ครม. เคาะ 6 บิ๊ก กระทรวงยุติธรรม ตั้ง ‘ร.ต.อ.ปิยะ’ เป็นอธิบดี DSI ตามคาด

22 กันยายน 2569 เวลา 11:56 น.

ปิยะ รักสกุล

วันนี้ 22 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่

1.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

2.พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็น อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

3.นายโกมล พรมเฮ็ง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม

4.นางธารินี แสงสว่าง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม

5.พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

6.น.ส.นันทรัศมิ์ เทพดลไชย เป็น รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

รมช.ดีอี สวน การดี พร้อมรับตรวจสอบ โครงการ TH-AI Passport แต่อย่าใช้ จินตนาการ

22 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ตรวจสอบความโปร่งใสโครงการ TH-AI Passport ว่า พร้อมให้ตรวจสอบแต่ต้องตรวจสอบอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่จินตนาการ ที่ฝ่ายค้านพูดถึงเรื่องข้อตกลงคุณธรรม เรื่องนี้ก็ควรจะไปศึกษาขั้นตอนก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะตามขั้นตอนการทำข้อตกลงดังกล่าว หากโครงการไหนใช้งบเกิน 1,000 ล้านบาท ทางหน่วยงานต้องส่งเรื่องไปที่กรมบัญชีกลาง เพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกว่าโครงการใดจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการทำข้อตกลงคุณธรรมบ้าง จากนั้นกรมบัญชีกลางจึงได้มีหนังสือตอบกลับมายังหน่วยงาน ว่าโครงการ TH-AI Passport ไม่ได้เข้าเกณที่จะต้องทำข้อตกลงคุณธรรม แต่ไม่ได้แจ้งเหตุผลว่าคืออะไร และสามารถเผยแพร่สู่สาธารณชนได้

“ฉะนั้นก่อนที่จะตำหนิติติงอะไร ขอให้ดูขั้นตอนก่อน ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ามีการปั๊มยอดลงทะเบียนนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก และก็ไม่แปลกใจเลยถ้าจะโดนฟ้อง เมื่อโดนฟ้องก็คงจะบอกว่าฟ้องปิดปากกันหรือไม่ แต่ก่อนจะเปิดปาก ส่วนตัวมองว่าต้องดูข้อมูลก่อนว่าสิ่งที่กล่าวหามาเรื่องจริงขนาดไหนต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนด้วย ไม่ใช่จินตนาการเอา และมาพูดให้เสียหาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี”

รุทธพล เผย สส.ภูเก็ต ปชน. ขอแจงปมนอมินี 28 ก.ย. ย้ำไม่มาจ่อแจ้งตร. ทำหนังสือถึงสภา ขอตัว

22 กันยายน 2569 เวลา 11:42 น.

‘รุทธพล’ เผยขั้นตอนเรียก สส. ภูเก็ต พรรคประชาชน แจงปมนอมินีภูเก็ต 28 กย. นี้หากไม่มาเตรียมแจ้งความตำรวจ-ทำหนังสือถึงสภา ฯ ขอตัว

เวลา 09.25 น. วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการออกหมายเรียกครั้งที่ 3 นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะพยาน กรณีการถือครองอสังหาริมทรัพย์และการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กับต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตว่า เป็นความประสงค์ของนายสมชาติที่จะเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 28 กันยายนนี้ ซึ่งตนเชื่อว่านายสมชาติก็คงมา แต่หากไม่มา ตามขั้นตอนของกฎหมายคดีพิเศษ มาตรา 24 ต้องไปแจ้งความกับ สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหาขัดหมายเรียก

ส่วนคดีหลักก็ต้องรวบรวมหลักฐาน หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ากระทำความผิดจริง และอาจจะต้องทำเรื่องถึงสภาผู้แทนราษฎรในการขอตัว เพื่อแจ้งข้อหา

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของคดีนอมินีในพื้นที่ภูเก็ตเดินหน้าอย่างไรแล้ว พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ดีเอสไอได้รวบรวมพยานของคดีดังกล่าวไว้นานแล้ว รวมทั้งพยานเอกสาร และสัญญาณต่างๆ ที่มีไว้มากพอสมควรแล้ว

รมว.พม. จ่อเสนอ ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ. คนพิการฉบับใหม่ ยกระดับสิทธิ-กระจายงบท้องถิ่น

22 กันยายน 2569 เวลา 11:39 น.

รมว.พม. จ่อเสนอ ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ. คนพิการฉบับใหม่ ยกระดับสิทธิ-กระจายงบท้องถิ่น เร่งรัดเอกชน-ภาครัฐจ้างงานให้เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า กระทรวง พม. อยู่ระหว่างเตรียมเสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับใหม่ เพื่อปฏิวัติระบบการดูแลคนพิการในทุกมิติ หลังกฎหมายเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2550 และแก้ไขล่าสุดเมื่อปี 2556

ร่างกฎหมายฉบับใหม่มีสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ปรับคำนิยามและขยายเครือข่ายองค์กร โดยปรับเพิ่มคำนิยามให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลออทิสติก พร้อมเปิดรับองค์กรคนพิการที่เป็นนิติบุคคลอื่นๆ นอกเหนือจากสมาคมคนพิการ 7 ประเภทเดิม ให้สามารถทำงานร่วมกับภาครัฐ และเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ได้

  1. ปรับระบบบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีความยืดหยุ่น มั่นคง และเปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขอรับสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรจากกองทุนฯ ไปบริหารจัดการดูแลคนพิการในระดับพื้นที่ได้โดยตรง
  1. ยกระดับการคุ้มครองสิทธิโดยจัดตั้งคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ เพื่อวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการเข้าถึงสภาพแวดล้อมโดยสะดวก เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Universal Design อย่างเป็นรูปธรรม และ 4. กำหนดกลไกให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเร่งรัดการจ้างงานคนพิการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

นายนิกร กล่าวอีกว่า กระทรวง พม. จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้เพื่อพิจารณาอนุมัติ และดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป

รอชม! สาทิตย์ ลั่น ปชป.พร้อม 100% เตรียมผงซักฟอกคุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่ขย่มรัฐบาล

22 กันยายน 2569 เวลา 11:26 น.

“สาทิตย์” ลั่น ปชป.พร้อม 100% เตรียมผงซักฟอกคุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่ ไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เผยสัปดาห์หน้าญัตติเรียบร้อย ยัน ปิดชื่อดูพฤติกรรม ถ้าเข้าข่ายเจอแน่


วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมความพร้อมเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจครบ 100% แล้วเนื่องจากเราได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และในการประชุมร่วมกันฝ่ายค้านทั้งหมด เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคงจะ ดำเนินการเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

“ดังนั้นการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านในสัปดาห์นี้คงจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน และในสัปดาห์หน้าจะได้เห็นหน้าตาร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนั้นจะนำมาให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ดูอีกครั้ง”นายสาทิตย์ กล่าาว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้คุยกันทั้งไหนที่ประชุมสส.และผู้ที่รับผิดชอบข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยครบถ้วนแล้ว ตอนนี้เราเตรียมที่จะยื่นรายชื่อของรัฐมนตรีที่เราจะอภิปราย ให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่าเป้าของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม(ดีอี) จะมีรายชื่อรัฐมนตรีคนอื่นของพรรคการเมืองอื่นอีกหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เท่าที่เราเก็บข้อมูลก็มี เพราะเราคิดว่าพฤติกรรมการบริหารแผ่นดินผิดพลาดร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถจะไว้วางใจให้ทำหน้าที่ก็มีอยู่หลายคน แต่ไว้เปิดเผยทีเดียว


เมื่อถามย้ำว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าเราดูทั้งคณะไม่ได้เลือกว่า จะเป็นรัฐมนตรีพรรคไหน พูดง่ายๆ คือปิดชื่อดูพฤติกรรม ถ้าพฤติกรรมเข้าข่ายก็อภิปรายทั้งหมด

ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าตอนนี้มีวิชามารขัดขวางการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีบ้างหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆแล้วเรากังวลเพราะมีการให้สัมภาษณ์ในลักษณะว่าเรื่องนั้นให้อภิปรายได้ เรื่องนี้อภิปรายไม่ได้ เราก็กังวลท่าทีของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะที่สำคัญอยู่ที่ตัวญัตติ

“ในอดีตที่ผ่านมา สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลัก ในยุคของรัฐบาลทักษิณ เรื่องญัตติไม่เคยเป็นปัญหาเลย ตอนนั้นญัตติจะเขียนอย่างไร ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นประธานสภาฯก็ไม่เคยมีปัญหา แต่พอมีการให้สัมภาษณ์จากบางส่วนในพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เกิดความกังวลว่า จะมีการเตะสกัดญัตติอะไรหรือไม่ ทั้งที่ความจริงทุกอย่างต้องว่าตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย อย่างกรณีฮั้วสว. หากถามว่าอภิปรายได้หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่รัฐบาลทำหรือไม่ทำแต่เป็นเรื่องพฤติกรรมและจริยธรรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เมื่อเป็นคุณสมบัติสำคัญก็สามารถอภิปราย” นายสาทิตย์กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การอภิปรายทุกเรื่องต้องมีน้ำหนัก ดังนั้นต้องขอให้คอยดูวันอภิปราย ตนในฐานะประธานสส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้กำชับไปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การอภิปรายทั่วไปต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หลายกรณีที่มีข้อมูลไม่ชัดเจน เราไม่เอาการอภิปรายแบบตัดแปะต้องเป็นข้อมูลที่ชัด ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเข้มข้นเป็นตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบความไม่ไว้วางใจของรัฐมนตรีบางคนในรัฐรัฐบาลชุดนี้

“เราเตรียมผงซักฟอกไว้หลายฟอง และแต่ละซอง ก็คุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่อีก เอาไว้คอยดูตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายสาทิตย์กล่าว

‘ยศชนัน’ เผยไร้สัญญาณดึง ‘กล้าธรรม’ ชี้ปรับ ครม. อำนาจนายกฯ ขอโฟกัสงาน 5 กระทรวง

22 กันยายน 2569 เวลา 11:26 น.

‘ยศชนัน’ บอก ยังไม่มีสัญญานดึง กล้าธรรม ร่วมรัฐบาล ระบุ เพื่อไทย ลุย 5 กระทรวง ดูแลต้นทุนมนุษย์-เกษตรกร ยัน ตั้งใจทำงานเต็มที่ ชี้ ปรับ ครม.เป็นอำนาจนายกฯ

เวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้มีการส่งสัญญาณมาหรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล ว่า “ไม่มีนะครับ” ในฐานะพรรคเพื่อไทย สิ่งที่ต้องทำเหมือนที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้พูดไว้ คือ เราทำเต็มที่ในเรื่องการพูดคุยตั้งแต่การเข้าร่วมรัฐบาล อยู่แล้ว เรารับผิดชอบ 5 กระทรวงที่ดูแลการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรงนี้ยังไม่ได้มีสัญญาณอะไร และยังตั้งใจมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่

ในส่วนของความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมเป็นหนึ่งในสมการพรรคร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พร้อมที่จะทำงานร่วมกันนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเรายึดกับเสียงที่เราได้รับมอบหมายเข้ามา และปัจจุบันใน 5 กระทรวงที่เราได้รับดูแลเป็นสิ่งที่เราพยายามทำตรงนี้ อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลตัวหารจะต้องเพิ่มขึ้นทำให้เก้าอี้พรรคเพื่อไทยอาจหายไปรับได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตนก็ตอบเหมือนเดิม สำหรับเรื่องการจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นอำนาจของนายกฯโดยตรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราทำได้ เราได้สัญญาเรื่องไหนไว้ สัญญาว่าจะดูแลเรื่องทุนมนุษย์ทั้งหมด พี่น้องเกษตรกรเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องอื่นเป็นอำนาจของนายกฯ

เมื่อถามย้ำว่า ตัวเลขของรัฐบาลในขณะนี้ เพียงพอต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้เราก็อยู่ได้

ในกรณีที่นายกฯไม่ลงนามรับรองร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (พ.ร.บ. THACCA ) ของพรรคเพื่อไทย นายศชนัน กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของทุกท่าน เพราะสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือเรื่องเกี่ยวกับทุนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็แล้วแต่ทุกกระทรวงก็ต้องทำ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญกับประเทศอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการเคลียร์ใจกับนายกฯหรือไม่หลังจากไม่เซ็นรับรองร่างกฎหมาย พรรคเพื่อไทยผลักดันมาตลอด นายยศชนัน ปฏิเสธตอบคำถาม และขึ้นประชุม ครม.ทันที

“วราวุธ” เพิ่งทราบ “กล้าธรรม” ออกฝ่ายค้าน ปัดตอบ ร่วมรัฐบาลหรือไม่ โยน “ภท.” ตัดสินใจ

22 กันยายน 2569 เวลา 11:17 น.

“วราวุธ​”บอก​ เพิ่งทราบ​ “กล้าธรรม”ออกฝ่ายค้าน​ ปัดตอบ​ ร่วมรัฐบาลหรือไม่​  โยน”ภท.”ตัดสินใจ​ บอกการเมืองนับวันมี นวัตกรรม​ใหม่ๆ​คาดเดาไม่ได้​ เหตุ​ จะเป็นการตีตนไม่ก่อนไข้

เมื่อเวลา​ 08.50 น.​ ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รมว.อุตสาหกรรม​ ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย​  ให้กับสัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวภายหลังพรรคกล้าธรรมถอนตัวออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นการส่งสัญญาณ จะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่​ ว่า​ เป็นเรื่องของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ผู้ใหญ่จะพูดคุยกัน

เมื่อถามว่ามองว่าขณะนี้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเพียงพออยู่แล้วหรือไม่ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นคนตัดสินใจดีกว่า วันนี้เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ​ ตอบคำถาม ส่วนตัวสามารถร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมได้หรือไม่​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ยังไม่มีความเห็น เพราะเราคือส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย จะทำอะไรก็ต้องทำในนามของพรรค แล้วแต่หัวหน้าพรรค​

เมื่อถามว่าเคยได้ยินผู้ใหญ่ภายในพรรคคุยกันถึงเรื่องนี้หรือไม่นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ยังไม่ได้ยิน​  และเพิ่งทราบข่าว​

ในส่วนของประเด็นการที่พรรคกล้าธรรมถอนตัว​เพราะต้องการร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ตนตอบไม่ถูก​ เพราะการเมืองไทยนับวันผ่านไป​ ก็จะเกิดนวัตกรรม​ใหม่​ๆ​ขึ้นเรื่อยๆ​ ต้องให้เกิดเหตุการณ์​ก่อนจึงจะบอก​ได้​ เพราะการคาดเดาเป็นการตีตนไปก่อนไข้ อย่าเพิ่งไปคิดว่ามันจะเกิดดีกว่า

เมื่อถามว่าการที่ปล่อยข่าวมาแบบนี้เป็นการกดดัน พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ข่าวการเมืองก็มีการปล่อยทุกวัน เป็นเรื่องปกติ

​นายวราวุธ ​ทิ้งท้ายว่า ต้องหลายฝ่ายคุยกัน​ นายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย​ ต้องหารือกับหลายฝ่าย ก่อนย้ำว่าตนไม่สามารถตอบได้เนื่องจากเพิ่งทราบ

ภราดร จี้ กยศ.เร่งทวงหนี้ 2.6 ล้านคน แยกให้ออกใครว่างงาน-มีรายได้ แต่เบี้ยวหนี้ ชี้เก็บได้ 30-40% รัฐแทบไม่ต้องเติมเงิน

22 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

“ภราดร” เคลียร์จบปัญหา กยศ. สะดุดโอนเงินมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว เผยงบ 70 เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 9 พันล้านบาท จี้ เร่งทวงหนี้ 2.6 ล้านคน ชี้โจทย์ใหญ่แยกให้ออกใครว่างงาน-ใครมีรายได้ แต่เบี้ยวหนี้ ลั่นเก็บได้ 30-40 % รัฐแทบไม่ต้องเติมเงิน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.50 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขาดสภาพคล่องจนทำให้นักศึกษาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ส่งผลให้มหาวิทยาลัยขู่ไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบจริงหรือไม่ ว่า เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (17ก.ย.69) หลังจากที่มีการตอบกระทู้ ตนได้บอกกับนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ว่าจะไปหารือกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หลังจากนั้นได้มีการเสนอกฎหมายตนก็ได้พูดคุยว่ามีปัญหาเรื่อง กยศ.นิดหน่อย ที่ยังไม่สามารถโอนเงินให้กับมหาวิทยาลัยได้ ในช่วงเดือนแรก เพราะยังมีปัญหาอยู่ ทางมหาวิทยาลัยจึงขู่ทางนักศึกษาว่าหากยังไม่โอนเงินให้ นักศึกษาจะไม่มีสิทธิ์สอบซึ่งหลังจากที่นายยศชนัน ทราบเรื่องได้พูดคุยกับทางอธิการบดีทั่วประเทศแล้ว ซึ่งประเด็นนี้น่าจะไม่มีปัญหา

ส่วนในเรื่องของเงินงบประมาณในปี 2569 ที่ไม่เพียงพอกับ กยศ.นั้น วันนี้วันที่ 22 กันยายนแล้วอีก 8 วันจะเริ่มปีงบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณในส่วนของกองทุน กยศ.เพิ่มขึ้นจากปี 2569 เกือบสองเท่าจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 9,000 ล้านบาททั้งที่หน่วยงานอื่นลดลงทั้งหมด จะบอกว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับ กยศ.ถ้าพูดแบบนั้นก็จะเหมือนไม่ให้ความเป็นธรรมกับทางรัฐบาลซึ่งทางรัฐบาลเพิ่มเงิน 9,000 ล้านบาท นี้วันที่ 1 ตุลาคมก็จะสามารถเข้าไปใช้ได้หลังจากที่ประกาศใช้ซึ่งเงินจะเข้าไปหนุนในระบอบบของ กยศ.ต่อไป

เมื่อถามว่าปัญหาหลักคือการเบี้ยวหนี้ กยศ.ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ปัญหาหลักของกองทุนเพื่อกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น มีคนที่อยู่ในระบบ กยศ.ถึง 3.6 ล้านคน จากตัวเลขที่น่าตกใจคือมีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นลูกหนี้ดี ก็คือเป็นคนที่ชำระหนี้ตามเวลาส่วนอีก 2.6 ล้านคนเป็นผู้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ถือเป็น 60 % ปัญหาใหญ่ที่ กยศ.ไม่สามารถไปดำเนินการกับจำนวนคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ตามเวลาได้ ต้องย้ำว่าจำนวน 2.6 ล้านคนนี้ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่มโดยกลุ่มแรก ยังอยู่ในสภาวะว่างงานอยู่ ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องยกเว้นให้ อย่าไปรีดเลือดกับปู ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่มีรายได้แล้วแต่เลือกที่จะไม่ชำระหนี้ให้กับ กยศ.ซึ่งกลุ่มนี้ต้องไปหาให้เจอว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร และจะไปเรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร กลุ่มคนที่ชำระอยู่ 1 ล้านคนเป็นคนที่อยู่ในระบบซึ่งยังมีกลุ่มที่เป็นข้าราชการบ้าง หรือนักศึกษาที่มีงานทำอยู่ในบริษัทเอกชน และมีเงื่อนไขที่ตกลงกับบริษัทเอกชนว่าหลังจากเงินเดือนออกแล้ว ให้หักให้กับกองทุน ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ต้องทำอยู่แล้ว กยศ.ยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือเรียกได้ว่าตามน้ำมีการหักเงินคืนตามระบบอยู่แล้ว ดังนั้นความท้าทายของกยศ.คือจำนวนคน 2.6 ล้านคนว่าใครคือผู้ที่มีรายได้แล้ว และพร้อมมีสถานะที่จะชำระเงินให้กับ กยศ.และไปพูดคุยในการเก็บหนี้ให้ได้

นายภราดร กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ กยศ.ไม่ทราบว่ามีบุคคลว่างงานและเป็นหนี้ กยศ. อยู่จำนวนเท่าไหร่ รวมถึงไม่มีการระบุสถานะของลูกหนี้ กยศ.ว่าใครอยู่ในสถานะไหนพร้อมชำระหนี้หรือไม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ กยศ.พร้อมกล่าวด้วยว่ากยศ.ยังไม่มีการบริหารจัดการได้ดีเท่าที่ควร เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่มีรายได้จะมีเงินหมุนเวียนในบัญชี แต่ยังย้ำว่าโจทย์ใหญ่คือการให้คนจำนวน 2.6 ล้านคน ที่ค้างชำระหนี้ กยศ.มาชำระให้ได้ ไม่จำเป็นต้องได้ทั้งหมดแต่ขอประมาณ 30-40 % ของจำนวนนี้ เพียงแค่หาทางให้กลุ่มคนเหล่านี้มาชำระหนี้ให้ได้รัฐบาลแทบจะไม่ต้องให้เงินสนับสนุนเข้าไปในระบบ กยศ.

นายภราดร ยังกล่าวถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้ กยศ.ว่า เป็นเรื่องของรายละเอียด ที่กยศ. ต้องไปประสานงานกับทางมหาวิทยาลัย และคนรับผิดชอบต้องเป็นคนอนุมัติ คนอนุมัติก็คือมหาลัย ที่ปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์

“ปิยวัฒน์” ประกาศ “กล้าธรรม” ค้านมีแบบศักดิ์ศรี ยึด ปชช. เป็นที่ตั้ง ลั่น “อย่าเล่นเกมการเมืองเยอะเกินไป”

22 กันยายน 2569 เวลา 11:01 น.

“ปิยวัฒน์” ประกาศ ! “กล้าธรรม”ค้านแบบมีศักดิ์ศรี ไม่เล่นเกมการเมือง เอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นตัวตั้ง ลั่น “อย่าเล่นเกมการเมืองเยอะเกินไป”

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก ในฐานะกรรมการวิปฝ่ายค้านในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรม กล่าวแสดงจุดยืนในการทำงานของพรรค ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบทบาทของพรรคกล้าธรรมในฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า การทำงานของพรรคที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับมือกับพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด แต่สิ่งสำคัญคือการยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

นายปิยวัฒน์ ระบุว่า ค้านแบบมีศักดิ์ศรี ค้านแบบมีเหตุมีผล โดยพรรคกล้าธรรมทำงานโดยให้ความร่วมมือกับมือกับพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด และมีจุดยืนที่แน่วแน่ในการทำงานภายใต้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งนายปิยวัฒน์ ตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากงบประมาณไม่ผ่านว่า หากงบประมาณฉบับดังกล่าวไม่ผ่านแล้ว “พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร สถานการณ์แบบนี้ยังแย่ไม่พออีกหรือ?” พร้อมย้ำว่า การทำหน้าที่ของ สส.ไม่ควรถูกมองเพียงว่าใครอยู่ฝ่ายไหนหรือมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด แต่ควรพิจารณาว่า กำลังคิดถึงพี่น้องประชาชนมากแค่ไหน

“เราเป็นฝ่ายไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เราคิดถึงพี่น้องประชาชนกันแค่ไหน ไม่ใช่ค้านแบบหัวชนฝาแล้วเอาพี่น้องประชาชนมาเป็นตัวประกันแบบนี้ พวกเรากล้าธรรมไม่เอาด้วยแน่นอน”

นายปิยวัฒน์ ยังทิ้งท้ายว่า “อย่าเล่นเกมส์การเมืองเยอะเกินไปครับ”

อรรถกร ย้ำจุดยืนกล้าธรรม ไม่หวั่นถูกปรับพ้นวิปฝ่ายค้าน ยันสส.ยังทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน

22 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

“อรรถกร” ย้ำจุดยืน “กล้าธรรม” ไม่หวั่นปรับพ้นวิปฝ่ายค้าน ยึดผลประโยชน์ ปชช.เป็นหลัก โหวตทุกครั้งดูผลกระทบประเทศ ไม่ใช่คำนวณเกมการเมือง ยัน สส.ยังทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน

วันที่ 22 กันยายน เวลา 09.00 น.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน มีแนวคิดจะปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภายหลังเกิดความเห็นต่างเรื่องการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า พรรคกล้าธรรมเข้าใจว่าอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์ประกอบและการทำงานของวิปฝ่ายค้านอยู่ที่ประธานวิปฝ่ายค้าน และเคารพกระบวนการดังกล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกพรรคกล้าธรรม ได้ทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีบางเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งจุดยืนของพรรคกล้าธรรมคือ การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยพรรคมีความเป็นตัวของตัวเอง และการลงมติในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

ส่วนการลงมติรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นายอรรถกร กล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร แต่ต้องมองต่อไปว่า หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลา ย่อมกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาและประชาชนกำลังต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการลงมติงบประมาณที่ผ่านมา ประธานวิปฝ่ายค้านได้มาพูดคุยและแสดงความไม่สบายใจ จึงได้หารือกันถึงการทำงานของฝ่ายค้านและสัดส่วนโควตาการตั้งกระทู้ถามสด ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะไม่ใช้สิทธิในการถามกระทู้สด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการจัดสรรเวลาหรือการทำงานร่วมกัน

เมื่อถามถึงสถานะของพรรคกล้าธรรมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว นายอรรถกร มองว่า พรรคมีจุดยืนและแนวทางการทำงานของตัวเอง โดยที่ผ่านมา สมาชิกพรรคก็เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านและให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาผลกระทบต่อประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงการคำนวณทางการเมืองว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด

”สส.ของพรรคกล้าธรรม ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม เรายังคงผลักดันการแก้ไขปัญหาประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาต่อไป“นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้าย