สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“สีหศักดิ์” พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนางสาวเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศออสเตรเลียในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – ออสเตรเลียที่ใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสะท้อนในความร่วมมือในสาขาที่หลากหลาย และส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสถานการณ์ที่สำคัญในภูมิภาค 

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

มติ ก.ตร. เอกฉันท์ 12-0 เห็นชอบตั้ง สำราญ เป็น “ผบ.ตร. คนที่ 16” ชี้พิจารณาครบทุกด้านตามกฎหมาย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569  เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม 4 แคนดิเดต ประกอบด้วยพลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และพลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมต้อนรับ

ผู้สื่ิอข่าวรายงานบรรยากาศก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินลงมาที่ห้องโถงอาคาร 1 เพื่อรอรับนายกรัฐมนตรี โดยพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้เดินมาพร้อมกันก่อนจะโอบเอวกันเดินเข้าไปที่ห้องรับรอง จากนั้นพลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ก็ได้เดินมารอตั้งแถวรอรับนายกรัฐมนตรี

โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงมีสีหน้ายิ้มแย้มและได้ทักทาย 4 แคนดิเดต ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อคัดเลือกตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าจะมีเซอร์ไพรส์หรือไม่ จากนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิได้เข้าห้องรับรองส่วนตัว เพื่อหารือวันนี้องค์ประชุมครบทั้ง 16 คน โดยก่อนจะเข้าห้องประชุมเพื่อเริ่มการประชุมตามวาระที่กำหนด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีการเรียกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 12 คนหารือนอกห้องประชุมที่ห้องพรหมนอกเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นเมื่อประชุมวงเล็กเสร็จสิ้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับเข้ามาที่ห้องประชุมศรียานนท์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่มีความกังวล เช่นเดียวกับแคนดิเดตทั้ง 4 คนที่นั่งรออยู่ในห้องประชุมใหญ่มีการยิ้มแย้มและพูดคุยกันตลอดเวลา

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีทั้งหมด 5 วาระ โดยวาระสำคัญอยู่ในวาระที่ 4 คือ การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. คนที่ 16 แทน พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

จากนั้นเวลา 15.50 น. ภายหลังการเสร็จสิ้นการประชุมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใดต่อสื่อมวลชน

ด้านพลตำรวจโทฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เห็นชอบแต่งตั้ง พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 พร้อมยืนยันกระบวนการคัดเลือกเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ทุกประการ ทั้งเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน-ป้องกันปราบปราม

พลตำรวจโทฐายุฏฐ์ เปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนการคัดเลือก ผบ.ตร. ว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอรายชื่อรอง ผบ.ตร. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม มาตรา 78 (1) ต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อให้ความเห็นชอบตาม มาตรา 23 (4) ซึ่งในระหว่างการพิจารณา ได้มีการอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เสนอชื่ออย่างรอบด้าน

ในการลงมติ ครั้งนี้ มีกรรมการ ก.ตร. เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 16 ท่าน โดยรอง ผบ.ตร. ทั้ง 4 ท่านที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยการเดินออกจากห้องประชุม ทำให้เหลือองค์ประชุมในการลงคะแนนทั้งหมด 12 ท่าน ซึ่งผลการลงมติออกมาเป็น เอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง

ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีลำดับอาวุโสอยู่อันดับ 3 และอาจขัดกับ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. 2565 นั้น พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ชี้แจงว่า กฎหมายเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจในการเสนอรายชื่อ โดยนำปัจจัยเรื่อง “ความอาวุโส” มาพิจารณา “ควบคู่กับความรู้ความสามารถ” โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม ซึ่งนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ

เมื่อถูกถามถึงความกังวลเรื่องการฟ้องร้องจากผู้เสียสิทธิ์ หรือรอยแตกร้าวในองค์กร พลตำรวจโท ฐายุฏฐ์ ระบุว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องความรักความสามัคคีของพี่น้องตำรวจอย่างชัดเจน เนื่องจากแคนดิเดตทั้ง 4 ท่าน ต้องมีผู้ที่ได้รับเลือกเพียง 1 ท่าน และอีก 3 ท่านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าข้าราชการตำรวจจะยังคงรักสามัคคีและร่วมมือกันทำงานเพื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป โดยขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบตามที่ “นายกฯอนุทิน” ในฐานะประธาน ก.ตร. เสนอชื่อ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

ขั้นตอนหลังจากนี้ นายกฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

มติของ ก.ตร.ครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ “บิ๊กราญ” ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างอำนาจในกรมปทุมวัน เพราะ พล.ต.อ.สำราญเป็นผู้มีอาวุโสลำดับที่ 3 จากแคนดิเดตทั้งหมด 4 คน

นอกจากนี้ หากอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.ต่อเนื่องจนเกษียณอายุราชการในปี 2576 พล.ต.อ.สำราญจะมีเวลาอยู่บนเก้าอี้ ผบ.ตร.นานถึง 7 ปี เป็น ผบ.ตร.ที่มีวาระยาวนานที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

จากเด็กเพชรบุรีสู่รั้วสามพราน

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2516 เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี จบการศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50

พล.ต.อ.สำราญสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งศึกษาต่อด้านกฎหมายในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทางชีวิตราชการเริ่มต้นในปี 2540 ในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง ก่อนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในงานทะเบียนพล และเคยเป็นนายตำรวจติดตาม “พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์” อดีต ผบ.ตร.

ผ่านเส้นทาง 191 ก่อนผงาดเป็นบิ๊กนครบาล

ปี 2546 ดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวน สน.ทองหล่อ ก่อนขยับเป็นสารวัตรงานสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และสารวัตรป้องกันปราบปราม สน.บางนา

ปี 2552 ขึ้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นกลับมารับตำแหน่งรองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ในปี 2554

ปี 2555 เป็นผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ก่อนไปรับตำแหน่งผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ในปี 2557

จากนั้นเส้นทางรับราชการขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2559 และขึ้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือผู้บังคับการ 191 ในปี 2561

ประสบการณ์ใน 191 ทำให้ พล.ต.อ.สำราญมีภาพของนายตำรวจสายปฏิบัติการที่คุ้นเคยกับงานป้องกันปราบปราม การควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน การระดมกำลัง และการบริหารหน่วยที่ต้องตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

ปี 2563 พล.ต.อ.สำราญ ซึ่งขณะนั้นมียศพลตำรวจตรี ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนใช้เวลาเพียงปีเดียวก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ขณะมีอายุ 48 ปี

จากแม่ทัพนครบาลสู่รอง ผบ.ตร.

หลังดำรงตำแหน่ง ผบช.น. พล.ต.อ.สำราญได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ในปี 2565 และได้รับมอบหมายงานสำคัญหลายด้าน ทั้งงานป้องกันปราบปราม งานความมั่นคง และภารกิจพิเศษ

ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

ผลงานเข้าตารัฐบาล

ในช่วงปี 2568-2569 ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญปรากฏในภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปราบปรามทุนเทา นอมินีต่างด้าว ผู้มีอิทธิพล และขบวนการที่อาศัยช่องโหว่ทางทะเบียนและกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

หนึ่งในผลงานที่ถูกจับตาคือปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” กวาดล้างขบวนการรับจ้างแจ้งเกิดเท็จและจัดทำเอกสารให้คนต่างด้าว ซึ่งไม่ใช่เพียงคดีปลอมแปลงเอกสารทั่วไป แต่เกี่ยวพันกับสถานะบุคคล สัญชาติ ความมั่นคง และการแทรกซึมเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายนอมินีต่างด้าวหลายพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินและการประกอบธุรกิจที่อาจใช้คนไทยบังหน้า รวมถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และกำกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์สำคัญ

ด้วยหน้าที่กำกับงานความมั่นคง พล.ต.อ.สำราญจึงปรากฏตัวร่วมกับนายกฯ ในหลายภารกิจ จนนำไปสู่กระแสวิจารณ์เรื่องความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวว่ารู้จักกับ “อนุทิน” มาตั้งแต่เป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์

จาก “สำราญ นวลมา” ถึงกระแส “สำราญ นอนมา”

กระแสเรื่องความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองเข้มข้นขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย จนชื่อของ “สำราญ นวลมา” ถูกล้อในแวดวงสีกากีและสื่อมวลชนว่า “สำราญ นอนมา”

ที่น่าสนใจคือ กระแสดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดก่อนการประชุม ก.ตร.ไม่กี่วัน แต่ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญถูกพูดถึงในฐานะว่าที่ ผบ.ตร.คนที่ 16 มาเป็นเวลาหลายเดือน โดยเฉพาะหลังได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. และรับผิดชอบงานที่ใกล้ชิดกับนโยบายรัฐบาล

เมื่อประกอบกับอายุราชการที่เหลือถึงปี 2576 ทำให้เกิดการประเมินว่า ฝ่ายการเมืองอาจต้องการ ผบ.ตร.ที่สามารถทำงานต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ต้องเปลี่ยนผู้นำองค์กรทุกปี และมีเวลาสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาขับเคลื่อนนโยบาย

ท้ายที่สุด เมื่อนายกฯอนุทินเลือกเสนอชื่อ พล.ต.อ.สำราญ และ ก.ตร.มีมติเห็นชอบ ทำให้ ผบ.ตร.คนใหม่ต้องเผชิญแรงกดดันตั้งแต่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งว่า จะพิสูจน์ความเป็นอิสระในการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแยกผลประโยชน์ขององค์กรออกจากความต้องการของฝ่ายการเมืองได้เพียงใด

7 ปีบนเส้นทางที่ต้องรักษาดุลอำนาจ

การอยู่ในตำแหน่งยาวถึง 7 ปีเป็นจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.สำราญวางนโยบายและขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีบทบาทในการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงหลายระลอก ตั้งแต่รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ไปจนถึงระดับผู้กำกับการ

แต่ระยะเวลาที่ยาวนานก็มีความอ่อนไหวและอาจก่อให้เกิดแรงกดดันภายในองค์กร เพราะการที่ นรต.รุ่น 50 ขึ้นครองเก้าอี้ ผบ.ตร.จนถึงปี 2576 ย่อมทำให้เส้นทางสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของนายตำรวจรุ่นพี่และนายตำรวจระดับสูงหลายคนเกิดภาวะทางตันเป็นเวลานาน

นับจากนี้จึงต้องจับตาว่า “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จะรักษาดุลอำนาจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างไร ท่ามกลางความคาดหวังจากรัฐบาล แรงกดดันภายในสตช. และสายตาของสังคมที่เฝ้ามองว่า ผบ.ตร.ซึ่งมีเวลาอยู่ในตำแหน่งถึง 7 ปี จะใช้โอกาสนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรตำรวจได้มากน้อยเพียงใด

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

จากกรณีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)เพื่อตรวจสอบเอาผิดเเกนนำบางพรรคที่ร่วมกระทำผิดการฮั้วสว.

โดย นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ได้เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานตั้งแต่ปี 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า นอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้แล้ว ตนมองว่าฝ่ายค้านสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลจำนวนมากตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วยและมีโอกาสที่จะลอยนวลด้วยน้ำมือของกกต. ตนจึงนำข้อมูลมาเสนอต่อวิปฝ่ายค้านเพื่อขอให้ช่วยกันตรวจสอบรัฐบาล สำหรับข้อมูลที่นำมายื่นกับวิปฝ่ายค้านวันนี้ มีข้อมูลของรัฐมนตรีและสส.รวม 9 คน สังกัดพรรคภูมิใจไทยร่วมกระทำผิด

นายพริษฐ์ กล่าวว่า การฮั้วสว.เป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลบางส่วนของนายยิ่งชีพสอดรับกับข้อมูลที่พยานได้พูดในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักฐานคดีฮั้ว สว.”เวทีของวิปฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนั้นวิปฝ่ายค้านจะรับมาดำเนินการต่อไปยืนยันว่ากระบวนการนี้ เป็นกระบวนการที่คาดว่าจะมีเครือข่ายนักการเมือง และพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง และขอให้สังคมร่วมกันจับตาคือการตรวจสอบไม่ให้ กกต. ตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ซึ่งขบวนการตัดตอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การที่กกต. ยกคำร้องทั้ง 229 คนนั้น

เเหล่งข่าวจากสำนักงานกกต. เเจ้งว่า การเคลื่อนไหวของนายยิ่งชีพเเละนายพริษฐ์รวมทั้งสว.อิสระ สว.สำรอง นักวิชาการบางส่วนในกรณีข้างต้นนั้นเสมือนกดดันการพิจารณาของคณะกรรมการกกต.ทั้งเจ็ดคน เเละกรณีล่าสุดทั้งสองคนคือนายพริษฐ์เเละนายยิ่งชีพมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายหลายข้อ เช่นกล่าวหาว่ากกต.อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงินเเละการกดดันกกต.ว่าควรตัดสินเอาผิด 229 คน 

โดยยึดมติคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ที่ระบุว่าต้องชี้มูลความผิด229คนในการฮั้วสว. โดยไม่ต้องนำมติคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คนนั้นให้ตีตกคำร้อง

เเหล่งข่าวจา กกกต.กล่าวว่า กรณีเวทีเสวนาวันที่12กค.ที่ผ่านมา มีการนำพยานคืออดีตผู้สมัครสว.สี่คนจากสี่จังหวัดมาเปิดเผยข้อมูลในเวทีเสวนาดังกล่าวนั้น กรณีนี้อาจผิดกฎหมายเพราะพบว่าพยานบางคนในวันนั้น ตอนเเรกให้การกับกกต.เเละดีเอสไออีกอย่างหนึ่ง ต่อมาพยานคนนั้นก็มาขอกลับคำให้การเเละนำข้อมูลไปเผยเเพร่ในเวทีเสวนาดังกล่าวเเละยังพบว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาพยานบางคนก็ยังไปลงสมัครเลือกตั้งสส.กับบางพรรค ตรงนี้น่าพิจารณาว่าอาจมีการกระทำเป็นขบวนการในการดิสเครดิตเเละกดดันกกต.ให้วินิจฉัยตามความต้องการของนายยิ่งชีพ นายพริษฐ์เเละพวกเท่านั้น

เเหล่งข่าวเเจ้งว่า กรณีนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ขณะนี้การพิจารณาคดีมีความคืบหน้าไปมาก และคาดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คนจะสามารถลงมติในคดีดังกล่าวได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้เพราะได้มีการพิจารณาไปเยอะแล้ว แต่ตอนนี้เราทำตามใจที่เราคิดทุกอย่างไม่ได้ เพราะมีกฎหมายให้เราใช้ในการพิจารณาอยู่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานนั้น  ตรงนี้ชัดเจนว่ากกต.พิจารณาคดีฮั้วสว.รอบคอบ ยึดหลักกฎหมายเเละตัดสินตามพยานหลักฐาน เเละเเม้มติคดีฮั้วสว.จะออกมาเเบบใด กกต.มีโอกาสที่จะถูกบางฝ่ายนำไปฟ้องร้องในอนาคต

เเหล่งข่าว กล่าวว่า กกต.พิจารณากรณีนี้รอบคอบเเละไม่ได้อยู่ในสังกัดพรรคใด/ระบอบสีน้ำเงินตามที่บางฝ่ายกล่าวหาในตอนนี้   เพราะหากมองขั้นตอนเเละโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระก่อนที่จะส่งผู้ที่ผ่านการสรรหาไปให้สว.ตรวจสอบเเละลงมติตามรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมการสรรหามี 9 คน ประกอบด้วย 1. กรรมการโดยตำแหน่ง (ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ) จำนวน 4 คน ประธานศาลฎีกา เป็น ประธานกรรมการ  ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น กรรมการ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็น กรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ 2.กรรมการจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ (ระบบเวียนกัน) จำนวน 5 คน เป็นกรรมการ

เเหล่งข่าว กล่าวว่า พบว่าการเลือกตั้งสส.ปี2562-2566-2569 นั้นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน เเต่การเลือกตั้งสส.ปี2566เเละ2569 หลังจากพรรคก้าวไกลโดนยุบพรรคเเละก่อตั้งเป็นพรรคประชาขน พบว่าหัวหน้าพรรคประชาชนได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้เเทนฯ  ดังนั้นหัวหน้าพรรคประชาชนจึงเป็นหนึ่งในเก้าคนของคณะกรรมการสรรหาฯเเละมีสิทธิลงคะเเนนเช่นกัน ดังนั้นการสรรหาเเละลงมติเลือกกรรมการในองค์กรอิสระมีการกลั่นกรองตามขั้นตอนเเละไม่ถูกบางพรรค/ระบอบสีน้ำเงิน/สว.ครอบงำตามที่บางฝ่ายกล่าวหา

“อย่าลืมว่าไอลอว์ใกล้ชิดกับพรรค/กลุ่มการเมืองใดในตอนนี้ เเละพรรคประชาชนมีข้อกล่าวหาว่าอาจกระทำกฎหมายเลือกตั้งสส.เเละอาจโดนยุบพรรค  กรรมการบริหารพรรคอาจโดนตัดสิทธิทางการเมือง คือกรณีพรรคประชาชนขอข้อมูลเลเซอร์ไออีหลังบัตรประชาชนจากสมาชิกพรรคเเละยังไม่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมข้อมูลกับกรมการปกครอง แต่พรรคอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ก็ตาม กรณีนี้เเกนนำบางคนในพรรคประชาชนจึงออกมากดดันการทำงานของกกต.ก็เป็นได้“เเหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนึ่งช่วงการรณรงค์การรับสมัครบุคคลเข้าสมัครรับการสรรหาเป็นสว.นั้นพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เเละอดีตหัวหน้าพรรคอนาตตใหม่ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่ในปี 2567  ส่วนนายยิ่งชีพเเละเว็บไซต์ไอลอว์นั้นได้ติดตามการสมัครสว.ในตอนนั้นเเละพบว่าบางกลุ่มเมือง/บางพรรคก็ส่งผู้สมัครสว.ด้วยเเต่จำนวนมากไม่ผ่านการสรรหา

กกต.ปักธงตั้ง 7 ประเด็น ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค.

กกต.ปักธงตั้ง 7 ประเด็น ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค.

กกต.ปักธงตั้ง 7 ประเด็น ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค.

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

กกต.ปักธง ตั้ง 7 ประเด็นข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค. รับข้อหายังไม่แน่น บางประเด็นแม้อยากสอบเพิ่ม แต่สังคมกดดัน หวั่นถูกมองยื้อคดี

22 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลทฟ์ ศูนย์ราชการ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านยังไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต.ในการทำคดีฮั้ว จึงมีการนำข้อมูลออกมาตีแผ่ว่ามีกระบวนการฮั้ว สว.เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะที่มีนักการเมืองระดับสูงโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเข้าไปมีเกี่ยวข้องนั้น

นายสิทธิโชติ ชี้แจงว่า สำนวนการสอบสวนคณะอนุกรรมการที่ 26 เป็นสำนวนตัวตั้งที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้ หากมีการพูดถึงพยานหลักฐานใหม่ หรือพยานอื่นที่ออกมาพูดในตอนนี้ให้เห็นว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนในชั้นคณะอนุกรรมการที่ 26 ด้วยเหตุผลที่ไม่มาแจ้ง หรือคณะฯที่ 26 ไม่ทราบ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพอไม่ได้อยู่ในสำนวน อย่างที่เรียนว่าพยานหลักฐานเราต้องพิจารณาจากในสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานได้รับการพิสูจน์ และโต้แย้งกันจากฝั่งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ถ้าอยู่นอกสำนวน มันก็จะเหมือนเหตุการณ์ทุกวันนี้ ถ้ามีคนมาพูดเพิ่มเติมนอกเหนือจากพยานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาด้วย จึงไม่สามารถนำมาพิจารณาได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำข้อมูลเก่าที่อยู่ในสำนวนออกมาตีแผ่ เพื่อให้สังคมเห็นความโปร่งใสของ กกต.หรือกลัวว่า กกต.จะเป่าคดีทิ้งกลางทาง มองเรื่องนี้เป็นการล้ำเส้นการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพ เอาข้อมูลนี้มาจากไหน อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลอยู่ว่าสมมุติถ้าหากข้อมูลนี้มีอยู่จริงในสำนวนส่งต่อศาลแล้วเอามาพูดต่อ ตนเกรงว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวในการแก้ลำ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี 2 ทางคือ เหมือนกับพูดให้ประชาชนรู้ แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความเสียหายในเชิงของการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกหาหรือว่าพยานหลักฐานไปถูกทำลาย หรือรู้วิธีการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ความไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ในคดีนี้ของ กกต.เนื่องจากมี กกต. 4 คน ที่ถูกเลือกโดย สว.ชุดนี้ อาจถูกครอบงำหรือชี้นำได้นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นท่านจะรู้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมันมีเพียงใดที่จะพอรับฟังได้ ทุกคนมีดุลพินิจ อย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่บ้านเมือง

สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาคดีฮั้ว สว. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า คืบหน้าไปพอสมควรแล้ว เราพิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งเราตั้งทั้งหมด 7 ประเด็น และไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อยและส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า

เมื่อถามอีกว่า คาดว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจนผลสรุปของคดีหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า แน่นอน เพราะประธาน กกต.ก็ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วอยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค.ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้ากกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่มก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ทั้งนี้อยู่ที่มติของกกต.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เพราะบางเรื่องคณะฯชุดที่ 26 ทำไม่ทัน ซึ่งกว่าตั้งคณะชุดนี้ได้ก็ล่วงเลยเวลามานานมากเป็นปี และคณะชุดที่ 26 ก็มีเวลาทำงานเพียงเดือน 4 แต่ที่เขาทำได้เร็วเพราะว่ากกต.ใช้อำนาจเรียกเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) อย่าลืมว่ากกต.ไม่ได้รับโอนสำนวนจากดีเอสไอ แต่กกต.ตั้งสำนวนจากเป็นความปรากฏ  และได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนร่วมกันระหว่าง กกต.กับดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเราเรียกเอกสารหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอได้ ซึ่งเราก็เรียกมาหมด ทำให้คณะทำงานได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คณะชุดที่ 26 ได้เห็นในสำนวนแล้วอยากจะสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่มีเวลาดำเนินการ เพราะสังคมมองว่าคดีล่าช้าเกินไปแล้ว จึงต้องเร่งสรุป ทั้งนี้บางสิ่ง กกต. พิจารณา ยังเห็นว่ามันไปไม่สุด ถ้าเราไปสั่งสอบเพิ่มก็จะช้า เดี๋ยวจะมีคนมาหาว่ากกต.ดึงเกม เราถูกกดดันและอยู่ในข้อกังขาของประชาชน

เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้บางคนหลุดจากคดีได้นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สมมุติว่าเรามีพยานอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรามีเพิ่มเติมมาด้วยก็จะเต็มที่ แล้วพอพยานที่มีเกิดข้อสงสัยอยู่ก็เป็นไปได้ ที่ว่าเมื่อเป็นข้อสงสัยก็ไปไม่ได้” แต่หากไปสั่งสอบเพิ่มก็จะถูกมองว่าดึงเวลาให้ล่าช้า

ส่วนข้อเสนอแนะให้ส่งสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาและไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พูดอย่างนั้นมันง่าย แต่ว่า กกต.มีไว้กลั่นกรองว่าสิ่งไหนที่ในเบื้องต้นสมควรจะไปถึงศาลหรือสมควรจะยุติแค่นี้ เพราะว่าการส่งไปหมดบางครั้งคนที่ถูกกล่าวหาและเขาไม่ควรจะต้องถูกดำเนินคดีต่อไปก็มี เพราะฉะนั้น กกต.ต้องใช้ดุลพินิจ มิฉะนั้นแล้วกกต.ก็ไม่สามารถกลั่นกรองอะไรได้

แข็งแรงทนทาน! ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา แจงสร้าง ประตูคร่อม หลักเขตแดน

แข็งแรงทนทาน! ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา  แจงสร้าง ประตูคร่อม หลักเขตแดน

แข็งแรงทนทาน! ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา แจงสร้าง ประตูคร่อม หลักเขตแดน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ผบ.ทสส.” ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ”กองทุนหทัยทิพย์“ พลสภาพแข็งแรงทนทาน แจงสร้าง “ประตูคร่อม” หลักเขตแดน หวั่น “กัมพูชา” ร้อง “ไทย” สร้างผบกระทบ ชี้ยังมี JBC ในอนาคต แม้ไม่ใช่เร็ววัน รับลูก “กต.-รัฐบาล” ชะลอคุยเขตแดนทางบก เดินหน้าคุยทางทะเลภายใต้ UNCLOS ชี้เป็นพื้นที่ตรงกลาง ย้ำอย่าไปอยู่ในจุดที่เขาอยากให้เราคุย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)เดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และรับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา

พร้อมชี้แจงที่มาของโครงการก่อสร้างรั้วต้นแบบบริเวณชายแดน หลังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้งบประมาณ โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ในระยะแรกได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานเงินสนับสนุน โดยเงินของกองทุนมาจากการร่วมบริจาคของประชาชน เพื่อนำมาจัดทำรั้วต้นแบบในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นรูปแบบจริง และใช้เป็นต้นแบบสำหรับการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากนี้กองทุนหทัยทิพย์ ยังสนับสนุนการก่อสร้างบังเกอร์สำหรับกำลังพล ซึ่งออกแบบให้มีคุณลักษณะพิเศษด้านการป้องกันภัย พร้อมเสริมความแข็งแรงด้วยกระสอบทราย และวัสดุป้องกันอื่น ๆ รวมถึงการสร้างหลุมหลบภัยด้วยบล็อกคอนกรีต และอุปกรณ์ป้องกันภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน โรงเรียน และชุมชน โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และเกิดจากน้ำใจของประชาชนไทยที่ร่วมบริจาค

พลเอก อุกฤษฎ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน เพราะต้องการรอให้โครงการมีความชัดเจนและพิสูจน์ได้ถึงความมั่นคงปลอดภัยก่อน จึงเปิดเผยรายละเอียดในวันนี้ หลังผ่านการทดสอบ และประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมแล้ว ยืนยันว่า รั้วมีความสูงมากกว่าศีรษะคนประมาณ 2 คน และเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า รั้วดังกล่าวเป็นเพียงต้นแบบ ซึ่งจะนำไปพัฒนาต่อในอนาคต โดยในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัด หรืออาจต้องปรับเปลี่ยนภายหลัง จะใช้เครื่องกีดขวางแบบกึ่งถาวรเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อดูแลความปลอดภัยของกำลังพล และประชาชนก่อน พร้อมระบุว่า การเปิดเผยโครงการครั้งนี้เปรียบเสมือนการ “Soft Opening” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน แม้อาจให้ข้อมูลล่าช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่ต้องการให้ข้อมูลที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ในวันที่ 10 สิงหาคม จะมีการถวายรายงานความคืบหน้าต่อองค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมรับฟังการถวายรายงานความคืบหน้าด้วย

ส่วนแผนการขยายการก่อสร้างรั้วในพื้นที่อื่น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า แนวชายแดนไทยมีลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกัน ทั้งสันปันน้ำ คลอง และเส้นตรง จึงต้องพิจารณาเป็นรายพื้นที่ โดยยึดหลักว่า เลือกดำเนินการเฉพาะจุดที่เกิดประโยชน์และ “ต้องไม่เกิดปัญหาในอนาคต” เพื่อหลีกเลี่ยงภาระ หรือข้อพิพาทที่ไทยอาจต้องกลับมาแก้ไขเองในภายหลัง

สำหรับข้อเสนอที่ให้สร้างไปก่อนแล้ว ค่อยรื้อถอนหากมีปัญหา พลเอก อุกฤษฎ์ ยอมรับว่า สามารถทำได้ เปรียบเทียบกับกำแพงเบอร์ลินที่เคยถูกรื้อถอน แต่ย้ำว่า การตัดสินใจสร้าง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากสร้างแล้วกลายเป็นภาระ หรือปัญหาในอนาคต ก็ไม่ควรดำเนินการ อย่างไรก็ตาม หากเป็นพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยก็พร้อมเดินหน้าต่อ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ต้นแบบแห่ง นี้ที่มีการตกลงตำแหน่งหลักเขตแล้ว แม้รายละเอียดแนวเส้นระหว่างหลักเขตบางช่วงยังอยู่ระหว่างการหารือ

พลเอก อุกฤษฎ์ ยังกล่าวว่า ทุกพื้นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมชื่นชม กอ.รมน. จังหวัด หน่วยงานราชการ ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับประชาชนจนสามารถขับเคลื่อนโครงการได้ พร้อมย้ำว่ารั้วต้นแบบแห่งนี้จะเป็น “โมเดล” หรือห้องทดลองของประเทศไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ก่อนนำไปใช้ในพื้นที่อื่น

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนหน้านี้เรื่องการสร้างรั้วกำแพง ที่อาจมีการเข้าใจผิดในบางจุด พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ไม่อยากมองว่า เป็นการบิดเบือนข้อมูล เพราะประชาชนจำนวนมากอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือสั้นเกินไป จึงเกิดการตีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของยุคข่าวสารที่ทุกคนเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือ การนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และปรับปรุงการทำงาน ไม่ใช่ปฏิเสธเสียงสะท้อนจากสังคม

ส่วนการเปิดให้ประชาชนเข้าชมรั้วชายแดนในอนาคตนั้น พลเอก อุกฤษฎ์ ระบุว่า ยังต้องประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง และความปลอดภัยก่อน เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่อ่อนไหว

นอกจากนี้ยังมีการ ติดตั้งเครื่องกีดขวางชั่วคราว (ลวดหนามหีบเพลง) ในพื้นที่ที่ ยังไม่มีการตกลงเขตแดนชัดเจน เพื่อปกป้องกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ด้วย 

พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า  การสร้างรั้วครั้งนี้ เพื่อดูแลความสงบดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นตนอยากให้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่จะอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต แต่ผลของการเรียนรู้ก็อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจซึ่งกัน และกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำอยู่ฝ่ายเดียว และไม่ได้รับความร่วมมือจากอีกฝ่าย ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งการแสดงออกถึงความความจริงใจนั้นต้องชัดเจน เราถึงจะเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน

“ในอนาคต จึงอยากฝากทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า ทุกคนมีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเอง ซึ่งการที่จะเลือกทางเดินของตัวเองนั้นก็ให้มองถึงประชาชน และอนาคตของแต่ละประเทศ อย่าพิจารณาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ ฉะนั้นการที่จะตกลงใจในการเลือกทางเดินแบบไหน เราก็พร้อมที่จะเดินไปกับคุณ ดังนั้นอนาคตข้างหน้าระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นยังไง ก็อยู่ในทางที่คุณเลือกนั่นเอง” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว

พลเอก อุกฤษฎ์ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องทำประตูบานพับบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 เพราะหลักเขตแดนจะเป็นข้ออ้างอิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากเราไปกระทำสิ่งใด แล้วเขาไปพูดว่า เราไปสร้างผลกระทบต่อหลักเขต ก็จะมีประเด็นอื่นขึ้นมา ดังนั้นเราต้องแสดงให้เห็นว่า บริเวณนี้เราไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง แต่เราก็รักษาสิทธิของเราไว้ชัดเจน ซึ่งเดิมบริเวณนี้เราก็คิดหนักว่า จะใช้วิธีใด โดยเดิมทีจะใช้วิธีคร่อมปิดเอาไว้เลย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เรามีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ซึ่งจะต้องมีการสำรวจ อันนี้หมายถึงอนาคต ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ ซึ่งจะต้องทำเผื่อไว้ หากปิดไปเลย เมื่อถึงเวลาก็ต้องมาเจาะ มารื้อ มาทุบ 

เมื่อถามว่า เห็นด้วยกับที่กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาล ให้ชะลอการพูดคุยเขตแดนทางบก โดยเอาเรื่องทางทะเล ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ  UNCLOS ก่อนหรือไม่ พลเอก อุกฤษฎ์ ถามกลับว่า

“เราจะไปอยู่ในพื้นที่เขาไหม ไม่ไปหรอก เรื่องอะไร เราจะไปพื้นที่เขา ต้องมาคุยในพื้นที่กลาง อย่าไปอยู่ในจุดที่เขาอยากให้เราคุย“ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว 

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569  นายพรเพิ่ม ทองศรี สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงเรื่อง “ค่าไฟแฝง” ว่า กมธ.ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาติดตามตรวจสอบต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝงที่มีผลต่อราคาค่าไฟ เพื่อพิจารณาตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ทั้งในส่วนของต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการให้บริการ โดยมีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะทำงาน อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงบประมาณ ฯลฯ เห็นว่า ในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะที่เกิดขึ้น ควรพิจารณาให้เป็นไปตามหลักการ “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะเป็นประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ให้มีความชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. การบริหารจัดการค่าไฟฟ้าสาธารณะในอนาคตควรดำเนินไปภายใต้หลักการสำคัญว่า “ผู้ใดใช้บริการ ผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย” เพื่อให้การจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง ทั้งยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนงบประมาณและบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลักการดังกล่าวมุ่งสร้างความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในระยะยาว การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายสามารถที่จะบริหารจัดการการสูญเสียในระบบจำหน่ายได้ถูกต้องมากขึ้น

2. ปัจจุบัน หน่วยงานที่รับผิดชอบภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ติดตั้งมิเตอร์วัดหน่วยการใช้ไว้แล้ว คิดเป็นเงินรวม 19,000 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 0.0983 บาท/หน่วย ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หมายความรวมถึงกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฐานทัพเรือสัตหีบ ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการปักเสาและพาดสายไฟฟ้าสาธารณะ คิดเป็นเงินรวมประมาณ 2,030 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 0.0105 บาท/หน่วย คิดตามอัตราค่าไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพียงแต่ยังมิได้เก็บเงินค่าไฟฟ้าเนื่องจากได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม. ซึ่งหากปรับปรุงมติ ครม. ดังกล่าว รายได้จะเพิ่มขึ้นสุทธิ 17,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.0878 บาท/หน่วย แล้วจะสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ในการให้บริการไฟฟ้าทั้งหมดในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น จากแนวทางดังกล่าว หากมีการปรับระบบการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับหลักการข้างต้น จะส่งผลให้ฐานะทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 17,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบัน หากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีรายได้เกินเกณฑ์ฐานะการเงินที่กำหนดไว้ (ROIC) กิจการหลักไม่เกิน ร้อยละ 4.26 แล้ว ดังนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะสามารถนำไปลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศได้ประมาณ 0.0878 บาทต่อหน่วย คำนวณจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 193,397 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

3. ในด้านการลดภาระงบประมาณของภาครัฐ ได้เสนอให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการ Demand Side Management (DSM) โดยเร็ว โดยเฉพาะการทยอยเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นหลอดไฟ Light Emitting Diode : LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดส่องสว่างแบบเดิมที่เป็นหลอดโซเดียมความดันสูง (High Pressure Sodium หรือ HPS) เป็นหลอดไฟประเภทปล่อยประจุความเข้มสูง (H I D) ที่ให้แสงสีเหลืองอมส้ม และหลอด LED ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบเดิม โดยสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ  ร้อยละ 52 การดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังช่วยลดภาระในการบำรุงรักษา เพิ่มความสว่างและความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4. สำหรับแนวทางการดำเนินงาน เสนอให้เริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่รอบบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนต.ค.69 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของปีงบประมาณ ปี70 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เงินงบประมาณคงเหลือ (เหลือจ่าย) มาดำเนินการก่อน หากงบประมาณยังไม่เพียงพอ ขอให้มีมติให้บันทึกเป็นหนี้ค้างรับกับการไฟฟ้า และจัดทำคำของบประมาณเพื่อชำระหนี้พร้อมของบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ ปี 71 แนวทางนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อการให้บริการสาธารณะ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานสามารถปรับตัวตามโครงสร้างค่าใช้จ่ายใหม่ได้อย่างเหมาะสม

5. นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดนิยามของค่าไฟฟ้าสาธารณะให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกันทุกการไฟฟ้า จะหมายความรวมถึงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ บนเสาไฟฟ้าสาธารณะด้วยหรือไม่ และพิจารณาประเภทไฟฟ้าสาธารณะให้แก่หน่วยงานนิติบุคคล หมู่บ้านจัดสรร คอนโด ที่จัดบริการให้ลูกบ้านด้วย เพื่อความเป็นธรรม เพราะบ้านอยู่อาศัยในโครงการเหล่านั้น ได้ร่วมกันจ่ายค่าไฟฟ้าสาธารณะเป็นประจำทุกเดือนสำหรับไฟฟ้าแสงสว่างตามท้องถนนจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน กลับต้องมาจ่ายค่าไฟฟ้าส่วนกลางของนิติบุคคลเพิ่มเติมอีก

6. พิจารณาการแบ่งปันรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ บนเสาไฟฟ้าสาธารณะ โดยแบ่งรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น 70 : 30 เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานผู้ให้บริการ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาระบบไฟฟ้าสาธารณะให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

7. การกำหนดประเภทอัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะ สามารถดำเนินการได้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกกำหนดให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้าส่วนราชการเช่นเดียวกับที่เคยมีการใช้งานมาในอดีต โดยยกเว้นยกเว้นการเก็บค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Demand Charge) ที่เป็นตัวคำนวณการเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (Minimum Charge คิด ร้อยละ 70  ของค่า Demand Charge สูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา) เพราะ อปท. ประสบปัญหาค่าไฟฟ้าแสงสว่างของสนามกีฬาตามธรรมชาติที่เปิดใช้งานในช่วงหัวค่ำ (18.00-22.00 น.) ที่ยังอยู่ในช่วง Peak (09.00-22.00 น. ของวันจันทร์ – ศุกร์) ด้วย ก็จะบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของ อปท. ได้ ในส่วนของระยะที่สอง ให้ศึกษาพร้อมกันกับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ปี 2570-2574 ตามที่ กพช. มีมติให้ดำเนินการต่อไป

นายพรเพิ่ม กล่าวว่า กมธ.จะนำข้อเสนอแนะของคณะทำงานฯ ปรึกษาหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระค่าไฟฟ้าของประเทศ และสนับสนุนการบริหารงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อตอบสนองต่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวอย่างแท้จริง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก เปรียบในพื้นที่มีคนทำชั่วเหมือนโดนเท้าลูบหัว ปลุกต้องไม่ยอม ลั่น ใช้สัญญาลูกผู้ชายรบ.เป็นแบ็ก หนุนจนท.จัดเต็มสุดซอย ล่าคนทำลายประเทศ บอก มีคนกระซิบ นายอําเภอเอาจริง ยาเสพติดไม่เข้าหมู่บ้าน ชี้ ผู้ว่าฯ-ผบก.ภ.จว. ถูกกันหรือไม่ต้องทํางานร่วมกัน ถือเป็นKPI นำร่องโมเดล จัดสัมมนาระดับอำเภอ-ผกก.ภูธร 

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ห้องสัมมนาลอยฟ้า ฮอลล์ 1 สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” โดยมีพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง 
นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการบริษัทนงนุชแลนด์สเคป แอนด์ การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด และนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  กำนัน ผู้ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า การมาพบกันในวันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากในการมาในสถานที่แห่งนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดชลบุรี แต่มีข้าราชการที่มาจากจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้มาร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจความมั่นคงของรัฐบาลเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดจนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ การให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ 

จะเห็นได้ว่าเวลาที่ที่ท่านไปดำเนินการปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายจับกุมสแกมเมอร์ทำลายบ่อนการพนัน ไม่เคยมีใครได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่เคยมีใครถูกถามว่ารู้ไหมว่าคนที่ท่านจับอยู่เป็นใคร โรคความจำเสื่อมหายไปหมดแล้วเพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุน ถ้าภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเราคือสุดซอยกับพวกที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมายเราจะเรียกตัวเราเองว่าเป็นข้าราชการของแผ่นดินเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นผู้คุ้มครองประเทศเป็นผู้รักษากฎหมายเป็นนักปกครองไม่ได้ถ้าเราปล่อยให้คนที่กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายลอยนวลหรือสามารถทำในสิ่งที่เขาต้องการทำโดยที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายทั้งที่พวกเรามีหน้าที่รักษากฎหมาย ถ้าพูดกันตรงๆ มาทำสิ่งชั่วร้ายบนหัวของพวกเรา ซึ่งเราไม่ยอมเด็ดขาด ประเพณีของเราใครมาจับหัวเราก็ไม่ยอมอยู่แล้ว ไม่ต้องทำความชั่วร้ายแต่นี่มาทำความชั่วร้ายอยู่บนพื้นที่ที่เราต้องรับผิดชอบดูแลทำผิดกฎหมาย อันนี้ไม่ใช่เอามือลูบหัวต้องถือว่าเขาเอาเท้าลูบหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมได้เป็นอันขาด นึกสภาพว่าถ้าคนเอาเท้ามาโดนศีรษะเรา เราจะตอบสนองอย่างไร ฉะนั้นพวกผิดกฎหมายเหล่านีมันจะต้องเกรงกลัวแล้วจะต้องไม่ทำสิ่งเหล่านั้นนี่คือวิธีการทำงานของรัฐบาลนี้ต่อผู้ที่คิดว่าจะทำผิดกฎหมายและท้าทายกฎหมาย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า จ.ชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองเศรษฐกิจเงินสะพัด ประชาชนในจังหวัดมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ส่งเสริมให้ลูกหลานมีการศึกษาที่ดี ไม่ใช่ว่าจะมีกลไกสีดำ สีเทาบางอย่างคอยทำให้รายได้ของพวกเขาเหล่านี้ถูกเจียดออกไปแล้วทำให้อนาคตของพวกเขามีความลำบาก ฉะนั้นเรื่องนี้ตนต้องขออนุญาตเราต้องรักษามาตรการและยกระดับในเรื่องของความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรมให้อยู่ในระดับที่ต้องถือว่าเป็นต้นแบบให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมอย่างเต็มที่แล้วสนุกด้วยที่จะเห็นท่านไปทำการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนจัดเต็มสุดซอย สำหรับคนที่ทำลายประเทศชาติ คนที่ไม่เคารพกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เคารพกฎหมายในยุคที่พวกท่านถือกฎหมาย

ฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลขอร้องขอให้ท่านได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตนให้การรับประกัน ตนไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด มีบารมีมากที่สุด หรือมีอิทธิพลสูงสุดในประเทศนี้ คนสูงสุดในประเทศนี้มีอีกเยอะ แต่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฉะนั้นตนคิดว่าในระดับที่ตนรับผิดชอบรัฐบาลนี้ ตนให้คำยืนยันว่าการกระทำต่างๆของท่าน เพื่อปราบปรามป้องกันไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้นในเขตความรับผิดชอบของท่าน จะไม่มีเหตุใด สิ่งใดที่จะทำให้หน้าที่การงานของท่านตำแหน่งของท่าน สถานะของท่านจะได้รับผลกระทบ ถ้าจะทำให้ได้รับผลกระทบคือกระทบให้สูงขึ้นจากการปฎิบัติหน้าที่ที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อประชาชน ถือว่าวันนี้เรามามีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน ทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ถือกฎหมายทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล สโลแกนที่เราตกลงกันไว้มีความชัดเจน ไม่ต้องแปลความไม่ต้องกลับมาถามว่าทำได้แค่ไหน เพราะวันนี้ทุกคำที่ตนได้มอบหมายให้กับท่านในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็คือจัดเต็มและสุดซอยกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นนโยบายในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชนมีอยู่ 3 มิติสำคัญ คือ 1.มิติด้านการป้องกันขอให้ผวจ.และผู้การตำรวจภูธรจังหวัด เดี๋ยวคนก็ตีความว่านายกฯพูดแต่จ.ชลบุรี ภาคใต้ไม่เกี่ยว อีสานไม่เกี่ยวแต่พูดตรงนี้ขอให้เป็นนโยบายครอบคลุมไปทั่วประเทศให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานแบบทีมจังหวัดบูรณาการรวบรวมความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อมโยงข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ภาคีเครือข่ายในทุกที่เป็นกำลังในการเฝ้าระวังแจ้งเตือนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยาเสพติด เรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลเพื่อป้องกันและสกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือเป้าหมายสำคัญในการปฏิบัติงาน 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 2.มิติด้านการปราบปรามทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังเด็ดขาดและต่อเนื่อง และความเสมอภาคทางกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรมเราไม่ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย ความจริงกฎหมายเรามีเพียงพอถ้าเราใช้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพล เราไม่ต้องการให้ใครดวลปืนหรือใครมายิงกันหรือเอาชีวิตกัน แต่เราต้องการให้เขา ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อเขาไม่เคารพกฎหมายท้าทายกฎหมายเขาก็จะได้รับโทษภายใต้กฎหมายเท่านั้นตนไม่ขออะไรมากกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องทำมากกว่านี้ ถ้าเขาได้รับโทษานุโทษจากการกระทำของเขาภายใต้กฎหมายแล้วนั้นเราก็ต้องถือว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมแล้ว 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 3. การช่วยเหลือประชาชน ให้ทุกหน่วยยกระดับการให้บริการประชาชน โดยให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นกลไกหลักในการรับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหา พร้อมยกระดับการให้บริการของสถานีตำรวจทุกแห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุ การจัดกำลังสายตรวจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นภารกิจจะตกหนักอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสำคัญ เพราะท่านคือผู้ที่มีหน้าที่ประสานงานท่านจะบอกว่าหน้าที่เป็นของตำรวจทหารและอัยการหรือกรมศุลกากรถูกต้องแต่ท่านต้องมีหน้าที่ไปทำให้เขาได้ใช้กฎหมายอย่างเต็มที่นี่คือสิ่งที่ตนอยากจะเน้นย้ำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ทั้งนี้มาตรการปราบยาเสพติด 90 วันพิฆาตยาเสพติด ผ่านปฏิบัติการ Operation 90 Days พิฆาตยาเสพติดตัดวงจรการค้า การลำเลียง การเสพยาเสพติด ขอให้จังหวัดทำงานร่วมกันเหมือนกับเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

“มีคนกระซิบผมถ้านายอำเภอเอาจริงเอาจังยาเสพติดไม่มีทางเข้าไปในอำเภอ หมู่บ้าน ตำบลได้ ผมเชื่อ ถ้าแค่นายอำเภอเอาจริงเอาจังอย่างเต็มที่ทำความเข้าใจกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของท่านชุมชนเหล่านั้นเป็นตำบลสีขาวยังไงก็ลดลง และการประชุมระหว่างผวจ. และผู้บังคับการตำรวจภูธรเป็นส่วนหนึ่งของเคพีไอด้วยต้องทำงานร่วมกัน เพราะถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะถูกกันหรือไม่ถูกกัน แต่เมื่อสวมใส่เครื่องแบบและเข้ารับหน้าที่ผวจ.แล้วและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด แล้วไม่มีทางเลือกอื่นต้องรวมตัวกันทำงานเพื่อประชาชน โดยหลังจากนี้ผมจะขยายความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจกับตำรวจจากเดิมในระดับจังหวัดจะให้ไปถึงระดับอำเภอทั้ง 8,000กว่าอำเภอ โดยจะจัดสัมมนานายอำเภอและผู้กำกับการตำรวจภูธรในพื้นที่ โดยแบ่งเป็นแต่ละภาค“นายกฯ กล่าว

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“สีหศักดิ์” หารือ “รมว.กต.เกาหลี” ยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับเกาหลีในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายโช ฮย็อน (Cho Hyun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีในทุกมิติ และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์ ผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างศักยภาพ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และยังได้หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยไทยสนับสนุนการเร่งรัดการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA)

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ในโอกาสนี้ ฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีขอบคุณสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งฝ่ายไทยย้ำความพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“ประธาน กกต.”บอกไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน เผยคืบหน้าเกินครึ่ง เป็นไปตามไทม์ไลน์ ย้ำ กกต.จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โยนถามเลขาฯ ปมประเมินผลงาน ด้าน”แสวง”ปิดวาจา

22 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือก สว.ในวันเลือกระดับประเทศ ว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว

ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนและกลุ่ม iLaw นำข้อมูล การเลือก สว.ระดับ จ.สุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต.พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน

ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่มีการกดดันให้ กกต.ส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ของเรา และจะทำให้ดีที่สุด

สำหรับกรณีการประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.นั้น ประธาน กกต.หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ให้ไปถามเลขาฯ” ขณะที่นายแสวง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว