ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

ไชยชนก มั่นใจ ปมเขากระโดง ไม่เป็นจุดอ่อนรัฐบาล ขอย้ำคำเดิมเรื่องเอกสารสิทธิ์ยึดความถูกต้อง ชี้ ปู่ชัยเซ็นคืนส่วน 6 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง รายละเอียดขอทีมกฎหมายดำเนินการ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทวงถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเขากระโดง ว่า ตามที่ได้ศึกษาข้อมูลมาขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการกฎหมาย และขอยืนยันเหมือนเดิมตามที่เคยบอกในเรื่องของสิทธิ์ และความถูกต้อง 

“สำหรับในส่วนที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นประเด็น คือเรื่องของนายชัย ชิดชอบ เรื่องนี้ผมอยากให้ไปเช็กข้อมูลด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังจากปากผม ซึ่งเรื่องเนื้อที่ที่ปู่ชัยเซ็น เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์มีเพียง 6 ไร่ และเห็นแล้วว่าหากไม่มีเอกสารสิทธิ์ ครอบครัวของเราก็เซ็นอยู่แล้ว อะไรที่ไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกต้อง เราต้องยึดมั่นในความถูกต้อง แต่พื้นที่ที่เหลือมันมีเอกสารสิทธิ์ และเราครอบครองอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ก็ขอปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย” นายไชยชนก

เมื่อถามว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ฟ้องในส่วนของที่ดินที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชิดชอบหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย ขอให้เป็นเรื่องของทีมฝ่ายกฎหมายมาตอบเพื่อความชัดเจน

เมื่อถามว่า ประเด็นดังกล่าวนี้จะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ”ผมคิดว่าไม่“

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.58 น.

ไชยชนก เปิดใจ ตอบทุกคำถาม ปมดรามาเรื่องแม่–วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง ขอหากจะโจมตีให้พุ่งเป้ามาที่ตน อย่าโฟกัสผิดจุด เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด แม้ไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องมารดา ว่า ตนขอชี้แจงเพียงรอบเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง

นายไชยชนก กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับคุณแม่นั้น ตนทราบว่าได้หย่ากับนายเนวิน ชิดชอบ บิดาของตน ตั้งแต่ตนอายุประมาณ 2–3 ขวบ ซึ่งยังจำความอะไรไม่ได้เลย และเมื่อจำความได้ คุณแม่กรุณา ชิดชอบ เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต

ทั้งนี้ ตนเคยถามเรื่องมารดาที่ให้กำเนิดกับคุณพ่อหรือไม่ ตนเคยถามแต่เป็นคำถามที่คุณพ่อไม่สบายใจที่จะตอบ จึงไม่ได้ถามต่อถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเลิกรากัน โดยทราบว่าคุณแม่มีครอบครัวใหม่ และมีความสุขดี คบกันมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งตนไม่ได้พบหรือพูดคุยกับคุณแม่ โดยเมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ติดตามความเป็นอยู่ของคุณแม่ ซึ่งทราบว่าไม่ได้ลำบากอะไร

ส่วนกรณีคดีปี 2554 ที่ตำรวจบุกทลายบ่อน และมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับมารดาของตนนั้น ตนไม่เคยทราบมาก่อน และเพิ่งมาทราบภายหลัง ทำให้ได้รู้จักคุณแม่มากขึ้น ทั้งนี้ หากฝากอะไรถึงคุณแม่ หากได้เห็นข่าวนี้ อยากบอกว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเป็นอย่างไร ขอขอบคุณที่ให้กำเนิดตนมา และเรื่องที่เป็นกระแสข่าวไม่ได้กระทบความรู้สึก ขอให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

“ส่วนสื่อมวลชนที่มีจุดประสงค์จะทำลายอนาคตทางการเมืองของผม หรือดิสเครดิตผม ขอให้โฟกัสให้ถูกจุด อย่าเบี่ยงไปเรื่องอื่น เพราะคุณแม่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่างคนต่างอยู่ ต่างครอบครัว และทุกคนก็มีความสุขอยู่แล้ว” 

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง คุณพ่อได้ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องอดทน เพราะเราเป็นเป้า และเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยู่ให้ได้ ที่ตนเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีวุฒิการศึกษา ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศถึง 17 ปี แต่เหตุใดจึงมาจบปริญญาตรี ที่ จ.บุรีรัมย์ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เคยปิดบัง เคยเรียน prep school และ high school ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น มีฝึกงาน และสุดท้ายจึงออกจากการเรียนเพื่อไปทำสนามแข่งรถ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ทั้งหมดไม่มีสิ่งใดที่เคยปิดบัง ทั้งเรื่องครอบครัว และการศึกษา

เมื่อถามถึงกระแสวิจารณ์ครั้งนี้ มองว่าเป็นการ “ชกใต้เข็มขัด” หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเป็นมือใหม่ทางการเมือง จะใต้หรือไม่ใต้ไม่ทราบ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตนจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น และยึดจุดยืนนี้

เมื่อถามว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายไปดูแล หากรับได้ก็อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม แต่จะขอปรึกษาทีมกฎหมายก่อน

นายกฯ ผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์

นายกฯ ผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์

นายกฯ ผนึกกำลัง FBI ยกระดับความร่วมมือ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ไซเบอร์

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.53 น.

นายกฯ ย้ำความร่วมมือตำรวจไทย–FBI ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายความมั่นคงรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

10 มิถุนายน 2569เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้จัดการประชุม FBI National Academy Associates Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งที่ 26 ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ 

โดยภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

1. นายกรัฐมนตรีขอบคุณสมาคมนักเรียนเก่าเอฟบีไอ–เอ็นเอ แห่งประเทศไทย (FBI-NAAT) ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 40 ปีของสมาคมฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศมีต่อประเทศไทย และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยกับเครือข่าย FBI National Academy ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

2. นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้พรมแดนมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม จึงไม่สามารถรับมือได้ด้วยการทำงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับ FBI และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยี บุคลากร และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ

3. นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการสานต่อความร่วมมือกับ FBI National Academy Associates และเครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันจะนำไปสู่ความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกประเทศ

4. คณะผู้จัดการประชุมกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นพันธมิตรสำคัญด้านการบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค และขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การสืบสวนและติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการช่วยเหลือผู้เสียหายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การประชุม FBI National Academy Associates Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งที่ 26 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากประเทศต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร กระชับความร่วมมือ และเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศ เข้าร่วม.

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.42 น.

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถัง T59D ให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ยันการข่าวยังไม่พบนำมาชายแดน เตือน ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี ขอคนไทยเชื่อมั่นกองทัพพร้อมตลอดเวลา 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีทางการจีนได้ขอเข้าพบ หลังส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ว่า เมื่อวาน (9 มิ.ย.) ตนเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศเวียดนาม ไปร่วมประชุม และพาผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และมีโอกาสได้พบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องปกติในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่งใหม่ 

เมื่อถามถึงกรณีที่จีนส่งมอบรถถังให้กับกัมพูชา ทางจีนอธิบายเรื่องนี้ให้กับฝ่ายไทยฟังอย่างไรบ้าง พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า จีนและกัมพูชามีการฝึกร่วมกันมานาน ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นรถถังเก่าที่จีนได้รีโนเวทขึ้นมาใหม่ และไทยก็รับทราบมาว่าทางกัมพูชามียุทโธปกรณ์ใหม่ ซึ่งนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ 

เมื่อถามว่าการส่งมอบรถถังในครั้งนี้จะมีผลต่อการป้องกันชายแดนไทยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า คงต้องดูว่ากัมพูชานำมาไว้ที่ไหน ตอนนี้ทางการข่าวรับทราบว่ามีการนำเข้ามาที่ท่าเรือของกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาที่ชายแดน และขณะนี้เรามี Joint Statement ในเรื่องของการนำยุทธโธปกรณ์ และกำลังพลเข้ามาพื้นที่ชายแดน 

เมื่อถามว่าการส่งมอบครั้งนี้ถือเป็นดีลเก่าระหว่างจีนและกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า เป็นดีลเดิมแต่เราไม่ได้ประมาท เรารู้ว่าเป็นดีลเดิมในการฝึกร่วมกัน ที่มีการรับปากกันว่าจะมีการนำยุทโธปกรณ์บางส่วน ซึ่งก็คือรถถัง T59D

เมื่อถามว่าไทยจะมีการโต้แย้งหรือหารือจีนในประเด็นนี้หรือไม่ เพราะตามสัญญาจะมีการส่งมอบรถถังถึง 93 คัน พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องดูว่ากัมพูชานำมาแล้ว เอามาไว้ในพื้นที่ชายแดนหรือไม่ และทางจีนก็ยังบอกว่าจะมีการส่งมอบเรือให้กับกัมพูชาด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มา

เมื่อถามว่าจะมีการเดินทางหารือกับจีน ในประเด็นนี้หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนน่าจะได้เดินทางไปพบในโอกาสที่รับหน้าที่ใหม่ ซึ่งจะต้องพบทุกประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปฝรั่งเศสมา และเวียดนาม รวมถึงรัสเซีย ที่จะเดินทางไปอีกรอบหนึ่ง 

เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมกัมพูชาถึงมีอาวุธเข้ามาตอนนี้ พล.ท.อดุลย์ มองว่า ตอนที่มีการสู้รบกัน หากเราสังเกตดูหลังจากสู้รบกับไทยจบ เรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบในพื้นที่ เราทราบกันอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่กัมพูชาพยายามจะสร้างกระแสความรักชาติ ให้เกิดขึ้นในประเทศหรือการหาเสียงของเขาภายในประเทศ เราห้ามเขาพูด เขาทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีผลคุกคามกับไทยในทางนโยบาย ซึ่งเราจะสังเกตว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินสายในลักษณะการทูตเชิงรุกกับทุกประเทศ ตั้งแต่ฝรั่งเศส เวียดนาม และขณะนี้กำลังเดินทางไปญี่ปุ่น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เคยเกิดแบบนี้มาก่อน เป็นงานการทูตเชิงรุกที่ทำควบคู่กับงานด้านความมั่นคง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ตนก็มีหน้าที่ของเรื่องนโยบาย และในเรื่องของความพร้อม ขอให้เชื่อว่า กองทัพ กองกำลัง และหน่วยในพื้นที่ มีความพร้อม ส่วนการยั่วยุมันมีอยู่แล้ว กัมพูชาต้องการให้เราทำตามในสิ่งที่ต้องการ แต่เราก็ต้องทำตามเจตนารมณ์ เดิมในการพูดคุยตาม Joint Statement ต้องยืนยันตามนี้ กัมพูชาอยากให้มีการพูดคุยในวง JBC และ GBC แต่หากกัมพูชาไม่ทำตาม Joint Statement เรายืนยันว่า ขอให้มั่นใจในศักยภาพกองทัพ ในตัวรัฐบาล และทุกหน่วย 

เมื่อถามว่ามีการนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่สมเด็จฮุนเซนประกาศทวงคืนดินแดนจากฝ่ายไทย พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่า สมเด็จฮุนเซนพูดจริงหรือไม่จริง ในเรื่องการทวงพื้นที่ ทั้งด้านการทูตและการใช้กำลัง แต่ถ้าใช้กำลังหากมีการคิดในเชิงนี้ เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรี ก็บอกแล้วว่าให้ท่านคิดดีๆ 

เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างไร พล.ท.อดุลย์กล่าวย้ำว่า ตนก็บอกแล้วว่า ถ้าท่านจะใช้กำลังก็ให้ท่านคิดดีๆ 

‘วราวุธ’ เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด ‘ซิน เคอ หยวน’ ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

'วราวุธ' เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด 'ซิน เคอ หยวน' ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

‘วราวุธ’ เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด ‘ซิน เคอ หยวน’ ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.35 น.

เวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งว่า จากการรับฟังรายงานจากกรมโรงงานฯ การเปิดหรือปิดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการปิดหรือเปิดจะไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่ได้รับรายงานในเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมโรงงานฯ ยื่นเป็นข้อเสนอในการปิดโรงงาน วันนี้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามตัวบทกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 11 มิ.ย. ฝ่ายค้านอาจจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ตนจะได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลชุดนี้

ขู่สั่งปิดซ้ำ หากคุณภาพเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.

เมื่อถามว่า สภาพโรงงานได้มาตรฐานจริง แต่ตัวผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่ นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กรมโรงงานฯ จะส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา และหากมีการตั้งกระทู้ถามสด ตนจะได้นำเสนอข้อมูลว่าเป็นอย่างไร และมาร่วมกันหาวิธีแก้ไขให้กับประชาชนได้อุ่นใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงงานได้มาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยแล้ว แต่สังคมและภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีความกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กอยู่ กรมโรงงานฯ สามารถใช้เหตุผลนี้ในการสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้งหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จะเป็นเหตุสำคัญที่เราจะขอให้กลับไปปรับปรุง แต่หากปรับปรุงไม่ได้จะมีการสั่งปิดโรงงานอีกครั้ง

แจงปมไร้ “เตาปรุง” ขัด EIA

เมื่อถามว่า แบบการก่อสร้างโรงงานของซิน เคอ หยวน สตีล ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีกำหนดการสร้างเตาปรุงเพื่อแยกแร่ธาตุที่สกปรก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเหล็กออก แต่ในการก่อสร้างจริงไม่มีเตาปรุง นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานด้วยวาจา เตาปรุงทางโรงงานได้แจ้งมาว่า โรงงานสามารถใช้เตาที่มีอยู่ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เตาปรุง

แต่วันนี้ตนจะดูรายละเอียดในเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวัน 11 มิ.ย. ต่อที่ประชุมรัฐสภา

เวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งว่า จากการรับฟังรายงานจากกรมโรงงานฯ การเปิดหรือปิดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการปิดหรือเปิดจะไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่ได้รับรายงานในเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมโรงงานฯ ยื่นเป็นข้อเสนอในการปิดโรงงาน วันนี้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามตัวบทกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 11 มิ.ย. ฝ่ายค้านอาจจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ตนจะได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลชุดนี้

ขู่สั่งปิดซ้ำ หากคุณภาพเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.

เมื่อถามว่า สภาพโรงงานได้มาตรฐานจริง แต่ตัวผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่ นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กรมโรงงานฯ จะส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา และหากมีการตั้งกระทู้ถามสด ตนจะได้นำเสนอข้อมูลว่าเป็นอย่างไร และมาร่วมกันหาวิธีแก้ไขให้กับประชาชนได้อุ่นใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงงานได้มาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยแล้ว แต่สังคมและภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีความกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กอยู่ กรมโรงงานฯ สามารถใช้เหตุผลนี้ในการสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้งหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จะเป็นเหตุสำคัญที่เราจะขอให้กลับไปปรับปรุง แต่หากปรับปรุงไม่ได้จะมีการสั่งปิดโรงงานอีกครั้ง

แจงปมไร้ “เตาปรุง” ขัด EIA

เมื่อถามว่า แบบการก่อสร้างโรงงานของซิน เคอ หยวน สตีล ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีกำหนดการสร้างเตาปรุงเพื่อแยกแร่ธาตุที่สกปรก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเหล็กออก แต่ในการก่อสร้างจริงไม่มีเตาปรุง นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานด้วยวาจา เตาปรุงทางโรงงานได้แจ้งมาว่า โรงงานสามารถใช้เตาที่มีอยู่ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เตาปรุง

แต่วันนี้ตนจะดูรายละเอียดในเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวัน 11 มิ.ย. ต่อที่ประชุมรัฐสภา

ขอบภาพจากเฟซบุ๊ค: ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.34 น.

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง ขณะที่รมต.ลาประชุม 4 คน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 08.20 น. พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานสมาคมนักเรียนเก่า FBI-NA แห่งประเทศไทย นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายแอนดรูว์ เบลีย์ รองผู้อำนวยการร่วมสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (FBI) และนายเบนจามิน จี. เวอร์ชิว ผู้ช่วยทูตฝ่ายกฎหมาย สำนักงานตำรวจสืบสวนกลาง สหรัฐอเมริกา เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเยี่ยมคารวะเนื่องจากเมื่อวันที่ 9มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ได้จัดประชุม The 26th FBI National Academy Associates (FBINAA) Asia Pacific Chapter Retraining Conference อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันต่อต้านองค์กรอาชญากรข้ามชาติในยุคดิจิทัล โดยคาดว่าจะมีการหารือเป็นการภายใน เรื่องความร่วมมือรองรับอาชญากรรมที่ซับซ้อน และไร้พรมแดน 

จากนั้นเวลา 10.00 น.นายกฯเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยการประชุมผู้สื่อข่าวถามนายกฯถึงรองผู้อำนวยการFBI เข้าพบ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีการหารือประเด็น ความร่วมมือเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เขาชื่นชมไทยมากในทุกเรื่อง

ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีลาประชุม 4 คน คือ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และพล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.29 น.

“อนุชา”เบอร์ 5 รับฟังปัญหาชาวหนองแขม ชูแก้คลองเน่า-ดึงรถเมล์ Feeder เสริม ผุดไอเดีย”QR Code แผงค้า”สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ ลบคำสบประมาท”ผู้ว่าฯ คนไหนก็แก้ไม่ได้”

10 มิถุนายน 2569 หลังลงพื้นที่เขตบางบอนช่วงเช้า นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 มาลงพื้นที่ต่อที่ตลาดวัดหนองแขม ร่วมกับ ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 โดยรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนหลายด้าน ทั้งน้ำท่วมขัง คลองเน่าเสีย ระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ครอบคลุม รวมถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยค้าขาย

นายอนุชา ระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันคือ “น้ำท่วมและน้ำรอระบาย” รวมถึงสภาพน้ำในคลองที่เน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น จนไม่สามารถใช้สัญจรทางเรือหรือใช้ชีวิตริมน้ำได้ตามปกติเหมือนในอดีต โดยมีแนวทางแก้ไขคือการบูรณาการระบบระบายน้ำ เพิ่มสถานีสูบน้ำ นำเทคโนโลยีมาจัดการการไหลเวียนของน้ำคล้ายระบบจราจรอัจฉริยะ และฟื้นฟูสภาพคลองให้กลับมาใสสะอาด

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความยากลำบากในการเดินทาง ชาวบ้านต้องเดินทางไกลกว่า 10 กิโลเมตรเพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะเส้นทางหลัก โดยนายอนุชาเตรียมผลักดัน “ระบบรถเมล์สายรอง (Feeder)” เข้ามาเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อการเดินทาง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณยานพาหนะส่วนตัว และแก้ปัญหามลภาวะรวมถึงฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปัญหาในบริเวณตลาดที่พบว่ามีแรงงานต่างด้าวเข้ามาสวมสิทธิ์ตั้งแผงค้าขาย นายอนุชาได้เสนอนโยบายจัดระเบียบผ่าน ระบบสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ค้าได้อย่างโปร่งใส ว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์ตัวจริง เช่าช่วงมา หรือตั้งแผงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อถูกถามถึงเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่มองว่า “ผู้ว่าฯ คนไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้” นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาระยะสั้นแบบขอไปที แต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่รากฐานเพื่อความยั่งยืน (เมืองฟ้าอมร) แม้บางโครงการ เช่น โรงงานกำจัดขยะ จะต้องใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 1 วาระ (4 ปี) ก็พร้อมที่จะเริ่มต้นและผลักดันงบประมาณร่วมกับ ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนผลโพลล์สำรวจความนิยมขณะนี้ นายอนุชา กล่าวว่า มองเป็นแรงผลักดันให้ต้องทำงานหนักขึ้น ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์นโยบายให้ประชาชนรับทราบมากขึ้น พร้อมชูจุดแข็งของ ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่เคยทิ้งพื้นที่และทำงานดูแลพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงท้าย นายอนุชาได้กล่าวถึงกระแสข่าวการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารชุดเก่า โดยระบุว่า 1 ใน 5 นโยบายหลักของตน คือ “การบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้” ปัจจุบันเตรียมนำแพลตฟอร์มตรวจสอบของรัฐที่เคยใช้ระดับชาติมาปรับใช้กับ กทม.การหยิบยกประเด็นข้อสงสัยขึ้นมาพูดถึงไม่ใช่การโจมตี หรือดิสเครดิต แต่เป็นไปเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งหากตรวจสอบแล้วโปร่งใส ประชาชนก็จะได้เกิดความสบายใจและเชื่อมั่นในการบริหารงานของ กทม.ต่อไป

– 006

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.12 น.

10 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทกรุงเทพโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นการสำรวจในรอบที่ 2 ภายหลังจากการสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 5 – 7  มิถุนายน 2569 จากจำนวน 2,391 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งในรูปแบบของออนไลน์และการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในประเด็น “เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 2569” ต่อข้อคำถาม ดังนี้

ท่านติดตามข่าวสารการเมืองกรุงเทพมหานครบ่อยเพียงใด พบว่า คนกรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งสัปดาห์ละหลายครั้ง ร้อยละ 31.5 , นานๆ ครั้ง ร้อยละ 29.1 , ติดตามทุกวัน ร้อยละ 26.5 และไม่เคยติดตามเลย ร้อยละ 12.6

แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ พบว่า แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุดคือสื่อโทรทัศน์ ร้อยละ 26.8 , TikTok ร้อยละ 24.1 , Facebook ร้อยละ 23.5 , ข่าวออนไลน์ ร้อยละ 9.7 , การลงพื้นที่ของผู้สมัคร ร้อยละ 5.7 , คนในครอบครัว/เพื่อน ร้อยละ 3.5 , YouTube ร้อยละ 2.9 และอื่นๆ ร้อยละ 1.5

พรรคการเมืองที่ชื่นชอบและจะสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พบว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ยึดติดพรรคการเมืองโดยสนับสนุนผู้สมัครอิสระ 37.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 22.2 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.8 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.4 , กลุ่มคนทำงาน ร้อยละ 3.7 , กลุ่มเพื่อนมัลลิกา ร้อยละ 3.7 และกลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อยละ 0.8

บุคคลที่ท่านจะสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มากที่สุด พบว่า บุคคลที่ประชาชนอยากสนับสนุนมากที่สุด 6 อันดับแรกคือ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 69.1

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ร้อยละ 10.0

นายอนุชา บูรพชัยศรี ร้อยละ 4.0

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 3.6

นายชาญเทพ เสสะเวช ร้อยละ 1.4

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ร้อยละ 1.1

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พบว่า การเลือกตั้ง สก.ยังคงให้ความสำคัญกับผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 33.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 25.9 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.5 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.5 และอื่นๆ ร้อยละ 3.7

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครสมาชิสภากรุงเทพมหานคร (สก) ในเขตของท่านอย่างไร พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 48.1 , ยังคงเลือกผู้สมัคร สก.คนเดิม ร้อยละ 40.7 และผู้สมัครคนใหม่ ร้อยละ 11.1

‘ศุภจี’ เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

'ศุภจี' เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

‘ศุภจี’ เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.58 น.

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ ว่า จากกรณีดังกล่าวการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาวเราจะต้องช่วยกันหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อที่จะไม่ให้มีการพึ่งพาตลาดใดเพียงตลาดเดียวมากเกินไป

เมื่อถามว่ากุ้งที่ไม่ได้ส่งไปมาเลเซียกว่า 400 ตันต่อเดือนจะกระจายในประเทศได้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า พออยู่แล้ว ตอนนี้มีการวางแผนว่าจะทำให้ได้ทันที ซึ่งเกษตรกรที่มีปัญหาเราต้องดูแล และพยายามจะดูดซับหาตลาดสร้างกิจกรรม จับมือร่วมกับโมเดิร์นเทรดส่งไปในโครงการไทยช่วยไทย เชื่อว่าปริมาณกุ้งที่โดนผลกระทบจะบริหารจัดการได้

“ไม่อยากจะพูดว่าศุภจีบอกว่าไม่มีปัญหา ปัญหามันมีและพยายามที่จะช่วยแก้ปัญหาให้มีผลกระทบน้อยที่สุดมากกว่า” นางศุภจี กล่าว

จี้เจรจามาเลเซีย ชี้มาตรการระงับนำเข้ากะทันหันไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามต่อในกรณีของเกษตรกรที่จะต้องปรับตัวหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า กุ้งที่เรามีนั้นยังมีรูปแบบทั้งแปรรูปหรือแช่แข็ง เราก็หาตลาดเพิ่มเติมให้ แต่สิ่งที่เราต้องดูแลคือทำอย่างไรจะเจรจากับมาเลเซียให้เขาเข้าใจว่ากุ้งของเราไม่มีปัญหาอะไร และมาตรการที่เขาระงับนำเข้าทันทีก็ไม่น่าจะใช่มาตรการที่ถูกต้อง ควรจะค่อยเป็นค่อยไป จากหนักไปหาเบา ไม่ใช่หยุดเลยทันที ตนขอให้กำลังใจกรมประมงให้คุยกับทางมาเลเซียให้เรียบร้อย และเรามีหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการประมงที่ได้รับผลกระทบในการช่วยกระจายสินค้าให้มากที่สุด

เมินดราม่า วอนสื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลให้ครบถ้วน

เมื่อถามว่าการเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้เจอดรามาหลายเรื่องรู้สึกท้อหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร ในเรื่องของข้อมูลการสื่อสารมีมากมายที่เป็นข้อเท็จจริงก็เยอะ เวลาที่เราอธิบายเรื่องอะไรที่มีขั้นตอน ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว อาจจะมีคนหยิบประเด็นว่าทำไมไม่แก้ตรงนั้นตรงนี้ เราก็ค่อยๆอธิบายไป มีทั้งโฆษกรัฐบาล โฆษกของพรรค โฆษกของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยดูแลในการสื่อสารข้อมูล และขอฝากสื่อมวลชนให้สื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเท่านั้นเอง

ลั่น “ไม่ท้อ” เตรียมงัดอินโฟกราฟิกแก้ปัญหาการสื่อสาร

เมื่อถามย้ำว่ามีท้อบ้างหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องปรับปรุงในการสื่อสารให้มีคนเข้าใจมากยิ่งขึ้น งานของกระทรวงพาณิชย์เป็นงานที่ดูทั้งระบบจะดูแต่เพียงระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่คนที่จะหยิบไปเป็นประเด็นมักดูแค่ระยะสั้นไม่ดูระยะยาวเลย เราจึงต้องอธิบายตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการสื่อสารโดยโฆษกกระทรวงพาณิชย์จะทำเรื่องอินโฟกราฟฟิกให้เห็นห่วงโซ่ทั้งระบบด้วย

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.43 น.

10 มิถุนายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Adul A Day l Team Thailand Plus [????????]

ภารกิจที่เวียดนามสำเร็จลุล่วงด้วยดีครับ

เบื้องหลังทุกความสำเร็จ คือการทำงานร่วมกันของคนหลายฝ่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ประเทศไทย

ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำหน้าที่เพื่อชาติครับ [????????]

#AdulADay #อดุลย์อะเดย์
#TeamThailandPlus
#ทำทันทีรวมเป็นหนึ่งจึงชนะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 – 9 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนาม และภาคเอกชน เพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้แทนระดับสูงของไทย ประดอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ , นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม , นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชน ระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น