ครม. เห็นชอบอิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำไทย ยกระดับความร่วมมือการค้า และพลังงาน

ครม. เห็นชอบอิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำไทย ยกระดับความร่วมมือการค้า และพลังงาน

ครม. เห็นชอบอิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำไทย ยกระดับความร่วมมือการค้า และพลังงาน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ครม. เห็นชอบอิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำไทย ยกระดับความร่วมมือการค้า และพลังงาน 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบกรณีรัฐบาลสาธารณรัฐอิรักเสนอขอเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ หลังอิรักแสดงความประสงค์กลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์ภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิรักในปี 2569

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างสองประเทศ และเปิดโอกาสขยายความร่วมมือในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งอิรักเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งอิรักเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของไทย รวมถึงด้านการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวอิรักเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีจำนวน 15,644 คน เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจากปีก่อน ทั้งยังช่วยเสริมบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเพิ่มศักยภาพในการดูแลคนชาติอิรักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สว. 103 เสียง ผ่านร่างกม.นิรโทษกรรม ตีกรอบห้ามล้างผิด ม.112 กับเยาวชน

สว. 103 เสียง ผ่านร่างกม.นิรโทษกรรม ตีกรอบห้ามล้างผิด ม.112 กับเยาวชน

สว. 103 เสียง ผ่านร่างกม.นิรโทษกรรม ตีกรอบห้ามล้างผิด ม.112 กับเยาวชน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.44 น.

’วุฒิสภา‘ 103เสียงไฟเขียว ‘ร่างกม.นิรโทษกรรม’ ส่งกลับสภาฯลงมติยืนยันอีกครั้ง ตีกรอบห้ามล้างผิด ‘คดี ม.112‘ กับ ’เยาวชน’ ด้าน ‘สว.พิสิษฐ์’ การันตีไม่มีนิรโทษกรรม ‘คดีฮั้ว สว.’ ยันคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอน ’กกต.‘

30 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.  พิจารณาแล้วเสร็จ  ในวาระ2และวาระ3

วุฒิสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว กมธ.เสียงข้างมากได้แก้ไข ได้แก่ เพิ่มคำปรารภ แก้ไขในรายมาตราจำนวน 4 มาตรา และแก้ไขบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ โดยการพิจารณาวาระสอง ซึ่งเรียงลำดับมาตรานั้นพบว่า สว.เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไข รวมไปถึงการเพิ่มวรรคใหม่ ในมาตรา 11 ว่าด้วยกระบวนการที่ให้ผู้ทำผิดอายุไม่ถึง 18 ปี ได้รับการพิจารณายุติการดำเนินคดี ที่กมธ.เสียงข้างมาก เพิ่มวรรคสอง กำหนดว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ส่วนบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ที่กมธ.ได้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ที่สงวนคำแปรญัตติ ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตที่รวมถึงความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการได้มาของสว. ที่อาจทำให้เกิดผลพวงนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับเลือกตั้งหรือไม่

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ.ฯ ชี้แจงว่า ในบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ. มีกฎหมายรวม 29 ฉบับ โดยกมธ.ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาฯ มีเพียงการจัดเรียงใหม่ลำดับตามศักดิ์ของกฎหมาย ทำให้ถูกจับไปเป็นประเด็นว่า บัญชีแนบท้ายที่ขึ้นต้นด้วยความผิด ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ซึ่งมีวงเล็บที่ตนขอย้ำว่า ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ 

“จึงไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง และฮั้ว สว.  ผมยืนยันว่า ไม่นิรโทษกรรมตัวเอง เรื่องคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)” นายพิสิษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พิจารณาเรียงลำดับเป็นรายมาตราแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะเห็นชอบกับทั้งฉบับหรือไม่ โดยมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ตามที่กมธ.ฯแก้ไข 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ มติวุฒิสภายังเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกมธ. ต่อประเด็นที่เสนอให้กรณีที่พบผู้ต้องขังจากการกระทำความผิด หรือการแสดงออกทางการเมือง แต่ไม่ได้รับการนิรโทษกรม คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญา หรือคุมขังในสถานที่คุมขังไปยัง รมว.ยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนเป้าหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สมานฉันท์ ปรองดองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ สว.เห็นชอบ ในวาระ 3 มีการแก้ไขจากฉบับที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ จึงจำเป็นต้องส่งให้ สภาฯ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับสิ่งที่สว.แก้ไขหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ส่วนรายละเอียดที่กมธ.แก้ไขและมติสว.เห็นชอบ อาทิ คำปรารภที่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาระสำคัญ คือ เพื่อแจ้งการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคคล เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข สามารถเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุขร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่มาตรา 6 ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้เพิ่มข้อความคำว่าสิ่งของ เข้าไปใน (3) เพื่อให้ครอบคลุมกับสิ่งของอื่นๆที่ไม่จำกัดเฉพาะเอกสารที่เป็นแผ่นกระดาษเข้าให้ข้อมูลกับกรรมการ นอกจากนั้นยังแก้ไขในส่วนของการทำรายงานผลดำเนินงานการทำงานจากเดิมที่กำหนดให้รายงานต่อรัฐสภา ไปเป็นเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นได้เพิ่มวรรคท้าย เพื่อให้ความคุ้มครองการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ที่ได้ทำโดยกระทำโดยสุจริต 

วุฒิสภา ดันพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 6-7 ก.ค.นี้ คาดได้ประกาศใช้ต้นปี 70

วุฒิสภา ดันพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด  6-7 ก.ค.นี้ คาดได้ประกาศใช้ต้นปี 70

วุฒิสภา ดันพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 6-7 ก.ค.นี้ คาดได้ประกาศใช้ต้นปี 70

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

‘วุฒิสภา’ ดันพิจารณา ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ 6-7 ก.ค.นี้ คาดได้ประกาศใช้ต้นปี 70 

30 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิวภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. วุฒิสภา แถลงความคืบหน้าในการประชุมกมธ.ว่า ได้มีการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนนำร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 6-7 ก.ค.69 ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชน เนื่องจากอากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 273 มาตรา ส่วนขั้นตอนหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 แล้ว เนื่องจากวุฒิสภามีการปรับแก้ร่างที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ จึงจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับร่างของวุฒิสภาหรือไม่ หากไม่เห็นชอบจะเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันสองสภา เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายอีกครั้ง ทั้งนี้ หากการพิจารณาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่มีอุปสรรค คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในช่วงต้นปี 2570

วุฒิสภา
วุฒิสภา

ครม.ไฟเขียว ปรับโครงสร้าง DGA ให้ รมว.ดีอี คุมตรง หวังขับเคลื่อนไร้รอยต่อ

ครม.ไฟเขียว ปรับโครงสร้าง DGA ให้ รมว.ดีอี คุมตรง หวังขับเคลื่อนไร้รอยต่อ

ครม.ไฟเขียว ปรับโครงสร้าง DGA ให้ รมว.ดีอี คุมตรง หวังขับเคลื่อนไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.09 น.

ครม.ไฟเขียวปรับโครงสร้างสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล DGA ขึ้นกำกับรัฐมนตรีดีอี หนุนรัฐบาลดิจิทัลเดินหน้าเป็นเอกภาพ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.ฎ มีสาระสำคัญในการแก้ไขผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 จาก “นายกรัฐมนตรี” เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” เพื่อให้การกำกับดูแลสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) สอดคล้องกับภารกิจด้านรัฐบาลดิจิทัลของกระทรวง และขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเป็นเอกภาพ

การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) และยกระดับการบริหารราชการให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยคณะรัฐมนตรียังให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนำความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไปด้วย.

‘วิโรจน์’ เปิดตัว ‘ภัทราภรณ์’ ชิงประธานสภา กทม. กางแผน 6 เดือนแรก ชูวิสัยทัศน์โปร่งใส-ไร้ผูกขาด

'วิโรจน์' เปิดตัว 'ภัทราภรณ์' ชิงประธานสภา กทม. กางแผน 6 เดือนแรก ชูวิสัยทัศน์โปร่งใส-ไร้ผูกขาด

‘วิโรจน์’ เปิดตัว ‘ภัทราภรณ์’ ชิงประธานสภา กทม. กางแผน 6 เดือนแรก ชูวิสัยทัศน์โปร่งใส-ไร้ผูกขาด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชน นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยว่าที่ ส.ก. จำนวน 22 คน แถลงเปิดตัว นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ เป็นแคนดิเดตประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายหลักคือการขับเคลื่อนสภา กทม. ให้มีความโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการผลักดันวาระเร่งด่วนเพื่อผลประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ ภายในช่วง 6 เดือนแรกของการทำงาน

การผลักดัน 2 ข้อบัญญัติเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต

พรรคประชาชนเตรียมเสนอข้อบัญญัติสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) ข้อบัญญัติไซต์ก่อสร้างปลอดภัย ซึ่งจะบังคับให้ทุกพื้นที่ก่อสร้างต้องเปิดเผยข้อมูลกล้องวงจรปิดและสัญญาประกันภัย เพื่อลดอุบัติเหตุและรับประกันการชดเชยที่รวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

และ 2) ข้อบัญญัติการควบคุมอาคาร มุ่งตรวจสอบและปรับปรุงอาคารเก่าให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น การจัดทำศูนย์อาหารราคาย่อมเยา รวมถึงการกำหนดให้อาคารขนาดใหญ่ต้องจัดสรรพื้นที่จอดรถสาธารณะเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร

การแก้ไขข้อบังคับสภาฯ และการตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 2 ชุด

นอกจากข้อบัญญัติแล้ว พรรคจะเร่งผลักดัน การแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. เพื่อสร้างความโปร่งใส ให้ประชาชนรับรู้ทุกมติการประชุม รวมถึงรู้ว่ามีโครงการใดเกิดขึ้น ใช้งบประมาณเท่าไร และใช้อย่างไร พร้อมทั้งเสนอตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 2 ชุดทันที ได้แก่

  • ชุดที่ 1 คณะกรรมการวิสามัญแก้ปัญหาการส่งตัวผู้ป่วยบัตรทอง เนื่องจากปัจจุบันประชาชนที่สังกัดคลินิกมักพบปัญหาการขอส่งตัวไปรับการวินิจฉัยโรคซับซ้อนกับแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิหรือตติยภูมิ โดย ส.ก. จะหาแนวทางร่วมกับรัฐบาลกลาง และหากจำเป็นต้องใช้งบ กทม. อุดหนุนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็จะเร่งนำเสนอต่อผู้ว่าฯ กทม. เพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
  • ชุดที่ 2: คณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาจัดการขยะ มุ่งแก้ไขปัญหาขยะระยะยาว โดยเฉพาะในเขตประเวศ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการที่ดีและโปร่งใสกว่าการรอให้สัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดลง โดยคำนึงถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

การยกระดับความโปร่งใสด้านงบประมาณปี 2570 และการตรวจสอบ

ในส่วนของการบริหารงบประมาณปี 2570 ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 22 คน เตรียมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยคัดกรองและตรวจสอบโครงการต่างๆ เพื่อป้องกันความผิดปกติ พร้อมทั้งจะเปิดเผยข้อมูลโครงการในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งงบประมาณ ชื่อผู้รับเหมา และสถานะงาน เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานและเร่งรัดการคืนพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตและทำมาค้าขายตามปกติ

ชู ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธานสภา กทม. หวังขับเคลื่อนวาระเมือง

นายวิโรจน์ ย้ำว่า การจะขับเคลื่อนวาระของพรรคในช่วง 6 เดือนแรกให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต่อเนื่องตลอด 4 ปีนั้น สภา กทม. จำเป็นต้องมีประธานสภาที่เข้าใจวาระของเมือง และยึดมั่นอุดมการณ์ในการสร้างสภาที่โปร่งใส ซึ่งทางผู้บริหารพรรคและ ส.ก. ทั้ง 22 คน มีมติเห็นพ้องตรงกันว่า น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ คือบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภา กทม. เพื่อผลักดันเป้าหมายเหล่านี้ให้เป็นจริง

วิสัยทัศน์แคนดิเดตประธานสภา กทม. สู่การทำงานเชิงรุก

นางสาวภัทราภรณ์ แคนดิเดตประธานสภา กทม. ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปการทำงานของสภา โดยจะคืนความปกติด้วยการผลักดันให้มีการเปิดเผยผลการลงมติของ ส.ก. และสถิติการเข้าประชุมทั้งคณะสามัญและวิสามัญโดยอัตโนมัติ รวมถึงแก้ไขข้อบังคับให้จัดการถ่ายทอดสด (Live) การประชุมคณะกรรมการทุกคณะ (แต่สามารถปิดการถ่ายทอดสดได้บางช่วง หากวาระนั้นมีชื่อบริษัทที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวกับความมั่นคง)

นอกจากนี้ จะกำหนดให้เอกสารงบประมาณที่ฝ่ายบริหารส่งมาต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine Readable) พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้ง สำนักงานวิชาการและงบประมาณ” เพื่อเป็นผู้ช่วย ส.ก. ในการวิเคราะห์งบประมาณล่วงหน้า เปรียบเทียบราคากลาง และตรวจสอบประวัติย้อนหลังของบริษัทที่เสนอโครงการ และท้ายสุดคือการจัดตั้ง คณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด” เพื่อทบทวนสัญญาระยะยาวของ กทม. ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะสัญญาที่เกี่ยวกับการจัดการขยะ การให้สัมปทานพื้นที่ และการจัดซื้อจัดจ้างระบบ IT ระยะยาวที่เสี่ยงต่อการทุจริต

น.ส.ภัทราภรณ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายเชิญชวนเพื่อนสมาชิก ส.ก. ในสภา กทม. ที่เห็นตรงกันกับวาระเหล่านี้ ให้เข้ามาร่วมกันผลักดันสภา กทม. ให้โปร่งใส ประชาชนเข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพ

เดินหน้าหาพันธมิตร ส.ก. ชู “วาระเมือง” สยบข่าวลือสกัดขา

นายวิโรจน์ ตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องการหาพันธมิตร ส.ก. เพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนวาระต่างๆ ว่า ขณะนี้ได้เสียงสนับสนุนเพิ่มอย่างน้อย 4 คนแล้ว (โดยได้ขอบคุณ ดร.จร เป็นพิเศษ) และเตรียมจะเปิดตัวร่วมกันในภายหลัง การพูดคุยกับ ส.ก. ท่านอื่นๆ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์โดยยึด “วาระเมือง” หรือวาระการทำงานเป็นตัวตั้ง พรรคไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องตำแหน่ง แต่ต้องการเสียง ส.ก. ทั้ง 50 คนในสภาฯ เพื่อให้มีพลังพอในการแก้ปัญหาใหญ่ที่กระทบทุกเขต เช่น ปัญหาบัตรทอง

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังปฏิเสธข่าวลือเรื่องการถูกสกัดขาทางการเมือง โดยระบุว่าหากยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก วาระที่พรรคเสนอล้วนเป็นสิ่งที่ดีต่อชาวกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น จึงไม่เชื่อว่าจะมีการขัดขวาง และมั่นใจว่าเมื่อนำการทำงานมาเป็นตัวตั้ง จะมี ส.ก. ที่เห็นตรงกันมาร่วมสนับสนุนการทำงานมากกว่า 4 คนอย่างแน่นอน

ข้อความฝากถึงผู้ว่าฯ ชัชชาติ: ย้ำจุดยืนตรวจสอบงบประมาณอย่างมืออาชีพ

ในช่วงท้าย นายวิโรจน์ได้กล่าวฝากถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้วยความสบายใจ โดยยืนยันหลักการทำงานร่วมกันว่า หากโครงการใดของ กทม. เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง มีการตั้งราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกับราคาตลาด มีกระบวนการดำเนินงานที่โปร่งใส และไม่มีข้อสังเกตที่มีพิรุธใดๆ ทางพรรคประชาชนและ ส.ก. ของพรรคพร้อมที่จะร่วมปกป้องงบประมาณในส่วนนั้น และจะไม่ตัดลดงบประมาณของโครงการนั้นเลยแม้แต่บาทเดียว

ในทางกลับกัน หากโครงการใดมีข้อสังเกตหรือพบความไม่ชอบมาพากล นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า “ผู้ว่าฯ มีแค่สองตา แต่พวกเรามี 22 คน 44 ตา” ที่จะเข้ามาช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติ ส.ก. ของพรรคจะทำหน้าที่ปกป้องเงินภาษีของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยจะใช้วิธีการอภิปรายชี้แจงด้วยเหตุผลหากจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ ซึ่งทุกกระบวนการจะดำเนินการอย่างเปิดเผยกลางสภา กทม. มีการเปิดเผยเนื้อหาการอภิปรายและมติการลงคะแนนทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตรวจสอบและปกป้องเงินภาษีของชาวกรุงเทพมหานครให้คุ้มค่าครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์อย่างเป็นมืออาชีพ

รัฐบาลวางรากฐานใหม่ ดึงระบบศึกษาแก้ปม ความรุนแรงในครอบครัว บรรจุหลักสูตรในห้องเรียน

รัฐบาลวางรากฐานใหม่ ดึงระบบศึกษาแก้ปม ความรุนแรงในครอบครัว บรรจุหลักสูตรในห้องเรียน

รัฐบาลวางรากฐานใหม่ ดึงระบบศึกษาแก้ปม ความรุนแรงในครอบครัว บรรจุหลักสูตรในห้องเรียน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ครม.รับทราบรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2566 พบเหตุความรุนแรงกว่า 24,000 เหตุการณ์ เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ พร้อมผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง 

30 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2566 ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดความรุนแรงในครอบครัว 24,243 เหตุการณ์ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 24,029 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 21,145 ราย เพศชาย 2,811 ราย และเพศอื่น 73 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี สำหรับรูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านพักอาศัย สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง แม้จะไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวงจรความรุนแรงซ้ำในอนาคต ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อค้นพบของรายงาน กระทรวง พม. ได้เสนอแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีมาตรการสำคัญคือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงออกมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบความช่วยเหลือ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม

ในระยะยาว กระทรวง พม. ยังเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง โดยผลักดันให้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เพื่อปลูกฝังทักษะการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้ง และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขานิติศาสตร์กำหนดรายวิชากฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย เพราะครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบที่ส่งต่อไปยังเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ที่ทุกคนได้รับการคุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย’ ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

เช็กที่นี่! ครม.มีมติแต่งตั้งหลายตำแหน่ง

เช็กที่นี่! ครม.มีมติแต่งตั้งหลายตำแหน่ง

เช็กที่นี่! ครม.มีมติแต่งตั้งหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

เช็กที่นี่! ครม.มีมติแต่งตั้งหลายตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 30 มิ.ย.2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในส่วนของสำนักงาน ก.พ. เสนออนุมัติแต่งตั้ง นางสาวกำไล อ่างแก้ว ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

เรื่อง ขออนุมัติการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ก.พ.) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน ก.พ. เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
  
เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ รวม 7 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2569 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

1. นายประสิทธิ์ วัฒนาภา  ประธานกรรมการ

2. นายวิริยะ เตชะรุ่งโรจน์  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นางปัทมาวดี โพชนุกูล  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายปรีชา พันธุ์ติเวช   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายดิลก ภิยโยทัย   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายปกรณ์ สุขุม   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. นางโสภา เกียรตินิรชา   ประธานกรรมการ

2. นายวรพนธ์ ตันติวันรัตน์   กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง

3. นายธีระวิทย์ วงศ์เพชร  กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

4. นายอนุชา เศรษฐเสถียร  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายสมภพ ปราบณรงค์  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นางสาวจรสพร เฉลิมเตียรณ  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง  การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระทั้งคณะ ดังนี้  

1. นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ประธานกรรมการ  

2. นายวิรัตน์ ธัชศฤงคารสกุล กรรมการ

3. นายกริชเพชร ชัยช่วย (ผู้แทนกระทรวงคมนาคม) กรรมการ

4. นายวิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์ กรรมการ

5. นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ กรรมการ

6. นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป กรรมการ

7. รองศาสตราจารย์ศศิวิมล  มีอำพล  กรรมการ

8. นางแพตริเซีย มงคลวนิช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)  กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายวัชรากร เลิศด้วยลาภ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

หนุนปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ สมศักดิ์ สานต่อศก.ฐานราก ชูโฉนด ส.ป.ก. – ดันปลูกโกโก้

หนุนปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ สมศักดิ์ สานต่อศก.ฐานราก ชูโฉนด ส.ป.ก. - ดันปลูกโกโก้

หนุนปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ สมศักดิ์ สานต่อศก.ฐานราก ชูโฉนด ส.ป.ก. – ดันปลูกโกโก้

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

“สมศักดิ์“ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมขับเคลื่อนนโยบายเกษตร ยกระดับ พื้น สปก. เพื่อการเกษตร หนุนปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ “โกโก้” แก้ปัญหาราคาปศุสัตว์ครบวงจร”

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะผู้บริหาร เพื่อยกระดับกลไกการบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

สมศักดิ์ เทพสุทิน

 โดยนายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการสานต่อความสำเร็จจากการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ได้เน้นย้ำให้ ส.ป.ก. เร่งรัดการดำเนินงานและโครงการสำคัญในภาพรวม โดยเฉพาะมาตรการยกระดับสิทธิในที่ดินทำกินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีการรายงานข้อมูลรายจังหวัดที่เป็นปัจจุบันที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นสินทรัพย์และสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกร 

“รมว.กษ. มุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถนำโฉนดเพื่อการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าและเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างแท้จริง ซึ่ง ส.ป.ก. ได้รายงานความก้าวหน้าแบบรายจังหวัด เพื่อให้เห็นจุดที่สำเร็จและจุดที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพิ่มเติม ทางด้านการพัฒนาปศุสัตว์ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญฯ กำลังเร่งพิจารณากำหนดราคากลางโคเนื้อ แพะ แกะ และศึกษาติดตามด้านการผลิตพืช ประมง ปศุสัตว์ การตลาด และการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตร เพื่อสร้างกลไกตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริง ป้องกันการกดราคา และช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มีรายได้ที่มั่นคงและเป็นธรรม” นายสมศักดิ์  กล่าว 

สมศักดิ์ เทพสุทิน

ทั้งนี้ในส่วนของเศรษฐกิจฐานรากด้านการประมง กรมประมงได้นำเสนอความก้าวหน้าการส่งเสริมการผลิต “ลูกปูไข่” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการโมเดลสำคัญที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและสร้างอาชีพเสริมที่มั่นคงให้แก่ชุมชนประมงชายฝั่ง  ขณะที่ด้านกรมส่งเสริมการเกษตรได้เสนอแผนงาน “การส่งเสริมการปลูกโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรส่งเสริม” เพื่อผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่มีอนาคตไกล เนื่องจากความต้องการของตลาดโลกยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามทางกระทรวงฯ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของเกษตรกร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้เสนอรายงานข้อมูลภัยพิบัติด้านการเกษตรล่าสุดต่อที่ประชุม เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง ตลอดจนร่วมกันศึกษาการลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำท่วมจากมวลน้ำภาคเหนือ และความเป็นไปได้ในโครงการประกันภัยพืชผลการเกษตร โดยวางมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเตรียมแผนเยียวยาช่วยเหลือจากสถานการณ์

สมศักดิ์ เทพสุทิน
สมศักดิ์ เทพสุทิน

เผ่าภูมิ ยินดี คลัง สานต่อ หวยเกษียณ ยุคเพื่อไทย ถึงเวลาซื้อหวย เงินไม่หาย

เผ่าภูมิ ยินดี คลัง สานต่อ หวยเกษียณ ยุคเพื่อไทย ถึงเวลาซื้อหวย เงินไม่หาย

เผ่าภูมิ ยินดี คลัง สานต่อ หวยเกษียณ ยุคเพื่อไทย ถึงเวลาซื้อหวย เงินไม่หาย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

“เผ่าภูมิ” ยินดีคลังสานต่อ “หวยเกษียณ” ยุคเพื่อไทย ถึงเวลาซื้อหวย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงความยินดีหลังมีรายงานข่าวว่ากระทรวงการคลังเดินหน้าสานต่อโครงการ “หวยเกษียณ” (สลาก กอช.) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายชิ้นสำคัญที่เริ่มต้นและสำเร็จในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย และขอชื่นชมกระทรวงการคลังที่นำนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับนานาชาติว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่ง จนเตรียมนำโมเดลหวยเกษียณของไทยไปศึกษาเชิงลึก โดยรัฐบาลเพื่อไทยในขณะนั้นได้คิดค้นนโยบายนี้และผลักดันจน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อรองรับหวยเกษียณ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา โดยเป็นกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย และระบบหลังบ้านของ กอช.ก็พร้อมสำหรับหวยเกษียณ 

เผ่าภูมิ โรจนสกุล

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า นี่คือการดึงเอาพฤติกรรมความชอบเสี่ยงโชคของคนไทย มาเปลี่ยนเป็นตาข่ายความปลอดภัยทางการเงินให้กับประชาชน โดยมีแนวคิด “ซื้อหวย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม” ซึ่งจะพลิกโฉมการออมเงินของคนไทย ปัจจุบันโครงการนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของข้อกฎหมายที่ผ่านกระบวนการมาอย่างสมบูรณ์ และระบบเทคโนโลยีหลังบ้านของ กอช. ที่ถูกพัฒนาเตรียมการรองรับหวยเกษียณ กระทรวงการคลังจึงสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที ทั้งนี้ ประชาชนสามารถซื้อหวยเกษียณได้ใบละ 50 บาท เพื่อลุ้น 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล รวมถึงรางวัลเลขหน้าและเลขท้าย โดยจะมีการออกรางวัลทุกวันศุกร์ ถ้าถูกรางวัลรับเงินล้านทันที โดยหัวใจสำคัญคือแนวคิด “ซื้อหวย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม” เพราะเงินต้นทุกบาทที่ซื้อหวยเกษียณ จะถูกออมเข้าบัญชี กอช. ของผู้ซื้อเอง และคืนเงินทุกบาทที่ซื้อหวยเมื่ออายุครบ 60 ปี ถ้าอายุเกิน 60 ปี ก็ซื้อได้เช่นกัน โดยมีระยะเวลาเก็บออม 5 ปี หลังจากนั้นก็ได้รับเงินคืนทุกบาทเช่นกัน ถ้าเสียชีวิตก่อน ทุกบาทโอนสู่ทายาทตามกฎหมาย

“การที่กระทรวงการคลังเดินหน้าหวยเกษียณ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณให้กับคนไทย ขอเป็นกำลังใจให้ผลักดันโครงการนี้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออมไปด้วยกันครับ” นายเผ่าภูมิ กล่าว
 

พบพิรุธไฟล์รั่ว ‘โรม’ รับยื่นสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 67-69 จี้ ปปง. อายัดทรัพย์

พบพิรุธไฟล์รั่ว 'โรม' รับยื่นสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 67-69 จี้ ปปง. อายัดทรัพย์

พบพิรุธไฟล์รั่ว ‘โรม’ รับยื่นสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 67-69 จี้ ปปง. อายัดทรัพย์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“โรม” รับยื่นสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 67-69 พบพิรุธไฟล์รั่ว จี้ ปปง. อายัดทรัพย์

 30 มิ.ย.69 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน รับยื่นหนังสือจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน (ส.ต.ป. ) กรณีปัญหาการทุจริตในการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567 ถึง 2569 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและพบร่องรอยการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง

รังสิมันต์ โรม

โดย นายพิชัย พิทักษ์ เลขาธิการ ส.ต.ป. ได้ให้ข้อมูลว่ามูลเหตุเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งมีการยื่นคัดค้านต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ชะลอโครงการเนื่องจากพบการเรียกรับเงิน ต่อมาในปี 2568 เกิดปัญหาความไม่โปร่งใสในการกำหนด TOR จนมีการคัดค้านจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมประมูล จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลและผู้มีอำนาจกำกับดูแลจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการในช่วงหนึ่ง กลับมาสู่การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และมีการประกาศผลให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ซึ่งทางสมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนด TOR มีช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริต เนื่องจากคณะกรรมการกำหนด TOR มีความสอดคล้องกับคณะกรรมการออกข้อสอบของ มศว และข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังเมื่อตำรวจ CIB เข้าจับกุมที่อำเภอบางบัวทอง พบกระดาษคำตอบกว่า 3,000 แผ่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่หลุดออกมาจากไฟล์ในแฟลชไดรฟ์

นายพิชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธสำคัญเรื่องการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยพบความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะผู้ลงนามในสัญญาจ้างและประกาศผู้ชนะเป็นผู้กำกับดูแล โดยมีข้อสังเกตเรื่องการขยายเวลาแก้ไขโปรแกรมจาก 48 ชั่วโมง เป็น 15 วัน ซึ่งอาจเป็นช่องว่างในการแก้ไขข้อมูล

รังสิมันต์ โรม

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า อีกทั้ง TOR กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ในรูปแบบ JPG และ PDF ลงในแฟลชไดรฟ์โดยไม่มีการเข้ารหัสหรือล็อกรหัสไฟล์ จนไฟล์ไปปรากฏที่บริษัทในอำเภอบางบัวทองและถูกสั่งพิมพ์ออกมา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไฟล์ดังกล่าวมีนามสกุล LTSC ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้ในองค์กรภาครัฐอย่าง สถ. หรือ มศว. เท่านั้น ไม่ใช่ไฟล์ .XLS ที่ใช้ทั่วไป ทางสมาคมฯ จึงขอให้กรรมาธิการตรวจสอบเส้นทางเงินของผู้กระทำผิด รวมถึงเจ้าของบริษัทในอำเภอบางบัวทอง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี และประสาน ปปง. เพื่ออายัดทรัพย์สินก่อนที่จะมีการฟอกเงินจนไม่สามารถเรียกคืนได้

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม กล่าว ถ้าเป็นอย่างที่ผู้ร้องว่าในเรื่องของการไม่เข้ารหัสในแฟลชไดรฟ์หรือแม้กระทั่งไฟล์ ผมว่าพี่น้องสื่อมวลชนขอสเตตเมนต์จากธนาคารยังมีการเข้ารหัสอยู่บ้างเลย ดังนั้นการจัดสอบที่สำคัญและเกี่ยวพันกับระบบราชการ ตกลงแล้วมาตรฐานมันอยู่ตรงไหน และต้องมีใครรับผิดชอบไหม ซึ่งจะรวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการกำกับดูแลด้วยหรือไม่ โดยหนึ่งในมาตรการที่เราจะทำคือการใช้มาตรการด้านการฟอกเงิน เพราะคดีทุจริตเป็นคดีมูลฐานอยู่แล้ว การตามยึดอายัดทรัพย์สินจะเป็นการทำลายแรงจูงใจในระยะยาว และต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าความผิดนี้จะอยู่แค่เฉพาะฝ่ายประจำจริงหรือ หรือมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

รังสิมันต์ โรม

นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกรรมาธิการจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาบรรจุระเบียบวาระและแจ้งความคืบหน้าให้ผู้ร้องทราบต่อไป โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาทุจริตสอบในอดีตมักจบลงด้วยการย้ายข้าราชการและให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ใหม่โดยไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน ครั้งนี้จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อทำลายวงจรทุจริต ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้น แม้ตนจะไม่ได้เป็นคนรับเรื่องโดยตรง แต่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสทางการเมือง

เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ส่งข้อความมีตำแหน่งและอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องให้ ปปง. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางเงินของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่กระทำความผิดมักหวังผลในเรื่องเงินเป็นหลัก และหวังว่าข้อความดังกล่าวจะไม่ได้มาจากนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งนี้กรรมาธิการมีแผนที่จะเชิญผู้เกี่ยวข้องรวมถึงฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจกำกับดูแลมาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลไปให้ถึงตัวการใหญ่หรือ Mastermind ผู้อยู่เบื้องหลังห่วงโซ่การทุจริตและยึดทรัพย์สินมาเป็นของแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

รังสิมันต์ โรม