เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

10 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายพิเชฐร์ วันทอง ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

2. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง  ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

รมว.ท่องเที่ยวฯ เคลียร์ปมร้อน! ดราม่าภาษีเที่ยวนอก เดินหน้าเก็บเงินต่างชาติ ลิขสิทธิ์บอลโลกยังติดขัด

รมว.ท่องเที่ยวฯ เคลียร์ปมร้อน! ดราม่าภาษีเที่ยวนอก เดินหน้าเก็บเงินต่างชาติ ลิขสิทธิ์บอลโลกยังติดขัด

รมว.ท่องเที่ยวฯ เคลียร์ปมร้อน! ดราม่าภาษีเที่ยวนอก เดินหน้าเก็บเงินต่างชาติ ลิขสิทธิ์บอลโลกยังติดขัด

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

เมื่อเวลา 11.58 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 ว่า ขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้มีการหารือกับภาคเอกชน และยังไม่มีติดต่อเช่นกัน ทางรัฐบาล เคยระบุแล้วว่า หากเอกชนจะซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอด ก็เป็นการหารายได้ของภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลก็ยินดี แต่เบื้องต้นไม่ทราบว่า ราคาได้มีการพูดคุยไปถึงขั้นตอนใดและต่อรองราคาหรือไม่ แต่เชื่อว่า ขณะนี้ ยังติดปัญหาเรื่องราคา และความคุ้มค่า

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงผลการเดินทางเยือนเวียดนามร่วมกับนายกรัฐมนตรี ถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย-เวียดนามว่า ได้มีการหารือถึงการดึงนักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินจากฮานอย และโฮจิมินห์ ไปยังภูเก็ต และเพิ่มเที่ยวบินจากฮานอย ไปยังขอนแก่น และเชียงราย ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปจังหวัดอื่น ๆ ของไทยได้มากขึ้น

เมื่อถามว่าได้มีการเริ่มเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศของคนไทย จำนวน 1,000 บาทแล้วหรือไม่นั้น นายสุรศักดิ์ ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว เป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ เพียงแต่มีมติคณะรัฐมนตรีให้งดการจัดเก็บ และกระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อหารายได้ แต่ก็ต้องรับฟังทุกภาคส่วน ทั้งภาคการท่องเที่ยว และประชาชน รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งหากผลการศึกษาไม่เหมาะสม เชื่อว่า กระทรวงการคลังก็จะไม่ดำเนินการ และจริง ๆ แล้ว ตนเองไม่ได้เป็นผู้เสนอ จนกลายเป็นประเด็นและตนก็ถูกทัวร์ลง

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อนำเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยว่า ขณะนี้ กำลังเดินหน้า และกำลังหาวิธีการจัดเก็บที่เหมาะสม โดยจะต้องไม่ให้กระทบความรู้สึกนักท่องเที่ยว และเงื่อนไขในการจัดเก็บ ก็จะเป็นการซื้อประกันการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยว และเงินส่วนต่างที่เหลือ จะเป็นการจัดหาอุปกรณ์ให้ตำรวจท่องเที่ยว และอาสาสมัครดูแลความปลอดภัย รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาว่า จะจัดเก็บในอัตราเท่าไร แต่เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกคุ้มค่า เพราะหากนักท่องเที่ยวไปซื้อเอง ก็จะมีราคาสูง หากจะให้ครอบคลุมเท่าเงื่อนไขที่รัฐบาลไทยซื้อให้ และเชื่อว่า ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้จะมีความชัดเจน โดยจะเป็นการจัดเก็บพร้อมกับค่าตั๋วเครื่องบิน

เมื่อถามว่าจะซ้ำซ้อนกับการท่าอากาศยานหรือไม่นั้น นายสุรศักดิ์ ระบุว่า เป็นการจัดเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้า แต่อัตราการจัดเก็บเมื่อปี 2562 จัดเก็บในอัตรา 300 บาท ซึ่งปัจจุบันจะเป็นอัตราเท่าไร จะต้องพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งเชื่อว่า จะแตกต่างกันไม่มาก เพื่อไม่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าได้รับผลกระทบ

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ภารกิจการท่องเที่ยวไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมว่า เร็ว ๆ นี้ คาดว่า จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามขั้นตอน

จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน

จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน

จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

“คณะผู้แทนพิเศษแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้” ถกนัดแรก จับตาเคาะมาตรการแก้ปัญหาชายแดนใต้ หลังก่อเหตุถี่  

10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นัดแรก โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษฯ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หน่วยงานความมั่นคง และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาจากประเทศญี่ปุ่นร่วมประชุม

ทั้งนี้ก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ถึงปัจจัยการก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากในช่วงนี้มีการก่อเหตุถี่ขึ้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา บอกเพียงสั้น ๆ ว่า ต้องถามเจ้าหน้าที่ 

เมื่อถามว่า ในฐานะคนในพื้นที่มองว่าเกี่ยวข้องกับการเดินหน้าเจรจาหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ไม่ได้ตอบคำถามก่อนเข้าร่วมประชุมทันที 

ขณะที่นายภาสกร ระบุว่า การประชุมวันนี้น่าจะมีคำสั่งเบื้องต้นออกมา ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ชี้แจง 

ด้านพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่ตอบคำถามถึงความเคลื่อนไหวชายแดนไทย-กัมพูชา.

ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

10 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ภาคประชาชน นำโดย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ยื่นหนังสือต่อนายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่ทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล

พบช่องโหว่ระดับวิกฤต จี้รัฐเปิดเผยความเสียหาย-เยียวยาด่วน

โดยนายธนารัตน์ กล่าวว่า ระบบดังกล่าวสามารถค้นข้อมูลด้วยเลขประจำตัวประชาชน ชื่อนามสกุลซึ่งง่ายมากในการใช้ชื่อนามสกุลสืบค้น โดยจะได้ข้อมูลออกมาหลายเรื่อง เช่น เลขบัตรประชาชน วันเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สิทธิ์การรักษาพยาบาล โดยเฉพาะข้อมูลบิดามารดา ตนได้จัดทำรายงานตรวจพบช่องโหว่ของระบบส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นครั้งที่สองในปีนี้ โดยประเมินว่าเป็นความรุนแรงในระดับวิกฤต

“นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยแจ้งเหตุเกี่ยวกับฐานข้อมูลชุดเดียวกันรั่วไหลมาแล้ว เมื่อเดือนมีนาคม แม้ช่องโหว่ ครั้งก่อนและครั้งนี้จะเป็นคนละระบบและใช้คนละเทคนิค เพื่อเข้าถึงข้อมูลตามฐานข้อมูล โดย 2 ครั้งนี้ เป็นฐานข้อมูลเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล จากข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยหน่วยงานดังกล่าว ครอบคลุมประชากรประมาณ 67.1 ล้านคน ถือว่าเยอะมาก น่าจะกระทบแทบทุกคน“ นายธนารัตน์ กล่าว

นายธนารัตน์ กล่าวต่อว่า การประเมินเบื้องต้นของตน คือประชาชนทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูลนั้นมีความเสี่ยง เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็ก แต่เป็นความเสี่ยงระดับประเทศ หน่วยงานดังกล่าวต้องเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงต้องแจ้งเตือนทุกครั้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้รับทราบ เนื่องจากพบข้อมูลการซื้อขายในตลาดมืดเรียบร้อยแล้ว ขอเรียกร้องให้หน่วยดังกล่าวเปิดเผยทันทีว่ามีประชาชนกี่รายที่ได้รับผลกระทบแล้วและต้องชี้แจงด้วยว่านับจากเหตุรั่วไหลเมื่อเดือนมีนาคม ได้แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 72 ชั่วโมง
 

ชี้ข้อมูลหลุดคือสารตั้งต้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์

นายธนารัตน์ ย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลคือข้อมูลดิบสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ผ่านมา รัฐให้ความสำคัญกับการปราบล้างบัญชีม้า แต่บัญชีม้าคือปลายทาง ก่อนจะถูกหลอก มิจฉาชีพต้องมีข้อมูลประชาชนก่อน ถ้าต้องการแก้ปัญหากันคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นทางคือตัวเราเอง ต้องหยุดทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล ข้อมูลเหล่านี้ทำให้มิจฉาชีพเลือกทำให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าข้อมูลของตนเองปลอดภัยหรือไม่ หากเกิดความเสี่ยง ควรต้องแจ้งเยียวยาและถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส
 

ประธาน กมธ.ดีอี จ่อเรียกหน่วยงานแจงด่วนสัปดาห์หน้า

โดยนายอลงกต กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส. ถือว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญ เป็นข้อมูลความปลอดภัยส่วนบุคคล เพราะเมื่อรั่วไหลออกไปแล้วจะเกิดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่ากลัว คือเรื่องสแกมเมอร์ โดยคณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อหาข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ เบื้องต้นที่คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯ ให้ความสำคัญ คือ

  • การยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนโดยจะเน้นหนักไปที่ภาครัฐ
  • การกำหนดกลไกการแจ้งเตือน การเยียวยาผู้เสียหายจากข้อมูลรั่ว และการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันปราบปรามภัยทางไซเบอร์ให้ทันต่อสถานการณ์
  • การสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล และการตระหนักด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชนทั่วไป

นายอลงกต กล่าวว่า ยืนยันว่า คณะกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม และเสนอแนะแนวทางเชิงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างเหมาะสม
 

ภาวุธ’ แฉข้อมูลถูกเร่ขายหลักสิบ จวกภาครัฐหละหลวม

ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและบ่อยมากที่ข้อมูลภาครัฐรั่วไหล ซึ่งน้อยครั้งมากที่หน่วยงานภาครัฐจะออกมารับผิดชอบ ออกมาทำตามกระบวนที่กฎหมายมีอยู่แล้ว

โดยเรื่องนี้ กมธ.จะทำให้เป็นระบบเพื่อส่งสัญญาณเตือนหน่วยงานภาครัฐที่เก็บข้อมูลของประชาชนเอาไว้ หลายหน่วยงานปล่อยปะละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอย่างดี ทำให้วันนี้เรามีแฮ็คเกอร์ ที่สามารถเจาะข้อมูลและนำมาขายในตลาดมืด ซึ่งในราคาขาย ไม่ใช่หลักแสนหลักล้าน แต่แค่หลักสิบ ทำให้ข้อมูลกระจาย และสแกมเมอร์ มิจฉาชีพ ก็เอาข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอด เราอยากส่งเสียงไปยังหน่วยงานภาครัฐให้ตรวจสอบ แล้วจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับ กรรมาธิการฯ ว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมจะทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงาน เราจะปลุกความตระหนักของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องรับผิดชอบ รักษาข้อมูลของประชาชนได้ดีที่สุด
 

การดี’ ย้ำเป็นข้อมูลอ่อนไหว จี้บังคับใช้ กม. เข้มข้นรับเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวถือว่าเป็น Sensitive Data ในความหมายของ PDPA ตั้งแต่ต้น ในฐานะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนในการดำเนินการครั้งนี้ให้มีการตรวจสอบเรื่องกรอบของกฎหมาย วิธีการการทำงานและที่สำคัญคือสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องรับรู้ว่าสิทธิ์และข้อมูลรั่วไหลมากแค่ไหน เพื่อประโยชน์ป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายของภาครัฐเองต้อง เข้มข้น เข้มแข็งมากกว่านี้ เพราะเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจ Ai เศรษฐกิจดิจิตอลเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ
 

ใบ้ชัด! พุ่งเป้า ‘หน่วยงานดูแลสิทธิ์สุขภาพ’

เมื่อถามว่าพอจะระบุให้แคบลงได้หรือไม่ว่าเป็นหน่วยงานไหนที่ทำข้อมูลรั่วไหล นายธนารัตน์ กล่าวว่า เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิ์เรื่องสุขภาพ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า ใช่กระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า “น่าจะชัดมากแล้วนะครับ”

นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

นายกฯบอกเดี๋ยว ‘เอกนิติ’แจง ปมทบทวน เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.18 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีการพิจารณาทบทวนปรับ หลักเกณฑ์มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ว่า เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจง เพราะได้รับข้อสั่งการไปแล้ว.

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.24 น.

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ดึงข้อพิพาท อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’ ติงต้องไม่ใช้เป็นช่องแทรกแซง ‘กระบวนการยุติธรรม’ จนสังคมกังขา

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายปัญญาวาร ปัญญาสิทธิ นายบุญถาวร ปัญญามณีโชติ ทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าจะยื่นถวายฎีกาเอาที่ดิน“เขากระโดง” ที่จังหวัดบุรีรัมย์คืนและกล่าวโทษให้ดำเนินคดีอธิบดีกรมที่ดิน กับพวกนั้น ล่าสุดนายชนินทร์ แก่นหิรัญ ในฐานะทนายความผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊ค เรื่องเล่าเขากระโดง โดยทนายชนินทร์ แก่นหิรัญ ระบุว่า ประเด็นมีนักกฎหมายท่านถวายฎีกา ต่อพระเจ้าอยู่หัว ให้วินิจฉัยเรื่อง เขากระโดง ที่เขาได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผมก็เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง เห็นว่าการถวายฎีกาเป็นสิทธิของประชาชนที่กฎหมายและระเบียบราชการเปิดโอกาสให้ใช้เพื่อร้องทุกข์หรือขอความเป็นธรรม แต่สิทธิดังกล่าวย่อมต้องใช้อย่างสุจริต รอบคอบ และตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ยื่นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ซึ่งย่อมมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมมากกว่าบุคคลทั่วไป

เมื่อพิจารณาเนื้อหาการถวายฎีกากรณีที่ดินเขากระโดง สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ หนังสือดังกล่าวนำเสนอข้อเท็จจริงในลักษณะเสมือนว่าข้อพิพาทได้ข้อยุติแล้ว และที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีคดีสำคัญอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งคดีปกครองระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับกรมที่ดิน และคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ถือโฉนดจำนวนหลายราย ซึ่งศาลยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นสิทธิของคู่กรณีแต่ละราย

นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่า โฉนดและเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องยังมิได้ถูกเพิกถอนตามกฎหมาย ผู้ถือโฉนดยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และกรมที่ดินยังมีจุดยืนทางกฎหมายที่เป็นประเด็นพิพาทอยู่ในชั้นศาล การละเว้นไม่นำเสนอข้อเท็จจริงเหล่านี้ อาจทำให้ผู้รับเรื่องเข้าใจว่าข้อพิพาทได้ข้อยุติแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

“ที่สำคัญ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการถวายฎีกาโดยทั่วไปมิได้มุ่งหมายให้เป็นช่องทางในการแทรกแซงหรือก้าวล่วงกระบวนการพิจารณาคดีของศาล การนำข้อพิพาทที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไปนำเสนอในลักษณะที่ยืนยันผลแห่งคดีล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องที่สังคมสามารถตั้งคำถามได้ถึงความเหมาะสมและความสอดคล้องกับหลักนิติธรรม”

ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ผู้ยื่นฎีกาย่อมทราบดีว่าหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมคือการให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานของทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน มิใช่การนำเสนอข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวจนทำให้สังคมหรือผู้รับเรื่องเข้าใจว่าผลแห่งคดีได้ถูกตัดสินไปแล้ว ทั้งที่ศาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ไม่ว่าผลสุดท้ายของคดีเขากระโดงจะออกมาเช่นไร การเคารพกระบวนการยุติธรรม การเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการไม่ตัดสินสิทธิของบุคคลล่วงหน้าก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่นักกฎหมายทุกคนควรยึดถือร่วมกัน …เรื่องเก่าแต่อยากเล่าใหม่

ผบ.ทร.ลั่นไม่เปิดด่าน เตรียมพร้อมรับมือกัมพูชาเสริมรถถังจีน เผยคืบหน้าต่อเรือฟริเกต

ผบ.ทร.ลั่นไม่เปิดด่าน เตรียมพร้อมรับมือกัมพูชาเสริมรถถังจีน เผยคืบหน้าต่อเรือฟริเกต

ผบ.ทร.ลั่นไม่เปิดด่าน เตรียมพร้อมรับมือกัมพูชาเสริมรถถังจีน เผยคืบหน้าต่อเรือฟริเกต

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

ผบ.ทร. ยันเตรียมพร้อมชายแดน จ.จันทบุรี-ตราด หลัง ‘จีน‘ ส่งรถถัง T-59D ให้ ‘กัมพูชา‘ เสียงแข็งไม่มีเปิดด่าน เผยคืบหน้า ‘เรือฟริเกต‘ ลำแรก ได้บริษัทต่อเรือ มิ.ย.นี้ ยังหวัง ลำ 2 งบปี 70 เปรย ‘On the track‘

10 มิถุนายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงกรณีที่ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ เดินทางเยือนประเทศเวียดนาม พร้อมคณะนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หมดแล้ว 

ส่วนเรื่องความคืบหน้าโครงการ “เรือฟริเกต“ ในการพิจารณาคัดเลือกบริษัทเอกชน ผบ.ทร.กล่าวว่า ไม่เกินเดือนนี้

เมื่อถามถึงกรณี โครงการเรือฟริเกต ลำที่ 2 หลังมีรายงานว่า ต้องเลื่อนออกไปเป็นปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 นั้น จะกระทบต่อแผนกองทัพเรือหรือไม่ ผบ.ทร.กล่าวว่า อันนี้ “on the track” (อยู่ในขั้นตอน) 

เมื่อถามถึงกรณี ประเทศจีนส่งมอบรถถัง T59D ให้กับกัมพูชา จะกระทบกับไทยหรือไม่ เพราะอาจนำมาไว้บริเวณชายแดน จังหวัดจันทบุรี และตราด ผบ.ทร. กล่าวว่า ก็เตรียมพร้อม พร้อมย้ำว่า ยังคงดูแลชายแดนเข้มข้น อย่าไปบอกว่า เปิดด่าน ไม่เคยบอกตรงไหนเลยว่า จะเปิดด่าน.

นายกฯ ยืนจี้ถาม รมต.-ปลัด มท. หน้าตึกไทยฯ ปมคืบหน้าปราบมาเฟียภูเก็ต จ่อฟื้น คกก.ปราบผู้มีอิทธิพล

นายกฯ ยืนจี้ถาม รมต.-ปลัด มท. หน้าตึกไทยฯ ปมคืบหน้าปราบมาเฟียภูเก็ต จ่อฟื้น คกก.ปราบผู้มีอิทธิพล

นายกฯ ยืนจี้ถาม รมต.-ปลัด มท. หน้าตึกไทยฯ ปมคืบหน้าปราบมาเฟียภูเก็ต จ่อฟื้น คกก.ปราบผู้มีอิทธิพล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

นายกฯ ยืนจี้ถาม รมต.-ปลัดมหาดไทย หน้าตึกไทยคู่ฟ่า คืบหน้าปราบมาเฟียภูเก็ต เตรียมฟื้น คกก.ปราบผู้มีอิทธิพล มอบ พลพีร์ รับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินกลับมายังตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนยืนคุยกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีรายงานว่านายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงความคืบหน้าการจัดการมาเฟียภูเก็ต เนื่องจากล่าสุดยังได้รับรายงานว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข

นายพลพีร์ เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ไปดำเนินการสิ่งที่ยังค้างคา และยังไม่สำเร็จ ซึ่งจะลงไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมจะแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยนายกรัฐมนตรีจะนั่งตำแหน่งเป็นประธานด้วยตนเอง แต่จะมอบหมายให้นายนายพลพีร์ เป็นผู้รับผิดชอบ เหมือนกับที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เคยได้รับหน้าที่นี้ในขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ซื้อสลากเกินราคาฟ้องไม่ได้! ‘บุญรวี’ ชี้คดีหวยอลเวงผิดกฎหมายแต่แรก สงสารแต่ช่วยไม่ได้

ซื้อสลากเกินราคาฟ้องไม่ได้! 'บุญรวี' ชี้คดีหวยอลเวงผิดกฎหมายแต่แรก สงสารแต่ช่วยไม่ได้

ซื้อสลากเกินราคาฟ้องไม่ได้! ‘บุญรวี’ ชี้คดีหวยอลเวงผิดกฎหมายแต่แรก สงสารแต่ช่วยไม่ได้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

“บุญรวี”แหยงสอบคดีหวยอลเวง จ.สุโขทัย ปฏิเสธรับตรวจสอบให้ความเป็นธรรมช่วย “ป้าสายัณห์” ยกคำพิพากษาศาลฎีการะบุการซื้อขายสลากเกินราคา ไม่ใช่ผู้เสียหายทางนิตินัยที่สามารถฟ้องร้องคดีได้ หวั่นหากรับเรื่องตรวจสอบ อาจถูกยื่นสอบจริยธรรม ฐานสนับสนุนการทำผิดกฎหมาย ชี้สงสารแต่ช่วยเหลือไม่ได้ เป็นเรื่องบุญมีแต่กรรมบัง

เมื่อเวลา 11.00น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ได้รับการร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากนางสายัญ ดอกไม้ ชาวอำเภอสรรคโลก จ.พิษณุโลก ที่ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่1 หมายเลข 173770 งวดวันที่ 1มิ.ย.2569 แต่ถูกเพื่อนบ้านหลอกเอาลอตเตอรีไป โดยอ้างว่าไม่ถูกรางวัล เพื่อให้ช่วยตรวจสอบให้ความเป็นธรรม กรณีดังกล่าวรู้สึกเห็นใจและสงสารป้าสายัณห์ ขอเอาใจช่วยให้ได้รางวัลที่1 คืนมา แต่ไม่สามารถรับเรื่องไว้ตรวจสอบได้

เพราะข้อกฎหมายระบุว่า การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลของป้าสายัณห์มีความผิดกฎหมาย เป็นการซื้อขายสลากเกินราคา 80บาท ดังนั้นผู้ที่รู้หรือสนับสนุนการซื้อสลากเกินราคา ถือว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดตามกฎหมายทางแพ่ง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีใดๆ เพราะศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยที่ 5625/2557 และ577/2561 ระบุจะฟ้องคดีแพ่งและอาญา  ข้อหาฉ้อโกงไม่ได้ เพราะนางสายัณห์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย รวมถึงยังผิดมาตรา39พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย เรื่องนี้ถือว่าบุญมีแต่กรรมบัง เพราะมีคำวินิจฉัยศาลฎีกา และมาตราพ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นกำแพงขวางกั้น หากตนรับเรื่องไว้ตรวจสอบ จะถูกฟ้องร้องผิดจริยธรรม เพราะไปสนับสนุนการทำผิดกฎหมาย จึงไม่สามารถช่วยเหลือได้ ทำได้แต่ความสงสาร เรื่องนี้ต้องโทษสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่สามารถควบคุมราคาขายให้อยู่ที่ 80บาทได้ 

นายบุญรวีกล่าวว่า ส่วนเรื่องป้าสายัณห์จะลงเอยอย่างไรอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะเป็นเรื่องการยักยอกทรัพย์ หรือฉ้อโกง แต่จะนำไปสู่การฟ้องร้องได้หรือไม่ เพราะติดคำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ระบุถึงการซื้อสลากโดยผิดกฎหมาย เกินราคา ไม่สามารถฟ้องร้องได้ ขึ้นอยู่กับตำรวจและอัยการจะพิจารณาส่งฟ้องหรือไม่ แต่หน้าที่ของตนยึดมั่นหลักนิติบัญญัติ เอาตามกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลฎีกา ทั้งๆที่ในใจสงสารป้าสายัณห์ และมั่นใจว่าป้าสายัณห์ถูกรางวัลที่1จริง ไม่ใช่หวยทิพย์ รู้สึกสงสารที่ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้ โดยการรับเรื่องไว้ตรวจสอบได้ เพราะมีการซื้อขายสลากเกิน 80บาท ทั้งที่ในความจริง ราคา 80บาท ไม่มีอยู่จริง  

รวย 33.9 ล้าน! เปิดทรัพย์สิน สุรพงษ์ รับตำแหน่งเลขา ป.ป.ช.

รวย 33.9 ล้าน! เปิดทรัพย์สิน สุรพงษ์ รับตำแหน่งเลขา ป.ป.ช.

รวย 33.9 ล้าน! เปิดทรัพย์สิน สุรพงษ์ รับตำแหน่งเลขา ป.ป.ช.

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.02 น.

10 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร กรณีเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 โดย นายสุรพงษ์ อายุ 59 ปี แจ้งว่า ตนเองพร้อม น.ส.สุรีรัตน์ นวลฉิมพลี คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 33,993,479 บาท และมีหนี้สินรวม 2,051,574 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของนายสุรพงษ์ 14,798,498 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 3 บัญชี 98,912 บาท เงินลงทุน 2,534,620 บาท ในหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงาน ป.ป.ช. , กองทุนธนชาติ เจริญ ทรัพย์ปันผล และหุ้นสามัญบริษัท สหสามัคคีโพธิ์ทองเดินรถ จำกัด

ที่ดินมรดกใน จ.อ่างทอง และการซื้อใน จ.นครราชสีมา จำนวน 4 แปลง รวม 5.45 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยวใน จ.นครราชสีมา และอาคารชุดในเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่า 3.2 ล้านบาท ยานพาหนะ 300,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 2,146,965 บาททรัพย์สินอื่น 1,068,000 บาท และมีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 2,051,574 บาท

และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,926,433 บาท จากเงินเดือน ค่าตอบแทนและเบี้ยประชุมมีรายจ่ายต่อปีรวม 1,168,666 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายเงินกู้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 318,000 บาท ภาษี 250,666 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภค 600,000 บาท

ส่วน น.ส.สุรีรัตน์ คู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 19,194,981 บาทฝาก 3 บัญชี 7,017,553 บาท เงินลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงาน ป.ป.ช.และกองทุนเปิดต่างๆ รวม 6,361,609 บาท ที่ดิน 3 แปลง ใน จ.นครราชสีมา รวม 5,361,750 บาท ยานพาหนะ 200,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 254,069 บาท ไม่มีหนี้สิน และแจ้งมีรายได้ต่อปีจากเงินเดือนค่าตอบแทนและเบี้ยประชุมรวม 1,175,732 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม 517,776 บาท โดยเป็นค่าภาษี 97,776 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภค 370,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูมารดา 40,000 บาท เงินบริจาคอื่นๆ 10,000 บาท

สำหรับทรัพย์สินอื่นมูลค่า 1,068,000 บาท ที่นายสุรพงษ์แจ้ง ส่วนใหญ่เป็นตลับพระ และมีดด้ามงา หรือเรียกกันว่า “มีดหมอ” ซึ่งเป็นเครื่องรางของขลัง อาทิ ตลับพระสมเด็จล้อมเพชรมูลค่า 75,000 บาท ตลับพระหูยาน น้ำหนัก 2 บาท มูลค่า 40,000 บาท ตลับพระสมเด็จ น้ำหนัก 2 บาท จำนวน 4 ตลับ มูลค่า 160,000 บาท ตลับพระกริ่ง น้ำหนัก 1.5 บาท จำนวน 3 ตลับ มูลค่า 90000 บาท มีดด้ามงาใบสัตตะโลหะ (เนื้อทองจังโก้) 9 นิ้ว เลี่ยมสามกษัตริย์ 1 เล่ม มูลค่า 50,000 บาท มีดด้ามงาฝักงา ขนาด 5 นิ้ว เลี่ยมเงิน 2 เล่ม มูลค่า 30,000 บาท มีดด้ามงาฝักไม้ ขนาด 5 นิ้ว เลี่ยมเงิน 5 เล่ม มูลค่า 50,000 บาท มีดด้ามงาฝักงา ขนาด 2.5 – 3 นิ้ว เลี่ยมเงิน 3 เล่ม มูลค่า 30,000 บาท พระบูชาและพระเครื่องหรือวัตถุมงคลอื่น ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนชิ้นได้ และไม่สามารถประเมินมูลค่าได้

นอกจากนี้ ยังมีพระเลี่ยมทอง 6 องค์ มูลค่า 60,000 บาท พระทองคำ 1 องค์ พร้อมตลับเปล่า 2 ใบ มูลค่า 50,000 บาท สร้อยคอทองคำ หนัก 2 บาท 1 เส้น มูลค่า 40,000 บาท แหวนหยกล้อมเพชร 1 วง มูลค่า 45,000 บาท แหวนทับทิมล้อมเพชร 1 วง มูลค่า 35,000 บาท หัวเข็มขัดงาช้าง 4 ชิ้น มูลค่า 50,000 บาท ปลายงาช้าง 1 กิ่ง มูลค่า 13,000 บาท อาวุธปืนชนิดรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก มูลค่า 30,000 บาท นาฬิกาข้อมือมิโด้ 1 เรือน มูลค่า 10,000 บาท

ทั้งนี้ ก่อนนายสุรพงษ์ เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.นั้น ปี 2555 – 2557 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครสวรรค์ ปี 2557 – 2558 เป็นผู้อำนวยการศูนย์กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำนักงาน ป.ป.ช.ปี 2558 – 2560 เป็นผู้อำนวยการสำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช. ปี 2560 – 2563 เป็นผู้ช่วยเลขาธิ การคณะกรรมการ ป.ป.ช.และปี 2563 – 2568 เป็นรองเลขาธิการ ป.ป.ช.