“ภราดร” ย้ำรัฐบาล 300 เสียงบริหารดีอยู่แล้ว ชี้ใครไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน ไม่รู้ความเคลื่อนไหว “กล้าธรรม-ภูมิใจไทย”

22 กันยายน 2569 เวลา 10:47 น.

“ภราดร” ย้ำ รัฐบาล 300 เสียงบริหารงานดีอยู่แล้ว บอกใครไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็เป็นฝ่านค้านอัตโนมัติไม่สิทธิ์ให้ออก ไม่รู้ “หัวหน้ากล้าธรรม – ภูมิใจไทย” คุยกันหรือยัง

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน และมีกระแสข่าวจะเข้าร่วมรัฐบาล ว่า ตนไม่ทราบ แต่เมื่อวาน (20 ก.ย.) ได้เห็นข่าวเหมือนกันว่ามีการประชุมวิปฝ่ายค้าน โดยเอาในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฯ ซึ่งตนยังไม่ได้สอบถามนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ตนขอไม่พูดดีกว่า เพราะไม่อยากไปก้าวก่าย

ทั้งนี้ ตามหลักการพรรคใดที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลต้องอยู่ฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ได้มีการตกลงกันเหมือนเวลาตกลงร่วมรัฐบาล ซึ่งไม่มีการตกลงร่วมฝ่ายค้าน ตนถึงบอกว่าการไปตัดความเป็นฝ่ายค้านใช้สิทธิ์อะไรไปตัดสิทธิ์คนอื่น การลงมติใดๆที่ไม่เหมือนกับวิปฝ่ายค้านก็เป็นเอกสิทธิ์สส.ที่ทำได้ ตนไม่ได้แก้ตัวให้พรรคกล้าธรรม แต่จะเห็นว่ามีบางอันพรรค วัฒนธรรมลงมติตรงข้ามกับรัฐบาล บางเรื่องพรรคกล้าธรรมงดออกเสียง และบางเรื่องลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะมองเรื่องต่างๆว่าจะลงมติอย่างไร

เมื่อถามว่า เรื่องของเวลา และเรื่องสิทธิ์ในการอภิปราย ต่อไปจะเป็นรูปแบบอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ต้องเป็นสัดส่วนของสมาชิกทั้งสภา เพราะสภาไม่ได้เป็นของฝ่ายค้านหรือเป็นของฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นของสมาชิกทั้ง 500 คน ทุกคนมีสิทธิ์ในการอภิปรายอย่างเท่าเทียมกัน

ในส่วนของพรรคกล้าธรรมที่ต้องขอเวลาการอภิปรายจากใคร นายภราดร กล่าวว่า ต้องเจรจาพูดคุยกัน จะให้มากินเวลาในส่วนของรัฐบาลตนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ คงต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนกันใหม่ เมื่อมีฝ่ายค้านอิสระขึ้นมาอีกหนึ่งกลุ่ม 50 – 60 คน ถ้าจะให้แฟร์ก็ต้องไปหารสัดส่วนเวลา และแบ่งเวลากันให้ชัด พร้อมตอบในประเด็นเรื่อง 300 เสียงของรัฐบาลในขณะนี้ มองว่าต้องเพิ่มจำนวนเสียงสส.หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทุกวันนี้รัฐบาลดำเนินงานภายใต้เสียง 300 เสียง ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า 300 เสียงพอแล้วใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราก็บริหารกันอยู่ที่ 300 เสียง

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีโอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และยังไม่ได้คุยกับนายอรรถกร และยังไม่ทราบหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และหัวหน้าหัวหน้าพรรคกล้าธรรม มีการเจรจาตกลงหรือพูดคุยใดๆหรือไม่

พิพัฒน์ ลั่นยังไม่มีสัญญาณ ดึงกล้าธรรมร่วมรัฐบาล โยนถามนายก

22 กันยายน 2569 เวลา 10:34 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน และมีกระแสข่าวจะเข้าร่วมรัฐบาลว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คงต้องถามนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวที่จะเป็นผู้ชี้แจงเอง ตนไม่สามารถตอบอะไรได้เลย

เมื่อถามว่าในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยมองว่ามีสัญญาณความเป็นไปได้หรือไม่นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อันนี้ยังไม่มีเลยครับ ยังไม่มีข้อสั่งการอะไรหรือดำริจากนายกฯเลย

เมื่อถามว่าจำนวนเสียงของรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้มีความจำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมหรือไม่ นายพิพัฒน์ ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนรัฐบาลเพิ่งทำงานมาประมาณ 6 เดือน เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ขอให้ผู้บริหารพรรคหรือนายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจดีกว่าและตนก็ไม่ได้เป็นผู้บริหารพรรค และในฐานะรัฐบาลเรายังทำงานร่วมกันได้ดีไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง ทุกอย่างเดินไปได้สบายฯ ไม่มีอะไรทำให้เกิดปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองผู้ใหญ่ก็หารือกันตลอดเวลา

เมื่อถามว่า มีข่าว พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมาร่วมรัฐบาลโดยตลอดมองอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การที่มีข่าวจะร่วมรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง ทุกพรรคการเมืองที่อาสาหรือเสนอเป็นตัวแทน ของประชาชนก็ล้วนแล้วที่จะนำเสนอนโยบายของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศจึงถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการคุยกันและหารือกันโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่จำเป็นว่ารัฐบาลจะหารือเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลกันเองที่มีการหารือกันทุกสัปดาห์อยู่แล้วแต่สำหรับฝ่ายค้าน อะไรที่นำเสนอมาและเป็นประโยชน์สำหรับประเทศเราจะรับข้อเสนอต่างๆเหล่านั้นเพื่อมาปรับแก้นำพาประเทศชาติให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อถามย้ำว่าการที่มีข่าวออกมาบ่อยเช่นนี้มีโอกาสที่จะเป็นไปได้หรือไม่นายพิพัฒน์ตอบว่าตนไม่ขอออกความเห็น

“วรศิษฎ์” เผย เดินหน้าเร่งบรรจุ “ข้าราชการท้องถิ่น” ตามไทม์ไลน์ 19 ต.ค.นี้ ระบุ ยังไม่มีรายงานโดนฟ้องกลับ

22 กันยายน 2569 เวลา 10:28 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการบรรจุและเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นว่า เดี๋ยวจะให้ผู้ที่ได้บรรจุในรอบ 1-3 ได้มีการโอนย้ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 ต.ค. หลังจากนั้นจะมีการเรียกมาเติมทดแทนในส่วนที่มีการเพิกถอนไป และมีการขอใช้บัญชีจากท้องถิ่นทั่วประเทศใหม่ โดยจะมีการเรียกมารายงานตัวในวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งเป็นไปตามปฏิทิน แม้อาจจะมีเหลื่อมวันบ้างในเรื่องของเอกสาร แต่คิดว่า จะไม่ขยับไปมากกว่านั้น เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้ ในรอบ 1-3 ที่โดนลัดคิวไป และรอบ 4 ที่มีการรอบรรจุอยู่ ซึ่งหลังจากนี้บัญชีจะวิ่งไปตามระบบ

เมื่อถามถึงมาตรการป้องกันในอนาคต เพื่อให้เกิดความโปร่งใส นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการตรวจสอบในหลายภาคส่วน และมีความคืบหน้าออกมาเรื่อย ๆ อีกทั้งยังมีการอายัดทรัพย์สิน ซึ่งมาตรการในอนาคต นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ก็กำลังดำเนินการอยู่ว่า หากมีการทุจริตจะต้องเป็นไปแบบไหนอย่างไร เช่น จะมีการขึ้นแบล็คลิสต์ หรือต้องให้ออกจากราชการ ส่วนการสอบในอนาคต ขณะนี้กฎหมายใกล้จะแล้วเสร็จ และทางสมาชิกวุฒิสภาได้ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์วิธีการสอบให้มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานมากขึ้นโดยอ้างอิงหลักจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก

เมื่อถามว่า มีรายงานเรื่องของการฟ้องกลับเข้ามาแล้วหรือยัง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มี และที่เราเพิกถอนไปกว่า 4,000 คน ก็ยังไม่มีรายงานกลับมาว่า จะมีการฟ้องกลับ เนื่องจากกระบวนการที่เราทำไป เราไม่ได้แค่แจ้งชื่อเฉย ๆ แต่แนบพยานหลักฐานและข้อมูลให้ทุกคนดูสำหรับบุคคลที่มีข้อสงสัยว่า ตนเองมีคะแนนผิดปกติอย่างไร

สุรเดช ชง รัฐบาลใช้ยาแรงแก้นอมินีต่างชาติ จี้ เชือดไก่ให้ลิงดู ยกเลิกฟรีวีซ่าปิดช่องโหว่

22 กันยายน 2569 เวลา 10:26 น.

‘สุรเดช’ ชง รัฐบาลใช้ยาแรงแก้นอมินีต่างชาติ จี้ เชือดไก่ให้ลิงดู ยกเลิกฟรีวีซ่าปิดช่องโหว่ แนะ แก้กฎหมายเพิ่มโทษคนทำผิดให้รุนแรง หน่วยงานรัฐต้องบูรณาการกัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหานอมินีต่างชาติว่า ทางออกสำคัญในขณะนี้ รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่ใช่เพียงแค่ปรับเงินหรือสั่งปิดกิจการชั่วคราว แต่ต้องบังคับใช้บทลงโทษจำคุกจริงโดยไม่มีการละเว้น เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนต่างชาติและคนไทยที่ยอมเป็นนอมินีกล้ากระทำผิดกฎหมายอีกต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลควรสั่งให้หน่วยงานส่วนกลางลงไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เช่น กองบังคับการปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการแกะรอยเส้นทางการเงิน ฟอกเงิน และตรวจสอบโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อน เข้ามานำในการสืบสวน ก็จะช่วยขุดรากถอนโคนขบวนการได้ แต่หากให้ตำรวจหรือท้องถิ่นในพื้นที่ดำเนินการเองต่อไป อาจติดขัดเรื่องอิทธิพลหรือข้อจำกัดด้านอำนาจได้

นายสุรเดช กล่าวว่า รัฐบาลต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นำโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำกับดูแลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เบื้องต้นต้องตรวจสอบเชิงรุกที่ต้นน้ำ โดยการคัดกรองและเฝ้าระวังการจดทะเบียนบริษัท พร้อมกับตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง ไม่รอให้เกิดความเสียหายที่ปลายทาง รวมถึงทบทวนกฎหมายและสัญชาติ ที่เปิดช่องให้มีการลักลอบให้สัญชาติโดยผิดกฎหมาย พร้อมตรวจสอบย้อนหลังเพื่อปิดช่องโหว่การสวมสิทธิ

นายสุรเดช กล่าวว่า รวมไปถึงการปรับกติกาธุรกิจเฉพาะ ที่ต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์และลดขั้นตอนซ้ำซ้อนใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทางของคนต่างด้าว เพื่อจัดระเบียบใหม่ให้โปร่งใส เพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้น ทั้งผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว สำหรับ 8 ธุรกิจบริการเฉพาะคนต่างด้าว ประกอบด้วย 1.ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 3.ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างบริษัทในเครือ 4.ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ 5.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริการทางการเงินหรือเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ 6.ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 7.ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ8.ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

นายสุรเดช ยังเสนอแนะรัฐบาลว่า 1.ควรกำหนดเงื่อนเวลาว่าจะดำเนินการภายในกี่เดือนเพื่อกระตุ้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 2.ติดตามตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด ที่สมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มทุนนอมินีต่างชาติอย่างเด็ดขาด 3.ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แบบ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ จับเพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดี ยึดทรัพย์ จำคุกและเนรเทศ รวมถึงแบล็คลิสต์ไม่ให้เข้าประเทศไทยอีก 4.ยกเลิกฟรีวีซ่าเพื่อสกัดกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นด่านหน้าในการคัดกรองก่อนออกวีซ่า 5.เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ข้อมูลกับทางราชการ ดังนั้นการบังคับใช้กฏหมายต้องเคร่งครัด เด็ดขาด โปร่งใส เท่าเทียมและเป็นธรรมเพื่อดึงความเชื่อมั่นจากประชาชน รวมถึงรัฐบาลควรนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเชิงรุก

‘รัฐบาลต้องยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า สำหรับกลุ่มประเทศที่มีสถิติการเข้ามาทำธุรกิจนอมินีสูง แม้การยกเว้นวีซ่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่เป็นช่องโหว่สำคัญที่เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนเทาและแรงงานข้ามชาติเข้ามาตั้งรากฐาน ทำมาหากิน และจัดตั้งเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายในไทยได้ง่ายขึ้น’ นายสุรเดช ระบุ

ลุ้น! รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยุบ บอร์ด กสทช. ‘ปกรณ์’ชี้ให้รอศาลตัดสินคดี ‘นพ.สรณ’ 25 ก.ย.นี้

22 กันยายน 2569 เวลา 10:16 น.

“ปกรณ์” ชี้ รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ก่อนครบวาระได้ แต่ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ประโยชน์สาธารณะ แนะ ให้รอฟังศาลปกครองตัดสินคดี “นพ.สรณ” ศุกร์นี้

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ยุบบอร์ด กสทช. แล้วสรรหาใหม่ว่า ตามข้อกฎหมายหากออก พ.ร.ก.ต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงประโยชน์สาธารณะ

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในบอร์ด กสทช. ที่ไม่สามารถดำเนินการวาระประชุมที่สำคัญ เช่น การจัดทำแผนแม่บททีวีดิจิทัลก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตในเดือน เม.ย.72 และแนวทางกำกับ OTP หรือกิจการเหนือโครงข่าย เข้าข่ายหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องอยู่ที่ศาลปกครอง รอให้ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในวันที่ 25 ก.ย.69 เวลา 15.00 น. ซึ่งเชื่อว่าจะได้ข้อยุติ แต่อย่าไปคาดเดาคำพิพากษา ขอให้รออย่างเดียวแล้วค่อยว่ากัน หากเดาไปจะไปคนละทิศละทาง ส่วนตัวมองว่าวาระสำคัญที่จะสิ้นสุดอายุปี 72 ก็ยังมีเวลาอยู่ แต่จะพยายาม ซึ่งประเด็นปัญหานี้ควรจะแก้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำช่วง 2 ปีสุดท้าย แต่เชื่อว่าคงมีการเตรียมพร้อมกันมานานแล้ว

เมื่อถามถึงมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ก่อนสิ้นสุดวาระ 6 ปี นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ขอให้รอคำพิพากษาของศาลก่อน

แฟนคลับ ‘อภิสิทธิ์’ ด่าแสบ ‘การศึกษาไม่ช่วยอะไร’ ปม ‘ดร.รัชดา’ โพสต์แซะ รองเท้าส้มฟ้า สำหรับฝ่ายค้านชัดๆ

22 กันยายน 2569 เวลา 10:12 น.

สืบเนื่องจากกรณีที่ ดร.รัชดา ธนาดิเรก ได้โพสต์ภาพของตนเองขณะลองสวมรองเท้าผ้าใบสีส้มตัดกับสีฟ้า พร้อมระบุแคปชันหยอกล้อว่า “ซื้อดีไหมเนี่ย ลด50% ส้มฟ้า ใส่แล้วจี๊ดจ๊าด สำหรับฝ่ายค้านชัดๆ” ทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “I am MarkVej-Fanclub” ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์ข้อความโต้ตอบกรณีดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า

“สิ่งที่แอดดีใจที่สุดคือ..

หัวหน้าอภิสิทธิ์โทรช้าไป 2 ชม.

#พระแม่ธรณีท่านศักดิ์สิทธิ์จริง🙏

แอดชอบการแสดงออกของ”ด็อก”จังครับ!! เพราะมันยืนยันให้สังคมเห็นชัดว่าการศึกษาไม่ได้ช่วยอะไร..

#เวลาไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนหากแต่ความกระหายที่ซุกอยู่ใต้จิตสำนึกถูกปลุกให้ตื่นตามสภาพแวดล้อม

เราจึงเห็นว่า นกม.บางประเภทย้ายคอกแล้วมาตรฐานทางจิตสำนึกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่บ่อยๆในสังคมการเมืองไทย..ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีให้เห็นหน้าสื่อ..

#นกมรุ่นใหม่ที่ย้ายมา2พรรคแล้วหันไปด่าพรรคเก่าหมด

แต่ร้อยทั้งร้อย”ไอ่ประเภทย้ายรังใหม่สุมไฟรังเก่า”กรรมสนองทั้งนั้นครับ!!

#พวกเนรคุณอกตัญญูหาความเจริญในชีวิตยาก

นกม.ที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในอดีตไม่เคยมีใครมีจุดจบที่ดีจากการโจมตีพรรคเดิมสักราย..

#ชีวิตเหมือนถูกสาปไว้ใต้คำปฏิญานพรรคที่ถือกำเนิด..

และโดยเฉพาะพวกด้อยค่าเหยียบย่ำพรรคเก่าที่ฟูมฟักมาจนปีกกล้าขาแข็ง

แล้วออกไปปากดีจิกตี/กัดแซะพรรคเก่า

📍อันนี้แค่เข้ามาชมว่า”รองเท้าสวย”ครับ

ดูมันสมัยลับกับใบหน้า”ด็อก”ดี..สีสันก็สดใส

#แต่จะให้ดีเปลี่ยนหมวกด้วยครับใบสีน้ำเงินที่ใส่อยู่ดูจากสภาพแล้วคงคุ้มกะลาหัวได้ไม่นานหรอก

(เอาสีแดงหรือสีเขียวก็ได้จะได้ครบทุกสี..ในชีวิตที่ไม่ยึดติดกับจุดยืน)🤭

ปล. ถึงแค่เคยเจอไม่รู้จักแบบสนิทแต่มีเรื่องเดียวที่จะขอ..ถ้าวันนี้”ด็อก”กล้าแสดงออกชัดเจนถึงขนาดนี้..

#ไปให้สุดอย่ากลับมาเหยียบชายคาประชาธิปัตย์นะครับ!!

แอดมิน🐷“

พร้อมกันนี้ยังคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า

“ถ้าด้อยค่าปชป.ขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีกต่อไป”

สุชาติ โชว์วิสัยทัศน์ไทยเวทีโลก ดันไม้ถูกกฎหมาย–ยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจสีเขียว

22 กันยายน 2569 เวลา 09:43 น.

22 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย พร้อมด้วยนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ และคณะ เข้าร่วมการประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน เวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการค้าไม้ถูกกฎหมาย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นายสุชาติกล่าวปาฐกถาพิเศษในเวที GLSTF 2026 ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประเทศไทยได้เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์จากไม้เศรษฐกิจ โดยไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถปลูก ดูแล และใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมาย ช่วยลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ประชาชน เกษตรกร และภาคเอกชนสามารถพัฒนาไม้เศรษฐกิจให้เป็นทั้งแหล่งรายได้และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วและไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งวัตถุดิบไม้ภายในประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก การจัดการ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยให้ความสำคัญกับไม้จากแหล่งถูกกฎหมาย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายสุชาติกล่าวอีกว่า การส่งเสริมไม้เศรษฐกิจยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไม้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“การพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ในยุคใหม่ไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติและทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ประเทศไทยพร้อมใช้เครือข่าย GLSTF ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อส่งเสริมการใช้ไม้ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไม้ที่เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว” นายสุชาติกล่าว

วราวุธ เร่ง SME รับมือ ESG ก่อนหลุดตลาด ชู Thailand SD SME Awards 2026

22 กันยายน 2569 เวลา 09:41 น.

“วราวุธ” เร่ง SME รับมือ ESG ก่อนหลุดตลาด ชู “Thailand SD SME Awards 2026” ทางลัดติดอาวุธธุรกิจยั่งยืน ฟรี!

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จาก “ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล” (ESG ) ที่กำลังกลายเป็นทั้งมาตรฐานทางธุรกิจและเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน โดยเฉพาะมาตรการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 3 ปี 2570 ขณะที่ข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ทำให้ ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

หากเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ทัน อาจกระทบโอกาสส่งออก การเปิดตลาดใหม่ และการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเสี่ยงถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้ารายใหญ่ ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินธุรกิจอาจเพิ่มขึ้นจากการต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตและดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่

“ดังนั้น เอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐาน ESG เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายวราวุธ กล่าว

จุดท้าทายของเอสเอ็มอี คือการเข้าถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีต้นทุนและอาจเป็นภาระสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทรัพยากรและความพร้อมมากกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมอบนโยบายให้หน่วยงานในกำกับเร่งสร้างกลไกสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวและนำมาตรฐาน ESG มาใช้ได้จริง

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ดำเนินโครงการ “Thailand SD SME Awards 2026” ร่วมกับสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนกว่า 15 แห่ง

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงค้นหาเอสเอ็มอีที่มีผลงานด้านความยั่งยืนโดดเด่นเพื่อมอบรางวัล แต่ต้องการทำหน้าที่เป็น “สปริงบอร์ด” หรือทางลัดให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น โดยมีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สนับสนุนตลอดกระบวนการ ที่สำคัญ ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้โครงการนี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ ปรับตัว และเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ก่อนที่มาตรฐานด้านความยั่งยืนจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันมากไปกว่านี้” นายวราวุธ กล่าว

โครงการเปิดรับเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. Efficiency Leader ธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร 2. Green Pioneer ธุรกิจที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3. Adaptive Champion ธุรกิจที่มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติ วิกฤต และเหตุการณ์ไม่คาดคิด และ 4. Impact Maker ธุรกิจที่สร้างคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ผู้เข้าร่วมโครงการทุกรายจะได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร การให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจสู่มาตรฐานความยั่งยืน การเชื่อมโยงเข้าสู่รายชื่อธุรกิจที่มีความยั่งยืนสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทขนาดใหญ่และภาครัฐ ตลอดจนโอกาสเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ค้ารายใหญ่ และเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจสีเขียวอัตราดอกเบี้ยพิเศษจาก SME D Bank

นอกจากนี้ CBiS นำโดยนายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการ CBiS จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเอสเอ็มอีกับมาตรฐาน ESG โดยรอบแรกจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติและเข้ารับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 300 ราย ก่อนคัดเหลือ 16 ราย หรือด้านละ 4 ราย เข้าสู่การพัฒนาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ และคัดเลือกสุดยอด 4 ราย เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้นแบบด้านความยั่งยืน เพื่อรับรางวัล Thailand SD SME Awards 2026 ในช่วงต้นปี 2570

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ SME D Bank หรือ LINE Official Account: SME Development Bank สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ส่วนพัฒนาความยั่งยืน SME D Bank โทร. 062-368-3183, 092-760-9177 หรือ Call Center 1357

‘ปณิธาน’ ย้อนความทรงจำ 55 ปีไฟใต้ สะท้อนภาพคนทิ้งถิ่นฐานที่ไม่เคยเปลี่ยน

22 กันยายน 2569 เวลา 09:05 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า 55 ปีผ่านไป​: คนใต้จะไปทางไหน

ช่วงปี​ 2513-2523 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้​ (ศอ.บต.)​ และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท. 43) เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยการพัฒนาควบคู่​กับการปราบปราม​ในปี​ 2524​ นั้น ความรุนแรง​ในสามจังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้​ (จชต.) ถือว่า​ “ตึงเครียดที่สุด” (อ้าง​ “ขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย” ฐานข้อมูล​การเมืองการปกครอง​ สถาบันพระปกเกล้า, 2549)

ในช่วงปี​ 2513-2514 นั้น​ ผมเรียนอยู่ชั้นป.3-ป.4 ที่โรงเรียนถนอมศรีศึกษา​ อำเภอ​เบตง​ จังหวัดยะลา​ คุณแม่บอกว่าจะส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่หาดใหญ่​ และบอกเหตุผลสั้นๆ​ ว่าจะได้เรียนในโรงเรียนใหม่ที่ช่วยให้เก่งขึ้น​ (สมัยนั้นเข้าใจกันว่าคนที่ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำจะต้อง​ “ซน” มากๆ​ หรือครอบครัวไม่ค่อยมีเวลาดูแลใกล้ชิด​ แต่ที่จริงแล้ว​ก็มีข้อดีหลายอย่าง)​

ผมไม่ค่อยเข้าใจอยู่หลายปีว่าทำไมจะต้องย้ายโรงเรียน​ เพราะคิดว่าเรียนได้ดีในลำดับต้นๆ​ ที่เบตง​ ซนก็ไม่มาก​ และพ่อแม่ก็มีเวลาดูแลพวกเราเป็นอย่างดี​ ที่สำคัญ​ เรามีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน

หลายปีผ่านไป​ โดยเฉพาะหลังจากคุณพ่อถูกทำร้ายเสียชีวิต​ในปี​ 2520 คุณแม่ก็บอกว่าที่ได้ทยอยส่งลูกๆ​ ทั้งหมดสี่คนออกจากพื้นที่นั้น​ ก็เพราะกลัวว่าพวกเราจะไม่ปลอดภัย

ผ่านไปกว่า​ 55 ปี​แล้ว​ ความรู้สึก​ต่างๆ​ ทั้งภาพ​และเสียง​ที่คุยกันในวันที่ต้องย้ายออกจากบ้าน​ ไปอยู่โรงเรียนประจำ​เมื่อวันที่​ 16 พฤษภาคม​ 2514​ นั้น​ ยังจำกันได้ดีเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

หลายปีที่ผ่านมา​นี้ มีรายงานข่าวเป็นระยะๆ​ ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยย้ายออกจากสามจังหวัดชายแดน​ภาคใต้​ น่าเป็นห่วงมากครับ​ ขอให้กำลังใจทุกคนที่ต้องทิ้งถิ่นฐาน​ ย้ายออกจากพื้นที่​ และไม่ได้อยู่กับครอบครัวในทุกวันนี้​ และขอให้ทุกคนที่ยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยด้วยครับ

“อนุทิน” สวนกลับเดือด “ศิริกัญญา” ลั่น “รอให้บุญถึงก่อน” หลังถูกแซะขยันเล่นเฟซฯ แต่เมินตอบกระทู้สภา

22 กันยายน 2569 เวลา 08:55 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนหน้าปัดการเมือง เมื่อเกิดการปะทะคารมข้ามโซเชียลระหว่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

จุดเริ่มต้นของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแนบภาพที่นายอนุทินแชร์ข่าวความเห็นของตนเองในประเด็น “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” โดย น.ส.ศิริกัญญา ได้ระบุข้อความฝากข้อเสนอแนะแกมประชดประชันว่า “ขยันเล่นเฟซ อ่านทุกโพสต์ แต่ไม่อ่านกฎหมายก่อนเซ็น (คำที่ถูกต้องคือ ‘เซ็น’) ถ้าว่างขนาดนี้ รบกวนมาตอบกระทู้ที่สภาให้เป็นบุญตาหน่อยค่ะ” เพื่อทวงถามถึงความรับผิดชอบในการเข้าตอบกระทู้ถามสดของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ปล่อยผ่านประเด็นนี้ โดยได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวเข้าไปคอมเมนต์ตอบกลับข้อความของ น.ส.ศิริกัญญา ผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์ ด้วยประโยคสั้นๆ แต่สะเทือนไปทั้งโซเชียลว่า “รอให้บุญถึงก่อนนะครับ”

การตอบโต้ไปมาในครั้งนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตได้อย่างล้นหลาม โดยหลายฝ่ายยังคงจับตาดูความเข้มข้นของการทำหน้าที่ในสภาฯ และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในวาระถัดไป