ระวังถูกตราหน้าขายชาติ หมอวรงค์ ฝาก 5 ข้อถึง สีหศักดิ์ ปมกัมพูชา

ระวังถูกตราหน้าขายชาติ หมอวรงค์ ฝาก 5 ข้อถึง สีหศักดิ์ ปมกัมพูชา

ระวังถูกตราหน้าขายชาติ หมอวรงค์ ฝาก 5 ข้อถึง สีหศักดิ์ ปมกัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“หมอวรงค์”เตือน”สีหศักดิ์”ระวังถูกตราหน้า”ขายชาติ” ฝาก 5 ข้อกังวล หากยอมร่วมวง”กัมพูชา” สู่การ”ประนอมภาคบังคับ” ไทยมีแค่เจ๊ากับเจ๊ง

10 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผูัแทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงหารือเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นฝากข้อกังวลไปถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ว่า หลังจากที่ประเทศไทยยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ทำให้ประเทศกัมพูชาร้องต่อสหประชาชาติ เพื่อดึงไทยเข้าสู่การประนอมภาคบังคับ ตนมีความห่วงใยคือ 1.ประเทศไทยมีสิทธิไม่เข้าร่วมการประนอมความภาคบังคับตามกฎหมายอันคลอสที่กำหนดชัดเจน และมีสิทธิอันชอบธรรม ทั้งระยะเวลาเกิดข้อพิพาท ข้อพิพาทเกี่ยวกับเกาะและข้อพิพาททางบก ดังนั้น ฝากถามไปยังนายสีหศักดิ์ ทำไมถึงยอมเข้าร่วมแบบง่ายๆ

2.กรณีที่ไทยเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับมีความเสี่ยง เพราะมีกระบวนการที่ต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเสี่ยงที่ผลจะไม่ออกมาเป็นทางที่ประเทศไทยจะชนะ 3.ท่าทีของกัมพูชาชัดเจนว่าการใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับไม่ชอบ เพราะต้องการประนอมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ดังนั้น หากไม่สามารถเบรกเกมได้ตั้งแต่ต้น ทำให้กระบวนการนี้คือเอ็มโอยู 44 ที่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความอันตรายมาก

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า 4.แม้ผลลัพธ์ของกระบวนการประนอมภาคบังคับไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย แต่หากกัมพูชาได้ประโยชน์และนำไปขยายความว่าประเทศไทยไม่เคารพผลเจรจา ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตานานาชาติ และ 5.ไทยไม่เข้าร่วมการประนอมภาคบังคับ ไม่มีเสียหายเพราะมีกฎหมายอันคลอสรองรับ แต่หากเข้าร่วมตนมองว่ามีโอกาสเจ๊ากับเจ๊ง

“คดีปราสาทพระวิหาร น่าจะเป็นบทเรียนมาแล้ว แต่เรื่องนี้หากมีคำเตือนแล้วท่านไม่ฟัง และเกิดผลเสียหายเกิดขึ้น คนไทยจะมองว่าท่านขายชาติ” นพ.วรงค์ กล่าว

ไม่เกี่ยวกับไทย!! นายกฯ ตอบปม จีนส่งรถถังให้กัมพูชา 93 คัน บอกไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม

ไม่เกี่ยวกับไทย!! นายกฯ ตอบปม จีนส่งรถถังให้กัมพูชา 93 คัน บอกไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม

ไม่เกี่ยวกับไทย!! นายกฯ ตอบปม จีนส่งรถถังให้กัมพูชา 93 คัน บอกไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

ไม่เกี่ยวกับไทย!! นายกฯ ตอบปม จีนส่งรถถังให้กัมพูชา 93 คัน บอกไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม

เมื่อเวลา 11.18 น.วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทางการจีนเตรียมส่งมอบรถถัง T59D ให้กัมพูชาจำนวนทั้งหมด 93 คัน  มีข้อกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ ว่า ไม่เกี่ยวอะไรกับประเทศไทย

เมื่อถามว่ามีข้อกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ ส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า ไม่กังวล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เพราะว่ามีการส่งมอบรถถังให้มากถึง 93 คัน นายกฯ กล่าวว่า กองทัพไทยก็พร้อม

คปท.บุกทำเนียบฯ จี้รัฐบาลเร่งคืน เขากระโดง ให้ รฟท.

คปท.บุกทำเนียบฯ จี้รัฐบาลเร่งคืน เขากระโดง ให้ รฟท.

คปท.บุกทำเนียบฯ จี้รัฐบาลเร่งคืน เขากระโดง ให้ รฟท.

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.59 น.

คปท.บุกทำเนียบฯ จี้รัฐบาลเร่งคืน”เขากระโดง”ให้ รฟท. พร้อมกดดัน”อนุทิน”ย้ายชื่อพ้นทะเบียนบ้านพื้นที่พิพาท

10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วย นายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมไปถึงตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คปท.ระบุว่า ปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติรัฐ หลักธรรมาภิบาล และความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทย

โดยยกข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาตั้งแต่ปี 2462 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่กรมที่ดินจะออกเอกสารสิทธิให้แก่เอกชน จึงเห็นว่าเอกสารสิทธิที่ออกภายหลังอาจขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางยังมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 วินิจฉัยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. และสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการคืนพื้นที่ให้กับ รฟท.ได้ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานรัฐหลายแห่งก็เคยมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของรัฐ

คปท.จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลที่มีผลผูกพันต่อทุกหน่วยงานของรัฐ พร้อมแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนบนที่ดินของรัฐโดยเร็ว และไม่ใช้กลไกหรือกระบวนการสอบสวนของกรมที่ดินมาอยู่เหนือคำพิพากษาของศาล

นอกจากนี้ คปท.ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่มีข้อมูลปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายในพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทและอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำพิพากษา โดยเห็นว่าอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับความเหมาะสมทางจริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ

คปท.จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าวโดยทันที รวมถึงหยุดหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใด ๆ ที่อาจถูกมองว่าเป็นการรับรองหรือเอื้อประโยชน์ต่อการบุกรุกหรือละเมิดที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง

ทั้งนี้ คปท.ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่เป็นการยืนยันหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาและการคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป และการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างเสมอภาคกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

– 006

อนุทิน ยิ้มไม่ตอบปมคอมเมนต์แซวรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน ตีมึนถามสื่อ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ!?

อนุทิน ยิ้มไม่ตอบปมคอมเมนต์แซวรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน ตีมึนถามสื่อ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ!?

อนุทิน ยิ้มไม่ตอบปมคอมเมนต์แซวรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน ตีมึนถามสื่อ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ!?

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

อนุทิน ยิ้มไม่ตอบปมคอมเมนต์แซวรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน ตีมึนถามสื่อ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ!?

เมื่อเวลา 11.18 น.วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปตอบคอมเมนต์แซวว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร” ในโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ระบุว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามขุดคุ้ยข้อมูลนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม และ PT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับตามที่ต้องการ เป็นการตอบของแอดมินหรือนายกฯ ตอบเอง โดยนายกฯ ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ดูแอคเคาท์หรอ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเรื่องรีดเงิน 5 ล้าน นายกฯ ไปตอบเองหรือไม่ นายกฯ หยุดฟัง แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

เลขาฯ สมช. รับ ยังต้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร รอประเมินท่าที ฮุนเซน

เลขาฯ สมช. รับ ยังต้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร รอประเมินท่าที ฮุนเซน

เลขาฯ สมช. รับ ยังต้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร รอประเมินท่าที ฮุนเซน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

เลขาฯ สมช. รับ ยังต้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร รอประเมินท่าที ฮุนเซน ย้ำทั้ง 2 ชาติต้องยึดกรอบเจรจาหยุดยิง 

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS ภายหลังกัมพูชาเดินหน้าใช้กฎหมายประนีประนอมภาคบังคับ ว่า เรื่องนี้อยู่ในการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะมีกลไกในการพิจารณาเตรียมการเรื่องรายละเอียด

เมื่อถามถึงความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนภายหลังกัมพูชาได้รับมอบรถถังจากจีน และเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา นายฉัตรชัย กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่เราต้องติดตาม ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงเปราะบาง แต่เรายังยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ดำเนินการไว้ ตนเชื่อว่า อยู่ในสภาวะที่สามารถควบคุมได้ ในระดับพื้นที่หรือระดับท้องถิ่น อย่างพอที่จะพูดคุยกันได้ แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สามารถพูดคุยกันได้ ซึ่งพอให้เดินหน้าไปได้

เมื่อถามถึงท่าทีของสมเด็จ ฮุนเซน  ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาระบุว่า จะใช้กลไกการเจรจาและกำลังทหารในการทวงคืนดินแดนจากไทย เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า เข้าใจว่า ท่านต้องพูดในบริบทเช่นนั้น แต่ในฝ่ายไทยคงมีแนวทางที่เหมาะสม ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ไว้ ตนยังไม่อาจจะประเมินได้ว่าสมเด็จ ฮุนเซน จะใช้แนวทางเช่นนั้นจริงๆ แต่ยืนยันว่า เราพร้อมในส่วนของเรา อย่างไรก็ตาม จะต้องประเมินและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า ท่าทีของสมเด็จ ฮุนเซน ประเมินยากหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องติดตามว่าเป็นอย่างไร ส่วนจะยากหรือไม่นั้น ต้องไปพิจารณาดูอีกที ย้ำว่า ข้อตกลงหยุดยิงยังเป็นกรอบที่ 2 ประเทศจะต้องดำเนินการ แม้แต่ในนายกฯ กัมพูชาก็ระบุจะยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ขอย้ำคำเดิมเรื่องเอกสารสิทธิ์ยึดความถูกต้อง ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง รายละเอียดขอทีมกฎหมายดำเนินการ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทวงถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเขากระโดง ว่า ตามที่ได้ศึกษาข้อมูลมาขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการกฎหมาย และขอยืนยันเหมือนเดิมตามที่เคยบอกในเรื่องของสิทธิ์ และความถูกต้อง 

“สำหรับในส่วนที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นประเด็น คือเรื่องของนายชัย ชิดชอบ เรื่องนี้ผมอยากให้ไปเช็กข้อมูลด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังจากปากผม ซึ่งเรื่องเนื้อที่ที่ปู่ชัยเซ็น เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์มีเพียง 6 ไร่ และเห็นแล้วว่าหากไม่มีเอกสารสิทธิ์ ครอบครัวของเราก็เซ็นอยู่แล้ว อะไรที่ไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกต้อง เราต้องยึดมั่นในความถูกต้อง แต่พื้นที่ที่เหลือมันมีเอกสารสิทธิ์ และเราครอบครองอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ก็ขอปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย” นายไชยชนก

เมื่อถามว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ฟ้องในส่วนของที่ดินที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชิดชอบหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย ขอให้เป็นเรื่องของทีมฝ่ายกฎหมายมาตอบเพื่อความชัดเจน

เมื่อถามว่า ประเด็นดังกล่าวนี้จะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ”ผมคิดว่าไม่“

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.58 น.

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง ขอหากจะโจมตีให้พุ่งเป้ามาที่ตน อย่าโฟกัสผิดจุด เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด แม้ไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องมารดา ว่า ตนขอชี้แจงเพียงรอบเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง

นายไชยชนก กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับคุณแม่นั้น ตนทราบว่าได้หย่ากับนายเนวิน ชิดชอบ บิดาของตน ตั้งแต่ตนอายุประมาณ 2–3 ขวบ ซึ่งยังจำความอะไรไม่ได้เลย และเมื่อจำความได้ คุณแม่กรุณา ชิดชอบ เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต

ทั้งนี้ ตนเคยถามเรื่องมารดาที่ให้กำเนิดกับคุณพ่อหรือไม่ ตนเคยถามแต่เป็นคำถามที่คุณพ่อไม่สบายใจที่จะตอบ จึงไม่ได้ถามต่อถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเลิกรากัน โดยทราบว่าคุณแม่มีครอบครัวใหม่ และมีความสุขดี คบกันมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งตนไม่ได้พบหรือพูดคุยกับคุณแม่ โดยเมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ติดตามความเป็นอยู่ของคุณแม่ ซึ่งทราบว่าไม่ได้ลำบากอะไร

ส่วนกรณีคดีปี 2554 ที่ตำรวจบุกทลายบ่อน และมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับมารดาของตนนั้น ตนไม่เคยทราบมาก่อน และเพิ่งมาทราบภายหลัง ทำให้ได้รู้จักคุณแม่มากขึ้น ทั้งนี้ หากฝากอะไรถึงคุณแม่ หากได้เห็นข่าวนี้ อยากบอกว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเป็นอย่างไร ขอขอบคุณที่ให้กำเนิดตนมา และเรื่องที่เป็นกระแสข่าวไม่ได้กระทบความรู้สึก ขอให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

“ส่วนสื่อมวลชนที่มีจุดประสงค์จะทำลายอนาคตทางการเมืองของผม หรือดิสเครดิตผม ขอให้โฟกัสให้ถูกจุด อย่าเบี่ยงไปเรื่องอื่น เพราะคุณแม่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่างคนต่างอยู่ ต่างครอบครัว และทุกคนก็มีความสุขอยู่แล้ว” 

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง คุณพ่อได้ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องอดทน เพราะเราเป็นเป้า และเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยู่ให้ได้ ที่ตนเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีวุฒิการศึกษา ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศถึง 17 ปี แต่เหตุใดจึงมาจบปริญญาตรี ที่ จ.บุรีรัมย์ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เคยปิดบัง เคยเรียน prep school และ high school ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น มีฝึกงาน และสุดท้ายจึงออกจากการเรียนเพื่อไปทำสนามแข่งรถ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ทั้งหมดไม่มีสิ่งใดที่เคยปิดบัง ทั้งเรื่องครอบครัว และการศึกษา

เมื่อถามถึงกระแสวิจารณ์ครั้งนี้ มองว่าเป็นการ “ชกใต้เข็มขัด” หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเป็นมือใหม่ทางการเมือง จะใต้หรือไม่ใต้ไม่ทราบ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตนจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น และยึดจุดยืนนี้

เมื่อถามว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายไปดูแล หากรับได้ก็อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม แต่จะขอปรึกษาทีมกฎหมายก่อน

นายกฯ ผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์

นายกฯ ผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์

นายกฯ ผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.53 น.

นายกฯ ย้ำความร่วมมือตำรวจไทย–FBI ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายความมั่นคงรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

10 มิถุนายน 2569เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้จัดการประชุม FBI National Academy Associates Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งที่ 26 ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ 

โดยภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

1. นายกรัฐมนตรีขอบคุณสมาคมนักเรียนเก่าเอฟบีไอ–เอ็นเอ แห่งประเทศไทย (FBI-NAAT) ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 40 ปีของสมาคมฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศมีต่อประเทศไทย และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยกับเครือข่าย FBI National Academy ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

2. นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้พรมแดนมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม จึงไม่สามารถรับมือได้ด้วยการทำงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับ FBI และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยี บุคลากร และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ

3. นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการสานต่อความร่วมมือกับ FBI National Academy Associates และเครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันจะนำไปสู่ความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกประเทศ

4. คณะผู้จัดการประชุมกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นพันธมิตรสำคัญด้านการบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค และขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การสืบสวนและติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการช่วยเหลือผู้เสียหายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การประชุม FBI National Academy Associates Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งที่ 26 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากประเทศต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร กระชับความร่วมมือ และเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศ เข้าร่วม.

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.42 น.

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถัง T59D ให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ยันการข่าวยังไม่พบนำมาชายแดน เตือน ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี ขอคนไทยเชื่อมั่นกองทัพพร้อมตลอดเวลา 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีทางการจีนได้ขอเข้าพบ หลังส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ว่า เมื่อวาน (9 มิ.ย.) ตนเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศเวียดนาม ไปร่วมประชุม และพาผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และมีโอกาสได้พบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องปกติในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่งใหม่ 

เมื่อถามถึงกรณีที่จีนส่งมอบรถถังให้กับกัมพูชา ทางจีนอธิบายเรื่องนี้ให้กับฝ่ายไทยฟังอย่างไรบ้าง พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า จีนและกัมพูชามีการฝึกร่วมกันมานาน ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นรถถังเก่าที่จีนได้รีโนเวทขึ้นมาใหม่ และไทยก็รับทราบมาว่าทางกัมพูชามียุทโธปกรณ์ใหม่ ซึ่งนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ 

เมื่อถามว่าการส่งมอบรถถังในครั้งนี้จะมีผลต่อการป้องกันชายแดนไทยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า คงต้องดูว่ากัมพูชานำมาไว้ที่ไหน ตอนนี้ทางการข่าวรับทราบว่ามีการนำเข้ามาที่ท่าเรือของกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาที่ชายแดน และขณะนี้เรามี Joint Statement ในเรื่องของการนำยุทธโธปกรณ์ และกำลังพลเข้ามาพื้นที่ชายแดน 

เมื่อถามว่าการส่งมอบครั้งนี้ถือเป็นดีลเก่าระหว่างจีนและกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า เป็นดีลเดิมแต่เราไม่ได้ประมาท เรารู้ว่าเป็นดีลเดิมในการฝึกร่วมกัน ที่มีการรับปากกันว่าจะมีการนำยุทโธปกรณ์บางส่วน ซึ่งก็คือรถถัง T59D

เมื่อถามว่าไทยจะมีการโต้แย้งหรือหารือจีนในประเด็นนี้หรือไม่ เพราะตามสัญญาจะมีการส่งมอบรถถังถึง 93 คัน พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องดูว่ากัมพูชานำมาแล้ว เอามาไว้ในพื้นที่ชายแดนหรือไม่ และทางจีนก็ยังบอกว่าจะมีการส่งมอบเรือให้กับกัมพูชาด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มา

เมื่อถามว่าจะมีการเดินทางหารือกับจีน ในประเด็นนี้หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนน่าจะได้เดินทางไปพบในโอกาสที่รับหน้าที่ใหม่ ซึ่งจะต้องพบทุกประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปฝรั่งเศสมา และเวียดนาม รวมถึงรัสเซีย ที่จะเดินทางไปอีกรอบหนึ่ง 

เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมกัมพูชาถึงมีอาวุธเข้ามาตอนนี้ พล.ท.อดุลย์ มองว่า ตอนที่มีการสู้รบกัน หากเราสังเกตดูหลังจากสู้รบกับไทยจบ เรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบในพื้นที่ เราทราบกันอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่กัมพูชาพยายามจะสร้างกระแสความรักชาติ ให้เกิดขึ้นในประเทศหรือการหาเสียงของเขาภายในประเทศ เราห้ามเขาพูด เขาทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีผลคุกคามกับไทยในทางนโยบาย ซึ่งเราจะสังเกตว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินสายในลักษณะการทูตเชิงรุกกับทุกประเทศ ตั้งแต่ฝรั่งเศส เวียดนาม และขณะนี้กำลังเดินทางไปญี่ปุ่น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เคยเกิดแบบนี้มาก่อน เป็นงานการทูตเชิงรุกที่ทำควบคู่กับงานด้านความมั่นคง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ตนก็มีหน้าที่ของเรื่องนโยบาย และในเรื่องของความพร้อม ขอให้เชื่อว่า กองทัพ กองกำลัง และหน่วยในพื้นที่ มีความพร้อม ส่วนการยั่วยุมันมีอยู่แล้ว กัมพูชาต้องการให้เราทำตามในสิ่งที่ต้องการ แต่เราก็ต้องทำตามเจตนารมณ์ เดิมในการพูดคุยตาม Joint Statement ต้องยืนยันตามนี้ กัมพูชาอยากให้มีการพูดคุยในวง JBC และ GBC แต่หากกัมพูชาไม่ทำตาม Joint Statement เรายืนยันว่า ขอให้มั่นใจในศักยภาพกองทัพ ในตัวรัฐบาล และทุกหน่วย 

เมื่อถามว่ามีการนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่สมเด็จฮุนเซนประกาศทวงคืนดินแดนจากฝ่ายไทย พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่า สมเด็จฮุนเซนพูดจริงหรือไม่จริง ในเรื่องการทวงพื้นที่ ทั้งด้านการทูตและการใช้กำลัง แต่ถ้าใช้กำลังหากมีการคิดในเชิงนี้ เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรี ก็บอกแล้วว่าให้ท่านคิดดีๆ 

เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างไร พล.ท.อดุลย์กล่าวย้ำว่า ตนก็บอกแล้วว่า ถ้าท่านจะใช้กำลังก็ให้ท่านคิดดีๆ 

‘วราวุธ’ เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด ‘ซิน เคอ หยวน’ ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

'วราวุธ' เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด 'ซิน เคอ หยวน' ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

‘วราวุธ’ เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด ‘ซิน เคอ หยวน’ ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.35 น.

เวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งว่า จากการรับฟังรายงานจากกรมโรงงานฯ การเปิดหรือปิดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการปิดหรือเปิดจะไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่ได้รับรายงานในเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมโรงงานฯ ยื่นเป็นข้อเสนอในการปิดโรงงาน วันนี้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามตัวบทกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 11 มิ.ย. ฝ่ายค้านอาจจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ตนจะได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลชุดนี้

ขู่สั่งปิดซ้ำ หากคุณภาพเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.

เมื่อถามว่า สภาพโรงงานได้มาตรฐานจริง แต่ตัวผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่ นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กรมโรงงานฯ จะส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา และหากมีการตั้งกระทู้ถามสด ตนจะได้นำเสนอข้อมูลว่าเป็นอย่างไร และมาร่วมกันหาวิธีแก้ไขให้กับประชาชนได้อุ่นใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงงานได้มาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยแล้ว แต่สังคมและภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีความกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กอยู่ กรมโรงงานฯ สามารถใช้เหตุผลนี้ในการสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้งหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จะเป็นเหตุสำคัญที่เราจะขอให้กลับไปปรับปรุง แต่หากปรับปรุงไม่ได้จะมีการสั่งปิดโรงงานอีกครั้ง

แจงปมไร้ “เตาปรุง” ขัด EIA

เมื่อถามว่า แบบการก่อสร้างโรงงานของซิน เคอ หยวน สตีล ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีกำหนดการสร้างเตาปรุงเพื่อแยกแร่ธาตุที่สกปรก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเหล็กออก แต่ในการก่อสร้างจริงไม่มีเตาปรุง นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานด้วยวาจา เตาปรุงทางโรงงานได้แจ้งมาว่า โรงงานสามารถใช้เตาที่มีอยู่ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เตาปรุง

แต่วันนี้ตนจะดูรายละเอียดในเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวัน 11 มิ.ย. ต่อที่ประชุมรัฐสภา

เวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งว่า จากการรับฟังรายงานจากกรมโรงงานฯ การเปิดหรือปิดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการปิดหรือเปิดจะไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่ได้รับรายงานในเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมโรงงานฯ ยื่นเป็นข้อเสนอในการปิดโรงงาน วันนี้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามตัวบทกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 11 มิ.ย. ฝ่ายค้านอาจจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ตนจะได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลชุดนี้

ขู่สั่งปิดซ้ำ หากคุณภาพเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.

เมื่อถามว่า สภาพโรงงานได้มาตรฐานจริง แต่ตัวผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่ นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กรมโรงงานฯ จะส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา และหากมีการตั้งกระทู้ถามสด ตนจะได้นำเสนอข้อมูลว่าเป็นอย่างไร และมาร่วมกันหาวิธีแก้ไขให้กับประชาชนได้อุ่นใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงงานได้มาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยแล้ว แต่สังคมและภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีความกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กอยู่ กรมโรงงานฯ สามารถใช้เหตุผลนี้ในการสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้งหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จะเป็นเหตุสำคัญที่เราจะขอให้กลับไปปรับปรุง แต่หากปรับปรุงไม่ได้จะมีการสั่งปิดโรงงานอีกครั้ง

แจงปมไร้ “เตาปรุง” ขัด EIA

เมื่อถามว่า แบบการก่อสร้างโรงงานของซิน เคอ หยวน สตีล ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีกำหนดการสร้างเตาปรุงเพื่อแยกแร่ธาตุที่สกปรก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเหล็กออก แต่ในการก่อสร้างจริงไม่มีเตาปรุง นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานด้วยวาจา เตาปรุงทางโรงงานได้แจ้งมาว่า โรงงานสามารถใช้เตาที่มีอยู่ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เตาปรุง

แต่วันนี้ตนจะดูรายละเอียดในเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวัน 11 มิ.ย. ต่อที่ประชุมรัฐสภา

ขอบภาพจากเฟซบุ๊ค: ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา