รัฐบาลทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569’ ลดเงื่อนไข ก่อนประกาศผล

22 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลดเงื่อนไขที่อาจทำคนเดือดร้อนหลุดสิทธิ ย้ำเกณฑ์ใหม่ใช้ตรวจผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01 ล้านคน ก่อนประกาศผล 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.

วันที่ 22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม โดยทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติบางส่วนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์เดิมบางประการอาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

การทบทวนครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ให้เร่งพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติอีกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

สำหรับหลักเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้ ประเด็นแรก คือ เกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา โดยเสนอให้ไม่นับนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ เพื่อไม่ให้สถานะการเรียนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ

ประเด็นที่สอง คือ เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ โดยเสนอให้ยกเว้นกรณีที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อไม่ให้การมีชื่ออยู่ในกิจการประเภทดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ

ประเด็นที่สาม คือ เกณฑ์การถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้ โดยเสนอให้ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ถูกตัดสิทธิ เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเงินลงทุนในระดับดังกล่าวมีมูลค่าต่ำ และการเปิดบัญชีลงทุนอาจเป็นเพียงช่องทางการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

ประเด็นที่สี่ คือ เกณฑ์การถือครองรถ โดยเสนอให้ไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามชนิด แบบ และรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ขณะที่รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก

นอกจากนี้ ยังมีการปรับแนวทางตรวจสอบเกณฑ์หนี้สินให้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงมากขึ้น โดยกรณีสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น จะให้ ธ.ก.ส. แยกส่งเฉพาะยอดหนี้ในส่วนที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผล ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนชื่อสัตย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดเป็นผู้ลงนามแทนชุมชน จะไม่นำมารวมคำนวณเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล

ส่วนวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ถูกส่งไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และอาจถูกนับซ้ำกับสินเชื่อที่กู้จากสถาบันการเงินโดยตรง จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน

“การทบทวนครั้งนี้ต้องการให้การคัดกรองสะท้อนฐานะและความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชนมากขึ้น เพราะข้อมูลบางประเภท เช่น การมีเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย การมีรถที่ใช้งานมานาน หรือการมีชื่อเกี่ยวข้องกับกิจการบางประเภท อาจไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง รวมถึงต้องป้องกันไม่ให้การนับภาระหนี้ซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่ไม่สะท้อนหนี้ส่วนบุคคลจริง กลายเป็นเหตุให้ประชาชนเสียสิทธิ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือ การนำหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่มาใช้กับรอบทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน และมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ 4,302,575 คน

สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน คณะกรรมการฯ กำหนดให้สามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และจะนำข้อมูลของผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ทุกรายที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตนที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ส่วนธนาคารกรุงไทยสามารถยืนยันตัวตนได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเสนอให้นำฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนโครงการปี 2569 ซึ่งสะท้อนข้อมูลด้านรายได้ อายุ สภาพร่างกาย การศึกษา และการประกอบอาชีพ ไปใช้บูรณาการความช่วยเหลือประชาชนทั้งกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านคุณสมบัติในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทยพิจารณาความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพิจารณามาตรการแก้ไขภาระหนี้และสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ ขณะที่กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาการพัฒนาความรู้ ทักษะฝีมือแรงงาน และการเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบกรณีประชาชนถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือถูกนำชื่อไปแอบอ้างทำธุรกรรมหรือนิติกรรม และดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งปรับปรุงฐานข้อมูลของภาครัฐให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำหนดมาตรการช่วยเหลือในอนาคตมีความแม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะใช้งบประมาณไม่เกิน 42,000 ล้านบาท จากงบประมาณกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยการทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายให้การจัดสวัสดิการของรัฐสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละรายมากขึ้น

หมอตุลย์ บุก กกต. จี้ทบทวนมติฮั้วเลือก สว. ชงส่งศาลฎีกาเชือดฟัน 229 คน ตาม ม.62 ชี้มติเดิมฟ้องแค่ 77 คน ส่อละเว้นหน้าที่

22 กันยายน 2569 เวลา 15:04 น.

22 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้ กกต.จัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติสำนวนคดีในการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 อีกครั้ง ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ด้วยสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบถ้วน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และดำเนินคดีต่อพยานเลขที่ 16/26 , 21/26 และ 22/26 ที่กลับคำทั้ง 3 คน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า การที่ กกต.มีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 คน ในความผิด 7 มาตรา ยังเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่ครบถ้วน เนื่องจากไม่ได้พิจารณาการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ตามมาตรา 62 ถือเป็นการละเว้นต่อหน้าที่ เพราะตามสำนวนคดีของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 มีพยานหลักฐานชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

มหาดไทย เล็งแก้กฎกระทรวง ปลดล็อกสนุกเกอร์​ พ้นการพนัน ‘พลพีร์’​ลั่นผ่านครม.เมื่อไหร่ บังคับใช้ทันที

22 กันยายน 2569 เวลา 14:54 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา​ 12.00 น.​ ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นาย​พล​พี​ร์​ สุวรรณ​ฉวี​ รมช.​มหาดไทย​ กล่าวถึงการปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจากพนัน​ว่า​ อยู่ระหว่างการแก้กฎกระทรวง ขณะนี้อยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะเสนอไปยัง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ความเห็นชอบ และจะนำร่างกฎหมายขึ้นมา

จากนั้นจะมีการรับฟังความคิดเห็น 30 วัน เมื่อรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว จะส่งร่างกลับมายังรมว.มหาดไทย เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อผ่านที่ประชุม ครม.ก็สามารถบังคับใช้ได้เลย​ ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักกีฬาในอนาคต แต่มีช่วงหนึ่งที่จะต้องไปหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่ ส่วนกระทรวงมหาดไทยจะดูเรื่องระเบียบ เพราะเราไม่อยากให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนไปเกี่ยวข้องกับการพนันภายในร้านสนุกเกอร์​ หรือ​ บิลเลียดต่างๆ​ และเห็นว่าวิธีการแบบนี้จะรวดเร็วกว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่ใช้ระยะเวลานาน และทำให้ทันเวลาในการผลักดันทักษะของเยาวชน ให้เป็นมืออาชีพ

ครม. ไฟเขียว ไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มเติม วงเงิน 1,000 บาท ใช้ภายใน 2 เดือน

22 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

ครม. ไฟเขียว “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม” ดูแลกลุ่มเปราะบาง–พยุงกำลังซื้อ เริ่ม 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 2569 รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุด 200 บาท/วัน – 1,000 บาท/คนตลอดโครงการ

วันนี้ (22 ก.ย. 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” และอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ 1) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ) และ 2) โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” โดยมีกรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690.6503 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ได้ให้ความเห็นชอบข้อเสนอแล้ว ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน

ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” มีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่

สำหรับการใช้สิทธิ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00 – 21.00 น.

สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569

“มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยให้ประชาชนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้เหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง” นางสาวลลิดากล่าวย้ำ

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

22 กันยายน 2569 เวลา 14:40 น.

22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 ดังนี้

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์อธิภัทร มุทิตาเจริญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แทน นายกุลิศ สมบัติศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติจำนวน 9 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายสุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ด้านการแพทย์

2. นางสุภาพร พุทธรัตน์ ด้านการสาธารณสุข

3. นางสาวสาวตรี สุขศรี ด้านกฎหมาย

4. นางฐาณิษา สุขเกษม ด้านการคุ้มครองสิทธิสตรีหรือสิทธิเด็ก

5. นางสาวบังอร ฤทธิภักดี ด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

6. นายตระกูล โทธรรม จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

7. นางวิลาสินี พิพิธกุล จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

8. นายณัฐวุธ แก้วสุทธา จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

9. นายภัทระ คำพิทักษ์ จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง (โอน/ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง และจะว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 8 ราย ดังนี้

1. เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง จำนวน 1 ราย คือ โอน นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทนผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ นางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 7 ราย ดังนี้

2.1 ย้าย นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นางสาวศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์)

2.2 โอน นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์)

2.3 โอน นายธีรลักษ์ แสงสนิท ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นายอัครุตม์ สนธยานนท์)

2.4 โอน นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายธีรลักษ์ แสงสนิท)

2.5 ย้าย นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์)

2.6 โอน นายธิบดี วัฒนกุล ตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล)

2.7 โอน นายพลจักร นิ่มวัฒนา ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์(นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง (แทน นายธิบดี วัฒนกุล)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ดังนี้

1. นางฉัตรวดี จินดาวงษ์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมอาเซียน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาเซียน

2. นางสาวมารินี สุวรรณโมลี ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นายพสุศิษฏ์ วงศ์สุรวัฒน์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง มาเลเซีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และลำดับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 1 ราย และเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง จำนวน 1 ราย ดังนี้

1.นางธารินี แสงสว่าง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2.นางสาวนันทรัศมิ์ เทพดลไชย ใหดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3.พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

4.นายโกมล พรมเพ็ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

5.พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

6.ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวสัตบุษย์ บุญเรือง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายพจน์ หาญพล เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดังนี้

1. นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล

2. นายกริชเพชร ชัยช่วย

3. นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คลัง ยืนยัน กยศ. มีสภาพคล่อง พร้อมจัดสรรงบให้ผู้กู้ ควบคู่ปรับแผนติดตามหนี้ ยันโอกาสทางการศึกษา ต้องไม่สะดุดเพราะเรื่องงบ

22 กันยายน 2569 เวลา 14:27 น.

22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีปัญหาสภาพคล่องของกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า เรื่องนี้มีสองประเด็นคือ เรื่องแรกเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งช่วงเช้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยสภาพคล่องของ กยศ.จะมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการใช้จ่ายแต่ละเดือนควบคู่กับการปรับแผนในการติดตามหนี้เพื่อนำเข้ามาเป็นกองทุนหมุนเวียน

“ขอยืนยันว่า จะไม่มีใครเสียโอกาสทางการศึกษาเพราะเราจะจัดการงบประมาณให้เพียงพอ ทันเวลากับการทำงานของ กยศ.ซึ่งตอนนี้มีผู้เรียน 36% หรือประมาณ 7.7 หมื่นรายอยู่ในขั้นตอนของมหาวิทยาลัยที่จะส่งข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งอาจทำให้ท่านรู้สึกว่าการพิจารณาล่าช้า จึงได้สั่งการเร่งรัดไปทางกยศ. ให้เตรียมประสานกับทางมหาวิทยาลัยที่จะส่งรายชื่อกลับเข้ามา ซึ่งตอนนี้มีผู้สมัครขอทุนที่เราวางไว้ประมาณ 1.2 หมื่นราย ซึ่งจำนวนนี้กยศ.จะประชุมวันที่ 24 ก.ย.เพื่อปรับกรอบและเงินหมุนเวียนเพื่อให้ทุกคนที่ขอมาได้รับโอกาสทางการศึกษา” นายวินิจ ระบุ

เมื่อถามว่า เรื่องของแหล่งเงินจะมาจากงบกลางหรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องแหล่งเงินก็เป็นหนึ่งปัญหา ซึ่งเดี๋ยวจะมีการจัดสรรตามที่รองนายกฯยืนยันว่าไม่ให้มีใครเสียสิทธิ์เพราะเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณ ตอนนี้ตัวเลขที่อนุมัติไปแล้ว 137,874 ราย คิดเป็น 64% ส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการ 77,164 ราย คิดเป็น 36% กลุ่มนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของมหาวิทยาลัยในการรวบรวมชื่อซึ่งอาจจะดูช้า แต่เป็นเรื่องขั้นตอนในการตรวจสอบ ซึ่งปีนี้ กยศ.มีการปรับใช้ข้อมูลการตรวจสอบความยากจนโดยไม่ต้องรับรอง ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ปีนี้การรับรองจะไม่เสียเวลาเหมือนที่ผ่านมา เราจะใช้ชุดข้อมูลเดียวกันกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายวินิจ กล่าวอีกว่า และกลุ่มที่เกินกรอบ 12,786 ราย ประมาณ 5% ซึ่งจะมี 2 ลักษณะคือค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียน กับค่าครองชีพ ขอยืนยันนโยบายรัฐบาลจะดูแลทุกราย ส่วนผู้กู้เดิมที่เรียนปี 2 – ปี 4 จะได้รับสิทธิ์ตามเดิม ดูแลไปตามขั้นตอนทั้งหมด

เมื่อถามว่า กลุ่มสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดที่ฝ่ายนโยบายกำหนดไว้ เกณฑ์นี้จะยกเว้นให้ใช่หรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมาย กยศ.ซึ่งสะท้อน 2 มิติ มิติแรกคือการที่เราเลือกเกณฑ์ว่าในสาขาที่มีความต้องการได้สิทธิ์ก่อน ส่วนมิติที่สอง คือส่วนที่เหลือเราจะพยายามดูแลให้ครบถ้วน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและต่อไปจะมีการขยายในเรื่องการอัปสกิล รีสกิล

เมื่อถามถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้ กยศ. นายวินิจ กล่าวว่า วันนี้ กยศ.พัฒนาโดยการใช้ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐโดยการเชื่อมโยง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะราย แต่อย่างไรต้องดูภาพรวมของทุกคนก่อน เรื่องที่ผิดก็ตามดูและจัดการกันไป

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา รมว.สธ.ยันใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น เผยร้านค้าเดิมหลังหมดใบอนุญาต ต้องปรับเป็นสถานพยาบาล

22 กันยายน 2569 เวลา 14:12 น.

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา “รมว.สธ.”ยันใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น ลุยเพิ่มบทลงโทษหนักขึ้น เผยร้านค้าเดิมหลังหมดใบอนุญาต ต้องปรับเป็นสถานพยาบาล มีหมอประจำ-สั่งจ่ายยาเท่านั้น เตรียมส่งทีมสแกนเข้มทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว

22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. ขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อ โดยเนื้อหาสาระเป็นการควบคุมตั้งแต่แปลงเพาะปลูก ที่จะต้องลงทะเบียนว่าจะเป็นแปลงขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ให้ติดตามได้ว่า แหล่งปลูกอยู่ที่ไหน เพื่อควบคุมคุณภาพและสกัดออกมาเป็นสารสกัด หรือการใช้ประโยชน์ของช่อดอกต่างๆ จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะมีบทกำหนดโทษที่ชัดเจน และรุนแรงมากยิ่งขึ้น จาก พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นายพัฒนา ยืนยันว่า ขณะนี้กัญชาใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ส่วนร้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน ใช้ใบอนุญาตเดิมอยู่ มีอายุ 3 ปี และจะไล่หมดอายุ ตั้งแต่ 2569 – 2571 ดังนั้น ร้านค้าที่ไม่ได้เป็นสถานพยาบาลเมื่อใบอนุญาตหมดอายุ หากจะต่ออายุ ก็จะต้องปรับเป็นสถานพยาบาล ต้องมีแพทย์ประจำ ตามระเบียบใหม่ และการสั่งจ่ายยาจะต้องมีใบสั่งที่เซ็นโดยแพทย์ และในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่เป็นลิงก์สามารถตรวจสอบได้ว่าร้านกัญชา แหล่งปลูก ตั้งอยู่ที่ใด ซึ่งเท่าที่ตนตรวจสอบข้อมูลเมื่อเช้า มีการบันทึกข้อมูลลงไปแล้วกว่า 10,000 แห่ง ก็คิดว่าตอนนี้ครอบคลุมกว่า 95% แล้ว ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านไหนเป็นร้านที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย แต่หากร้านใด ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นร้านที่ไม่ถูกกฎหมาย

หลังจากนี้จะมีการจัดทีมลงไปตรวจสอบร้านค้าที่เปิดอยู่ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพื่อจะดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ต่างๆ และหลังจากนี้จะให้กรมการแพทย์แผนไทย แถลงในรายละเอียดเรื่องของการควบคุมและลงไปตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายกัญชา แต่มั่นใจว่าบุคลากรมีครอบคลุมที่จะสามารถลงไปตรวจตราได้

‘รุทธพล’ ปัดตั้ง ‘ปิยะ’ นั่งอธิบดีDSI ตอบแทน คดีฮั้ว สว. แจงโยก ยุทธนา เข้าสำนักนายกฯ

22 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

’รุทธพล‘ปัดตั้ง ‘ปิยะ’นั่งอธิบดีดีเอสไอตอบแทนคดีฮั้วสว. หลังมีรูปยกไหว้ ‘อนุทิน’หลังมีมติ แจงโยก ‘ยุทธนา’ นั่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ขึ้นซี 11

เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 22 ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)แต่งตั้ง ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)คนใหม่ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติในส่วนของ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เทียบเท่าระดับซี 11 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงขึ้น และหากเทียบกับท่านเดิมที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก็เทียบได้กับว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งอยู่ในระดับซี 11 เทียบเท่ากับระดับปลัดกระทรวง และ เท่าที่ตนทราบ เห็นว่าในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 25-30 คน ที่โยกไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามต่อว่าการโยกย้ายครั้งนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล ยืนยันว่า ไม่มี เพราะเป็นการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และหากดูจากประวัติของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง 15 คน ก็จะดำรงตำแหน่งประมาณ 1-2 ปี ฉะนั้นยืนยันว่านี่เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นเทียบเท่ากับปลัดกระทรวง

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีข้อครหาว่าการโยกย้าย ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องตำแหน่งที่สูงขึ้น และตนว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่อง สว. อย่างตนมาดำรงตำแหน่งสองสมัยประมาณ 1 ปี ก็ไม่เคยโยกย้ายและถือว่าทุกหน่วยงานดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตำแหน่งของ พ.ต.ต. ยุทธนา อยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอมาประมาณ 1 ปี 8 เดือน จึงเป็นการโยกย้ายตามขั้นตอน เพื่อไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น

เมื่อถามต่อถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มาดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอแทนเคยปรากฏภาพไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หลังมีมติในคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ตนมองว่าการไหว้ก็ส่วนหนึ่ง แต่การแต่งตั้ง ร.ต.อ. ปิยะ มานั่งอธิบดีดีเอสไอ เป็นเรื่องของปลัดกระทรวง ที่ทางราชการจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งบุคลากรที่เคยอยู่ดีเอสไอมี 2 คน คือ ร.ต.อ. ปิยะ และ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปรับปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ ยอมรับว่า ตำแหน่งซี 10 เป็นเรื่องของปลัด ส่วนตำแหน่งซี 11 เป็นเรื่องของรัฐมนตรี

เมื่อถามต่อว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการล้างบางขั้วเดิมไหนที่อยู่ในดีเอสไอ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งข้อสังเกต เพราะการพิจารณาของปลัดกระทรวงจะต้องมีข้อมูล ขณะเดียวกันการพิจารณาโยกย้ายปลัดกระทรวงของกระทรวงยุติธรรม เราก็ให้ดูผลงานย้อนหลัง 2 ปี และหากอยู่ในระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปก็ต้องนำเสนอผลงาน 2 ปีย้อนหลังเช่นกัน ฉะนั้นยืนยันว่าไม่ใช่การตอบแทนคดีฮั้ว สว. แต่เป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะท่านก็เคยอยู่ดีเอสไอมาก่อน

‘พลพีร์’ ชม ‘กล้าธรรม’ ทำถูกแล้วโหวต กม.งบฯ ไม่ทราบ ปรับ ครม.ดึงมาหรือไม่ อยู่ที่นายกฯ

22 กันยายน 2569 เวลา 13:59 น.

“พลพีร์” ชม ”กล้าธรรม“ ทำถูกแล้ว โหวตกม.งบฯ ยกทำเพื่อประชาชน-ประเทศ ไม่ทราบ ปรับ ครม.ดึงมาหรือไม่ อยู่ที่นายกฯ แต่ระบุ รมต.ขยันขันแข็งทุกคน ลงตัวแล้ว ลั่น ลูกเทพอย่าจำกัดแค่ใน ภท. อวย ”อ.เชน“ เป็นรองนายกฯครั้งแรก แต่ผลงานเป็นที่ประจักษ์

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และสส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้าน จะเป็นผลดีกับรัฐบาลหรือไม่ว่า จริงๆ แล้วเขาคงมีการหารือกันภายในฝ่ายค้านอยู่แล้ว และการที่พรรคกล้าธรรมไปโหวตให้กับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ก็แสดงให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชน เพราะการใช้งบประมาณในการผลักดันเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศไทย ตนคิดว่าสิ่งที่พรรคกล้าธรรมทำเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ส่วนการที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนไม่ให้เข้าร่วมในวิปฝ่ายค้าน ก็สุดแล้วแต่พรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่า การแสดงออกในเวทีรัฐสภา หรือการโหวตในญัตติหรือกฎหมายต่างๆ ถ้ายึดประชาชน ยึดประเทศชาติเป็นหลัก คิดว่าพรรคกล้าธรรมทำถูกแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนพรรคฝ่ายค้านผลักให้พรรคกล้าธรรม มาอยู่กับรัฐบาล นายพลพีร์ กล่าวว่า ผลักหรือผลักตนไม่ทราบ ซึ่งในพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่ต้องขอบคุณพรรคกล้าธรรมที่ช่วยลงมติและแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ถ้ายึดประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย นายพลพีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลย เพราะดุลพินิจในการปรับรัฐมนตรีต่างๆ เป็นของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่เคยมีการหารือในพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลเลย ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรอยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว ตนคิดว่า ครม.ทั้งหมด ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง และทุกคนพยายามช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงทีตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย

เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ควรมีการปรับ ครม. ในช่วงนี้หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าตอนนี้รัฐมนตรีทุกคนก็ลงตัวแล้ว อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่า ตอนนี้รัฐมนตรีทุกคนที่มีบางคนอาจจะเป็นรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามาร่วมกับนายกรัฐมนตรีในการบริหารงานก็กำลังลงตัว และทำงานกับข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้น เชื่อว่า ปัญหาต่างๆ ที่สั่งสมมานาน หรือสิ่งที่จะต้องแก้ไขภายในกระทรวง และการบริการให้ความช่วยเหลือประชาชนก็คงจะออกมาเรื่อยๆ เพราะตรงนี้ทุกคนเข้าที่อยู่แล้ว ตนคิดว่าหนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน รัฐมนตรีแต่ละคนเป็นรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์คงจะออกมาเร็วๆ นี้จากทุกๆ คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า อันนี้ถือเป็นการพิสูจน์ของรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า หากถามว่าเป็นบทพิสูจน์ของรัฐมนตรีลูกเทพหรือไม่ ตนคิดว่าลูกเทพทุกคนก็มีความสามารถอยู่แล้วมั้งครับ แล้วลูกเทพจะไปจำกัดความเฉพาะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ อย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นครั้งแรกก็ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งผลงานก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหลายคน ก็เป็น สส.ไล่ๆ กัน บางคนอาจจะมีความอาวุโสในสภาน้อยกว่าเพื่อนๆ สมาชิกในพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ ถ้าเหมารวมให้พวกตนเป็นลูกเทพ ก็ขอเป็นลูกเทพอย่างนี้แหละครับ คงไม่ใช่ลูกเทวดา

ศาลฎีกาไต่สวนพยานนัดที่ 2 คดี 44 สส.ก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

22 กันยายน 2569 เวลา 13:49 น.

ศาลฎีกาไต่สวนพยานนัดที่ 2 คดี 44 สส.ก้าวไกล ลงชื่อแก้ม.112 อดีตเลขาฯสภาข้าราชการ-เข้าเบิกความ 3 ปาก นัดต่อไป 20 ต.ค. คาดเป็นอดีตสส.ที่ไม่ร่วมลงชื่อแก้ม.112เบิกความ

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน ใน ศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้านกรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112

โดยวันนี้ ปปช.ผู้ร้องนำพยานเข้าไต่สวนทั้งหมด 3 ปากเป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการในสภาผู้แทนราษฎรได้แก่นายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

นางสินี ส้มมี ผอ.สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์ สุขนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ภายหลังไต่สวนพยานทั้ง 3 ปากเสร็จสิ้นศาลได้นัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 20 ต.ค.นี้เวลา 09.30 น.คาดว่าพยานที่เข้าไต่สวนวันดังกล่าวจะเป็นอดีตสส.ของพรรคก้าวไกลที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขร่าง ม.112

ทัังนี้ในส่วนของพยานผู้คัดค้านจะมีการยกเลิกนัดไต่สวน 4 นัดสุดท้ายจากการปรับปรุงพยานผู้คัดค้าน ซึ่งบางนัดอาจจะไต่สวนพยานจำนวน 4-5 ปาก ทำให้จากเดิมที่จะไต่สวนพยานผู้คัดค้านจบวันที่ 18 พ.ค.2570 ก็อาจจะไต่สวนแล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.2570 หลังจากนั้นศาลฎีกาจะกำหนดนัดฟังคำสั่งต่อไป