ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต ‘คีมหนีบ’ กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต 'คีมหนีบ' กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต ‘คีมหนีบ’ กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต “คีมหนีบ” บีบกัมพูชา เป็นแซนด์วิช ขยับลำบาก ชี้ข้อพิพาทบก-ทะเล ไทยยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า

นักวิชาการ

ภาพรวมของเกมการทูตและข้อพิพาทเชิงพื้นที่ในขณะนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา ทั้งในมิติชายแดนทางบก พื้นที่ทางทะเล และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญในภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า การเดินทางเยือนฝรั่งเศสและเวียดนามของฝ่ายไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเดินเกมแบบคีมหนีบ” เพื่อบีบพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา เนื่องจากทั้งฝรั่งเศสและเวียดนามล้วนเป็นประเทศที่กัมพูชาเคยมั่นใจว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตนเองมาอย่างยาวนาน

ฝรั่งเศสเคยเป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเอกสารประวัติศาสตร์ เขตแดน รวมถึงมรดกโลก ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลต่อการเมืองกัมพูชามาตั้งแต่อดีต การที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ จึงเท่ากับเป็นการเข้าไปสร้างน้ำหนักทางการทูตในพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเชื่อว่าเป็นแต้มต่อของตนเอง

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า การยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส และไทย–เวียดนาม ในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้กัมพูชาไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่า ฝรั่งเศสหรือเวียดนามจะยืนอยู่ข้างตนเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดน มรดกโลก ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

“ไทยกำลังทำให้กัมพูชากลายเป็นแซนด์วิช ถูกประกบโดยประเทศที่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์มากกว่า ทั้งไทยและเวียดนาม ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดทางการทูตของกัมพูชาอีกต่อไป” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ในประเด็นข้อพิพาทเชิงพื้นที่ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า กัมพูชาพยายามเดินเกมทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กัน โดยทางบกต้องการผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การเจรจา JBC เพื่อเปิดช่องให้มีการพูดคุยเรื่องแนวเขตแดน แต่ไทยปฏิเสธแล้ว เพราะไม่ไว้ใจกัมพูชา ส่วนทางทะเล กัมพูชาใช้กรอบ UNCLOS เพื่อกดดันไทยในประเด็นพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งไทย วางแผนตั้ง 2 ชั้น ชั้นแรก คือ การชี้แจงว่ากัมพูชาลัดขั้นตอน ไม่ยอมเจรจา 2 ฝ่าย ชั้นที่ 2 คือ การไม่ดื้อแพ่ง แลเข้าสู่ขั้นตอน เพื่อประกบการเคลื่อนไหวของกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ คือสามารถเชื่อมเกมทางบกและทางทะเลเข้าด้วยกันได้ กล่าวคือ เมื่อกัมพูชาเร่งเดินเกมทางทะเลและพยายามข้ามขั้นตอนการเจรจาทวิภาคี ไทยก็ย่อมมีเหตุผลมากขึ้นในการชะลอการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก รวมถึงยังสามารถรักษามาตรการปิดด่านหรือจำกัดการเปิดด่านต่อไปได้ และคิดว่า เขาได้รับผลระทบทางเศรษฐกิจหนักมาก มิเช่นนั้นคงไม่เร่งให้เปิดด่าน

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า แม้ในเกม UNCLOS กัมพูชาจะพยายามยกระดับข้อพิพาทเข้าสู่กลไกประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ แต่ไทยยังมีเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้าน เพราะหลักการทั่วไปควรเริ่มจากการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศก่อน ไม่ใช่ข้ามไปสู่กลไกคนกลางทันที

นอกจากนี้ ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชามีรากฐานมาตั้งแต่ก่อน UNCLOS มีผลบังคับใช้ อีกทั้งเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาขีดเข้ามาบริเวณเกาะกูด ยังถูกมองว่าเป็นการอ้างสิทธิ์เกินขอบเขต หรือ Overclaim ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยสามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศได้

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรายนี้ยังมองว่า หากพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ทั้งข้อพิพาททางบก ทางทะเล การปิดด่าน เศรษฐกิจชายแดน และการทูตกับประเทศสำคัญ ไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา เพราะกัมพูชายังต้องการให้ไทยเปิดด่าน และต้องการดึงไทยกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่ไทยยังสามารถใช้เวลาและเงื่อนไขความไว้วางใจเป็นเครื่องมือต่อรองได้

รศ.ดร.ดุลยภาค สรุปว่า เกมของกัมพูชาไม่ใช่เพียงการใช้กำลังตามแนวชายแดน แต่เป็นการใช้หลายเครื่องมือพร้อมกัน ทั้งการทหาร การทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ไทยเองก็ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว แต่กำลังใช้การทูตเชิงรุก สร้างแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ และรักษาความได้เปรียบในภาพรวม

“ถ้ามองเฉพาะทางทะเล เกมอาจยังผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ถ้ามองทั้งภาพใหญ่ ทั้งบก ทะเล เศรษฐกิจชายแดน และการทูตระหว่างประเทศ ไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะลำบาก ตรงกันข้าม ไทยยังมีแต้มต่อมากกว่ากัมพูชา” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว 

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น – หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร – ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”
 
ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาวช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

นักวิชาการ มธ.

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้นหากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

Negative Income Tax

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย

‘อนุทิน’ ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

'อนุทิน' ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

‘อนุทิน’ ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

“นายกฯ-รมว.กห.” ไฟเขียวลุยศึกข้อมูล เดินหน้า JIC ไทย-กัมพูชา อัดงบ 9.8 ล้าน มอบบิ๊กโก๋ นั่งผอ.ศูนย์ฯ ลุยนำทัพต่อ ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน  2569 รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้หารือร่วมกันก่อนหน้านี้ถึงแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ JIC เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและการชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกมิติได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าศูนย์ฯ จะปฏิบัติภารกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่ประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดำเนินงาน หลายภารกิจต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศในการอำนวยความสะดวกนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์

ล่าสุดทาง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 9.8 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของศูนย์ฯ ทั้งการนำสื่อมวลชนต่างประเทศลงพื้นที่รับทราบข้อเท็จจริง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงรุก ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลในทุกมิติ แม้งบประมาณดังกล่าวจะไม่ใช่วงเงินจำนวนมาก แต่ถือเป็นการเสริมศักยภาพการทำงานของศูนย์ฯ ให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีงบประมาณรองรับโดยตรง แต่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ ภายใต้การนำของ พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ติดตามสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติตามที่ด้วยความมุ่งมั่น รอบคอบ และยึดมั่นในข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนการรักษาความมั่นคงของประเทศ คุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ จะติดตาม ประเมิน และสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งภายในประเทศและในระดับนานาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

11 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาจากตัวแทนสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยผู้ค้าจากหลายพื้นที่สำคัญ เช่น ราษฎร์บูรณะ, โบ๊เบ๊, สะพานพุทธ และศรีย่าน นำโดย นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดระเบียบพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ค้ากว่า 2 แสนราย

ประธานสหพันธ์ฯ และตัวแทนต่างสะท้อนถึงปัญหาว่า ในยุคหลังๆ มานี้ กติกาการตั้งวางแผงลอยมีความเข้มงวดและปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน และมีการบ่ายเบี่ยงที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทางเท้าในส่วนที่ความกว้าง 2 – 3 เมตรตามกติกา ไม่ให้มีการตั้งแผงลอยนั้น ผู้ค้าทุกคนเข้าใจและยอมรับ แต่พื้นที่ทางเท้ามีความกว้างเพียงพอในระยะกว้าง 5 เมตร แต่ยังถูกยกเลิกการขาย ทำให้ผู้ค้าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ คนใหม่หันมาพิจารณานโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มากขึ้น

ด้าน นายอนุชา กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ตนรับฟังและเข้าใจในความอัดอั้นของผู้ค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าคนใช้ทางเท้าก็ต้องการความสะดวกสบาย และความปลอดภัย โดยมองว่าการจัดระเบียบกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งที่ทำได้และจำเป็นต้องมี เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่การดำเนินการต้องตั้งอยู่บนความเห็นอกเห็นใจ และต้องมีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่การใช้อำนาจรัฐไล่รื้อเพียงอย่างเดียว

“ผมเข้าใจดีว่าเมื่อคนเดินถนนต้องมาเจอสิ่งกีดขวางเขาก็ลำบาก แต่มันต้องมีทางออกที่สมดุล ระเบียบต้องมีไว้เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ แต่การแก้ไขปัญหาต้องโปร่งใส และที่สำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของเขตด้วย” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มตัวแทนผู้ค้าต่างแสดงความหวังว่า หากนายอนุชาได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถนำโมเดลการบริหารที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับฐานรากกลับมาอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทั้งสะอาด เดินสบาย และเป็นมิตรกับการทำมาหากินของประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน

– 006

ผู้เสียหายร้องสภา! พรรคประชาชน รับไม้ต่อทลายแก๊งกดบัตร

ผู้เสียหายร้องสภา! พรรคประชาชน รับไม้ต่อทลายแก๊งกดบัตร

ผู้เสียหายร้องสภา! พรรคประชาชน รับไม้ต่อทลายแก๊งกดบัตร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.41 น.

11 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายกรณีการจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์และผ่านบุคคลที่สาม จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าสแกมเมอร์

พฤติการณ์หลอกลวงของสแกมเมอร์

โดยตัวแทนผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียน กล่าวว่า จากวันที่เริ่มคุยกับแอคเคานต์ที่รับกดบัตรคอนเสิร์ต BTS ในแพลตฟอร์ม X ผ่านแอคเคานต์ที่ใช้ชื่อว่า ซัมซัม โดยในแอคเคานต์ดังกล่าวรับกดบัตรคอนเสิร์ตตั้งแต่ราคา 300-700 บาท แต่ละโซนจะมีค่าจ้างกดบัตรที่ไม่เหมือนกัน โดยตนดูรีวิวและเห็นว่าแอคเคานต์นี้มีความน่าเชื่อถือมาก จึงแอดไลน์เข้าไปพูดคุยว่าสามารถกดบัตรให้ได้วันไหน ราคาเท่าไหร่ รวมถึงมีการคุยกันเรื่องการโอนค่ามัดจำ ค่ากดบัตร และอีกครึ่งหนึ่งของราคาบัตรคอนเสิร์ต

ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวต่อว่า หลังจากที่ตนโอนเงินไป ก่อนถึงวันกดบัตร 1 วัน ทางแอคซัมซัมจะให้ทางเราทราบก่อนว่าเราจะต้องโอนจ่ายเท่าไหร่ และเมื่อถึงวันกดบัตรในช่วงเช้า ตนโอนเงินให้แอคซัมซัมเข้าบัญชีที่ 1 ซึ่งเป็นบัญชีในการโอนค่ามัดจำ และบัญชี 2 เป็นการโอนส่วนที่เหลือ

เมื่อตนโอนให้ครบแล้ว ทางแอคซัมซัมเริ่มปิดบัญชีแอคเคานต์ ตนจึงลงโพสต์ถามว่ามีใครกดบัตรจากร้านนี้บ้าง จากนั้นจึงรวมตัวกันสร้างโอเพนแชตรวบรวมผู้เสียหาย เพื่อดูยอดผู้เสียหายและยอดความเสียหาย เมื่อสอบถามกับผู้เสียหายคนอื่นๆ จึงรู้ว่าบัญชีที่ 1 ได้โอนให้บัญชีที่ 2 และบัญชีที่ 2 ได้โอนต่อไปถึงบัญชีที่ 3 ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความ ตนอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ ไม่อยากให้เจอเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก

ถอดบทเรียนปัญหา “3 จ.” สู่แนวทางการแก้ไข

ด้านนายกันต์พงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นวงการสแกมเมอร์ โดยปัญหามาจาก จ. จ.แรก คือ จองเอง การจองบัตรเองที่ยาก จองผ่านมือถือ ผ่านคอมพิวเตอร์ต้องใช้อินเตอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถจองเองได้ จ.2 คือ จองผ่านคนอื่น จ.3 คือ เจ็บใจ

และอีก จ. ที่จะนำไปสู่คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ได้แก่ จ.แรก จำกัดการซื้อตั๋ว เนื่องจากสแกมเมอร์เหล่านี้อาจใช้บอทมาจองแทน อาจแก้โดยการเป็น 1 ไอดี ต่อ 1 ตั๋วหรือไม่ ในบางประเทศอย่างจีนและเกาหลี มีการจำกัดหนึ่งคนต่อ 1 ใบ จ.2 แจ้งไอดี ดิจิทัลไอดีต้องทำ Know Your Customer (KYC) ซึ่งเคยได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้ในสภาสมัยที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นอีก จึงต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นมากกว่านี้ จ.3 คือ การจัดการ เชิญผู้เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการกิจการด้านการจอง ต้องมีการจัดการเรื่องบอทที่เป็นองค์กรของสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการด้านอื่นๆ เช่น การสแกนไม่ให้มีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาแทรกแซงการจองบัตร

ในนามของ กมธ.ผู้บริโภคฯ และอนุ กมธ. จะนำเรื่องนี้เข้าไปศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก นายกันต์พงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้รวมไปถึงกรณีตั๋วเครื่องบินด้วย เนื่องจากบางที่มีราคาที่ต่างกันมาก มีทั้งโควตาเอเจนซี่และโควตาบุคคลทั่วไป ไม่ใช่แค่ตั๋วคอนเสิร์ต แต่หมายรวมถึงตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ และตั๋วร่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องมีความเป็นธรรม

จี้แก้ปัญหาตั๋วผีและการจัดสรรโควตาบัตรคอนเสิร์ต

ขณะที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหลอกซื้อขายออนไลน์ แต่มีปัญหาทั้งเรื่องจองยาก การอัปราคาตั๋ว ส่งผลให้เกิดตั๋วผีขึ้นมา

ตนจะรับหน้าที่ดำเนินการพูดคุยกับตัวแทนของช่องทางจำหน่ายตั๋วต่างๆ โดยช่องทางที่จะแก้ไขคือการที่ 1 คนอาจซื้อได้ไม่เกิน 3 ใบ แต่ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติและคอนเสิร์ตต่างชาติที่เข้ามาจัดในไทย เนื่องจากในประเทศตัวเองไม่สามารถจัดได้ ต้องเปิดช่องให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาดูด้วย แต่ต้องได้รับความเป็นธรรมทั้งนักท่องเที่ยวและคนภายในประเทศไทย รวมถึงผู้จัดคอนเสิร์ตและบริษัทที่ขายบัตรว่าทำอย่างไรให้การซื้อบัตรง่ายและปลอดภัย ตนขอรับเรื่องไปที่ กมธ.สื่อสารฯ

เสนอจัดระเบียบโควตา “คนไทย-สปอนเซอร์” สร้างความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อถามว่าจะจัดการเรื่องการผูกขาดบัตรคอนเสิร์ตอย่างไร นายกรุณพล กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้คือผู้จัดบางเจ้าขายบัตรในต่างประเทศส่วนหนึ่ง และนำส่วนหนึ่งมาขายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งนำบัตรมาขายให้กับตัวแทนในไทยจำนวนน้อย เช่น ในกรณีคอนเสิร์ตครั้งล่าสุด ตนขอไม่เอ่ยชื่อ ตนได้ไปพูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีตั๋วมาจำหน่ายให้กับผู้ชมคนชาวไทยไม่เกิน 15% ทำให้ปริมาณคนที่ต้องการดูไม่สามารถกดตั๋วได้

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราทำได้คือ การออกข้อบังคับทุกคอนเสิร์ตที่เข้ามาในไทย อย่างน้อยต้องมีตั๋วให้คนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 50% เนื่องจากบางประเทศไม่อนุญาตให้คอนเสิร์ตที่เป็นคู่จิ้นหรือคอนเสิร์ตที่ฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมไม่สามารถจัดในประเทศตัวเองได้ จึงต้องมาจัดในไทยที่มีค่าใช้จ่ายถูก และต้องการแฟนคลับในประเทศมากกว่าคนที่อยู่ในประเทศ จนทำให้เกิดจำนวนกลุ่มที่ขายในประเทศค่อนข้างน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบกับคนดูในประเทศ จึงต้องมีการออกระเบียบในการค้าตั๋ว

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งสำหรับตั๋วอภินันทนาการ ซึ่งเป็นมาตรการของแต่ละบริษัทที่กันตั๋วไว้ให้สปอนเซอร์ เนื่องจากตัวผู้จัดไม่สามารถหาเงินมาบริหารจัดการได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีสปอนเซอร์ในงาน และสปอนเซอร์ต้องการค่าตอบแทนที่นอกเหนือจากการติดป้าย นั่นคือตั๋วคอนเสิร์ตที่จะอภินันทนาการให้กับลูกค้าของสปอนเซอร์นั้นๆ ตรงนี้จำเป็นต้องมีสัดส่วนที่ชัดเจนและมีวิธีการตรวจสอบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่การไปถึงหน้างาน แล้วบอกไม่มีตั๋วคอนเสิร์ต แล้วให้ไปฟ้องร้องเอาหลังจากวันงาน ซึ่งหลายคนมาจากต่างจังหวัด หลายคนเก็บเงินกันมา หลายคนมีโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้เจอ เพราะศิลปินบางคนมาครั้งเดียวและไม่มาอีกเลย ฉะนั้นแล้ว นี่จึงเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำให้ทุกคนได้สมประโยชน์พร้อมกัน

นายกรุณพล กล่าวทิ้งท้ายว่า หน่วยงานภาครัฐอยู่ที่ฝั่งเราอยู่แล้ว เราจะออกกฎอย่างไรต้องฟังฝั่งเอกชนด้วย การตั้งกฎแข็งเกินไปหรือหย่อนเกินไป ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อได้ ซึ่งเป็นการผลักให้คอนเสิร์ตระดับโลกไปจัดที่สิงคโปร์หรือมาเลเซียแทนที่จะเข้ามาในไทย เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจจึงต้องทำให้เอกชนสามารถดำเนินการต่อได้ แต่ผู้ชมในประเทศและธุรกิจในประเทศก็ต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน

เปิดเวที TH-AI Passport ไชยชนก ยันโปร่งใส-ไร้ล็อกสเปก ปัดเกี่ยวปมเอื้อประโยชน์

เปิดเวที TH-AI Passport ไชยชนก ยันโปร่งใส-ไร้ล็อกสเปก ปัดเกี่ยวปมเอื้อประโยชน์

เปิดเวที TH-AI Passport ไชยชนก ยันโปร่งใส-ไร้ล็อกสเปก ปัดเกี่ยวปมเอื้อประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

11 มิถุนายน 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport โดยภายในงานมีทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากภาครัฐและภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมด้วย

เริ่มด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นว่าทำไมจะต้องมีโครงการ TH-AI Passport ว่า ประเทศไทยใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และกำลังถูกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่ทางกระทรวงฯ มองเห็นคือ ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนจุดนี้ เราเห็นความแตกต่างการใช้ AI ระหว่างเมืองกับภูมิภาคอยู่มาก ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ นักเรียน นักศึกษา , บุคลากรต่างๆ และประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ส่วนข้อสงสัยที่ทำไมมีการเลือกใช้งบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) กว่า 1,600 ล้านบาท เนื่องจากทำให้เกิดความรวดเร็ว ซึ่งงบประมาณส่วนนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณไม่ต้องส่งเงินกลับ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชน การดำเนินการทุกอย่างมีกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างในการควบคุม ยืนยันว่า ไม่มีการล็อกสเปก หรือฮั้วการประมูลอย่างแน่นอน กระบวนการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามปกติ

ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นสอบถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงกับประชาชน ขณะที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จี้ถามนายไชยชนก ว่ารู้จักและมีความสนิทสนมกับกลุ่มบริษัทหรือผู้รับเหมาหรือไม่ โดย นายไชยชนก กล่าวยอมรับว่า “รู้จัก แต่ก็รู้จักหลายคนมากในประเทศนี้ เพราะก่อนจะมาทำงานตรงนี้ก็เคยผ่านงานในภาคเอกชนมา ดังนั้น หากจะไม่รู้จักคนที่จะชนะการประมูลงานสักคนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องแน่นอน”

ไอซ์ ล็อกเป้าเรียก กทม. สอบปมเครื่องออกกำลังกาย จี้ ชัชชาติ-ทวิดา จริงใจกว่านี้

ไอซ์ ล็อกเป้าเรียก กทม. สอบปมเครื่องออกกำลังกาย จี้ ชัชชาติ-ทวิดา จริงใจกว่านี้

ไอซ์ ล็อกเป้าเรียก กทม. สอบปมเครื่องออกกำลังกาย จี้ ชัชชาติ-ทวิดา จริงใจกว่านี้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

“ไอซ์ รักชนก”ล็อกเป้าเรียก”กทม.” สอบปม”เครื่องออกกำลังกาย” จี้”ชัชชาติ-ทวิดา”แสดงความจริงใจมากกว่านี้ อย่าให้เกียรติคนทุจริต

11 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีงบประมาณจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ที่เกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง กทม. ว่า ขณะนี้ กมธ.ติดตามงบฯ ของตน กำลังพิจารณาว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม แต่กำลังพิจารณาว่าจะเอาเข้าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง เพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเอามาตีเป็นประเด็นทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเรื่องนี้ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน ได้เกาะติดและติดตามตรวจสอบรายละเอียดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว

เมื่อถามว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่า กทม. และ นางทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่า กทม. ชี้แจงแล้ว ถือว่าฟังขึ้นหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนอยากให้ท่านแสดงความจริงใจในการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรให้มากกว่านี้

“การที่ออกมาพูดว่าต้องให้เกียรติคนที่ส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริต หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวนั้น ดิฉันมองว่าท่านอาจจะเลือกให้เกียรติผิดคน และควรหันมาเลือกให้เกียรติพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีมากกว่า”  น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่างอีกว่า สำหรับแนวทางการตรวจสอบหลังจากนี้ กมธ.ติดตามงบฯ มีแผนที่จะเชิญตัวแทนจาก กทม. เข้าชี้แจง และหากเป็นช่วงหลังการเลือกตั้ง ก็อาจจะมีการเชิญตัวผู้ว่าฯ กทม. มาร่วมชี้แจงด้วยตัวเอง ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนหยิบยกเรื่องนี้มาโจมตีในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เพราะเป็นเกมการเมือง ทั้งที่ทราบเรื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ. แล้ว  ทำไมไม่ออกมาพูดนั้น จริงๆ เราติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งนายศุภณัฐได้โพสต์และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง จึงอยากขอให้ประชาชนพิจารณาด้วยความเป็นธรรมว่าเป็นการทำงานเกาะติดประเด็นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า มั่นใจในตัว นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. จากพรรคประชาชนหรือไม่ ในช่วงโค้งสุดท้าย น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนมั่นใจในเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกคน และเชื่อมั่นว่านายชัยวัฒน์คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ซึ่งพร้อมที่จะลงแรงและตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องกระแสของ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า สิ่งที่พรรคประชาชนประชาชนได้สื่อสารไป ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรคหรือหัวหน้าพรรค ตนก็สนับสนุนแนวทางนั้น

รักชนก หยันซ้ำ! รับฟังความเห็น TH-AI Passport แค่เวทีฟอกขาว

รักชนก หยันซ้ำ! รับฟังความเห็น TH-AI Passport แค่เวทีฟอกขาว

รักชนก หยันซ้ำ! รับฟังความเห็น TH-AI Passport แค่เวทีฟอกขาว

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“รักชนก”หยันซ้ำ! รับฟังความเห็นโครงการ”TH-AI Passport”แค่”เวทีฟอกขาว” แฉ TOR ล็อกสเปกจอบิลบอร์ดเอื้อพวกพ้อง จ่อผนึก”กมธ.กฎหมาย”เรียก”ไชยชนก”แจงสัปดาห์หน้า ขู่เดินหน้ายื่น ป.ป.ช.แน่

11 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์แล้วว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรใน TOR ได้ ตนก็งงเหมือนประชาชน ว่าในเมื่อเปลี่ยนแปลงอะไรใน TOR ไม่ได้ ทำไมจึงต้องรับฟังความเห็นและการรับฟังความเห็นควรจะเกิดก่อนที่โครงการจะตั้งลำ ตนเข้าใจว่ามีการจ่ายเงินงวดแรกแล้วแต่เพิ่งมารับฟังความเห็น ตนจึงขอตั้งข้อสังเกต ว่างานที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนในแวดวงไอที ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือประชาชน แต่งานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการฟอกขาวโครงการ คงจะมีการเชิญอินฟลูเอนเซอร์หรือชาวไอทีทั้งหลาย เข้ามารับฟังความคิดเห็น และตนเข้าใจว่าจะมีบริษัทระดับโลกที่เป็นเจ้าของโมเดล AI ด้วย

“เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เชิญมา ท่านก็คงได้วิจารณ์นิดๆหน่อยๆ และเขาก็จะบอกว่าจะเอาสิ่งนี้ไปปรับปรุง แต่อย่างที่ท่านปลัดได้ยืนยันแล้วว่าสุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเขาจะเอาทุกๆความเห็นไปบอกว่าได้มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแนวทางที่ดีขึ้นแล้ว จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อแล้วยิ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปร่วมงาน ก็เหมือนกับเป็นการสร้างความชอบธรรมกับการเดินหน้าโครงการนี้ว่า นี่ไงคุณเห็นหรือไม่ ว่าบริษัทระดับโลกยังมาร่วมงานและพูดถึงอนาคตของ AI พูดถึงเรื่องความคุ้มค่าและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ดิฉันอยากให้ทุกคนตั้งสติ สิ่งที่ดิฉันพูดมาตลอดคือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงพยายามจะดึงไปพูดถึงความคุ้มค่า แต่สิ่งที่พวกเราตั้งข้อสังเกต เพราะเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า AI เป็นอนาคตของประเทศ แต่ประเด็นของโครงการนี้คือคุณล็อกสเปกโครงการทำไม ถ้ามีใครสักคนที่มีความกล้าหาญ ดิฉันก็อยากจะให้ถามท่านรัฐมนตรี หรือท่านปลัดในงานไปเลยว่า คุณล็อกสเปกโครงการทำไม” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า โครงการเป็นโครงการ AI แต่ในรายละเอียดของ TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์กลับล็อกสเปกอย่างละเอียดว่า ต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดทั่วประเทศ อยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้านับสองนิ้วก็ไม่เกิน ดังนั้นตนตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งใจล็อกสเปกมาตั้งแต่เริ่ม อย่างไรก็ตามวานนี้ (10 มิ.ย.) ตนเพิ่งเปิดข้อมูลไป โดยการนำโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 มาเทียบกับโครงการเนชานอล เครดิตแบงค์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้ช่วงรัฐมนตรีเป็นคนพรรคภูมิใจไทย ที่เกิดขึ้นในสมัย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี หากไปดูแล้วจะงงเลยว่า TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์แทบจะคัดลอกวางเปลี่ยนแค่หน่วยเท่านั้น จากคำว่า จอ เป็นคำว่า จุด ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงลงรายละเอียดประชาสัมพันธ์ลึกขนาดนั้น ล็อกเอาไว้ถึง 3 ชั้น แล้วโครงการของกระทรวงอุดมศึกษาฯ เป็นคนละรูปแบบ ท่านก็ล็อกสเปกเอาไว้ใน TOR แบบเดียวกัน เราเลยไม่ได้มานั่งพูดกันเรื่องความคุ้มค่า จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามการที่ทำโครงการภาครัฐออกมาแล้วใส่บางส่วนไว้ใน TOR เพื่อล็อกมงคนที่มีโอกาสจะได้โครงการ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าเราตั้งเป้าหมายสูงที่สุดไว้ก่อน เราอยากที่จะประหยัดเงินให้กับประเทศนี้ 1,600 ล้านบาท แต่ถ้า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเดินหน้าลุยไฟ ตนก็คิดว่าถ้าประเทศนี้ต้องเสียเงินไป 1,600 ล้านบาทจริงๆ นายไชยชนกก็ต้องจ่ายในราคาที่มากที่สุดด้วยความน่าเชื่อถือของท่าน

เมื่อถามว่า บริษัทที่เข้าข่ายล็อกสเปกมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าดูในโครงการโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ จริงๆ มีโครงการในแพ็กเกจนี้ที่มีชื่อคล้ายกันแบบนี้ อยู่ในจักรวาลนี้อีก เดี๋ยวเราจะเปิดต่อ ซึ่งโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ ถ้าเราไปดูในรายละเอียดจะพบว่าต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอที่สนามบินสุวรรณภูมิผ่านทางเข้าทางออก ตนจึงตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องประชาสัมพันธ์โครงการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่เป็นโครงการนักศึกษา

“นักศึกษาจะไปเที่ยว แล้วเห็นโฆษณาจะมาเข้าร่วมโครงการหรืออย่างไร หรือท่านต้องการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวต่างชาติ ให้สนใจจะได้มาเป็นนักศึกษาประเทศไทยหรืออย่างไร ถ้าไปเปิดดูอาจจะใช้ AI หาก็ได้ จะพบว่าบริษัทที่เป็นเจ้าของจอโฆษณาทั้งหมดในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นบริษัทอะไร แล้วท่านอาจจะไปไล่ชื่อบริษัทร่วมค้า ท่านอาจจะเห็นชื่อที่มีส่วนทับซ้อนกันแน่นอน” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า น.ส.รักชนก เคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แนะนำบริษัทแพลน บี มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ ส่วนที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า TOR สามารถขอคู่สัญญาแก้ไขได้ สัญญามันยกเลิกได้เพราะ TOR ก็เปิดช่องให้กระทรวงดิจิทัลสามารถยกเลิกโครงการได้ถ้ากระทบกับประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่า 1 เดือนที่ผ่านมาที่พวกเราทำงานอย่างเข้มข้นชี้ให้เห็นว่าปัญหาของโครงการนี้คืออะไร ถือว่าเข้าเงื่อนไขที่จะขอยกเลิกสัญญาได้แล้ว

เมื่อถามว่า หากขยายสัญญาให้กว้างขึ้นบริษัทขนาดกลางที่สามารถมารับงานต่อจะมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า มีกี่บริษัทไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องเปิดให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ การที่ทำแบบนี้เป็นขบวนการการขโมยอนาคตของคนทั้งวงการไอที แทนที่ทุกคนจะได้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมาเอาของที่ดีที่สุดมานำเสนอประชาชน แต่การที่คุณล็อกผู้ชนะไว้ให้กับคนในเครือข่ายของคุณ มันเป็นการขโมยความฝันและอนาคตของทุกคนในแวดวงไอที ทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตได้เพราะคุณแปะป้ายเอาไว้ว่าใครคือผู้ชนะ

เมื่อถามว่า จะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ น.ส.รัชนก กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่มีการเริ่มลงทะเบียน นั่นก็เป็นกำหนดการที่จะไปยื่น ป.ป.ช. ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า (18 มิ.ย.69) กรรมาธิการของตน จะประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะพิจารณาเรื่องนี้ โดยเชิญ นายไชยชนก , ปลัดกระทรวง , คณะยกร่าง TOR , ป.ป.ช. และ สตง. มาร่วมประชุมด้วย หากไม่มาจะใช้อำนาจเรียกหรือไม่นั้น คงจะพิจารณาว่าการประชุมนั้นมีประโยชน์หรือไม่

“ขอเชิญท่านรัฐมนตรี มาที่กรรมาธิการเพื่อให้เกียรติสภาและประชาชน ในการแสดงความจริงใจ” น.ส.รักชนก กล่าว

‘ลิซ่า’ ซัดอธิบดีปกครองเบี้ยวแจง! จี้ มท.1 เร่งสอบแชตฉาว ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’

'ลิซ่า' ซัดอธิบดีปกครองเบี้ยวแจง! จี้ มท.1 เร่งสอบแชตฉาว 'ช่วยน้ำเงินด้วย'

‘ลิซ่า’ ซัดอธิบดีปกครองเบี้ยวแจง! จี้ มท.1 เร่งสอบแชตฉาว ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

11 มิ.ย.2569 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ (ลิซ่า) สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ที่มีวาระสำคัญคือ การพิจารณาข้อความ Line หลุด สั่งให้ ช่วยน้ำเงินด้วย” ของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นางสาวภคมน กล่าวว่า วันนี้อธิบดีกรมการปกครองได้มอบหมายให้กับนายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครองเข้ามาชี้แจงแทน ซึ่งตนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะเราเชิญตัวอธิบดี และอาจจะคาดหวังเยอะไปหน่อย ว่าอธิบดีอยากจะแก้ข้อครหาที่สังคมอยากจะตั้งคำถาม ว่าข้อความ Line ที่บอกว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” เป็นข้อความของท่านจริงหรือไม่ แต่กลับตัดสินใจไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง เราจะได้รู้กันว่ากรมการปกครอง ทำงานกันผ่านแพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน LINE และ LINE สาธารณะที่ว่านั้นเป็นอย่างไร วันนี้ประชาชนคงรู้กันพร้อมทั้งประเทศ แล้วจะได้ทราบว่านโยบายการสั่งผู้ใต้บังคับบัญชา ในช่วงเวลาการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นเรื่องส่วนตัวของอธิบดีฯ หรือเป็นแนวปฏิบัติของกรมการปกครอง

ทวงถามความคืบหน้าการตั้งกรรมการสอบจาก มท.1

นางสาวภคมน กล่าวอีกว่า อย่างน้อยวันนี้เราควรจะได้ทราบกันแล้วเพราะก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ก็บอกว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ดังนั้นคณะคณะกรรมการที่ว่าจ่อตั้ง ตนอยากรู้ว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว ดำเนินการไปแล้วหรือมีข้อสรุปแล้วหรือยัง เพราะวันนี้เหตุการณ์ต่างๆ มากมายในสังคมไทย ก็ต่างที่จ่อตั้งคณะกรรมการ จึงอยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ สักที

ตนในฐานะผู้แทนราษฎรไม่ได้อยากเห็นใครถูกลงโทษ หรือต้องการทำตัวเป็นศาลเตี้ย เพียงแต่ว่าวันนี้ความผิดปกติในสังคมไทย ควรได้รับความชัดเจนบ้าง ซึ่งตนไม่อยากให้เจ้าหน้าที่หรืออธิบดีกรมการปกครอง ที่อาจจะวางตัวเป็นกลาง และทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถูกตั้งคณะกรรมการสอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เช่นนั้นจะสรุปว่าสังคมไทยเวลาใครทำผิดอะไรก็จะผลัดกันเกาหลังแหกหมดแล้ว

เวทีกรรมาธิการคือพื้นที่กลาง หวังปกป้องข้าราชการน้ำดีทั่วประเทศ

ดังนั้นวันนี้ในเวทีกรรมาธิการ จะเป็นเวทีกลาง และจะใช้เวทีนี้ในการซักถาม สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา พวกเราและก็หวังว่าทุกหน่วยงานจะให้ข้อมูลกับเราอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งวันนี้ไม่ได้อยากรู้ว่า นายนฤชาเป็นคนอย่างไร หรือสั่งการให้ลูกน้องทำอะไรบ้าง

แต่สิ่งที่นายนฤชา ต้องทำให้เห็นก็คือ กรมการปกครอง ไม่ได้มีแนวทางแบบอธิบดีคนเดียว ซึ่งต้องปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชา ที่อยู่ในกรมการปกครองทั่วประเทศ 76 จังหวัด ส่วนตัวเชื่อว่าข้าราชการทั้ง 76 จังหวัด เกิน 90% ทำงานด้วยความมุ่งมั่น และอยากเห็นประเทศนี้เดินไปข้างหน้าจริงๆ

จี้องค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม ต้านการแทรกแซงจาก “ระบอบสีน้ำเงิน”

  • นางสาวภคมน กล่าวอีกว่า วันนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมหลายภาคส่วน ได้แก่
  • นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต
  • ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
  • ตัวแทนจาก ป.ป.ช.
  • เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • รองอธิบดีกรมการปกครอง

ส่วน กกต. ได้ทำหนังสือชี้แจงกับทางกรรมาธิการว่าจะเข้าชี้แจงในวันที่ 18 มิถุนายนแทน เนื่องจากติดภารกิจสำคัญและด่วนมาก ซึ่งองค์กรอิสระเหล่านี้น่าจะต้องทำหน้าที่ตามบทบาททางกฎหมายแล้ว ต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า ประชาชนคนไทยยังเชื่อในองค์กรอิสระ และองค์กรอิสระเองก็ยังมีความกล้าหาญ มีความเป็นธรรมเพียงพอที่จะกล้าตรวจสอบทุกฝ่ายหรือไม่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือรัฐไทย ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ภาครัฐจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ตนขอยืนยันอีกครั้งว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่ข้อขัดแย้ง ระหว่างปลัดจังหวัด หรือนายนฤชา อธิบดีกรมการปกครอง แต่เป็นเรื่องของภาพใหญ่ ที่เกี่ยวกับระบอบสีน้ำเงินที่เรายอมรับไม่ได้ ที่กำลังคืบคลานแทรกแซงและขยายใหญ่ ซึ่งอยากให้ทุกคนที่อยู่ในข้อกล่าวหาและข้อครหาเหล่านี้ มีความละอายใจต่อสังคมมีความตรงไปตรงมา พวกเราเป็น สส.ฝ่ายค้าน ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเวลาเกิดอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับศรัทธาการเมือง ประชาชนไม่ได้แบ่งว่าเป็นการตรวจสอบ สส.ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เขาเบื่อนักการเมืองทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องช่วยกันยกระดับการเมือง ให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นการเมือง

เตรียมทำหนังสือถึง มท.1 ขีดเส้นสรุปผลสอบ 2 คณะ

นางสาวภคมน กล่าวอีกว่า การที่รองอธิบดีกรมการปกครองเข้ามาชี้แจงวันนี้ ตนถือว่าทุกคำตอบของรองอธิบดี คือคำตอบของอธิบดี และเป็นคำตอบของกรมการปกครอง เพราะในเมื่อเราเชิญอธิบดีแต่มอบหมายเป็นรองอธิบดี ถือว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ

หลังจบการประชุมในวันนี้ ตนจะทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้แจ้งความคืบหน้าในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าปัจจุบันนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้นายอนุทินได้ตั้งไว้ 2 คณะกรรมการ คือ
กรณีสั่งย้ายปลัด จ.ภูเก็ต เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับส่วยสถานบันเทิง วันนี้เหลือเวลาอีก 9 วันแล้ว ที่จะครบกรอบระยะเวลาว่าคณะกรรมการจะพิจารณาอย่างไร
กรณีแชตหลุดสั่งการ ที่บอกว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 2 อาทิตย์ที่บอกว่าจะตั้งกรรมการสอบ

จึงจะต้องทำหนังสือไปถาม และให้รัฐมนตรีฯ โปรดเมตตาแจ้งความคืบหน้า ว่าขณะนี้พิจารณาไปถึงไหนแล้ว ซึ่งการประชุมของเราจะต้องมีข้อยุติ เพราะเดี๋ยววันพรุ่งนี้ก็อาจจะมีปัญหาอีกเรื่องแล้ว และยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ต้องมีข้อสรุป

นายกฯ พบรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน กระชับสัมพันธ์ไทย-จีน

นายกฯ พบรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน กระชับสัมพันธ์ไทย-จีน

นายกฯ พบรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน กระชับสัมพันธ์ไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.09 น.

นายกฯ หารือรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน บรรยากาศเป็นกันเองบนพื้นฐานความไว้วางใจ ย้ำไทย–จีน พี่น้องที่ร่วมมือกันทุกมิติ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเสียน ฮุย (Ms. Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะรวมกันกว่า 19 คน อาทิ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายไต้ ตงชาง (Mr. Dai Dongchang) รองประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการเศรษฐกิจ นายเทียน เผ่ยเหยียน (Mr. Tian Peiyan) กรรมาธิการคณะกรรมาธิการด้านกิจการสังคมและกฎหมาย และนายเหยา เจี้ยนหง (Mr. Yao Jianhong) กรรมาธิการคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ และกีฬาของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน เป็นต้น เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของวุฒิสภา ระหว่างวันที่ 11–12 มิถุนายน 2569 

โดย นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ด้วยความยินดี พร้อมชื่นชมบทบาทและประสบการณ์ทางการเมืองของรองประธานฯ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูงในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเห็นว่าการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้สะท้อนความสำคัญที่ฝ่ายจีนให้กับความสัมพันธ์ไทย–จีน และช่วยสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศการพูดคุยที่เป็นกันเอง อบอุ่น และเปี่ยมด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

ด้านรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี พร้อมชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการผลักดันความสัมพันธ์ไทย–จีนให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความพิเศษเสมือน “คนในครอบครัวเดียวกัน” การพบหารือครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกใกล้ชิดและคุ้นเคย พร้อมทั้งฝากความปรารถนาดีจากนายกรัฐมนตรีลี่ เฉียง ของจีนมายังนายกรัฐมนตรีด้วย

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีความพิเศษและใกล้ชิดในทุกระดับ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2568 ซึ่งสะท้อนมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศดังคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน”

ขณะที่ฝ่ายจีนกล่าวชื่นชมการเสด็จฯ เยือนจีนว่า เป็นช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจอย่างยิ่งต่อประชาชนและผู้นำจีน พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีรากฐานที่มั่นคงและมีอนาคตร่วมกันที่สดใส โดยหวังว่านายกรัฐมนตรีจะมีโอกาสเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะยาวต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและเห็นผลเป็นรูปธรรมมีก้าวหน้า พร้อมระบุว่า ทุกครั้งที่ได้หารือกับฝ่ายจีน ต่างสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดกว้างและสบายใจ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นและความจริงใจต่อกัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณจีนที่ช่วยสนับสนุนการจัดหาปุ๋ยยูเรียให้กับประเทศไทย ซึ่งไทยขอบคุณต่อความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนถึงมิตรภาพและความห่วงใยที่จีนมีต่อประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญและพี่น้องที่เดินหน้าร่วมกันในทุกมิติด้วย