‘ปกรณ์’ เปิด 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ ถูกไล่ออกจากราชการ ต้องงดจ่ายเงินเดือน-ค่าตอบแทน

4 กันยายน 2569 เวลา 18:33 น.

“ปกรณ์” แจง 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ทันที ชี้ถูกไล่ออกราชการ ต้องงดจ่ายเงินเดือน- ค่าตอบแทนสวัสดิการ เตือนอย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวแก่สังคม

วันที่ 4 กะนยายน 2569  นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงหลักกฎหมายว่าด้วยคำสั่งทางปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมซึ่งได้ระบุถึงหลักการสำคัญของกฎหมายปกครอง 11 ข้อ และเน้นย้ำว่า คำสั่งทางปกครอง ประกอบด้วย

1.คำสั่งทางปกครองจะมีผลใช้ยันต่อบุคคลเมื่อผู้นั้นได้รับแจ้ง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 42 พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

2.ผลของคำสั่งทางปกครองมันก่อให้เกิด โอน เปลี่ยนแปลง หรือระงับสิทธิ์ของผู้อยู่ใต้บังคับคำสั่งทางปกครองนั้น

3.ง่าย ๆ คือเมื่อใดได้รับคำสั่งทางปกครอง คำสั่งนั้นก็มีผลแล้ว และกลไกตามกฎหมายในขั้นตอนต่อไปจะมีผลทันที เช่น ถ้ามีคำสั่งไล่ออกจากราชการ ก็ต้องงดจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ นับแต่วันนั้น

4.ส่วนการโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง ถ้ากฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เฉพาะ ก็ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หรือหน่วยงานอื่นก่อน แล้วจึงจะไปฟ้องศาลปกครองต่อได้ ตามหลัก exhaustion of administrative remedy

5.ถ้ากฎหมายกำหนดวิธีการไว้เฉพาะ ก็ว่ากันไปตามนั้นเลย เช่น ให้ฟ้องตรงต่อศาลปกครองเลย เป็นต้น

6.แต่ตามหลักกฎหมายปกครอง การโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์ก็ดี การฟ้องศาลปกครองก็ดี ไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ เช่น ข้อ 69 ของวิธีพิจารณาคดีปกครอง ที่กำหนดว่า “การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”

7.เอาง่าย ๆ คือ คำสั่งทางปกครองนั้นมีผลอยู่ตราบเท่าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ ไม่ใช่ฟ้องศาลว่าคำสั่งทางปกครองใดออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายปุ๊บ มันจะทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นเสียไปหรือมีปัญหาทันที เพราะศาลท่านต้องพิจารณาในรายละเอียดเสียก่อนทั้งในแง่กระบวนการและเนื้อหา

8.เช่น คำสั่งปิดสถานบริการ ผลก็คือต้องหยุดประกอบกิจการ เปิดให้บริการต่อไม่ได้ หรือคำสั่งไล่ออกจากราชการ ผลก็คือต้องออกจากราชการ ไม่ต้องมาปฏิบัติราชการแล้ว เป็นต้น

9.หลักของมันคือ “ความมั่นคงของคำสั่งทางปกครอง”

10.แต่ถ้าต่อไปศาลปกครองท่านพิจารณาพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าคำสั่งทางปกครองใดไม่ชอบ ก็จะต้องมีการยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น รวมทั้งเยียวยาให้แก่ผู้ถูกคำสั่งทางปกครองนั้น แต่ถ้าศาลท่านเห็นว่าชอบแล้ว ก็บังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้นต่อไป เช่น ถ้าคำสั่งไล่ออกจากราชการชอบแล้ว ผลก็ชอบมาแต่วันที่ผู้นั้นได้รับคำสั่งทางปกครอง

11.สำหรับเรื่องที่ศาลปกครองท่านจะรับไว้พิจารณาได้ ที่ก็จะพิจารณาก่อนว่าเป็นคำสั่งทางปกครองหรือเรื่องที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองหรือไม่ ถ้าอยู่ จึงจะรับไว้พิจารณา และการที่ศาลรับไว้พิจารณาโดยเหตุผลว่าเรื่องนั้นเป็นคำสั่งทางปกครอง ก็หมายความว่าคำสั่งทางปกครองนั้นมันมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันโน้นแล้ว ถ้าไม่เข้าใจอีก ให้ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่ อย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวให้แก่สังคม

ปกครองปกรณ์ นิลประพันธ์

ทร.แจง เฮลิคอปเตอร์ ตีวงเลี้ยวลงจอด ไม่ล้ำแดน กัมพูชา เช็ก GPS ยังอยู่เขตไทย

4 กันยายน 2569 เวลา 17:58 น.

ทร.ยืนยันเฮลิคอปเตอร์ไทยไม่ล้ำแดน ประสานกำลังในพื้นที่เข้าใจแล้ว ย้ำยึดมั่นถ้อยแถลงร่วม มุ่งให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพ

วันที่ 4 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีปรากฏรายงานจากสื่อฝ่ายกัมพูชาว่า เฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยอาจบินข้ามแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน 2569 ว่า กองทัพเรือโดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด

เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการเดินทางของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและคณะ ซึ่งเดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนถาวรที่ 52–59 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังนำคณะเดินทางถึงฐานปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดน เฮลิคอปเตอร์ได้ทำการตีวงเลี้ยวตามขั้นตอนการบินเพื่อลงจอดตามขั้นตอนความปลอดภัย ซึ่งจากมุมมองภาคพื้นดินในบางตำแหน่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าอากาศยานเข้าใกล้หรือข้ามแนวเขตแดน

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการบินที่บันทึกด้วยระบบ GPS ของอากาศยานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวเฮลิคอปเตอร์ยังคงทำการบินอยู่ในเขตประเทศไทย และไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา นอกจากนี้ ตลอดการปฏิบัติการบินไม่ปรากฏการแจ้งเตือนจากศูนย์ควบคุมบินของกองทัพอากาศ ว่าอากาศยานลำดังกล่าวออกนอกเส้นทางหรือล้ำแนวเขตแดนแต่อย่างใด นอกจากนี้ นักบินผู้ควบคุมอากาศยานเป็นผู้บังคับฝูงบินจากกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติการบินและมีความเข้าใจต่อการปฏิบัติในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนเป็นอย่างดี

สำหรับภาพที่ปรากฏจากฝั่งกัมพูชา กองทัพเรือเข้าใจว่า การสังเกตอากาศยานจากภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน อาจทำให้เกิดความกังวลหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากการประเมินจากภาพหรือด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุตำแหน่งพิกัดทางอากาศได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบประกอบกับข้อมูลเส้นทางการบินและพิกัดที่บันทึกไว้

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดข้อสงสัยดังกล่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีได้ประสานกับกองกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยตรง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันเรียบร้อยแล้ว และไม่มีปัญหาหรือเหตุการณ์ต่อเนื่องใด ๆ ในพื้นที่ สถานการณ์ตามแนวชายแดนบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นปกติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ฝ่ายไทยไม่ประสงค์ให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นตอบโต้หรือสร้างความตึงเครียดระหว่างกัน โดยเห็นว่าการสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยในพื้นที่ และการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนขยายตัวเป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ

“ข้อเท็จจริงจากข้อมูลเส้นทางการบินยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยไม่ได้ล้ำแดน และในระดับพื้นที่หน่วยของทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาใด ๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากเราสื่อสารกันโดยตรงและใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็สามารถคลี่คลายได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างกัน”

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างเคร่งครัดในทุกข้อ เนื่องจากมีความจริงใจและต้องการเห็นสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสงบและปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมในทุกข้ออย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน เพราะข้อตกลงร่วมจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยความจริงใจ

“เป้าหมายของฝ่ายไทยไม่ใช่การสร้างความได้เปรียบหรือเพิ่มความตึงเครียด แต่คือการทำให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็ว ไทยจะปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะยึดมั่นในข้อตกลงทุกข้อเช่นเดียวกัน เพราะสันติภาพตามแนวชายแดนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความจริงใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

กองทัพเรือจะยังคงปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง การเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และการใช้กลไกที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันรักษาความสงบและเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืนต่อไป

กัมพูชาเฮลิคอปเตอร์โฆษกกองทัพเรือ

ไม่มีอะไรน่ากังวล! สมชัย ปัดทีมคุ้มกัน หลังคนแห่โทรห่วง ปมโดน ณัฐวุฒิ ผลักตกจักรยาน

4 กันยายน 2569 เวลา 17:43 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 จากกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม มือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ

ต่อมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ ช่วงหนึ่งว่า จะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือ ข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง

“พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอ” นายสมชัย กล่าว

ล่าสุด นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “ขอบคุณทุกสายที่โทรมาด้วยความเป็นห่วงครับ มีทั้งอาสาจะหาทีมมาคุ้มกัน ผมก็บอกปฏิเสธไป บอกว่าไม่มีอะไรน่ากังวล มี 2 สายโทรมา บอกว่า จะจัดทีมไปกระทืบมันมั้ย ผมบอกว่า อย่าเลยครับ แต่แล้วแต่พี่นะครับ ผมไม่ส่งเสริม”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ณัฐวุฒิ’ สลิ้งแตก ผลัก ‘สมชัย’ ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ (ชมคลิป)

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมดร.ณัฐวุฒิสมชัย ศรีสุทธิยากร

‘สมชัย’ เอาเรื่องถึงที่สุด! ยืนยันไม่ยอมความ แจ้งดำเนินคดี ‘ณัฐวุฒิ’ ทำร้ายร่างกาย

4 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ

ล่าสุดวันที่ 4 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์หลังถูก นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทำร้ายร่างกาย โดยระบุว่าวันนี้ปั่นจักรยานมาเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนเวลานัดหมาย

สมชัย ศรีสุทธิยากร

โดยนายสมชัย เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ ว่า เมื่อตนเดินทางมาถึงได้พบกับนายณัฐวุฒิซึ่งแต่งกายใส่สูทยืนอยู่หน้า สน. ตนเองได้ยิ้มทักทายตามปกติ แต่นายณัฐวุฒิกลับพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยอารมณ์ไม่พอใจพร้อมใช้คำพูดด่าทอและหยาบคาย และขณะที่ตนเองยังอยู่บนจักรยาน นายณัฐวุฒิได้ใช้มือผลักจักรยานจนตนเองล้มลงไปนอนหงายกับพื้น หลังจากนั้นเดินเข้ามาด่าทอ ชี้หน้า และแสดงพฤติกรรมในลักษณะข่มขู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 2 นาย และผู้สื่อข่าวไม่น้อยกว่า 4 ช่องที่บันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงไว้ได้ทั้งหมด และเมื่อตนเองลุกขึ้นยืนและพูดว่าตำรวจต้องเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ปรากฏว่านายณัฐวุฒิได้ตรงเข้ามาดึงหมวกออกจากศีรษะของตนเอง ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการประสงค์ต่อทรัพย์ รวมถึงสร้างบาด แผลถลอกที่ขาของตนเอง 2 จุด ส่วนความเสียหายของจักรยานอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบรายละเอียด

นายสมชัย ระบุว่าจะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือ ข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง

สมชัย ศรีสุทธิยากร

“พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอ” นายสมชัย กล่าว

สมชัย ศรีสุทธิยากร

อดีตผู้พิพากษา เตือน ปูดสำนวนโกงสว. เสี่ยงผิดกม.เพียบ-โทษสูง

4 กันยายน 2569 เวลา 16:08 น.

อดีตผู้พิพากษา เตือน ปูดสำนวนโกงสว. เสี่ยงผิดกม.เพียบ และโทษสูง แม้จะไม่เผยฉบับเต็ม ชี้ช่องขอใช้เอกสิทธิ์สส.ในศึกซักฟอกรัฐบาลแทน เเนะหาก กกต.เเถลงเสร็จ ขอใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เรียกสำนวนสอบฉบับเต็มมาตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฏร ถึงการเผยแพร่เอกสารรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการดำเนินการเลือก สว.ปี 2567 โดยระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลเอกสารทางราชการนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็มีความผิด เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้จะมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับ ประกอบด้วย

1.พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพ.ศ.2562 มาตรา3 (1),26,27,79,80
2.พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา15,20,41
3.พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา74 และ 4.ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 164

นายสุโรจน์ ระบุต่อว่า ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 ยังกำหนดเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นความผิดหากเอกสารราชการนั้นมีสถานะเป็นข้อมูลความลับ ใครเผยแพร่มีความผิด ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 บัญญัติให้ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะเชื่อมโยง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ด้วย ตนเห็นว่าถ้ามีการเผยแพร่เอกสารความลับทางราชการ แม้จะไม่ใช่เอกสารฉบับเต็ม เป็นการข้อมูลที่จากหลายภาคส่วนมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก็จะมีความผิด

“ถ้าเป็นเนื้อหาของเอกสารความลับทางราชการก็เป็นความผิดแล้ว โดยหลักการจะไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจเป็นความลับชั่วขณะ หรือตลอดไปก็ได้ แล้วแต่หน่วยงานราชการนั้นๆ จะให้เอกสารเป็นความลับชั่วคราวหรือตลอดไป ถ้าได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบแล้วนำไปเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็จะเป็นความผิด”

นายสุโรจน์ ระบุว่า กรณีของนายพริษฐ์ แม้จะเปิดเผยเอกสารสำนวนการสอบคดีฮั้ว สว.ไม่หมดหรือบางส่วนเพื่อหวังผลการเมือง ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว แต่ถ้ามีการดำเนินคดีถึงชั้นศาล ศาลอาจใช้ดุลพินิจที่เป็นคุณด้วยการรอการลงโทษก็ได้ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ละเมิดทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งตนเห็นว่ามีความผิดทั้งไอลอว์และนายพริษฐ์

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะนำข้อมูลสำนวนคดี สว. มาตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาฯ นั้น นายสุโรจน์ ระบุว่า ถ้าเป็นการใช้เอกสิทธิ สส. ตามรัฐธรรมนูญ ในสภาสามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องยกเว้น ดังนั้นข้อมูลข่าวสารทางราชการ ชั้นความลับทุกกรณีที่มีการเผยแพร่ ถ้ายืนอยู่บนฐานที่มีกฎหมายรองรับก็ไม่มีความผิด

“เอกสารลับทางราชการ พอนำมาเผยแพร่ สมมติได้ทางออนไลน์เผยแพร่ต่อก็จะเป็นความผิด ในอดีตไม่มีกฎหมายเหล่านี้ จะมีแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 กรณีเจ้าพนักงานเผยแพร่เอกสารทางราชการ แต่ทุกวันนี้มีกฎหมายหลายฉบับครอบคลุมเพื่อรองรับสภาวะบ้านเมืองที่เจริญขึ้น มีการส่งข่าวสารทางสื่อต่างๆ“

นายสุโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ หากท้ายที่สุดผลการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ออกมาแล้ว ถ้ากกต.มีคำวินิจฉัยเสร็จแล้ว ก็สามารถขอดูคัดถ่ายสำนวนการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยได้ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการมาตรา9,15,17,18 ซึ่งอนุญาตให้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ตามกฏหมายในการขอข้อมูลข่าวสารของราชการได้เพียงแต่การนำเอกสารขณะกำลังมีการทำสำนวนการสอบสวนอยู่ คดียังไม่เป็นที่ยุติก็จะเป็นเรื่องที่มีความผิดตาม ฉะนั้น การกระทำความผิดต่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับข้างต้นนั้นกฎหมายไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ราชการหรือไม่ เพียงใด และไม่คำนึงว่าเจ้าพนักงานที่นำมาเปิดเผยหรือเผยแพร่จะมีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษาความลับหรือไม่

ทั้งนี้ต้องพิจารณาพ.ร.ป.กกต.2560 หมวด 2การสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดีในมาตรา 41 ประกอบด้วย โดย มาตรา41วรรคสาม ที่ระบุว่า“ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32(3) หรือมาตรา 47เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล”

ส่วนบทลงโทษตามมาตรา41วรรคสาม คือ มาตรา 68 ผู้ใดซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับแจ้งตามมาตรา 32(3) แล้วเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คณะกรรมการหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูลนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือฝ่าฝืนมาตรา 41วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นกรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบว่าการเปิดเผยข้อมูลช่วงก่อนหน้านี้นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)ออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไอลอว์ เเละตัวเเทนพรรคประชาชนบางคน เป็นเเกนหลักจัดเวทีเสวนาการฮั้วสว.โดยนำข้อมูลการฮั้วสว.หลายพื้นที่นำเสนอทางสังคมออนไลน์ การไปออกรายการต่างๆของสื่อมวลชนเเละการจัดเวทีเสวนาเเบบต่อเนื่อง จึงทำให้อดีตผู้สมัครสว ./สว.สำรอง/ไอลอว์/พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมเวทีดังกล่าวในรอบสองเดือนเศษที่ผ่านมาเเละออกรายการของสื่อต่างๆ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดในมาตรา 41 วรรคสามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดเผยข้อมูลและเอกสารสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กลายเป็นประเด็นร้อน หลังมีการนำข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนออกเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไอลอว์และตัวแทนพรรคประชาชนจัดเวทีเสวนาและออกรายการสื่อ นำข้อมูลการฮั้ว สว.ในหลายพื้นที่มาเปิดเผย จนมีการตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่ผู้เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 41 วรรคสามเพิ่มเติม กรณีเอกสารสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หลุดถึงบุคคลภายนอกยังเป็นปมถูกตั้งคำถามถึงที่มา โดย กกต.และดีเอสไอได้แจ้งความดำเนินคดีเพื่อตรวจสอบการรั่วไหลแล้ว ด้านนายยิ่งชีพยืนยันไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ขณะที่นายพริษฐ์ระบุว่าได้ข้อมูลจากหลายช่องทางและผ่านการกลั่นกรอง ส่วน นายสมชัยอ้างว่าได้รับสำนวนจากบุคลากร กกต.และทยอยนำมาเปิดเผยต่อสังคม

‘ณัฐวุฒิ’ สลิ้งแตก ผลัก ‘สมชัย’ ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ (ชมคลิป)

4 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

วันนี้ 4 กันยายน 2569 บริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้น เมื่อ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และมือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินปรี่เข้าไปหา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ขณะกำลังปั่นจักรยานมาถึงบริเวณหน้าโรงพักตามเวลานัดหมาย เพื่อเตรียมเข้าแจ้งความเอาผิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วเสี้ยววินาทีท่ามกลางสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายณัฐวุฒิได้ตรงเข้าชี้หน้าตะโกนถามว่า “จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน” ก่อนจะคว้าจับแขนและผลักนายสมชัยจนล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับรถจักรยาน ซึ่งเบื้องต้นได้รับบาดเจ็บมีแผลถลอกบริเวณเข่าด้านขวา

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

ซึ่งนายสมชัยได้ชี้ไปยังคู่กรณีและพูดว่า “ทำร้ายร่างกายครับ” อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ดร.ณัฐวุฒิ ได้ชี้กลับไปและกล่าวคำพูดอย่างดุเดือดต่อนาย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ว่า “ทำร้ายอะไร ทำร้ายอะไร มึงทำร้ายอะไร” ท่ามกลางสื่อมวลชนที่รอทำข่าวต้องคอยห้ามการกระทำดังกล่าว ขณะที่เจ้าตัวได้ลั่นใส่ นายสมชัย เพิ่มว่า “กูพร้อมเจอมึง” แต่นายณัฐวุฒิกลับหันไปต่อว่าสื่อมวลชนที่บันทึกภาพเหตุการณ์และห้ามปราบด้วยถ้อยคำดุเดือด ก่อนที่จะกล่าวคำขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม กับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ยังดำเนินต่อไปอีกพักหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ ได้เข้าระงับเหตุและพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แต่นายณัฐวุฒิยังคงแสดงอาการขัดขืนและพยายามเดินเข้าหาคู่กรณีอีกครั้ง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยื่นคำขาดว่าหากไม่ยอมหยุดจะทำการใส่กุญแจมือ นายณัฐวุฒิ จึงยอมสงบสติอารมณ์และเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไปด้านใน

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมดร.ณัฐวุฒิทำร้ายร่างกายสน.ทองหล่อสมชัย ศรีสุทธิยากร

เปิดจดหมายด่วน! พิรงรอง จี้ เลขาฯ กสทช. เปิดประชุมบอร์ด หลังคำสั่งศาลปกครองชี้ชัด ปธ.กสทช. พ้นเก้าอี้แล้ว

4 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

4 กันยายน 2569 ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ส่งบันทึกข้อความ “ด่วนที่สุด” ถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งจัดประชุมและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สืบเนื่องจากกรณีที่ปรากฏข่าวสารเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ในคดีระหว่าง นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) และ คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำสั่งศาลปกครองกลางให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

โดย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่า คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2569 เรื่องลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคือวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

บอร์ดที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุชัดเจนว่า นายสรณ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้ต่อไป อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ (ไม่น้อยกว่า 4 ท่าน) สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพื่อไม่ให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมต้องหยุดชะงัก

แต่เนื่องจากปัจจุบันศาลยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวใดๆ ทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวคงมีผล ส่งผลให้นายสรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้มาตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรการตามกฎหมาย โดยเร่งจัดประชุม กสทช. สำหรับกรรมการที่เหลืออยู่ ในวันศุกร์ที่ 4กันยายน 2569 หรือภายในสัปดาห์หน้าตามวันเวลาที่กรรมการที่เหลืออยู่สะดวกตรงกัน ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาวาระการประชุมที่ค้างสะสมมานานกว่า 1 เดือนจากการที่ไม่สามารถเปิดประชุมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า วันนี้ กสทช. ไม่ได้มีการระบุวาระการประชุมตามข้อเสนอของ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุในกำหนดและวาระงานประจำวัน

พิรงรอง รามสูต,กสทช,สรณ บุญใบชัยพฤกษ์,หมอสรณ,

ปกครอง ร่อนหนังสือชี้แจง ปมสุสานยิวในฉะเชิงเทรา ยันไม่ให้ต่อใบอนุญาต

4 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 กรมการปกครอง ออกหนังสือชี้แจง กรณี การออกใบอนุญาตสุสาน JEWISH CEMETRY THAILAND ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตามที่มีปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กล่าวถึงกรณี ชุมชมชนต่างชาติได้ดำเนินการจัดตั้งสุสานภายใต้ชื่อ New Jewish Cemetery (สุสานชาวยิวแห่งใหม่) เพื่อรองรับการฝังศพมากกว่า 1,200 หลุมในพื้นที่ใกลักรุงเทพฯ และมีการอ้างอิงถึงสถานที่ตั้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

กรมการปกครองได้แจ้งกำชับจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ทุกอำเภอดำเนินการตรวจจสอบการจัดตั้งสุสานในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ อำเภอบางคล้าได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่า มีการจัดตั้งสุสานชื่อ “JEMSH CEMETERY THALAND” ในพื้นที่ อบต.เสม็ดได้ หมู่ที่ 2 ตำบลเสม็ดได้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี บริษัท กาน ชาบาด จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอจัดตั้งสสานและฌาปนสถาน และมี นางสาวสมพร เกิดบ้านไร่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสุสานและฌาปนสถาน ซึ่งได้รับการอนุญาตเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี กรณีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะ “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” เป็นผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ยื่นคำขอ และตรวจสอบเอกสาร ผู้ขอหรือตัวแทนยื่นคำขอพร้อมตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น

2. ตรวจสอบสถานที่ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้ง และรายละเอียดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528

3. พิจารณา และออกใบอนุญาต เสนอความเห็นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพิจารณาอนุมัติโดยต่อมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ ได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตดำเนินการสุสานและฌาปนสถานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในกรณีนี้คือนายอำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่เนื่องจากนายอำเภอบางคล้าได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยผลการตรวจจสอบปรากฏว่า สถานที่ตั้งสุสานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ใน 2 ประเด็น ดังนี้

(1) ระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ กำแพงสุสานอยู่ห่างจากคลองสาธารณประโยชน์เพียง 187 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 400 เมตร

(2) ระยะห่างจากทางสาธารณะ ตัวสุสานอยู่ห่างจากถนนสนามช้าง – หนองโสน เพียง 3.60- 9 เมตร และประตูสุสานอยู่ห่างเพียง 6 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 50 เมตร

ด้วยเหตุนี้ นายอำเภอบางคล้า จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ต่อมาบริษัท กาน ชาบาด จำกัด ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้เพื่อวินิจฉัย เนื่องจากเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันผู้ดำเนินการแทนบริษัทฯ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการใช้สิทธิทางศาล และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองระยอง

กรมการปกครองขอยืนยันว่า การดำเนินการเกี่ยวกับสุสานและฌาปนสถานเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำหรับกรณีการขอต่ออายุใบอนุญาตที่มีประชาชนร้องเรียน อำเภอบางคล้าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างรอบคอบแล้ว จึงมีคำสั่ง “ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต”

ขอบคุณภาพ : เต้ อาชีวะ อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ

กรมการปกครองจังหวัดฉะเชิงเทราสุสานยิว

กกต.ฟันอาญา 99 ผู้สมัคร ส.อบจ. – นายก อบจ. ลงเลือกตั้ง ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ โทษคุกสูงสุด 10 ปี

4 กันยายน 2569 เวลา 14:57 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 438/2569 วันที่ 4 กันยายน 2569

กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร ส.อบจ. และ นายก อบจ. 99 ราย กรณีสมัครทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 63/2569 เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 ประกอบกับมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 79/2569 เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 99 ราย (ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน) ในฐานความผิดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ

ทั้งนี้ มาตรา 120 บัญญัติว่า ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่บริการสายด่วน 1444 ดูน้อยลง

กกตคดีอาญาผู้สมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เปิดพิกัด 65 ดาต้าเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เยอะสุด 45 แห่ง ตจว. กระจุกตัวพื้นที่ EEC

4 กันยายน 2569 เวลา 14:47 น.

กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกระแสที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากเกี่ยวกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์ 45 แห่ง” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของภาคธุรกิจ ความเป็นจริงแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวงเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดดสู่ภูมิภาค จนมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วถึงกว่า 65 แห่ง

วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ พาทุกท่านไปสำรวจและเปิดพิกัดแบบเจาะลึกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 65 แห่งทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่ไหน ดำเนินการโดยใคร และแต่ละพื้นที่มีบทบาทสำคัญอย่างไร ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อใจกลางเมืองหลวง ฐานเคเบิลใต้น้ำและนิคมอุตสาหกรรมในแถบ EEC อย่างชลบุรีและระยอง ไปจนถึงศูนย์กลางข้อมูลส่วนภูมิภาคในภาคเหนือ

  1. กรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลใกล้เคียง (ศูนย์กลางโครงข่ายหลัก)

กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดกำเนิดและศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศ เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากที่สุด เพื่อตอบสนองการเชื่อมต่อที่รวดเร็วของภาคธุรกิจ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

  • NT (Bangrak) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในย่านบางรัก
  • อาคาร CAT Telecom Tower – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในเขตบางรัก
  • PROEN (Bang Rak DC) และ OTT DC – ดำเนินการโดยบริษัท PROEN Corp ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม (CAT Tower) ย่านบางรัก
  • ServeNET CAT IDC FL14 – ดำเนินการโดยบริษัท Servenet ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม ย่านบางรัก
  • NIPA Data Center – ดำเนินการโดยบริษัท NIPA Cloud ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม ย่านบางรัก
  • UIH (BCH4 และ TCCT) – ดำเนินการโดยบริษัท United Information Highway (UIH) ตั้งอยู่ในอาคารเบญจจินดาและย่านธุรกิจใจกลางเมือง
  • TCCT (Bangna) และ TCCT (Empire Tower) – ดำเนินการโดยบริษัท TCC Technology ตั้งอยู่ในย่านบางนา และอาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ย่านสาทร
  • True IDC (East Bangna, Midtown Ratchada, Midtown Pattanakarn) – ดำเนินการโดยบริษัท True Internet Data Center ตั้งกระจายอยู่ในย่านบางนา รัชดาภิเษก และพัฒนาการ
  • STT GDC (Bangkok 1, 2, 3 และ Campus) – ดำเนินการโดยบริษัท ST Telemedia Global Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่ย่านหัวหมากและบางกะปิ
  • NTT DATA (Bangkok 1, 2, 3, 4, 5) – ดำเนินการโดยบริษัท NTT DATA, Inc. ตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บางนา และขยายไปจนถึงพื้นที่เชื่อมต่อจังหวัดชลบุรี
  • Telehouse (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท KDDI Corporation จากประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านพระราม 9
  • CSL (CyberWorld และ The Cloud) – ดำเนินการโดยบริษัท CSL/AIS ตั้งอยู่ในย่านรัชดาภิเษก
  • INET (IDC1, IDC2 และ IDC3) – ดำเนินการโดยบริษัท Internet Thailand (INET) ตั้งกระจายอยู่ในย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร (เช่น อาคารไทยซัมมิท, อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์)
  • ETIX (Bangkok #1 และ #2) – ดำเนินการโดยบริษัท Etix Everywhere ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและย่านบางนา
  • DAMAC Digital (BKK01, BKK02 และ BKK03) – ดำเนินการโดยบริษัท DAMAC Digital ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน ศรีนครินทร์ (ซอยศรีนครินทร์ 8 เขตสวนหลวง) 
  • Evolution DC (Bangkok TH01 และ TH02) – ดำเนินการโดยบริษัท Evolution Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในย่าน แพรกษา (จ.สมุทรปราการ)
  • Empyrion Digital (TH1) – ดำเนินการโดยบริษัท Empyrion Digital ตั้งอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา (เขตบางนา)
  • Equinix (BK1) – ดำเนินการโดยบริษัท Equinix ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา-ตราด
  • Global Switch (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท Global Switch ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  • BDC (BKK01) – ดำเนินการโดยบริษัท Bridge Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา-ตราด
  • KIRZ Data Center Service – ดำเนินการโดยบริษัท KIRZ ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา
  • AIMS (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท AIMS Data Centre ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สีลม-สาทร (เขตบางรัก)
  • GSA Data Center 01 – ดำเนินการโดยบริษัท GSA ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยู่ในย่าน เทพารักษ์ (อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ)
  • JasTel IDC – ดำเนินการโดยบริษัท JasTel Network ตั้งอยู่ในอาคารจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ในย่าน แจ้งวัฒนะ
  • Pacific Internet Thailand และ Pacific-IDC – ดำเนินการโดยบริษัท Pacific Internet ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางรัก
  • Digital Edge (Chonburi) – ดำเนินการโดยบริษัท Digital Edge (แม้ใช้ชื่อชลบุรี แต่นับรวมในเขตอิทธิพลการเชื่อมต่อของกรุงเทพฯ) นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (จ.ชลบุรี)
  • Freyr AI (Samut Prakan) – ดำเนินการโดยบริษัท Freyr Technology AI ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานคร อยู่ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ
  1. จังหวัดชลบุรี (จุดเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำและนิคมอุตสาหกรรม)

ชลบุรีเป็นพื้นที่สำคัญในเขต EEC ที่มีความได้เปรียบด้านที่ดินและจุดยกพลขึ้นบกของสายเคเบิลใต้น้ำ จึงเป็นที่ตั้งของโครงการระดับ Hyperscale จำนวนมาก

  • NT (Sriracha) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ที่ทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา (เป็นจุดเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำที่สำคัญ)
  • SUPERNAP Thailand – ดำเนินการโดยบริษัท SUPERNAP ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช 2 อำเภอศรีราชา
  • TCCT (Amata Data Center) – ดำเนินการโดยบริษัท TCC Technology ตั้งอยู่ที่อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์
  • DayOne Chonburi Tech Park – ดำเนินการโดยบริษัท DayOne ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (รองรับ AI และ Cloud)
  • Bridge Data Centres หรือ BDC (QHI01) – ดำเนินการโดยบริษัท Bridge Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่คลองตำหรุ (รองรับความจุระดับ 200MW)
  • GSA Data Center 02 – ดำเนินการโดยบริษัท GSA ตั้งอยู่ในพื้นที่คลองตำหรุ (รองรับระบบ Hyperscale ขนาด 35MW)
  • Amazon AWS (Bo Win) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา
  • CloudHQ (BKK) – ดำเนินการโดยบริษัท CloudHQ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา (โครงการขนาดใหญ่ระดับ 108MW)
  1. จังหวัดระยอง (ศูนย์รวมโปรเจกต์ยักษ์ระดับเมกะวัตต์สูง)

พื้นที่จังหวัดระยอง (รวมอำเภอบ้านฉาง) เป็นคลัสเตอร์ที่เน้นรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาล และเป็นฐานทัพของกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก:

  • Amazon AWS (Maenam Khu Mai) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (แม่น้ำคู้ใหม่)
  • K2 Data Centres (BKK 31-32) – ดำเนินการโดยบริษัท K2 Data Centres ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA อีสเทิร์นซีบอร์ด 4
  • Amazon AWS (Ta Sit) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด พื้นที่ตำบลตาสิทธิ์
  • Haoyang (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Beijing Haoyang Cloud&Data ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอปลวกแดง (โครงการขนาดมหึมารองรับกำลังไฟ 300MW)
  • Stratus Technology (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท ZDATA Technologies ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม CPGC อำเภอนิคมพัฒนา
  • Freyr AI (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Freyr Technology AI ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง (รองรับระบบ High-Performance Computing)
  • GDC (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Galaxy Data Center ตั้งอยู่ในโครงการ Silicon Tech Park อำเภอบ้านฉาง
  • STP Planet DC – ดำเนินการโดยบริษัท STP Planet DC Co., Ltd. ตั้งอยู่ในเขต EEC อำเภอบ้านฉาง (ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier III)
  1. จังหวัดปทุมธานี (คลัสเตอร์นิคมอุตสาหกรรมตอนเหนือของ กทม.)

ปทุมธานีมีความโดดเด่นในย่านนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นแหล่งรวมโรงงานและองค์กรขนาดใหญ่:

  • OneAsia (North Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท OneAsia Network ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
  • CSL (Tellus Data Center) – ดำเนินการโดยบริษัท CSL/AIS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
  1. จังหวัดนนทบุรี (ศูนย์กลางเชื่อมต่อฝั่งตะวันตกและศูนย์แสดงสินค้า)

ทำเลที่ตั้งใกล้กับศูนย์จัดแสดงสินค้าและเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น

  • True IDC (North Muang Thong) – ดำเนินการโดยบริษัท True Internet Data Center ตั้งอยู่ที่อาคารบางกอกแลนด์ เมืองทองธานี
  • NT (Nonthaburi 1 & 2) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี
  1. จังหวัดเชียงใหม่ (ศูนย์กลางข้อมูลส่วนภูมิภาคภาคเหนือ)

การเริ่มต้นขยายโครงสร้างพื้นฐานออกสู่ภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพ

  • NT (Chiang Mai) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ (โครงการระดับ Tier 3 คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2026)

ดาต้าเซ็นเตอร์