ทีมสุดซอย แจงยิบ เอกนัฏ ตรึงดีเซล สกัดวิกฤต ชี้ถ้าไร้มาตรการ อาจทะลุ 54 บาท

22 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

วันนี้ 22 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา Factcheck โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงการตรึงราคาน้ำมันดีเซล สกัดวิกฤตตะวันออกกลาง หากไร้มาตรการฯ อาจทะลุ 54 บาท ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “”เอกนัฏ” ตรึงดีเซลอยู่หมัด สกัดวิกฤตตะวันออกกลาง ดันราคาดีเซลต่ำเกือบที่สุดในอาเซียน (รองแค่บรูไน) หากไร้มาตรการฯ อาจทะลุ 54 บาท!

จากการที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคประชาธิปัตย์ ปมข้อเสนอให้เอาเงิน “ไทยช่วยไทย” ไปโปะดีเซล ทำเหมือนว่ารัฐบาล ปล่อยลอยตัว ทีมสุดซอยจึงขอโต้กลับด้วยผลงานของ “รมว.ขิง” นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และหัวหน้าทีมสุดซอย ที่เดินหน้ายื้อราคาสุดฤทธิ์ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางนับตั้งแต่รับตำแหน่ง สกัดไม่ให้ดีเซลพุ่งกระฉูดทะลุ 50 กว่าบาทเหมือนที่หลายคนกังวล

ทีมสุดซอย

ซึ่งกระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของนายเอกนัฏ เน้นย้ำมาตลอดว่า “ราคาน้ำมันดีเซลไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่มันคือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนการเกษตร การขนส่ง โรงงาน การกระจายสินค้า ไปจนถึงราคาของบนชั้นวางและค่าครองชีพของทุกครัวเรือน รัฐบาลจึงต้องบริหารราคาอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมปล่อยให้ความผันผวนจากตลาดโลกกระแทกใส่ประชาชนแบบเต็มๆ ในคราวเดียว

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ทางกระทรวงพลังงานได้งัดมาตรการเชิงรุกเข้ามารับมืออย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 เพื่อไม่ให้ต้นทุนพุ่งกระฉูดกระทบค่าครองชีพประชาชนและภาคเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการลดราคา ณ โรงกลั่น เป็นมาตรการที่ใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และลดราคาต่อเนื่องมา 7 ครั้งแล้ว

มาตรการลดราคา ณ โรงกลั่น: ดำเนินการเป็นระลอก ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน (ลด 5 บาท และ 3 บาทต่อลิตร) ต่อเนื่องถึงช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม (ลด 2.40 บาท) และล่าสุดขยายผลลด 4 บาทต่อลิตร สำหรับดีเซล B0, B7 และ B20 ยาวจนถึง 31 ตุลาคม 2569

กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ใช้เงินกองทุนฯ เข้ามาชดเชยส่วนต่างเพื่อพยุงราคาหน้าปั๊มให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ดีเซลได้รับส่วนลด ณ โรงกลั่น 4 บาทต่อลิตร และเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันอีก 8.62 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร
เปรียบเทียบสถานการณ์ราคา:

ราคาปัจจุบัน: 40.69 บาทต่อลิตร
หากไม่มีส่วนลดโรงกลั่น: ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 44.97 บาทต่อลิตร
หากปล่อยลอยตัว (ไร้โรงกลั่นและกองทุนฯ): ราคาอาจพุ่งสูงถึง 54.19 บาทต่อลิตร

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน พบว่าราคาดีเซลไทยในปัจจุบันยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยต่ำกว่ามาเลเซีย (ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) ที่ราคา 42.96 บาทต่อลิตร และอินโดนีเซียที่ 44.73 บาทต่อลิตร ขณะที่ใกล้เคียงกับเวียดนามที่ 40.75 บาทต่อลิตร

งานนี้ขอฝากถึงผู้ที่วิจารณ์ ก่อนจะบอกว่า “น้ำมันแพง” คงต้องยอมรับความจริงก่อนว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมัน แต่ด้วยความทุ่มเทของนายเอกนัฏ รมว.สุดซอยคนนี้ ที่ใช้มาตรการรับแรงกระแทกไว้ ทำให้คนไทยรอดพ้นจากน้ำมันลิตรละ 50 กว่าบาทมาได้ จนคนไทยได้ใช้น้ำมันดีเซล “ถูกเกือบที่สุดในอาเซียน!” ถูกกว่ามาเลเซีย และเป็นรองแค่บรูไนประเทศเดียว!

#ทีมสุดซอย #ทุบทุนเทา #FactCheck#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ขิงเอกนัฏ #ราคาน้ำมัน #ดีเซล #วิกฤตพลังงาน #ข่าวพลังงาน #กระทรวงพลังงาน”

ทีมสุดซอย

หลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา Factcheck เผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ประเทศไทย โชคดีที่ ได้คุณขิง และท่านนายกฯ ให้ความสำคัญและทำภายใต้กฏหมายที่มีปัจจุบัน ขอบคุณที่ลดภาระพลังงานให้กับคนไทย”

“พวกที่ไม่เข้าใจ เห็นตัวเลข คงเข้าใจขึ้นนะ”

“ลูก.ก หวาย”

“การางแผนผลงานมันเลยออกมาดี เก่งมากตบมือให้ทีมงานสุดซอย”

“ถือว่าทำผลงานให้ทีถูกกว่าท้องตลาดหลายประเทศขอชื่นชม”

“สุดซอยของแท้”

“เข้าใจว่าทำดีที่สุดแล้วครับ สู้ๆ”

ทีมสุดซอย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา Factcheck

ครม.ไฟเขียวคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.

22 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

“อัครนันท์” เผยข่าวดี ครม.ไฟเขียวคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคืนสิทธิให้แก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และผู้เรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์เดิม

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการพยามยามเร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เรียน เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียน และนักศึกษาบางส่วนต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือรักษาสิทธิด้านสวัสดิการของรัฐ

“ผมดีใจที่วันนี้เราสามารถนำข่าวดีมาบอกกับนักเรียน และผู้เรียน สกร.ได้ว่า ครม.เห็นชอบแนวทางคืนสิทธิให้กับพวกเขาแล้ว เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเลือกระหว่างอนาคตทางการศึกษาของตัวเองกับสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เราอยากเห็นเด็กทุกคนได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนแล้วสิทธิที่ครอบครัวพึ่งพาอยู่จะหายไป เพราะหน้าที่ของรัฐคือการสร้างโอกาส ไม่ใช่ทำให้เด็กต้องเลือกว่าจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง”นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า สำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง เงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความหมายมากเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และช่วยให้เด็กสามารถเดินหน้าศึกษาต่อได้

“เราไม่อยากเห็นเด็กคนหนึ่งต้องบอกว่า ผมขอหยุดเรียน เพราะถ้าเรียนแล้วจะเสียสิทธิ วันนี้เราพยายามแก้ตรงนี้ ผมอยากบอกกับเด็ก ๆ ว่า ขอให้เดินหน้าต่อ อย่าทิ้งการศึกษา อย่าทิ้งอนาคตของตัวเอง”นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า การคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องหยุดเรียนจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการลดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้เด็กมีโอกาสกลับมาเรียนต่อและเดินหน้าสร้างอนาคตของตัวเองได้

“เราไม่อยากให้มีเด็กคนไหนต้องหลุดออกจากระบบเพียงเพราะครอบครัวมีภาระหรือกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย วันนี้เมื่อมีแนวทางที่ช่วยลดภาระได้ ก็อยากให้เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วกลับมาเรียนอีกครั้ง เพราะโอกาสทางการศึกษาไม่ควรหมดไปเพียงเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ” นายอัครนันท์ กล่าว

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การพิจารณาคุณสมบัติสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้เรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

นิกร จี้ ฝ่ายค้าน-ไอลอว์ เร่งชงร่างแก้ไข รธน. หวั่น ฉบับใหม่คลอดไม่ทันเลือกตั้งครั้งหน้า

22 กันยายน 2569 เวลา 13:33 น.

‘นิกร’ บี้ ‘ฝ่ายค้าน-iLaw’ เร่งชงร่างแก้ไข รธน. – กางไทม์ไลน์ หวั่นฉบับใหม่คลอดไม่ทันเลือกตั้งครั้งหน้า สอนมวยอย่าเดินการเมืองซับซ้อน ชี้แก้ปัญหา สว.-หมายเลขผู้สมัคร สส. ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้แบบ ‘แมลงหวี่-แมลงวัน’

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองและยกร่างกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่างชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ ที่ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า พรรคภูมิใจไทย มีความพร้อมตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ 1 ปี 2569 ก่อน 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาแล้ว แต่เนื่องจาก ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้หารือกับประธานวิปรัฐบาล เพื่อขอให้รอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากภาคประชาชน ที่กำลังริเริ่มการเข้าชื่อกันก่อน เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ถูกพิจารณาไปในคราวเดียวกัน และเท่าที่ตนทราบ ขณะนี้ ภาคประชาชน ได้ชื่อครบเกิน 100,000 เสียงแล้ว แต่เหตุยังจึงยังไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภา บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณา ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการรอเพื่อให้ กกต.ได้พิจารณาคดีฮั้ว สว.เพื่อล้ม สว.ก่อนหรือไม่ แต่เมื่อขณะนี้ เหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว และเวลาไม่รอแล้ว เพราะตนคำนวณกรอบระยะเวลา แม้จะดำเนินการขั้นตอนตามกรอบระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็แทบจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังนั้น จึงขอให้เร่งดำเนินการ

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคการเมืองต่าง ๆนั้น พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอต่อรัฐสภา แต่ขณะนี้ ก็ยังไม่มีการเสนอต่อประธานรัฐสภา และมีเพียงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมไปแล้ว ดังนั้น จะโทษว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ฟังเสียงประชามติประชาชน 21 ล้านเสียงไม่ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทย ดำเนินการตามคำสั่งประชาชนแล้ว แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชน ที่ iLaw ดูแลนั้น ขณะนี้ อยู่ที่ไหน และเมื่อได้รายชื่อครบแล้ว ก็ขอให้เสนอรัฐสภาเลย แต่เมื่อไม่ยื่นแล้ว กลับมาโทษรัฐบาลไม่ดำเนินการ ทั้งที่รัฐบาลทำแล้ว ฟังแล้ว และรออยู่ รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านด้วย เพราะเวลาไม่คอยท่า จะรอให้ได้เปรียบแล้วค่อยยืนไม่ได้ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ยกร่างเพื่อประชาชน จึงขอให้รีบดำเนินการกัน อย่าเดินการเมืองซับซ้อนกันแบบนี้ และยังอ้างประชาชนกันอีก ขอให้นับเวลากัน และทราบว่า เวลาที่มีล่อแหลมแล้ว

นายนิกร กล่าวอีกว่า แต่เดิมคาดว่า จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2572 แต่เวลาในการดำเนินการขณะนี้ มีเวลาเริ่มดำเนินการได้ถึงวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ก่อนปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งหากรัฐสภา ยังไม่สามารถรับหลักการและตั้งกรรมาธิการได้ ก็จะเกิดปัญหา ทำให้ต้องรออีก 3 เดือน จนกว่าจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ปี 2570 ซึ่งตนก็หวังว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมหลังเดือนธันวาคม กรรมาธิการ จะสามารถพิจารณาไปพลางก่อนได้ และเสนอรัฐสภา ลงมติหลังเปิดสมัยประชุม และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็จะต้องดำเนินการจัดการออกเสียงประชามติอีก 100 วัน รวมถึงการสรรหา สสร. และการรับฟังความเห็นประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกราว 1 ปี ก่อนจัดทำประชามติขั้นสุดท้ายอีก 3 เดือน ดังนั้น กรอบเวลาจึงแทบไม่พอ เพราะยังจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องอีก 6 เดือน ดังนั้น หากจะฟัง 21 ล้านเสียง ก็ต้องฟังให้ชัด และมีความจริงใจ

เมื่อถามว่าหากต้องใช้เวลาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับนานแล้ว จะมีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาก่อนหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า เป้าหมายใหญ่ พรรคภูมิใจไทย ต้องการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะมิเช่นนั้นจะถูกครหาว่าเตะถ่วงอีก เพราะผลการออกเสียงประชามติ ประชาชนไม่ได้ต้องการแก้ไขรายมาตรา แต่ต้องการฉบับใหม่ และระหว่างรอ พรรคภูมิใจไทย จะเสนอแก้ไขรายมาตราในการกระจายอำนาจ และการปกครองท้องถิ่น หรือความเห็นจากวุฒิสภา ที่ต้องการให้แก้ไขให้หมายเลขผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต เป็นหมายเลขเดียวกับพรรคการเมืองนั้น ก็ถูกรัฐธรรมนูญล็อกไว้ว่า จะต้องสมัคร สส.แบบแบ่งเขตก่อน จึงจะสามารถสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อได้ ยกเว้นจะต้องมีการรื้อกันใหม่ แต่การแก้ไขนี้ จะเป็นการแก้ไขในประเด็นแมลงวัน แมลงหวี่หรือไม่ เพราะเรื่องหมายเลขนั้น ถือเป็นเรื่องเล็กมาก อย่ามองเรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ และหากจะแก้ไขระบบการเลือกตั้งนั้น ควรจะถามประชาชนก่อนหรือไม่ ไม่ใช่คิดกันไปเอง

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้การแก้ไขระบบการเลือก สว.ใหม่ นายนิกร กล่าวว่า ตนได้ยืนยันมาตั้งนาน ตั้งแต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.ยกร่างแล้วว่า ระบบการเลือกกันเองจะเป็นปัญหา ซึ่งตนไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น และปัญหาที่เกิดนี้ จะต้องโทษรัฐธรรมนูญ วิธีการแก้ไข ไม่ใช่การล้ม กกต. หรือจัดการกับ สว. ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุอยู่ที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบ ก็ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รวมถึง กกต.ก็ต้องยกร่างระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงศาลก็ต้องวินิจฉัยภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหา สว.ก็จะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่แก้ตามแนวทางที่ตนเองต้องการ

ทนายตั้ม นำกลุ่มคนพิการบุกทำเนียบ จี้นายกฯ ตรวจสอบโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล

22 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ’ตั้ม บ้าพลัง‘ นำเครือข่ายผู้พิการจากทั่วประเทศ ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในประเด็นโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้พิการ เมื่อมาถึง ทนายตั้มได้ใส่เสื้อแจคเกตแขนยาวสีขาว ปักข้อความด้านหน้าและหลังว่า ’ตั้ม บ้าพลัง‘ พร้อมใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว จากนั้นได้ลงจากรถตู้สีดำ และไปร่วมกินข้าวกล่องกับกลุ่มคนพิการและให้สัมภาษณ์กับสื่อ

หลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จแล้ว ทนายตั้มได้เปลี่ยนเป็นชุดเสื้อยืดสีขาว สกรีนโลโก้ด้านหน้าว่า ‘หมายแตก’ ก่อนจะแจกจ่ายเสื้อให้กับสื่อมวลชนและกลุ่มผู้พิการ

ในช่วงหนึ่งของการส้มภาษณ์ ทนายตั้มได้เน้นย้ำใน 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรก คือเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้พิการได้รับโควตาน้อยมาก เนื่องจากถูกกลุ่มคนที่มีร่างกายสมบูรณ์เอาโควตาไป มีการขโมยโควตาของผู้พิการ ทำให้ประโยชน์และสิทธิส่วนนี้ส่งไปไม่ถึงมือผู้พิการอย่างแท้จริง

ทนายตั้ม ระบุว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 70% ที่ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งหมดประมาณ 19 ล้านใบ ตกมาถึงมือของผู้พิการจริง ๆ ประมาณ 1 ล้านกว่าใบเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงอยากเรียกร้องให้มีการเกลี่ยโควตาสลากลงมาช่วยเหลือผู้พิการให้ถึงมือจริง ๆ พร้อมชี้ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจัง แม้ในยุครัฐบาลทหารจะมีการปราบปราม 5 เสือ แต่สุดท้ายโควตากลับไปอยู่ในมือของกลุ่มอื่น ไม่เคยมาถึงคนพิการอย่างแท้จริง ซึ่งสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพสร้างรายได้สำคัญของผู้พิการ เพราะผู้พิการไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นเพื่อสร้างรายได้เหมือนคนร่างกายปกติทั่วไปได้ 

ประเด็นที่สอง คือเรื่องสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการดูแลคุณภาพชีวิตของคนพิการ โดยตามกฎหมายระบุไว้ว่า ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนจะต้องรับผู้พิการเข้าทำงานในอัตราส่วนประชากร 100 คน ต่อผู้พิการ 1 คน ซึ่งตามกฎหมายควรต้องมีผู้พิการได้ทำงานในหน่วยงานของรัฐจำนวน 18,000 คน แต่ในปัจจุบัน กลับมีการรับเข้าทำงานในหน่วยงานราชการเพียงแค่ 5,000 คน เท่านั้น ทั้งที่ตัวเลขผู้พิการที่ลงทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีสูงถึง 2.3 ล้านคน แต่กลับยังไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน

จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญและเปิดโอกาสรับผู้พิการเข้าทำงานในตำแหน่งที่สามารถทำได้ เช่น ล่ามภาษามือ หรือตำแหน่งอื่น ๆ เพราะการช่วยเหลือผู้พิการก็เหมือนกับการช่วยดูแลครอบครัวและลูกหลานของพวกเขาไม่ให้ต้องเป็นภาระแก่ครอบครัว อีกทั้งคนพิการทุกคนไม่ต้องการแบมือขอเงินฟรีจากรัฐ แต่ต้องการโอกาสในการทำงานเพื่อพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี 

ซึ่งวันนี้ตนเองได้ชวนเครือข่ายผู้พิการทั่วประเทศมาร่วมเรียกร้อง โดยเดินทางมาจากทั่วประเทศเกินกว่า 500 คน ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ จะไม่จบลงแค่การยื่นหนังสือแล้วเดินทางกลับ เพราะผู้พิการทุกคนเดินทางมาจากพื้นที่ไกล จึงต้องการเห็นความคืบหน้า และถึงแม้นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ต้องมีตัวแทนออกมารับหนังสือ ซึ่งเมื่อวานนี้ทีมงานทำเนียบรัฐบาลได้ประสานมาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเดินทางมารับเรื่องด้วยตนเอง และก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มารับหนังสือจากตัวแทนผู้พิการแล้ว

อย่างไรก็ตามวันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงอยากเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การมายื่นหนังสือแล้วกลับไปโดยทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม พร้อมระบุทิ้งท้ายว่าวันนี้กลุ่มผู้พิการจะไม่รีบเดินทางกลับ แต่จะรอฟังคำตอบและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในช่วงการประชุม ครม. วันนี้

ขณะที่ตัวแทนทหารผ่านศึก เปิดเผยว่าทหารผ่านศึกเป็นกลุ่มคนที่สละแรงกายและชีวิตเพื่อประเทศชาติ แต่หลายคนต้องประสบภาวะบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ทำให้โอกาสในการประกอบอาชีพมีจำกัด โดยเฉพาะผู้พิการที่ไม่สามารถทำงานทั่วไปได้ จึงต้องการให้ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่ทหารผ่านศึกพิการอย่างทั่วถึง เพื่อให้พวกเขามีรายได้มาจุนเจือครอบครัว พร้อมฝากประเด็นถึงรัฐบาลในการพิจารณาช่วยเหลือทหารผ่านศึกชั้นที่ 2, 3 และ 4 ที่กำลังเรียกร้องเรื่องเงินดำรงชีพ

“สลากกินแบ่งรัฐบาลอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ครอบครัวของพวกเขามีรายได้มาใช้จ่าย ทหารผ่านศึกไม่ได้มีเงินเดือนเยอะทุกคน บางคนยังลำบากอยู่ ผมเองเป็นทหารผ่านศึกชั้นที่ 1 แต่พี่น้องชั้นที่ 2 , 3 และ 5 เขายังเดือดร้อน จึงอยากขอฝากไปยังรัฐบาลให้มอบโอกาสแก่ทหารผ่านศึกทุกคนด้วย”

ขณะที่ นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเสริมถึงเงินผดุงเกียรติของทหารผ่านศึกที่มีเพียงเดือนละ 2,000 กว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการครองชีพในปัจจุบัน พร้อมชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา 80 บาท

นายสมชายอธิบายว่า ปัจจุบันมีการพิมพ์สลากฯ ออกมาจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบดิจิทัลประมาณ 36 ล้านฉบับ และสลากแบบใบอีกราว 70 ล้านฉบับ แต่เหตุใดราคาสลากในท้องตลาดยังคงพุ่งสูงถึงใบละ 100 บาท ทั้งที่รับมาจากสำนักงานสลากฯ ในราคาต้นทุนเพียงฉบับละ 70 บาท 40 สตางค์

นายสมชายระบุว่า สาเหตุหลักเกิดจากกลุ่มนายทุน ขุนศึกและกลุ่มอิทธิพลที่เข้ามาใช้คนตาบอดหรือคนพิการเป็นเพียงหัวโขนหรือนายหน้าบังหน้า เพื่อกว้านซื้อโควตาจากสมาคมและนิติบุคคลกว่า 800 แห่ง ซึ่งบางส่วนมีลักษณะเป็นนอมินีแล้วนำสลากเหล่านั้นไปขายส่งต่อให้พ่อค้าคนกลางในราคาสูงถึงเล่มละ 8,300 – 8,400 บาท (ตกฉบับละกว่า 80 บาท) ทำให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ไม่มีโควตาจริง จำเป็นต้องนำไปขายต่อในราคา 100 บาท

จากปัญหาดังกล่าว นายสมชายจึงได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง คือล้างไพ่จัดระเบียบโควตาใหม่ให้มีการตรวจสอบและจัดระเบียบผู้ถือครองโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดเพื่อขจัดระบบนอมินี / 2.ขจัดกลุ่มอิทธิพล โดยเฉพาะกวาดล้างกลุ่มนายทุน นักการเมืองและทหารมาเฟียที่เข้ามาสวมสิทธิโควตาของคนพิการ / 3.คืนอาชีพให้ผู้พิการและคนตาบอด เพื่อให้สิทธิ์ในการจำหน่ายสลากฯ ตกถึงมือผู้พิการ คนตาบอด และทหารผ่านศึกที่ต้องการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง

การยื่นหนังสือวันนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้แทนมารับหนังสือจากนายสมชาย ถึงข้อเรียกร้องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลรวมถึงอาชีพของผู้พิการ

โดยนายนิกรบอกว่า โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลเชื่อมโยงกับหน่วยงาน ซึ่งมีหน่วยงานที่มีโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ไม่ได้จ้างงานคนที่คนพิการ ซึ่งเราจะไปคุยกับกองสลากเพื่อตรวจสอบ

ตนเองเข้าใจในความเดือดร้อนของผู้พิการ ซึ่งวันนี้หลังจากที่รับเรื่องแล้วจะนำไปตรวจสอบและจะมีการอัพเดทความคืบหน้าเป็นระยะ และวันนี้ยังมีร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่จะนำเข้าประชุม ครม. เพื่อเพิ่มสิทธิคุ้มครองพี่น้องคนพิการและขยายการใช้เงินกองทุนให้เข้าถึงผู้พิการ ซึ่งจะต้องประสานกับกรมการปกครองท้องถิ่นแต่ละจังหวัดในการประสานข้อมูล โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและจะขับเคลื่อนเพื่อพี่น้องผู้พิการ

นายษิทรา กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับเรื่องนี้มีการฝังรากลึก แม้ตนจะมานั่งแหกปาก แต่หากรัฐบาลซึ่งมีอำนาจเขาไม่ช่วย คนพิการจะไม่ได้รับการดูแล ทัังนี้หากจะเป็นรูปธรรมควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา เนื่องจากในเดือนหน้า (ต.ค.) จะมีการเกลี่ยโควตาใหม่ของกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กับมูลนิธิองค์กร เพื่อให้สลากกินแบ่งรัฐบาลไปถึงคนพิการจริงๆ สำหรับตั้ม บ้าพลัง ไม่รู้จะมีพลังเพียงพอหรือไม่แต่จะทำต่อไปไปเรื่อยๆ เพื่อให้รัฐบาลมาช่วยเหลือผู้พิการอย่างจริงจัง หากทำได้จริงความดีความชอบขอยกให้รัฐบาล เนื่องจากเขาเป็นคนทำ ตนเป็นเพียงคนพามา ส่วนที่หลายคนบอกว่าตนไม่เหมือนเดิม เนื่องจากเคยอยู่ในจุดที่ต่ำสุดมาแล้ว เรื่องชื่อเสียงเงินทองไม่ได้สำคัญเพราะสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน ตนได้เข้าไปอยู่ในคุกได้เห็นทั้งคนที่ติดเพราะทำผิดและไม่ได้ทำผิด ซึ่งแต่ละคนมีแต่ความทุกข์ เมื่อศาลให้โอกาสออกมา จึงเอาโอกาสนี้มาทำความดี เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่อาจจะเป็น 1-2 ปีข้างหน้า หรืออาจจะถูกคนยิงตายก็ได้ แต่วันนี้ได้ทำเพื่อคนด้อยโอกาส อย่างน้อยผลบุญจะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ คนที่มองว่าตนเลวอาจจะมองดีขึ้นก็ได้

‘พิชิต’ สมมติพล็อต ‘5 ผู้ร้ายปล้นประเทศ’ ปลุกเดินหน้าบุก กกต. 25 ก.ย. นี้

22 กันยายน 2569 เวลา 13:28 น.

พิชิต

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. นัดรวมพล บุก กกต. ในวันที่ 25 ก.ย. นี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป จนกลายเป็นกระแสวิพาก์วิจารณ์กันบนโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 22 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol การสมมุติขึ้นมา โดยมีผู้ร้ายทั้ง 5 คน วางแผนปล้นประเทศ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ขบวนการ สมมุตินะสมมุติ

มีผู้ร้าย 5 คนวางแผน “ปล้นประเทศ” โอ้ย ไม่ได้ๆ เอาใหม่ๆ “วางแผนปล้นธนาคาร”

คนที่ 1 เป็นคนบงการ วางแผน แล้วแบ่งงานกันทำ

คนที่ 2 เป็นคนขับรถพาทีมงานไปปล้น

คนที่ 3 เป็นคนดูต้นทาง

คนที่ 4 เป็นคนไปปล้น

คนที่ 5 เป็นคนพาหนีและจัดหาที่พักระหว่างหนี

ถ้าท่านเป็นตำรวจ ท่านจะรวบรวมหลักฐาน ขยายผลจับกุมทั้งขบวนการ หรือ จับเฉพาะ คนที่ 4 ที่เป็นผู้ลงมือเข้าไปในธนาคาร

25 ก.ย.นี้ ใส่รองเท้าผ้าใบ ไปถาม กกต.กันครับ”

พิชิต ไชยมงคล

หลังจากที่โพสต์ของ นายพิชิต ไชยมงคล เผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“เห็นภาพชัดเจนค่ะ”

“คนดีที่ต้องการความสงบสุขให้บ้านเมือง ก็ต้องจับทั้งขบวนการสิครับ พี่น้องเอ้ยๆๆๆ!!!!!”

“กราบหัวใจค่ะขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ ขอส่งกำลังใจค่ะคุณตั้ม”

พิชิต ไชยมงคล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol

เปิดเอกสารกรมบัญชีกลาง ไฟเขียว TH-AI Passport ไม่ต้องเข้าข้อตกลงคุณธรรมปี 2569 หลัง ‘การดี’ ยื่น สตง. หวั่นสัญญาเป็นโมฆะ

22 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

เปิดเอกสาร“กรมบัญชีกลาง”ไฟเขียว TH – AI Passpor ไม่ต้องเข้า “ข้อตกลงคุณธรรม” ปี 69 โต้ “ดร. การดี” พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นสตง.หวั่นโครงการเป็นโมฆะ

วันที่ 22 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวณิติญาภรณ์ อิ่มใจ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต กรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือราชการ ที่ กค 0419.2/51465 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ส่งถึงเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อแจ้งผลการคัดเลือกโครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 

ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้แจ้งข้อมูล
โครงการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 2 โครงการ เพื่อให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คณะกรรมการ ค.ป.ท.) พิจารณาคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตขอเรียนว่า คณะอนุกรรมการ
ความร่วมมือป้องกันการทุจริตโดยได้รับมอบอำนาจหน้าที่จากคณะกรรมการ ค.ป.ท. ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่9/2568 เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2568 ไม่คัดเลือกโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานให้เข้าร่วม โครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน2 โครงการ ได้แก่

1. โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH – AI Passport)วงเงินงบประมาณ 1,650 ล้านบาท

2. โครงการบริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloudservice: GDCC) วงเงินงบประมาณ 1,296.25 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หากโอกาสถัดไปสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีโครงการ จัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่1,000 ล้านบาทขึ้นไป ขอให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแจ้งข้อมูลโครงการให้คณะกรรมการ ค.ป.ท. ทราบภายใน 15วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณ ทั้งนี้ เพื่อจะได้เสนอคณะกรรมการ ค.ป.ท. พิจารณาคัดเลือกให้เข้า ร่วมโครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมต่อไป

สำหรับกรณีดังกล่าวเกิดจากกรณี นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นสตง. เมื่อวันที่ 21 กย. เพื่อชะลอการตรวจรับงานและเบิกจ่าย โครงการ TH – AI Passporเนื่องจาก ไม่ลงนาม ข้อตกลงคุณธรรม หวั่นสัญญาเป็นโมฆะ

‘สีหศักดิ์’เปิดบทบาทไทยเวที UNGA81 ดันประเด็นสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน จับตาหารือปมกัมพูชา

22 กันยายน 2569 เวลา 12:57 น.

Typography is the art and technique

Typography is the art and technique of arranging type to make written language legible, readable and appealing when displayed. The arrangement of type involves selecting typefaces, point size, line length, line-spacing (leading), letter-spacing (tracking), and adjusting the space within letters pairs (kerning).

“สีหศักดิ์” เผย ไทยเตรียมแสดงบทบาทในเวที UNGA81 ดันประเด็นสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน พร้อมจับตาหารือปมกัมพูชา ย้ำไทยต้องดูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ฟาดเขมร ปมใช้ภาพหญิงไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส เหน็บ “เขาก็มีของของเขา ก็ไม่น่ามายุ่งกับของของเรา”


วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA81 )สมัยสามัญครั้งที่ 81 ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จะมีเรื่องไหนที่ไทยนำไปพูดคุยในเวทีดังกล่าวเป็นพิเศษหรือไม่ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา และจะเข้าร่วมพิธีเปิด โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งจะเกี่ยวกับว่าจะทำอย่างไรให้ UN มีความมั่นคงเข้มแข็ง และเกิดสันติภาพ รวมถึงการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญของ UN นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องดูบทบาท ว่าเราจะสามารถ สนับสนุนและมีมุมมองอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ รวมไปถึงการพูดถึงประเทศไทยกับภูมิภาคต่างๆในโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ที่มีประเทศเพื่อนบ้าน ที่เรายังต้องดูในเรื่องความสัมพันธ์ และคาดว่าอาจจะมีการพูดคุยในเรื่องของกัมพูชาด้วย แต่ตอนนี้ข้อมูลยังไม่นิ่ง

ส่วนประเด็นเรื่องผ้าไทยที่เมื่อวานนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้มีการแถลงข่าว นาย สีหศักดิ์ บอกว่าจริงๆแล้วเราก็ไม่เคยไปยุ่งกับเขา ไม่เคยไปยุ่งกับของๆเขา ซึ่งของประเทศไทยก็มีรากฐานของเรา มีประวัติมายาวนาน มีเอกลักษณ์ของเรา จงมองว่าการที่กัมพูชาเอาภาพของไทยไปใช้บนเวที มิสยูนิเวิร์ส การกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ เขาก็มีของ ของเขา ก็ไม่น่ามายุ่งกับของ ของเรา ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่ากระทรวงวัฒนธรรม พยายามที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความสัมพันธ์ด้านการทูต นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือทำไมต้องมาสร้างปัญหาเหล่านี้ ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ควรจะต้องมีปัญหากัน

ส่วนหลังจากนี้หากกัมพูชายังไม่มีการแสดงท่าที ที่จะชี้แจงหรือออกมาขอโทษ จะดำเนินการอย่างไร นาย สีหศักดิ์ กล่าวว่า ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในการเอารูปของเราไปใช้ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องให้ทางกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการไปก่อน หากมีอะไรที่กระทรวงการต่างประเทศช่วยได้ก็พร้อม

ครม.ไฟเขียวตั้ง ปิยะ นั่งอธิบดีดีเอสไอ เด้ง ยุทธนา นั่งซี 11

22 กันยายน 2569 เวลา 12:24 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่ 1.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 2.พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็น อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 3.นายโกมล พรมเฮ็ง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม 4.นางธารินี แสงสว่าง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม 5.พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 6.น.ส.นันทรัศมิ์ เทพดลไชย เป็น รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอคนปัจจุบัน มีรายงานว่า จะมีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 ในคราวต่อไป

เจาะเส้นทาง ‘ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล’ ก่อนผงาดเป็นอธิบดี DSI ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อน

22 กันยายน 2569 เวลา 12:16 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ให้โอนย้ายมาดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ” (DSI) คนใหม่ การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาบริหารหน่วยงานเดิมที่คุ้นเคยในฐานะ “ลูกหม้อ” คนสำคัญ ดังนั้น แนวหน้าออนไลน์ ในวันนี้จะพาย้อนเส้นทางการเติบโตและเส้นทางสายงานสอบสวน พร้อมกับผลงานการจับกุมและสืบสวนคดีระดับชาติ

ประวัติ

ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล สำเร็จการศึกษาในสาขากฎหมายและการสอบสวนโดยตรงโดยสำเร็จการศึกษา ปริญญาตรี  รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รป.บ.) จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต (น.ม.) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เส้นทางรับราชการจากตำรวจสู่เบอร์หนึ่ง DSI

ร.ต.อ. ปิยะ เริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากการเป็นข้าราชการตำรวจ ก่อนขยับขยายเข้าสู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยในปี 2552-2553 ได้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 และขยับขึ้นเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ด้วยผลงานการรับผิดชอบคดีสำคัญระดับประเทศ จากนั้นได้เติบโตตามสายงานขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ในปี 2558

ต่อมาในปี 2565 ได้เลื่อนขึ้นเป็นรองอธิบดี DSI กำกับดูแลคดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและคดีแชร์ลูกโซ่ ก่อนจะถูกโยกย้ายไปเป็นรองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในปี 2567 และย้ายกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติในช่วงปลายปี 2568 จนกระทั่งล่าสุดได้รับความไว้วางใจให้กลับมาผงาดในตำแหน่งอธิบดี DSI

ผลงานปราบปรามคดีสำคัญ

สำหรับผลงานคดีสำคัญที่สร้างชื่อ ได้แก่ การเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีความมั่นคงและการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการทวงคืนผืนป่า ทั้งคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต คดีรุกป่าสงวนฯ จ.พังงา รวมถึงการร่วมขยายผลและอายัดทรัพย์สินในคดีแชร์ลูกโซ่ระดับประเทศอย่าง Forex-3D

ประเด็นร้อน คดีฮั้วสว.

แม้จะมีผลงานโดดเด่น แต่ที่ผ่านมา ร.ต.อ. ปิยะ ก็เคยตกเป็นพื้นที่ข่าวในประเด็นทางการเมืองเช่นกัน โดยเฉพาะการทำหน้าที่ประธาน 1 ใน 7 รายชื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ซึ่งมีมติสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหากลุ่มใหญ่ในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนและกลุ่ม iLaw นอกจากนี้ ยังเคยถูกร้องเรียนต่อ กกต. เรื่องความเป็นกลางในการทำหน้าที่ จากกรณีปรากฏภาพยืนรอต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ส่งผลให้การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดี DSI ในครั้งนี้ เป็นที่จับตามองจากสังคมถึงทิศทางการทำงานและการจัดการคดีสำคัญในอนาคต

พิพัฒน์ นำถกครม.แทน นายกฯอนุทิน อยู่ระหว่างบินร่วมเวที UNGA81 ด้าน รมต.ลาพรึบ 11 คน

22 กันยายน 2569 เวลา 12:10 น.


“พิพัฒน์” นำถกครม.แทน นายกฯอนุทิน อยู่ระหว่างบินร่วมเวที UNGA81 ด้าน รมต.ลาพรึบ 11 คน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2569  ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โดยวันเดียวกันนี้มีครม.แจ้งลาการประชุม 11 คน ได้แก่ 1.นายอนุทิน 2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รอง นายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

3.นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน

5.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

7.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม 8.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 9.นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม 10.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม และ11.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม