
รัฐบาลวางรากฐานใหม่ ดึงระบบศึกษาแก้ปม ความรุนแรงในครอบครัว บรรจุหลักสูตรในห้องเรียน
วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.
ครม.รับทราบรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2566 พบเหตุความรุนแรงกว่า 24,000 เหตุการณ์ เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ พร้อมผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง
30 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2566 ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดความรุนแรงในครอบครัว 24,243 เหตุการณ์ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 24,029 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 21,145 ราย เพศชาย 2,811 ราย และเพศอื่น 73 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี สำหรับรูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านพักอาศัย สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง แม้จะไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวงจรความรุนแรงซ้ำในอนาคต ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อค้นพบของรายงาน กระทรวง พม. ได้เสนอแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีมาตรการสำคัญคือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงออกมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบความช่วยเหลือ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม
ในระยะยาว กระทรวง พม. ยังเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง โดยผลักดันให้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เพื่อปลูกฝังทักษะการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้ง และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขานิติศาสตร์กำหนดรายวิชากฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
‘รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย เพราะครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบที่ส่งต่อไปยังเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ที่ทุกคนได้รับการคุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย’ ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว