มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องสอยเก้าอี้ ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องสอยเก้าอี้ ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องสอยเก้าอี้ ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องสอยเก้าอี้ “อนุทิน-พิพัฒน์” ปมแต่งตั้งนั่งคุมนโยบายพลังงานเอื้อประโยชน์ธุรกิจเครือญาติ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ย้ำช่องทางตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นสิทธิเฉพาะของ ส.ส.-ส.ว.- กกต. เท่านั้น

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า กระทำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีคำสั่ง แต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน การบริหารจัดการสถานการณ์ น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน อาจส่งผลให้เกิดประโยชน์ ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองและเครือญาติ ประกอบกับผู้ถูกร้องที่ 2 แถลงข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา สถานีบริการน้ำมันขาดแคลนจนเกิดผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรง จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

 ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการกระทำ ที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ที่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกร้อง ทั้งสองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 186 อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการแต่งตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบกับการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณา วินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งไม่รับคำร้องยื่นฟ้อง กกต. ปมมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งไม่รับคำร้องยื่นฟ้อง กกต. ปมมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งไม่รับคำร้องยื่นฟ้อง กกต. ปมมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องยื่นฟ้อง “กกต.” ปมจัดพิมพ์ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง อ้างทำลายความลับและละเมิดสิทธิ ชี้เป็นเพียงการแสดงความเห็น-ไร้เหตุผลโต้แย้ง ย้ำชัดผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่น.ส.ณัฐธิดา นิโครธางกูร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

โดยกล่าวอ้างว่า การกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับการจัดสรร งบประมาณที่กำหนดให้มีรหัสคิวอาร์ (QR Code) เท่านั้น และจากการร้องเรียนของบุคคลอื่นเห็นได้ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ละเมิดสิทธิเลือกตั้ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 25 และมาตรา 41 (3)

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสาร ประกอบไม่ได้บรรยายว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการ กระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้ แสดงเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

หมอทวีศิลป์ อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตร. ลาออกราชการ ลุยฟ้องกลับ เรียกร้องความเป็นธรรม

หมอทวีศิลป์ อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตร. ลาออกราชการ ลุยฟ้องกลับ เรียกร้องความเป็นธรรม

หมอทวีศิลป์ อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตร. ลาออกราชการ ลุยฟ้องกลับ เรียกร้องความเป็นธรรม

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.49 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า หมอไม่ทน วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 พลตำรวจโทนายแพทย์ ทวีศิลป์  เวชวิทารณ์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ตัดสินใจยื่นใบลาออกออกจากการรับราชการ เพื่อมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของตนเอง จากนี้ต่อไป เจอกันทุกหน่วยงาน ทั้งแพ่งและอาญา แน่นอน

ทั้งนี้พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ ถูกคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิมอันสืบเนื่องมาจากกรณีที่ถูกแพทยสภามีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากคดีการพักรักษาตัวชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร

‘ปชน.’ อภิปรายแตะ ‘ศักดิ์สยาม’ ภท. ลุกประท้วง อัด องค์กรอิสระ แข่งสร้างตึก

‘ปชน.’ อภิปรายแตะ ‘ศักดิ์สยาม’ ภท. ลุกประท้วง อัด องค์กรอิสระ แข่งสร้างตึก

‘ปชน.’ อภิปรายแตะ ‘ศักดิ์สยาม’ ภท. ลุกประท้วง อัด องค์กรอิสระ แข่งสร้างตึก

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

ถกงบฯปี70วันที่สามเริ่มมาก็เดือดเลย! ‘ปชน.’ อภิปรายแตะ ‘ศักดิ์สยาม’ เจอ ’ภท.‘ ระดมประท้วงทันที อัด  ’องค์กรอิสระ‘ แข่งสร้างตึก ลามซัด เป็นค้ำยันให้ ’ต้นไม้พิษระบอบสีน้ำเงิน‘
    
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา09.30น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงยประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่สาม

โดยน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายตั้งคำถามการทำงานขององค์กรอิสระของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้รับงบรายจ่ายปี2570 รวม 10,000ล้านบาท แต่กลับถูกตั้งคำถามความโปร่งใสการทำงาน โดยอภิปรายถึงกระบวนการฮั้วเลือกสว.ที่กกต.ไม่กล้าเอาผิด เพราะสว.เป็นผู้เลือกกกต. ส่วนป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามการพิจารณาคดี 2มาตรฐาน ในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม โดยมีการเปิดสไลด์รูปนายศักดิ์สยามประกอบการอภิปราย ทำให้ถูกสส.ภูมิใจไทยประท้วงพูดนอกประเด็นอภิปราย และเอ่ยถึงบุคคลภายนอก จนนายเลิศศักดิ์เตือนน.ส.พนิดาให้รีบสรุปเข้าประเด็นอภิปรายงบประมาณ และให้เลี่ยงการเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ทำให้ถูกสส.พรรคประชาชน ประท้วงว่า ประธานไม่เป็นกลางปฏิบัติหน้าที่ เพราะรูปที่ใช้มีการเบลอหน้าแล้ว ขอให้ประธานและผู้ประท้วงอดทนฟัง ก่อนที่ประธานจะให้น.ส.พนิดาอภิปรายต่อ
   
น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า การทำงานขององค์กรอิสระในวันนี้เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม กกต. ป.ป.ช. และสตง.อยากมีอาคารเป็นของตัวเองในทุกจังหวัด จึงขอตั้งงบสร้างสำนักงานในจังหวัดต่างๆ เป็นงบผูกพัน ในงบปี2570 กกต.ของบสร้างตึก 16ตึก 193ล้านบาท ถูกสำนักงบประมาณตัดเหลือ 35ล้านบาท ป.ป.ช.ก็ตั้งงบสร้างตึกใหม่ 5ตึก รวมกับของเดิมอีก 19ตึก รวม 19ตึก สตง.ก็ไม่น้อยหน้า ของบสร้างตึกอีก 16แห่ง ที่เจ็บปวดคือ ทุกวันนี้สตง.ต้องจ่ายค่าที่ดินให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ที่จตุจักร บริเวณที่ตึกสตง.ถล่มต่อไปอีก 6ปี ขณะที่งบดำเนินงานขององค์กรอิสระ ได้2,500ล้านบาท แต่มักนำไปใช้จัดกิจกรรมที่จำนวนผู้เข้าร่วม ไม่เน้นผลลัพธ์ สรุปแล้วงบ 10,000ล้านบาท ขององค์กรอิสระ มี 70% เป็นเงินเดือนบุคลากร 10% เป็นการสร้างตึก เช่ารถ เหลือทำงานจริงๆแค่ 20% แต่เอาไปใช้ทำงานที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจหลัก ทำให้องค์กรอิสระเผชิญวิกฤตศรัทธาพร้อมกัน 

“อมพระมาพูด ประชาชนก็ไม่เชื่อ ขอเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดการใช้งบประมาณ ชะลอการสร้างตึก เปลี่ยนตัวชี้วัดจากการจัดกิจกรรม ไปเน้นที่ผลลัพธ์ ถ้ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน องค์กรอิสระก็เป็นลำต้นที่ค้ำยันให้ต้นไม้พิษของระบอบสีน้ำเงินให้ฝังรากลึกมากขึ้นในสังคม” น.ส.พนิดา กล่าว

‘เจเศรษฐ์’สั่งทุบกำแพง เร่งช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

'เจเศรษฐ์'สั่งทุบกำแพง เร่งช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

‘เจเศรษฐ์’สั่งทุบกำแพง เร่งช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

“มท.3 เจเศรษฐ์” สั่งทุบกำแพง กีดขวาง จนท. ช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ แม้เจ้าของโรงงานคัดค้าน ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569  จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บผ้าฝ้าย ภายในพื้นที่เลขที่ 189/15 หมู่ 5 ซอยร่วมพัฒนา ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยจากหลายหน่วยงานได้เร่งเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน เพื่อควบคุมเพลิงและป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 13.02 น.นั้น

ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ พบว่าการเข้าถึงจุดเกิดเหตุเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีกำแพงโรงงานกีดขวางเส้นทางการเข้าพื้นที่ของรถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัย ขณะที่เจ้าของโรงงานได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการทุบกำแพง

ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ซึ่งลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทุบกำแพงทันที เพื่อเปิดทางให้รถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถเข้าปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่อาจติดค้างอยู่ภายใน รวมถึงควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลาม

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิต และความปลอดภัยของประชาชน ความเสียหายต่อทรัพย์สินสามารถดำเนินการตามกฎหมายและเยียวยาในภายหลังได้ แต่หากการช่วยเหลือล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“หากกำแพงเป็นอุปสรรคต่อการช่วยชีวิต ก็ต้องทุบ เพราะชีวิตของประชาชนสำคัญที่สุด” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

กรวีร์ มั่นใจ งบฯ 70 ผ่านฉลุย ส่วน ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้อง รอภาคประชาชน

กรวีร์ มั่นใจ งบฯ 70 ผ่านฉลุย ส่วน ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้อง รอภาคประชาชน

กรวีร์ มั่นใจ งบฯ 70 ผ่านฉลุย ส่วน ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้อง รอภาคประชาชน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงภาพรวมการประชุม พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายซึ่งที่ผ่านมาขอใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล มีหลายคนจะบอกว่า ติดตามการอภิปรายครั้งนี้สีสัน รสชาติการอภิปรายในครั้งนี้ ไม่ได้มีสีสันเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา แต่หากตั้งใจฟังจะพบว่า ข้อมูลต่างๆที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้แถลงต่อสภา เป็นข้อมูล เป็นตัวเลขที่คิดว่าหน่วยงานของรัฐ รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ จะได้นำข้อคิดเห็น ข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะไป

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายไม่มีประเด็นเรื่องของการเสียดสี ของการพาดพิง จนทำให้การประชุมสภาใน 2 วันที่ผ่านมา ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนวันนี้วันสุดท้ายอีกหนึ่ง 1 เท่าที่ดูจากรายชื่อผู้อภิปราย ก็ยังมีสมาชิกอีกหลายคนที่รอจะอภิปรายอยู่ ที่สำคัญคือปีนี้เห็นได้ชัด ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลทุกพรรคการเมือง ให้โอกาสกับสส. รุ่นใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการอภิปราย และเสนอแนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ได้เห็นสส.หน้าใหม่ ลุกขึ้นทำหน้าที่และสลับกับสส.ที่มีประสบการณ์ ในการนำเสนอข้อมูล 

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า การประชุมวันสุดท้ายนี้ จากการประสานงานฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จะพยายามควบคุมเวลา และใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คาดว่า จากที่นัดหมายลงมติในช่วงเย็นต่อเนื่องถึงช่วงหัวค่ำ เชื่อว่า ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ทั้งคณะรัฐมนตรีน่าจะมีเวลาเพียงพอ ในการอภิปรายให้ข้อเสนอแนะ การตั้งคำถาม และการชี้แจงของคณะรัฐมนตรีด้วย 

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า วิปรัฐบาลเองได้ประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค และในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการแถลงมติรัฐบาลเพื่อได้ย้ำกับ สส.ในซีกรัฐบาล ในเรื่องขององค์ประชุม และการลงคะแนนเสียงในช่วงค่ำนี้ ก็มั่นใจว่าคะแนนเสียงก็น่าจะผ่านไปได้ พร้อมขอชื่นชมคณะรัฐมนตรีในการตอบข้อซักถามในประเด็นใหญ่นั้นตอบคำถามได้ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในประเด็นย่อยอาจจะไม่ได้ตอบคำถามทุกคำถามที่ฝ่ายค้านถาม แต่ประเด็นใหญ่ที่เป็นเชิงข้อสงสัยของสังคม รัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็ตอบได้ค่อนข้างดี ซึ่งวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่คณะรัฐบาลจะใช้เวลาในการอธิบายความเพิ่มเติมให้กับ สส. 

ขณะเดี่ยวกัน  นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ( วิปรัฐบาล ) สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามีการพูดคุยและประสานงานกับฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิก และได้นำเรียนต่อโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาว่าเราเห็นตรงกันและเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าร่างของภาคประชาชนมีความคืบหน้าไปมากแล้ว จึงเห็นควรว่าควรเปิดโอกาสและรอร่างของภาคประชาชนได้เข้ามาพิจารณาร่วมกับร่างหลักของพรรคการเมือง
  
นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาแก้ไขในรายประเด็นคงต้องอยู่ที่ประธานรัฐสภาว่าจะมีความเห็นในการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระอย่างไรโดยส่วนตัวมองวาหากจะรอร่างของภาคประชาชนแล้วก็ควรให้การแก้ไขรายประเด็นไปพิจารณาในการประชุมสภาสมัยหน้า ซึ่งทางฝ่ายค้านก็ไม่ได้ขัดข้องได้เห็นตรงกันว่าควรรอร่างของภาคประชาชนซึ่งน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! ‘วันนอร์’ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! 'วันนอร์'ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! ‘วันนอร์’ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! “วันนอร์” เผยเตรียมถกคณะใหญ่ที่มาเลเซีย ก.ย. นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว ส่วน “นายกฯ” เยือนมาเลย์ 9-10 ก.ค. คาดเตรียมขอช่วยเร่งรัดความสงบยั่งยืน ขณะที่เหตุเกิดขึ้นถี่ครั้ง กำลังวิเคราะห์สถานการณ์​ แต่มองแล้วอันตรายต่อชีวิตมีไม่มาก

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่า มีคณะกรรมการคณะย่อยพูดคุยเป็นการภายในก่อน ซึ่งเหลือการประชุมอีกประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นจะประชุมคณะใหญ่ ที่ประเทศมาเลเซีย ช่วงเดือนกันยายน หากคณะใหญ่ตกลงกันได้ อาจจะมีการลงนามร่วมกันและแถลงออกมาเป็นมติ ซึ่งทิศทางน่าจะเป็นไปด้วยดี 

เมื่อถามว่าแนวโน้มการพูดคุยจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า ต้องรอดูผลการพูดคุยของคณะใหญ่ในเดือนกันยายนนี้ก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าไปมากกว่าเดิม พอสมควร 

เมื่อถามว่านายก​รัฐมนตรี​ มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียด้วย จะมีการพูดคุยเรื่องของสถานการณ์ภาคใต้ด้วยหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียวันที่ 9-10 กรกฎาคม เป็นการเยือนในฐานะนายกรัฐมนตรี และสมาชิกอาเซียน แต่เรื่องความสงบเรียบร้อยของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอาจจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันด้วย แต่ไม่ได้เป็นประเด็นหลักของการเดินทางเยือนในครั้งนี้ แต่คาดว่า การพูดคุย จะมีการขอให้มาเลเซียเร่งรัด ให้เกิดความสงบอย่างยั่งยืน 

เมื่อถามว่าขณะนี้ ยังมีเหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายกำลังวิเคราะห์ สถานการณ์อยู่ เหตุความรุนแรงค่อนข้างจะมีความถี่ แต่อันตรายต่อชีวิตมีไม่มาก

จับตาวันนี้! นัดสอบปากคำ ‘คนส่งของ’ หาที่มาเฮโรอีนคดีแอร์โฮสเตสสาว ปปส.ถกออสซี่บ่ายนี้

จับตาวันนี้! นัดสอบปากคำ ‘คนส่งของ’ หาที่มาเฮโรอีนคดีแอร์โฮสเตสสาว ปปส.ถกออสซี่บ่ายนี้

จับตาวันนี้! นัดสอบปากคำ ‘คนส่งของ’ หาที่มาเฮโรอีนคดีแอร์โฮสเตสสาว ปปส.ถกออสซี่บ่ายนี้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“รุทธพล” เผย คดี”แอร์โฮสเตสสาว” นัดสอบปากคำ ”คนส่งของ“ วันนี้ หาที่มาเฮโรอีน ด้าน ป.ป.ส.ถกรูปคดีกับ ตร.-ออสเตรเลีย ช่วงบ่าย จ่อสืบโยงเครือข่าย บอกยังไม่ทราบ บัญชีออนไลน์ชื่อ ”แป้ง“ คือใคร 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.  ที่รัฐสภา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตอร์สายการบินไทย ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียข้อหาลักลอบนําเข้ายาเสพติด ว่า ขณะนี้คนที่ส่งของได้ปรากฏตัวแล้ว และได้มีการนัดสอบปากคำในวันนี้ เวลา 10.00 น. ส่วนรายละเอียดว่ารับของมาจากไหน ต้องสอบปากคำอีกครั้งหนึ่ง 

เมื่อถามว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าทางออสเตรเลียพบว่ามีเบาะแสจึงตรวจค้นแอร์โฮสเตส พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในการสืบสวน ทางออสเตรเลียไม่ได้เปิดเผยอะไรกับเรา แต่ในช่วงบ่ายวันนี้ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงรูปคดี 

เมื่อถามว่า มีการตั้งประเด็นสอบสวนไว้อย่างไรบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตั้งประเด็นว่ามีการรับของมาจากใคร ติดต่อผ่านช่องทางไหน เพื่อสืบหาผู้ที่มาส่งของเบื้องต้น 

เมื่อถามถึงอัตราโทษ หากแอร์โฮสเตสคนดังกล่าว เป็นผู้รับฝากปกติ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับศาลประเทศออสเตรเลีย เราก็พยายามหาหลักฐานในประเทศไทย เพื่อนำไปประกอบข้อมูลกับทางออสเตรเลีย

เมื่อถามว่า เรื่องนี้มีการทำเป็นขบวนการหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเราทำครบในกระบวนการของไทย ทั้งไปค้นที่บ้านของผู้ที่เป็นมารดา ขอให้ ป.ป.ส.ประชุมกับทางออสเตรเลียในช่วงบ่ายวันนี้ก่อน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเครือข่ายเดียวกับที่ออสเตรเลียเคยจับกุมไปหลายครั้งก่อนหน้านี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่การซุกซ่อนยาเสพติด เช่นลักษณะยัดไว้ในผ้าห่มหรือผ้านวม เป็นสิ่งที่เคยมีอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนั้นเคยมีการจับกุมใดประเทศไทย

เมื่อถามว่า เป็นความหละหลวมของทางการไทยหรือไม่ ที่ปล่อยให้ยาเสพติดออกนอกประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่หลายส่วนได้ออกมาชี้แจงแล้ว และจะมีการประชุมเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ไข

เมื่อถามถึงกรณีบัญชีผู้ใช้ Facebook ที่ชื่อว่า “โรส” และบัญชีติ๊กต็อกที่แปลว่า “แป้งที่แปลว่าแป้ง“ สืบทราบหรือยังว่าเป็นใคร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอให้ทาง ป.ป.ส.สืบค้นดูก่อน เพราะต้องดูหลายอย่างประกอบกัน

สีหศักดิ์ เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว ไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

สีหศักดิ์ เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว ไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

สีหศักดิ์ เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว ไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.17 น.

“สีหศักดิ์” เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว  เชื่อ ไม่กระทบภาพลักษณ์ปท.

วันนี้ 1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่อาคารรัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีแอร์โฮสเตอร์สายการบินไทย ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียข้อหาลักลอบนําเข้ายาเสพติด ว่า ในส่วนของสถานกงสุลไทย ในประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าไปให้ความดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเขาก็มีทนายความช่วยในเรื่องของคดี ซึ่งขณะนี้ทางออสเตรเลียยังไม่ให้เขาออกนอกประเทศยังอยู่ในการควบคุมตัว 

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่า การตรวจสอบของทางออสเตรเลียที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย มีความคืบหน้าอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย เราก็ให้ความร่วมมือ 

ถามต่อว่า เหตุการณ์นี้จะกระทบกับเครดิตภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สายการบินก็ต้องกําชับไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่า ขณะนี้สายการบินไทยที่ต้องเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียยังสามารถเดินทางได้ตามปกติหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เขาคงจะตรวจอย่างเข้มข้นขึ้นช่วงหนึ่ง ซึ่งนอกจากการตรวจปกติแล้วเขาคงมีแหล่งข่าวข้อมูลของเขาด้วย ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายแล้วกัน 

โปร่งใส-ตรวจสอบได้ งบปี 2570 มุ่งดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยคลัง

โปร่งใส-ตรวจสอบได้ งบปี 2570 มุ่งดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยคลัง

โปร่งใส-ตรวจสอบได้ งบปี 2570 มุ่งดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยคลัง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.54 น.

โฆษกรัฐบาลย้ำงบปี 2570 เป็นงบมุ่งเป้า ดูแลประชาชน รักษาวินัยคลัง เดินหน้าลงทุนอนาคตประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค 69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570  ของสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. จนถึงวันนี้ (1 ก.ค.2569)  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ แต่ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่ได้แสดงความห่วงใยในประเด็นที่หลากหลาย ทั้งเรื่องงบลงทุน การขาดดุลงบประมาณ และทิศทางการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ 

รัชดา ธนาดิเรก

ทั้งนี้ รัฐบาลเข้าใจข้อห่วงใยของ ส.ส. และประชาชนต่อภาพรวมงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นงบลงทุนและการขาดดุล แต่ขอย้ำว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการจัดทำแบบมุ่งเป้า จัดลำดับความสำคัญใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง โดยคำนึงถึงทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ 

ขณะเดียวกันการจัดทำงบครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขเพิ่มหรือลดของรายการใดรายการหนึ่ง แต่ดูทั้งระบบว่าเงินทุกบาทตอบโจทย์ใด แก้ปัญหาอะไร และสร้างศักยภาพประเทศในวันข้างหน้าอย่างไร

ลงทุน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับประเด็นงบลงทุน แม้ในปี 2570 ที่ 789,171.5 ล้านบาท จะลดลงจากปี 2569 จำนวน 72,564.8 ล้านบาท หรือ 8.4% แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศลดการลงทุน เพราะยังมีการลงทุนผ่านเครื่องมืออื่น ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 286,682 ล้านบาท โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP จำนวน 40,631 ล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFFIF อีก 10,000 ล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 330,000 ล้านบาท

ในขณะการจัดทำงบประมาณขาดดุล ก็ไม่ได้ขาดดุลเพื่อใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง แต่ขาดดุลเท่าที่จำเป็น เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่ยังมีแรงต้าน ดูแลประชาชนและกลุ่มเปราะบาง พร้อมลดขาดดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปี 2570 ตั้งงบขาดดุล 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 ที่ 860,000 ล้านบาท หรือจาก 4.4% ของ GDP เหลือ 3.9% ของ GDP

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รายจ่ายลงทุนที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงถนน อาคาร หรือสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่รวมถึงรายจ่ายที่เปลี่ยนเงินงบประมาณวันนี้ให้กลายเป็นทุนและศักยภาพของประเทศ เช่น ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สินไม่มีตัวตน สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า รวมถึงเงินอุดหนุนหรือเงินโอนเพื่อสร้างสินทรัพย์ทุน โดยยึดตามหลักเกณฑ์งบประมาณและมาตรฐานสากลดด้วย 

สำหรับงบประมาณภายใต้นโยบาย 10 พลัส วงเงินรวม 1,232,984.5 ล้านบาท รัฐบาลมุ่งดูแลทั้งคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา SMEs การค้า เศรษฐกิจสีเขียว AI และการลงทุนที่สร้างอนาคต โดยมีงบด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุขที่ส่งตรงถึงชีวิตประชาชน 639,853.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 43,277 ล้านบาท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือ 0.20% จึงไม่ใช่งบประมาณที่หว่านเงิน แต่เป็นงบที่จัดลำดับความสำคัญใหม่ แม่นยำขึ้น ตรงเป้าหมายขึ้น และรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อดูแลคนที่ต้องดูแล รักษาวินัยการคลัง และไม่หยุดลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ