‘ศุภมาส’ ลุยปราบ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ชู 3 แนวทางตั้งศูนย์ฯ นำร่องโรงเรียน 9 จังหวัด

'ศุภมาส' ลุยปราบ 'บุหรี่ไฟฟ้า' ชู 3 แนวทางตั้งศูนย์ฯ นำร่องโรงเรียน 9 จังหวัด

‘ศุภมาส’ ลุยปราบ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ชู 3 แนวทางตั้งศูนย์ฯ นำร่องโรงเรียน 9 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.02 น.

วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบแนวทางการบูรณาการส่วนราชการในการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือ ศปบย.ตร. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค และรองผู้การจังหวัดที่รับผิดชอบเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ ร่วมรับฟังผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference)

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านสังคมและความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นวาระสำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. สคบ. กรมศุลกากร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง DE กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง

“ในฐานะ แม่ของลูก 4 คน ดิฉันมองว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 10 ขวบต้นๆ ด้วยค่านิยมที่ผิด ผ่านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และการโฆษณาแฝงที่ทำให้เยาวชนเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และสุขภาพจิต“ นางสาวศุภมาสกล่าว

โอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้เน้นย้ำแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล ในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1. ต้องปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ให้ สตช. และ สคบ. บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สถานศึกษา และชุมชน พร้อมเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ลบค่านิยมผิดๆ ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นแฟชั่น

2. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด โดยต้องสืบสวนขยายผลไปถึง “ผู้บงการและเครือข่ายทางการเงิน” มุ่งตัดวงจรทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้ค้ารายย่อย

3. ยกระดับการปราบปรามออนไลน์ ประสานความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนทางดิจิทัล ติดตามเส้นทางการเงิน และปิดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ และคณะกรรมการประสานงานป้องกันและปราบปราบบุหรี่ไฟฟ้าแห่งชาติ  พร้อมทั้งผลักดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนและสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด ในเขตตรวจราชการ 2 เขต ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่ม จ.ภาคกลางตอนบน ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ และเขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 2 ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ และฉีดวัคซีนทางความคิดให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า “รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้” และขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มายังหน่วยงานภาครัฐ เช่น สตช. หรือ สคบ. เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว สถานศึกษา เอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนไทยต่อไป

รอประกาศอย่างเป็นทางการ กทม.ส่งผลนับคะแนน ผู้ว่าฯ-ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต.แล้ว

รอประกาศอย่างเป็นทางการ กทม.ส่งผลนับคะแนน ผู้ว่าฯ-ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต.แล้ว

รอประกาศอย่างเป็นทางการ กทม.ส่งผลนับคะแนน ผู้ว่าฯ-ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต.แล้ว

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.49 น.

กทม. ส่งผลนับคะแนนผู้ว่าฯ – ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต. เรียบร้อย รอประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

29 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการรวบรวมและส่งมอบผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,628 หน่วย ให้แก่ประธานและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งถือเป็นการดำเนินภารกิจของกรุงเทพมหานครตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน โปร่งใส และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและผลการนับคะแนน ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

สำหรับภาพรวมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 4,428,644 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,338,098 คน คิดเป็นร้อยละ 52.79 แบ่งเป็นบัตรดี 2,263,608 ใบ บัตรเสีย 22,020 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 ใบ

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ได้รับคะแนน 1,537,784 คะแนน

ด้านการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 4,384,693 คน และมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,306,788 คน

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รายเขตทั้ง 50 เขต มีผู้ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้

1. นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ เขตคลองเตย 18,650 คะแนน
2. นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล เขตคลองสาน 9,566 คะแนน
3. นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ เขตคลองสามวา 32,255 คะแนน
4. นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ เขตคันนายาว 19,947 คะแนน
5. นายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย เขตจตุจักร 30,643 คะแนน
6. นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร เขตจอมทอง 23,953 คะแนน
7. นายอดิศร ฤกษ์ลักษณี เขตดอนเมือง 20,030 คะแนน
8. นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ เขตดินแดง 13,360 คะแนน
9. นายอัครชัย กันธมาลา เขตดุสิต 7,410 คะแนน
10. นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ เขตตลิ่งชัน 19,259 คะแนน
11. นายณัฐนนท์ นาคหล่อ เขตทวีวัฒนา 10,270 คะแนน
12. นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ เขตทุ่งครุ 38,605 คะแนน
13. นายจิรเสกข์ วัฒนมงคล เขตธนบุรี 16,555 คะแนน
14. นายนภาพล จีระกุล เขตบางกอกน้อย 16,068 คะแนน
15. นายวิรัช คงคาเขตร เขตบางกอกใหญ่ 12,558 คะแนน
16. นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา เขตบางกะปิ 18,861 คะแนน
17. นายสารัช ม่วงศิริ เขตบางขุนเทียน 41,061 คะแนน
18. นายนริสสร แสงแก้ว เขตบางเขน 44,117 คะแนน
19. นายปวิน แพทยานนท์ เขตบางคอแหลม 9,482 คะแนน
20. นายอำนาจ ปานเผือก เขตบางแค 30,973 คะแนน
21. นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เขตบางซื่อ 21,251 คะแนน
22. นายฉัตรชัย หมอดี เขตบางนา 14,090 คะแนน
23. นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ เขตบางบอน 14,849 คะแนน
24. พันตำรวจเอกภิญโญ ป้อมสถิตย์ เขตบางพลัด 16,545 คะแนน
25. นายวิพุธ ศรีวะอุไร เขตบางรัก 7,094 คะแนน
26. นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย เขตบึงกุ่ม 23,454 คะแนน
27. นางสาวเมธาวี ธารดำรงค์ เขตปทุมวัน 4,924 คะแนน
28. นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล เขตประเวศ 30,422 คะแนน
29. นางสาวนิภาพรรณ จึงเลิศศิริ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 7,420 คะแนน
30. นายวรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ เขตพญาไท 9,593 คะแนน
31. นายสราวุธ อนันต์ชล เขตพระโขนง 13,622 คะแนน
32. นายอดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ เขตพระนคร 4,413 คะแนน
33. นายกฤษฏ์ คงวุฒิปัญญา เขตภาษีเจริญ 23,080 คะแนน
34. นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ เขตมีนบุรี 19,026 คะแนน
35. นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร เขตยานนาวา 8,605 คะแนน
36. นายเอกกวิน โชคประสพรวย เขตราชเทวี 8,084 คะแนน
37. นายปิยวัช รังผึ้ง เขตราษฎร์บูรณะ 9,123 คะแนน
38. นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา เขตลาดกระบัง 32,252 คะแนน
39. นางสาวรัชญา เพ็งสุข เขตลาดพร้าว 22,691 คะแนน
40. นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ เขตวังทองหลาง 18,523 คะแนน
41. นางสาวภัคญดา อำนวยเดชกร เขตวัฒนา 8,626 คะแนน
42. นางสาวปิยวรรณ จระกา เขตสวนหลวง 17,713 คะแนน
43. นางสาวมธุรส เบนท์ เขตสะพานสูง 15,301 คะแนน
44. นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ 4,856 คะแนน
45. ว่าที่ร้อยตรีไซราม ประกายกิจ เขตสาทร 7,629 คะแนน
46. นายสมชาย เวสารัชตระกูล เขตสายไหม 51,874 คะแนน
47. นายนวรัตน์ อยู่บำรุง เขตหนองแขม 26,340 คะแนน
48. นายหยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ เขตหนองจอก 28,852 คะแนน
49. นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ เขตหลักสี่ 13,350 คะแนน
50. นายปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ เขตห้วยขวาง 12,870 คะแนน

กรุงเทพมหานครขอย้ำว่า ผลการนับคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,628 หน่วย ยังเป็นผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องรอการตรวจสอบและประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดผลการนับคะแนนได้ที่เว็บไซต์ [www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com](http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com) หรือ https://bangkokvote69.bangkok.go.th

‘สุรเชษฐ์’ ชำแหละงบปี 70 แฉทริกซุกส่วยก่อสร้างถนน ท้า ‘พิพัฒน์’ ปีนี้งดรับส่วย

'สุรเชษฐ์' ชำแหละงบปี 70 แฉทริกซุกส่วยก่อสร้างถนน ท้า 'พิพัฒน์' ปีนี้งดรับส่วย

‘สุรเชษฐ์’ ชำแหละงบปี 70 แฉทริกซุกส่วยก่อสร้างถนน ท้า ‘พิพัฒน์’ ปีนี้งดรับส่วย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบลงทุนในรายจ่ายปี 2570 มีต่ำมากแค่ ร้อยละ 13  ลดลง ร้อยละ13 เมื่อเทียบกับงบรายจ่ายปี2569 มีปีศาจซ่อนอยู่ในรายละเอียด โดยงบลงทุน อันดับ1 ยังเป็นเรื่องสร้างถนน มี ร้อยละ 99.2 เป็นของกระทรวงคมนาคม อยู่ในมือนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นมูลค่า 142,956 ล้านบาท เป็นขุมทรัพย์ทุนการเมืองที่สำคัญของรัฐบาลทุกสมัย รัฐมนตรีสายดาร์คมักได้ครอบครองเก้าอี้นี้ เพราะมีค่าต๋ง ทำให้รัฐบาลกลางหวงอำนาจ ไม่กระจายให้ท้องถิ่น งบถนนเป็นขุมทองให้พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการก่อสร้างกำลังใกล้ตาย แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งกินหรูอยู่สบายคือผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสาขางานก่อสร้างทางและสะพานพิเศษ หรือผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มี 83 ราย นายกฯ ทราบเรื่องนี้ดี เพราะเป็นคนในวงการ บริษัท ครอบครัวนายกฯเป็น 1ใน83ราย ทราบดีว่า ความพิเศษคืออะไรแวดวงชั้นพิเศษมักได้โครงการมาตลอด ปี2569 มี69โครงการ และปี2570 มีอีก 70โครงการใหม่ แม้ปีนี้งบลงทุนน้อย แต่ชนชั้นพิเศษ ก็ยังมี 70โครงการ ได้งบไปแบ่งกัน 8,385ล้านบาท และสร้างภาระผูกพันปีต่อๆไปอีก 51,846ล้านบาท เค้กก้อนใหญ่นี้จัดให้เฉพาะชนชั้นพิเศษเท่านั้น หน่วยงานมีหน้าที่ประเคนเค้กให้ชนชั้นพิเศษเพียงพอต่อการแบ่ง หากจัดไม่พอแบ่ง อธิบดีมีโอกาสโดนเด้งสูง

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ด้วยความที่ปีนี้งบลงทุนน้อย จึงมีการเบี้ยวเกณฑ์ ปรับเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากเดิมที่ต้องได้รับการจัดสรรงบในปีแรก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ15 ของวงเงินรายจ่ายทั้งหมด เหลือร้อยละ10 โดยมี 10โครงการไม่ทำตามระเบียบ แอบลดงบปีแรกเหลือ ร้อยละ 10 เป็นงานของชั้นพิเศษล้วน เชื่อว่าจะมีการใช้มติครม. ทำให้การเบี้ยวเกณฑ์เป็นเรื่องถูกต้อง หัวโต๊ะครม.เป็นดีเอ็นเอของชั้นพิเศษ เหตุใดจะไม่ช่วยกัน คำถามคือ ใครเป็นคนเบี้ยวเกณฑ์ สำนักงบประมาณ กรมทางหลวง หรือฝ่ายการเมือง หรือ3ฝ่ายร่วมกัน ฝากข้าราชการอย่าเสี่ยงตายเบี้ยวเกณฑ์เพื่อชนชั้นพิเศษ ควรเลิกกีดกันปล่อยให้มีการแข่งขันที่แท้จริงในชั้นพิเศษ คนที่รวยไม่ใช่ผู้รับเหมา แต่เป็นคนเก็บค่าต๋ง 

“อยากให้นายพิพัฒน์ประกาศกลางสภาฯว่า ปีนี้งดรับค่าต๋ง ไม่เก็บส่วย ห้ามใครเอาชื่อไปแอบอ้าง อย่าพูดเหมือนตอนพบผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 7เม.ย.2569 ที่บอก ถ้าผ่านวิกฤติไปได้ พวกเราจะเสวยสุขไปพร้อมๆกัน ทุกวันนี้ท่านก็รวยไม่ไหวแล้ว ควรพูดว่าจะยกเลิกส่วยก่อสร้าง ไม่ต้องจ่ายทีมหนู ทีมเนอีกต่อไป” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

เปรมศักดิ์ จี้เร่งแผนรับมือวิกฤตว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน

เปรมศักดิ์ จี้เร่งแผนรับมือวิกฤตว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน

เปรมศักดิ์ จี้เร่งแผนรับมือวิกฤตว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

“สว.เปรมศักดิ์” เตือนวิกฤตแรงงานภัยเงียบ ว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน จี้รัฐเร่งแผนรับมือ “จุลพันธ์” แจงแผนยกเครื่องตลาดแรงงาน พร้อมเร่งคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียงยุระ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถามสดต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องปัญหาการจ้างงานและการว่างงานของประเทศไทย โดยสะท้อนว่าสถานการณ์แรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงาน สร้างงานใหม่ และเตรียมแรงงานไทยให้พร้อมรับโลกยุค AI

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ความเข้มแข็งของประเทศไม่ได้วัดจากตึกสูง แต่ต้องวัดจากจำนวนประชาชนที่มีงานทำ มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี พร้อมเปิดเผยข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 ที่พบว่า อัตราว่างงานเพิ่มเป็นร้อยละ 0.94 หรือประมาณ 390,000 คน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 สะท้อนว่าหลายครอบครัวกำลังสูญเสียรายได้และเสี่ยงหลุดจากตลาดแรงงานอย่างถาวร

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสมือนว่างงานและการว่างงานแฝงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานรายได้น้อย แม้จะมีงานทำแต่ทำงานไม่เต็มเวลา รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะที่แรงงานไทยทำงานเฉลี่ยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีผู้ทำงานล่วงเวลากว่า 6.1 ล้านคน แต่ค่าจ้างเฉลี่ยกลับลดลงเหลือ 16,145 บาทต่อเดือน ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนเกิดภาวะ “ทำงานมากขึ้น แต่มีเงินเหลือน้อยลง”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบของเทคโนโลยี AI ที่อาจกระทบแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ สร้างงานในชุมชน ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และจัดทำแผนรับมือผลกระทบจาก AI อย่างเป็นระบบ

พร้อมกันนี้ ได้ตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 3 ประเด็น คือ แนวทางรับมือผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสงครามตะวันออกกลาง มาตรการแก้ปัญหารายได้แรงงานที่ลดลง และนโยบายรองรับผลกระทบด้านการจ้างงานจาก AI

ด้านนายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า สถานการณ์การจ้างงานของไทยยังไม่อยู่ในระดับน่ากังวล แม้อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปัญหาหลักคือ “Job Mismatch” หรือทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด กระทรวงแรงงานจึงเร่งเดินหน้านโยบาย Upskill และ Reskill ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหางาน

ส่วนการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้เริ่มคลี่คลายแล้ว พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดแรงงานไปยังแคนาดา ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำ MOU เพื่อเปิดตลาดแรงงานใหม่ให้คนไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงเตรียมผลักดันโครงการ “เรียนได้ งบ จบได้งาน” ภายใต้งบประมาณปี 2570 สนับสนุนค่าใช้จ่ายระหว่างฝึกอบรม พร้อมพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนในสาขาที่ตลาดต้องการ เช่น ช่างรถยนต์ไฟฟ้า ช่างโซลาร์เซลล์ และบุคลากรด้าน AI เพื่อแก้ปัญหา Job Mismatch และให้ผู้ผ่านการอบรมมีงานทำทันที

สำหรับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ยอมรับว่าเป็นความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคี โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาสูตรการปรับค่าแรงที่อิงอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้ค่าแรงสะท้อนค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานมากขึ้น

รมว.แรงงาน ยังยืนยันเป้าหมายขยายฐานผู้ประกันตนให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม พร้อมเร่งผลักดันการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 500,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยอยู่ระหว่างศึกษาการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมและยกร่างกฎหมายใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี เพื่อให้แรงงานแพลตฟอร์มได้รับสิทธิประโยชน์และหลักประกันที่เหมาะสม

“รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งแรงงานแพลตฟอร์ม เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องสร้างระบบคุ้มครองที่ครอบคลุมแรงงานทุกประเภท เพื่อให้ทุกคนมีหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสม” นายจุลพันธ์ กล่าว

ปชช. แห่ร้องทุจริตสอบท้องถิ่น ทะลุนับร้อยเรื่อง หลังรัฐเปิดช่องทางลับทำเนียบฯ

ปชช. แห่ร้องทุจริตสอบท้องถิ่น ทะลุนับร้อยเรื่อง หลังรัฐเปิดช่องทางลับทำเนียบฯ

ปชช. แห่ร้องทุจริตสอบท้องถิ่น ทะลุนับร้อยเรื่อง หลังรัฐเปิดช่องทางลับทำเนียบฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

สะเทือน ! ปชช.แห่ร้องทุจริตสอบท้องถิ่นแจ้งเบาะแสสอบนับร้อย ที่ศูนย์บริการปชช.ทำเนียบฯ หลังนายกฯสั่งเปิดรับ จัดเป็นชั้นความลับ

26 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ หลังจากนาย​อนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มีคำสั่งอำนวยความสะดวกในการเสนอเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น​ ได้ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และให้ปลัดสปน.รายงานผลให้นายกฯทราบอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุด ได้มีประชาชนทยอยส่งเรื่องร้องเรียนการทุจริตเข้ามาพอสมควร​ และได้มีการแจ้งเบาะแส โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งเรื่องผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์​ผ่านช่องทางต่างๆ​ ของศูนย์บริการประชาชน ทั้งสายด่วน​ 1111 ตู้ปณ 1111 ทำเนียบ​รัฐบาล​ เว็บไซต์​ http://www.1111.go.th.​  และLine Chatbot  โดยยังไม่มีเดินทางเข้ามาร้องเรียนด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ณ เวลา 12.00 น.มีการส่งเข้ามาแล้วร้อยกว่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้ามาร้องเรียนถูกจัดอยู่ในชั้นความลับ​ และจะมีการรวบรวมสรุปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป  และจะมีการแถลงข่าว

เช็กที่นี่! สรุปผลเลือกตั้งนายก-สมาชิกสภาเมืองพัทยา

เช็กที่นี่! สรุปผลเลือกตั้งนายก-สมาชิกสภาเมืองพัทยา

เช็กที่นี่! สรุปผลเลือกตั้งนายก-สมาชิกสภาเมืองพัทยา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

เช็กที่นี่! สรุปผลเลือกตั้งนายก-สมาชิกสภาเมืองพัทยา ปรเมศวร์ แชมป์เก่านั่งสมัยที่ 2 พร้อมพาลูกทีมกวาดที่นั่งในสภาพัทยาแบบยกทีม

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยาอย่างไม่เป็นทางการใน 113 หน่วย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ https://vote.pattaya.go.th/

ปรากฎว่าในส่วนการนับคะแนนเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา อันดับ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ได้คะแนน 20,184 อันดับ 2 นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ได้คะแนน 11,566, อันดับ 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ได้คะแนน 1,077, อันดับ 4 นายสุไอนี เจริญสุข ได้ 265 คะแนน และ อันดับ 5 นายอิทธิพล เนธิยคุปต์ สิงขรแก้ว ได้คะแนน 191 คะแนน

ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่าผู้สมัครจากกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 24 คน และเป็นลูกทีมของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการชนะแบบยกทีม

สำหรับสถิติการใช้สิทธิเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยาในครั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 80,188 คน มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 34,677 คน (43.24%), จำนวนบัตรดี 33,283 บัตร (95.98%), จำนวนบัตรเสีย 589 บัตร (1.70%), จำนวนบัตรไม่เลือกผู้ใด 805 บัตร (2.32%)

‘ทรงศักดิ์’ ส่งทนายแจ้งความ ‘กิจ-ส้ม’ ปมคลิปเสียงแอบอ้างสอบท้องถิ่น

'ทรงศักดิ์' ส่งทนายแจ้งความ 'กิจ-ส้ม' ปมคลิปเสียงแอบอ้างสอบท้องถิ่น

‘ทรงศักดิ์’ ส่งทนายแจ้งความ ‘กิจ-ส้ม’ ปมคลิปเสียงแอบอ้างสอบท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาซึ่งพาดพิงถึงบุคคลระดับสูงในรัฐบาล ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนสร้างความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ล่าสุด นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด พร้อมเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลในคลิปเสียงเพื่อปกป้องสิทธิ์และยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเอง

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงกรณีคลิปเสียงดังกล่าวว่า ในช่วงแรกของคลิปไม่มีการกล่าวถึงตน แต่ในคลิปช่วงหลังกลับมีการพาดพิงถึงชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าในอดีตตนจะเคยรับผิดชอบดูแลและเป็นประธานการประชุมที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่นตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตใดๆ ทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ตนเป็นผู้วางมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด เช่น การกำหนดเงื่อนไขใน TOR อย่างรัดกุม การจัดเก็บข้อสอบในห้องมั่นคง และได้กำชับเสมอว่าหากพบการทุจริต มหาวิทยาลัยผู้จัดสอบจะต้องรับผิดชอบและอาจถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด

เตรียมแจ้งความเอาผิด “กิจ-ส้ม” ที่ สน.ทุ่งสองห้อง

เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์และไม่ปล่อยให้การนิ่งเฉยถูกตีความว่าเป็นการยอมรับ นายทรงศักดิ์ระบุว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ตนจะมอบหมายให้ทีมกฎหมายเข้าแจ้งความดำเนินคดี ณ สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อเอาผิดบุคคลที่ปรากฏในคลิปเสียง (ซึ่งสื่อระบุชื่อเล่นว่า “ส้ม” และ “กิจ”) ในข้อหาที่ทำให้ตนได้รับความเสียหาย ปัจจุบันทางทีมงานทราบชื่อจริงของบุคคลทั้งสองแล้ว และจะให้พนักงานสอบสวนเรียกตัวมาให้ปากคำต่อไป พร้อมย้ำชัดเจนว่าตนและคณะทำงานไม่มีใครรู้จักกับบุคคลดังกล่าว ส่วนคลิปเสียงนั้นจะเป็นเสียงจริงหรือการใช้เทคโนโลยี AI สร้างขึ้นมา ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐาน

เชื่อมั่นในการตรวจสอบ ย้ำรัฐบาลเอาจริงกับการปราบทุจริต

สำหรับประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น นายทรงศักดิ์กล่าวว่า คณะกรรมการทุกท่านล้วนมีวุฒิภาวะ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงขอให้ประชาชนและทุกฝ่ายรอติดตามผลการตรวจสอบข้อสอบจริงจากห้องมั่นคง ซึ่งจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สะท้อนว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการทุจริตบ้าง ขออย่าเพิ่งคาดเดาไปไกลจนเกินเลย ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าประชาชนจะเข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลที่พยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อความโปร่งใสและผลประโยชน์ของส่วนรวม

กกต.ย้ำเตือน ใครพลาดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา รีบแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิถึง 5 ก.ค.นี้

กกต.ย้ำเตือน ใครพลาดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา รีบแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิถึง 5 ก.ค.นี้

กกต.ย้ำเตือน ใครพลาดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา รีบแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิถึง 5 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

กกต.เตือน!! แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. / ส.ก. และนายกเมืองพัทยา / สมาชิกสภาเมืองพัทยา ได้ถึงวันที่ 5 ก.ค. นี้

29 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั ้งในวันอาทิตย์ที ่ 28 มิถุนายน 2569 สามารถแจ้งเหตุที ่ไม่อาจไปใช้สิทธิ เลือกตั้งได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 

โดยผู้ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้สามารถแจ้งตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 1/8 หรือทำเป็นหนังสือ ซึ ่งอย่างน้อยต้องระบุ หมายเลขประจำตัวประชาชน และที ่อยู ่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านให้ชัดเจน พร้อมทั ้งแจ้งด้วยว่า ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ด้วยเหตุใด ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ • แอปพลิเคชัน Smart Vote หรือ เว็บไซต์ http://www.ect.go.th • ทางเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscauselocal/ • แจ้งด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทนที่นายทะเบียนท้องถิ่น • แจ้งโดยจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงนายทะเบียนท้องถิ่น 

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมิได้แจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้น มิใช่เหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนี้ 
(1) สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู ้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกสภาท้องถิ ่น (ส.ถ.) หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ผ.ถ.) หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) (2) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน 
(3) เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 
(4) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง 
(5) ดำรงตำแหน่งรองผู ้บริหารท้องถิ ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษา ผู้บริหารท้องถิ่น
(6) ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภา ท้องถิ่น และเลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่น 

สำนักงาน กกต.ขอความร่วมมือผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่สามารถ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดำเนินการแจ้งเหตุภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือบริการสายด่วน 1444

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อถึง ศุภจี เบรกรัฐขยายเวลานำเข้าข้าวโพด 2 เดือน จี้เคาะราคาขั้นต่ำอุ้มเกษตรกร

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อถึง ศุภจี เบรกรัฐขยายเวลานำเข้าข้าวโพด 2 เดือน จี้เคาะราคาขั้นต่ำอุ้มเกษตรกร

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อถึง ศุภจี เบรกรัฐขยายเวลานำเข้าข้าวโพด 2 เดือน จี้เคาะราคาขั้นต่ำอุ้มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

‘กมธ.พาณิชย์ฯ’ ฝาก4ข้อถึง ‘ศุภจี’ เร่งทำความเข้าใจ ‘เกษตรกร-ผู้ประกอบการอาหารเลี้ยงสัตว์’ ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดออกไปอีก 2 เดือน เหตุผลผลิตในประเทศออกช้า-น้อยลง ขอกำหนดราคาขั้นต่ำชั่วคราว – ออกมาตรการรับซื้อฉบับใหม่ก่อนสิ้นอายุ ก.ค.นี้ ป้องเกิดช่องว่างช่วงผลผลิตฤดูกาลใหม่ออกสู่ตลาด – ปรับโครงสร้างเพาะปลูกระยะยาว

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฏร แถลงกรณีการขยายเวลาให้มีการนำเข้าข้าวโพด จากต่างประเทศ ระหว่าง วันที่ 1 ก.พ. ถึง 30 มิ.ย. เป็น 1 ก.พ ถึง 31 ส.ค.69 ว่า กมธ.ฯ ได้มีการเชิญ ผู้แทนการค้าภายใน และ ต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือถึงแนวทาง การรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังจากที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ขยายระยะเวลานำเข้าวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และรักษาเสถียรภาพปศุสัตว์ ซึ่งมีการขยายระยะเวลานำเข้าข้าวโพด ออกไปอีก 2 เดือน ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชะลอการรับซื้อผลผลิตในประเทศ

นายสัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมกมธ.ฯ มีข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ไปยังนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.การสร้างความรับรู้ความเข้าใจ ในเชิงนโยบายโดยรัฐจะต้องเร่งประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจ กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ และเกษตรกร เนื่องจากผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับมาตรการปลอดการเผา ที่เพิ่มความเข้มงวดทำให้ขั้นตอนการนำเข้า มีความยุ่งยากและใช้เวลามากขึ้น 2.การกำหนดราคาจำหน่ายขั้นต่ำชั่วคราวและมาตรการกำกับดูแล โดย ขอให้รัฐกำหนดราคาจำหน่ายขั้นต่ำชั่วคราว อ้างอิงต้นทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในระหว่างรอโครงสร้างราคาใหม่ และให้ผู้ประกอบการแจ้งปริมาณ และราคารับซื้อที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นกวดขัน และลงโทษผู้ประกอบการ ที่มีพฤติกรรมปฏิเสธ หรือชะลอการรับซื้อข้าวโพดโดยไม่มีเหตุผลอันควร ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาคอขวดในการขนส่งและกระทบต่อสภาพคล่อง ต่อเกษตรกรอย่างรุนแรง

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า 3.การเร่งรัดออกประกาศมาตรการราคารับซื้อฉบับใหม่ โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งออกประกาศมาตรการราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายในประเทศฉบับใหม่ล่วงหน้า ก่อนที่ฉบับเดิมจะหมดอายุในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างทางนโยบาย ในช่วงที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่ และ4.การปรับโครงสร้างการเพาะปลูกในระยะยาว โดยประสานความร่วมมือ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางนโยบายเชิงรุกในการจูงใจ และสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการทำนาปรัง เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ และลดการพึ่งพาการนำเข้าอย่างยั่งยืน

ด้าน น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรพบว่า พื้นที่เชียงใหม่มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดจำนวนมากและได้รับข้อร้องเรียนจากมาตรการขยายระยะเวลาการนำเข้าจะกระทบกับเกษตรกรหรือไม่ ซึ่งจากการขยายระยะเวลาทำให้เกษตรกรและประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้นเมื่อมีมาตรการออกไป ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและวางแผน หากเกิดผลกระทบในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร รวมถึงทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลในการดูแลเกษตรกรได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น

ทรงศักดิ์ โต้ วิโรจน์ น้ำเงินระส่ำ 2 น. ขัดแย้ง บอกการเมืองเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา

ทรงศักดิ์ โต้ วิโรจน์ น้ำเงินระส่ำ 2 น. ขัดแย้ง บอกการเมืองเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา

ทรงศักดิ์ โต้ วิโรจน์ น้ำเงินระส่ำ 2 น. ขัดแย้ง บอกการเมืองเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศึกในกระทรวงมหาดไทยที่เป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย และนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดว่า เป็นเพียงข่าว เท่าที่ตนดูก็ไม่มีอะไร ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดเป็นลูกพี่ลูกน้องกับตนก็ไม่มีอะไร คนก็พยายามเอาข่าวมาพูดถึงความขัดแย้ง แต่ตนขอพูดตรงๆ ว่า ความคิดเห็นของคน ไม่มีใครคิดตรงกัน ทุกเรื่องมีความเห็นแตกต่างกันบ้างแต่ไม่ใช่ความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นการที่จะเอาความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วมาบอกว่าเป็นความขัดแย้งเริ่มไม่ลงรอยกัน ตนยืนยันว่าไม่มี 

เมื่อถามย้ำว่า นายวิโรจน์ออกมาเตือนว่าอย่าให้ซ้ำรอยเหมือนลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ) ลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ รองนายกฯ ) นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาเพียงแต่เปรียบเทียบเฉยๆ จริงๆไม่ใช่ คนละวัยกัน

เมื่อถามย้ำว่า เหมือนสีน้ำเงินจะขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ย้อนถามว่าสีน้ำเงินคืออะไร ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า เป็นสีของพรรค ก่อนยืนยันว่าไม่มีอะไร แต่การเมืองเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่มีข่าวเลยคนก็ไม่ได้สนใจการเมือง เป็นเพียงข่าวหนึ่งที่ผู้คนสนใจติดตามเท่านั้นเอง ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะวันนี้รัฐบาลกำลังเร่งรัด โครงการไทยช่วยไทย พลัส ดูว่างบประมาณที่ลงไปไปถึงประชาชน แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร จะได้ติดตามสะท้อนให้เห็น วันนี้ประชาชนส่วนหนึ่งก็ชื่นชม และยังบอกว่าน่าจะมีเฟสต่อไป ซึ่งตรงนี้ตนฟังมาจากประชาชนว่าเป็นโครงการที่ดีมาก มีประโยชน์มาก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในภาพรวมและรากหญ้า