กกต.ประกาศรับรองผล เศกสิทธิ์ เป็นนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คะแนนท่วมท้นกว่า 3.3 แสนเสียง

22 กันยายน 2569 เวลา 18:46 น.

สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าวันนี้ กกต. มีมติประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 โดยนายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนอันดับ 1 ด้วยคะแนน 330,708 คะแนน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

โดยกกต.ระบุว่า การประกาศผลดังกล่าว ไม่ได้เป็นการตัดหน้าที่ หรืออำนาจของกกต.ที่จะดำเนินการสืบสวนไต่สวน หรือวินิจฉัย เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม โดยสำนักงาน กกต. ได้แจ้งไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เพื่อให้มีหนังสือแจ้งประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้สมัครที่ได้รับผลการเลือกตั้งทราบแล้ว

กกต.มติเอกฉันท์ ยกคำร้อง 108 ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 9 กทม. ปมไม่เลือกตัวเอง เหตุไม่เข้าข่ายเลือกไม่สุจริต

22 กันยายน 2569 เวลา 17:43 น.

22 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารข่าวเผยแพร่มติที่ประชุม กกต.ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา กรณีผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มที่ 9 จำนวน 108 คน โดยมีมติเอกฉันท์ยกคำร้องปมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม กม.หรือกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ใน 2 ข้อกล่าวหา คือ

ข้อกล่าวหาที่ 1 ขอให้ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2567 ณ สถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด ในการเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน กลุ่มที่ 9 มีคนจำนวนมากอำพรางตนเข้ามาในคราบของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเลือกผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดอื่น แต่ไม่เลือกตนเอง ซึ่งปรากฏจากผลการนับคะแนนว่ามีผู้ได้ 0 คะแนนเป็นจำนวนมาก จากพฤติการณ์ดังกล่าว จึงอาจมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 77 (1) มาตรา 79 และมาตรา 81 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 หรือมีการกระทำอันเป็นเหตุให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

ข้อกล่าวหาที่ 2 ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด กรุงเทพมหานคร กลุ่มที่ 9 จำนวนมาก ไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดคุณสมบัติไว้ แต่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างมากกว่า ซึ่งต้องไปสมัครในกลุ่มที่ 7 ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานหรือกลุ่มลูกจ้าง หรือกลุ่มที่ 20 กลุ่มอื่นๆ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 74 ประกอบมาตรา 13 (3) และมาตรา 11 (9) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

เปิดทรัพย์สินยศชนัน รวย 347.8 ล้าน ครองที่ดิน 28 แปลง ของสะสมเพียบ ทั้งนาฬิกาหรู-กระเป๋าแบรนด์เนม-เครื่องประดับ

22 กันยายน 2569 เวลา 17:33 น.

22 กันยายน 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อ 15 มี.ค.2569 นายยศชนัน พร้อม น.ส.นันทกานต์ ศิลป์เสวีกุล คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 347,805,796 บาท และมีหนี้สินรวม 375,580 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของนายยศชนัน 292,891,293 บาท ได้แก่ เงินฝาก 16 บัญชี 109,095,003 บาท ที่ดิน 28 แปลงใน กทม. ชลบุรี นครปฐม เพชรบุรี เชียงราย และนราธิวาส รวม 123,090,190 บาท

โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 12 แห่งรวมมูลค่า 49,361,099 บาท โดยมีทั้งสำนักงานฯ ตึกแถว บ้านพักตึก ห้องชุด ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสำนักงานในเขตทุ่งสองห้องกรุงเทพฯ 1 แห่งมูลค่า 10,341,100 บาท ห้องชุด 1หลังในเขตปทุมวันกรุงเทพฯมูลค่า 19,493,521 บาท ทรัพย์สินอื่น 11,345,000 บาท และมีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชีรวม 234,553 บาท

นอกจากนี้ แจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 3,943,532 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 2,192,944 บาท ค่าเช่าบ้าน 1.6 ล้านบาท ค่าตอบแทน 138,309 บาท ค่าบริการ 12,278 บาท และมีรายจ่ายต่อปีรวม3,502,600 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 2.4 ล้านบาท ค่าเล่าเรียนบุตร 1,102,600 บาท

สำหรับทรัพย์สินอื่นนายยศชนันแจ้งถือครองนาฬิกา Patek Philippe 2 เรือน เรือนละ 2 ล้านบาท รวมมูลค่า 4 ล้านบาท นาฬิกา Rolex 1 เรือน 1.5 ล้านบาท แหวนเพชร 4 วง รวมมูลค่า 4,950,000 บาท สร้อยคอทองคำ 2 เส้น 7.7 แสนบาท กระเป๋าเดินทาง Louis Vuitton 1 ใบ 125,000 บาท

ส่วน น.ส.นันทกานต์ คู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 54,914,503 บาท ได้แก่ เงินฝาก 5 บัญชี 6,718,783 บาท ที่ดิน 1 แปลง 3,960,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 แห่ง เป็นบ้านพักตึก 2 ชั้น 1 หลัง มูลค่า 2,277,720 บาท ทรัพย์สินอื่น 41,958,000 บาท และมีหนี้สิน 141,027 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี ส่วนรายได้ต่อปีไม่มีการแจ้งแต่แจ้งมีรายจ่ายต่อปีเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 4 แสนบาท

ส่วนทรัพย์สินอื่นที่ถือครอง อาทิ นาฬิกา Patek Philippe 4 เรือน Cartier 1 เรือน Chopard 1 เรือน Rolex 1 เรือน รวม 8.7 ล้านบาท แหวนเพชร 15 วง รวมมูลค่า 6,040,000 บาท ตุ้มหูเพชร ตุ้มหูมุก รวม 17 คู่ มูลค่า 1.4 ล้าน กำไรข้อมือเพชร 4 วง รวมมูลค่า 3.98 ล้านบาท กระเป๋าทองคำ 1 ใบ มูลค่า 3 ล้านบาท กระเป๋าถือทองถม มูลค่า 500,000 บาท เข็มขัดทองคำ มูลค่า 1.5 ล้านบาท กระเป๋าไข่นกกระจอกเทศ 2 ใบ มูลค่า 100,000 บาท รวมถึงกระเป๋าแบรนด์เนม ทั้ง PRADA DIOR Goyard MIU MIU EMLIO PUCCI Chanel Louis Vuitton Hermes รวม 51 ใบ

สำหรับนายยศชนัน เป็นบุตรชายของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายยศชนัน แจ้งประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปีโดยปี 2564 เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์ , กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดลและรองธนบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์คณะวิศวกรรมศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล , ปี 2567 ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2568 รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล

ส่องบัญชีทรัพย์สิน นครินทร์ พ้นประธานศาล รธน. รวย 44 ล้าน มีบ้าน 6 หลัง-เงินฝากรวม 27 บัญชี

22 กันยายน 2569 เวลา 17:18 น.

‘นครินทร์’ ยื่นบัญชีพ้นประธานศาลรัฐธรรมนูญ รวย 44 ล้าน เน้นสะสมอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน คู่สมรส สะสมทอง-สร้อยทอง

สำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรณีพ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ซึ่งนายนครินทร์แจ้งว่าระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558  – มีนาคม 2567 ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีนาคม 2567 -กรกฎาคม 2569 เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ

นายนครินทร์ แจ้งยื่นบัญชีทรัพย์สินพร้อมคู่สมรส คือนางสุภาพร เมฆไตรรัตน์ มีทรัพย์สินรวม 44,213,996 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 16,514.30 บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายนครินทร์ 33,027,702 บาท เป็นเงินฝาก 21 บัญชี รวม 5,795,294 บาท เงินลงทุน 3,332,408 บาท โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้าง 23,600,000 บาท โดยเป็นที่ดิน ทุ่งสองห้องบางเขน 15 ตารางวา มูลค่า 400,000 บาท ที่ดินในตำบลแสนสุข ชลบุรี ขนาด 1 งาน 41 ตารางวา มูลค่า 3,500,000 บาท และที่ดิน 1 งาน 36 ตารางวาในพื้นที่ตำบลแสนสุข มูลค่า 3,500,000 บาท พร้อมแจ้งมีบ้านอีก 6 หลังรวมมูลค่า 23,600,000 บาท โดยเป็นทาวน์เฮ้าส์ พื้นที่ดอนเมืองทุ่งสีกัน มูลค่า 200,000 บาท อาคารชุดย่านพระราม 6 มูลค่า 3,600,000 บาทแจ้งถือครองร่วมคู่สมรส อาคารชุดย่านพระราม 6 ซอย 30 มูลค่า 1,000,000 บาท อาคารชุด ย่านถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี แจ้งถือครองร่วมคู่สมรสมูลค่า 5,500,000 บาท และอาคารชุดย่านถนนพหลโยธินแจ้งถือครองร่วมคู่สมรส มูลค่า 5,000,000 บาท และบ้านและที่ดินซอย 12 ตำบลแสนสุข ชลบุรี มูลค่า 1,500,000 บาท ยานพาหนะ 300,000 บาท ไม่ปรากฏรายการบัญชีทรัพย์สินอื่นที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาท

นอกจากนี้ยังได้แจ้งมีรายได้รวมต่อปี 2,981,008 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 2,317,080 บาท เงินบำนาญ 503,928 บาท มีรายได้จากทรัพย์สิน 40,000 บาท และเงินปันผล 120,000 บาท และมีรายจ่ายปีละ 1,080,000 บาท เป็นข้าวอุปโภคบริโภค เบี้ยประกัน ค่าท่องเที่ยวและค่ารักษาพยาบาล

ขณะที่นางสุภาพร แจ้งมีบัญชีทรัพย์สิน รวม 11,186,293.21 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก จำนวน 14 บัญชี รวม 7,204,627.81 บาท เงินลงทุน 1,531,665.40 บาท ยานพาหนะ 500,000 บาท และบัญชีทรัพย์สินอื่น 1,950,000 บาท แบ่งเป็นสร้อยทองรูปพรรณ 15 เส้น มูลค่า 450,000 บาท สร้อยทองรูปพรรณ 4 เส้น มูลค่า 350,000 บาท สร้อยทองและตุ้มหู 19 เส้น มูลค่า 250,000 บาท แหวน 27 วง มูลค่า 500,000 บาท สร้อยทอง 7 เส้น มูลค่า 200,000 บาท และสร้อยตุ้มหูและจี้ 9 ชิ้น รวมมูลค่า 200,000 บาท

ส่วนรายได้จากทรัพย์สิน แจ้งได้รับดอกเบี้ย 150,000 บาท และเงินปันผล 400,000 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี 710,000 บาท โดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค ค่าท่องเที่ยวและค่ารักษาพยาบาล

ปากเสียจนได้เรื่อง! ส้มฉะกันเองอีกแล้ว ปม กรุณพล แช่งนายกฯ น่าจะติดเตียงทรมาน เจอ ครูธัญ สั่งสอน-แจ้นขอโทษ

22 กันยายน 2569 เวลา 17:10 น.

22 กันยายน 2569 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่นายอนุทิน ได้กล่าวตอบโต้กรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน จี้ให้เดินทางมาตอบกระทู้ถามในสภาฯ ซึ่งนายอนุทินระบุว่า “รอให้บุญถึงก่อนนะครับ”

โดย นายกรุณพล ได้นำภาพข่าวดังกล่าวมาโพสต์ พร้อมระบุข้อความว่า “คงบุญไม่ถึงอย่างคุณอนุทินว่าจริงๆ แหละครับ ยังไงพรรคผมก็จะอดทนทำกรรมดีต่อไป อยู่ที่ว่าท่านนายกฯ อย่าเพิ่งหมดบุญไปซะก่อนหละครับ แต่ดูแล้วคนอย่างท่านน่าจะไปยังยาก น่าจะติดเตียงทรมานอีกนานกว่าจะได้ลงไปข้างล่าง #นายกหรือเกรียนคีย์บอร์ด #พรรคประชาชน”

ต่อมา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนนายกรุณพล กรณีตอบโต้นายอนุทิน ว่า “น่าจะติดเตียงทรมานอีกนานกว่าจะได้ลงไปข้างล่าง” โดยนายธัญวัจน์ ระบุว่า “ไม่ใช่เรื่องตลก แต่คือชีวิตจริงที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ทุกวัน อย่านำความเจ็บป่วย ความพิการ หรือภาวะติดเตียงมาล้อ หรือใช้สาปแช่งใคร เราจะไม่เห็นด้วยกับใครมากแค่ไหน การเมืองก็ไม่ควรทำให้เราลืมความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” พร้อมแนบภาพข้อความระบุว่า “ภาวะติดเตียง ไม่ใช่มุกตลก และไม่ควรถูกใช้เป็นคำสาปแช่ง”

ล่าสุด นายกรุณพล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอบคุณครูธัน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ – Tunyawaj Kamolwongwat ที่แนะนำนะครับ และต้องขอโทษทุกท่านที่เลือกอาการป่วยมาใช้ตอบโต้ทางการเมือง ขอรับไปแก้ไขเพื่อให้การสื่อสารดีขึ้นในครั้งต่อไป ทั้งนี้ได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยครับ #พรรคประชาชน” ขณะที่ นายธัญวัจน์ เข้ามาคอมเมนต์ว่า “ขอบคุณคุณเพชรนะคะ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– “ศิริกัญญา” ซัดแรง! แซะ “นายกฯ” ขยันเล่นเฟซบุ๊กแต่ไม่อ่านกฎหมาย ท้าให้มาตอบกระทู้ในสภา

– “อนุทิน” สวนกลับเดือด “ศิริกัญญา” ลั่น “รอให้บุญถึงก่อน” หลังถูกแซะขยันเล่นเฟซฯ แต่เมินตอบกระทู้สภา

โฆษก ภท.ปัดคุยกล้าธรรม ดึงร่วมรัฐบาล โยนวิปฝ่ายค้านแจงเหตุถีบออก เผยวงประชุม สส. ลั่นตอนนี้มีแค่พรรคร่วมเดิม

22 กันยายน 2569 เวลา 16:48 น.

22 กันยายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ ว่า เป็นการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมือง เช่น วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเรื่องของพรรคกล้าธรรม ขอไม่ก้าวล่วง เพราะเพิ่งทราบจากข่าว และไม่ทราบว่าคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) มีปัญหาอะไรจนนำพรรคกล้าธรรมออก และนำพรรคอื่นเข้ามา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่วิปฝ่ายค้านต้องตอบเอง

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมวันนี้ได้ถามความเห็นของ สส.กรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว แค่คุยกันว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากไหน ซึ่งเป็นเพียงสำนักข่าวต่างๆ ที่วิเคราะห์กัน พวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของพรรคร่วมฝ่ายค้านมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีมีการดึงพรรคกล้าทำเข้าร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตอนนี้เรามีพรรคร่วมรัฐบาลเท่าที่เห็น

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคกล้าธรรมไม่ได้อยู่ในฝ่ายค้านแล้ว ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะปิดกั้นการทำงานระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกพรรคในสภาฯทำงานร่วมกันตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม เพราะต้องคุยกันเรื่องวาระสภาว่าการประชุมในสัปดาห์มีอะไรบ้าง คงจะไม่บอกว่าเราจะไม่ทำงานกับใคร เพราะทุกวันนี้วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านพูดคุยกันตลอดอยู่แล้ว จะไปพูดว่าเราปิดประตูคนนั้นปิดประตูคนนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคทำงานด้วยกันในสภาอยู่แล้ว ขอย้ำว่า ณ ตอนนี้ทุกพรรคทำงานด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคอยู่ในสถานะใดในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงเดิมตามที่เคยประกาศไว้

เมื่อถามว่า ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลมีพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ณ ตอนนี้เป็นแบบนี้ ส่วนวิปฝ่ายค้านก็ประกาศชัดเจนเขาก็ประกาศว่า มีพรรคไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน

กนช.เคาะงบกลาง ดัน 68 โครงการ แก้ไขปัญหาท่วม-แล้ง คุณภาพน้ำทั่วทุกภูมิภาค

22 กันยายน 2569 เวลา 16:12 น.

22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายทรงศักดิ์ ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมว่า จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่านช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและมีพื้นที่ที่เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง รองนายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งมีการประชุมด่วนระหว่าง สทนช. ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมหารือแนวทางช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหา โดยให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในห้วงวันที่ 23-26 กันยายน 2256 จะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสานตอนล่างและภาคใต้ตอนบน ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการรับมือต่อไป

สำหรับในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ทุกหน่วยงานยังต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝนทางภาคใต้ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ จึงได้มอบหมายจังหวัดและหน่วยงานเกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนภัย ให้ประชาชนรับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์สารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำลาวอย่างใกล้ชิด โดยให้ชี้แจงสถานการณ์และให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการเสนอเรื่อง ต่อ กนช. เพื่อพิจารณาแผนงานโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้ สทนช. ตรวจสอบ วิเคราะห์กลั่นกรองโครงการก่อนเสนอ กนช. พิจารณา และวันนี้ได้เห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการที่หน่วยงานตามที่เสนอขอรับสนับสนุนงบประมาณ งบกลางฯ จำนวน 99 โครงการ วงเงินทั้งสิ้น 509.7005 ล้านบาท โดยโครงการทั้งหมดจะกระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยให้หน่วยงานดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด นอกจากนั้น เพื่อให้การวางแผนการบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย (อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา) และผลการดำเนินการของคณะทำงานแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้รายงาน ครม. เพื่อทราบ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการขับเคลื่อนตามแผนต่อไป

นอกจากนี้ กนช. ยังมีมติให้ความเห็นชอบการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำญวน จังหวัดพะเยา ความจุอ่างเก็บน้ำ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (พ.ศ. 2571 – 2576) วงเงินงบประมาณ 2,600 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำในพื้นที่กว่า 20,910 ไร่ ของอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยให้กรมชลประทานดำเนินการตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังต้องเร่งรัดการขออนุญาตใช้พื้นที่อนุรักษ์และดำเนินการโครงการให้เป็นไปตามแผน รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานให้ กนช. รับทราบทุก 6 เดือน

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ที่ประชุมได้เห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงคลองยม – น่าน จังหวัดสุโขทัย (จากเดิม 8 ปี เป็น 9 ปี) และโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (จากเดิม 10 ปี เป็น 14 ปี)

มท.2 แฉนายทุน โยงเครือข่ายยิว เตรียมซื้อที่ดิน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มูลค่าเกือบ 100 ล้าน สร้างชาบัด

22 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

“มท.2″แฉ”นายทุน” โยง”เครือข่ายยิว” เตรียมซื้อที่ดิน”3 จังหวัดชายแดนใต้” มูลค่าเกือบ 100 ล้าน สร้าง”ชาบัด” จ่อลงพื้นที่เข้มตรวจสอบด้วยตัวเอง หวั่นลามทำขัดแย้งกับศาสนา-ชุมชน กำชับ”ผู้ว่าฯ-ปกครอง”สแกนทั่วพื้นที่ เร่งทำความเข้าใจคลายกังวลชาวบ้าน เผยเคส”ภูเก็ต”พิรุธเพียบ ไร้ขออนุญาตสร้าง ขีดเส้น 30 วัน หากยัง ต้อง”ทุบทำลาย” ขณะที่”ถนนท่าพระทิตย์-สุขุมวิท 22″ ยังไม่พบผิดปกติ ส่วนที่”กระบี่”หากจังหวัดทำไม่ได้ เดี๋ยวลงไปทำเอง

22 กันยายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบศูนย์ชุมชนและศาสนสถานของชาวอิสราเอล หรือ ชาบัด ในทั่วประเทศ ว่า วันนี้กำลังตรวจสอบในรายละเอียดอยู่ว่า เนื่องจากตรวจพบชาบัด ประมาณ 8 – 9 ที่แล้ว อย่างเช่น ชาบัด ที่ จ.ภูเก็ต จากการตรวจสอบโดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พบว่ามีพิรุธเกี่ยวกับใบอนุญาตก่อสร้างจริง ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติม หรืออาคารที่ไม่ควรเป็นอาคาร จากนี้จะมีเวลาให้ 30 วัน หากไม่มียื่นขออนุญาติ หรือยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก็คงต้องให้มีการทุบทำลาย นอกจากนี้ ยังพบร้านขายของที่มีสินค้านำเข้ามาไม่มีฉลาก หรือ อย. คำถามคือนำเข้ามาขายได้อย่างไร ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการทางเอกสารเพื่ออายัดสินค้าทั้งหมดแล้ว

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนชาบัดที่อื่นๆ ในภาคใต้ หรือที่กำลังจะก่อสร้าง ประชาชนในพื้นที่ยังมีความกังวลอยู่ ได้กำชับให้ผู้ว่าฯ แต่ละพื้นที่ลงไปตรวจสอบโดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตแล้ว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบบริษัทที่มาครอบครองที่ดิน ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ การขออนุญาตก่อสร้างเป็นอย่างไร เส้นเงินที่กำลังก่อสร้างที่ถือเป็นเรื่องสำคัญต้องตรวจสอบ เพราะชาบัด หรือโบสถ์ของชาวยิว มันไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ได้ แต่นำมาเงินลงทุน 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท 1,000 บาท อย่างที่ชาบัด สุขุมวิท กทม. เราก็อยากรู้ว่าเอาเงินจากไหนมาดูแล

“ตอนนี้เรากำลังตรวจสอบอยู่ ในโครงข่ายที่ผมเคยพูดไป ขณะนี้ก็ขยายไปค่อนข้างที่จะเกือบสมบูรณ์แล้ว เดี๋ยวจะมีการประชุมร่วมกับดีเอสไอ อีกรอบเพื่อดูว่าโครงข่ายนี้จะขยายไปถึงไหนได้บ้าง เพราะไม่อยากให้ประชาชนกังวล” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังมี สส.หลายคนมาคุยกับตนว่าพบเครือข่ายชาวอิสราเอล โดยเฉพาะบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสุสาน หรือธุรกิจอื่นๆ ไปซื้อที่ดินที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วด้วย มูลค่าน่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งตนจะลงไปตรวจสอบด้วยตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้ว่า เป็นพื้นที่ใคร ใช้เงินที่ไหนมาซื้อ เป็นบริษัทอะไร เจตนารมย์คืออะไร รวมถึงอาจเชิญมาหารือเรื่องธุรกิจที่กำลังที่ทำด้วย เพราะเรากลัวว่าหากมีการกระทำที่ขัดแย้งต่อศาสนา หรือชุมชนเดี๋ยวจะมีปัญหาอีก ประชาชนจะได้ไม่กังวลใจ

เมื่อถามถึงชาบัด ที่ จ.กระบี่ ที่ประชาชนค่อนข้างกังวลใจ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ตนก็กังวลใจเหมือนกัน เป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง และผู้ว่าฯ ในการตรวจสอบ หาข้อมูล และประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำคืออะไร หากจังหวัดไม่สามารถทำได้ เดี๋ยวตนจะลงไปทำเอง จะลงไปดูด้วยตัวเองว่าเนื้อหาต่างๆ คืออะไร ทั้งนี้ ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาข้อเท็จจริงที่สุด เขาจะได้สบายใจที่สุด ส่วนชาบัดในพื้นที่ กทม.เช่น ที่บริเวณถนนพระอาทิตย์ ทาง กทม.ได้เข้าไปตรวจสอบแล้ว ไม่ได้มีการก่อสร้างชั้นใต้ดินอย่างที่มีข่าวออกมา ขณะที่พื้นที่ชั้น 2 – 3 เปิดเป็นที่พักให้ชาวอิสราเอล เบื้องต้นยังไม่พบอะไรผิดปกติ ขณะที่การก่อสร้างชาบัดเฮ้าส์ ในซอยสุขุมวิท 22 ที่พบการสร้างที่จอดรถชั้นใต้ดินลงไป 3 ชั้น และอาคารอีก 5 ชั้น พบว่าเป็นไปตามนั้น มีการใช้สิทธิแจ้งก่อสร้างหรือดัดแปลงตาม มาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จากการหารือกับผู้ว่าฯ กทม.ยังไม่พบอะไรผิดปกติ แต่อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับระยะร่นจากถนนถึงรีสอร์ท ก็อาจจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไข อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้กรมการปกครอง ตรวจเช็คข้อมูลกับ กทม.หากพบอะไรผิดปกติ ตนก็จะลงไปตรวจสอบเช่นกัน

บิ๊กดุลย์ เผยงบ 3,500 ล้านถึงมือ 3 เหล่าทัพ ซื้อทดแทน-ซ่อมบำรุงอาวุธ เพิ่มความพร้อมป้องกันประเทศ

22 กันยายน 2569 เวลา 15:37 น.

บิ๊กดุลย์ ประชุม สภากลาโหม พรุ่งนี้ กำชับเหล่าทัพ อย่าเกิดช่องว่างช่วงสับเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ำระวังชายแดน ชี้รัฐบาลอนุมัติงบ 3.5 พันล้านซื้อ-ซ่อม อาวุธยุทโธปกรณ์ รับมือหากมีรอบใหม่

ที่องค์การทหารผ่านศึก(อผศ.)พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภากลาโหมในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.69) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงานว่า สิ่งที่ตนจะเน้นย้ำก็มีในหลายประเด็น ทั้งเรื่องของพลทหารอาสา ที่อยากให้คนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ เร่งดำเนินการผลักดัน เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการการฝึก การลงโทษที่ต้องยึดระเบียบวินัย และการปลูกฝังให้มีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ในส่วนของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน ต้องมีความระมัดระวัง เพราะเราไม่รู้ว่า ภัยคุกคามจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งการสับเปลี่ยนกำลัง ก็ไม่ได้สับเปลี่ยน 100% เราดำเนินการเพียง 2 ใน 3 ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการเหล่าทัพ, แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการกองกำลัง ซึ่งมีวิธีการบริหารจัดการ

พลโท อดุลย์ กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลได้มีการอนุมัติงบกลางประมาณ 3,500 ล้านบาทให้ 3 เหล่าทัพเพิ่มเติม ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้ไป และซ่อมบำรุงสิ่งที่ชำรุดจากการสู้รบ และนำไปซื้อของจำเป็น เพื่อปฏิบัติการในครั้งต่อไป เพื่อให้เกิดความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งขอให้ประชาชนสบายใจว่า เราจะป้องกันประเทศแบบองค์รวม ทั้งทหาร, ประชาชน และหน่วยงานราชการมีส่วนร่วม รวมไปถึงกระทรวงฯ ต่าง ๆ

พลโท อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกัน เรายังคงปิดด่านอยู่ จึงอยากให้ช่วยกันสนับสนุนผู้ประกอบการพ่อค้า-แม่ค้า ที่อยู่ตามแนวชายแดน แบบไทยช่วยไทย หันมาซื้อของไทย

เมื่อถามถึงกรณี พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ ผอ. JIC จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้นั้น พลโท อดุลย์ กล่าวว่า คงต้องหารือกัน แต่ยืนยันว่า ศูนย์ JIC ยังคงอยู่ เพราะเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เพียงแต่ว่า ต้องไปพูดคุยกันว่า จะเดินไปในรูปแบบไหน แต่สำหรับตัวบุคคลนั้น ตนขอหารือกับพลอากาศเอก ประภาส อีกครั้ง

รัฐบาลเดินหน้าแผนกองทุนน้ำมันปี 2569-2572 ชูเชื้อเพลิงชีวภาพผลิตได้ในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้า-เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

22 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” และ “แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้พร้อมรับความผันผวนของตลาดโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ และนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยทดแทนการใช้น้ำมันจากต่างประเทศบางส่วน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 จึงกำหนดให้การรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือบริหารจัดการพลังงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ยังวางกรอบการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและลดผลกระทบต่อประชาชนเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยต้องคำนึงถึงฐานะและสภาพคล่องของกองทุน รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเพิ่มบทบาทของเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับภาคการเกษตร เนื่องจากวัตถุดิบสำคัญสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว

“ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ไทยมีศักยภาพ เพราะเราสามารถผลิตวัตถุดิบได้ภายในประเทศ นำมาใช้ทดแทนการนำเข้าพลังงานบางส่วน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว