สภาพัฒน์ รับการจัดทำงบประมาณปี 70 เจอข้อจำกัดหนัก เหตุงบประจำ-ชำระหนี้พุ่งสูง

สภาพัฒน์ รับการจัดทำงบประมาณปี 70 เจอข้อจำกัดหนัก เหตุงบประจำ-ชำระหนี้พุ่งสูง

สภาพัฒน์ รับการจัดทำงบประมาณปี 70 เจอข้อจำกัดหนัก เหตุงบประจำ-ชำระหนี้พุ่งสูง

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

สภาพัฒน์ รับการจัดทำงบประมาณปี 70 เจอข้อจำกัดหนัก เหตุงบประจำ- ชำระหนี้พุ่งสูง เบียดพื้นที่งบลงทุน ทำภาพรวมงบลงทุนลดลงจากปีก่อน 7% แต่ย้ำยังเกาะกรอบกฎหมายไม่ต่ำกว่า 20% ชูเม็ดเงินรัฐวิสาหกิจ 2 แสนล้าน และงบกลางฉุกเฉินรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม-วิกฤตตะวันออกกลาง เป็นแรงหนุนสำคัญดันเศรษฐกิจโตตามเป้า

30 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่รัฐสภา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและแผนการเงินภาครัฐในปี 2570 ว่าการจัดทำงบประมาณในปี 2570 มีข้อจำกัดเนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในงบประมาณประจำ และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และชำระหนี้คงค้าง แต่อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบลงทุนยังคงเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่าย แม้ภาพรวมงบลงทุนในตัวงบประมาณจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาท เข้ามาช่วยสนับสนุน 

นายดนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางไว้รองรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เช่น การบริหารจัดการภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงการเตรียมงบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากมีการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่เข้าลักษณะการลงทุน ก็จะช่วยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นได้ในภายหลังได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสำคัญกับงบประมาณบูรณาการเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป 

“การจัดทำงบประมาณในปีนี้แม้ว่าการจัดสรรงบลงทุนในสัดส่วนของงบประมาณจะลดลง แต่ยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายงบประมาณที่กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20% ของสัดส่วนงบประมาณรวม ทั้งนี้การลงทุนโดยรวมรัฐบาลสามารถเร่งรัดการลงทุนโดยเร่งให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆตามแผนที่มีเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รวมทั้งงบกลางฯที่มีการตั้งไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็น สามารถทำโครงการในลักษณะการสนับสนุนการลงทุนได้ ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีเม็ดเงินที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามแผนที่วางไว้” นายดนุชา กล่าว 

เมื่อถามว่าการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้แถลงว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ต่อจีดีพี ภายในปี 2572 รัฐบาลต้องเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไรเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย นายดนุชา กล่าวว่าเป้าหมายดังกล่าวอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยความเป็นไปได้ของเป้าหมายดังกล่าวขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ดีจากการลงทุนของภาคเอกชนและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการทางการเงินและการลดการขาดดุลทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากจีดีพีขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การลงทุนของภาคเอกชนเป็นตัวนำ

เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังได้กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรวมว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะสวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมีสัดส่วนที่สูงมากและขยายตัวต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบและไปเบียดบังพื้นที่ของงบลงทุน ดังนั้นในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เช่น ระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณส่วนนี้ลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่าในการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในระดับพื้นที่ที่ในปีงบประมาณนี้ลดลงเหลือประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากเดิมประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท นายดนุชา กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจังหวัด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างอาชีพและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง (Function) โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด

สภาสูง เดือด! เถียงวุ่นก่อนถก ร่างกม.นิรโทษฯ ล้างผิดการเมือง เปรมศักดิ์ จี้ถอนร่างฯ หลังพบผิดปกติ

สภาสูง เดือด! เถียงวุ่นก่อนถก ร่างกม.นิรโทษฯ ล้างผิดการเมือง เปรมศักดิ์ จี้ถอนร่างฯ หลังพบผิดปกติ

สภาสูง เดือด! เถียงวุ่นก่อนถก ร่างกม.นิรโทษฯ ล้างผิดการเมือง เปรมศักดิ์ จี้ถอนร่างฯ หลังพบผิดปกติ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

ฟาก สภาสูง ก็มีเดือด! เถียงวุ่นก่อนถก ร่างกม.นิรโทษฯ ล้างผิดการเมือง เปรมศักดิ์ จี้ถอนร่างฯออกไป หลังพบผิดปกติ-ไม่หลอมรวมคำแปรญัตติในร่าง กม. เปิดพิรุธทำหนังสือส่งที่บ้านขอนแก่นทั้งที่อยู่สภาฯ สุดท้ายขอไม่ร่วมสังฆกรรม ด้าน ฉัตรวรรษ โต้ทันควันให้ จนท.ส่งจม.ถึงมือ แต่ไม่เซ็นรับ ชี้คำแปรญัตติหลอมรวมไม่ได้ เหตุขัดแย้งกัน 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…  ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.  ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวสว.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ที่รัฐสภามีมติเห็นชอบ ซึ่งจะสิ้นสุดในนวันที่ 2 ก.ค. 

โดยก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาเนื้อหา นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ทักท้วงต่อที่ประชุมเพื่อขอให้ กมธ.ถอนร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ.. ออกจากวาระเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามขั้นตอน หลังจากกระบวนการพิจารณาเสนอคำแปรญัตติส่วนของตนในชั้นพิจารณาของกมธ. นั้นมีความผิดปกติ โดยในวันที่ 15 มิ.ย.ตนเข้าไปแปรญัตติต่อกมธ. ได้แจ้งว่าไม่ติดใจจะสงวนแต่ขอให้หลอมรวมเจตนาที่ต้องการให้นิรโทษกรรมทุกกลุ่มทุกสีให้มากที่สุดใส่ไว้ในรายงานของกมธ. แต่ต่อมาเมื่อ 18 มิ.ย. ได้รับหนังสือแจ้งว่า กมธ.ไม่เห็นด้วยและขอให้ตนสงวนคำแปรญัตติ ซึ่งคล้อยหลังจากที่ตนชี้แจง 3 วันซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับ อย่างไรก็ดี เมื่อ  23 มิ.ย. ตนไดไ้หารือกับ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ เพื่อแจ้งประเด็นและขอให้หลอมรวมความเห็นตนไว้ในรายงานของกมธ.  แต่หลังจากนั้นตนไม่ได้รับการประสานงานใดๆ กลับ จนพบว่าตนได้รับหนังสือด่วนลงวันที่ 23 มิ.ย. ที่ส่งไปถึงที่บ้านพักตนที่อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ให้ไปเข้าประชุมกมธ.ในวันที่ 24 มิ.ย.  เวลา 08.30 น.  ทั้งนี้ตนได้รับหนังสือด่วนดังกล่าวเมื่อ 25 มิ.ย. จึงสงสัยในกระบวนการทั้งที่สามารถประสานตนได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์ได้เพราะวันที่ 24 มิ.ย. นั้นตนอยู่ที่สภา

“เป็นการกระทำที่ชอบกล และทำให้ผมเสียหาย รวมถึงผู้จะได้รับนิรโทษกรรมตามคำแปรญัตติของผมด้วย  แต่กลับไม่เอาคำแปรญัตติของผมไปพิจารณาและขอให้สงวนเพื่อนำไปพูดในที่ประชุม  และผมได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภาให้ตั้งกรรมการตรจสอบ และดำเนินการทางวินัยกับเลขานุการกมธ.ด้วย ทั้งนี้ผมขอให้ถอนเรื่องและนำกลับเข้ามาใหม่ หากไม่มีข้อยุติโดยดี อาจเกิดปัญหามากกว่านี้ เพราะเรื่องดังกล่าวอาจขัดกับจริยธรรม” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ชี้แจงว่า การทำหน้าที่ของกมธ. เป็นไปโดยชอบข้อบังคับ  ตามมติ และรัฐธรรมนูญ รวมถึงธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ทั้งนี้ในช่วงแรกที่ไม่ได้แย้งคำแปรญัตติของนพ.เปรมศักดิ์ตอนแรกเพราะการพิจารณาของ กมธ. ยังไม่แล้วเสร็จและไม่มีข้อยุติ แต่ภายหลังที่ได้พิจารณารายละเอียดรายมาตราจึงได้ใช้การลงมติของกมธ. ซึ่งเสียงเอกฉันท์ 13 เสียง ไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของนพ.เปรมศักดิ์

“ตอนที่ผมมาเป็นประธานกมธ. ได้สอบถามถึงการพิจารณาและทราบว่ายังพิจารณาไม่เหมด ทำให้กมธ.ขอรับฟังคำแปรญัตติของ สว. ไว้ก่อน เพื่อประกอบการพิจารณารายมาตราเท่านั้น และหลังการพิจารณารายมาตราแล้ว เมื่อผลเป็นอย่างไรจึงแจ้งให้ทราบ แต่นพ.เปรมศักดิ์ บอกขอให้มาหลอมรวมทั้งที่เจ้าหน้าที่กฤษฎีกาตีความไปแล้วว่าไม่สอดคล้องกัน หากรับพิจารณาจะเท่ากับเป็นการแก้ร่างพ.ร.บ.ทำให้เสียเวลา แต่เมื่อมาบอกให้นำไปพิจารณา ผมจึงให้ฝ่ายเลขา ไปประสานให้มาพูดคุย แต่ไม่ใช่ว่ารับเพื่อนำไปบัญญัติในกฎหมาย ทั้งนี้ผมได้ทำหนังสือให้มาร่วมประชุม 24 มิ.ย. ซึ่งให้ฝ่ายเลขาถือหนังสือไปให้ แต่ท่านไม่เซ็นต์รับ จึงจำเป็นต้องส่งหนังสือไปที่อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งถือเป็นบาปเป็นกรรมที่ตกกับฝ่ายเลขา ทั้งนี้ยืนยันว่ากมธ.ให้สิทธิเต็มที่แม้ว่า นพ.เปรมศักดิ์จะบอกว่าไม่ติดใจจะสงวน ดังนั้นยืนยันกมธ.ได้ทำถูกต้องตามระเบียบ”พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ชี้แจง

ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะเลขานุการกมธ. ชี้แจงว่า คำแปรญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ ที่เสนอมาคือ มาตรา 6 วรรคสาม แต่ที่พูดกับกมธ.คือ มาตรา7 วรรคสอง อีกทั้งได้พูดในที่ประชุมแจ้งว่าไม่สงวนและไม่ติดใจ นอกจากนั้นขอให้ถอนคำพูดที่เจ้าหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนทุกประการ นอกจากนั้นที่บอกว่ากมธ.ทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เสนอให้ไปร้องต่อศาล และขอบอกกับประชาชน ว่านพ.เปรมศักดิ์ทำให้ร่างพ.ร.บ.ล่าช้า 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นดังกล่าวใช้เวลาโต้แย้งกันนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ จะยืนยันไม่ถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกจากวาระ ทำให้นพ.เปรมศักดิ์ ลุกขึ้นว่าตนไม่ขอร่วมสังฆกรรรม และฝากเตือน สว. ด้วยว่าหากเดินหน้าไปเจอลวดหนาม อย่ามาบอกว่าตนไม่เตือน

ป.ป.ช. ลุยตั้งสอบ นาย พ. ร่ำรวยผิดปกติ ประสาน ปปง. เช็กเส้นทางเงิน

ป.ป.ช. ลุยตั้งสอบ นาย พ. ร่ำรวยผิดปกติ ประสาน ปปง. เช็กเส้นทางเงิน

ป.ป.ช. ลุยตั้งสอบ นาย พ. ร่ำรวยผิดปกติ ประสาน ปปง. เช็กเส้นทางเงิน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ป.ป.ช. เผยตั้งสอบร่ำรวยผิดปกติ ” นาย พ.” อยู่ระหว่างสอบเส้นทางการเงิน เบื้องต้น TOR จ้างสอบยังไม่ยุติล็อคสเปค เร่งสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง หลักฐานโยงถึงใครดำเนินการตามกฎหมายไม่ละเว้น ขอประชาชนมั่นใจ

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิคณะกรรมการการป.ป.ช.ขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งสำนัก งานจะเสนอให้ที่ประชุมป.ป.ช.พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนว่า หลังได้มีการเรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปฏิบัติการ และสำนักไต่สวนเจ้าของสำนวน ก็จะมีการพิจารณาในส่วนของรายละเอียดคดี พิจารณาเนื้อหา และกำหนดแนวทางในการทำงาน  ยืนยันว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้มีการดำเนินการได้เร็วพอสมควร โดยจะต้องไต่สวนและสืบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการแจ้งข้อความหา ซึ่งวิธีการไต่สวนจะแตกต่างจากการทำงานของพนักงานสืบสวน  แต่ระยะเวลา 120 วันเช่นกัน  ขณะนี้ได้ดำเนินการเกี่ยวกับรายละเอียดการเปรียบเทียบบัญชี ได้ดำเนินการไปเกือบครึ่งแล้ว และได้ดำเนินการไต่สวนพยานบุคคล โดยเมื่อวานที่ผ่านมาได้มีการประสานขอข้อมูลจากกรมปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสอบปากคำพยานประกอบเกือบหมดแล้ว ยืนยันว่าในส่วนของพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ป.ป.ช. ได้สอบปากคำไว้หมดแล้วขออย่ากังวล 

พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล
 
ส่วนรายละเอียดการสอบสวนโดยเฉพาะ TOR ที่มีการระบุในการจัดจ้างส่สนการจัดสอบราชการท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับอธิบดีหลายราย จะต้องเรียกมาสอบทั้งหมดหรือไม่  นายพัฒนพงศ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของระบบหรือระเบียบราชการการ  เมื่อเป็นคำสั่ง การลงนามในเอกสารมีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง โดยรายละเอียดตรงนี้ ก็จะเป็นในส่วนของหัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้อง  และหลังจากนี้พนักงานไต่สวนก็จะมีการนำเสนอต่อ ป.ป.ช.ให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนต่อไป ส่วนจะไต่สวนใครบ้างก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในเนื้อหา
 
ซึ่งรายละเอียดใน  TOR จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อยุติว่าเป็นการล็อคสเปคหรือไม่ แต่จะต้องสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องพยาน ผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งมีหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมาช่วย ป.ป.ช.  โดยเลขาธิการป.ป.ช.ได้มอบหมายให้มีการไปสรุปสำนวนอย่างเร็วภายใน 1 สัปดาห์อย่างช้าภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. ซึ่งขั้นตอนจากนี้ก็เป็นขั้นตอนของการไต่สวน สามารถเชิญผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อกล่าวหา และรับฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา   

ขณะที่สำนวนทั้งในส่วนของการแก้ไขกระดาษคำตอบและการเขียน TOR ส่อไปในทางล็อกสเปคเป็นเรื่องเดียวกันแต่อาจจะมีหลายประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งทีมไต่สวนซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมป.ป.ช.ให้พิจารณาในคราวเดียวกัน  แต่งานด้านสืบสวนโดย เลขา ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้ดูแลงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และประสานงานกับ ปปง.มาร่วมพิจารณา หากถึงขั้นแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนแสดงให้เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอรวมถึงพยานวัตถุและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะไปถึงใครบ้างก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
 
สำหรับระยะเวลาในการไต่สวนนั้นได้มีการกำหนดไว้เบื้องต้นใช้เวลา 3-6 เดือน ซึ่งส่วนตัวมองว่าเร็ว  โดยขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาใช้เวลาประมาณ 1 เดือนและในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการไต่สวนและเชิญมาแจ้งข้อกล่าวหาก็จะเข้าสู่กระบวนการปกติของป.ป.ช. ซึ่งจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวน การพิจารณาว่าจะชี้มูลหรือไม่ 

พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล
 
ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลใจว่าคดีนี้จะเจอตอหรือไม่นั้น นายพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ทำคดีการเมืองมาโดยตลอด ส่วนพยานหลักฐานไปจุดไหน  ก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ขณะนี้ ป.ป.ช.ต้องระมัด ระวังข้อมูลเนื่องจากประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเปิดดูข่าวสารได้ ขอให้เกิดความมั่นใจว่าป.ป.ช.ทำงานเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างแน่นอน หากคนใดจะชี้ช่องหรือให้ข้อมูล ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เพราะป.ป.ช.จัดเก็บเป็นความลับ  และเมื่อเจอพยานหลักฐานก็จะมีการแถลงข่าวให้ทราบเป็นระยะๆ 
 
ขณะที่การตรวจสอบเส้นเงินบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นก็สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการก็ได้ทยอยพิจารณารายละเอียดแล้ว และในส่วนของนาย พ. ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรีนั้น ขณะนี้ป.ป.ช.ได้ตั้งสำนวนในเรื่องของการร่ำรวยผิดปกติแล้ว และจะตรวจสอบเส้นทางการเงิน
 
ในส่วนของปลัดจังหวัดภูเก็ตนั้น ที่มีส่วนในเรื่องของการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นนั้น ป.ป.ช.ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ โดย บก.ปปป. แจ้งรายละเอียดเบื้องต้นมาว่ามีการจับกุมตัวและก็จะมีการแถลงรายละเอียดในวันนี้ อย่างไรก็ตามในวันนี้ ป.ป.ช.ไม่ได้ร่วมไปปฏิบัติการด้วย จึงต้องไปขอทราบรายละเอียดจาก บก.ปปป. และขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของทางเลขาป.ป.ช. ว่าจะส่งสำนักงานเข้าร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่

ป.ป.ส. ขยายผลแอร์สาว พบรับงานผ่านกลุ่มรับหิ้ว ค่าจ้าง 8,800 บาท เร่งล่า โรส เจ้าของบัญชีอวตาร

ป.ป.ส. ขยายผลแอร์สาว พบรับงานผ่านกลุ่มรับหิ้ว ค่าจ้าง 8,800 บาท เร่งล่า โรส เจ้าของบัญชีอวตาร

ป.ป.ส. ขยายผลแอร์สาว พบรับงานผ่านกลุ่มรับหิ้ว ค่าจ้าง 8,800 บาท เร่งล่า โรส เจ้าของบัญชีอวตาร

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ป.ป.ส. ขยายผลแอร์สาวถูกจับขนเฮโรอีนที่ออสเตรเลีย พบรับงานผ่านกลุ่มรับหิ้ว ค่าจ้าง 8,800 บาท เร่งล่า โรส เจ้าของบัญชีอวตาร

จากกรณีการบินไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น หลังถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศ โดยยืนยันว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคล พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และหากผลสอบพบว่ากระทำผิดจริง จะดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดถึงขั้นให้ออกจากการเป็นพนักงาน ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังตำรวจออสเตรเลียจับกุมหญิงสัญชาติไทย อายุ 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกเรือในเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยตรวจพบเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในซับในกระเป๋าผ้า 12 ใบ ที่สนามบินเมลเบิร์น มูลค่าในตลาดมืดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นขบวนการลักลอบขนยาเสพติดที่ใช้ลูกเรือเป็นผู้ลำเลียง

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยความคืบหน้าว่า หลังได้รับการประสานจากตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ว่ามีการจับกุมลูกเรือสายการบิน ไทยที่เมืองเมลเบิร์น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เร่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมที่พักของผู้ต้องหาในประเทศไทย ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบภาพไรเดอร์นำกล่องพัสดุมาส่งที่คอนโด ในวันที่ 22 มิถุนายน 69 โดยในขณะนั้นแอร์สาวยังไม่กลับถึงที่พัก จึงฝากพัสดุไว้ที่ล็อบบี้ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะกลับมารับกล่องและนำขึ้นห้องพักด้วยตนเอง 

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจค้นห้องพักไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นเพิ่มเติม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญแฟนหนุ่มของผู้ต้องหามาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแฟนหนุ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ข้อมูลที่ให้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ส่งพัสดุได้ ขณะเดียวกัน ภาพจากกล้องวงจรปิดก็สอด คล้องกับข้อมูลการสืบสวนทั้งหมด

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ยังทราบด้วยว่า หลังแอร์สาวเดินทางถึงออสเตรเลียและถูกจับกุม แฟนหนุ่มไม่สามารถติดต่อได้ จึงโทรศัพท์สอบถามเพื่อนของผู้ต้องหา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรื่องราวถูกเปิดเผย 

ทั้งนี้ ผลการสืบสวนร่วมกับตำรวจ AFP พบว่า ผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” โพสต์หาผู้ที่เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย พร้อมระบุว่าต้องการพื้นที่ว่างประมาณ 20 กิโลกรัม เพื่อฝากขนส่งสินค้าโอทอปและสินค้าไทย

จากข้อมูลการสนทนาที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ แอร์สาวและแฟนหนุ่มได้เข้าไปพูดคุยกับผู้โพสต์ พร้อมสอบถามถึงความน่าเชื่อถือ เนื่องจากอีกฝ่ายใช้บัญชีอวตาร โดยผู้ต้องหาย้ำว่าไม่รับงานจากผู้ใช้บัญชีปลอม แต่คู่สนทนายืนยันว่าเป็นบัญชีที่ใช้งานเป็นประจำ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงรับงานในค่าจ้าง 8,800 บาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอัตราค่าจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับการรับหิ้วสินค้าทั่วไปหรือไม่ ซึ่งภายหลังจากที่ตกลงรับงาน ผู้ส่งได้นำพัสดุมาส่งที่คอนโด ก่อนที่แอร์สาวจะนำติดตัวเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ได้ปิดการใช้งานไปแล้ว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ใช้บัญชีดังกล่าว เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ

โดยในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ยังเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหาที่จังหวัดพะเยา และสอบปากคำมารดา เบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหากลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปผ่อนรถยนต์ที่ใช้ชื่อมารดาเป็นเจ้าของ โดยมีค่างวดประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งทางมารดายังให้ข้อมูลว่า ลูกสาวยังมีภาระต้องชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) รายได้ไม่ได้สูงมาก และครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้การดูแลผู้ต้องหาตามสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนไทย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย โดยผู้ต้องหายังไม่ได้รับการประกันตัว และคาดว่าภายใน 4 สัปดาห์ จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทางคดีเพิ่มเติม สำหรับการสืบสวนของไทย ยังคงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลีย เพื่อขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดในคดีนี้ต่อไป

‘สุชาติ’ เคลียร์ 2 ปมร้อนป่าทับลาน ลั่นฟันกลุ่มทุนฮุบพื้นที่ โต้ข่าวบิดเบือนเซ็นยกที่สร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

'สุชาติ' เคลียร์ 2 ปมร้อนป่าทับลาน ลั่นฟันกลุ่มทุนฮุบพื้นที่ โต้ข่าวบิดเบือนเซ็นยกที่สร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

‘สุชาติ’ เคลียร์ 2 ปมร้อนป่าทับลาน ลั่นฟันกลุ่มทุนฮุบพื้นที่ โต้ข่าวบิดเบือนเซ็นยกที่สร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

เมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่อาคารรัฐสภา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง ได้แก่ การแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลาน และกระแสข่าวการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ลุยแก้ปัญหา “ทับลาน” ย้ำต้องแยกชาวบ้านตัวจริงออกจากกลุ่มทุน

นายสุชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าหลังลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานว่า ชาวบ้านที่มาต้อนรับต่างดีใจจนน้ำตาไหล ซึ่งเป้าหมายหลักของการดำเนินการคือ การแยกพื้นที่ของชาวบ้านและพื้นที่ของกลุ่มทุนออกจากกันให้ชัดเจน โดยต้องทำควบคู่กันไป

พร้อมกันนี้ ได้ขอความเห็นใจจากกลุ่มนักอนุรักษ์ให้มองตามความเป็นจริงว่า พื้นที่ที่เป็นประเด็นข้อพิพาทในปัจจุบันกลายเป็นชุมชน มีถนนคอนกรีต วัด และโรงเรียนหมดแล้ว ซึ่งจากการขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจ 2 วันติดก็พบว่าเป็นบ้านเรือนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพื้นที่ป่าทับลานที่สมบูรณ์กว่า 1.4 ล้านไร่ จะไม่มีการแตะต้องหรือยกให้ใครอย่างแน่นอน

สั่งรื้อรีสอร์ตบุกรุกใน 15 วัน ซัดกลุ่มทุนฉวยโอกาสเอาเปรียบสังคม

เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงใจต่อนักอนุรักษ์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ว่ารัฐบาลไม่ได้ปกป้องกลุ่มทุน นายสุชาติระบุว่า ได้สั่งการให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานนำป้ายไปติดประกาศในพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ ให้ดำเนินการรื้อถอนภายใน 15 วัน

ส่วนกรณีที่มีผู้ท้วงติงเรื่องการใช้เส้นสำรวจปี 2543 นั้น นายสุชาติชี้แจงว่า กลุ่มที่มีปัญหาและมีคดีความมากที่สุดคือ “กลุ่มที่ 4” (กลุ่มรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศ) ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้ชะลอการพิจารณาไว้ก่อนเพื่อรอการพิสูจน์สิทธิ์ เนื่องจากต้องการเร่งให้สิทธิ์กับชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ ก่อน พร้อมตำหนิกลุ่มทุนว่า มีเงินทุนเป็นร้อยล้าน ทำไมไม่ไปซื้อที่ดินที่ถูกต้อง จะมาเอาพื้นที่ป่าอุทยานฯ มาทำรีสอร์ตเพื่อเอาของฟรีของถูกทำไม การลงทุนแบบนี้คือการเอาเปรียบสังคม”

 โต้ข่าวบิดเบือน ยันไม่ได้เซ็นยกพื้นที่ป่าสร้างอ่างเก็บน้ำ “วังโตนด”

สำหรับประเด็นที่สอง นายสุชาติได้ชี้แจงถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าตนได้อนุมัติให้เพิกถอนพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จ.จันทบุรี เพื่อดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด โดยยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวเป็นการบิดเบือนและตนไม่มีอำนาจในการเซ็นอนุมัติ

จากการตรวจสอบกับเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่า โครงการนี้มีการเก็บข้อมูลทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาตั้งแต่ปี 2558-2559 และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง สิ่งที่ตนดำเนินการเป็นเพียงการ “ให้ความเห็น” ตามมติของบอร์ด สผ. ในปี 2564 เท่านั้น

ชี้ขั้นตอนยังอีกยาวไกล อำนาจชี้ขาดอยู่ที่ “กรมอุทยานฯ”

นายสุชาติ กล่าวย้ำเพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคมว่า โครงการนี้มีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลัก หากจะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำได้ กรมชลประทานจะต้องไปหารือและขอใช้พื้นที่จาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งปัจจุบันอธิบดีกรมอุทยานฯ ยังไม่ได้มีการอนุมัติให้ใช้พื้นที่แต่อย่างใด กระบวนการทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลาพิจารณาตามขั้นตอนอีกหลายปี ไม่ใช่การตัดเนื้อที่ป่าไปสร้างอ่างเก็บน้ำในทันทีตามที่มีการนำเสนอข่าว

สุรศักดิ์ ยันปมแอร์สาวถูกจับ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่กระทบนักท่องเที่ยวไทยบินนอก-สายการบิน

สุรศักดิ์ ยันปมแอร์สาวถูกจับ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่กระทบนักท่องเที่ยวไทยบินนอก-สายการบิน

สุรศักดิ์ ยันปมแอร์สาวถูกจับ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่กระทบนักท่องเที่ยวไทยบินนอก-สายการบิน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

สุรศักดิ์ ยันปมแอร์สาวถูกจับ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่กระทบนักท่องเที่ยวไทยบินนอก-สายการบิน 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายสุรศักดิ์ เจริญพันธุ์วรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวถึงกรณีแอร์โฮสเตสถูกจับยาเสพติด ว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการแจ้งว่าเป็นความผิดเฉพาะส่วนบุคคล ซึ่งกระบวนการตรวจสอบสารเสพติดทั้งขาเข้าและขาออกจะต้องรัดกุมมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานเดียว  แต่ต้องบูรณาการใช้การปราบปรามยาเสพติด ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าเราจริงจัง และเหตุการณ์ที่ลูกเรือการบินไทยถูกจับ เรื่องการคัดกรองคนออกนอกประเทศจะต้องทำให้รัดกุมมากขึ้น 

เมื่อถามว่าจะกระทบกับสายการบินของไทยและนักท่องเที่ยวของไทยเวลาไปต่างประเทศหรือไม่นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน ไม่ใช่เรื่องขององค์กรที่ทำความผิด ยืนยันว่าไม่กระทบสายการบินจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบลูกเรือให้มากขึ้น 

เมื่อถามถึงเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ออสเตรเลียเคยแบนสายการบินนี้แล้ว จะกระทบกับภาพใหญ่ของการบินหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องส่วนตัว  ไม่ใช่องค์กร จึงไม่มีเหตุผลที่จะยกเลิกในระดับองค์กรหรือสายการบิน เพราะไม่ใช่เรื่องที่สายการบินเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด รู้เห็นเป็นใจเป็นขบวนการ 

ปลัดสปน. เผย ปชช.ทยอยแจ้งเบาะแสทุจริตสอบท้องถิ่น ขอมั่นใจข้อมูลถูกปิดเป็นความลับ

ปลัดสปน. เผย ปชช.ทยอยแจ้งเบาะแสทุจริตสอบท้องถิ่น ขอมั่นใจข้อมูลถูกปิดเป็นความลับ

ปลัดสปน. เผย ปชช.ทยอยแจ้งเบาะแสทุจริตสอบท้องถิ่น ขอมั่นใจข้อมูลถูกปิดเป็นความลับ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

ปลัดสปน. เผย ประชาชนเริ่มทยอยแจ้งเบาะแส ทุจริตสอบท้องถิ่น หลังนายกฯ สั่งตั้งศูนย์เฉพาะ ขอประชาชนมั่นใจข้อมูลถูกปิดเป็นความลับ 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กล่าวถึงการเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแสกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ บุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ตั้งศูนย์เฉพาะ ว่า ยังเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอยู่ และขณะนี้มีประชาชนร้องเรียนมาจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่คาดว่าคงรอวันที่ 1 ก.ค. ที่จะเปิดให้มีการรายงานตัว จึงขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายทยอยแจ้งมา และขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลข ทั้งนี้ขอให้ประชาชนมั่นใจที่ชี้แจงข้อมูลและเบาะแสมาจะปิดเป็นความลับตามปกติวิธีการทำงาน สิ่งที่จะสื่อสารออกไปจะมีเพียงตัวเลขของจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ส่วนรายละเอียดและกระบวนการจะปิดเป็นความลับ โดยในเบื้องต้นได้มีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงต่างๆ 

พรรคส้ม ซัดไม่ใส่ใจ งบแก้สิ่งแวดล้อม ลองเอาน้ำกกมาให้ รมต.ล้างมือ-หน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน

พรรคส้ม ซัดไม่ใส่ใจ งบแก้สิ่งแวดล้อม ลองเอาน้ำกกมาให้ รมต.ล้างมือ-หน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน

พรรคส้ม ซัดไม่ใส่ใจ งบแก้สิ่งแวดล้อม ลองเอาน้ำกกมาให้ รมต.ล้างมือ-หน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

ถกงบฯ ปี 70 วันที่สอง! เพื่อไทย เปิดหัวติงรัฐฯ ไม่จริงใจ พัฒนาทุนมนุษย์ บี้เพิ่มงบพัฒนาครอบคลุม 4 กระทรวง ด้าน พรรคส้ม ซัดไม่ใส่ใจ งบแก้สิ่งแวดล้อม แซะแสบ ลองเอาน้ำกกมาให้ รมต.ล้างมือ-หน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน ยก สาธารณภัย เป็น ภัยมั่นคงใหม่ 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2 

โดยน.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ห่วงใยตัวเลขงบประมาณขาดดุล เข้าใจเหตุผลที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาให้ประเทศ แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าในอนาคตถ้ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นหรือกู้ลดลง การทำให้ประสบความสำเร็จคือ พัฒนาทุนมนุษย์ ให้รัฐเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เมื่อประชากรมีทักษะสูงขึ้น จะขับเคลื่อนจีดีพีประเทศให้เติบโต จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนาร้อยละ2.7 ของจีดีพี แต่งบประมาณประเทศไทยมีสัญญาณน่ากังวลในงบการศึกษาลดลงต่อเนื่อง หายไปเกือบร้อยละ8 ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนว่า ขณะที่งบประมาณโดยรวมโตขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาเด็กไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

น.ส.จิราพร กล่าวว่า 4กระทรวงหลักเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกปรับลดงบการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกระทรวงอว. ที่กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถูกปรับลดงบประมาณปี2570 ลงกว่า 31.87 % ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการสำคัญที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมขั้นสูงติดขัดปัญหา ขณะที่กระทรวงแรงงาน งบพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ถูกตัดลดลง การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่คือการลงทุนเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ สร้างเศรษฐกิจประเทศระยะยาว ต้องให้ความสำคัญจัดสรรงบ ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ประเทศไทยก็ยากจะเติบโตมีเศรษฐกิจมูลค่าสูง

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รัฐบาลไม่ได้เตรียมงบไว้เลย งบจัดการฝุ่นถูกตัด งบท้องถิ่นจัดการไฟป่าได้มาแค่ 341ล้านบาท งบสนับสนุนเกษตรกรไม่ให้เผา ได้ 261ล้านบาท  จัดงบไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาซูเปอร์เอลนีโญที่จะเข้ามาปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้าประเทศไทยเสี่ยงเจอPM 2.5 หนักกว่าทุกปี ขณะที่ปัญหาปลาหมอคางดำ ในงบปี2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวมาจัดการปัญหานี้ ขอถาม รมว.เกษตรและสหกรณ์จะเอาเงินจากไหนมาแก้ปัญหา จะ 70วันแล้ว รู้หรือยังนายทุนคนใดเป็นต้นตอการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไม่พูดไม่ทำเลย จนปัญหาลุกลาม มีค่าสารหนู สารตะกั่วเกินหลายเท่า กรมควบคุมมลพิษควรรับผิดชอบ แต่ของบไป 145ล้านบาท ได้มาแค่ 50ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7เครื่องๆละ 7ล้านบาท  ไม่มีงบบำบัดแม้แต่บาทเดียว 

“ลองเอาน้ำกก จ.เชียงรายมาให้รัฐมนตรีล้างมือล้างหน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาธารณภัย เป็นภัยความมั่นคงใหม่ รัฐบาลบอกพูดแล้วทำ ถามว่า ในงบปี 2570 รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ตอบได้ง่ายๆว่า ช่วยคนนอก100% ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย ไม่คิดถึงคนไทย ที่ต้องอยู่กับสารพิษเลย” นายภัทรพงษ์ กล่าว

ศาลฎีกานัดไต่สวนนัดแรกคดี 44 สส.ก้าวไกล 25 ส.ค.-ยกคำร้อง ณัฐพงษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลฎีกานัดไต่สวนนัดแรกคดี 44 สส.ก้าวไกล 25 ส.ค.-ยกคำร้อง ณัฐพงษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลฎีกานัดไต่สวนนัดแรกคดี 44 สส.ก้าวไกล 25 ส.ค.-ยกคำร้อง ณัฐพงษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.45 น.

ศาลฎีกานัดพิจารณาคดีครั้งแรก 44 สส. เข้าชื่อแก้ ม.112 ก่อนยกคำร้องปมสั่งให้ เท้ง หยุดปฏิบัตหน้าที่ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่คู่ความ นัดไต่สวนพยานนัดแรก 25 ส.ค.นี้ สุพิศาล เผย สู้ตามกระบวนการจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรก หมายเลขดำ คมจ.1/2569 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยและมีคำสั่งกรณี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ผู้ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีที่อดีต44 รายร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยวันนี้ฝ่ายผู้ร้อง คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าร่วมการ พิจารณาคดี ส่วนฝ่ายผู้คัดค้าน คือ  44 สส. พรรคก้าวไกล แกนนำส่วนใหญ่วันนี้ จะ ส่งทนายความมาเป็นตัวแทน และมี สส. บางคน ที่มาด้วยตนเอง อาทิ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน  พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตสส.บัญชีรายชื่อและอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

โดยวันนี้ศาลมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้าน ของผู้คัดค้านทั้ง44 คน หลังจากนั้น ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เวลา 09:30 น. โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่าย ยื่นแนวทางการไต่สวน และหากมีพยานหลักฐานที่จะต้องให้ศาลออกหมายเรียกก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2569  ก็ต้องยื่นก่อนภายใน 7 วัน  และกำหนดวันนัดไต่สวนพยาน นัดแรก ในวันที่ 25 สิงหาคม พร้อมนัดต่อเนื่องในวันที่ 22 กันยายน และ 27 ตุลาคม เวลา 09:30 น. โดยจะมีการไต่สวนพยานทั้งหมด 17 ปาก และวางกรอบพิจารณาเป็นระยะเวลา 1 ปี 

นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งในคำร้องของ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีให้สัมภาษณ์และแสดงความคิดเห็น. เรื่ององคมนตรี ที่เข้าร่วมการประชุมแก้ไขปัญหาภัยพิบัติร่วม กับ ปภ. และ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกี่ยวกับระบอบสีน้ำเงิน 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีความปรากฏผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่ความ ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยทนายความของนายณัฐพงศ์ได้ชี้แจงกับศาลว่า การให้สัมภาษณ์เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่ถูกกล่าวหา และไม่เป็นการกระทำซ้ำ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล 

ทั้งนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและเป็นทนายความด้วยตนเอง ส่วนผู้คัดค้านที่ 12 ไม่แต่งตั้งทนายความ จะขอคัดค้าน และไต่สวนเอง

ต่อมาพล.ต.ต.สุพิศาล หนึ่งในผู้คัดค้านให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนมาใช้สิทธิและตามกระบวนการของศาลตามปกติ ส่วนแนวทางการต่อสู้ตนได้ส่งคำชี้แจงในประเด็นเรื่องการได้พยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนี้ก็สู้ไปตามกระบวนการของศาลที่เรามีความรู้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับในก้าวสุดท้ายของการเป็นสส.และสมาชิกพรรคก้าวไกล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของศาล ในวันนี้ตนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนอดีตสส.และมีการพูดคุยให้กำลังใจกัน บางคนก็ตั้งทนายความเอง บางคนก็ไม่ตั้งทนายความขึ้นมาเอง 

ด้านนายพัฒนพงศ์  ตัวแทนจากปปช.กล่าวว่า ศาลได้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานเดือนกรกฎาคมในส่วนของผู้ร้อง หลังจากนั้นจะมีการนัดไต่สวนพยานในวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งในสำนวนของปปช.ที่ส่งไปยังศาลเป็นการรวบรวมพฤติการณ์ของแต่ละบุคคล ส่วนจะมีการพิจารณาแยกหรือรวมสำนวนอยู่ที่การพิจารณาหลังจากศาลว่าจะพิจารณารายบุคคลหรือไม่ หรือรวมกันพิจารณาในลักษณะเป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนรายชื่อพยานที่ยื่นไปทั้งหมด 17 ปาก เป็นพยานของเจ้าของสำนวนและรายละเอียดเกี่ยวกับสำนวน รวมถึงอดีตสส.พรรคก้าวไกลที่ปปช.เชิญมาให้ถ้อยคำ ก็จะยื่นบัญชีพยานประกอบการพิจารณาคดีของศาล ส่วนศาลจะเลือกใครมาไต่สวนกี่คนตรงนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล

ไชยชนก ยัน อนุทิน-เนวิน ไร้ปัญหา เห็นต่างบ้างแต่รักกัน ชี้ ถูกดิสเครดิตทางสังคม

ไชยชนก ยัน อนุทิน-เนวิน ไร้ปัญหา เห็นต่างบ้างแต่รักกัน ชี้ ถูกดิสเครดิตทางสังคม

ไชยชนก ยัน อนุทิน-เนวิน ไร้ปัญหา เห็นต่างบ้างแต่รักกัน ชี้ ถูกดิสเครดิตทางสังคม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.30 น.

ไชยชนก ยัน อนุทิน-เนวิน ไร้ปัญหา เห็นต่างบ้างแต่ รักกัน-สนิทกัน-แข็งแกร่ง กว่าเดิม ชี้ ถูกดิสเครดิตทางสังคม

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวรอยร้าวระหว่าง 2 น. และ 1 พ. (นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการคกระทรวงคมนาคม) ว่า ข้อเท็จจริงมีการทะเลาะกันจริงระหว่าง 2 น. คือ น.เนวิน และ น.นก ไชยชนก ที่อาจจะทะเลาะกันบ้าง แต่จะทะเลาะกันด้วยความรัก เจตนาที่จะทำดีเพื่อประเทศชาติ และในส่วน  1 พ. 1 น. ก็คือท่านก็คือนายพิพัฒน์กับนางนาที รัชกิจประการ ภรรยา ก็ทะเลาะกันเป็นประจำเช่นกัน

เมื่อถามว่า นายอนุทิน และนายเนวินมีอะไรกันหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า มีความรักความสนิทสนมและแข็งแกร่งกว่าเดิม 

เมื่อถามว่า ทั้ง 2 คนมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มี แต่เป็นเรื่องปกติของทุกคนในการทำงาน ในการดำรงชีวิตที่จะมีความเห็นต่างกันบ้าง แต่ความเป็นพรรคภูมิใจไทยเรามีความสามัคคี และเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดเสมอ ขอยืนยันว่า นายเนวินกับนายอนุทิน ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน 

เมื่อถามว่า กระแสข่าวที่ออกมาจะทำให้ทั้งคู่เกิดรอยร้าวหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นการดิสเครดิตในมุมมองของสังคมได้ แต่เรื่องส่วนตัวของ 2 คนไม่สามารถก้าวก่ายให้เกิดความแตกแยกกันได้ เพราะทั้ง 2 คน รักกัน สนิทกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตั้งนาน เรื่องแค่นี้ไม่กระทบแน่นอน