สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

8 ก.ย. 2569 14:30 น.

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนคณะรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด 9% ส่งผลให้รายได้รวมของรัฐมนตรีระดับเริ่มต้น เพิ่มขึ้นจาก 1.1 เป็น 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 31.2 ล้านบาท ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ทำให้นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.7 ล้านบาท และประกาศบริจาคเงินรายได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเข้าองค์กรการกุศลเป็นเวลา 5 ปี

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ ประกาศในรัฐสภาวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า สิงคโปร์จะปรับขึ้นค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด 9% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 หลังรัฐบาลเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ปัจจุบันระบบค่าตอบแทนรัฐมนตรีของสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยแต่ละระดับมีช่วงเงินเดือนหลายขั้น โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจว่ารัฐมนตรีแต่ละคนจะอยู่ในระดับใด อยู่ที่ขั้นใดของช่วงเงินเดือน และจะได้รับโบนัสตามผลงานเป็นจำนวนเท่าใดในแต่ละปี

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการทบทวนค่าตอบแทนเสนอให้ปรับเงินเดือนอ้างอิงสำหรับรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด จากปัจจุบัน 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี รวมถึงเสนอให้ปรับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประเภทอื่น ตลอดจนเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกรัฐสภาและผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐสภาบางประเภท อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า รัฐบาลจะ ยังไม่ปรับค่าตอบแทนขึ้นไปถึงเกณฑ์ใหม่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในทันที แต่จะใช้การปรับครั้งเดียวสูงสุด 9% ก่อน

ทั้งนี้ ตัวเลข 9% ไม่ได้หมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งทุกคนจะได้รับเงินเพิ่มในอัตราเดียวกัน เพราะการปรับขึ้นของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น ผลการปฏิบัติงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

สำหรับรัฐมนตรีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครั้งแรกระดับ MR4 ที่ได้รับเงินเดือนอ้างอิงปัจจุบัน 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็มอัตรา 9% จะทำให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 31.2 ล้านบาท

นายหว่องย้ำว่า หลังจากการปรับครั้งเดียวนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อไล่ระดับเงินเดือนให้ถึง 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แต่การปรับในอนาคตจะพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

ปัจจุบันรัฐมนตรี 10 คนจากทั้งหมด 16 คนอยู่ในระดับ MR4 ขณะที่อีก 6 คนอยู่ในระดับที่สูงกว่า เนื่องจากมีอาวุโสและรับผิดชอบงานที่มากกว่า รวมถึงรัฐมนตรีประสานงานของรัฐบาล

รัฐมนตรีประสานงาน 3 คน ได้แก่ ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งกำกับดูแลด้านบริการสาธารณะ, ออง เย กุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลนโยบายสังคม และ เค ชานมูกัม (K Shanmugam) รัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่รัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐมนตรีมี 2 คน คือ นายชานมูกัม และ ลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) อดีตนายกรัฐมนตรี

นายหว่องอธิบายว่า รัฐมนตรีสามารถขยับขึ้นไปยังขั้นเงินเดือนที่สูงขึ้นภายในระดับเดียวกันได้ หากมีผลงานที่ดี และบางคนอาจได้รับการเลื่อนขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าเมื่อได้รับมอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้น

ค่าตอบแทนของรัฐมนตรีไม่ได้มีเพียงเงินเดือนประจำ แต่ยังมีส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งคิดเป็น มากกว่าหนึ่งในสามของค่าตอบแทนรายปี หนึ่งในนั้นคือ โบนัสแห่งชาติ (National Bonus) ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนมีสิทธิได้รับ โดยขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระบบค่าตอบแทน นอกจากนี้ ยังมีโบนัสตามผลงานรายบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของนายกรัฐมนตรี โดยนายหว่องระบุว่า เมื่อปีที่แล้วโบนัสในส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนของเงินเดือน

ดังนั้น ตัวเลขเงินเดือนอ้างอิง MR4 ที่ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จึงเป็นตัวเลขค่าตอบแทนรวมโดยประมาณ ซึ่งรวมเงินเดือนประจำและสมมติฐานเกี่ยวกับระดับผลงานและโบนัสแล้ว ค่าตอบแทนจริงของรัฐมนตรีแต่ละคนในแต่ละปีอาจสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขอ้างอิง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเงินเดือนและโบนัสที่ได้รับ

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เงินเดือนถูกกำหนดไว้ที่ 2 เท่าของเกณฑ์ MR4 การปรับครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.7 ล้านบาท นายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เขาจะบริจาคเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

เขาระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นทำตาม พร้อมย้ำว่าโดยทั่วไปแล้วเขาไม่สนับสนุนการประกาศหรือแสดงต่อสาธารณะเกี่ยวกับการบริจาคเพื่อการกุศล

นายหว่องกล่าวว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขามี “ความรับผิดชอบสูงสุด” ต่อระบบค่าตอบแทนดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่ประชาชนสิงคโปร์ควรรับทราบการตัดสินใจของเขา เขาจะทบทวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริจาคอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในเวลานั้น

คณะกรรมการอิสระยังเสนอให้ รวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้จำนวนระดับเงินเดือนของรัฐมนตรีลดจาก 4 ระดับเหลือ 3 ระดับ ขณะเดียวกัน ช่วงเงินเดือนในแต่ละระดับจะกว้างขึ้น โดยสามารถกำหนดค่าตอบแทนได้ในช่วง สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิง 25% รัฐบาลเห็นชอบกับการปรับโครงสร้างดังกล่าว แต่ยังคงหลักการเดิมในการประเมินและแยกความแตกต่างของค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน

นายหว่องคาดว่า หลังผ่านการปรับพิเศษครั้งแรก รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 จะอยู่บริเวณช่วงล่างของช่วงเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี เมื่อสิ้นสุดวาระรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนรัฐมนตรีที่มีผลงานโดดเด่นและรับผิดชอบงานที่มากขึ้น อาจได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นภายในช่วงดังกล่าว หรือได้รับการเลื่อนระดับ

นายหว่องย้ำว่า เงินเดือนอ้างอิง MR4 ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ไม่ใช่เป้าหมายที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในที่สุด แต่สามารถได้รับเงินเดือนสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวได้ ภายในกรอบที่กำหนด

สำหรับรัฐมนตรีช่วย รัฐมนตรีช่วยว่าการ เลขาธิการรัฐสภา และนายกเทศมนตรี นายหว่องระบุว่า โดยทั่วไปจะหารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลเกี่ยวกับผลการทำงาน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับระดับเงินเดือน ขั้นของเงินเดือน และโบนัส ยังคงเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งในวาระรัฐบาลหน้า จะเข้าสู่ระบบด้วยระดับและขั้นเงินเดือนที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากประสบการณ์และค่าตอบแทนเดิม

รัฐบาลคาดว่าโครงสร้างใหม่นี้จะทำให้ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความแตกต่างกันมากขึ้นตามผลงาน และเปิดพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงจากภาคเอกชนเข้ามาทำงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ามากในภาคธุรกิจ

นายหว่องกล่าวว่า แม้ผู้ที่เข้ามาทำงานการเมืองจะต้องยอมเสียสละรายได้บางส่วนจากภาคเอกชน แต่รัฐบาลไม่ควรทำให้ช่องว่างด้านรายได้กว้างเกินความจำเป็น เพราะเป้าหมายคือการเพิ่มโอกาสในการดึงดูดชาวสิงคโปร์ที่มีความสามารถให้เข้ามารับใช้ประเทศ และสร้างทีมบริหารประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด

รัฐสภาสิงคโปร์จะอภิปรายคำตอบของรัฐบาลต่อข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนค่าตอบแทนในวันพฤหัสบดีนี้ (10 ก.ย.)

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำประเทศอื่น ข้อมูลจาก PoliticalSalaries.com ระบุว่า เงินเดือนนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อยู่ในระดับสูง โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มีรายได้ประมาณ 2.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี ตามกรอบค่าตอบแทนเดิม ขณะที่หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกงมีรายได้ราว 719,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ราว 606,000 ดอลลาร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษราว 230,000 ดอลลาร์ และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ราว 400,000 ดอลลาร์ต่อปี.

ที่มา CNA / The Straits Times

Leave a comment