การดี กาง 3 ปมร้อนขยี้ TH-AI Passport หลังเปิดใช้งาน 5 วัน ห่วงโมเดลฟรี ‘ล้าหลัง-โควตาน้อย’ หวั่นติดกับดักภาวะ ‘โx่ฉับพลัน’

5 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

 ’การดี‘ กาง3ปมร้อนขยี้ ‘TH AI Passport’ ต่อเนื่อง หลังเปิดใช้งาน 5 วัน ห่วงโมเดลฟรี ‘ล้าหลัง-โควตาน้อย’ เกิดภาวะ ‘โง่ฉับพลัน’ หวั่นทำทักษะถดถอย บี้รัฐแจงธรรมาภิบาลข้อมูล กลัวถูกใช้สร้างอคติ-เอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม
 
วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ปชป.นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการติดตามโครงการ TH AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน โดยระบุว่า จากการจัดกิจกรรมทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พบประเด็นที่น่ากังวลหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพของโมเดล การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และความคุ้มค่าของโครงการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โมเดล AI ฟรีที่ให้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับโมเดลฟรีในตลาด และมีข้อจำกัดด้านจำนวนคำสั่งที่ใช้งานได้ต่อวัน และมองว่า หากเป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพิ่มผลิตภาพ และช่วยเหลือ SMEs ก็ควรแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานให้ชัดเจนว่า นักเรียน ครู ข้าราชการ SMEs และสตาร์ทอัป ต้องการใช้ AI เพื่ออะไร พร้อมแสดงความกังวลว่า หากนำโมเดลที่ยังไม่ฉลาดเพียงพอไปให้ประชาชนใช้อย่างแพร่หลาย อาจเกิดผลตรงกันข้าม จากที่ควรช่วยเพิ่มทักษะ กลับทำให้ผู้ใช้พึ่งพาคำตอบที่ผิดหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะถดถอย” หรือ “โง่ฉับพลัน”

ส่วนอีกประเด็นสำคัญคือ ธรรมาภิบาลข้อมูล โดย นางการดี กล่าวว่า ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกที่โครงการเปิดตัว เพราะใน TOR มีการระบุถึงความสามารถในการรายงานและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มของผู้ใช้ทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม พร้อมมองว่า ข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกเทคโนโลยี ขณะที่ความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่ผู้ใช้งานส่งเข้าสู่ระบบจะถูกเก็บ ใช้ วิเคราะห์ และนำไปประโยชน์อย่างไร นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการปิดกั้นคำสั่งบางประเภท รวมถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลกลับมายังตัวบุคคล จึงเรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างอคติ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นางการดี กล่าวต่อว่า ยังตั้งคำถามถึงแนวทางการพัฒนา National LLM หลังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เคยระบุว่า หากไม่มีโครงการ TH AI Passport จะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศได้จึงต้องการทราบว่า รัฐมีแผนพัฒนา National LLM อย่างไร และเหตุใดรายละเอียดดังกล่าวจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน TOR พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเสี่ยงเรื่อง Vendor Lock-in หลังมีผู้ลงทะเบียนใช้งานจำนวนมาก โดยไม่ได้กล่าวหาว่ามีการล็อกสเปก แต่ขอให้สังคมจับตา TOR ในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกรณีบริษัทผู้รับจ้างมีข้อมูลประชาชนจำนวนหลายล้านคน เพราะอาจทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการประมูลครั้งต่อไป

สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ นางการดี ระบุว่า จำนวนผู้ลงทะเบียนไม่ควรเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเลข 5 ล้านคนเป็นเพียงตัวชี้วัดด้านการเข้าถึงหรือการตลาด แต่สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการนี้ และทักษะ AI ของประชาชนเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยเรียกร้องให้ สดช.กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น อัตราการเข้าถึง AI ที่เพิ่มขึ้น หรือผลลัพธ์ด้านทักษะของประชาชนแต่ละกลุ่ม พร้อมเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลและจัดทำแดชบอร์ดแสดงผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กันยายน 2569


 
ขณะเสียงวิจารณ์ว่าการใช้งานจริงของประชาชนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทั้งเรื่องความฉลาดของระบบและข้อมูลผิดเพี้ยน นางการดี ระบุว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้โมเดลรุ่นเก่า และเห็นว่า หากรัฐลงทุนกับระบบที่คุณภาพไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลที่มีอยู่ในตลาดได้ ก็ต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน
 
ส่วนกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ผู้ใช้อาจนำ AI ไปใช้งานผิดประเภท นางการดีกล่าวว่า จากการทดลองสร้างบัญชีใหม่และใช้คำสั่งเดียวกับบัญชีเดิม กลับพบว่าคำตอบมีความแตกต่างกันมาก จึงยังมีข้อสงสัยเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์มว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์มว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ เพราะบางส่วนมีลักษณะคล้ายคลิปประชาสัมพันธ์หรือ “อวยโครงการ” มากกว่าการสอนทักษะ AI ระดับสูง โดยได้ทดลองเรียนประมาณ 3-4 คลิปแล้วพบว่า เนื้อหาหลายส่วนสามารถหาได้ทั่วไป และยังไม่เห็นความพยายามในการนำเสนอทักษะ AI ระดับ Advanced ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

THAI Passportการดี เลียวไพโรจน์ประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์

เด็ก ภท. ซัด ‘ศิริกัญญา-พรรคส้ม’ ดิ้นพล่าน กลัวรัฐบาลโชว์ผลงานผ่านรายการ‘ครม.พบประชาชน’

5 กันยายน 2569 เวลา 15:21 น.

’สส.ภูมิใจไทย‘ ออกโรงซัดกลับ ‘ศิริกัญญา-พรรคส้ม’ ดิ้นพล่าน กลัวรัฐบาลโชว์ผลงานผ่านรายการ ‘ครม.พบประชาชน’ หยันดีแต่สร้างวาทกรรม ‘ปั้นน้ำเป็นตัว’ กะกลบวิบากกรรมคนในจ่อโดนเชือด

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์รายการ “ครม. พบประชาชน” เป็นเพราะรัฐบาลได้รับความนิยมลดลงว่า เป็นอาการดิ้นพล่านด้วยความหวาดกลัวของคนพรรคประชาชน เนื่องจากรัฐบาลกำลังเดินหน้าทำงานอย่างจริงจัง ทั้งการปราบปรามการทุจริต การกวาดล้างนอมินีต่างชาติ เรื่องสีเทา ยาเสพติด และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ออกมาโชว์ผลงานเป็นรูปธรรม สวนทางกับพรรคประชาชนที่ไม่มีผลงานชิ้นโบว์แดง นอกจากพฤติกรรมแบบเด็กเลี้ยงแกะ ปั้นน้ำเป็นตัวสร้างวาทกรรมปลุกปั่นกระแสไปวันๆ จนประชาชนเอียนและเบื่อหน่ายเต็มที

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า การออกมาดิสเครดิตรัฐบาลจึงเป็นเพียงเกมเบี่ยงเบนความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ที่ไม่มีหลักฐานไปถึงแกนนำพรรค แถมยังมีการนำสำนวนที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่างๆ และเสี่ยงต้องรับโทษจำคุกในอนาคต รวมไปถึงวิบากกรรมของคนในพรรคที่กำลังจ่อโดนดำเนินคดีเป็นรายคน ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีฟอร์เร็กซ์ ที่สส.ในพรรค กำลังถูก กรมสอบสวนคดีพิเศษจ่อส่งสำนวนฟ้องอัยการในเดือนกันยายนนี้ และคดีนอมินีทุนต่างชาติของ สส.เขต ที่มีกำหนดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงในวันที่ 7 กันยายนนี้

“วิบากกรรมเหล่านี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของพรรคที่อ้างเป็นของคนรุ่นใหม่ และ ทำงานการเมืองสร้างสรรค์ และพยายามบอกว่าพรรคมีแต่คนซื่อสัตย์สุจริต เป็นจุดขาย แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นเช่นนั้นจนหมดสิ้นความน่าเชื่อถือ” นายวัชรพงศ์ กล่าว

พรรคส้มภูมิใจไทยวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณศิริกัญญา

‘อนุทิน’ ลั่นถ้ามีหลักฐาน ใครเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ยื่นป.ป.ช.สอบได้เลย ยันใครโกงโดนหมด

5 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

“อนุทิน”ลั่นถ้ามีหลักฐานใครเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ยื่นป.ป.ช.สอบได้เลย หลังลือสะพัดผู้ถูกกล่าวหาซัดทอด รมต.เกี่ยวข้อง เพื่อความสบายใจไม่มีอิทธิพล-คำสั่งใดๆ จากฝั่งการเมืองแน่นอน ยันใครโกงโดนหมด

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีกระแสข่าวออกมาว่าอาจจะมีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ได้ย้อนถามว่า “มันมีข่าวเหรอ มันต้องมีหลักฐานหรือต้องมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าไปบอกว่ามีข่าวว่า หรือมีกระแสข่าวว่า คนโน้นว่าที คนนี้ว่าที มันตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร ผมไม่ได้ข่าวนี้”

เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่าคนที่โดนจับก่อนหน้านี้มีการยื่นหลักฐานระบุว่า มีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทิน กล่าวว่า “ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นมาเยอะๆ ก็ดี ตนขอประชาสัมพันธ์ตรงนี้เลยว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้นไปยื่นที่ ป.ป.ช. เลย จะได้สบายใจว่าไม่มีอิทธิพลหรือคำสั่งใด ๆ จากฝั่งการเมืองอย่างแน่นอน แม้กระทั่งฝั่งบริหารหรือรัฐบาล ตอนนี้ ป.ป.ช. ทำเรื่องอยู่แล้ว ถ้าใครเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า มีการทุจริตไม่ว่าระดับไหน ขอให้นำหลักฐานไปยื่นกับ ป.ป.ช. ได้เลย ไม่ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือหลักฐานเท็จ ป.ป.ช. เขาก็มีวิธีการพิสูจน์ นี่คือวิธีการที่จะทำให้ความจริงทั้งหมดปรากฎ

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในส่วนของรัฐบาลเราได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทำให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียออกจากตำแหน่งที่จะบริหารจัดการอะไรได้ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ต่างคนต่างทำงาน”

เมื่อถามย้ำว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า “ไหนหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต้องเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ชัด แต่ถ้าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก็ส่งไปที่ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล แต่ถ้าดีที่สุดขณะนี้ ป.ป.ช. รับเรื่องในการที่จะสอบสวนสืบสวนดำเนินคดีในเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ก็เอาหลักฐานจากอันควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เอาไปส่งมอบให้ ป.ป.ช. จะได้เป็นหลักฐานที่เขานำไปดำเนินการต่อได้ ถ้าเป็นหลักฐานที่เชื่อได้ ก็นำมาเป็นส่วนดำเนินคดีได้“

อนุทิน ชาญวีรกูลโกงสอบท้องถิ่น

‘ชัยวุฒิ’ เตือน สส.ส้ม อย่าปั่นดราม่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ หวั่นนักลงทุนหนี ทำเศรษฐกิจพัง

5 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนักการเมืองบางกลุ่มสร้างคอนเทนต์โจมตีโครงการ “ดาต้าเซ็นเตอร์” (Data Center) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งในอดีตข้อมูลของไทยมักถูกเก็บไว้ในต่างประเทศ ขาดทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตนได้พยายามผลักดันและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Microsoft, Apple, AWS (Amazon) และ Alibaba ให้เข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อวางรากฐานด้านข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน

“ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นหัวใจสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องมีในประเทศไทยเรา เพราะวันนี้เศรษฐกิจดิจิทัล ขยายการเติบโตเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน จึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งก็คือดาต้าเซ็นเตอร์ด้านเก็บข้อมูล สมัยก่อนมีเก็บข้อมูลในต่างประเทศบ้าง ซึ่งไม่มีความปลอดภัย และไม่มีประสิทธิภาพ ​ตอนรัฐบาลลุงตู่ ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ ก็พยายามส่งเสริมให้มา
สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศซึ่งก็ทำมาอย่างดีโดยตลอด” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่นักการเมืองบางคนออกมาคัดค้านโครงการนี้ และนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นคอนเทนต์ดราม่า จนทำให้ภาพลักษณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ดูเป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้เครื่องปั่นไฟและน้ำมันดีเซลสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือไฟดับ

​”เรื่องเครื่องปั่นไฟสำรอง เป็นคนละเรื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมีหน่วยงานอย่างกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลตามกฎหมายอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่าเอามาปนกัน การออกข่าวว่าจะชะลอการก่อสร้างถือเป็นการสร้างปัญหาให้ผู้ประกอบการ หากนักลงทุนเปลี่ยนใจหนีไปประเทศอื่น ประเทศไทยจะลำบาก” หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าว

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงความจำเป็นด้านความมั่นคงและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยระบุว่าข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลลับและความมั่นคงที่ต้องเก็บไว้ในประเทศ เพื่อให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบคลาวด์ (Cloud) ที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับบริการภาครัฐ อย่างเช่น “ระบบคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข” ที่เชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา ทำให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

​”วันนี้เราใช้ข้อมูล ใช้ AI มีการคำนวณต่าง ๆ มากมาย ถ้าไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจพังแน่ การแข่งขันในด้านต่าง ๆ ดาต้าคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงต้องช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

datacenterชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์นักลงทุนเศรษฐกิจ

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงาน ศาลปกครองรับฟ้องคดี หมอสรณ เผยรัฐบาลดำเนินการไปหมดแล้ว

5 กันยายน 2569 เวลา 14:30 น.

“นายกฯ” ปัดยังไม่ได้รับรายงาน ปมศาลปกครองสูงสุดสั่งรับฟ้องคดี “นพ.สรณ” ฟ้องคกก.สรรหา กสทช. บอกรัฐบาลดำเนินการไปหมดแล้ว

วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 10.50 น.  ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) จังหวัดราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นให้รับฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีวินิจฉัยคุณสมบัติของตนเองไว้พิจารณา เรื่องนี้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานมาให้ทราบหรือยัง ว่ายังไม่ได้รับรายงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดำเนินการไปแล้วครับ

หมอหมอสรณอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ หัวเราะเมิน ‘ศิริกัญญา’ เหน็บรัฐบาลเรตติ้งตก จนต้องผุด รายการ คุยกับครม.อนุทิน

5 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

“อนุทิน”หัวเราะไม่ตอบหลัง”ศิริกัญญา” เหน็บ รัฐบาลเรตติ้งตก จนต้องผุด รายการ”คุยกับครม.อนุทิน”บอกทำงานเกือบครึ่งปีแล้ว ถึงพีอาร์ผลงาน

วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 10.50 น. ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลจัดรายการ”คุยกับครม.อนุทิน” ในวันเดียวกันนี้โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ประเดิมเป็นเทปแรก ในการสื่อสารกับประชาชนว่า ยังไม่ได้ติดตามเลย ก็ดีครับ เราเข้ามาทำงานเกือบจะครึ่งปีแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาที่ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ทางกรมประชาสัมพันธ์ก็มีดำริให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต้องการจะถ่ายทอดหรือแจ้งประชาชนในเรื่องต่างๆ กรมประชาสัมพันธ์ก็จัดช่วงเวลาให้ เมื่อถามว่า นายกฯจะร่วมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าโอกาสอำนวย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมา ระบุว่า รัฐบาลกระแสตกจึงต้องมีการจัดรายการ”คุยกับครม.อนุทิน” นายกฯ หัวเราะ แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีศิริกัญญาอนุทิน ชาญวีรกูล

เดือดปรอทแตก! ‘ศุภชัย’vs‘รักชนก’ ถึงขั้นแช่งให้ลงนรก

5 กันยายน 2569 เวลา 14:03 น.

รักชนก ศรีนอก

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความภาษาอังกฤษผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “You baseborn bastard!” โดยไม่มีการระบุเจาะจงว่าหมายถึงผู้ใดหรือเหตุการณ์ใด และต่อมา น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ไอซ์ รักชนก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้ามาคอมเมนต์ใต้โพสต์ดังกล่าวทันทีว่า “แปลว่าดอกที่ซัดไปตะกี้ จี๊ดขึ้นสมอง เก็บทรงไม่อยู่เลย” พร้อมทั้งนำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ต่อในเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมระบุแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “สลิ้งแตก”

ล่าสุด วันนี้ 5 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ มุสาวาทเป็นทางแห่งอกุศล ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “มุสาวาทเป็นทางแห่งอกุศล หากประกอบด้วยเจตนาร้ายและก่อความเสียหายหนัก ย่อมมีวิบากหนัก และสามารถเป็นเหตุให้นำไปสู่อบายภูมิได้ #ภาษาธรรม”

ศุภชัย ใจสมุทร

ก่อนที่ไม่กี่นาทีถัดมา ไอซ์ รักชนก จะได้แชร์โพสต์ของ นายศุภชัย ใจสมุทร และโพสต์ข้อความเผ็ดร้อนลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “งั้น สส.พรรคภูมิใจไทย คงได้ลงนรกขุมที่ลึกที่สุดกันทั้งพรรค ยกพรรคคอออกมาพูดว่าไม่มีฮั้วไม่มีโกง สว. ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ เมื่อวันก่อนยังเอาความเดือดร้อนของคนสามจังหวัดมาบังหน้า เพื่อปกป้องไม่ให้ กกต. ถูกอภิปราย ดึงเวลาสภา แล้วก็ปิดประชุมไม่ละอายต่อสิ่งที่กระทำต่อประเทศชาติ ประชาชน ยังกล้าอ้าปากพูดเรื่องธรรมะ มือถือสาก!”

ศุภชัย ใจสมุทร

หลังจากที่ ไอซ์ รักชนก แชร์โพสต์ของ นายศุภชัย ใจสมุทร พร้อมโพสต์ข้อความเผ็ดร้อนเผยแพร่ไปลงบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น

“วัยนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่แต่งกลอน ก็พูดถึงธรรมมะ แต่ก็นั้นละ เหมือนคำที่ว่า มือถือสาก ปากถือศีล”

“เอ๋าา ต้นโพสท์ปลิวแล้ว”

“เอาธรรมะเข้าช่วยแล้ว1”

“ลบเพราะมันเข้าตัว 5555”

“สาดไปครับสมาชิก อย่างชอบ”

“น้ำเงินไม่ว่าหน้าม้าคนไหนออกตัว จะเบาจะแรง พูดอะไร ดูแล้วดิ้นเข้าตัวหมดเลยอ่ะ “ความจริงมีเพียง 1 เดียว” มันเลยดูร้อนรนไปหมด ไม่ว่าจะพยายามแก้ต่าง อ้าง แถ บิด หนักเข้าก็โหนสถาบัน โหนชาติ หรือแม้แต่เอาพวกมากเข้ามางัด ใช่ !!!! ปริมาณมากมันอาจจะงัดได้ แต่อย่าลืมว่าไม้ที่ใช้งัด ส่วนใหญ่เป็นไม้ผุๆ ที่ปลวกแทะไว้จนกลวงแล้ว ก็แค่ไม้ที่แม้แต่เป็นเชื้อเพลิงยังไร้ค่า ไม่คุ้มค่าในการเสียเวลาเก็บรักษา และนำมาใช้งาน”

“พี่เค้าไม่ควรแช่งพวกเดียวกันเลย แย่จริง ๆ”

ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร

และไม่นานจากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมพบว่า นายศุภชัย ได้ลบโพสต์ของตนเองก่อนหน้านี้ไปแล้ว และ ไอซ์ รักชนก ยังได้มีการโพสต์ภาพที่แคปไว้ก่อนหน้าที่นายศุภชัยจะลบโพสต์ลงในช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตนเอง พร้อมคำถามถึงคู่กรณีด้วยว่า “ลบทำไม”

ไอซ์ รักชนก
ไอซ์ รักชนก

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork, เฟซบุ๊ก Suphachai Jaismut

การเมืองรักชนก ศรีนอกศุภชัย ใจสมุทรไอซ์ รักชนก

อนุทิน เซ็นคำสั่งเนรเทศ ชาวอิสราเอล พ้นประเทศ หลังศาลเกาะสมุยพิพากษา ปมส่งข้อความข่มขู่

5 กันยายน 2569 เวลา 11:00 น.

วันนี้ 5 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยได้เผยแพร่คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2372/2569 ลงวันที่ 4 กันยายน 2569 เรื่อง เนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ออกไปนอกราชอาณาจักร

สืบเนื่องจากปรากฏว่า นายยาคอฟ โอฮะยอน สัญชาติอิสราเอล มีพฤติกรรมส่งข้อความขู่ผู้เสียหายว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว และเกิดความตกใจ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟ โอฮะยอน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ

ศาลพิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาสั่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท และให้โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี

เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

คำสั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569 ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ยิว

ข่มขู่อนุทิน ชาญวีรกูลอิสราเอลเกาะสมุยเนรเทศ

โค้งสุดท้าย ไทยช่วยไทย พลัส ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้าน กระจายรายได้สู่ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านราย

5 กันยายน 2569 เวลา 10:19 น.

cooking, asian kitchen, sale and food concept – close up of hands with plate, spoon and wok at street market

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 138,379.3 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,565 ราย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้ประโยชน์จากมาตรการในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยโครงการในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 มีเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศ

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

สำหรับยอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน 79,505.2 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และ Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่ายมีจำนวน 58,874.1 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และ Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท

เมื่อรวมการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery ทั้งส่วนของรัฐบาลและประชาชน มีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว 5,156.6 ล้านบาท ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านราย ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

ไทยช่วยไทย

“ขณะนี้โครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิและยังมีวงเงินคงเหลือ ตรวจสอบสิทธิและวางแผนใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทุกการใช้จ่ายไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังช่วยส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจและกระจายลงสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเงื่อนไขการใช้สิทธิของตนเอง พร้อมใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิอย่างเต็มที่ก่อนสิ้นสุดโครงการ ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยสนับสนุนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการ

ขอขอบคุณภาพจาก http://www.xn--b3czb2arbbzn9a6eulf7c.th

ลลิดา เพริศวิวัฒนาเงินใช้จ่ายไทยช่วยไทย พลัส

รัฐบาลแจงคืบปฏิรูประบบราชการ ปรับ ‘คน-งาน-เทคโนโลยี’ รัฐเล็กลง แต่ efficiency สูงขึ้น

5 กันยายน 2569 เวลา 10:05 น.

490E8E4A-FE1D-40CA-8AC5-BAC50EE5C69F

ปฏิรูประบบราชการถึงไหน! รัฐบาลแจงทำครบ“คน-งาน-เทคโนโลยี” ยึดหลัก “รัฐเล็กลง บริการดีขึ้น” เดินหน้าเกษียณก่อนกำหนด

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ว่า ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว พร้อมมอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการเกษียณก่อนกำหนด แต่กำลังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ปรับกำลังคน 2) ปรับกระบวนงาน และ 3) ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ ขณะที่ประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนต้องดีขึ้น

ส่วนที่ 1 ปรับกำลังคน – เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา

สำหรับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางกรอบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐโดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

นางสาวรัชดากล่าวว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย “ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง” แต่เป็นการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงกำลังคนมาปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ

ส่วนที่ 2 ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต้องลดตาม

ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยได้ผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต

ส่วนที่ 3 ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี

หน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว พร้อมเปิดทางให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ

“การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องมาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับคน งาน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทำให้รัฐมีขนาดเหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับภาระจากการลดขนาดรัฐ ตรงกันข้าม ประชาชนต้องได้รับบริการที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลง เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และระบบราชการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

ปฏิรูประบบราชการ