บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถังให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ฮึ่ม ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.42 น.

บิ๊กดุลย์ แจงปม จีน ส่งรถถัง T59D ให้ กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ ยันการข่าวยังไม่พบนำมาชายแดน เตือน ฮุนเซน จะใช้กำลัง ก็ต้องคิดให้ดี ขอคนไทยเชื่อมั่นกองทัพพร้อมตลอดเวลา 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีทางการจีนได้ขอเข้าพบ หลังส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ว่า เมื่อวาน (9 มิ.ย.) ตนเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศเวียดนาม ไปร่วมประชุม และพาผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และมีโอกาสได้พบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องปกติในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่งใหม่ 

เมื่อถามถึงกรณีที่จีนส่งมอบรถถังให้กับกัมพูชา ทางจีนอธิบายเรื่องนี้ให้กับฝ่ายไทยฟังอย่างไรบ้าง พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า จีนและกัมพูชามีการฝึกร่วมกันมานาน ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นรถถังเก่าที่จีนได้รีโนเวทขึ้นมาใหม่ และไทยก็รับทราบมาว่าทางกัมพูชามียุทโธปกรณ์ใหม่ ซึ่งนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ 

เมื่อถามว่าการส่งมอบรถถังในครั้งนี้จะมีผลต่อการป้องกันชายแดนไทยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า คงต้องดูว่ากัมพูชานำมาไว้ที่ไหน ตอนนี้ทางการข่าวรับทราบว่ามีการนำเข้ามาที่ท่าเรือของกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาที่ชายแดน และขณะนี้เรามี Joint Statement ในเรื่องของการนำยุทธโธปกรณ์ และกำลังพลเข้ามาพื้นที่ชายแดน 

เมื่อถามว่าการส่งมอบครั้งนี้ถือเป็นดีลเก่าระหว่างจีนและกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า เป็นดีลเดิมแต่เราไม่ได้ประมาท เรารู้ว่าเป็นดีลเดิมในการฝึกร่วมกัน ที่มีการรับปากกันว่าจะมีการนำยุทโธปกรณ์บางส่วน ซึ่งก็คือรถถัง T59D

เมื่อถามว่าไทยจะมีการโต้แย้งหรือหารือจีนในประเด็นนี้หรือไม่ เพราะตามสัญญาจะมีการส่งมอบรถถังถึง 93 คัน พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องดูว่ากัมพูชานำมาแล้ว เอามาไว้ในพื้นที่ชายแดนหรือไม่ และทางจีนก็ยังบอกว่าจะมีการส่งมอบเรือให้กับกัมพูชาด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มา

เมื่อถามว่าจะมีการเดินทางหารือกับจีน ในประเด็นนี้หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนน่าจะได้เดินทางไปพบในโอกาสที่รับหน้าที่ใหม่ ซึ่งจะต้องพบทุกประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปฝรั่งเศสมา และเวียดนาม รวมถึงรัสเซีย ที่จะเดินทางไปอีกรอบหนึ่ง 

เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมกัมพูชาถึงมีอาวุธเข้ามาตอนนี้ พล.ท.อดุลย์ มองว่า ตอนที่มีการสู้รบกัน หากเราสังเกตดูหลังจากสู้รบกับไทยจบ เรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบในพื้นที่ เราทราบกันอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่กัมพูชาพยายามจะสร้างกระแสความรักชาติ ให้เกิดขึ้นในประเทศหรือการหาเสียงของเขาภายในประเทศ เราห้ามเขาพูด เขาทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีผลคุกคามกับไทยในทางนโยบาย ซึ่งเราจะสังเกตว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินสายในลักษณะการทูตเชิงรุกกับทุกประเทศ ตั้งแต่ฝรั่งเศส เวียดนาม และขณะนี้กำลังเดินทางไปญี่ปุ่น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เคยเกิดแบบนี้มาก่อน เป็นงานการทูตเชิงรุกที่ทำควบคู่กับงานด้านความมั่นคง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ตนก็มีหน้าที่ของเรื่องนโยบาย และในเรื่องของความพร้อม ขอให้เชื่อว่า กองทัพ กองกำลัง และหน่วยในพื้นที่ มีความพร้อม ส่วนการยั่วยุมันมีอยู่แล้ว กัมพูชาต้องการให้เราทำตามในสิ่งที่ต้องการ แต่เราก็ต้องทำตามเจตนารมณ์ เดิมในการพูดคุยตาม Joint Statement ต้องยืนยันตามนี้ กัมพูชาอยากให้มีการพูดคุยในวง JBC และ GBC แต่หากกัมพูชาไม่ทำตาม Joint Statement เรายืนยันว่า ขอให้มั่นใจในศักยภาพกองทัพ ในตัวรัฐบาล และทุกหน่วย 

เมื่อถามว่ามีการนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่สมเด็จฮุนเซนประกาศทวงคืนดินแดนจากฝ่ายไทย พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่า สมเด็จฮุนเซนพูดจริงหรือไม่จริง ในเรื่องการทวงพื้นที่ ทั้งด้านการทูตและการใช้กำลัง แต่ถ้าใช้กำลังหากมีการคิดในเชิงนี้ เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรี ก็บอกแล้วว่าให้ท่านคิดดีๆ 

เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างไร พล.ท.อดุลย์กล่าวย้ำว่า ตนก็บอกแล้วว่า ถ้าท่านจะใช้กำลังก็ให้ท่านคิดดีๆ 

‘วราวุธ’ เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด ‘ซิน เคอ หยวน’ ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

'วราวุธ' เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด 'ซิน เคอ หยวน' ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

‘วราวุธ’ เผยกรมโรงงานฯ เคาะเปิด ‘ซิน เคอ หยวน’ ยันทำตามกฎหมายครบ เตรียมหอบข้อมูลแจงสภา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.35 น.

เวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งว่า จากการรับฟังรายงานจากกรมโรงงานฯ การเปิดหรือปิดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการปิดหรือเปิดจะไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่ได้รับรายงานในเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมโรงงานฯ ยื่นเป็นข้อเสนอในการปิดโรงงาน วันนี้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามตัวบทกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 11 มิ.ย. ฝ่ายค้านอาจจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ตนจะได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลชุดนี้

ขู่สั่งปิดซ้ำ หากคุณภาพเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.

เมื่อถามว่า สภาพโรงงานได้มาตรฐานจริง แต่ตัวผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่ นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กรมโรงงานฯ จะส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา และหากมีการตั้งกระทู้ถามสด ตนจะได้นำเสนอข้อมูลว่าเป็นอย่างไร และมาร่วมกันหาวิธีแก้ไขให้กับประชาชนได้อุ่นใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงงานได้มาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยแล้ว แต่สังคมและภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีความกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กอยู่ กรมโรงงานฯ สามารถใช้เหตุผลนี้ในการสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้งหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จะเป็นเหตุสำคัญที่เราจะขอให้กลับไปปรับปรุง แต่หากปรับปรุงไม่ได้จะมีการสั่งปิดโรงงานอีกครั้ง

แจงปมไร้ “เตาปรุง” ขัด EIA

เมื่อถามว่า แบบการก่อสร้างโรงงานของซิน เคอ หยวน สตีล ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีกำหนดการสร้างเตาปรุงเพื่อแยกแร่ธาตุที่สกปรก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเหล็กออก แต่ในการก่อสร้างจริงไม่มีเตาปรุง นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานด้วยวาจา เตาปรุงทางโรงงานได้แจ้งมาว่า โรงงานสามารถใช้เตาที่มีอยู่ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เตาปรุง

แต่วันนี้ตนจะดูรายละเอียดในเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวัน 11 มิ.ย. ต่อที่ประชุมรัฐสภา

เวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งว่า จากการรับฟังรายงานจากกรมโรงงานฯ การเปิดหรือปิดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการปิดหรือเปิดจะไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่ได้รับรายงานในเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมโรงงานฯ ยื่นเป็นข้อเสนอในการปิดโรงงาน วันนี้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามตัวบทกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 11 มิ.ย. ฝ่ายค้านอาจจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ตนจะได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลชุดนี้

ขู่สั่งปิดซ้ำ หากคุณภาพเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.

เมื่อถามว่า สภาพโรงงานได้มาตรฐานจริง แต่ตัวผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่ นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กรมโรงงานฯ จะส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา และหากมีการตั้งกระทู้ถามสด ตนจะได้นำเสนอข้อมูลว่าเป็นอย่างไร และมาร่วมกันหาวิธีแก้ไขให้กับประชาชนได้อุ่นใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงงานได้มาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยแล้ว แต่สังคมและภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีความกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กอยู่ กรมโรงงานฯ สามารถใช้เหตุผลนี้ในการสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้งหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จะเป็นเหตุสำคัญที่เราจะขอให้กลับไปปรับปรุง แต่หากปรับปรุงไม่ได้จะมีการสั่งปิดโรงงานอีกครั้ง

แจงปมไร้ “เตาปรุง” ขัด EIA

เมื่อถามว่า แบบการก่อสร้างโรงงานของซิน เคอ หยวน สตีล ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีกำหนดการสร้างเตาปรุงเพื่อแยกแร่ธาตุที่สกปรก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเหล็กออก แต่ในการก่อสร้างจริงไม่มีเตาปรุง นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานด้วยวาจา เตาปรุงทางโรงงานได้แจ้งมาว่า โรงงานสามารถใช้เตาที่มีอยู่ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เตาปรุง

แต่วันนี้ตนจะดูรายละเอียดในเอกสารอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวัน 11 มิ.ย. ต่อที่ประชุมรัฐสภา

ขอบภาพจากเฟซบุ๊ค: ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.34 น.

นายกฯ นำประชุมครม. ทูตสหรัฐฯ-รอง ผอ.FBI เข้าทำเนียบฯ เยี่ยมคารวะ เผยชื่นชมไทยทุกเรื่อง ขณะที่รมต.ลาประชุม 4 คน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 08.20 น. พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานสมาคมนักเรียนเก่า FBI-NA แห่งประเทศไทย นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายแอนดรูว์ เบลีย์ รองผู้อำนวยการร่วมสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (FBI) และนายเบนจามิน จี. เวอร์ชิว ผู้ช่วยทูตฝ่ายกฎหมาย สำนักงานตำรวจสืบสวนกลาง สหรัฐอเมริกา เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเยี่ยมคารวะเนื่องจากเมื่อวันที่ 9มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ได้จัดประชุม The 26th FBI National Academy Associates (FBINAA) Asia Pacific Chapter Retraining Conference อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันต่อต้านองค์กรอาชญากรข้ามชาติในยุคดิจิทัล โดยคาดว่าจะมีการหารือเป็นการภายใน เรื่องความร่วมมือรองรับอาชญากรรมที่ซับซ้อน และไร้พรมแดน 

จากนั้นเวลา 10.00 น.นายกฯเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยการประชุมผู้สื่อข่าวถามนายกฯถึงรองผู้อำนวยการFBI เข้าพบ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีการหารือประเด็น ความร่วมมือเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เขาชื่นชมไทยมากในทุกเรื่อง

ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีลาประชุม 4 คน คือ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และพล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.29 น.

“อนุชา”เบอร์ 5 รับฟังปัญหาชาวหนองแขม ชูแก้คลองเน่า-ดึงรถเมล์ Feeder เสริม ผุดไอเดีย”QR Code แผงค้า”สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ ลบคำสบประมาท”ผู้ว่าฯ คนไหนก็แก้ไม่ได้”

10 มิถุนายน 2569 หลังลงพื้นที่เขตบางบอนช่วงเช้า นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 มาลงพื้นที่ต่อที่ตลาดวัดหนองแขม ร่วมกับ ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 โดยรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนหลายด้าน ทั้งน้ำท่วมขัง คลองเน่าเสีย ระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ครอบคลุม รวมถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยค้าขาย

นายอนุชา ระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันคือ “น้ำท่วมและน้ำรอระบาย” รวมถึงสภาพน้ำในคลองที่เน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น จนไม่สามารถใช้สัญจรทางเรือหรือใช้ชีวิตริมน้ำได้ตามปกติเหมือนในอดีต โดยมีแนวทางแก้ไขคือการบูรณาการระบบระบายน้ำ เพิ่มสถานีสูบน้ำ นำเทคโนโลยีมาจัดการการไหลเวียนของน้ำคล้ายระบบจราจรอัจฉริยะ และฟื้นฟูสภาพคลองให้กลับมาใสสะอาด

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความยากลำบากในการเดินทาง ชาวบ้านต้องเดินทางไกลกว่า 10 กิโลเมตรเพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะเส้นทางหลัก โดยนายอนุชาเตรียมผลักดัน “ระบบรถเมล์สายรอง (Feeder)” เข้ามาเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อการเดินทาง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณยานพาหนะส่วนตัว และแก้ปัญหามลภาวะรวมถึงฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปัญหาในบริเวณตลาดที่พบว่ามีแรงงานต่างด้าวเข้ามาสวมสิทธิ์ตั้งแผงค้าขาย นายอนุชาได้เสนอนโยบายจัดระเบียบผ่าน ระบบสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ค้าได้อย่างโปร่งใส ว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์ตัวจริง เช่าช่วงมา หรือตั้งแผงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อถูกถามถึงเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่มองว่า “ผู้ว่าฯ คนไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้” นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาระยะสั้นแบบขอไปที แต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่รากฐานเพื่อความยั่งยืน (เมืองฟ้าอมร) แม้บางโครงการ เช่น โรงงานกำจัดขยะ จะต้องใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 1 วาระ (4 ปี) ก็พร้อมที่จะเริ่มต้นและผลักดันงบประมาณร่วมกับ ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนผลโพลล์สำรวจความนิยมขณะนี้ นายอนุชา กล่าวว่า มองเป็นแรงผลักดันให้ต้องทำงานหนักขึ้น ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์นโยบายให้ประชาชนรับทราบมากขึ้น พร้อมชูจุดแข็งของ ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่เคยทิ้งพื้นที่และทำงานดูแลพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงท้าย นายอนุชาได้กล่าวถึงกระแสข่าวการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารชุดเก่า โดยระบุว่า 1 ใน 5 นโยบายหลักของตน คือ “การบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้” ปัจจุบันเตรียมนำแพลตฟอร์มตรวจสอบของรัฐที่เคยใช้ระดับชาติมาปรับใช้กับ กทม.การหยิบยกประเด็นข้อสงสัยขึ้นมาพูดถึงไม่ใช่การโจมตี หรือดิสเครดิต แต่เป็นไปเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งหากตรวจสอบแล้วโปร่งใส ประชาชนก็จะได้เกิดความสบายใจและเชื่อมั่นในการบริหารงานของ กทม.ต่อไป

– 006

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.12 น.

10 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทกรุงเทพโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นการสำรวจในรอบที่ 2 ภายหลังจากการสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 5 – 7  มิถุนายน 2569 จากจำนวน 2,391 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งในรูปแบบของออนไลน์และการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในประเด็น “เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 2569” ต่อข้อคำถาม ดังนี้

ท่านติดตามข่าวสารการเมืองกรุงเทพมหานครบ่อยเพียงใด พบว่า คนกรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งสัปดาห์ละหลายครั้ง ร้อยละ 31.5 , นานๆ ครั้ง ร้อยละ 29.1 , ติดตามทุกวัน ร้อยละ 26.5 และไม่เคยติดตามเลย ร้อยละ 12.6

แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ พบว่า แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุดคือสื่อโทรทัศน์ ร้อยละ 26.8 , TikTok ร้อยละ 24.1 , Facebook ร้อยละ 23.5 , ข่าวออนไลน์ ร้อยละ 9.7 , การลงพื้นที่ของผู้สมัคร ร้อยละ 5.7 , คนในครอบครัว/เพื่อน ร้อยละ 3.5 , YouTube ร้อยละ 2.9 และอื่นๆ ร้อยละ 1.5

พรรคการเมืองที่ชื่นชอบและจะสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พบว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ยึดติดพรรคการเมืองโดยสนับสนุนผู้สมัครอิสระ 37.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 22.2 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.8 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.4 , กลุ่มคนทำงาน ร้อยละ 3.7 , กลุ่มเพื่อนมัลลิกา ร้อยละ 3.7 และกลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อยละ 0.8

บุคคลที่ท่านจะสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มากที่สุด พบว่า บุคคลที่ประชาชนอยากสนับสนุนมากที่สุด 6 อันดับแรกคือ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 69.1

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ร้อยละ 10.0

นายอนุชา บูรพชัยศรี ร้อยละ 4.0

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 3.6

นายชาญเทพ เสสะเวช ร้อยละ 1.4

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ร้อยละ 1.1

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พบว่า การเลือกตั้ง สก.ยังคงให้ความสำคัญกับผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 33.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 25.9 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.5 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.5 และอื่นๆ ร้อยละ 3.7

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครสมาชิสภากรุงเทพมหานคร (สก) ในเขตของท่านอย่างไร พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 48.1 , ยังคงเลือกผู้สมัคร สก.คนเดิม ร้อยละ 40.7 และผู้สมัครคนใหม่ ร้อยละ 11.1

‘ศุภจี’ เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

'ศุภจี' เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

‘ศุภจี’ เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.58 น.

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ ว่า จากกรณีดังกล่าวการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาวเราจะต้องช่วยกันหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อที่จะไม่ให้มีการพึ่งพาตลาดใดเพียงตลาดเดียวมากเกินไป

เมื่อถามว่ากุ้งที่ไม่ได้ส่งไปมาเลเซียกว่า 400 ตันต่อเดือนจะกระจายในประเทศได้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า พออยู่แล้ว ตอนนี้มีการวางแผนว่าจะทำให้ได้ทันที ซึ่งเกษตรกรที่มีปัญหาเราต้องดูแล และพยายามจะดูดซับหาตลาดสร้างกิจกรรม จับมือร่วมกับโมเดิร์นเทรดส่งไปในโครงการไทยช่วยไทย เชื่อว่าปริมาณกุ้งที่โดนผลกระทบจะบริหารจัดการได้

“ไม่อยากจะพูดว่าศุภจีบอกว่าไม่มีปัญหา ปัญหามันมีและพยายามที่จะช่วยแก้ปัญหาให้มีผลกระทบน้อยที่สุดมากกว่า” นางศุภจี กล่าว

จี้เจรจามาเลเซีย ชี้มาตรการระงับนำเข้ากะทันหันไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามต่อในกรณีของเกษตรกรที่จะต้องปรับตัวหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า กุ้งที่เรามีนั้นยังมีรูปแบบทั้งแปรรูปหรือแช่แข็ง เราก็หาตลาดเพิ่มเติมให้ แต่สิ่งที่เราต้องดูแลคือทำอย่างไรจะเจรจากับมาเลเซียให้เขาเข้าใจว่ากุ้งของเราไม่มีปัญหาอะไร และมาตรการที่เขาระงับนำเข้าทันทีก็ไม่น่าจะใช่มาตรการที่ถูกต้อง ควรจะค่อยเป็นค่อยไป จากหนักไปหาเบา ไม่ใช่หยุดเลยทันที ตนขอให้กำลังใจกรมประมงให้คุยกับทางมาเลเซียให้เรียบร้อย และเรามีหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการประมงที่ได้รับผลกระทบในการช่วยกระจายสินค้าให้มากที่สุด

เมินดราม่า วอนสื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลให้ครบถ้วน

เมื่อถามว่าการเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้เจอดรามาหลายเรื่องรู้สึกท้อหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร ในเรื่องของข้อมูลการสื่อสารมีมากมายที่เป็นข้อเท็จจริงก็เยอะ เวลาที่เราอธิบายเรื่องอะไรที่มีขั้นตอน ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว อาจจะมีคนหยิบประเด็นว่าทำไมไม่แก้ตรงนั้นตรงนี้ เราก็ค่อยๆอธิบายไป มีทั้งโฆษกรัฐบาล โฆษกของพรรค โฆษกของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยดูแลในการสื่อสารข้อมูล และขอฝากสื่อมวลชนให้สื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเท่านั้นเอง

ลั่น “ไม่ท้อ” เตรียมงัดอินโฟกราฟิกแก้ปัญหาการสื่อสาร

เมื่อถามย้ำว่ามีท้อบ้างหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องปรับปรุงในการสื่อสารให้มีคนเข้าใจมากยิ่งขึ้น งานของกระทรวงพาณิชย์เป็นงานที่ดูทั้งระบบจะดูแต่เพียงระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่คนที่จะหยิบไปเป็นประเด็นมักดูแค่ระยะสั้นไม่ดูระยะยาวเลย เราจึงต้องอธิบายตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการสื่อสารโดยโฆษกกระทรวงพาณิชย์จะทำเรื่องอินโฟกราฟฟิกให้เห็นห่วงโซ่ทั้งระบบด้วย

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.43 น.

10 มิถุนายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Adul A Day l Team Thailand Plus [????????]

ภารกิจที่เวียดนามสำเร็จลุล่วงด้วยดีครับ

เบื้องหลังทุกความสำเร็จ คือการทำงานร่วมกันของคนหลายฝ่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ประเทศไทย

ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำหน้าที่เพื่อชาติครับ [????????]

#AdulADay #อดุลย์อะเดย์
#TeamThailandPlus
#ทำทันทีรวมเป็นหนึ่งจึงชนะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 – 9 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนาม และภาคเอกชน เพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้แทนระดับสูงของไทย ประดอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ , นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม , นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชน ระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! อนุชา เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! อนุชา เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! อนุชา เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.04 น.

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! “อนุชา”เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ขอเลือกผู้ว่าฯ – ส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์ยกทีม

10 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 และนายสมพร คงโครัด ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน หมายเลข 2 ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเช้าหมู่บ้าน DK จากนั้นลงพื้นที่ร่วมกับ ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 ที่ตลาดวัดหนองแขม โดยพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยให้การต้อนรับทักทายกันอย่างเป็นกันเอง และได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับการหาเสียงรวมถึงนโยบายต่างๆ กับนายอนุชาโดยตรง

นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของประชาชนในพื้นที่เขตบางบอนและหนองแขมส่วนใหญ่ คือปัญหาน้ำท่วมขังเวลามีฝนตก ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงยาก ตลอดจนประเด็นความสะอาดและการจัดเก็บขยะที่ยังล่าช้า ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ ภายใต้การทำงานที่มุ่งเน้นความสะดวก สะอาด และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

ในการแก้ปัญหาการคมนาคมขนส่ง นายอนุชา เสนอแนวคิดการจัดตั้งระบบขนส่งสายรองหรือ Feeder เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากชุมชนสู่ระบบขนส่งมวลชนหลัก โดยจะมีการจัดสรรประเภทยานพาหนะให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อาทิ รถขนาดเล็กสำหรับสัญจรในตรอกซอกซอย และรถไมโครบัสขนาด 20 – 30 ที่นั่ง สำหรับถนนสายรอง พร้อมทั้งเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์ปริมาณผู้โดยสารเพื่อปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการแต่ละช่วงเวลา รวมถึงพิจารณาพัฒนาเส้นทางเดินเรือเพิ่มเติม

สำหรับมาตรการบรรเทาอุทกภัยและน้ำทะเลหนุนหนุนสูง นายอนุชา ย้ำว่า นอกจากการลอกท่อระบายน้ำและคูคลองเป็นประจำแล้ว จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำ การปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความเหมาะสม ส่วนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต จะต้องมีการตรวจสอบและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในด้านเศรษฐกิจและการจัดการชุมชน มีนโยบายที่จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มาพัฒนาเป็นสวนหย่อมและพื้นที่กิจกรรมสาธารณะของชุมชน พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอัตลักษณ์ของแต่ละเขต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการค้าขายในพื้นที่

ในช่วงท้าย นายอนุชา กล่าวถึงภาพรวมการรณรงค์หาเสียงและการเข้าร่วมเวทีดีเบตว่า เรามุ่งเน้นการนำเสนอนโยบาย “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงศักยภาพของกรุงเทพมหานครที่สามารถพัฒนาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเชิญชวนให้ผู้สิทธิ์เลือกตั้งพิจารณาเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 5 และผู้สมัคร ส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์แบบยกทีม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการประสานงานพัฒนาพื้นที่ เป็นไปอย่างมีเอกภาพ ไร้รอยต่อ ยืนยันว่าบุคลากรของพรรคมีความพร้อมและผูกพันกับพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

– 006

‘ศุภณัฐ’ ยันไม่ปล่อย! งัด 12 คำถามเดือด จี้ ‘ชัชชาติ’ เครื่องออกกำลังกาย กทม. จบที่ปรับ 600 บาท?

'ศุภณัฐ' ยันไม่ปล่อย! งัด 12 คำถามเดือด จี้ 'ชัชชาติ' เครื่องออกกำลังกาย กทม. จบที่ปรับ 600 บาท?

‘ศุภณัฐ’ ยันไม่ปล่อย! งัด 12 คำถามเดือด จี้ ‘ชัชชาติ’ เครื่องออกกำลังกาย กทม. จบที่ปรับ 600 บาท?

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.43 น.

หลังจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช ได้ออกมาแถลงชี้แจงกรณีเครื่องออกกำลังกายและบทลงโทษ 600 บาท ล่าสุด นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวตั้งข้อสังเกตและจี้ถามผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังจากที่ผู้บริหาร กทม. ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าการสอบสวนทางวินัย แต่กลับมีผลสรุปเบื้องต้นคือการลงโทษ “ปรับเงินเพียง 600 บาท” โดยมีข้อความดังนี้

ผมเห็น อ.ชัชชาติ กับ อ.ทวิดา ได้ออกมาชี้แจง – ผมขอถามแบบชัดๆ เรียงข้อเลยนะครับ จะได้เคลียกันทั้งกรุงเทพ

1) คกก.สอบสวนวินัย อ.ชัชชาติ เป็นคนเซนต์แต่งตั้งเอง ใช่หรือไม่ครับ?

2) คกก.สอบสวน ชุดที่อ.แต่งตั้ง มีมติปรับ 600 บาท จริง ใช่หรือไม่ครับ?

3) คกก.สอบสวน ได้ส่งรายงานว่า ปรับ 600 บาท ให้อ.ชัชชาติ รับทราบและเห็นชอบ ใช่ไหมครับ?

4) อ.ได้ทำการ “เห็นชอบ” กับรายงานของคกก.สอบสวน ที่มีมติปรับแค่ 600 บาท และส่งเรื่องต่อไปยัง กก.(คกก.ข้าราชการกทม.) ที่มีคนนอกอย่าง มหาดไทย กพ. อว. กคศ. ผู้ทรงใช่ไหม?

5) ทำไมอ.ถึงเห็นชอบครับ?

6) อ.ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา อ.สั่งสอบเพิ่มเติมตลอด แต่ที่อ.สั่ง จนแล้วจนรอด ก็จบที่การปรับ 600 บาท ก่อนส่งไปให้กก.ใช่หรือไม่ครับ?

7) อ.บอกว่า เดือนมีนาคม 69 มีมติให้มีการสอบเพิ่มอีก ยังไม่จบ  – ผมขอถามอ.ชัดๆนะครับ คนที่สั่งให้สอบเพิ่มอีกรอบ ไม่ใช่ตัวอ.ชัชชาติ แต่คือทาง กก.ใช่หรือไม่ครับ? และ อ.ไม่ได้เข้าประชุม กก. ใช่ไหมครับ? และตัว อ.เองเป็นคนเห็นชอบกับรายงานการปรับ 600บาท และให้ส่งเรื่องให้ กก.ดำเนินการตามมติคกก.สอบสวนปรับ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?

8.) ถ้าเกิด กก.บ้าจี้ เอาตามที่ อ.ชัชชาติเห็นชอบและส่งมายังกก.โดยไม่ได้แย้งอะไร ก็คือ จะปรับแค่ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?

9) ปลัดกทม.มีการสั่งปรับเงินจนท. 600 บาทจริงๆ ไปแล้วหนิครับ (เมื่อปีที่แล้ว) ใช่ไหมครับ?

10) มติกก. (หลังจากมีการปรับเงิน 600 แล้ว) ที่ขอให้สอบเพิ่มเติม ได้การันตีไหมครับ ว่าจะลงโทษมากกว่า ปรับเงิน 600บาท?

11) ผมเคยจี้ถามอ.หลายรอบ ออกสื่อว่า ทำไมอ.ไม่สั่งสอบการทุจริตเครื่องออกกำลังกายอีก 17 โครงการที่เหลือ (ซึ่งมีทั้งสมัยของอ.ชัชชาติ และสมัยของผว.อัศวิน) โดย อ.ให้สัมภาษณ์ว่า อ.ได้สั่งตรวจสอบทุกโครงการ แต่ผ่านมา 2 ปีเต็ม อ.ไม่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง คกก.สอบสวน โครงการที่เหลืออีก 17 โครงการ ใช่หรือไม่?

12) อ.ได้เคยชี้แนวทางให้คกก.ไหมครับว่า ต้องไปตรวจสอบทุจริตแบบไหน จี้ประเด็นไหน ถึงจะจัดการกับคนทุจริตในกรณีนี้ได้ครับ?

ทุจริตเรื่องนี้ ผมขอไม่ปล่อยนะครับ และขอให้ชี้แจงชัดๆเรียงข้อนะครับ ผมจะได้รู้ว่า สุดท้ายแล้ว คนที่เอาจริงกับการทุจริต คืออ.ชัชชาติ หรือ กก. กันแน่

เพราะมันคงไม่มีอะไรน่าเกลียดไปกว่า ผลการสอบสวนโครงการนี้ ที่คกก.ที่อ.ตั้งขึ้น และสรุปผลว่าปรับแค่ 600 บาท และ ที่สำคัญคือมันผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าแล้วด้วยนะครับ

ทั้งนี้ ถ้ามีอะไรทำให้อ.โมโห ไม่พอใจ ผมขออภัยอ.ล่วงหน้าครับ แต่ผมต้องทำหน้าที่ผู้แทนนะครับ

บาปต่อองค์กร-บ้านเมือง? เอนก ฝากคำถามชวนผู้นำย้อนดูจิตสำนึก

บาปต่อองค์กร-บ้านเมือง? เอนก ฝากคำถามชวนผู้นำย้อนดูจิตสำนึก

บาปต่อองค์กร-บ้านเมือง? เอนก ฝากคำถามชวนผู้นำย้อนดูจิตสำนึก

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.15 น.

10 มิถุนายน 2569 นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บาปต่อองค์กร บาปต่อบ้านเมือง

เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต

ผู้นำทุกคนต้องการเข็มทิศ
แต่เข็มทิศของผู้นำนั้นไม่เหมือนเข็มทิศของนักเดินทางทั่วไป นักเดินทางมีปลายทางที่รู้แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน แต่ผู้นำต้องเดินไปในความมืดมนแห่งอนาคต ที่ไม่มีใครบอกได้แน่ว่าอะไรคือเส้นทางที่ถูกต้อง
ผู้นำจึงต้องการเข็มทิศสองอัน
อันแรกคือ “ธรรมะ” ที่ชี้ว่าเราควรมุ่งหน้าไปทางไหน อันที่สองคือ “บาป” ที่เตือนว่าเราไม่ควรเหยียบย่างไปทางใด
สองสิ่งนี้ประกอบกันเป็นสิ่งที่ผมขอเรียกว่า “พันธสัญญาทางศีลธรรม”
พันธสัญญาทางศีลธรรมไม่ใช่เอกสารที่เราเซ็นแล้วเก็บเข้าแฟ้ม แต่มันคือสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเอง กับองค์กร และกับบ้านเมือง ว่าเราจะใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศนำทาง และจะใช้ความตระหนักรู้เรื่องบาปเป็นรั้วกั้นไม่ให้เราก้าวพลาด

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ในชีวิตของคนที่เป็นผู้นำหรือผู้บริหาร ไม่ว่าในองค์กรเล็กใหญ่หรือในระดับบ้านเมือง ที่เราจะต้องหยุดชะงักกับคำถามบางอย่าง คำถามที่ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจเราเอง
คำถามนั้นอาจมาในยามดึก หลังจากวันที่เราได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง หรือไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย
“นี่เรากำลังทำบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองอยู่หรือเปล่า?”
นั่นไม่ใช่เสียงของความหวาดระแวง แต่มันคือเสียงของเข็มทิศอันที่สองที่กำลังทำงาน

เป็นธรรมดาที่เมื่อพูดถึง “บาป” เรามักนึกถึงการกระทำผิดส่วนบุคคล คิดร้าย พูดปด ลักขโมย นั่นคือบาปที่จับต้องได้ วัดได้ด้วยเจตนาของเราแต่ละคน
แต่สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ความเป็นผู้นำได้เปิดมิติใหม่ของคำว่า “บาป” ให้กว้างใหญ่กว่าชีวิตส่วนตัวมากนัก
เราอาจเริ่มตระหนักว่า โลกขององค์กรและสังคม มี “บาป” ชนิดที่ซ้อนอยู่ในโครงสร้าง ในระบบที่เราดำรงอยู่และมีส่วนร่วมรักษามันไว้ บาปที่ไม่ต้องมีใครลงมือทำชั่วด้วยสองมือตนเอง แต่ดำรงอยู่ผ่านกฎเกณฑ์ ธรรมเนียม วัฒนธรรมองค์กร ที่ทำให้คนบางกลุ่มถูกกดทับ ทำให้ความไม่เป็นธรรมถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ
และเมื่อเราคิดลึกลงไป เราอาจค้นพบความจริงที่อึดอัดใจอีกชั้นหนึ่งว่า องค์กรเองก็ทำบาปได้ ในฐานะนิติบุคคล ผ่านการตัดสินใจร่วมกันของผู้บริหาร ผ่านวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความโลภ หรือผ่านการเมินเฉยต่อผลกระทบที่องค์กรทำให้เกิดขึ้น
ธรรมะบอกเราว่าองค์กรที่ดีควรมุ่งไปทางไหน
ส่วนบาปบอกเราว่า ตรงไหนคือเส้นที่องค์กรและบ้านเมืองไม่ควรก้าวข้าม

และแล้วคำถามก็ย้อนกลับมาที่ตัวเรา
เราได้รับความไว้วางใจ เราได้รับการแต่งตั้งให้มาอยู่ ณ จุดนี้ เราได้รับมอบอำนาจที่มาพร้อมกับความคาดหวังว่าเราจะเป็นผู้ปกป้องสิ่งที่ดีและถูกต้อง
แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่อุดมคติวาดไว้ เราต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน บางครั้งมันคือ “อามิส” ที่มาในรูปแบบแนบเนียนเกินกว่าจะเรียกว่าสินบน บางครั้งมันคือการคุกคามที่เราไม่ได้กลัวแค่เพื่อตัวเอง แต่กลัวไปถึงคนรอบข้าง ครอบครัว ลูกน้องที่เรารับผิดชอบ
ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจพบว่าตัวเองต้องหลีกเลี่ยงที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในบางจังหวะ ต้องชะลอการต่อสู้กับสิ่งที่ผิดในบางสนาม ต้องประนีประนอมกับแรงคุกคามเพื่อรักษาชีวิตและตำแหน่งให้เดินต่อไปได้
แล้ว… สิ่งเหล่านี้คือบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองหรือไม่?

หลายคนมองว่าความกลัวบาปเป็นสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าทำอะไร เป็นโซ่ตรวนทางความคิดที่ถ่วงรั้งการตัดสินใจ
แต่ผมคิดต่างออกไป
ความกลัวบาปไม่ใช่โซ่ตรวน หากเราเข้าใจมันอย่างถูกต้อง มันคือเข็มทิศ
เข็มทิศไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรือหยุดนิ่ง เข็มทิศมีไว้เพื่อบอกทิศทางให้เรือที่กำลังแล่นอยู่ ไม่ให้หลงทาง
ความกลัวบาปในความหมายที่ผมกำลังพูดถึง จึงไม่ใช่ความกลัวแบบหวาดระแวงจนทำอะไรไม่ได้ แต่มันคือความตระหนักรู้ที่คอยกระซิบเตือนเราว่า กำลังมีแนวปะการังอยู่ข้างหน้า กำลังมีหินโสโครกอยู่ใต้ผิวน้ำ
พันธสัญญาทางศีลธรรมของผู้นำจึงประกอบด้วยสองเสาหลักเสมอ
เสาแรกคือธรรมะ ที่บอกเราว่าอะไรคือสิ่งถูกต้องที่ควรทำ
เสาที่สองคือบาป ที่บอกเราว่าอะไรคือเส้นที่เราไม่ควรข้าม
สองเสานี้ต้องอยู่ด้วยกัน ขาดเสาใดเสาหนึ่งไม่ได้
ผู้นำที่มีแต่ธรรมะโดยไม่ตระหนักรู้เรื่องบาป อาจกลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ความดีงามอันเลื่อนลอย โดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังก้าวพลาดตรงไหน
ผู้นำที่มีแต่ความกลัวบาปโดยไม่มีธรรมะนำทาง ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลย กลัวผิดจนไม่กล้าทำถูก

ผมขอเชิญชวนให้ท่านลองถามตัวเอง ด้วยน้ำเสียงที่ไม่กล่าวโทษ แต่นุ่มนวลและซื่อตรง:
“ในการนิ่งเฉยหรือหลีกเลี่ยงของฉัน มีสัดส่วนของความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด และมีสัดส่วนของความสะดวกสบายส่วนตัวผสมอยู่เท่าไร?”
“ฉันได้พยายามทุกวิถีทาง เท่าที่ปัญญาและสถานการณ์จะเอื้ออำนวยแล้วหรือยัง? หรือฉันยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง?”
“หากสิ่งที่ฉันเผชิญมันหนักหนาเกินไปจริง ๆ การที่ฉันยังดำรงตำแหน่งนี้อยู่ โดยไม่ทำอะไรเลยเพื่อปกป้องความถูกต้อง… มันคือการอดทนรอจังหวะ หรือคือการสมยอมที่ห่อหุ้มด้วยเหตุผล?”
“ฉันเป็นผู้นำเพื่ออะไร? เพื่อตำแหน่ง เพื่อความมั่นคง เพื่อเกียรติยศ หรือเพื่อเป็นผู้พิทักษ์บางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวฉัน?”

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราตอบว่า “บาป” หรือ “ไม่บาป” ราวกับเป็นคำพิพากษาทางกฎหมาย
แต่มันคือเครื่องมือตรวจสอบพันธสัญญาทางศีลธรรมของเราเอง ว่าเรายังยึดมั่นในสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเองหรือไม่ เข็มทิศของเรายังทำงานอยู่ดีหรือเปล่า
ในทางพุทธศาสนา “เจตนา” คือหัวใจของการกระทำ การที่เรายังรู้สึกอึดอัด การที่เรายังตั้งคำถาม การที่เรายังไม่สบายใจกับการหลีกเลี่ยงของตนเอง… นั่นคือสัญญาณว่าเข็มทิศยังไม่พัง ธรรมะยังนำทางอยู่ และความตระหนักรู้เรื่องบาปยังคงเป็นข้อพึงระวังที่คอยเตือนเรา
ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกนี้ ตราบนั้นเรายังไม่ “ตาย” ในฐานะมนุษย์ที่มีจิตสำนึก และนั่นอาจหมายความว่า เรายังมีหวังที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง ในวันที่จังหวะและโอกาสมาถึง
หรือในทางกลับกัน หากเราตอบคำถามเหล่านี้อย่างซื่อตรงกับตัวเองแล้วพบว่า เราไม่ได้มีความจำเป็นอันใด เราเพียงแค่รักสบาย รักตำแหน่ง กลัวเสียผลประโยชน์… เราก็จะได้รู้ด้วยตัวเอง ว่าพันธสัญญาทางศีลธรรมของเรานั้นขาดสะบั้นลงแล้ว และสิ่งที่เรากำลังแบกไว้บนบ่านั้นมันคืออะไร

สุดท้ายแล้ว อาจไม่มีใครตอบได้ว่าเราทำบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองหรือไม่ นอกจากตัวเราเอง ในความเงียบงันของจิตสำนึกของเราเอง
แต่ผู้นำที่มีพันธสัญญาทางศีลธรรม ย่อมไม่ปล่อยให้ความเงียบงันนั้นผ่านเลยไปโดยไม่ถามตัวเอง
ผู้นำเช่นนั้นมีธรรมะเป็นเข็มทิศ
และมีบาปเป็นข้อพึงระวัง
สองสิ่งนี้เคียงคู่กันไปตลอดเส้นทางแห่งอำนาจ
นั่นคือภาระอันหนักหน่วง
และนั่นคือศักดิ์ศรีอันสูงส่ง
ของการเป็นผู้นำที่แท้จริง