เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.56 น.

เกษตรฯ ขับเคลื่อน “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ” เดินหน้านำ AI-Data Hub ขับเคลื่อนภาคการเกษตร ชูธง Quick Win ยางพารา-ข้าว-ปาล์ม-โคกระบือ ลุยตรวจสอบย้อนกลับรับมาตรการ EUDR เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยในตลาดโลก

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นยกระดับไปสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart & Digital Organization)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งมอบบริการที่แม่นยำแก่เกษตรกร โดยปัจจุบันได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกาศใช้นโยบายการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance Policy) การเชื่อมโยงระบบ SSO MOAC แล้ว 20 หน่วยงาน และรวบรวมคลังข้อมูลกลาง (MOAC Data Hub) ประมาณ 159 ชุดข้อมูล จาก 22 หน่วยงาน พร้อมทั้งเร่งรวบรวมบริการ E-Service กว่า 233 ระบบ มาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ดิน น้ำ ปุ๋ย และการตลาด ได้สะดวกครบจบในจุดเดียว ควบคู่ไปกับการวางกรอบ MOAC Agri AI Framework นำ AI มาช่วยปฏิบัติงานและให้บริการองค์ความรู้เฉพาะทาง พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการนำร่อง (Quick Win) ในกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และโค กระบือ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 สำหรับการพัฒนาระบบการให้บริการดิจิทัลอัจฉริยะให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกประเภทต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (MCIO) ได้สนับสนุนการบูรณาการระบบและข้อมูลร่วมกันภายในหน่วยงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย เพื่อบันทึกข้อมูลการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับมาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของยุโรปที่คาดว่าจะบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่จะได้เปรียบทางการค้าอย่างมหาศาล หากสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าว่าไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกยางพาราไปยังกลุ่มผู้ผลิตล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกแล้ว ยังส่งผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีโอกาสได้รับราคายางพาราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม อีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด ที่ประชุมได้มีมติยกระดับโครงสร้างการทำงานด้วยการปรับลดคณะทำงานจากเดิม 8 ชุด ให้เหลือเพียง 2 คณะทำงานหลัก ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านการเกษตร และ 2) คณะทำงานบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเร่งพัฒนาระบบ Cloud คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกรอย่างเข้มงวด และวางระบบการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้ถูกต้องตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

“สึหศักดิ์” ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย – จีนในทุกระดับ และเห็นพ้องที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และได้ประกาศจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีว่าด้วยความมั่นคงไทย – จีน แบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมและจะเพิ่มพูนความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-จีน และกลไกความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค

อนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และพิธีการต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ รวมถึงการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีน จำนวน 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การป้องกันการหลอกลวงทางการเงิน การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย – จีน  และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาวต่อไป
 

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

'สุรเดช' ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ เหตุใกล้ชิดปชช.-ได้ข้อมูลเร็ว เป็นปัจจุบันมากกว่า
 
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคัดกรองคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นอีกครั้งที่ต้องมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสิทธิ สวัสดิการ และการช่วยเหลือของรัฐ ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาในช่วงลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 : 40 ล่าสุดเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งพบว่า มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปีนี้ ไปยื่นอุทธรณ์ทวงสิทธิ์ ตัวเลขเมื่อวันที่ 20 ก.ค. มีมากถึง 2.7 ล้านราย เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เรื่องการถือครองรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เสียสิทธิดังกล่าวไป ทั้งที่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์บางคันเก่า พัง จอดทิ้งไว้เฉยๆ รวมถึงมีฐานะยากจน หรือกรณีนักศึกษานอกระบบแห่กันลาออก เพราะกลัวว่า จะไม่ได้รับสิทธิ  ซึ่งรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหา โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ 

‘ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่เรื่องการพิสูจน์สิทธิ หรือที่บางคนเรียกว่า พิสูจน์ความจน ความแม่นยำ และความครอบคลุมของระบบคัดกรอง การใช้เกณฑ์รายได้ สินทรัพย์ หรือเงื่อนไขการใช้สิทธิทางภาษีเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว มักเกิดปัญหาตกหล่นแทบทุกรอบ รวมถึงปัญหาคนจนจริงๆไม่ได้ แต่คนได้จนไม่จริง และแม้เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสะดวก แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีช่องว่างสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอยู่ดี และทำให้การช่วยเหลือของรัฐไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง’

นายสุรเดช กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หรือเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ตนจึงอยากเสนอแนะรัฐบาลให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ รวมถึงปรับปรุงระบบคัดกรอง โดยเปลี่ยนจากการวัดรายได้แบบตายตัว มาเป็นการประเมินความเปราะบางแบบรอบด้าน ให้ความสำคัญกับภาระค่าใช้จ่ายจริง และภาวะพึ่งพิงของแต่ละครัวเรือน 

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐ (Big Data) ร่วมกับสถาบันการเงินและท้องถิ่นให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อลดภาระให้ประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้กลไกท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบและรับรองสิทธิ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าส่วนกลาง

‘กระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลท้องถิ่นคือ เครื่องมือสำคัญของภาครัฐที่นำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือแม้แต่ อสม. คนเหล่านี้ใกล้ชิดกับชุมชน รู้ข้อมูลแต่ละครัวเรือน อย่างกรณีเรื่องรถยนต์ รถเตอร์ไซค์ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และรายงานข้อมูลเข้ามาเก็บยังภาครัฐได้ เพื่อจะใช้ในโอกาสต่อไป ไม่จำเป็นจะต้องให้ประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์ ทำเอกสารอะไรให้ยุ่งยาก ที่จะเป็นภาระกับประชาชน’ นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนเห็นว่า รัฐบาลควรยกระดับบทบาทของบัตรสวัสดิการจากการเป็นเพียงเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวมาใช้เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาจปรับเงื่อนไขการใช้วงเงินให้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสนับสนุนให้ใช้จ่ายกับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว แทนการไหลเวียนกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

“รองโฆษก ทบ.” เผย”เนติวิทย์” ไม่ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลัง ศาลพิพากษา จำคุก 6 เดือน นายเนติวิทย์  โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมการเมือง แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร แต่ไม่เคยต้องโทษมาก่อนให้รอการลงโทษ 1 ปี

กรณีนี้จากการสอบถามจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนทราบว่าจำเลย มีอายุครบ 30 ปี​ ​ ในช่วงการตรวจเลือกทหารปีนี้ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ​จะถือว่าพ้นช่วงอายุที่จะต้องเข้าเกณฑ์ทหาร​ ​และจะถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2

ทั้งนี้ ด้านคดี​​ความ ยังคงเป็นไปตามที่ศาลได้พิพากษาไว้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ เคลื่อนไหวแล้ว หลังโดนคุก 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี หลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

ผู้ว่าฯ “ชัชชาติ” จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพ ลุยจัดระเบียบเมือง ปราบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย–นอมินี -ทุนเทา-ยาเสพติด

วันที่ 20 ก.ค. 69  เวลา 15.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (ผอ.รมน.กทม.) พร้อมคณะ หารือร่วมกับ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมคณะ ณ ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนด้านความมั่นคง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยที่ประชุมได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วนร่วมกัน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการกระทำผิดของคนต่างชาติ ครอบคลุมเรื่องทุนเทา การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้นอมินี รวมถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับการทะเบียนและเอกสารต่าง ๆ เช่นการจดทะเบียนรับลูกที่เป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน และ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมและคณะทำงานย่อย เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร การข่าว และการสนธิกำลังระหว่างกรุงเทพมหานคร กอ.รมน. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาจะใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะดำเนินการตรวจสอบทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยจะมีการประชุมคณะทำงานร่วมในภาย 2 สัปดาห์นี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ กล่าวว่า กอ.รมน. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ โดยจะนำศักยภาพและผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางเข้ามาเสริมการทำงานของ กอ.รมน.กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อน พร้อมผลักดันการดำเนินงานตามแผนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งนี้ มี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ทวิดา กมลเวชช และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางวรญาณี กลิ่นหอมหวล ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

รมว.ศธ. ร่วมคณะนายกฯ เยือนปักกิ่ง ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทางประยุกต์ใช้ AI เพื่อการศึกษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ระหว่าง วันที่ 19–20 กรกฎาคม 2569 ได้เข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรี และได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และนายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 15 ฉบับ ที่ประเทศไทยได้ลงนามร่วมกับฝ่ายจีนในโอกาสการเยือนครั้งนี้

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจัดทำขึ้นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และความตระหนักร่วมกันถึงบทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยมีสาระสำคัญของความร่วมมือมุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนโยบาย มาตรฐาน และประสบการณ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา การร่วมพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และทรัพยากรดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม ความปลอดภัยของผู้เรียน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียนและสถานศึกษา

อนึ่ง ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมบริษัท CP Center ณ กรุงปักกิ่ง และเข้าร่วมกำหนดการอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ณ มหาศาลาประชาชน ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม ‘คชสารยาตรา’ เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม 'คชสารยาตรา' เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม ‘คชสารยาตรา’ เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

ทอ.จัดใหญ่ครบรอบ 15 ปีGripen-Saab 340 แสนยานุภาพ “คชสารยาตรา” เคลื่อนขบวนบน Taxiway ด้าน ผบ.ทสส.-ผบ.ทอ. ตอกย้ำพร้อมรบ 3 มิติ ปกป้องอธิปไตย

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กองทัพอากาศเจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab 340  ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมพิธี 

นอกจากนี้ยังมีอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อกริเพน ร่วมงานด้วย เช่น พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน , พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล 

โดยกิจกรรมสำคัญคือการแสดงบินหมู่ของเครื่องบิน Gripen C/D และ Saab 340 การสาธิตสมรรถนะการบินของเครื่องบินขับไล่ Gripen การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ 

ตลอดจนการแสดง Elephant Walk คชสารยาตรา หรือ การเคลื่อนที่ของอากาศยานเป็นขบวนบนทางขับ (Taxiway)  โดยใช้เครื่องบินขับไล่Gripen C/D จำนวน 9 เครื่อง และ Saab 340 จำนวน 5 เครื่อง รวม 14 เครื่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความพร้อมรบ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในการปฏิบัติภารกิจของกำลังทางอากาศ  ซึ่งกองทัพอากาศชั้นนำในหลายประเทศ จะจัดแสดงในโอกาสสำคัญ

พลเอก อุกฤษฏ์ กล่าวว่า งานฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของอากาศยาน Gripen และ SAAB ที่บรรจุเข้าประจำการในกองทัพอากาศ ตั้งแต่ พ.ศ 2554 เป็นต้นมา จนมาถึงปัจจุบันครบรอบ 15 ปีเต็ม 

ทั้งนี้คงไม่ต้องพูดถึงศักยภาพและขีดความสามารถของอากาศยานGripen และ SAAB ว่าเป็นอย่างไร แต่การที่กองทัพอากาศมีวิสัยทัศน์ในปี พ.ศ.2554 ที่จัดหาอากาศยานเข้าประจำการ ทำให้วันนี้มีความพร้อมและมีระบบนิเวศในการปฏิบัติการในลักษณะสงครามยุคใหม่ 

ทั้งนี้สิ่งต่างๆเป็นแนวโน้มของปฏิบัติการรบยุคใหม่ในมิติทางอากาศ “หากไม่มีวิสัยทัศน์ปี 2554 เราก็จะยังไม่มีความพร้อมเหมือนในปัจจุบัน โดยสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ ปัจจุบันกองทัพอากาศได้ริเริ่มดำเนินโครงการจัดหาอากาศยานขับไล่ ระยะที่ 1 ที่ลงนามในสัญญาไปแล้ว จำนวน 4 เครื่อง และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงแค่จัดหาอากาศยาน เพียง 4 เครื่อง แต่ระบบนิเวศของการปฏิบัติการสงครามยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นระบบเซ็นเซอร์หรือพื้นฐานอื่นๆที่จะนำเข้าไปสู่การปฏิบัติการข้ามมิติในอนาคตจะมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบของอากาศยานของกองทัพไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า  โดยเชื่อว่า ในภูมิภาคนี้ไม่เป็นรองใคร 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟังข้อมูลจากผู้บัญชาการทหารอากาศ และน้องๆนักบินของกองทัพอากาศโดยที่บรรยายสรุปข้อมูลให้ตนได้ฟังนั้น แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ วิสัยทัศน์ การพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง และการเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ พัฒนาระบบความรู้ องค์บุคลากร และองค์เครื่องมือ ให้ผสมผสานสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง จากอดีตจนถึงปัจจุบันและขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยที่จะเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นคงของชาติในอนาคตต่อไป 

โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าในอนาคตไทยไม่ได้ยิ่งหย่อนและไม่ได้เป็นสองรองใครในภูมิภาค ส่วนความเป็นรองหรือไม่เป็นรอง คือ ระดับของภาพรวม ทั้งความพร้อมด้านคน ด้านเทคโนโลยี และเทคนิคการทำงานการปฏิบัติการทางทหาร 

ด้าน พลอากาศเอก  ระบุว่า เหตุการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา Gripen C/D มีบทบาทสนับสนุน ปฏิบัติการร่วมสามเหล่าทัพว่า เป็นผลจาก 15 ปีที่ผ่านมา โดยกองทัพอากาศ มุ่งเน้นความเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้รู้ก่อน เห็นก่อน เข้าใจก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน ถือเป็นทิศทางที่กองทัพปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปีที่ 14 กริพเพน ได้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ คือบทพิสูจน์และพิสูจน์ได้จริงๆ

โดย Gripen และ Sabb 340 เป็นเครื่องบินสองแบบที่อยู่ในภารกิจที่สำคัญมากในสถานการณ์ความขัดแย้ง และอัตราความสำเร็จที่สูงมากเกือบ 100% อาวุธที่ใช้ไม่มากแต่จับเป้าหมายได้ทั้งสิ้น 

เรื่องนี้เบื้องหลังไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คนที่นำมาใช้สำคัญกว่า และใช้ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน  ซึ่งตลอด 15 ปี บุคลากรของกองทัพอากาศทุกส่วน ได้เชื่อมโยงและส่งข้อมูลถึงกันและกัน เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่กองทัพไทยยังรักษาความพร้อมไว้ทุกเมื่อ และหากมีอริราชศัตรูหรือภัยคุกคามใดๆ ทางกองทัพอากาศก็พร้อม

สำหรับความคืบหน้าในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน มาทดแทน F-16 ที่กองบิน1 โคราชนั้น พลอากาศเอก เสกสรร ย้ำว่า ในเฟสที่หนึ่งมีความก้าวหน้าตามแผนงานทุกอย่าง ส่วนเฟสที่สองที่ทางกองทัพอากาศต้องเสนองบขอประมาณ เพื่อเป้าหมายในการเซ็นสัญญาจะถูกนำเสนอให้ครบหมดทั้งฝูง เพื่อให้ระยะเวลาการเตรียมความพร้อมนั้นพร้อมให้เร็วที่สุด 

จึงอยากฝากถึงประชาชนว่าสงครามยุคใหม่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในอากาศด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาประกอบจะต้องทำให้ไทยมีความเหนือกว่า และเหนือไปกว่านั้นในระบบไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติ ก็จะถูกดึงเข้ามาในระบบด้วย ทำให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดความเสี่ยง เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ขอให้มั่นใจได้

โดยขณะนี้ได้ประสานและเตรียมการตามกรอบวงรอบที่กองทัพอากาศได้รับ ซึ่งอยู่ในแผนทั้งหมดแล้ว ก็หวังว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลจะให้การสนับสนุนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน C/D  จำนวน 12 เครื่องจาก สวีเดน ในระยะที่ 1 เมื่อปี 2551 จำนวน 6 เครื่อง เข้าประจำการกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ในยุคที่ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ 

ระยะที่ 2 ในช่วงปี 2554 อีก 6 เครื่อง โดยได้ปิดโครงการในเดือนกันยายน 2556 หลังจากโครงการต่อเนื่องมานาน 6 ปี ผ่านผู้บัญชาการทหารอากาศมาหลายยุคหลายสมัย ภายใต้เป้าหมายการเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค โดยตลอด 15 ปี ที่ผ่านมีภารกิจดูแลความมั่นคงในภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และมีบทบาทอย่างมากในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568  

ปัจจุบันกองทัพอากาศ กำหนดแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F จำนวน 12 เครื่อง  ทดแทน F-16 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ที่จะทยอยปลดประจำการ  โดยใช้ชื่อโครงการว่า “บูรพาสันติ” ดำเนินการจัดซื้อในระยะที่ 1 ไปแล้ว 4 เครื่อง วงเงิน 19,500 ล้านบาท 

พร้อมทัังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F ระยะที่ 2 อีก 8 เครื่อง ให้ครบฝูง 12 เครื่อง ในปีงบประมาณ 2571 

สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F นับเป็นโครงการสำคัญตามที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวกองทัพอากาศ เพื่อทดแทน F-16 กองบิน 1 ที่ใช้งานมากว่า 30 ปี

ตามแพ็กเกจการจัดซื้อกริพเพน E/F จะรวมระบบปฏิบัติการสำคัญ โดยเฉพาะระบบอาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลกว่าสายตา แบบ Meteor  และ ความร่วมมือ เรื่องระบบ Data Link และ การพัฒนาด้านไซเบอร์ รวมถึง offset policy อื่นๆ

ยศชนัน จับมือจีน ลุย 5 เมกะโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ ยกระดับไทยสู่ Deep Tech

ยศชนัน จับมือจีน ลุย 5 เมกะโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ ยกระดับไทยสู่ Deep Tech

ยศชนัน จับมือจีน ลุย 5 เมกะโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ ยกระดับไทยสู่ Deep Tech

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

“ยศชนัน” ร่วมคณะนายกฯ เดินหน้าลุย 5 ข้อตกลงประวัติศาสตร์ไทย-จีน ด้านวิทยาศาสตร์-การพัฒนาทุนมนุษย์ ปลดล็อกเทคโนโลยีอวกาศห้วงลึกและนิวเคลียร์ฟิวชัน ปั้นบุคลากรทักษะสูง มุ่งยกระดับเศรษฐกิจ สร้างงาน และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

วันนี้ 20 กรกฎาคม 2569 ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการลงนาม และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) และความตกลงด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่างกระทรวง อว. กับกระทรวงและหน่วยงานระดับสูงของสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ ท่ามกลางการเป็นสักขีพยานของนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การลงนามครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับนี้ ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่จะช่วยยกระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านการอุดมศึกษาและนวัตกรรมของไทยให้เชื่อมโยงกับจีนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเราเจาะจงเดินหน้าไปที่เทคโนโลยียุทธศาสตร์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีนด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน การทำงานร่วมกันในระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou ตลอดจนการสนับสนุนโปรเจกต์วิจัยร่วมในสาขาที่เป็นโลกอนาคต ทั้งเกษตรอัจฉริยะ อาหารแห่งอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป้าหมายสูงสุดของเราคือการสร้างกำลังคนคุณภาพสูง (Talent) ที่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ผลักดันงานวิจัยให้เกิด Impact นำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริงในมิติเศรษฐกิจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนคนไทย ที่จะได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย เกิดการสร้างงานในอุตสาหกรรมใหม่ และได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนให้ประเทศ”

สำหรับการเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือและเป้าหมายเชิงปฏิบัติการภายใต้บันทึกความเข้าใจและความตกลงทั้ง 5 ฉบับ มีรายละเอียดเชิงลึก ดังต่อไปนี้

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

1. การเดินหน้ายกระดับและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนฯ (บพค.) จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน Thailand Tokamak-1 (TT-1) ของไทย ขอบเขตความร่วมมือนี้ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่และจัดโครงการฝึกอบรม การจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ การวิจัยทดลองร่วมกันโดยใช้เครื่องมือทดลองระดับแนวหน้าของจีน เช่น EAST และ HL-3 รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวิศวกรรมที่จำเป็นต่อการปรับปรุงเครื่องโทคาแมคของประเทศไทย ซึ่งเป็นการจัดสร้างร่วมกันภายใต้ข้อริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) เพื่อปูทางไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดของประชาชนในอนาคต

2. การพัฒนานวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) จับมือกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (NDRC) มุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักวิจัยเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou ขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศที่แม่นยำ อำนวยความสะดวกทั้งในด้านการคมนาคม การขนส่ง และการจัดการภัยพิบัติ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

3. การขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยกองการต่างประเทศ ได้ทำความตกลงร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรและการพัฒนาทางวิชาการ โดยมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ การมอบทุนรัฐบาลให้กับนักเรียนชาวจีนและชาวไทยฝ่ายละ 7 ทุนต่อปี ซึ่งสามารถยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนเป็นทุนระยะสั้นเพื่อการศึกษาและวิจัยได้ตามความจำเป็น นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาไทย-จีน การแลกเปลี่ยนครูผู้สอนและอาสาสมัคร การร่วมจัดประชุมวิชาการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและงานวิจัยระหว่างสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเร่งสร้างบุคลากรสายเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ของไทยให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

4. การลุยจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) และองค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) ได้ตกลงร่วมกันจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม (Joint Laboratory) ภายใต้กรอบความร่วมมือของโครงการวิจัยเพื่อสำรวจอวกาศห้วงลึก (Deep-space Exploration) โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อรองรับการวิจัยในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ-7 (Chang’e-7) ความร่วมมือนี้จะเน้นย้ำใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุปกรณ์ (Payload) และเทคโนโลยียานอวกาศ การพัฒนาโครงข่ายโทรมาตร และการศึกษาฝึกอบรม ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนและนักวิจัยไทยได้มีส่วนร่วมในภารกิจอวกาศระดับโลก และกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ในประเทศ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

5. การผลักดันโครงการวิจัยร่วมด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CAS) จะเดินหน้าสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการให้ทุนโครงการวิจัยร่วมในหลากหลายสาขาแห่งอนาคต อาทิ เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร วิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาการหุ่นยนต์ ชีวเคมี ความหลากหลายทางชีวภาพ เครื่องมือแพทย์ วัสดุศาสตร์ พลังงาน เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีอวกาศ โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศและสังคมไทยในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะมีการประกาศกำหนดการเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยร่วมอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

‘ไอซ์’งานงอก! สุชาติ ยื่นศาลรื้อคดี หลังยอมความกันไปแล้ว แต่ทำมึนไม่ลบโพสต์หมิ่น

'ไอซ์'งานงอก! สุชาติ ยื่นศาลรื้อคดี หลังยอมความกันไปแล้ว แต่ทำมึนไม่ลบโพสต์หมิ่น

‘ไอซ์’งานงอก! สุชาติ ยื่นศาลรื้อคดี หลังยอมความกันไปแล้ว แต่ทำมึนไม่ลบโพสต์หมิ่น

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

‘ไอซ์ รักชนก’หนาว  สุชาติ ร้องศาล รื้อคดีฟ้องหมิ่น ตอนเลือกตั้ง หลังพบฝ่าฝืนเงื่อนไข

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีกล่าวหาทำนองว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง”

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ซึ่งทาง สุชาติ ชมกลิ่น ได้ทำการถอนฟ้องเนื่องจากคู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าศาล โดยกล่าวขอโทษที่ทำให้ตนและครอบครัวได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนในฐานะผู้ใหญ่กว่า เห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายสำนึกและกล่าวขอโทษแล้ว ก็ถือว่ายุติเรื่องนี้

ล่าสุด  นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งคำร้องไปยังศาลอาญาตลิ่งชัน เรื่องขอยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ เรื่องจาก น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการถอนฟ้อง  เนื่องจากผลการตรวจสอบเฟซบุ๊กของจำเลยเป็นผู้ใช้งาน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 พบว่า จำเลยไม่แชร์ข่าวขอโทษโจทก์ นอกจากนี้ ยังพบว่า จำเลยไม่ได้ลบโพสต์ที่กล่าวหาโจทก์ รายละเอียดปรากฎตามข้อความที่จำเลยโพสต์ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 

เมื่อพิจารณาจากรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และรายงาน กระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 และคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยมีเงื่อนไข บังคับก่อน ฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทำให้การถอนฟ้องเฉพาะคดีอาญาไม่เสร็จเด็ดขาดและโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้

อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา36 (4) การถอนฟ้องคดีอาญาโดยมีเงื่อนไข ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา39 (2) เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการถอนฟ้อง ตามรายงานกระบวน

พิจารณาของศาลอาญาตลิ่งชัน ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569  และคำร้องขอถอนฟ้องโจทก์โดยมีเงื่อนไข โจทก์ขอศาลได้โปรดยกคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่โดยไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา162, 165 วรรคสามและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาต

มติ ป.ป.ช. มอบ’ประภาศ-ภัทรศักดิ์’ 2 กรรมการ ร่วมสอบทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ดึง อดีตปลัดแรงงาน เสริมทัพ

มติ ป.ป.ช. มอบ'ประภาศ-ภัทรศักดิ์' 2 กรรมการ ร่วมสอบทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ดึง อดีตปลัดแรงงาน เสริมทัพ

มติ ป.ป.ช. มอบ’ประภาศ-ภัทรศักดิ์’ 2 กรรมการ ร่วมสอบทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ดึง อดีตปลัดแรงงาน เสริมทัพ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีมติมอบให้นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง และ นายประภาศ  คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น ปี 2568 หลังรับเป็นคดีพิเศษ

โดยร่วมไต่สวนกับนายสุชาติ ตระกูลเกษม  ประธาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน  พร้อมทั้งได้ประสานนายจรินทร์  จักกะพาก  อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เนื่องจากมีประสบการณ์ในการดูแลการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และเคยเป็นประธานกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นในปี