
8 ก.ย. 2569 09:14 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย
เอสโตเนียออกโรงเห็นต่างจากสหภาพยุโรป คัดค้านแนวคิดจำกัดหรือแบนเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ชี้ไม่ควรโยนภาระให้เด็ก แต่ควรบังคับแพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนระบบให้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อายุน้อยแทน
สำนักข่าว AFP รายงานว่า เอสโตเนีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของยุโรป ออกมาเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรือ EU ทบทวนแนวทางการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก โดยเสนอให้มุ่งจัดการที่แพลตฟอร์มมากกว่าการห้ามเด็กเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน จะประกาศแนวทางเกี่ยวกับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กในวันที่ 16 กันยายน โดยขณะนี้มีการหารือเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 หรือ 15 ปี
เอสโตเนียชี้ แพลตฟอร์มต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ห้ามเด็ก
ลิซา-ลาย ปากอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกิจการดิจิทัลของเอสโตเนียกล่าวว่า เด็กเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสารสนเทศอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่ควรปรับเปลี่ยนคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
เธอระบุว่า การออกแบบแพลตฟอร์มควรคำนึงถึง สิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก และควรทำให้สภาพแวดล้อมออนไลน์ปลอดภัยขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน
ปากอสตาเสนอให้ EU ใช้กฎหมาย Digital Services Act หรือ DSA ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของยุโรปด้านการกำกับดูแลบริการดิจิทัล เป็นเครื่องมือกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีปรับปรุงแพลตฟอร์ม
โดยเฉพาะข้อแนะนำเกี่ยวกับการปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ ควรยกระดับจากเพียงคำแนะนำให้กลายเป็น ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย
EU เดินหน้าตรวจสอบ Meta และ TikTok
ที่ผ่านมา EU ใช้กฎหมาย DSA ตรวจสอบแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Facebook และ Instagram ของ Meta รวมถึง TikTok โดยเฉพาะประเด็นการออกแบบระบบที่อาจทำให้ผู้ใช้งานเกิดพฤติกรรมเสพติด
แนวทางของเอสโตเนียจึงแตกต่างจากข้อเสนอที่กำลังถูกพูดถึงในระดับ EU ซึ่งมุ่งพิจารณาการกำหนด อายุขั้นต่ำสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย
ปากอสตาเห็นว่า แทนที่จะห้ามเด็กใช้แพลตฟอร์ม ควรทำให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบมากขึ้น และออกแบบระบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ เอสโตเนียถือเป็นเสียงที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวใน EU จากการคัดค้านแนวทางจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ขณะที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทเทคโนโลยี หลังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน.
ที่มา : channelnewsasia