พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ มีผลบังคับใช้แล้ว ก้าวสำคัญรัฐบาลดิจิทัล เข้มคุ้มครองข้อมูล ปชช.

พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ มีผลบังคับใช้แล้ว ก้าวสำคัญรัฐบาลดิจิทัล เข้มคุ้มครองข้อมูล ปชช.

พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ มีผลบังคับใช้แล้ว ก้าวสำคัญรัฐบาลดิจิทัล เข้มคุ้มครองข้อมูล ปชช.

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.25 น.

พระราชกฤษฎีกาเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐมีผลบังคับใช้แล้ว ก้าวสำคัญรัฐบาลดิจิทัล โปร่งใส ตรวจสอบได้ คุ้มครองข้อมูลประชาชนเข้มงวด

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในการควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น มีผลบังคับใช้แล้ว สาระสำคัญคือ

กำหนดให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นเพื่อใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐ และจัดสวัสดิการต่างๆให้แก่ประชาชนแบบมุ่งเป้าได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อันจะทำให้การกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่างๆของราชการ การให้บริการภาครัฐและการจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำและให้บริการของภาครัฐลดภาระแก่ประชาชน สร้างความโปร่งใสในภาครัฐ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐด้วยกันตามที่หน่วยงานของรัฐนั้นร้องขอ

หน่วยงานของรัฐที่ร้องขอมีหน้าที่รักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เปิดเผยระหว่างกันนั้นไว้ไม่ให้มีการเปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่

นางสาวรัชดากล่าวว่า กฎหมายนี้เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน รองรับการนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินการต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูล และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในทุกขั้นตอน ไม่ให้เกิดการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เกินวัตถุประสงค์หรือรั่วไหลสู่บุคคลที่ไม่มีอำนาจหน้าที่

“รัฐบาลได้เสนอให้มีการออกกฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับระบบราชการให้มีความทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการยกระดับการบริการประชาชน ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานของรัฐจัดเก็บข้อมูลไว้แยกส่วน ทำให้ประชาชนต้องยื่นเอกสารซ้ำหลายครั้ง และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้การให้บริการล่าช้า สิ้นเปลืองงบประมาณ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบราชการดิจิทัล”นางสาวรัชดา กล่าว

ลุยตรวจ ทุจริตสอบท้องถิ่นปี ป.ป.ช. ขีดเส้นปิดจ็อบใน 3 – 6 เดือน

ลุยตรวจ ทุจริตสอบท้องถิ่นปี ป.ป.ช. ขีดเส้นปิดจ็อบใน 3 - 6 เดือน

ลุยตรวจ ทุจริตสอบท้องถิ่นปี ป.ป.ช. ขีดเส้นปิดจ็อบใน 3 – 6 เดือน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.18 น.

‘สุรพงษ์’ เผยเตรียมนำเสนอข้อมูล “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนสัปดาห์หน้า พร้อมประสานคณะกรรมการตรวจสอบที่มหาดไทยตั้งเร่งรัดคดีให้แล้วเสร็จภายใน 3 – 6 เดือน

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 69  นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้ากรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง สังกัดกระทรวงมหาดไทย กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีดำเนินการโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยทำการกำหนดคุณลักษณะ TOR ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ  ร่วมกันจัดทำผลคะแนน   และแก้ไขคะแนนผลสอบเพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้เข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นกว่า 3,000 ราย และทำการเรียก รับเงินค่าตอบแทนเพื่อบรรจุบุคคลให้เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น รายละไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ตามที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วนั้น   สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงว่าการดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นในเรื่องดังกล่าว ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐาน และจะเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และรวมถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนตามที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น จะได้ประสานงานและมอบหมายให้พนักงานสอบสวน ไปดำเนินการในความผิดที่เกี่ยวข้อง  เกี่ยวกับการปลอมเอกสาร หรือการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์  พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไปและในส่วนของธุรกรรมทางการเงินและการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ
ผู้ที่เกี่ยวข้อง จะมีการดำเนินการไปพร้อมกัน

ส่วนกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งขึ้นนั้น  จะมีการประสานความร่วมมือและการทำงานร่วมกันตามหน้าที่และอำนาจในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  การไต่สวนข้อเท็จจริงบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. วางกรอบการทำงาน  เพื่อเร่งรัดคดีให้แล้วเสร็จภายใน 3 – 6 เดือน เนื่องจากเป็นคดีที่สนใจของประชาชน ส่วนความคืบหน้าของคดีจะแถลงให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สุรพงษ์  อินทรถาวร
สุรพงษ์  อินทรถาวร

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น ข้อมูลทะลัก ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น  ข้อมูลทะลัก  ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น ข้อมูลทะลัก ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น ข้อมูลทะลัก ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ สปน.ชงนายกฯเช็คบิล ทรงศักดิ์ฟ้อง‘ส้ม-กิจ’ เผยรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร ปลัดมท.แจ้งจับเพจดัง

สะเทือน! ทำเนียบรัฐบาล ชาวบ้านแห่ร้องทุจริตสอบท้องถิ่น แจ้งเบาะแสสอบนับร้อย ที่ศูนย์บริการประชาชน หลังนายกฯสั่งเปิดรับจัดเป็นชั้นความลับ ด้าน “ปลัดมท.”แจ้งความเอาผิด “CSI LA” เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปมทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียชื่อเสียง ขณะที่“ทรงศักดิ์ ทองศรี” ดำเนินคดี “ส้ม-กิจ”อัดคลิปพาดพิง สมาคมข้าราชการท้องถิ่นฯ เชื่อบุคคลมีอำนาจบงการเบื้องหลัง ปมโกงสอบท้องถิ่น วอนกันขรก.ผู้น้อยไว้เป็นพยาน “บิ๊กเต่า”ลุยต่อเชือด “ปลัดภูเก็ต”เอี่ยวทุจริตที่ดินสค.เรียกรับเงินรีสอร์ทอีกคดี

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายภายหลังจากนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงถึงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จผ่านเพจเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ต่อสื่อมวลชนที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ11.00น. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

โดยนิติกรผู้รับมอบอำนาจเผยว่าตนได้รับมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีที่ได้มีคลิปวีดีโอปรากฏในสื่อออนไลน์ Facebook Fanpage “CSI LA” โดยแอดมินของ Facebook Fanpage ดังกล่าวกับพวก ได้กระทำการโพสต์ข้อความว่า “แฉคลิปเสียงใหม่ ! เมียปลัดกระทรวง ?? ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน คลิปเสียงล่าสุดมันฟ้องว่าคนที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ “ใหญ่จริง” ถึงกล้าทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน!แต่ตอนนี้มีความพยายามในการ “ตัดตอน” การทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อโยนความผิดทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับจบ! ใครคือตัวการใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง? อยากรู้ว่าเป็นใคร ต้องไปฟังกันในคลิปเอง!” และได้โพสต์คลิปวีดีโอเสียงสนทนาเวลาประมาณ 5.02 นาที

ดูหมิ่นทำให้เสียชื่อเสียง

“อันเป็นการใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโดยมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เป็นเหตุให้ผู้อื่นและปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับความเสียหาย” นิติกรผู้รับมอบอำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหาย และรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ร้องผ่านสายด่วนอีกนับร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีคำสั่งอำนวยความสะดวกในการเสนอเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ได้ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และให้ปลัดสปน.รายงานผลให้นายกฯทราบอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ได้มีประชาชนทยอยส่งเรื่องร้องเรียนการทุจริตเข้ามาพอสมควร และได้มีการแจ้งเบาะแส โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งเรื่องผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์บริการประชาชน ทั้งสายด่วน 1111 ตู้ปณ 1111 ทำเนียบรัฐบาล เว็บไซต์ http://www.1111.go.th. และLine Chatbot โดยยังไม่มีเดินทางเข้ามาร้องเรียนด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ณ เวลา 12.00 น.มีการส่งเข้ามาแล้วร้อยกว่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้ามาร้องเรียนถูกจัดอยู่ในชั้นความลับ และจะมีการรวบรวมสรุปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป และจะมีการแถลงข่าว

“ทรงศักดิ์”แจ้งจับ“กิจ-ส้ม”

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมยื่นฟ้องเอาผิดบุคคลในคลิปเสียงที่สนทนาเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจนได้รับความเสียหายว่า หลังจากตรวจสอบคลิปเสียงช่วงแรกไม่มีการพูดถึงชื่อตนเหมือนมีการดูดเสียงออกไป แต่คลิปที่ออกมาหลังจากนั้นมีชื่อตนเข้าไปเกี่ยว สมัยที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่สมัยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย ในขณะนั้น จนมาถึงช่วงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ควบรมว.มหาดไทย ก็ให้ตนดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทยด้วย และได้มอบหมายให้ตนไปประชุมกองกลาง (ก.) ที่เกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นตนก็ไม่ปฏิเสธ แต่ข่าวที่ออกมาครั้งนี้ทำให้ตนเสียหายเพราะมีเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งตนยืนยันว่า เป็นคนหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้มีการทุจริต เวลาไปเป็นประธานการประชุมกองกลางก็กำชับในเรื่องนี้ ถึงขั้นหากตรวจพบว่ามีการทุจริตมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการจัดสอบต้องรับผิดชอบ หากมีผู้กระทำความผิดอาจจะต้องไปเป็นคดีพิเศษ

ยืนยันว่าเราหามาตรการป้องกันการทุจริต และไปกำหนดใน TOR เช่น กระดาษคำตอบ ต้องสอบในที่สอบ เราทำทุกอย่างแต่ก็มีคนให้ข่าวว่าตนเข้าไปมีส่วน ซึ่งภาพรวมของคลิปต่างๆที่ออกมาคล้ายว่า มีชื่อตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสอบ

“ขอยืนยันว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เป็นการป้องกันไม่ให้มีการทุจริต ข่าวออกมาแล้วหากปมไม่ทำอะไรเลย ทาง ภาษากฎหมาย เขาบอกว่า นิ่งคือการยอมรับ จึงขอใช้สิทธิ์ที่จะฟ้อง โดยในวันพรุ่งนี้ (30 มิถุนายน 2569) ผมจะให้ทีมกฎหมายไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่พูดคุยในคลิป และพาดพิงมาถึงผม ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องในเวลา 10.00 น. ใครพาดพิงถึงปม และทำให้เสียหายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย”

รู้ตัวแล้ว“ส้ม-กิจ”เป็นใคร

เมื่อถามว่าในขณะที่มีการจัดสอบนายทรงศักดิ์ กำกับดูแลกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า นายอนุทิน มอบหมายให้ตนเป็นประธานดูแลกองกลาง แล้วไปเป็นประธานการประชุมตลอด ทั้ง ก.อบจ./ก.เทศบาลและก.อบต.

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนั้นมีการระแคะระคายอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ก็มีแต่ข่าว แต่ยังไม่มีข้อเท็จจริง เราปิดช่องว่างหมด มี TOR เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น การสแกนข้อสอบจริงก่อนนำไปเก็บไว้ในห้องมั่นคง

เมื่อถามว่าขณะนี้ทราบหรือไม่ว่าบุคคลในคลิปเป็นใครบ้าง นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีข้อมูลทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยตรงนี้ พูดได้เพียงชื่อเล่นที่ออกมาในสื่อ ซึ่งเป็นการสนทนากันระหว่าง ผู้หญิงทึ่ชื่อเล่นว่า “ส้ม” และผู้ชาย ชื่อ “กิจ” และตอนนี้เรามีข้อมูลแล้วว่าชื่อจริงชื่ออะไร ซึ่งเมื่อแจ้งความแล้วก็ให้พนักงานสอบสวนเรียกบุคคลเหล่านี้เข้ามาให้ปากคำ ในฐานะที่ทำให้ตนเสียหาย และขอยืนยันว่าไม่รู้จักบุคคลเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเอาชื่อตนไปอ้างได้อย่างไร ตนได้ฟังคลิปหนึ่งบอกว่าไม่รู้จักตน แต่รู้จักคณะทำงาน ตนก็เรียกคณะทำงานมาพูดคุย ก็ไม่มีใครเกี่ยวข้อง ขณะนี้ตนยังไม่รู้ว่าคลิปเสียงที่ออกมาตั้งใจมีจุดประสงค์อะไร เพราะ มีหลายประเด็นพาดพิงหลายบุคคล แต่ที่สรุปได้ คือพูดก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาการจัดสอบท้องถิ่น

เมื่อถามว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเป็นคลิปจริงหรือเป็นคลิป AI นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจ หากเชิญบุคคลที่อยู่ในคลิปมาให้ข้อมูลและบอกว่าไม่ได้พูด คลิปเสียงที่เกิดขึ้นก็อาจเป็น AI ได้ แต่เมื่อมีชื่อตนเข้าไปเกี่ยวข้อง หากไม่ทำอะไร คนอาจจะมองว่าตนยอมรับ อันนี้ตนไม่ยอมรับ ยืนยันความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องและไม่รู้จักกับบุคคลที่มีมีชื่อดังกล่าว

ส.ขรก.ท้องถิ่นออกโรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การจัดสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าจับบุคคลผู้ต้องสงสัยว่าจะมีการกระทำอันเป็นการทุจริตในการจัดสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประจำปี 2568 นั้น สมาคมฯ ในฐานะเป็นองค์กรตัวแทนของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีความกังวลใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว และมีการกล่าวถึงในสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ขอเรียนว่าสมาคมฯ ให้ความสำคัญกับระบบคุณธรรม ความโปร่งใส และความถูกต้องในกระบวนการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงขอถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงเพื่อความเข้าใจมายังพี่น้องประชาชน ดังนี้

การจัดสอบแข่งขันเข้ารับราชการในครั้งนี้ ดำเนินการโดย คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ.ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จ./ก.ท./ก.อบต.)โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการ และมีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นฝ่ายเลขานุการรับผิดชอบงานด้านธุรการและการจัดจ้างสถาบันการศึกษาเพื่อเป็นหน่วยดำเนินการจัดสอบในครั้งนี้

“โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่เพียงรายงานตำแหน่งว่างและอัตราที่ประสงค์จะให้ กสถ. ดำเนินการสรรหาให้เท่านั้น จึงมิได้มีส่วนรับรู้และเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่อาจรับรู้ได้ว่าบุคคลที่ กสถ. สรรหาและจัดส่งมาบรรจุ และแต่งตั้งเป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มาด้วยความรู้ความสามารถของตนเองหรือมาโดยทุจริตหรือไม่”

กันขรก.ผู้น้อยไว้เป็นพยาน

กรณีที่ปรากฏข้อมูลจากสื่อมวลชนว่า มีข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นบางส่วนไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตในครั้งนี้นั้น สมาคมฯ ขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้มีมาตรการคุ้มครองชีวิตของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นให้มีความปลอดภัยและกันตัวไว้เป็นพยานสำคัญโดยเร่งด่วน เพราะสมาคมฯมีความเชื่อว่า ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกลุ่มดังกล่าว ไม่ได้เป็นตัวการหลักในการกระทำทุจริตในครั้งนี้ แต่มีความเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคล หรือบุคคลที่มีอำนาจและบารมีที่เหนือขึ้นไปเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และขอให้หน่วยงานที่ตรวจสอบได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มบุคคลหรือบุคคลเหล่านั้นมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองโดยเร็วต่อไป เพื่อตัดวงจรกระบวนการทุจริตมิให้มีโอกาสได้กระทำผิดอีกในอนาคต พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และเยียวยาผู้ที่สอบได้โดยสุจริตด้วย

สมาคมฯขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้หยุดกระทำการที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อการจัดสอบแข่งขันในครั้งนี้ และควรให้บุคคลที่ถูกสังคมตั้งข้อกังขาได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการทุกคณะที่เกี่ยวข้องไว้จนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ

“บางบัวทอง”บริสุทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครบางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้แถลงการณ์ระบุว่า “แถลงการณ์เทศบาลนครบางบัวทอง” ตามที่ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารในสังคมออนไลน์ในเพจข่าวดังเพจหนึ่งซึ่งมีการเอ่ยชื่อพาดพิงหน่วยงานเทศบาลนครบางบัวทองและได้ส่งผลให้สังคมเข้าใจผิดต่อหน่วยงาน โดยในเพจข่าวได้ให้ข้อมูลว่าเทศบาลนครบางบัวทอง เป็นเครือข่ายกับผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลท่านหนึ่ง แล้วสามารถช่วยให้พนักงานเทศบาลสอบเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้มากถึง 30 คน ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานนครบางบัวทอง ถูกเรียกบรรจุไปไม่ถึง 6 อัตรา เทศบาลนครบางบัวทอง จึงขอแจ้งให้ทราบว่า เทศบาลนครบางบัวทองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดใดกับผู้ทรงคุณวุฒิ การกระทำของเพจข่าวดังกล่าว เป็นการกระทำที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดและขอให้ทำการตรวจสอบข้อมูลและแก้ไขการเผยแพร่ทั้งนี้ ควรระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลและข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม”

จ่อฟัน‘ปลัดภูเก็ต’อีกคดี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีจับกุม นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต เรียกรับเงินแลกบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่นว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การว่ามีการเรียกรับและจ่ายเงินที่เกี่ยวกับการสอบราชการในท้องถิ่นจริง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ บก.ปปป. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายรายหนึ่ง ที่ถูก นายรุ่งเรือง เรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 เกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า เงินจำนวน 1 ล้านบาท ที่ผู้เสียหายคดีแก้ไขเอกสารที่ดินโอนมานั้น มีเงินจำนวน 9 แสนบาท โอนไปใช้คืนให้กับผู้เสียหายในคดีแรกและเงินส่วนต่าง 1 แสน ก็อยู่ในบัญชีของนายรุ่งเรือง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ทั้ง 2 คดี ยังมีผู้เสียหายอีก 3-4 ราย ที่ติดต่อเข้ามายัง บก.ปปป. เพื่อเตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษนายรุ่งเรือง ในคดีเรียกรับผลประโยชน์เพิ่มเติม และตอนนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลถึงกระบวนการ เนื่องจากพบข้อมูลว่า มีขบวนการที่รวบรวมบุคคลที่จะสอบเข้ารับราชการและส่งมาให้นายรุ่งเรือง

ส่วนกรณี นายพิชิต ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ประเด็นนี้ทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการ แต่หากมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นร่วมด้วย ทางตำรวจจะดำเนินการ

ขณะที่วันอังคารนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เตรียมแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ทางด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการสวมสิทธิเข้าสอบแทนในการสอบบรรจุข้าราชการของ ปภ.ว่า ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของตำรวจ ทั้งนี้ต้องขยายผลไปถึงตัวผู้ว่าจ้างต่อไป การกระทำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของงบประมาณไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70  ซัดไร้อนาคต

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต เอกนิติชี้แจงใช้อุ้มศก. ชัชชาติพุ่ง1.5ล้านเสียง

สภาฯถกงบฯปี’70! วันแรก “เอกนิติ” แจงใช้เงินเพื่อประคอง ประชาชน-ศก.-วางรากฐานประเทศแข็งแรง “เน้น 6 ยุทธศาสตร์” สร้างคนดี พัฒนาโครงการพื้นฐาน กระตุ้นศก.ด้าน‘ศิริกัญญา’ซัดจัดงบฯไร้หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง อัดหั่นงบลงทุน แต่ทำถนนยังนำโด่ง ไร้โครงการใหม่ แค่ใส่‘พลัส’ต่อท้าย เหน็บโครงการไหนใส่AI เหมือน‘รหัสเอทีเอ็ม’ได้รับงบมากพิเศษ ขณะที่‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯไร้อนาคต มีใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ การลงทุนต้องกู้ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ80% หากไม่ปฏิรูประบบภาษี

เมื่อเวลา 09.20น.วันที่ 29มิถุนายน2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เสนอร่าง พรบ.งบฯปี70 ต่อสภาฯ แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้ไม่เกิน 3.788ล้านล้านบาท และเพื่อใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะ เมื่อ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท รัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม

รบ.ยันใช้งบประคองภาวะศก.-ปชช.

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลงและความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเข้าใกล้กรอบเพดาน70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน3%ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ ร่างพรบ.งบฯ2570 ทำหน้าที่ ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพและระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพและการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด

ปฎิรูปกฎหมาย+ป้องกันคอรัปชั่น

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัสเมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่วนด้านสังคม ให้ความสำคัญกับนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ปรับหลักสูตรการเรียน สอดคล้องกับการจ้างงานในอนาคต พัฒนาระบบประกันสุขภาพรักษาทุกที่ได้ทันที ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นใช้พลังงานสะอาด การบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อความสะดวก รวดเร็วโปร่งใส และแก้ปัญหาคอรัปชันเชิงโครงสร้าง

วางรากฐานประเทศ6ยุทธศาสตร์

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณ ปี2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง กำหนดไว้ 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายของหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียยน จำนวน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้

จัดระบบสวัสดิการดูแลทุกกลุ่ม

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จำนวน 3.48แสนล้านบาท มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน6.11 แสนล้านบาท มี 8แผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุขและขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.6แสนล้านบาท มี 12แผนงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิการเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้

ใช้งบยึดกรอบวินัยการเงินเคร่งครัด

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวอีกว่า 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม จำนวน 1.37 แสนล้านบาท มี 9แผนงาน เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5และ6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ จำนวน 6.76 แสนล้านบาท มี 7 แผนงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท ร่างพรบ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

‘ไหม’ซัดไร้หนทางแก้ปัญหาศก.

จากนั้น เวลา10.05น.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน3%ต่อจีดีพี กลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่า เรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรัง ที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

รายจ่ายบุคคลากรมากเหมือนเดิม

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆกลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า70%ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆมีไม่มาก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินสมทบ กบข.ที่พบว่า เฉพาะกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีการจ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

ลดงบสร้างตึก-แต่เพิ่มสร้างถนน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป

เย้ยควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งในส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ยและเงินสมทบ กบข.ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000ล้านบาท พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรองเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ ที่เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่อย่างใด

โครงการไหนใส่AIได้งบมากพิเศษ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก โดยมีการปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ พี่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เราต้องการผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆและพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่งบป2570 ยังไม่เห็นว่า จะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้

‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯ70ไร้อนาคต

เวลา11.20น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เป็นการจัดงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสม แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤติเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่สะสมอย่างไรให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณ ที่พบการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด เพียงพอกับงบประจำและการใช้หนี้ เท่านั้น ส่วนงบลงทุนมาจากการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และหารายได้สามารถทำได้เพียงประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้

แนะต้องปฎิรูประบบจัดเก็บภาษี

“ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะเมื่อดูการ จัดเก็บภาษีอากร จะพบว่าสัดส่วนภาษีอากร เทียบกับจีดีพี คงอยู่ 14.6% คือ ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และดำรงอยู่ทั้งที่รู้ถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องสวัสดิการที่สูงขึ้น ผมเสียดายที่นายกฯ หรือ รมว.คลัง ไม่มาฟังสภา ใช้เวลาครึ่งวันอภิปรายย้ำว่าถึงเวลาปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตั้งเป้าว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้เดือนละพันบาท แต่ในงบปี2570 ไม่สามารถเพิ่มให้ได้ รวมถึงไม่เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ไม่สามารถทำให้เงินอุดหนุนเด็กเป็นแบบถ้วนหน้าแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานาน และเชื่อว่าไม่เฉพาะปีนี้แต่จะเป็นไปเรื่อยจนกว่าจะปฏิรูปภาษี” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

งบจ่ายบุคลากรอื้อ-ไร้งบภัยพิบัติ

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร และตนหวังว่าจะไม่หมกมุ่นเพียงการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ งบที่จัดสรรใน ปี 2570 พบว่ามีส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ งบบุคลากร3.8%และงบอุดหนุน5.6% ที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนลงทุนลดลงถึง 13.1% ทั้งนี้การลงทุนไม่มีโครงการใหม่ บางเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง คือ การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประชาชนต้องการ ไม่ปรากฎในร่างงบประมาณ ปี2570 หากบอกว่าการลงทุนไม่พึ่งงบประมาณ แต่หากรัฐบาลกู้เงิน 4แสนล้านบาท เป็นการส่งเสริมนำเข้าโซลาเซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนที่พยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า ประเทศและงบประมาณติดหล่มและจะติดหล่มหากไม่สะสางเรื่องงบที่บานปลาย เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาท ดังนั้น งบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ตนขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ต่อทิศทางของบุคลากร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว

ซัดรัฐบาลทำงบแบบหาเช้ากินค่ำ

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่าไม่ชนเพดาน อยู่ท่ี66% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงิน อีก 1ล้านล้านบาท หากรวมจะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่ม 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดีอีที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบ ไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นอนาคตและเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝ่ายค้านพูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ

‘ชัชชาติ’เข้าวิน‘มัลลิกา’มาที่2

วันเดียวกัน กกต.กทม.ออกประกาศผลนับคะแนนผู้ว่าฯกทม.เรียงตามลำดับผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้รับคะแนน 1,537,784 คะแนน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ได้รับคะแนน 304,494 คะแนน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 ได้ 188,144 คะแนน, นายอนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5) ได้คะแนน 106,739 คะแนน, หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 ได้รับคะแนน 47,728 คะแนนเป็นต้น

‘ชัชชาติ’แต้มสูงประวัติศาสตร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคะแนน ของนายชัชชาติในการ เลือกตั้งปี 2569 ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2518 ทั้งนี้นายชัชชาติได้ทำลายสถิติเดิมของตัวเอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ด้วย

ส่วนผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อ ปี 2565 นายชัชชาติ ได้คะแนนเสียงรวม 1,386,215 คะแนน ขณะที่อย่าง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นได้ไป 254,723 คะแนน และได้อันดับ 3 คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวแทนจากพรรคก้าวไกลขณะนั้นได้ 253,938 คะแนน

ปชน.กวาด ส.ก.22เขต

ส่วนผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จำนวน 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 94.99% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 2,201,738 เสียง ปรากฏว่า พรรคประชาชน ประสบความสำเร็จกวาดเก้าอี้ ส.ก. มาได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 22 เขตพื้นที่ ขณะที่กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่น ๆ มีสัดส่วนคะแนนนำตามมาในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มคนทำงาน ชนะ 11 เขต, พรรคประชาธิปัตย์ ชนะ 8 เขต,กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชนะ 4 เขต,ผู้สมัครอิสระ ชนะ 3 เขต,กลุ่ม Better Bangkok ชนะ 2 เขต

‘กลุ่มเรารักพัทยา’คว้าชัยทีม

ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งเมืองพัทยา จ.ชลบุรี รายงานการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) อย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ได้คะแนน 20,184, อันดับ 2 นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร ได้คะแนน 11,566, อันดับ 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ได้คะแนน 1,077 ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ปรากฏว่าผู้สมัครจากกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 24 คน และเป็นลูกทีมของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง

‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

'ศุภจี' แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 เวลา 18.37 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงภาพรวมการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่ไปกับการวางรากฐานโครงสร้างระยะยาว

เผชิญ 4 ความท้าทายหลักระดับโลกและโครงสร้างประเทศ

นางศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันประเทศต้องเผชิญกับความท้าทาย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจชัดเจน ทำให้การค้าขายยากลำบาก ไทยจึงต้องรักษาสมดุลให้อยู่ตรงกลาง 2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ต้นทุนภาคการเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการสูงขึ้น 3. โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เด็กในระบบน้อยลง จึงต้องเร่งเสริมสร้างทักษะแรงงาน และ 4. โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มีจำกัดนี้ เข้าไปแก้ปัญหาเรื้อรังทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

ยกระดับราคาสินค้าเกษตร บริหารจัดการล่วงหน้าครบวงจร

ในด้านค่าครองชีพและสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมมีแรงงานถึง 30% แต่สร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% รัฐบาลจึงบูรณาการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (เช่น การตั้งล้งชุมชนแปรรูป) และปลายน้ำ โดยเน้นการทำตลาดล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ผลผลิตทุเรียนในปีนี้ที่ออกมามากและลูกเล็กเนื่องจากสภาพอากาศ แต่การวางแผนล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอกระทบงบประมาณมหาศาล ทำให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนภาพรวมสินค้าเกษตรอื่นๆ แม้บางตัวราคาลดลง แต่ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลพยายามประคองสถานการณ์ไม่ให้กลไกนี้ล่มสลาย

ดัน “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” สร้างชุมชนเข้มแข็ง

สำหรับสถานการณ์ข้าว ถือว่าปีนี้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและอุปทานส่วนเกินลดลง รัฐบาลได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินพื้นที่อุปทานล้น เพื่อเข้าไปนำตลาดและชะลอข้าวออกสู่ตลาด พร้อมยกระดับไปสู่ “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” หรือข้าวประณีต โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดีขึ้น นำร่องไปแล้ว 200 ชุมชน และตั้งเป้าขยายเป็น 466 ชุมชนในปีนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับราคาข้าวอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้าดันรายได้ SME แตะ 40% ของจีดีพี

ปัญหาของ SME เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยปัจจุบันกลุ่ม SME สร้างรายได้ประมาณ 35% ของจีดีพี ซึ่งตั้งเป้าผลักดันให้ถึง 40% เพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ผ่านมาได้ดำเนินการฝึกทักษะผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 55,400 ราย และมีผู้เข้าร่วมโปรแกรมกว่า 300,000 ราย รวมถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME นำร่อง 2,000 ราย นอกจากนี้ยังเตรียมศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหาแนวทางลดภาระ รวมถึงส่งเสริมเครือข่ายแฟรนไชส์ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 2 แสนล้านบาท

กวาดล้าง “นอมินี-ทุนเทา” สกัดบัญชีม้าเด็ดขาด

นางศุภจี เน้นย้ำถึงการจัดการปัญหาทุนเทาและนอมินี โดยได้ทำ MOU ร่วมกับ 23 หน่วยงานรัฐ ส่งผลให้การจดทะเบียนตั้งบริษัทชื่อต้องสงสัยลดลงถึง 51.05% มีการตรวจสอบข้อมูลผู้จดทะเบียนเทียบกับฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อสกัดการทำบัญชีม้า ทำให้สถิติบริษัทต้องสงสัยลดลงจาก 549 แห่งในปีก่อน เหลือเพียง 10 แห่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 35 พื้นที่ใน 11 จังหวัด และประสานข้อมูลกับสรรพากร ตำรวจ ปอศ. และ ดีเอสไอ อย่างใกล้ชิด

รุกเจรจาการค้า-ดึง AI บูรณาการข้อมูล 4 กระทรวง

ในด้านการส่งออก รัฐบาลเร่งสร้างสมดุลการค้าผ่านการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเดินหน้าเจรจา FTA และขยายตลาดใหม่ๆ อย่างมาเลเซียและแอฟริกาใต้ เพื่อทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยี AI มาใช้ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวง อว. และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อวิเคราะห์อุปทานสินค้าเกษตรล่วงหน้า ช่วยให้พาณิชย์จังหวัดเข้าไปพยุงราคาได้อย่างแม่นยำ

ในตอนท้าย นางศุภจี ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้โลกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราพยายามทำงานทั้งแก้ปัญหาระยะสั้น และแก้โครงสร้างในระยะยาวไปพร้อมกัน ในเวลา และงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอความเข้าใจและขอรับคำแนะนำของทุกคนเพื่อทำให้นโยบายของเราตอบโจทย์ให้มากที่สุด”

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

'ปชน.' แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ 'ก่อสร้างตึก' ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

โดยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเรียกงบรายจ่ายปี2570ว่า งบดิจิทัลพลัส  เพราะมีตัวเลขรวมกว่า 33,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี2569 ถึง 28% ภาพรวมงบปี2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114%  เป็นเพราะมีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ ในแผนงบประมาณปี70 มีงบที่แปะชื่อ AI  81 หน่วยงาน 176โครงการ วงเงิน 2,200ล้านบาท ถ้าโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนคำว่า Soft Powerในอดีต โครงการที่เกี่ยวกับAI  176โครงการ บางโครงการจั่วหัวเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เป็นงบสร้างอาคาร โครงการใหญ่ที่สุด วงเงิน 164ล้านบาท เป็นงบสร้างตึกมหาวิทยาลัยมหิดล แต่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการมีความยาว 4บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ

นายอิสริยะ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณด้านดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มี 254หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์ วงเงิน 11,000ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน3ของงบดิจิทัลทั้งหมด โดยรัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ หากสังเกตดูบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการTH – AI Passport  รัฐบาลในอดีตมีวิธีคอร์รัปชั่นผ่านโครงการก่อสร้าง เพราะหาเงินเงินทอนง่าย

“แต่รัฐบาลยุคใหม่หาขุมทรัพย์ใหม่คือ งบดิจิทัล เพราะหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน ฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพประเทศ ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้งได้ พรรคประชาชนมีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี” นายอิสริยะ กล่าว

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

'ภราดร' รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.53 น.

วันที่ 29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา18.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธสถานการณ์ของงบประมาณปี2570 เป็นอย่างที่ว่าเป็นงบหาเช้ากินค่ำ เพราะเป็นการจัดงบประเทศเป็นปีแรก ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้เห็นปัญหาไม่ต่างที่สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม อีก 2-3 ปี ประเทศอยู่ไม่ได้ สำหรับตัวเลขงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดย 3 ล้านล้านบาทเป็นงบรายจ่าย เพื่อจ่ายงบประจำและชำหนี้ที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 7แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ 

“รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางจะตามน้ำ ทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอขาดเท่าไร ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้าง ผมยอมรับว่าไม่สามารถจัดงบปี2570 ได้สมบูรณ์แบบ เพราะโครงการที่เป็นทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำ คือ ตามน้ำ เงินไม่พอใช้การกู้ แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่ทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อทำโครงการที่สัญญาไว้ ทั้งนี้ได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า ยอมเจ็บเพราะรู้ว่าหากรัฐบาลไม่เจ็บปีนี้ ปีหน้า ปีถัดไปเจ็บเหมือนกัน และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลหน้าจะเจอเช่นเดียวกัน ขณะที่งบประจำที่เพิ่มขึ้น ทำให้งบลงทุนลดลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา 7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ถึงเวลาเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างงบประมาณ 

“หลังการอภิปราย ผมไปหาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรรประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกัน ถึงเวลาที่ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่ฝ่ายค้าน สส. เอกชน หน่วยงานราชการต้องตระหนักรู้และตอบโจทย์ร่วมกันเพื่อทำใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการของประชาชน ไม่สามารถเพิ่มเบี้ยให้ผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก เบี้ยคนพิการ ทั้งนี้รัฐบาลอยากทำ อยากแก้ปัญหา แต่งบที่จำกัดที่บีบรัฐบาล ที่ทำให้ทำไม่ได้” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลเริ่มต้นรักษาวินัยการเงินเคร่งครัด พยายามไม่ยืนเงินคงคลังมาใช้ เช่น เบี้ยบำนาญ อยู่ในงบกลาง โดยตั้งงบเพิ่มขึ้นปี 2568-2569 เพราะเห็นปัญหาว่าตั้งไม่เคยพอจะเป็นภาระเงินคงคลัง ส่วนแนวทางจัดสรร เริ่มต้นการจัดทำงบปี70 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.คลัง  บอกให้รัดเข็มขัด งดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไป ต้องให้ไปเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระงบประมาณ การจ้างงานต้องลดลง ส่วนการลดเงินลงทุน ไม่ใช่ลดการลงทุนของประเทศ แต่เปลี่ยนวิธีหาช่องทางเงินทุน เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ หรือร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) 

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ได้ปี 2-3หมื่นล้าน ปี70เหลือ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯ กำกับดูแล ต้องตัดเนื้อเฉือนเนื้อลูกน้อง ทั้งนี้เพราะเป็นการตั้งงบที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น ทำถนน ที่บอกว่าจะดึงเป็นงบกลางเพื่อให้รัฐมนตรีจัดสรรงบของสส.ได้ หากทำแบบนั้นผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ขณะที่รัฐบาลไม่มีเจตนา ส่วนโครงการที่ผ่านคณะกรรมการจังหวัดแล้วจะอยู่ในส่วนของฟังก์ชัน ไม่ใช่งบจังหวัดที่ต้องเป็นการพัฒนาพื้นที่ เพิ่มมูลค่าโอกาสให้ประชาชน ทำให้มีนโยบายว่างบจังหวัดกลุ่มจังหวัดที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการ หรือหน่วยฟังก์ชันให้ใช้งบฟังก์ชัน 

“ส่วนงบกลางที่เพิ่มขึ้น  1,000 ล้านบาท เพิ่มในส่วนบำนาญ และส่วนที่ต้องจ่ายให้กับ กบข. ทั้งนี้งบกลางนั้นมีส่วนที่รัฐบาลใช้ได้ ในหมวดฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบไว้เท่านั้น  ขณะที่หมวดใหม่ในงบกลาง คือ การแก้ปัญหาวิกฤติผันผวนงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีหลักคิดว่า รัฐบาลกู้เงิน 7 แสนล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ย 3-4% แต่มีหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินสะสมที่ใช้ได้ 6 แสนล้านบาท กองทุนหมุนเวียน มีเงินสะสม หลายแสนล้านบาท หน่วยงานภาครัฐที่เก็บเงินนอกงบประมาณมีอีกมหาศาล แต่รัฐบาลกู้เงินทุกปีแสนล้านบาท แต่มีเงินในหลายองค์กรที่ฝากเงินในธนาคารเพื่อเก็บดอกเบี้ย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องปฏิรูปร่วมกันในโครงสร้างงบประมาณ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนคิดและวางโครงสรร้างงบประมาณใหม่ ทั้งการจัดเก็บและหารายได้ใหม่” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ขอให้ช่วยคิดการจัดเก็บงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศ นำเงินสะสมในกองทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบงบประมาณมีวิธีการอย่างไร หาตั้งวงร่วมคิดไม่ใช่ช่วยรัฐบาลปัจจุบันแต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณประเทศสมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศ ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 ก.ค. อภิปรายลงมติ หากสภาฯ เห็นชอบวาระแรก จะนำไปสู่กรรมาธิการ (กมธ.) ตนขอชวนให้ช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อให้นำเงินที่ตัดได้ ให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ เช่น งบวิจัย  เป็นต้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

 มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 จากกรณีหน่วยเฉพาะกิจโคกสูง กองกำลังบูรพา ออกประกาศ ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่ที่ทหารยึดครอง บริเวณหลักเขตแดนที่ 46-47 ด้านทิศตะวันออกของถนนศรีเพ็ญ หน้าจุดตรวจที่ 40 บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

ล่าสุดเวลา 19.15 น. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามออกนอกบ้าน เพียงแต่เป็นการออกมาตรการควบคุมพื้นแนวชายแดน ในพื้นที่ที่เลยถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเรื่องนี้กองกำลังบูรพาจะทำเรื่องชี้แจง

ม็อบต้านแลนด์บริจด์กร้าว ลั่น ปิดประตูทำเนียบฯ ภูมิใจไทย ขน สส. ใต้รับข้อเรียกร้อง

ม็อบต้านแลนด์บริจด์กร้าว ลั่น ปิดประตูทำเนียบฯ ภูมิใจไทย ขน สส. ใต้รับข้อเรียกร้อง

ม็อบต้านแลนด์บริจด์กร้าว ลั่น ปิดประตูทำเนียบฯ ภูมิใจไทย ขน สส. ใต้รับข้อเรียกร้อง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 29 มิ.ย. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พร้อม 12 สส. ภาคใต้ ประกอบด้วย นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ เขต 1 นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน สส.กระบี่ เขต 3 นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา เขต 2 นายพิชัย ชมภูพล สส. สุราษฎร์ธานี เขต 6 น.ส.นันทวัน วิเชียร สส. นครศรีธรรมราช เขต 2 นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายซาการียา สะอิ สส. นราธิวาส เขต 4 นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1 นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร เขต 2 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง และนายอธิคุณ คงมี สส.พัทลุง เขต 1 เดินทางมาพูดคุยกับกลุ่มเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Whtch) นำโดยนายประสิทธิชัย หนูนวล ประธานเครือข่ายฯ ที่ปักหลักชุมนุม เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.

จากนั้นเวลา 16.30 น. ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทําเนียบรัฐบาล นายประสิทธิชัย ได้มาพูดคุยกับผู้ชุมนุมว่า การเจรจาข้อเรียกร้องของภาคใต้และภาคตะวันออกทั้ง 5 ข้อ ในวันนี้ล้มเหลว หน่วยงานในกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าจะต้องผลักดันกฎหมายดังกล่าวครบทุกขั้นตอน นับจากนี้ไปภาคใต้จะเข้าสู่วิกฤติสำคัญ คือ ต่างชาติจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ถือครองที่ดินได้ 99 ปี เปลี่ยนผังเมืองทั้งหมด ยกเลิกกติกาคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ยกเลิกที่ดินราชพัสดุมาทำนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ต่างชาติมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาชีพสงวนที่มีไว้สำหรับผู้ที่มีสัญชาติไทยจะถูกยกเลิก และให้ต่างชาติสามารถทำได้ ต่างชาติจะเป็นผู้ประเมินมาตรการสิ่งแวดล้อม ใช้เงินตราต่างประเทศซื้อขายกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของข้าราชการในกระทรวงคมนาคม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทยสมคบคิดกัน เพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้ สส. ภาคใต้ ของพรรคภูมิใจไทย ได้ปล้นความไว้วางใจของทุกคน ด้วยการร่วมมือกันผลักดันกฎหมายขายแผ่นดินให้ต่างชาติแบบสุดซอย

นายประสิทธิชัย กล่าวว่า ดังนั้นทางเดียวของประชาชนที่จะรักษาอธิปไตยของประเทศนี้ไว้ได้คือ การมารวมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ถึงเวลาที่คนภาคใต้จะต้องตั้งสติ เพราะภายในเดือน ธ.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันกฎหมายขายที่ดินภาคใต้ ให้เป็นของต่างชาติ โดยวันนี้จะแบ่งผู้ชุมนุมเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรกจะปักหลังบริเวณประตู 2 ทำเนียบฯ และกลุ่มที่สอง จะเดินไปยึดประตู 5 ปิดประตูถาวร เราจะไม่ให้หน่วยงานราชการไปทำงานเพื่อนำที่ดินภาคใต้ไปเป็นของต่างชาติได้อีก ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมมีข้อเสนอประกอบด้วย 1. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (EEC Watch) 2. แลนด์บริดจ์ ไม่มีเหตุผลที่จะสร้างให้ยกเลิกทันที 3. รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการการพัฒนาภาคใต้ใหม่ และ 4. เสนอขอให้ยุติการขยายเขตพื้นที่ EEC ไปยังจ.ปราจีนบุรี

จากนั้นเวลา 16.45 น. นายศุภชัย พร้อม สส. ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย มารับฟังข้อเสนอของผู้ชุมนุมพร้อมกล่าวว่า ตนกับ สส. ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยที่มากันตรงนี้ มาด้วยใจอันบริสุทธิ์ พวกตนคือฝ่ายนิติบัญญัติ และอยู่พรรคภูมิใจไทย และขอยืนยันว่า ไม่มีร่าง พ.ร.บ. SEC ถูกเสนอเข้าสภา จึงไม่มีร่างบรรจุในวาระของสภาผู้แทนราษฎร ตนขอยืนยันตรงนี้ ถ้ามีกฎหมายจากฝ่ายบริหารเข้ามาจริง ตนที่เป็นประธานฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ก็จะพูดคุยกับรัฐบาลว่าเรื่องนี้มีความเหมาะควรหรือไม่อย่างไร แต่ขอยืนยันวันนี้ว่าร่าง พ.ร.บ. SEC ยังไม่เริ่มนเดินหน้าและยังไม่เริ่มนับหนึ่ง เพราะสิ่งที่นายกฯ มอบคือให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ไปศึกษาเรื่องความเหมาะสมความเป็นไปได้ผลกระทบอะไรต่างๆ มันมีหลายขั้นตอน และกระบวนการบริหารประเทศก็จะมีการคานอำนาจโดยรัฐสภา

“ผมเข้าใจความเดือดร้อน และความห่วงใยของประชาชน ผมเห็นอุดมการณ์ของนายประสิทธิชัยมาโดยตลอด แต่เราต้องมาทำงานร่วมกันแบบประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ด้วยความเข้าใจดีกว่าที่จะมาขีดเส้นว่า อยู่คนละฝั่ง ทำไมเราไม่มาคุยกัน เราสามารถที่จะร่วมมือกัน สามารถที่จะแก้ปัญหาร่วมกันได้ จะให้เราไปยกที่ดินให้กับต่างชาติ เราก็ไม่ยอม วันนี้เรานี้เริ่มนับหนึ่งทำงานร่วมกัน วันนี้ตน เปิดเต็มที่แล้ว แต่ถ้าจะชุมนุมกันอย่างเดียวแล้วไม่เปิด ผมคิดว่าไม่น่าจะปิดโอกาสแบบนี้ ผมมาตรงนี้ด้วยเจตนาดี มาปกป้องประเทศไทยร่วมกัน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า เราก็ได้พยายามสื่อสารให้เต็มที่ อย่างที่บอกมันแยกส่วนกัน เรื่องบางเรื่องตนไม่สามารถล้วงงานฝ่ายบริหารได้ แต่จะสื่อสารกันในพรรคภูมิใจไทย ว่าเรื่องนี้มีข้อห่วงใย และไม่ได้จบวันนี้ หลังจากนั้นจะได้มีการติดต่อประสานกัน จะเป็นประโยชน์กว่าถ้าเราได้พูดคุยกัน ตนไม่อยากให้พี่น้องมาลำบาก มีอะไรติดต่อพูดคุยกันดีกว่า ตนอยู่การเมืองมารู้ว่าพี่น้องลำบากกันขนาดไหน ขอบคุณที่กรุณาฟังพวกตน และได้มีโอกาสได้กลับไปคิด ตนก็มีการบ้านกลับไปคิด ไปปรึกษาหารือที่จะนำเสนออย่างไร  เราเป็นมิตรกัน ไม่ได้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนคือผู้ที่ส่งเราได้มาเป็นสส. ทั้งนี้ตนจะรับข้อเสนอของผู้ชุมนุมในวันนี้ไปหารือกันในพรรค เพื่อแก้ปัญหากันต่อไป