สภามีมติเห็นชอบ ร่าง กม.ล้มละลาย ฉบับกมธ.ร่วมแก้ไข

23 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

‘สภาฯ‘ ไฟเขียว ‘ร่างกม.ล้มละลาย’ ฉบับกมธ.ร่วมสส.-สว.แก้ไข ด้าน ’อภิสิทธิ์‘ บี้ ’รัฐบาล‘ ออกกฎหมายกลาง แก้ปัญหาลักลั่น ปม มาตรฐานลูกหนี้ล้มละลาย-รับราชการ หลังพบให้สิทธิเฉพาะลูกหนี้ล้มละลายเฉพาะผู้ได้อนุมัติแผนฟื้นฟู

วันที่ 23 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาฯ ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับ ที่กมธ.ร่วมกันได้พิจารณาแก้ไข พร้อมกับเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกมธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของ สส. ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนสนับสนุนให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบทางการเงินสามารถฟื้นฟูตนเองและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่ในรายละเอียดแล้ว ตนเห็นว่าในมาตราที่แก้ไข ว่าด้วยให้ลูกหนี้ล้มละลายที่เข้าสู่กระบวนการและได้รับการอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่ขาดคุณสมบัติในการรับราชการ แม้ต่อมาจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ก็ตาม โดยกรณีดังกล่าวอาจสร้างปัญหาและเกิดความลักลั่นในระบบราชการ เพราะเท่ากับให้สิทธิ์เฉพาะผู้ล้มละลายที่ได้รับอนุมัติแผนฟื้นฟูเท่านั้น แต่กลุ่มผู้ล้มละลายสุจริตในกรณีอื่นๆ หรือกรณีที่ศาลไม่อนุมัติแผน จะไม่ได้สิทธิ์ดังกล่าว ถือเป็นความลักลั่นและเลือกปฏิบัติ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นในเชิงหลักการ รัฐธรรมนูญและกฎหมายปัจจุบันยังคงจำกัดสิทธิ์ผู้ล้มละลายในบางตำแหน่งราชการ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับภาระหน้าที่และการดูแลทรัพย์สินของรัฐ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลต้องมีมาตรฐานกลาง เพื่อแก้ไขเรื่องคุณสมบัติผู้ล้มละลายรับราชการในภายหลัง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสับสนต่อการบังคับใช้กฎหมาย

“ผมมองว่ารัฐบาลควรตรากฎหมายกลางเป็นการเร่งด่วน โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องผลักดันการออกกฎหมายกลาง ความยาวเพียง 2–3 มาตรา เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายสิบฉบับพร้อมกัน ซึ่งจะครอบคลุมและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ล้มละลายโดยสุจริตทุกคนอย่างเท่าเทียม” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

รังสิมันต์ ห่วง ครม.ตั้ง ปิยะ นั่งธิบดีDSI เป็นการต่างตอบแทน หวั่น ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

23 กันยายน 2569 เวลา 13:41 น.

“รังสิมันต์” ห่วง ครม.ตั้ง “ปิยะ” นั่งธิบดีDSI เป็นการต่างตอบแทน หวั่น ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง-ช่วยอาชญากรรมตัวจริง มอง ใครช่วยระบอบน้ำเงินมักได้ดี

23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการให้ประโยชน์ต่างตอบแทน ว่า นั่นเป็นสิ่งที่ตนเป็นห่วงเช่นเดียวกัน และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะมีสถานการณ์คล้ายกันอีกหลายเรื่อง ดังนั้นตนเป็นห่วงจริง ๆ

“ว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ในเวลานี้ คือคนทำงานจะไม่ได้ดี ส่วนคนที่ช่วยเหลือระบอบน้ำเงิน ที่เรียกว่าทำให้บางคนรอดพ้นจากคุกไปได้อาจกลายเป็นคนที่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยในระบบราชการ” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ลองคิดดูในเรื่องการสอบท้องถิ่น วันนี้ถ้าเกิดอยากจะสอบท้องถิ่น เรียนจบและประสบความสำเร็จในการเรียน ไม่ได้หมายความว่าจะสอบได้ แต่ต้องมีเงิน มีเส้นสายด้วย และทุกวันนี้สิ่งที่เราเห็นคือคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนไม่รู้ว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนช่วยระบอบน้ำเงินมากน้อยแค่ไหน แต่ก็รู้ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 (คณะอนุฯ ชุดที่ 36) เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ และสวนกลับมติชุดที่คณะอนุฯ ชุดที่ 26 ตัวอธิบดีคนใหม่ก็มีส่วนในนั้น

“เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้คำถามคือ ตกลงแล้วถ้าอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในราชการ คือคุณต้องเอียงเข้าหาคนที่มีอำนาจ แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะพังทะลายเช่นนั้น ถ้าอยู่กันแบบนี้ผมก็อยากเชื้อเชิญพี่น้องข้าราชการทุกคน ว่าเราจะยอมให้ประเทศของเราเป็นแบบนี้จริงๆหรือ ผมคิดว่าการที่จะประสบความสำเร็จของราชการ มันควรที่จะเอาเรื่องของคุณงามความดีที่มีต่อแผ่นดิน และควรจะเอาเรื่องความสามารถเป็นหลักไม่ใช่หรือ “นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อยากชวนให้ทุกคนมองและส่งเสียงถึงเรื่องนี้ว่าเราจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านยินดีที่จะทำงานกับข้าราชการน้ำดีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครเรายินดีเปิดรับในเรื่องนี้ แต่เราต้องไม่จำยอมหรือจำยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติต่อไปไม่เช่นนั้นนึกไม่ออกว่าประเทศของเราจะมีความเจริญงอกงามได้อย่างไร

เมื่อถามว่า กังวลคดีอื่นๆที่อยู่ในมือของดีเอสไอหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ตอนนี้ตนไม่ค่อยมั่นใจว่าดีเอสไอมีบทบาทอย่างไรในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งการปราบปรามอาชญากรรมเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ควรทำว่ากันด้วยพยานหลักฐาน แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ดีเอสไอจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ด้วย 2 วัตถุประสงค์ 1.ช่วยอาชญากรตัวจริง 2.เป็นเครื่องมือทางการเมืองกับผู้ที่ต้องการทำให้บ้านเมืองนี้ เป็นของตัวเอง

ดร.ธนพร ชี้ปม กล้าธรรม เป็นปัญหาฝ่ายค้าน ไม่เกี่ยวรัฐบาล ย้ำเสถียรภาพพรรคร่วมฯยังแน่นปึ้ก

23 กันยายน 2569 เวลา 12:37 น.

“ธนพร” ชี้รัฐบาลเสถียรภาพแน่น ตัวเลขเศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องสร้างแรงกระเพื่อม

วันที่ 23 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์กระแสข่าวเกี่ยวกับสถานะของพรรคกล้าธรรม ภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาล และรัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นมาเพิ่มเสียงสนับสนุนในสภา

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า ต้องแยกสถานะของรัฐบาลและฝ่ายค้านออกจากกันให้ชัดเจน โดยรัฐบาลผสมจำเป็นต้องมีเอกภาพ เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันนโยบาย และผ่านกฎหมายสำคัญ ขณะที่ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง

ดังนั้น การที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมทำงานกับวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นปัญหาภายในของฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคกล้าธรรมย้ายเข้าร่วมรัฐบาล และไม่ใช่สัญญาณว่ารัฐบาลกำลังเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี

“สถานะของพรรคกล้าธรรมในวันนี้ยังเป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีตัวแทนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้านไม่เท่ากับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

รศ.ดร.ธนพร มองว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพทั้งในและนอกสภา โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานร่วมกันได้ดี และไม่ปรากฏความขัดแย้งเชิงนโยบายหรือการลงมติในกฎหมายสำคัญที่สะท้อนถึงรอยร้าว

ที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลสามารถสนับสนุนกฎหมายด้านการเงินและกฎหมายสำคัญด้วยคะแนนเสียงที่มั่นคง จึงยังไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้ต้องปรับ ครม. หรือเพิ่มพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล

“เมื่อเสียงรัฐบาลเพียงพอต่อการบริหารประเทศ และพรรคร่วมยังลงมติไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาพรรคอื่นมาเติมเสียง การปรับ ครม. ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเพียงเพราะฝ่ายค้านมีปัญหากันเอง” รศ.ดร.ธนพร ระบุ

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากรัฐบาลดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม อาจทำให้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 349 เสียง จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน ซึ่งแม้ดูเป็นความได้เปรียบในเชิงตัวเลข แต่อาจเปิดช่องให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการรวบอำนาจหรือ “เผด็จการรัฐสภา”

พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลต้องเสี่ยงสร้างเงื่อนไขทางการเมืองใหม่ ในเมื่อเสียงที่มีอยู่เพียงพอต่อการทำงานอยู่แล้ว อีกทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลต่างมีบทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต และย่อมตระหนักถึงผลเสียของการรวมเสียงจำนวนมากเกินความจำเป็น

รศ.ดร.ธนพร ยังกล่าวถึงมุมมองจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ซึ่งประเมินภาพรวมประเทศไทยในทิศทางมีเสถียรภาพ โดยมองว่าเป็นข้อมูลจากบุคคลที่สามซึ่งนักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ

การประเมินดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองภายในจะมีการวิพากษ์วิจารณ์และแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่ใช่ภาวะที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหรือความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลสั่นคลอน

นักลงทุนย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ได้พิจารณาจากความเห็นทางการเมืองเพียงด้านเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการรักษาความต่อเนื่องของรัฐบาล เพื่อให้การลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป
ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่รัฐบาล

รศ.ดร.ธนพร ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนปัญหาการบริหารความแตกต่างของแกนนำฝ่ายค้าน เพราะในช่วงที่รัฐบาลมีเสียงมั่นคง ประเทศยิ่งต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล

การผลักพรรคหนึ่งออกจากกลไกการทำงานร่วมกันจึงไม่ได้ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง แต่กลับทำให้ฝ่ายค้านมีเสียงลดลงและตรวจสอบรัฐบาลได้ยากขึ้น

“รัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสียงและไม่จำเป็นต้องหาเสียงมาเติมในเวลานี้ ส่วนพรรคกล้าธรรมก็ยังเป็นฝ่ายค้าน เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์ของฝ่ายค้านว่าจะบริหารความแตกต่างและฟื้นความเข้มแข็งกลับมาได้อย่างไร” รศ.ดร.ธนพร กล่าว.

ปชน.ปัดเสียมารยาท ปรับ กล้าธรรม พ้นฝ่ายค้าน ชี้ไม่ชัดเจน ร่วมซักฟอกหรือไม่

23 กันยายน 2569 เวลา 12:28 น.

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ปัดตอบเขี่ยปรับ ‘กล้าธรรม’ ออกจากเหตุประเคนเสียงใส่พานเสริมทัพรัฐบาลหรือไม่ โยนถาม ‘พรรคเขียว‘ เอง ยันไม่ได้เสียมารยาททางการเมือง เมินภาพ ‘ธรรมนัส’ ใส่นาฬิกาหวาน สลักชื่อ ‘อนุทิน’ ลั่นให้การทำงาน สส.เป็นตัวชี้วัด ด้าน ‘พริษฐ์’ แจงท่าที ’ยื่นซักฟอก‘ ไม่ชัดเจน จะโหวตวางใจหรือไม่

วันที่ 23 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคประชาชนปรับพรรคกล้าธรรม (กธ.) จากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ว่า การทำงานในระบบรัฐสภา ใครที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลย่อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทั้งหมด สิ่งที่เราคาดหวังคือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ จริงๆ เราอาจจะเห็นการออกมาแสดงความเห็นจากตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่า เราดำเนินการไปเลยโดยที่ไม่มีการพูดคุยกันมาก่อน ดูเหมือนเสียมารยาททางการเมือง ไม่ได้ให้เกียรติพรรคกล้าธรรมหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ในความจริงแล้วนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการอัปเดตกับพรรค และส่งกลับมาที่ตนโดยตลอด และก่อนที่นายพริษฐ์จะมีการโพสต์เฟซบุ๊กออกไป เราก็พยายามประสานไปยังพรรคกล้าธรรม

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนพรรคกล้าธรรมจะมีช่องว่างในการประสานงานอย่างไร ที่ทำให้เพื่อนสส. หลายคนอาจจะไม่สบายใจ อย่างนายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า รับสายจากเพื่อนสส.หลายคนว่า ไม่สบายใจ ตนก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าการ ประสานภายในพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไร แต่ยืนยันโดยหลักแบบนี้ว่า เราอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะฝ่ายค้านไม่ใช่รัฐบาล

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า หลังพรรคกล้าธรรมลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 ขัดต่อมติวิปฝ่ายค้าน ประกอบกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของพรรคกล้าธรรมที่จะร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ตนได้หารือกับตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไรดี และนำมาสู่ข้อสรุปการปรับสัดส่วนวิปฝ่ายค้าน

“ต้องย้ำว่าไม่ใช่ความขัดแย้งอะไรกัน เป็นการแยกกลไกการทำงานอย่างชัดเจน องค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน เช่น โควตากระทู้ถามสด เราก็มองว่า ควรถูกจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มีความประสงค์ จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่กลไกใดก็ตามที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของสส. เช่นสัดส่วนเวลาในการอภิปรายวาระต่างๆ การหารือปัญหาในพื้นที่ อย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของพรรคกล้าธรรมอยู่แล้ว ในฐานะพรรคการเมืองที่มีสส. ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมา 50 กว่าคน“ นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ต่อ หมุดหมายสำคัญคือ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะจัดทำญัตติให้เสร็จภายในเดือนนี้ และยื่นอภิปรายโดยไม่ชักช้า ซึ่งที่ผ่านมาพรรคกล้าธรรม ก็ให้ความร่วมมือประชุม และในการประชุมและประสานงานมาโดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการลงมติที่ขัดต่อมติฝ่ายค้าน ซึ่งเหตุผลที่บอกว่า อยากให้ประเทศมีงบประมาณ ตนคิดว่าไม่ได้สมเหตุสมผลทั้งหมด เพราะในมุมของฝ่ายค้าน อยากพรรคประชาชนที่ลงมติไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็นชอบที่ประเทศจะมีงบประมาณ แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ รวมไปถึงฝ่ายค้านก็พยายามมีมติรองรับ ความเห็นที่แตกต่างได้ โดยให้โหวตงดออกเสียง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่สองคือท่าทีความไม่ชัดเจน ว่าจะมีการร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ หรือแม้กระทั่งลงไปแล้ว จะมีมติอย่างไร เราใช้เกณฑ์นี้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ ไม่ได้เอาองค์ประกอบอื่น ที่เราก็รับรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น มาเป็นเกณฑ์หลัก พยายามจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก

เมื่อถามว่า แบบนี้จะไม่ใช่การถวายเสียง ประเคนใส่พานให้รัฐบาลหรือไม่ เพราะมีการวิจารณ์ว่าเหมือน MOA ภาคสอง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะดูว่าเสียงฝั่งไหนเพิ่มขึ้น ควรไปถามพรรคกล้าธรรมโดยตรงว่าจะเพิ่มเสียงให้ฝั่งไหน ตนคิดว่าปัจจัยสำคัญคือเรื่องการเคารพการทำงานของวิปฝ่ายค้านด้วยกัน โดยสาระสำคัญเป็นแบบที่นายพริษฐ์ได้กล่าวไป ทำให้เราต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เราพูดคุยกันมาตลอดว่าจะลงมติอย่างไรในร่างงบประมาณ แต่พอมาถึงหน้างานจริง กลับมีการอ้างว่ามีการพูดคุยกันในพรรคกล้าธรรม แล้วเปลี่ยนกันในวันนั้นเลย ตนคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง ในฐานะประธานซึ่งในฐานะประธานวิป และในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็จะทำงานลำบาก

เมื่อถามถึง กรณีนาฬิกาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมใส่ ซึ่งมีการสลักชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขออ้างอิงคำให้สัมภาษณ์นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่บอกว่าความสัมพันธ์โดยส่วนตัว ของ ร.อ.ธรรมนัส และนายอนุทิน ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เดินหน้าโดยดีมาโดยตลอด ความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ตนว่าวางไว้เรื่องนึง แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นอย่างไร การทำหน้าที่ในสภาตัวชี้วัดมากกว่าว่า คุณทำหน้าที่สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า ก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเติมเสียงรัฐบาล ต้นคิดว่าการอยู่หรือไม่อยู่ของพรรคกล้าธรรมในวิปฝ่ายค้าน สิ่งที่เราพยายามปรับองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน

แหกหน้า’ไอซ์’ไม่รู้เรื่องบัญชี บิดเรื่องรัฐตัดงบ กยศ. ทั้งที่จริงให้เพิ่มกว่าเดิมอื้อ!

23 กันยายน 2569 เวลา 12:11 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 จากรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปเพื่อตอบคำถาม ภูมิใจไทยให้งบประมาณกองทุน กยศ.เพิ่มขึ้นในปีหน้าจริงหรือไม่?

โดยในคลิปช่วงหนึ่ง ไอซ์ รักชนก พูดว่า ปีหน้า กยศ. จะขาดเงิน 7,000 ล้าน ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ว่า “ปี69 รัฐบาลให้งบกองทุน กยศ.แค่ 5,000 ล้านบาท แต่ปี 70 รัฐบาลให้ กยศ. 9,000ล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นตั้งเยอะ”

 ไอซ์ รักชนก  ยังพูดอีกว่า เพจจักรวาลด้อมส้ม V9 ก็เอาข้อมูลชุดเดียวกันมาประโคม และ ไอซ์ รักชนก ได้เปิดเอกสารให้ดูตัวเลข งบประมาณ กยศ. ในปี 69 ไม่ได้ 5,000 ล้านบาท แต่จริงๆแล้วได้ 5,100 ล้านบาท คือตัวเลขที่ถูกต้อง และยังมีงบกลางมาให้อีก มันต้องรวมกัน 5,100 ล้านบ้าน บวก 4,800 ล้านบาท รวมเป็น 9,900 ล้านบาท ดังนั้นที่บอกว่า ปี 70 ได้งบมากกว่าปีนี้ไม่เป็นความจริง นอกจากว่ารัฐบาลจะให้งบกลางมาเพิ่้มก่อนแล้วค่อยมาคุยว่าได้งบมากกว่าปีที่แล้ว

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม V9 ได้ออกมาตอบโต้ถึงเรื่องนี้ว่า #ทุกคนคะ ไอซ์กล่าวหาเพจ “ให้ข้อมูลไม่ครบ” ความจริงแล้ว “ไอซ์นั่นแหละที่ให้ข้อมูลไม่ครบ “

ไอซ์ส่งตารางงบ กยศ. ปี 69-70 มาโต้แย้งเพจ ปี 69 กยศ. ได้งบ 9,900 ล้านบาท ปี 70 ได้งบ 9,000 ล้านบาท มันเพิ่มยังไง
ตรงนี้ต้องอธิบายหลักการงบประมาณให้ชัดก่อนนะคะ

งบมี 2 ประเภทที่ทำงานคนละแบบ

1. งบ พ.ร.บ. ประจำปี จำนวนที่ตั้งไว้ล่วงหน้า รู้ตัวเลขแน่นอนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ

2. งบกลาง เงินสำรองที่จัดสรรเพิ่มเติมระหว่างปี ตามความจำเป็นที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้ตั้งไว้ล่วงหน้า และจะรู้ตัวเลขรวมทั้งปีก็ต่อเมื่อปิดปีงบประมาณแล้วเท่านั้น

หลักการบัญชี เทียบงบต้องเทียบ “หัวข้อเดียวกัน” ไม่ใช่เอาปีที่ปิดบัญชีแล้วไปเทียบกับปีที่ยังไม่ปิด

งบ พ.ร.บ. ปกติ ปี 69: 5,100 ล้าน → ปี 70: 9,000 ล้าน (เพิ่มขึ้นราว 76%)

นี่คือตัวเลขที่เปรียบเทียบกันได้ตรงไปตรงมา เพราะเป็นก้อนเดียวกัน รู้แน่นอนตั้งแต่ต้นปีทั้งคู่

ส่วนที่ไอซ์เอา ปี 69 (ปิดปีแล้ว รู้ตัวเลขงบกลางครบ 4,800 ล้าน) ไปเทียบกับ ปี 70 (ยังไม่เริ่มปีงบด้วยซ้ำ งบกลางยังเป็น “–”) คือการเอาปีที่ปิดบัญชีสมบูรณ์แล้ว ไปเทียบกับปีที่ยังไม่เกิดขึ้น

ซึ่งไม่มีนักบัญชีที่ไหนเขาทำกัน มันผิดหลักการ !!

รัฐบาล ก็ยืนยันในสภาแล้วว่า ถ้า กยศ. บริหารจัดการเต็มที่แล้วยังไม่พอ งบกลางยังพิจารณาอุดหนุนเพิ่มได้อีก ซึ่งเป็นกลไกปกติที่ใช้กับทุกปี ไม่ใช่แค่ปี 70

สรุปคือ ตัวเลข “เพิ่มขึ้นราว 76-80%” ที่เพจนำเสนอ เป็นการเทียบงบก้อนเดียวกันถูกต้องตามหลักบัญชีอยู่แล้วค่ะ

ส่วนตัวเลขงบกลางของปี 70 คงต้องรอตอนปิดปีงบเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ควรโฟกัสที่ต้องให้ความสำคัญจริงๆคือ

กยศ. จะบริหารจัดการเก็บหนี้จากผู้ผิดนัด 2.6 ล้านคนได้แค่ไหน

ถ้าเก็บหนี้ไม่พอ รัฐบาลจะดึงงบกลางมาโปะทันเวลาหรือไม่

เป็น สส. ต้องคุยด้วยข้อมูลและหลักการที่ถูกต้อง ไม่ใช่หยิบตัวเลขคนละหัวข้อมาเทียบกันแล้วสรุปเอาเอง
อย่าเล่นการเมืองด้วยการสร้างความหวาดกลัว ตื่นตระหนก เพราะเรื่องนี้มันคืออนาคตของเด็กจริงๆ ค่ะ

ปล. ช่วยกันแชร์ให้คนเห็นและเข้าใจด้วยค่ะ

พรรคประชาชน จ่อยื่น ป.ป.ช. ฟัน 7 กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โยงเอื้อ ‘คดีฮั้ว สว.’ 

23 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

‘เท้ง’ เฟิร์มยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบเอาผิด ‘7 กกต.’ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โยงเอื้อ ‘คดีฮั้ว สว.’ เมินหลักฐาน เอื้อประโยชน์ ‘นักการเมือง’ ด้าน ‘พริษฐ์’ ปลุกจับตาตั้ง ‘ปิยะ’ นั่ง ‘อธิบดีดีเอสไอ’ เป่าตกประเด็นอั้งยี่ ซ่องโจร มีประวัติเป็น ‘อนุฯชุด 36’ หวั่นฟอกขาวทั้งก๊วนแก๊ง สวนทางข้อกฎหมาย -หลักฐาน

วันที่ 23 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 25 ก.ย.นี้

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนเห็นว่า มติของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234 , พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้นตนจะยื่นต่อ ป.ป.ช. ในสองกลุ่มสำคัญ 1. มติของ กกต.วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกกต.พยายามแถลงพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องเห็นอยู่ว่ามีการทำเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ทั้งกกต. ยังเพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่ง ขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่ง กกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่ กกต. กลับละเลย รวมถึงกกต. อ้างการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดี เพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 2. การดำเนินการของ กกต.ก่อนการลงมติ มีข้อพิรุธที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ โดยเห็นว่า กกต. จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกง สว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยและการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้นคือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสาระสำคัญคือ ป.ป.ช. ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนินเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากมองภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อก็จะเห็นช้างทั้งตัว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ

เมื่อถามว่า ช่องทางการร้องนี้จะล้อไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราก็ดำเนินการแยกส่วนกัน จริงๆ มีอีกหนึ่งช่องทางที่ตนอยากแนะนำ หรือว่าสนับสนุนคนที่เป็นผู้เสียหาย ก็คือเป็นผู้สมัคร หรือว่าเป็น สว. สำรอง ในการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนตนหรือภาคประชาชนใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไป

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหลายคนมองว่าตั้งมาเพื่อดูเรื่องคดีฮั้ว สว. หรือไม่ ด้ายนายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช. นั้น เราร้อง กกต. ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพราะประการแรก เราไม่ทราบว่า กกต. คนไหนลงมติอย่างไร มีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้อง กกต. ทั้ง 7 คน ส่วนใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช. ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ประการที่สอง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะตนเข้าใจว่าอย่าง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฐานความผิดที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการ แต่ครอบคลุมอนุกรรมการด้วย และเราก็ทราบดีว่าในอนุฯ ชุดที่ 36 โดยเสียงข้างมาก ซึ่งคาดกันว่าเป็นมติ 5 ต่อ 2 ลงความเห็นว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่ง 1 ใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากก็คือ ร.ต.อ. ปิยะ ซึ่งเรามองว่า การเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นต่อกรณีของ ร.ต.อ. ปิยะ ที่ ครม. มีมติแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีดีเอสไออย่างเป็นทางการนั้น ต้องบอกว่าช่วงเวลานี้หลัง กกต. มีมติส่งเรื่องผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล จำนวน 77 คน แม้จะน้อยกว่าจำนวนที่เราคิดว่าควรจะเป็น แต่สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อคือทางดีเอสไอต้องตรวจสอบในส่วนของตัวเองต่อไป ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการสืบสวน และให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน เมื่อปลายปีที่แล้วก่อนอัยการจะตีกลับ เนื่องจากเห็นว่าการกระทำผิดทำเป็นกระบวนการ จึงไม่ควรสั่งฟ้องแค่ 8 คน ควรสอบสวนเพิ่มเติม แต่ดีเอสไอระบุว่าจะต้องรอมติ กกต. ก่อนว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่ง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยสั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีส่วนสำคัญมาก ในการสอบสวนอย่างเข้มข้น อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพื่อขยายผลนำตัวผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย

“ดังนั้นการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ. ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของดีเอสไอเป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบต่อไป และขอเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า พฤติการณ์นี้มองว่าเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของ ร.ต.อ. ปิยะ คือหนึ่งในอนุกรรมการเสียงข้างมากที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากว่าการเลือก สว. ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว จริงๆ ยังเป็นการขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะอนุสอบสวนชุดที่ 26 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ และขัดแย้งแม้กระทั่งความเห็นของ กกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน

เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรกับขณะนี้ที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะมาเป่าตกคดีฮั้ว สว. ในประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร นายพริษฐ์ กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด เพราะหลัง กกต. มีมติแล้ว ดีเอสไอก็ต้องสอบสวนต่อ ยิ่งมติของ กกต. ยืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทางดีเอสไอก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ ทั้งนี้ในการประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อเชิญผู้แทน กกต. ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม เราตั้งใจว่าจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแน่นอน ไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลในคดีดังกล่าว

ทรงศักดิ์ โยนถาม ‘ธรรมนัส’ สวมนาฬิกาสลักชื่อ ‘อนุทิน’ สื่ออะไร

23 กันยายน 2569 เวลา 10:50 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย เตรียมดึงพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลว่า เป็นเพียงข่าว วันนี้ตนต้องดูข่าวจากสื่อเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องข้อเท็จจริงในการหารือกันตนยังไม่ได้ยินเลย ซึ่งทุกวันนี้นักข่าวได้ข้อมูลมา ตนไม่ทราบว่าเป็นการบูรณาการความคิดเองหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีล่าสุดมีภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมนาฬิกาสลักชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ในทางการเมือง นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมรัฐบาล ถือเป็นเรื่องปกติ ตนเองเป็นผู้แทนหลายสมัย เห็นว่าเป็นปกติธรรมดา ไม่ต้องไปคิดมาก เพราะรัฐบาลพยายามสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับรัฐบาล พร้อมกำหนดนโยบายที่เกิดผลสูงสุดกับประเทศชาติ

เมื่อถามย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส สวมนาฬิกาเหมือนนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ต้องถาม ร.อ.ธรรมนัส

เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการปรับ ครม. นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องถามนายกฯ

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ผุดไอเดียขอศาลออกหมายเรียก ‘อนุทิน’ มาเบิกความเอง คดีฟ้องหมิ่นประมาท

23 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

ยิ่งชีพ iLaw

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล มอบอำนาจให้ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยื่นฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ต่อศาลอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีแถลงพาดพิงอ้างมีหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลใน ครม. 9 คน คดีฮั้ว สว. ไปนั้น

ล่าสุดวันนี้ 23 กันยายน 2569 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ผมกำลังมีไอเดียว่า คดีที่ท่านนายกรัฐมนตรียื่นฟ้องผมต่อศาลอาญา ฐานหมิ่นประมาทนั้น

ถ้าหากท่านนายกรัฐมนตรีมาเบิกความด้วยตัวเอง ผมคงถาม 3-4 คำถาม จบ ศาลก็ยกฟ้องง่ายๆ แต่ถ้าท่านไม่ยอมมาเบิกความด้วยตัวเอง แต่มอบหมายตัวแทนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว และไม่รู้เหตุการณ์จริงมาเบิกความ ตอบไม่รู้ๆๆๆๆ มันไม่มีประโยชน์ต่อคดี

ในฐานะจำเลยผมน่าจะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความในชั้นศาลได้ ตามหลักกฎหมายแล้วผมสามารถขอให้ศาลออกหมายเรียกใครก็ตามที่รู้เห็นข้อเท็จจริงในคดีมาเบิกความต่อศาลได้ ถ้าศาลออกหมายเรียกแล้ว พยานได้รับหมายเรียกแล้ว พยานไม่ยอมมาศาล ก็จะมีความผิด

คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ดีที่สุดก็คือ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นั่นเอง

ก็คงต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกท่านนี้มาศาลเองเสียเลย

โดยปกติแล้วการต่อสู้คดีแบบนี้เค้าไม่ทำกัน เพราะถ้าขอให้ศาลเรียกเอาพยานที่อยากให้เราแพ้คดีมาเบิกความเป็นพยานฝ่ายเรา เดี๋ยวมาโกหก เบิกความไม่ดีเราติดคุกจะไม่คุ้ม แต่เนื่องจากคดีนี้มูลเหตุที่มามันไม่มีอะไรใกล้ความผิดเลยตั้งแต่แรก พยานจะมาเบิกความยังไงผมก็ไม่อาจจะผิดได้ ไอเดียนี้จึงเห็นว่า น่าสนใจดี

โดยหลักกฏหมายแล้วศาลควรจะไม่รับฟ้องคดีนี้ตั้งแต่แรก เพราะเป็นการใช้สิทธิ์โดยสุจริตเพื่อตรวจสอบการทุจริตในบ้านเมือง

แต่ถ้าศาลรับฟ้องขึ้นมาการขอให้ออกหมายเรียกพยานจำเลยที่รู้เห็นเหตุการณ์ในคดีมาสักคนหนึ่ง ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่อะไร หวังว่าจะได้พบกันที่ศาลอาญานะครับท่านนายกรัฐมนตรี “

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

โพสต์ของนาย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“Is he (Mr. Prime Minister) a gentleman? I don’t think so.”

“สุดยอดใอเดียค่ะ ถ่ายทอดสดด้วยได้มั๋ยอยากเห็นหนูขึ้นศาลค่ะ Love iLaw”

“อาจจบแค่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ได้ คดีแบบนี้ เค้าเรียกคดีรกศาล”

“เป็นไอเดียที่แหลมคมสุดยอดมากๆครับ”

“น่าจะไม่ว่างนะ ซ้อมร้องเพลงอยู่ ต้องไปร้องอีกหลายที่ “

“ชอบความฉลาดและความกล้าหาญของคุณ”

“ขนาดไปสภายังไม่ไปเลยครับ “

“ถ้านายกเป็นลูกผู้ชายจริง เค้าต้องมา!!!”

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึก ฮั้ว สว. คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ? กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมาย กกต.

23 กันยายน 2569 เวลา 09:48 น.

วันที่ 23 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ในหัวข้อ “เจาะลึก “ฮั้ว สว.”: คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ? กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมาย กกต.”

ประเด็น “ฮั้วเลือก สว.” กำลังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากมีหลักฐานอันควเชื่อได้ว่า มีขบวนการทำให้การเลือก สว. มิได้เป็นไปโยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลฎีกา หรือสามารถยกระดับขึ้นเป็น “ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” จนอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้

เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นนี้ออกจากกันให้ชัด

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 107 กับ “การลงคะแนนลับ”

รัฐธรรมนูญมาตรา 107 วางโครงสร้างการได้มาซึ่ง สว. และมอบรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเลือกให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แต่ มาตรา 107 มิได้บัญญัติหลัก “การลงคะแนนโดยลับ” ไว้โดยตรง

หลักการลงคะแนนลับปรากฏอยู่ใน มาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาใช้วิธีลงคะแนนลับตามวิธีการที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด

ดังนั้น หากพบว่ามีการฮั้วการเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการเกือบทั่วประเทศหรือไม่ อันเป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเลือก สว. โดยตรง ไม่ใช่ปัญหารัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ

2. “ผิด พ.ร.ป. สว.” ไม่ได้แปลว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยอัตโนมัติ

การจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมี ฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญ รองรับ การกล่าวว่า “การฮั้วลงคะแนนขัดหลักการลงคะแนนลับ” จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติที่กำหนดเรื่องการลงคะแนนโดยลับ คือมาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. สว.

คำถามจึงควรเป็นว่า

มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใดที่ถูกละเมิดโดยตรง และบทบัญญัตินั้นให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยในกรณีนี้หรือไม่?

ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ การนำปัญหาการฮั้วซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและการใช้บังคับ พ.ร.ป. สว. ไปเป็นคดีรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นการขยายเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด

3. แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเป็น “ประตู” ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่?

ประเด็นนี้ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน มาตรา 37(4) แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 กำหนดว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ห้ามรับเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น หรือที่องค์กรอิสระอื่นรับไว้ดำเนินการแล้ว

แม้กฎหมายจะไม่ตัดอำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินในการขอทราบผลการพิจารณาขององค์กรอิสระนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่เป็น “องค์กรอุทธรณ์” เหนือ กกต. ได้

เรื่องการทุจริตหรือฮั้วในการเลือก สว. เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจโดยตรง

ดังนั้น หาก กกต.มีคำวินิจฉัยยุติเรื่องแล้ว จะไม่สามารถสรุปง่าย ๆ ว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นกระบวนการสามารถร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกผู้ตรวจการแผ่นดิน ตาม พรป. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2561

4. แตกต่างจากกรณี Barcode/QR Code ในการเลือกตั้ง สส.

ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน กรณี Barcode หรือ QR Code ของบัตรเลือกตั้ง สส. มีการตั้งคำถามในระดับว่า ระบบหรือวิธีการจัดการเลือกตั้งอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยตรงหรือไม่

จึงเป็นการตั้งคำถามในลักษณะ “การจัดการเลือกตั้งของรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่?”

ขณะที่ “ฮั้ว สว.” เป็นโจทย์อีกแบบหนึ่ง คือ “เลือก สว.” เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือไม่?”
สองเรื่องนี้จึงไม่ควรนำมาเทียบกัน

กรณีหนึ่งตั้งคำถามถึง ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระบบหรือการจัดการเลือกตั้ง อีกกรณีหนึ่งตั้งคำถามถึง พฤติการณ์ของบุคคลและการใช้บังคับ พ.ร.ป. สว.

5. แล้วใครมีหน้าที่ตรวจสอบกรณี “ฮั้ว สว.”?

รัฐธรรมนูญได้ออกแบบกลไกไว้แล้ว เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดทุจริตในการเลือก หรือมีพฤติการณ์ทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.มีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา

กกต.มีหน้าที่คัดกรองพยานหลักฐาน ส่วนศาลฎีกามีหน้าที่พิจารณาคดีตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

คำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ก็ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับการพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัย หากกฎหมายกำหนดให้ กกต.ส่งเรื่องเมื่อถึงเกณฑ์ดังกล่าว ก็ไม่ควรนำมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดทางอาญามาใช้แทน

6. คำถามที่สำคัญอีกคำถามหนึ่งคือ “มีกระบวนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. หรือไม่ เพียงใด?”

โดยที่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4 (2) ไม่ให้นำ พ.ร.บ. นี้ไปใช้บังคับแก่องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ และรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีบทบัญญัติให้มีกระบวนอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ไว้

ส่วน พรป. สว มาตรา 44 บัญญัติให้มีการคัดค้านคำสั่งของ กกต., ผู้อำนวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้สมัครในระดับอำเภอ หรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาภายใน 3 วันนับแต่วันที่มีการออกคำสั่ง ศาลฎีกาต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่า 1 วัน เมื่อถึงวันเลือก ถ้าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัย ก็ให้ดำเนินการเลือกต่อไป ส่วนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ออกมาภายหลังไม่มีผลกระทบต่อการเลือกที่ดำเนินการไปแล้ว (มาตรา 22 วรรคสอง)

ฝากความหวังให้ศาลฎีกาพิจารณาคลี่คลายปัญหานี้เมื่อต้องเผชิญในอนาคต

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

23/9/69

ไทยพร้อมรับการลงทุน! นายกฯพบ 3 สถาบันการเงิน-กองทุนชั้นนำอเมริกา

23 กันยายน 2569 เวลา 09:33 น.

ไทยพร้อมรับการลงทุน ! นายกฯ พบ 3 สถาบันการเงิน/กองทุนชั้นนำอเมริกา- BofA – Microsoft- PIMCO มองหา พาร์ทเนอร์ ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีอนาคคตและความยั่งยืน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ ชั้น 29 อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับผู้บริหารระดับสูง 3 สถาบันหารเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา Bank of America Microsoft PIMCO นักลงทุน สถาบันการลงทุน สหรัฐอเมริกาตอบรับการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวในประเทศไทย มากกว่าเพียงนำเงินมาลงทุน โดยจะเน้นเทคโนโลยีแห่งอนาคคต และความยั่งยืน

ในการหารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารสถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวเห็นว่า สถาบันการเงินระดับโลกมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทย

ประธานกรรมการธุรกิจต่างประเทศ (Bank of America President of International) ชื่นชมนโยบายรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลกในอนาคต ทั้งการส่งเสริม AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งจะเดินทางเยือนไทย เพี่อเข้าร่วมการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ที่ประเทศไทยในเดือนหน้านี้ด้วย

ขณะที่ การพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท Microsoft ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค นายกรัฐมนตรียังขอบคุณ Microsoft ที่มีส่วนสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนการหารือกับ ผู้บริหาร PIMCO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อมูลและมุมมองจากนักลงทุนระดับโลกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานโยบายและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในการหารือพูดคุยของนายกรัฐมนตรีกับ 3 สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐ ฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ สร้างโอกาสให้เงินทุนคุณภาพเข้ามามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่เพียงเงินทุนที่นำเข้ามา แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ ที่จะร่วมกันสร้าง เศรษฐกิจแห่งอนาคต