นันทิวัฒน์ โพสต์เดือด ชาตินิยมแล้วไง! แนะปิดด่าน-ลดสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้วางใจ

21 กันยายน 2569 เวลา 22:01 น.

21 กันยายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Nantiwat Samart” ระบุว่า ชาตินิยม​ แล้วไง!

มีคนพูดว่า​ รักชาติได้แต่อย่าชาตินิยม
ไม่รักชาติแล้วจะให้รักหมาที่ไหน
ชาตินิยมในมุมของผมไม่เลวร้าย
ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
ชาตินิยมไม่ใช่คลั่งชาติ
ไม่ได้คลั่งให้เกียจชังชาติใด
ไม่มีการยุยงให้เข่นฆ่าคนต่างชาติ

หากการปิดด่านไม่ค้าขายกับชาติใด
ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องการชาตินิยม
เมื่อเห็นว่าเพื่อนบ้านไม่น่าไว้วางใจ
จะนำภัยมาถึงเราจากการเปิดด่าน
การปิดด่านก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ความมั่นคงต้องมาก่อนความมั่งคั่ง
เงินทองไม่ตายหาใหม่ได้
อย่างกเงินให้มากเกินไป

แน่นอนเมื่อเพื่อนไม่น่าวางใจ
ลดระดับความสัมพันธ์ลงบ้าง​ ไม่เป็นไร

ความไว้วางใจดีขึ้นค่อยเปิดสัมพันธ์ใหม่

ป.ป.ช.ฟันยกก๊วน 11 ราย อดีตที่ดินภูเก็ต พร้อมพวก ปมเอาที่ป่าสงวนเทือกเขากมลา ออกโฉนดโดยมิชอบ ทำรัฐเสียหาย

21 กันยายน 2569 เวลา 18:59 น.

21 กันยายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการ ป.ป.ช.) แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายภูชิสส์ ปิดดำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กับพวก กรณีร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และ 14263 ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2553-2554 โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

จากการไต่สวนพบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2553 น.ส.จริน เอกา ยื่นคำขอออกโฉนด โดยอ้างหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 124 หมู่ 2 ต.กมลา เนื้อที่ 7-2-00 ไร่ ซึ่งมีชื่อนายขง ยมมุดี เป็นผู้แจ้งการครอบครอง และระบุที่ดินข้างเคียงทั้ง 4 ด้านไว้อย่างชัดเจน

ต่อมานายเวียง พรหมเดช นายช่างรังวัดชำนาญงาน ได้ดำเนินการแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงตามรายชื่อที่ น.ส.จริน นำมาให้ แต่จากการไต่สวนพบว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นทายาทหรือผู้ครอบครองต่อเนื่องจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงตามที่ระบุใน ส.ค.1 และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบ

ผลการรังวัดยังพบว่า ที่ดินมีเนื้อที่ 16-2-60.3 ไร่ เพิ่มขึ้นจากหลักฐานเดิม 9-0-60.3 ไร่ หรือ 122% โดยมีการรับรองว่าที่ดินเป็นสวนยางพาราและไม่ใช่ที่หลวงหรือที่สาธารณประโยชน์ ทั้งที่ข้อมูลจากการไต่สวนพบว่าแนวเขตและที่ดินข้างเคียงไม่ตรงกับรายละเอียดใน ส.ค.1 เดิม

ขณะที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตรวจสอบแล้วเห็นว่า ที่ดินเป็นแปลงเดียวกับที่ผู้ขอนำมารังวัด และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากมลา ก่อนมีการเสนอให้ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากหลักฐานเดิมถึง 122%

ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบกรณีออกโฉนดที่มีเนื้อที่เกินจากหลักฐานเดิม ซึ่งมีนายภูชิสส์เป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นว่า เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากวิธีการคำนวณและการรังวัดที่แตกต่างกัน ประกอบกับบุคคลข้างเคียงระบุชื่อบุคคล ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า จึงเห็นควรให้ออกโฉนดตามผลการรังวัด กระทั่งวันที่ 4 ส.ค.2554 นายภูชิสส์ลงนามออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 เนื้อที่ 14-1-94.5/10 ไร่ และเลขที่ 14263 เนื้อที่ 1-1-19.6/10 ไร่ ให้แก่ น.ส.จริน

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ตรวจสอบพบภายหลังว่า ที่ดินทั้ง 2 แปลงไม่มีด้านใดตรงกับหลักฐาน ส.ค.1 เลขที่ 124 โดยเฉพาะด้านทิศเหนือ ซึ่ง ส.ค.1 ระบุว่าเป็นนาข้างเคียง แต่สภาพพื้นที่จริงเป็นควนเขา อีกทั้งตำแหน่งที่ดินตามโฉนดทั้ง 2 แปลงยังตรงกับพื้นที่ที่บิดาของ น.ส.จริน เคยยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินต่อสำนักงาน ส.ป.ก.ภูเก็ต โดยระบุไว้ว่าเป็นที่ดินครอบครองมือเปล่า เป็นสวนยางพารา และไม่มีเอกสารสิทธิ์

ป.ป.ช.จึงเห็นว่า มีการนำ ส.ค.1 ซึ่งเป็นหลักฐานของที่ดินอีกแปลงหนึ่งมาใช้ขอออกโฉนด อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ และทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

สำหรับมติ ป.ป.ช. นายภูชิสส์ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 รวมถึงกฎหมาย ป.ป.ช.และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนผู้เกี่ยวข้องอีก 10 ราย ได้แก่ นายสิทธิชัย พรหมชาติ นายสมชาย ไชยศรี นายพิเชษฐ หรือพชร สายชู นายจิรวัฒน์ นะมาตร์ นายพฤฒพงศ์ หรือจิรายุ เพชรรัตน์ นายจรูญ ลิ่มสกุล นางสุมณฑา สัญญวงศ์ นายยศกฤต ชูศรี นายเวียง พรหมเดช และ น.ส.จริน เอกา มีมูลความผิดทางอาญาตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช.กำหนด โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขณะที่ น.ส.จริน มีมูลความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วน นายสันติ สาริยา อดีตกำนันตำบลกมลา ซึ่งปัจจุบันศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ป.ป.ช.จึงมีมติให้งดการดำเนินคดีไว้ก่อน

ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา พร้อมส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และแจ้งผลให้กรมที่ดิน พิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และ 14263 ซึ่ง ป.ป.ช.ระบุว่าออกโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ต่อไป

ศาสตรา VS สิงโต ปะทะเดือดลั่นโซเชียล! ปม ปชป. จี้โยกงบไทยช่วยไทยพลัส ไปลดราคาน้ำมันดีเซล

21 กันยายน 2569 เวลา 18:58 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สิงโต) สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้แชร์ข้อความบนเฟซบุ๊กของนาย นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส. สงขลา ปัจจุบัน เป็นสมาชิก พรรคภูมิใจไทย

โดย โพสต์ดังกล่าว นายศาสตราระบุว่า  “วันนี้ประชาธิปัตย์ถามรัฐบาลว่า ทำไมไม่เอาเงิน “ไทยช่วยไทย พลัส” มาช่วยลดราคาน้ำมัน

ขอเตือนความจำกันสักนิดครับ…

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดว่า “ไม่เห็นชอบ” พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่รัฐบาลใช้รับมือวิกฤตพลังงานและช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส

วันนี้กลับมาถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินจากโครงการที่ตัวเองเคยคัดค้าน มาใช้ช่วยประชาชนเรื่องน้ำมัน?

​1. วันนั้นคัดค้านสุดตัว

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่เห็นชอบ” พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นฐานกฎหมายและแหล่งเงินสายป่านสำคัญที่รัฐบาลใช้ตั้งรับวิกฤตพลังงาน รวมถึงเป็นที่มาของงบประมาณในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”

​2. วันนี้ถามหาผลลัพธ์

ตัดภาพมาวันนี้ พรรคเดียวกันกลับตั้งโต๊ะถามหาเม็ดเงินจากโครงการที่ตัวเองเคยลุกขึ้นปฏิเสธในสภา เพื่อนำมาใชุดหนุนราคาน้ำมันนี่คือพฤติกรรมทางการเมืองประเภท “ไม่เอาต้นไม้ แต่จะถามหาผลไม้กิน” อย่างแท้จริง

​ลองจินตนาการดูว่า หากวันนั้นสภาเดินตามมติของพรรคประชาธิปัตย์ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ย่อมตกไป เม็ดเงินกู้นี้จะไม่เกิดขึ้น และโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างถึงในวันนี้ ก็จะไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก แล้วจะไปเอาตัวเลขงบประมาณจากไหนมาช่วยเรื่องน้ำมันแพง?

​การตรวจสอบรัฐบาลและเสนอแนะเรื่องพลังงานเป็นหน้าที่ที่สมควรทำแต่ “ความจริงใจทางการเมือง” อยู่ตรงไหน

​สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์เป็นของทุกคน แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ความจริงแบบรอบด้าน ไม่ใช่เห็นแค่ฉากหน้าการสวมบทบาทผู้ห่วงใยประชาชนหน้าโพเดียมข่าววันนี้ แต่ลืมมองลายเซ็นต์และมติที่พวกท่านเคยลงไว้ในสภาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 69″


ทั้งนี้นายศักดิ์สิทธิ์ได้ตอบกลับนายศาสตรา ศรีปาน โดยได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท พร้อมเสนอแนะรัฐบาลให้นำงบประมาณไปลดราคาน้ำมันแทนการแจกเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทย”

นายศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่า พ.ร.ก. กู้เงิน ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 หรือวิกฤตโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 หากมีการกู้เงินในภาวะเช่นนี้และนำไปใช้พร่ำเพรื่อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการคลัง อีกทั้งกระบวนการของ พ.ร.ก. ยังขาดขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มข้นเมื่อเทียบกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลอาศัยเสียงข้างมากผลักดันให้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวผ่านสภาไปได้สำเร็จ หน้าที่หลักของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านต่อจากนี้ คือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 400,000 ล้านบาทอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการนำเงินกู้มาแจกในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ปัญหาหลักของประเทศขณะนี้คือภาวะเศรษฐกิจโตช้า เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง ในขณะที่รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง การแจกเงินเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ได้ช่วยให้ข้าวของราคาถูกลง หรือลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเงินแจกหมดลง ประชาชนก็ต้องกลับมาแบกรับภาระค่าครองชีพที่แพงขึ้นเช่นเดิม

ตอนท้ายของการชี้แจง นายศักดิ์สิทธิ์ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอให้รัฐบาลนำเงินก้อนดังกล่าวไปใช้ลดราคาน้ำมันแทนการกู้มาแจก เนื่องจากราคาน้ำมันคือต้นทุนหลักที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยวิธีนี้น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนในระยะยาวได้มากกว่า

นอกจากนี้ยังศักดิ์สิทธิ์ยังคอมเมนต์เพิ่มเติมอีกว่า “อีกอย่าง การที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทไม่ได้ช่วยแค่คนมีรถครับ ทุกวันนี้คนที่ไม่มีรถสักคันก็จ่ายค่าน้ำมันผ่านราคาข้าวของ ค่าโดยสาร ค่าส่งของอยู่ดี

รถบรรทุกที่ขนผักขนหมูเข้าตลาด รถเมล์ รถสองแถว รถตู้ เรือประมง รถไถ รถเกี่ยวข้าว ล้วนใช้ดีเซลทั้งสิ้น

การลดภาษีน้ำมันคือการลดต้นทุนให้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เติมเงินให้คนบางกลุ่ม”

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชน 73% คาใจคดีฮั้ว สว. มอง กกต. อุ้มการเมือง

21 กันยายน 2569 เวลา 18:45 น.

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชน 73% คาใจคดีฮั้ว สว. มอง กกต. อุ้มการเมือง ดร.แดน แนะ เดินหน้าส่งศาลสอบ-เร่งแจงให้ชัด

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ไอเอฟดีโพล: คดีฮั้ว สว. ชี้ 73% คาใจ กกต. อุ้มการเมือง” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,237 ราย สำรวจช่วง 16–18 ก.ย. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ไอเอฟดีโพล ชี้ ประชาชนถึง 72.83% ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม โดยตั้งข้อสงสัยเรื่องไม่ขยายผลถึงขบวนการและฝ่ายการเมือง 26.08% คำชี้แจงไม่ชัด 20.64% และสองมาตรฐาน 19.42% ขณะที่ความหวังอยู่ที่ศาลและพลังตรวจสอบภาคประชาชน 41.63% และทางออกทางการเมืองคือแก้รัฐธรรมนูญปรับที่มาและบทบาท สว. 27.72%

ผลสำรวจในประเด็น “เชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า กกต. พิจารณากรณีการเลือก สว. อย่างเป็นธรรม” ผลสำรวจพบว่า ประชาชนระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย 43.65% ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น 29.18% ค่อนข้างเชื่อมั่น 15.04% ไม่ทราบ/ข้อมูลไม่เพียงพอ 8.33% และเชื่อมั่นมาก 3.80% โดยเมื่อรวมผู้ตอบ “ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น” และ “ไม่เชื่อมั่นเลย” เท่ากับ 72.83%

ขณะที่ผู้ตอบ “เชื่อมั่นมาก” และ “ค่อนข้างเชื่อมั่น” รวม 18.84%

เมื่อเจาะลึกต่อในกลุ่มผู้ตอบ “ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น” หรือ “ไม่เชื่อมั่นเลย” (รวม 72.83% 901 ราย) ถึง เหตุผลที่ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม พบว่า เหตุผลที่ถูกระบุมากที่สุดคือ พิจารณาคดีเป็นรายบุคคล ไม่ขยายผลถึงขบวนการและฝ่ายการเมือง 26.08% รองลงมา ได้แก่ ชี้แจงเหตุผลวินิจฉัยไม่เพียงพอ ไม่ชัดเจน 20.64% สองมาตรฐานในการใช้พยานหลักฐาน ใช้กับบางกลุ่ม แต่ไม่ใช้กับอีกกลุ่ม 19.42% กกต.ใช้ดุลพินิจแทนศาล ทั้งที่ควรส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ไต่สวน 17.98% ตรวจสอบเส้นเงินไม่ถึงที่สุดทาง ไม่สืบสวนขยายผล 12.76% และไม่มีความเห็น 3.12%

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้ตอบ “เชื่อมั่นมาก” และ “ค่อนข้างเชื่อมั่น” (รวม 18.84% 233 ราย) เมื่อพิจารณา เหตุผลที่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม พบว่า เหตุผลที่ระบุ ได้แก่ ดำเนินตามหลักฐาน ส่งฟ้องรายที่มีหลักฐานชัด ไม่หว่านแห 35.19% ไม่เอียงตามแรงกดดันตามกระแสการเมือง กลั่นกรองตามกฎหมาย 27.04% บ้านเมืองไม่สะดุด เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะพัฒนาเศรษฐกิจ 19.31% ยังตรวจสอบต่อได้ในชั้นศาล หากภายหลังมีหลักฐานใหม่ 9.43% ส่งฟ้อง สว. ถึง 26 คน และเครือข่ายรวม 77 คน 7.73% และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น 1.30%

ประเด็นสำรวจเรื่อง หลัง กกต. มีมติกรณีฮั้ว สว. คิดว่าทางออกหรือที่พึ่งใด จะทำให้คดีนี้ถูกตรวจสอบถึงที่สุดได้? ผลสำรวจพบว่า ประชาชนเลือก ศาล/กระบวนการไต่สวนและวินิจฉัยพยานหลักฐาน 22.23% ให้สื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชนติดตามตรวจสอบ 19.40% หมดหวัง ไม่มีทางออก/ไม่สามารถตรวจสอบให้ถึงที่สุดได้ 19.16% DSI/ตำรวจ/อัยการ พึ่งคดีฟอกเงิน อาญา และขบวนการจัดตั้ง 14.07% ไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 7.03% ดำเนินการตามกลไกปกติ ไม่ต้องมีมาตรการเพิ่มเติม 6.55% รัฐสภาใช้กลไกตรวจสอบ 6.22% และรวมตัวชุมนุม/ประท้วงอย่างสันติ 5.34%

ส่วนคำถามสุดท้ายในกรณีที่ คดีฮั้ว สว. ยังมีข้อสงสัยสำคัญที่ไม่คลี่คลาย และควรใช้ “ทางออกทางการเมือง” ใด มากที่สุด พบว่า ประชาชนเลือก แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับที่มาและบทบาทของ สว. 27.72% ปรับกลไกตรวจสอบทางการเมืองให้เข้มแข็งและโปร่งใสมากขึ้น 19.73% คงสถานะทางการเมืองเดิม และให้กระบวนการกฎหมายดำเนินต่อไป 16.09% ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ 13.58% ปรับองค์ประกอบรัฐบาล เช่น เปลี่ยนพรรคแกนนำหรือพรรคร่วมรัฐบาล 7.84% จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ 7.76% และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น 7.28%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วิเคราะห์ 7 นัยยะสำคัญจากผลสำรวจความเห็นประชาชน ว่า 1) 73% ไม่เชื่อมั่นความเป็นธรรมของ กกต. — ข้อกังขาลามถึงวิธีใช้อำนาจ ผู้ตอบ 72.83% ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีการเลือก สว. อย่างเป็นธรรม แบ่งเป็นไม่เชื่อมั่นเลย 43.65% และค่อนข้างไม่เชื่อมั่น 29.18% ขณะที่ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อมั่น 58.04% ตั้งคำถามต่อกระบวนการพิจารณา ทั้งการชี้แจงเหตุผลไม่ชัดเจน 20.64% การใช้พยานหลักฐานสองมาตรฐาน 19.42% และการใช้ดุลพินิจแทนศาล 17.98% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ผลมติ แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่นำไปสู่มติด้วย

2) 26.08% คาใจว่าการตรวจสอบยังไปไม่ถึงฝ่ายการเมืองและขบวนการ ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อมั่น มีผู้ติดใจกรณียังไม่ดำเนินการถึงฝ่ายการเมือง 21 ราย 13.98% และการพิจารณาแยกรายบุคคล ไม่เชื่อมโยงเป็นขบวนการ 12.10% สะท้อนข้อสงสัยว่าการตรวจสอบครอบคลุมความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับเพียงใด

ขณะทีนัยยะที่ 3) 42% หวังพึ่งศาลและภาคประชาชนตรวจสอบ เมื่อรวมสองช่องทาง ผู้ตอบ 41.63% เลือกศาลและกระบวนการไต่สวน 22.23% และสื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชน 19.40% สะท้อนว่าความคาดหวังต่อการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่ กกต. เพียงองค์กรเดียว แต่กระจายไปทั้งกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบจากภาคสังคม

4) 14% คาดหวัง DSI–ตำรวจ–อัยการเดินหน้าคดีคู่ขนาน ผู้ตอบ 14.07% เลือก DSI ตำรวจ และอัยการเป็นช่องทางตรวจสอบ โดยมองไปถึงมิติอาญา ขบวนการจัดตั้ง และคดีฟอกเงิน สะท้อนความคาดหวังให้การตรวจสอบขยายไปถึงเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงเบื้องหลัง ไม่หยุดเพียงกระบวนการในชั้น กกต.

5) 19% ส่งสัญญาณความหมดหวังต่อระบบตรวจสอบ ผู้ตอบเกือบ 1 ใน 5 หรือ 19.16% ระบุว่า “หมดหวัง ไม่มีทางออก และไม่สามารถตรวจสอบให้ถึงที่สุดได้” สะท้อนความไม่มั่นใจว่ากลไกที่มีอยู่จะพาคดีไปถึงข้อยุติได้หรือไม่ และเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการตรวจสอบ

นัยยะที่ 6) 61% เทน้ำหนักให้ 3 ทางออกใหญ่ — แก้รัฐธรรมนูญ ปรับระบบตรวจสอบ และเลือกตั้งใหม่ ผู้ตอบรวม 61.03% เลือกการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปรับที่มา สว. 27.72% ปรับกลไกตรวจสอบให้โปร่งใส 19.73% และยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 13.58% สะท้อนว่าผู้ตอบส่วนหนึ่งมองหาทางออกที่มากกว่าการจัดการคดีเฉพาะหน้า และขยับไปถึงกติกา ระบบตรวจสอบ และโครงสร้างทางการเมือง

และนัยยะที่ 7) 5% เลือกการชุมนุมเป็นทางออก — ต่ำกว่าช่องทางตรวจสอบอื่นชัดเจน มีเพียง 5.34% ที่มองว่าการชุมนุมหรือประท้วงอย่างสันติจะทำให้คดีถูกตรวจสอบถึงที่สุด ต่ำกว่าศาล ภาคประชาชน และหน่วยงานสอบสวน สะท้อนว่าในสถานการณ์นี้ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับช่องทางกฎหมายและการตรวจสอบมากกว่าการลงถนน

โดยดร.แดน มี 6 ข้อเสนอแนะคือ 1) กกต. ต้องชี้แจงให้ชัด “ใครถูกดำเนินการ–ใครไม่ถูกดำเนินการ เพราะอะไร” กกต. ควรเปิดสาระสำคัญของเหตุผลและการใช้พยานหลักฐาน พร้อมแยกให้ชัดว่าแต่ละกรณีเป็น “ตรวจแล้วหลักฐานไม่พอ” “ยังตรวจไม่จบ” หรือ “ไม่พบข้อเท็จจริงรองรับ” เพื่อตอบข้อกังขาเรื่องคำชี้แจงและมาตรฐานการใช้พยานหลักฐาน

2) ให้กระบวนการศาลเดินหน้าตรวจสอบตามหลักฐาน กระบวนการไต่สวนควรเดินหน้าอย่างอิสระและรอบด้านตามอำนาจหน้าที่ หากพบข้อเท็จจริงเชื่อมโยงเพิ่มเติม ให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบต่อ สอดคล้องกับผลโพลที่ 22.23% เลือกศาลและกระบวนการไต่สวนเป็นช่องทางตรวจสอบมากที่สุด

3) ให้คดีอาญาและเส้นทางการเงินเดินคู่ขนาน ให้ DSI ตำรวจ และอัยการตรวจสอบตามอำนาจ โดยแยกให้ชัดว่าเรื่องใดเป็น คดีเลือกตั้ง คดีอาญา หรือเส้นทางการเงิน และไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการหนึ่งสิ้นสุดก่อนจึงเริ่มอีกกระบวนการ เพื่อให้การตรวจสอบเดินหน้าได้ทุกมิติ

4) ระหว่างคดียังไม่จบ วุฒิสภาต้องโปร่งใสเป็นพิเศษ การพิจารณาวาระสำคัญควรเปิดข้อมูล ขั้นตอน และผลการพิจารณาให้ตรวจสอบได้ง่าย ขณะที่กรณีที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียควรมีกระบวนการที่ชัดเจนและเหมาะสม เพราะวุฒิสภามีบทบาททั้งในการกลั่นกรองกฎหมายและให้ความเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งสำคัญ

5) ถ้าจะแก้ระบบ สว. ต้องเสนอแบบใหม่ให้ชัด พรรคหรือผู้เสนอแก้รัฐธรรมนูญต้องบอกให้ชัดว่า สว. ควรมาจากไหน มีบทบาทอะไร และตรวจสอบอย่างไร พร้อมเสนอร่างหรือรูปแบบใหม่ให้ประชาชนเห็นและเปรียบเทียบได้ ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ เพียงว่า “ปฏิรูป สว.”

และข้อเสนอที่ 6) ทุกพรรค การเมืองต้องเปิดจุดยืนเรื่อง สว. ให้ชัด แต่ละพรรคควรตอบตรง ๆ 3 เรื่อง คือ ที่มา สว. / บทบาท สว. / ระบบตรวจสอบ สว. หากเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ต้องระบุว่า จะแก้มาตราใด เปลี่ยนหลักอะไร และเสนอระบบแบบไหน เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดว่าแต่ละพรรคจะคงอะไร เปลี่ยนอะไร และเปลี่ยนไปในทิศทางใด

สว.นพดล เตือนเขมร หยุดยั่วยุฉวยโอกาส เคลมชุดไทย ลั่นพร้อมตอบโต้ หากบิดเบือนเวทีอื่นอีก

21 กันยายน 2569 เวลา 18:12 น.

“สว.นพดล”ออกโรงเตือน”เขมร” หยุดยั่วยุฉวยโอกาสเคลม”ชุดไทย” ชี้กระทบจิตใจคนไทย-บรรยากาศประนอมหนี้เขตแดน UNCLOS ฝากทางการ”กัมพูชา”ดูด้วย ลั่นพร้อมตอบโต้ หากบิดเบือนในเวทีอื่นอีก

21 กันยายน 2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการด้านกิจการการต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ Miss Universe กัมพูชา ใช้ชุดไทยในการเปิดตัว ว่า ขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ในกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS 1982) ซึ่งมีการประชุมร่วมกันมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหัวใจสำคัญของการประนอมคือการแสดงความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นายนพดล กล่าวต่อว่า การยั่วยุไม่ว่าในกรณีใดก็ตามไม่ได้ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย โดยหลังจากเปิดถ้อยแถลงเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ฝ่ายไทยได้เรียกร้องอย่างชัดเจนให้กัมพูชาหลีกเลี่ยงการเปิดประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ พฤติกรรมดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะกระทบต่อความรู้สึกของคนไทย และจะส่งผลเสียต่อบรรยากาศการเจรจาทั้งทางบกและทางทะเลในอนาคต

เมื่อถามถึงท่าทีของวุฒิสภาต่อเรื่องนี้ นายนพดล กล่าวว่า การดำเนินการทางการทูตและการบริหารจัดการเป็นบทบาทของฝ่ายบริหาร ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติจะเคลื่อนไหวหรือออกถ้อยแถลงตอบโต้ก็ต่อเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติของกัมพูชามีการก้าวล่วง บิดเบือน หรือให้ร้ายประเทศไทย อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันลดบรรยากาศการยั่วยุลงเพื่อให้การเจรจาเดินหน้าไปได้

เทวฤทธิ์ บุก กกต. คาใจมีชื่อถูกร้องฮั้ว สว.แต่ไม่เคยถูกเรียกสอบ รับร่วมวง จูปิเตอร์ ยันไร้จัดเลี้ยง-ไร้เส้นเงินแบบน้ำเงิน

21 กันยายน 2569 เวลา 18:09 น.

สว.เทวฤทธิ์ บุก กกต. ทวงถามข้อกล่าวหา คดีฮั้ว สว. มึนมีชื่อถูกยกคำร้อง ทั้งที่ไม่เคยเรียกสอบ ยัน จูปิเตอร์ ไร้จัดเลี้ยง-ชี้ระบบบีบให้ฮั้ว แต่ต่างจากสีน้ำเงินที่ไม่มีเส้นเงิน เจ้าตัวบอกฉุน แสวง โยนบาปศาลปกครอง

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เพื่อขอความเป็นธรรมและทวงถามรายละเอียดข้อเท็จจริง หลังพบรายชื่อของตนเอง (ลำดับที่ 361) รวมถึง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ปรากฏอยู่ในเอกสารข่าว กกต. ที่เปิดเผยผลมติสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องมากถึง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามข่าวเดิม โดยข้อหาที่ระบุคือความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) เรื่องการจัดเลี้ยงหรือรับว่าจะจัดเลี้ยง และสำนวนอื่นๆ แม้สุดท้าย กกต. จะมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้องก็ตาม

นายเทวฤทธิ์ เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาขอทราบรายละเอียดว่าข้อกล่าวหาและเหตุการณ์ที่นำมาเชื่อมโยงคืออะไร เพราะตลอดกระบวนการตนไม่เคยได้รับการติดต่อ หมายเรียก หรือการแจ้งข้อกล่าวหาให้ไปชี้แจงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 43 ในเรื่องกระบวนการสืบสวนไต่สวน ที่ระบุชัดว่าต้องเปิดเผยข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปให้ผู้ถูกร้องทราบเพื่อเปิดโอกาสให้แก้ต่าง

“ในอดีตตนเคยมาชี้แจงกับ กกต. เพียงครั้งเดียวคดีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติสื่อมวลชนอันเป็นเท็จ ซึ่งครั้งนั้นก็นำหลักฐานมายืนยันจน กกต. ยกคำร้องไปเมื่อปีก่อน ไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วในครั้งนี้ แม้ครั้งนี้มติ กกต. จะออกมาเป็นคุณคือยกคำร้อง แต่กระบวนการที่ไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปสอบสวนเลยถือว่ามีปัญหาความชอบธรรมอย่างมาก หากประธาน กกต. ไม่เปิดเผยว่ามีผู้ถูกร้องถึง 427 คน ตนก็คงไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อโดนไปด้วย ถือเป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างชัดเจน” นายเทวฤทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงภาพรวมการฮั้วเลือก สว. นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า หลายคนมองว่าระบบการเลือก สว. ชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ต้องฮั้ว ซึ่งตนยอมรับในข้อเท็จจริงว่าโดยธรรมชาติของระบบมันบีบให้ผู้สมัครต้องมีการทำความรู้จักและแนะนำตัวกัน เพราะไม่มีทางที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่รู้จักกันจะมาเลือกลูกคู่ให้ ขนาดอดีตนากยกรัฐมนตรีอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังตกรอบ


“การรวมตัวของฝั่งเราเป็นการรณรงค์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยมีอุดมการณ์ร่วมกันคือเป้าหมายในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 เข้าไปปลดล็อก ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่ร้อยเรียงคนที่มาเลือกด้วยกัน แต่ผลลัพธ์ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถผูกมัดใครได้ เพราะไม่มีอามิสสินจ้าง และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โหวตตามที่คุยกัน สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความต่างระหว่างเรากับกลุ่มสีน้ำเงินอย่างสิ้นเชิงคือ ‘เส้นเงิน’ การรู้จักกันของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่ามีการให้อามิสสินจ้าง การข่มขู่ หรือการหลอกลวงหรือไม่ ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และเส้นเงิน” นายเทวฤทธิ์ ระบุ

สำหรับกรณีที่ถูกพยายามชี้เป้าว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ “ห้องจูปิเตอร์” อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายเทวฤทธิ์ ยอมรับว่า ตนได้เดินทางไปร่วมงานจริง และได้รับสายรัดข้อมือ (Wristband) ซึ่งจำสีชัดเจนไม่ได้ คาดว่าน่าจะเป็นสีฟ้าหรือสีเขียว โดยผู้จัดงานแบ่งสายรัดข้อมือออกเป็น 3 แบบ เพื่อแยกกลุ่มผู้สมัครที่ยังอยู่ในรอบระดับประเทศ กับผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว เพื่อให้ผู้ตกรอบมาพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจในการผลักดันคนมีศักยภาพเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ


ส่วนประเด็นที่ไม่ให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังและมีการฝากโทรศัพท์นั้น นายเทวฤทธิ์ ชี้แจงว่า เนื่องจากขณะนั้น กกต. ออกระเบียบข้อ 11 ห้ามผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อหรือโซเชียลมิเดีย ผู้จัดงานจึงต้องระวังไม่ให้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกภาพจนถูกนำไปใช้เป็นเหตุร้องเรียนในภายหลัง ยืนยันว่าในงานไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารหรือแม้แต่น้ำดื่ม ทุกคนต้องซื้อกินเองทั้งหมด และทราบว่าผู้จัดได้ทำหนังสือเชิญ กกต. มาร่วมสังเกตการณ์อย่างโปร่งใสแล้ว

นายเทวฤทธิ์ กล่าวถึงกรณี นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบว่า ตนขอขอบคุณและยกมือไหว้ ยินดีเข้าสู่การตรวจสอบของ กกต. ตามมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว ไม่คิดหนีไปไหน ส่วนที่ถูกถามประชดเรื่องสัดส่วนสีส้ม-สีน้ำเงิน ตนมองว่ากลุ่มเสียงส่วนน้อยมีความหลากหลาย ไม่ได้โหวตไปทางเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังได้กล่าวตอบโต้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เคยระบุว่าศาลปกครองเปิดประตูนรกจากการสั่งเพิกถอนระเบียบแนะนำตัว สว. จนทำให้ กกต. คุมการฮั้วไม่ได้ โดยยันว่า ศาลปกครองเพิกถอนเฉพาะข้อจำกัดเรื่องเอกสารแนะนำตัว แต่ไม่ได้อนุญาตให้นำโพยสั่งการเข้าไปในคูหา การที่ กกต. มาโยนความผิดให้ตนซึ่งเป็นผู้ฟ้องศาลปกครองจนกลายเป็นแพะนั้น ถือเป็นการโทษผิดฝาผิดตัว เพราะ กกต. มีอำนาจออกระเบียบมาควบคุมความเรียบร้อยได้เองแต่กลับไม่ทำ

ป.ป.ช.ชี้มูล สมศักดิ์ ตาไชย อดีตผู้บริหาร สกสค. ร่ำรวยผิดปกติ 35.99 ล้าน เตรียมส่ง อสส.ฟ้องศาล ขอทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน-แจ้งต้นสังกัดลงโทษไล่ออก

21 กันยายน 2569 เวลา 18:01 น.

21 กันยายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการ ป.ป.ช.) แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายสมศักดิ์ ตาไชย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรม การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,991,076.88 บาท

โดยจากการไต่สวนพบว่า นายสมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการฯ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 โดยนายสมศักดิ์และคู่สมรสมีรายได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ตั้งแต่ปีภาษี 2552-2558 เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนรวม 16,488,873 บาท และไม่ปรากฏรายได้ประเภทอื่นนอกเหนือจากที่แสดงไว้

และเมื่อตรวจสอบทรัพย์สินพบว่ามีเพิ่มขึ้นผิดปกติ มีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในชื่อของนายสมศักดิ์ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวม 17 รายการ มูลค่า 35,991,076.88 บาท

ประกอบด้วย เงินฝากธนาคารในชื่อของนายสมศักดิ์ จำนวน 1 บัญชี รวม 8 รายการ เป็นเงิน 3,910,000 บาท และเงินฝากในชื่อคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวม 2 รายการ เป็นเงิน 5,700,000 บาท

ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของนายสมศักดิ์ และคู่สมรส จำนวน 4 รายการ มีมูลค่า 5,500,000 บาท ขณะที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำนวน 2 รายการ มีมูลค่า 19,629,100 บาท

นอกจากนี้ ยังพบเงินที่นำไปชำระหนี้เงินกู้พิเศษของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด ในชื่อบัญชีคู่สมรส เป็นเงิน 1,251,976.88 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่า นายสมศักดิ์ ตาไชย ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,991,076.88 บาท จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน

และแจ้งคำวินิจฉัยและข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อสั่งลงโทษไล่ออกนายสมศักดิ์ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่งและวรรคสาม หากไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามมาตรา 125 ของกฎหมายเดียวกัน

ยุทธพร เผย ถกเสริมสังคมสันติสุข เปิดหลายช่องทางให้ยื่นร้องขอความเป็นธรรม ป้ามล ลั่น ทุกอย่างจะจบลงอย่างงดงาม

21 กันยายน 2569 เวลา 17:35 น.

ยุทธพร เผย ที่ประชุมคกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดหลายช่องทางให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยื่นร้องขอความเป็นธรรม ป้ามล ลั่น ทุกอย่างจะจบลงอย่างงดงาม

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยุทธพร อิสรชัย กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ต้องบอกว่า หลายหน่วยงานรอความชัดเจนอยู่ในเรื่องของการสร้างสังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ แต่ในส่วนของกฎหมายต้องว่ากันไป โดยกฎหมายได้ประกาศใช้ไปแล้ว 1 เดือน ซึ่งในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขตามมาตรา 7 และ 8 รวมถึงข้อยกเว้นในมาตรา 3 จะมีผลในกฎหมายนิรโทษกรรมและความผิดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องเดินหน้าไปตามนั้น

นายยุทธพร กล่าวว่า ในที่ประชุมนายปกรณ์ ในประธานและกรรมการคนอื่นๆ มีความเห็นที่ชัดเจนและตรงกัน ให้หน่วยงานปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ส่วนในกรณีที่ยังไม่มีความชัดเจน หรือมีการปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ จะมีการเสนอเรื่องยื่นคำร้องขอมาที่คณะกรรมการฯ โดยที่ประชุมมีการกำหนดช่องทางอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีส่วนได้เสียให้สามารถยื่นเรื่องได้อย่างสะดวกหลายช่องทาง โดยจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป ทั้งไปรษณีย์ อีเมล หรือแม้กระทั่งในกระบวนการราชการ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ไปสู่สังคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เป็นกระบวนการที่เราจะดำเนินการต่อไป

ขณะที่นางทิชา ณ นคร กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวว่า จากนโยบายที่เราจะสามารถตีความประเด็นทางการเมืองให้กว้างขึ้นเพื่อให้เกิดความครอบคลุมต่อบุคคลที่เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่ควรจะต้องจบลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งคณะกรรมการฯได้ให้ประเด็นที่ทำให้เราสบายใจ เพราะเรามีความเห็นที่ตรงกัน ต้องขอขอบคุณและขอบอกว่า ทุกอย่างจะจบลงได้อย่างงดงาม

เปิดหลักฐานมุมสูง! กองทัพแฉจุดตั้งอาวุธ-ทหารกัมพูชา เข้าพื้นที่ปราสาทพระวิหาร

21 กันยายน 2569 เวลา 16:57 น.

21 กันยายน 2569 กองทัพเปิดเผยภาพมุมสูงบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แสดงให้เห็นสภาพพื้นที่และจุดจัดตั้งตำแหน่งทางทหารของฝ่ายทหารกัมพูชา โดยภายในพื้นที่ดังกล่าวพบการนำอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าจัดวาง รวมถึงอาวุธที่มีศักยภาพในการยิงเข้ามายังฝั่งไทย ขณะที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่มีการนำอาวุธร้ายแรงเข้ามาในพื้นที่ และไม่ได้ใช้พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อจัดตั้งทางทหาร

ผบ.ทบ.ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก แสดงความยินดี ทหารได้เลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้น

21 กันยายน 2569 เวลา 16:27 น.

21 กันยายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 12/2569 โดยก่อนเริ่มการประชุมผู้บัญชาการทหารบกได้มอบรางวัลให้กับกำลังพลที่เข้าร่วมกิจกรรม S.M.A.R.T. Virtual และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสโมสรและกีฬากองทัพไทย พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันที่สามารถทดสอบร่างกายประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ได้คะแนน 100% โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณหน่วยที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่กองทัพบก ถือเป็นการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้กำลังพลออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทุกรูปแบบ

ในการประชุมครั้งนี้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกได้รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ประกอบด้วย การสกัดกั้นตรวจพบการกระทำผิด 81 ครั้ง จับกุมผู้กระทำความผิดได้ 90 คน ยึดของกลางเป็น ยาบ้า จำนวน 39,971,300 เม็ด, ไอซ์ จำนวน 1,317 กิโลกรัม, เคตามีน จำนวน 410 กิโลกรัม และเฮโรอีน จำนวน 173 กิโลกรัม , การจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตรวจพบการกระทำผิด จำนวน 82 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวน 315 คน , การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ตรวจพบการกระทำความผิด จำนวน 2 ครั้ง ยึดของกลางได้ไม้ประดู่ และการสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและสิ่งผิดกฎหมาย ตรวจพบและจับกุมการกระทำผิด จำนวน 26 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิด จำนวน 31 คน ยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ บุหรี่, น้ำมันดีเซล, น้ำมันปาล์ม, อาวุธปืนผิดกฎหมาย และกระสุนปืน เป็นต้น

ในส่วนของการดำเนินการด้านทหารกองประจำการที่กองทัพบกได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในเรื่องสิทธิสวัสดิการ และการส่งเสริมอาชีพหลังปลดฯ ในที่ประชุมได้มีการเน้นย้ำให้ผู้บังคับหน่วยแจ้งข้อมูลที่สำคัญให้ทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลดในวันที่ 1 พ.ย. 69 ทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยผู้ที่มีความประสงค์รับราชการต่อ (เลื่อนปลดฯ) สามารถเสนอความต้องการผ่านระบบออนไลน์ได้ภายในวันที่ 25 ก.ย. 69 สำหรับผู้ที่ประสงค์จะสมัครเป็นพลทหารอาสาสามารถดำเนินการได้หลังปลดฯ โดยหน่วยจะอำนวยความสะดวกให้ นอกจากนั้นผู้ที่ไม่มีความประสงค์รับราชการต่อ และมีความประสงค์ให้กองทัพบกช่วยจัดหาอาชีพให้หลังปลดฯ สามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ในระบบจัดหางานของศูนย์ประสานการรับสมัครและการเปลี่ยนผ่านกำลังพล ฝ่ายกำลังพล ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก

ในช่วงท้ายของการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ซึ่งในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในปีงบประมาณ ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่ครบวาระเกษียณอายุราชการ ได้กล่าวทิ้งท้ายและฝากข้อคิดแก่เพื่อนทหาร ในที่ประชุม ดังนี้

พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณทุกคน ทุกส่วนที่มีส่วนร่วมให้สามารถปฏิบัติภารกิจลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอให้ทุกคนเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการป้องกันประเทศ งานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสถานการณ์บ้านเมือง สำหรับการเปลี่ยนแปลงพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ควรต้องศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาให้ถ่องแท้ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนมาร่วมงานกัน ขอให้ร่วมมือร่วมใจสมัครสมานสามัคคีในการทำงานเพื่อกองทัพบก

พลเอก ศานติ ศกุนตนาค ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ได้กล่าวขอบคุณกองทัพบกที่ให้โอกาสรับใช้ประเทศชาติ ขอบคุณกำลังพลทุกนายที่เคยร่วมงานร่วมทุกข์ร่วมสุขและร่วมกันทำภารกิจตลอดเส้นทางชีวิตราชการวันนี้หน้าที่ของผมอาจเดินมาถึงปลายทางแต่หน้าที่ของกองทัพยังคงเดินหน้าต่อไป ผมขอฝากความเชื่อมั่นและความหวังไว้กับทุกท่าน ขอให้ภาคภูมิใจในความเป็นทหารอาชีพ และทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ได้กล่าวว่า ผมรู้สึกปลื้มปิติ และขอบคุณทุกโอกาสและทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตรับราชการ ตลอดระยะเวลาที่รับราชการในกองทัพบก ตนได้ทำงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 โดยยึดหลักศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ขอฝากให้หน่วยได้ทบทวนความเข้าใจในเรื่องหลักการป้องกันและปราบปรามการไม่สงบ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในการรับมือต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

โอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณนายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการขอชื่นชมในคุณงามความดีที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดระยะเวลาการรับราชการ โดยกองทัพบกยังคงเป็นบ้านสำหรับทุกท่านเสมอ พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นทุกท่านขอให้ทุกนายได้ร่วมกันตั้งใจทำงานเพื่อกองทัพและประเทศชาติ

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำทุกหน่วยให้ความสำคัญกับข้อเน้นย้ำที่กรมฝ่ายเสนาธิการได้ชี้แจงในที่ประชุม เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ จนสามารถช่วยเหลือประชาชนและลดความสูญเสียได้เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดขอให้กำลังพลทุกนายยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นทหารในการปฏิบัติหน้าที่