต่ผมเห็นงบฯแล้ว ผมกลับเห็นอนาคตของประเทศมากมาย ไม่ว่าหรอก อนาคตของพวกเราอาจไม่เหมือนกัน ส่วนที่มีการบอกว่างบฯไทยช่วยใคร ผมได้ข้อสรุปว่างบฯนี้ไม่ได้ช่วยคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ช่วยพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย ช่วยคนหาเช้ากินค่ำ ช่วยคนลดภาระค่าครองชีพ แล้วไปสร้างโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว ช่วยผู้สูงอายุให้มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าในบั้นปลายชีวิต ช่วยคนหนุ่มสาวให้มีอนาคต ช่วยลูกหลานให้เข้าถึงการศึกษา เรียนจบมีงานทำ ช่วยพ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอีให้ยืนหยัดต่อสู้เติบโต ที่สำคัญช่วยฟื้นฟูวินัยการเงินการคลัง ลดการขาดดุล วางรากฐานมั่นคงต่อไป ดังนั้นมันคืองบฯไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง” นายกรวีร์ กล่าว

กางแผน ศธ. ปี 70 ‘เรียนฟรีต้องฟรีจริง’ สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 ‘เรียนฟรีต้องฟรีจริง’ สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้น 359,576.88 ล้านบาท ถือเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 64.70% ยังคงเป็นงบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐ รองลงมาคืองบยุทธศาสตร์ 32.13% งบพื้นฐาน 2.95% และงบบูรณาการ 0.22% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในส่วนที่เป็นเม็ดเงินสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาโดยตรงนั้น มีจำนวน 78,783 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินงาน 228 โครงการ ภายใต้แนวคิดหลัก “All for Education” หรือการผนึกกำลังเพื่อการศึกษาไทย โดยแบ่งทิศทางการทำงานออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

  1. การคืนเวลาให้ครู เพื่อมุ่งสร้างอนาคตให้เด็ก
  2. การรื้อโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านงบประมาณและโอกาสการเข้าถึง
  3. การยกระดับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกแห่งความจริง
  4. การสร้างโรงเรียนให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง
  5. การสร้างสถาปัตยกรรมทางการศึกษาใหม่ ผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดที่ตรงกับความมุ่งหวังของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน สามารถลดภาระของครูได้จริง และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้ชี้แจงและขยายความ ดังนี้

1. ความโปร่งใสในโครงการ Digital Skill และ Credit Portfolio

สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio : Empowering Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีงบประมาณผูกพันระยะยาวระหว่างปี 2569 – 2573 วงเงินกว่า 3,158 ล้านบาทนั้น รมว.ศธ. ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ เกิดขึ้น และเพื่อความโปร่งใสขั้นสูงสุด กระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมติดตาม ตรวจสอบ และให้คำแนะนำในทุกรายละเอียดของโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากมีการเดินหน้าโครงการนี้ในอนาคต จะต้องปราศจากการทุจริตและเกิดประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากประเมินแล้วพบว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย กระทรวงฯ พร้อมที่จะทบทวน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) ทันที

2. สางปมความซ้ำซ้อน: ความแตกต่างของระบบ NDLP และ Credit Portfolio

เพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดิจิทัลของกระทรวงฯ รมว.ศธ. ได้อธิบายถึงความแตกต่างของสองแพลตฟอร์มหลักอย่างชัดเจน โดย ระบบ NDLP (National Digital Learning Platform) คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการสอนตาม “หลักสูตรแกนกลาง” ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง สพฐ. วางเป้าหมายให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด รองรับผู้ใช้งานทั้งครูและนักเรียนกว่า 5 ล้านคน

ในขณะที่ โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio จะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมนอกเหนือตำราเรียน เป็นสื่อสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพกว่า 447 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาตัวเอง การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต ไปจนถึงการสร้างทักษะการเป็นพลเมืองโลก ซึ่งทั้งสองระบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

3. บูรณาการข้ามกระทรวง: สร้างระบบหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)

กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มองการศึกษาจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระบบ Credit Portfolio ของนักเรียนเข้ากับระดับอุดมศึกษาและการทำงานในอนาคต เพื่อลดความซ้ำซ้อนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้วางรากฐานการทำงาน 3 แนวทาง ได้แก่:

  • การสร้างระบบนิเวศสื่อการสอนที่เหมาะสม: เน้นความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อลดภาระครูในการเตรียมการสอน โดยมีมาตรการดูแลระยะเวลาการใช้หน้าจอ (Screening Time) ของเด็กให้เหมาะสมกับวัย
  • การพัฒนาระบบ Digital ID และ AI Framework: เร่งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และเปิดระบบหลังบ้าน (API) ให้กระทรวงอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางของรัฐ (Single Platform) อย่างแท้จริง
  • การจับมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน: ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนผ่านกลไก Human Capital Board และเตรียมจัดตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” (National Credit Bank) เพื่อให้คนไทยสามารถสะสมทักษะ นำไปเทียบโอนวุฒิการศึกษา หรือใช้ประกอบการสมัครงานได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมาย การลดภาระครู ความปลอดภัย และการปรับปรุงหลักสูตรให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

4. ปฏิวัติงบอุดหนุนรายหัวและนโยบาย “เรียนฟรีต้องมีอยู่จริง”

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระทรวงฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อออกแบบ “สูตรการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่” โดยจะนำตัวแปรด้านบริบทของแต่ละโรงเรียน (เช่น ขนาดของโรงเรียน พื้นที่ห่างไกล) มาคำนวณ เพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นธรรมมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายนำร่องภายในปีงบประมาณ 2571

ในส่วนของปัญหาโรงเรียนเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือที่มักเรียกกันว่าแป๊ะเจี๊ยะ รมว.ศธ. ยอมรับว่าปัญหานี้ยังมีอยู่จริง แต่ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดผ่าน สพฐ. ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า โรงเรียนจะเก็บเงินบำรุงการศึกษาได้ เฉพาะส่วนที่จัดเสริมนอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น” และที่สำคัญคือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ได้รับการอนุมัติจากเขตพื้นที่การศึกษา และต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ห้ามบังคับเด็ดขาด โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาลงไปกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

5. การคืนเวลาให้ครู: หั่นตัวชี้วัด เลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน

หนึ่งในนโยบายที่กระทรวงฯ ภูมิใจนำเสนอคือ “การลดภาระงานครู” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่จำเป็นต้องขอตั้งงบประมาณเพิ่ม แต่ใช้วิธีการบริหารจัดการใหม่เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับไปอยู่กับนักเรียนอย่างเต็มที่ โดย สพฐ. ได้ดำเนินการปรับลดตัวชี้วัดการประเมินผลจากเดิม 151 ตัวชี้วัด เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศ ยกเลิกการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ในระดับโรงเรียน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป โดยจะให้ประเมินเฉพาะระดับเขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น เพื่อปลดล็อกภาระการทำเอกสารของครูและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ยกเลิกการประเมินโครงการโรงเรียนสีขาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 โดยจะบูรณาการมาตรการดูแลนักเรียนและการป้องกันยาเสพติดเข้ากับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผลลัพธ์ในการดูแลเด็กยังคงเข้มงวดเช่นเดิม แต่ไม่สร้างภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนให้แก่ครูผู้สอน

6. ฝ่าวิกฤต PISA และการบริหารงบประมาณมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียน

ประเด็นสุดท้ายที่ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุด คือความกังวลต่อผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2022) ของเด็กไทยที่อยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในปี 2001 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน รัฐมนตรีฯ ระบุว่า แม้งบประมาณโดยรวมของกระทรวงจะมีจำกัด แต่ได้มีการปรับวัฒนธรรมการทำงานใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เน้นว่าสถานศึกษาต้องทำรายงานส่งส่วนกลาง มาเป็น “การยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง” การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องตอบโจทย์ความปลอดภัยและทักษะของเด็ก เช่น อาคารเรียน สนามกีฬา และโรงอาหารต้องได้มาตรฐาน

เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต PISA กระทรวงฯ ได้วางแผนปฏิบัติการ Roadmap PISA 2029 เพื่อตั้งเป้ายกระดับคะแนนอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้และประเมินผลตามสมรรถนะ การใช้ฐานข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า การสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน พร้อมทั้งเร่งจัดทำแบบประเมิน OECD/EDPC เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยในเวทีโลก

ในช่วงท้าย รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สำหรับทุกข้อเสนอแนะและข้อท้วงติง พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องลงทุนที่ตัวเด็ก ต้องคืนเวลาให้ครู และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับการศึกษาของชาติ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“สีหศักดิ์”ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ มั่นใจการประนอมภาคบังคับ ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลได้

1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ  ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก ตอนหนึ่งว่า งบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ขอสภาฯ อย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% ซึ่งงบประมาณที่ได้จะทำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0 ที่ประสานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ ขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ หาตลาดใหม่ ส่วนประเด็นเรื่องการทูตกับประเทศกัมพูชา ขณะนี้ได้เข้าสู่การประนอมภาคบังคับภายใต้ อันครอส ซึ่งตนมั่นและพร้อมเต็มที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย

นายสีหศักดิ์ ชี้แจงต่องบประมาณส่วนของยุทธศาสตร์แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ วงเงิน  8,400 ล้านบาท โดยยอมรับว่าตนได้รับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเพื่อแก้สถานการณ์ชายแดนใต้ ตนต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ลงพื้นที่เพราะปัญหายืดเยื้อกว่า 20 ปี ถูกทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่ประเด็นไม่ใช่งบประมาณเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้งบที่ได้รับจัดสรรอย่างไร 

“ปีนี้ไม่มีงบบูรณาการ แต่การจัดสรรงบทุกหน่วยงานทำแบบบูรณาการ ไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้เกิดผลงานให้มากที่สุด ว่าใครรับผิดชอบ โดยงบประมาณจัดทำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติปัญหาภาคใต้ กระบวนการพูดคุย และประชาชน  รวมถึงการศึกษา  สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดทำให้การจัดสรรงบประมาณที่มีประชาชนศูนย์กลาง ประชาชนปลอดภัย กินดีอยู่ดี มีสิทธิเสียงกำหนดอนาคตของตนเอง” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ซักถามถึงการเข้าร่วมประนอมภาคบังคับที่อาจทำให้เกิดประเด็นเสียผลประโยชน์ โดยนายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า การเจรจาภายใต้เอ็มโอยูที่ยกเลิก ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคีอันครอส โดยกัมพูชา เข้าร่วมเมื่อเดือนมี.ค.68 ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน 

โดยการยินยอมเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับภายใต้อันครอส เป็นเจตนารมณ์ที่ตกลงร่วมกันของผู้นำของประเทศไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯไทย และ นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ที่ตกลงกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงประชุมสุดยอดอาเซียน ทั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการทางศาล แต่คือการประนอมของทั้งสองฝ่าย

“หากไม่เข้ากระบวนการ การเจรจาต่างๆ เช่น เอฟทีเอ จะไม่มีความเช่ือมั่นในข้อตกลงที่มีพันธกรณี ที่สำคัญกระบวนการไม่ใช่ศาล แต่คือการประนอม ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เน้นต่อสู้ทางคดี แต่เป็นการหาทางออกของกติการะหว่างประเทศและความเที่ยงธรรมทุกฝ่าย ส่วนข้อเสนอนั้นไม่ใช่สุดท้าย เพราะต้องคุยกันสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามีอะไรที่รับกันได้หรือไม่” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด ชี้ หากรู้มีช่องโหว่ตรงไหนต้องบังคับใช้กฎหมายเข้ม บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ ถอดบทเรียน- แก้กฎหมายเพิ่มโทษยาเสพติด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลการปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการสู้รบบริเวณชายแดนไทย- เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นสาเหตุทำให้มียาเสพติดทะลักเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ว่า ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องนี้ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งยิ่งเรามีข้อมูลการเล็ดรอดของยาเสพติดตามแนวชายแดนยิ่งต้องไปเฝ้าระวัง จึงมองว่าไม่ได้เป็นประเด็นอะไร อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ขณะนี้มีการใช้คำถึงขั้นว่าประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของยาเสพติด นายทรงศักดิ์ ตอบกลับทันทีว่า ”เป็นทางผ่านไม่ได้หรอก“ ถ้าเรามีมาตรการป้องกันให้มันดี มันไม่สามารถผ่านไปได้ ยกเว้น การมีช่องที่ปล่อยปละละเลย ซึ่งในหลักการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายอยู่แล้ว 

“ผมมีความคิดของผมว่าคนที่กล้ากระทำสิ่งเหล่านี้ สืบเนื่องมาจากที่เรียกว่าระวางโทษ จึงต้องไปทบทวนดูว่า ระวางโทษเรื่องนี้เบาไปหรือไม่ ทำให้คนไม่เกรงกลัวบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าคนมันกลัวกฎหมายจนไม่กล้าทำ ก็คงไม่มี รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ ถ้าโทษหนักจนรับไม่ไหวก็คงไม่มีคนกล้าทำ แต่ถ้าโทษยังรับไหว ยังมีช่องว่าง การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นอย่างแน่นอน“ 

นายทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้หากมาดูตัวเลขของราคายาเสพติด ราคาไม่ได้แพงเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากปริมาณมีมาก ราคาจึงถูก จึงขอย้ำว่าต้องดูเรื่องของโทษว่าเบาไปหรือไม่ จึงทำให้คนไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และต้องมาถอดบทเรียนในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่า มีการเสนอกฎหมายเพิ่มโทษหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดกันอยู่ในหลายเวที แต่ก็ต้องไปแก้ที่ตัวกฎหมาย อย่างคนที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด แต่ก็ยังกลับเข้าไปสู่วังวนเดิม เท่ากับตัวเลขยังไม่ได้ลดลง เราจึงต้องไปถอดบทเรียนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดการแก้ไข 

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ทรงศักดิ์ ยังไม่จบ! ยืนยันเดินหน้าฟ้อง นายกฤต แม้ออกมาขอโทษและยอมรับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลิปเสียง ชี้ ถูกแอบอ้างชื่อจนเสียหาย กระทบความน่าเชื่อถือ ย้ำความจริงต้องได้รับการพิสูจน์ และจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังจากนายพงศกร เสาร์ทน หรือ “นายกฤต” ออกมายอมรับว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องคลิปเสียงที่มีการแอบอ้างชื่อ ว่า เท่าที่ทราบ “นายกฤต” ได้ให้ข้อมูลนี้ กับ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งเป็นไปตามคลิปที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวช่องหนึ่ง

เมื่อถามว่าทราบเรื่องที่ “นายกฤต“ ออกมาขอโทษแล้วใช่หรือไม่ พร้อมระบุ นายทรงศักดิ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาพูดไปตามทำนองแบบนั้น แต่ตนยังไม่สบายใจ เพราะคนที่พูดไปทำให้ตนเสียหายแล้ว แล้วมากลับคำพูดสังคมที่ติดตามอยู่เขาจะเชื่อหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าสังคมยังคลางแคลงใจในตัวของตนอยู่ แต่ก็ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ตนจึงพยายามเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง ว่าเมื่อถูกเอ่ยชื่อไปให้เสียหายแล้วจะได้รับความเป็นธรรมจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร

“ยืนยันว่า การยื่นฟ้องแจ้งความ นายกฤต ก่อนหน้านี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป การขอใช้สิทธิ์ดังกล่าว เพราะมีคนนำชื่อตนไปอ้างให้เสียหาย ซึ่งความเสียหายคือเรื่องไม่จริงที่เกิดขึ้น จึงต้องดำเนินการกับบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถึงที่สุด และผมเชื่อว่าเวลามีข่าวแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน ล้านทั้งล้าน เขาจะมีความเชื่อว่าใช่ อันนี้ เป็นความรู้สึกที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผมไปเกี่ยวข้องตรงไหน และเมื่อเกิดความเสียหาย แค่คำขอโทษเท่านั้นใช่ไหม และสังคม ประชาชนที่รับรู้ว่ามีชื่อผม เค้าไปหักล้างได้มากน้อยแค่ไหน ตอนข่าวไม่ดีคนจะรู้เยอะ ตอนข่าวดีคนจะรู้น้อยมาก“

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ดนุชา เผยอนุกรรมการฯ ประเมินความคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ประชุมศุกร์นี้ รับฟังความเห็นเอกชน นักวิชาการ สายเดินเรือ ก่อนสรุปรายงานส่งนายกฯ ส.ค.นี้ ส่วน พ.ร.บ. SEC เตรียมประเมินความจำเป็นกฎหมาย หากต้องมีรัฐบาล จะไม่ใช้ร่างกฎหมายฉบับเดิม แต่รับฟังเสียงประชาชน-ความต้องการคนในพื้นที่ ทั้งรูปแบบกฎหมายและการพัฒนาอุตสาหกรรม  

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้ ได้นัดหมายคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการขนส่ง รวมทั้งมีข้อมูลเรื่องสายการเดินเรือมาประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังข้อมูลเพื่อสรุปความเห็นอย่างรอบคอบที่สุดก่อนเสนอรายงานให้กับนายกรัฐมนตรีในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการประเมินความคุ้มค่ามี 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านพาณิชย์ โดยพิจารณาความสมเหตุสมผลของปริมาณสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการตามสมมติฐานที่วางไว้
2.ด้านการขนส่งถ่ายลำสินค้า โดยต้องวิเคราะห์ขีดความสามารถในการดึงดูดสายการเดินเรือให้มาใช้บริการท่าเรือในโครงการ เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงดำเนินการอยู่แล้ว
และ 3.ด้านการปฏิบัติงาน โดยประเมินกระบวนการยกขนและส่งผ่านสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของต้นทุน ระยะเวลา และประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากผลการศึกษาออกมาแล้วโครงการแลนด์บริดจ์สามารถเดินหน้าได้ โครงการจะยังไม่เสร็จในเร็วๆนี้ใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน และต้องมีความละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความคุ้มค่าไปจนถึงการออกหนังสือเชิญชวนเอกชน (RFP) เนื่องจากเป็นโครงการระดับใหญ่ที่ต้องอาศัยการประเมินรอบด้าน โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาควิชาการ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่เรื่องการเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์กับร่าง พรบ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC ) นายดนุชา กล่าวว่าคณะกรรมการฯแลนด์บริดจ์จะนำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมาประเมินความจำเป็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ที่เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ เพราะอาจไม่จำเป็นต้องมีการร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเสมอไป

“ส่วนตัวคณะกรรมการฯ ไม่ได้มีแนวคิดว่าต้องร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นมาใหม่เสมอไป เพราะกฎหมายปัจจุบันหลายฉบับอาจนำมาปรับใช้ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มทุนหรือไม่”นายดนุชา กล่าว  

เมื่อถามว่ากรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมบอกกับผู้ชุมนุมว่าจะไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิม นายดนุชากล่าวว่าในเรื่องนี้ก็จะทำให้การทำงานของคณะกรรมการฯง่ายขึ้น  ทั้งนี้ในการดำเนินการของรัฐบาลทั้งในเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ และร่างกฎหมาย SEC รัฐบาลให้ความสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งแนวทางการพัฒนาควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องเป็นรูปแบบที่คนในพื้นที่ยอมรับและช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

“นโยบายของรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีการพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อนำรายละเอียดมาพิจารณาร่วมกับความเหมาะสมของโครงการและตัวกฎหมาย ซึ่งประเด็นด้านกฎหมายนี้จะถูกบรรจุลงในรายงานที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีด้วย” นายดนุชา กล่าว