การดี ซัด งบฯดีอี แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน

การดี ซัด งบฯดีอี แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน

การดี ซัด งบฯดีอี แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

‘การดี’ ซัด ’งบฯดีอี‘ แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน หวั่นไทยตกขบวนโลก แนะรัฐบาลวางวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก 

โดยนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ไทยกำลังตกขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องดิจิทัล และเทคโนโลยี ถ้าย้อนกลับไป 1 ใน 5T ของรัฐบาล ที่อยากจะพูดถึงคือTransition เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและภาครัฐ ผ่านการลงทุนคนและดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ทักษะ และกฎหมายเพื่อการแข่งขัน ที่อยู่ในร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 มองว่างบประมาณนี้ ที่เรากำลังดูอยู่คืองบไร้อนาคต งบนี้เป็นงบที่กระจายซ้ำซ้อน และไร้ทิศทางจริงหรือไม่ งบนี้มีคำว่า AI ติดป้ายปลอมของไม่ตรงปกหรือไม่ และงบนี้จะทำ ไทยตกขบวนโลกจริงหรือไม่ น่าเสียดายที่ตนเองและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ดู คือใช่ทั้ง 3 ข้อ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่เงินเรามีไม่พอ คิดว่าคนที่ถือเงินตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปที่ไหน เรื่องแรกงบฯนี้ไร้อนาคตเพราะการกระจายซ้ำซ้อน พอไปดูงบของกระทรวงดีอี อยู่ที่  13,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30% จะว่าตกใจก็เช่นเดียวกันเพราะ เมื่อเปรียบเทียบคิดเป็นเพียงสัดส่วน 0.36% ของบประมาณทั้งประเทศเท่านั้นเอง ถ้าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปสู่งบประมาณไปสู่ประเทศที่ก้าวเข้าไปสู่ AI เศรษฐกิจดิจิทัล จึงมีคำถามว่า ดูน้อยไปหรือไม่หรือ โดนซุกอยู่ในกองทุน หรืออยู่ที่อื่น แต่สัดส่วนน้อยแบบนี้ยังไม่เป็นปัญหา วิธีคิด ตรรกะ วิสัยทัศน์ที่กำลังอยู่เบื้องหลังของงบประมาณชุดนี้ 

นางการดี กล่าวต่อว่า ถ้าไปดูในส่วนของกระทรวงดีอี กว่า 6.5% ที่กระจุกตัวอยู่ 2 โครงการ คือโครงการพื้นฐาน ที่คิดว่าสำคัญมาก คือระบบคลาวด์ตภาครัฐ และอีกโครงการหนึ่งคือ กรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนเรื่องคลาวด์เซอร์วิส ด้วยหลักการเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะรวมข้อมูลหน่วยงานราชการ ซึ่งในปีนี้มีอยู่ในงบประมาณ เกือบ 5,000 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ง่ายๆคือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อคลาวด์กลางที่ควรจะมีอยู่แล้วเราลงทุนปีนี้ 5,000 ล้านบาท รวมๆแล้วที่ผ่านมา กว่า 8,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่ยังมีหน่วยงานอื่นๆเช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ก็ยังมีการเช่าคลาวด์ของตัวเองแยกออกไป รวมทั้งหมด 55 โครงการ เป็นมูลค่า 1,530 ล้านบาท แล้วงบที่แท้จริงคืออะไร การกระจัดกระจายตัวทำให้มีทิศทางที่แน่นอนได้หรือไม่ รวมไปถึงไปเจาะเอางบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ ดิจิทัลและไอที ที่น่าสนใจคือ มีอยู่กว่า 51,000 ล้านบาท มีทั้งกระทรวงศึกษาฯ อว. กระทรวงมหาดไทย สำนักนายก รัฐมนตรี ประเด็นคือเรายังไม่เห็นพิมพ์เขียว ยังไม่เห็นโรดแมปที่จะพาสิ่งนี้ไป และเป็นสิ่งที่เราเฝ้าตั้งคำถาม และประเด็นถัดมา แผนเรื่องบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลทั้งหมด 8,700 ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง 9.4% กว่า 70% เป็นงบการดำเนินงาน ลงทุนนิดเดียวแต่อยากที่จะขับเคลื่อนประเทศ เพื่อไปสู่ประเทศดิจิทัล

นางการดี กล่าวอีกว่า เรื่องที่สอง งบไร้อนาคตเพราะเราเจองบ AI ติดป้ายปลอมแบบไม่ตรงปกเป็นจำนวนเยอะมาก ถ้าไปสแกนดู ทั้งหมดว่าเราจะพาประเทศไปสู่ยุค AI และงบนี้มีสูงถึง 2583 ล้านบาท แค่ในงบอยู่ที่กองทุนไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งหมด 198 รายการ ใน 91 หน่วยงาน ใน 20 กระทรวง ตื่นเต้นอีกเรื่องคือกว่า 90% ระบุว่าเป็นงบลงทุน ตนเองวิเคราะห์แล้วใจฟูว่า จะลงทุนถึง 90% ของจำนวนนี้ แต่พอลงไปดูเนื้อข้างใน งบที่ว่าลงทุนกลับกลายเป็นว่า งบสร้างห้อวเรียน งบซื้อครุภัณฑ์ มีถึงงบสร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์ด้วย การที่ทำงบแบบนี้จะทำให้ผู้บริหาร ผู้วางวิสัยทัศน์และงบประมาณ อาจมีการตีความขีดความสามารถประเทศของเราผิดไป สุดท้ายก็กลายเป็นว่ากระจายไปหมด ไร้ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน เหมือนเอาป้าย AI ไปแปะเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งงบประมาณ AI แต่ก็ไม่ได้สร้างผลงาน ผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ ทางด้าน AI อย่างแท้จริง

นางการดี กล่าวด้วยว่า และเรื่องที่สาม งบไร้อนาคตจะชวนประเทศไทยตกขบวนอีกรอบ ซึ่งมองหาจากงบประมาณและยุทธศาสตร์ และนโยบาย ว่าเราจะพาประเทศของเราไปทางไหน และแผลสดๆคือ ในยุคที่E-commerceต่างชาติเข้ามา ระวังกฎกติกาไม่ทัน สร้างแฟลตฟอร์มไม่ทัน สุดท้ายตลาดออนไลน์ก็ทำให้พี่น้อง sme เจ็บช้ำและตายลงไปเรื่อยๆ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้บริหารยุทธศาสตร์ ผู้บริหารงบประมาณ ทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง จะเลือกที่นั่นที่นี่ในราคาถูกมายังไงดี แต่ไม่มีใครมาวางรากฐานสักทีว่าเราจะสร้างพื้นฐาน ให้เติบโตในประเทศแท้จริงได้อย่างไร ตนกลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ให้ไม่เกิน 3 ปี เราจะต้องมาถกเถียงกันว่า ข้อมูลความมั่นคง ว่า AI ของบ้านเราไปตกในมือใคร แล้วประชาชน รัฐและ เอสเอ็มอีในไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้เลย ทั้งหมดนี้เราควรจะมีการแก้ปัญหาอย่างไรในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่เราจะได้โอกาสนี้ไปด้วยกัน

สภาฯ เดือด! เสรีพิศุทธ์ โดน ภท.รุมประท้วง ก่อนลาม ท้า โสภณ สาบาน

สภาฯ เดือด! เสรีพิศุทธ์ โดน ภท.รุมประท้วง ก่อนลาม ท้า โสภณ สาบาน

สภาฯ เดือด! เสรีพิศุทธ์ โดน ภท.รุมประท้วง ก่อนลาม ท้า โสภณ สาบาน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

เสรีพิศุทธ์ พยายามงัดหาแผลเก่า อนุทิน โยง งบฯ ปี 70 เจอ ภูมิใจไทย ประท้วงพูดนอกประเด็น ลามปะทะเดือดถึงขั้นท้า โสภณ สาบานกลางสภาฯ ว่า ไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล? ก่อนช๊อตฟีลไม่อภิปรายเอาดื้อๆ หลังเจอเตือนหนัก เลยเถิด-ก้าวล่วง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า ไม่เป็นไรที่นายกรัฐมนตรี ไม่มาชี้แจงงบฯ ปี 70 อาจเป็นเพราะขณะนี้รัฐบาลยุ่งเหลือเกิน มีข่าวการทุจริตการสอบท้องถิ่นต่างๆ อุโมงค์ทางภาคเหนือถล่มคนบาดเจ็บล้มตายต่างๆ แต่ตนเชื่อว่าประธานฯสามารถคุมเกมการอภิปรายงบฯ ปี 70ครั้งนี้ให้เป็นไปได้ด้วยดี ตนขอไม่ลงลึกรายละเอียดงบฯ ปี 70 แต่จะดูพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กำลังจะอภิปรายพร้อมขึ้นภาพประกอบข้อมูลเพื่อเข้าสู่เนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน โดยมีการพาดพิงไปถึงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทันทีว่า อภิปรายไม่เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังหารือกัน ขณะที่นายโสภณ ในฐานะประธานการประชุม พยายามเตือนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อย่าอภิปรายหรือเปิดคลิปประกอบการอภิปรายพาดพิงหรือเสียดสีไปยังบุคคลภายนอก 

แต่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามยืนยันว่าการอภิปรายงบฯ ปี 70 ครั้งนี้เป็นเรื่องอดีตที่จะชี้ให้เห็นถึงเจตนาการบริหารประเทศชาติเป็นอย่างดี ถ้าคนเราบริสุทธิ์ ซื่อตรง สุจริต มันก็บริหารประเทศสุจริต แต่ทุจริตคดโกง จะบริหารประเทศได้อย่างไร ทำให้นายศุภชัย ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้ง โดยย้ำว่า อภิปรายไม่เกี่ยวกับประเด็นงบฯ ปี 70 แล้วยังมีการใส่ร้ายนายกฯ จากที่ฟังมา ตนอภิปรายแทนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้เลยว่าจะบอกว่า นายกฯมีประวัติไม่ดีในอดีตที่ผ่านมา แล้วก็จะบอกว่าไม่สามารถให้บริหารงบประมาณนี้ได้

ทั้งนี้นายโสภณ วินิจฉัยว่า หากพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีประเด็นนอกเหนือจากการอภิปรายงบประมาณ คือหากเห็นว่านายกฯไม่สุจริต ขอให้ใช้ช่องทางในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือร้องจริยธรรมต่างๆได้ ดังนั้นขอให้ยึดตามข้อบังคับ แต่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังพยายามยืนยันว่า เข้าใจผิด ไม่ได้กล่าวหานายกฯไม่สุจริต แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยังไม่ได้วินิจฉัยว่านายกฯผิด ทำให้นายโสภณ ปิดไมโครโฟนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมชี้แจงว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พูดสวนกับข้อเท็จจริง การจะบอกว่านายกฯสุจริตหรือไม่ เป็นการสันนิษฐานของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ 

แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังพยายามอภิปรายไปถึงเหตุการณ์ก่อนการเลือกตั้ง โดยอ้างอิงจากข่าว ทั้งการโยกย้ายข้าราชการท้องถิ่นจำนวนมาก ทำให้ถูก สส.ภูมิใจไทย รุมประท้วงอีกครั้ง ขณะที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ประท้วงการทำหน้าที่ของนายโสภณที่ไม่เป็นกลาง จนมีการประท้วงตอบโต้กันไปมา ทำให้บรรยากาศเริ่มครุกรุ่น นายโสภณ จึงวินิจฉัยย้ำอีกครั้ง ให้อภิปรายในเนื้อหางบประมาณ 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายต่อว่า “ผมเข้าใจดี ประธานก็อยู่ฝ่ายรัฐบาลมาตลอด เชื่อว่าการตัดสินของท่านไม่เป็นกลาง” ทำให้นายโสภณ ปิดไมโครโฟนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อีกครั้งทันทีและชี้แจงว่า “ผมยอมไม่ได้ที่มากล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง ไม่ว่าประธานสภายุคไหน ประธานสภาฯ มาจากพรรคการเมือง ทั้งนี้การทำหน้าที่มีข้อบังคับให้ปฏิบัติ จะกล่าวหาผมลอยๆ ด้วยความรู้สึกไม่ได้ หากไม่ได้จับใจความคนจะเข้าใจว่าไม่เป็นกลางและขอให้ถอน รวมถึงที่บอกว่าผมอยู่ฝ่ายรัฐบาล” 

ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “ท่านเป็นจริงหรือไม่” ซึ่งนายโสภณ กล่าวชี้แจงทันทีว่า “ผมไม่เป็น” ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ท้าให้สาบานกลางสภา ซึ่งนายโสภณ กล่าวว่า “พูดแบบนี้ เท่ากับเลยเถิดและก้าวล่วงการทำหน้าที่ประธานฯ หากใช้กิริยาไม่สุภาพ จะขอให้ยุติการกระทำและหยุดอภิปราย ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงตอบโต้ว่า ”ผมไม่อภิปรายต่อแล้ว จบ” 

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ ส่วนการลงทุนต้องกู้ อย่าหวังเงินเพิ่มเบี้ย-สวัสดิการ ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ หวั่น หนี้สาธารณะ พุ่งทะลุ 80% หากไม่ ปฏิรูปภาษี

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคปรระชาธิปัตย์ อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวันแรก ว่า เป็นการจัดงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสม แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤติเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่สะสมอย่างไรให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณ ที่พบการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด เพียงพอกับงบประจำและการใช้หนี้ เท่านั้น ส่วนงบลงทุนมาจากการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และหารายได้สามารถทำได้เพียงประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้

“ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะเมื่อดูการจัดเก็บภาษีอากร จะพบว่าสัดส่วนภาษีอากร เทียบกับจีดีพี คงอยู่ 14.6% คือ ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และดำรงอยู่ทั้งที่รู้ถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องสวัสดิการที่สูงขึ้น ผมเสียดายที่นายกฯ หรือ รมว.คลัง ไม่มาฟังสภา ใช้เวลาครึ่งวันอภิปรายย้ำว่าถึงเวลาปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตั้งเป้าว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้เดือนละพันบาท แต่ในงบปี 2570 ไม่สามารถเพิ่มให้ได้ รวมถึงไม่เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ไม่สามารถทำให้เงินอุดหนุนเด็กเป็นแบบถ้วนหน้าแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานาน และเชื่อว่าไม่เฉพาะปีนี้แต่จะเป็นไปเรื่อยจนกว่าจะปฏิรูปภาษี” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย 

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร และตนหวังว่าจะไม่หมกมุ่นเพียงการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นทางเลือกสุดท้าย  ทั้งนี้งบที่จัดสรรในปี 2570 พบว่ามีส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ งบบุคลากร 3.8%  และงบอุดหนุน 5.6% ที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนลงทุนลดลงถึง 13.1% ส่วนการลงทุนไม่มีโครงการใหม่ บางเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง คือ การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประชาชนต้องการ ไม่ปรากฎในร่างงบประมาณ ปี 2570 หากบอกว่าการลงทุนไม่พึ่งงบประมาณ แต่หากรัฐบาลกู้เงิน 4แสนล้านบาท เป็นการส่งเสริมนำเข้าโซลาเซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนที่พยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า ประเทศและงบประมาณติดหล่มและจะติดหล่มหากไม่สะสางเรื่องงบที่บานปลาย เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9  แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาท ดังนั้นงบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ตนขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ต่อทิศทางของบุคลากร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่าไม่ชนเพดาน อยู่ที่ 66% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงิน อีก 1 ล้านล้านบาท หากรวมจะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่ม 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดีอีที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร  

“คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบประมาณ ไม่เห็นการตั้งงบแบบมมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นอนาคต และเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝ่ายค้านพูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว.

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว.

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว. ชี้ มีความสำคัญกับการพิจารณางบ 70 

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.10 น. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวภายหลังอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ในสภาฯแล้วถูกทักท้วง ว่า ในการแถลงงบฯ สำคัญมากเพราะต้องใช้เงินเงิน 3.78 ล้านล้านบาท แต่วันนี้นายกรัฐมนตรีไม่มา ให้รองนายกฯมาแถลงแทน โดยหลักเกณฑ์ในการของบฯ มีนโยบาย 7 ประการ แต่งบฯ ปี 70 มีอยู่เพียง 2 ประการ คือ 1.ทำตามนโยบายของรัฐบาลและภารกิจของหน่วยรับงบฯ 2.ความจำเป็นในการพัฒนาประเทศและแผนพัฒนาประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมต่อสังคม ข้อนี้ไม่ได้ใส่ใจ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่ในสมัยนี้ แต่ในสมัยพรรคไทยรักไทยก็เป็นมาแล้ว การกระทำในอดีตเป็นอย่างไรก็เป็นเครื่องชี้เจตนาว่าบริหารประเทศชาติอย่างไร สุจริตเที่ยงธรรม หรือมีพฤติการณ์ทุจริตหรือไม่ ซึ่งตนก็ได้อภิปรายไปในทำนองนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าทำเพื่อประโยชน์เพื่อประชาชนก็ดี แต่ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของตนเองมันไม่ดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายของตนได้เปิด คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวหานายอนุทิน ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. ขึ้นมา ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นมาประท้วงทันที หาว่าตนนอกเรื่อง และนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เห็นด้วย แต่ตนมองว่าไม่ได้นอกเรื่อง เพราะต้องให้ดูพฤติกรรมของนายกฯ และรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ว่ามีพฤติกรรมบริหารอย่างไร ถ้าไม่สุจริตจะบริหารประเทศได้อย่างไร จึงเอาข้อมูลดังกล่าวที่เตรียมจะอภิปรายในห้องประชุมมาเปิดเผยกับสื่อมวลชน 

ทั้งนี้ การที่ตนอภิปรายแค่นี้ก็ถูกนายศุภชัยประท้วง และประธานก็เห็นพ้องไม่ให้ตนพูด ตนมองว่าเป็นความเอนเอง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง ขณะที่ แหล่งข่าวจากกกต. ระบุ พบพิรุธมากมาย แต่พยานหลักฐานกล่าวอ้างลอยๆ ชี้เจ้าตัวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสาธุ อนุโมทามิ ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองเป็นผู้วางแนวคิดและออกแบบกลยุทธ์เกี่ยวกับการเลือก สว. ล่วงหน้าก่อนมีการเลือกประมาณ 6 เดือน หลังได้รับการติดต่อจากอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางให้ช่วยออกแบบระบบการดำเนินการ โดยออกแบบให้ทั้ง 20 กลุ่มวิชาชีพมีตัวแทนกลุ่มละ 4 คน และวางโครงสร้างผู้สมัครไว้กลุ่มละ 5 คน ก่อนรวมทั่วประเทศมีการเพิ่มจำนวนผู้สมัครจากราว 5,000 คน เป็นกว่า 10,000 คน พร้อมจ่ายค่าตอบแทนและค่าสมัครจนได้ผลเลือกตั้งตามที่ปรากฏ

จากการตรวจสอบพบว่า นายสาธุ เดิมชื่อ “วิโรจน์ พูลสุข” อดีตประธานสภาองค์กรวิทยุและโทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ เคยทำงานเบื้องหลังสนับสนุนนักการเมืองหลายพรรค และเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2568 เคยยื่นหนังสือถึงพรรคประชาชน ขอทบทวนการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างประเด็นการฮั้ว สว. ล่าสุดยังร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม สว.สำรอง และทนายอั๋น บุรีรัมย์ ติดตามความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. 

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต. กล่าวว่า หากมองประวัติของนายสาธุ ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เเละเเถลงข่าวล่าสุด โดยนายสาธุ ยอมรับว่า นายสาธุ คือคนร่วมเสนอเเผนการฮั้วสว. ต่อนักการเมืองรายหนึ่งในภาคกลางนั้น ต้องพิจารณาว่าทำไมนายสาธุเพิ่งออกมายอมรับ และเหตุใดไม่แจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ 2 ปึที่เเล้ว หลังการได้มาซึ่งสว.ทุกระดับเสร็จสิ้น เพราะนายสาธุอ้างว่าตนคือหนึ่งในคนเสนอเเผนการได้มาซึ่งสว.

เเหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.  กล่าวอีกว่า หากพิจารณาสิ่งที่นายสาธุอ้าง ล่าสุดพยานหลักฐานที่กล่าวอ้างมีน้ำหนักค่อนข้างน้อย เพราะการเคลื่อนไหวของนายสาธุในการเเถลงข่าวล่าสุดเพิ่งปรากฏในตอนนี้ หากพิจารณาการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลากกิจกรรมในหลาย 10 ปีที่นายสาธุดำเนินการนั้น เเสดงว่านายสาธุคือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่งที่มีจุดประสงค์บางอย่างทางการเมือง

“นายสาธุ เเถลงเองว่าก่อนหน้านั้น ได้เจอนักการเมืองจากภาคกลางคนนั้นจริง เเละเเนวคิดของนายสาธุโดนนำไปปรับใช้ และผิดจากที่นายสาธุคาดไว้ แต่ทำไมนายสาธุไม่เปิดเผยชื่อ ตำเเหน่งของนักการเมืองคนนั้นให้สังคมรับรู้ และทำไมไม่แจ้งความกับกกต.หรือดีเอสไอตั้งแต่ต้น”  

“สำหรับกรณีนี้อาจตีความได้ว่านายสาธุอาจร่วมวางแผนกระทำผิดไปด้วย และเป็นไปได้ว่าแผนนี้ตามที่นายสาธุอ้างจะถูกกระจายให้พรรค กลุ่มการเมืองต่างๆ ไปปรับใช้แต่อาจไม่ประสบผล เนื่องจากมีนักวิชาการรัฐศาสตร์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ ทุกพรรค ทุกกลุ่มการเมืองมีการวางแนวฮั้วสว.จริง แต่การดำเนินการไม่ประสบผลตามที่คาดไว้“ เเหล่งข่าวกล่าวเเละว่า หากมีการสอบสวนเรื่องนี้เกิดขึ้น และหากพบว่านายสาธุกล่าวอ้างลอยๆ พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก นายสาธุอาจมีความผิดทางกฎหมายหลายมาตรา

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.07 น.

เอาแล้ว! ปลัดมท. แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายภายหลังจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงถึงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จผ่านเพจเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ต่อสื่อมวลชนที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

โดยนิติกรผู้รับมอบอำนาจ เผยว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีที่ได้มีคลิปวีดีโอปรากฏในสื่อออนไลน์ Facebook Fanpage “CSI LA” โดยแอดมินของ Facebook Fanpage ดังกล่าวกับพวก ได้กระทำการโพสต์ข้อความว่า “แฉคลิปเสียงใหม่ ! เมียปลัดกระทรวง ?? ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน คลิปเสียงล่าสุดมันฟ้องว่าคนที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ “ใหญ่จริง” ถึงกล้าทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน!แต่ตอนนี้มีความพยายามในการ “ตัดตอน” การทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อโยนความผิดทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับจบ! ใครคือตัวการใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง? อยากรู้ว่าเป็นใคร ต้องไปฟังกันในคลิปเอง!” และได้โพสต์คลิปวีดีโอเสียงสนทนาเวลาประมาณ 5.02 นาที

“อันเป็นการใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโดยมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เป็นเหตุให้ผู้อื่นและปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับความเสียหาย” นิติกรผู้รับมอบอำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหาย และรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุน ด้านรัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก U.S. News & World Report – Best Countries 2026 ให้เป็น อันดับที่ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 ของเอเชีย ในการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุด (Best Countries) พร้อมได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นด้านความเปิดกว้างในการดำเนินธุรกิจและการลงทุน สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนและการประกอบธุรกิจในภูมิภาค

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดอันดับดังกล่าวประเมินจากหลายปัจจัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐาน โอกาสทางธุรกิจ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตที่เข้มแข็ง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพ และความพร้อมในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของภาครัฐให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส หลักนิติธรรม การแข่งขันที่เป็นธรรม และการพัฒนากฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

“การที่ U.S. News & World Report จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านการลงทุน รัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบและยกระดับมาตรฐานประเทศสู่ OECD อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหา ศก.ฝีแตก อัดไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหา ศก.ฝีแตก อัดไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหา ศก.ฝีแตก อัดไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจฝีแตก ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง อัดหั่นงบลงทุนแต่ทำถนนยังนำโด่ง แฉตั้งงบหลอกตาสภาฯว่าใช้น้อย แต่สุดท้ายไม่พอต้องควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้ หยันไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย เหน็บโครงการไหนเกี่ยวข้อง AI เหมือน รหัสเอทีเอ็ม ได้รับงบมากเป็นพิเศษ แนะ นายกฯ – รมว.คลัง มุ่งแก้แผลเรื้อรังประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน 3% ต่อจีดีพีกลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรังที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ว่ารายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน สะท้อนออกมาเป็นการจัดสรรงบประมาณของปีนี้ ว่ารายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลายแสนล้านบาท โดยรายจ่ายประจำที่ปรับไม่ได้ จนไม่สามารถใช้กลเม็ดทางงบประมาณที่จะปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป   

“รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆกลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆมีไม่มาก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินสมทบ กบข. ที่พบว่าเฉพาะกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีการจ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

“สะท้อนว่าวันนี้แพ้เรื้อรังของงบประมาณไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ก็ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570 เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ยังเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรัฐบาลไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ หรือยืดอกยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเรตติ้งเพิ่ม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมไม่ได้มีการหยิบมาพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ถ้ายังคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่หนองที่จะไหลออกมา แต่เลือดจะไหลออกไม่หยุดเช่นกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือเราจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เราไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว เราไม่จัดการกับรายจ่ายประจำที่ลดยากลดเย็น ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้จะวนเป็นลูปนรก งบประมาณประเทศจะขาดดุลในระดับสูงแบบนี้แบบที่กดไม่ลง แต่การพัฒนาประเทศด้วยการทำอะไรใหม่ๆเพื่อนำประเทศพาไปข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่เหลืองบประมาณอีกต่อไป ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะ ลดการขาดดุล จะยิ่งเป็นไปไม่ได้“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งในส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ย และเงินสมทบ กบข. ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000 ล้านบาท    

“พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรองเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ ที่เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่อย่างใด 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก โดยมีการปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ แล้วท่านไปเพิ่มงบประมาณอะไรเข้ามา พี่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ

“ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เพื่อต้องการให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไปเราต้องการผู้นำทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆ และพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ในปีงบประมาณ 2570 ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้อย่างไร“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.59 น.

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ปกป้องศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติ โดยการลดความสัมพันธ์ททางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า และความมั่นคงกับสาธารณรัฐประชาชนจีนลง หลังจากที่จีนหันไปส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เขมรแบบให้เปล่า เพื่อเตรียมนำมาสู้รบกับคนไทย ชี้ให้เห็นว่าจีนกับไทยไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องกันอีกต่อไปแล้ว

ทั้งนี้สืบเนื่องจากในการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับเขมรเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ทหารไทยต้องพลีชีพไป 26 นาย พลเรือนเสียชีวิตไป 45 ราย แต่ทหารไทยก็สามารถยึดแผ่นดินคืนมาได้หลายพื้นทีื และยังได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ของเขมรที่จีนผลิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เนิน 500 และในช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผานมา จีนก็ยังได้ทยอยส่งเรือรบคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056A ให้เขมรอีก 2 ลำ พร้อมกับการพัฒนาท่าเรือเรียมให้เป็นศูนย์บัญชาการรบทางทะเลให้อีกด้วย ต่อมาในเดือนมิถุนายนนี้ยังได้ทยอยส่งรถถัง Type 59D  รวมทั้งหมด 93 คันให้อีก แม้จะอ้างว่าเป็นรถถังเก่าแต่ถูกนำมาปรับปรุงจนมีศักยภาพการรบได้ ล่าสุดมีการส่งยานเกราะ WMA301 ติดปืน 105 มม. ให้อีก 20 คัน ส่งมอบให้เขมรอีกด้วย ขณะที่รถถังพร้อมขีปนาวุธเหล่านั้นพุ่งเป้าสู่ชายแดนไทย ที่อาจนำไปสู่การรอบรอบที่ 3  เพื่อเข่นฆ่าทหารและพลเรือนของไทยอีกก็เป็นไปได้

แม้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่จีนมอบให้เขมรแบบฟรีๆนั้น จะยังไม่มีศักยภาพที่จะต่อกรกับกำลังรบของประเทศไทยเราได้ แต่การกระทำของประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่าจีนเลือกที่จะเป็นมิตรกับเขมรมากกว่าไทยไปแล้ว ล่าสุดจีนยังเชิญ ฮุน เซน ไปกระชับความสัมพันธ์กันอย่างออกหน้าออกตาม ทั้ง ๆ ที่กระแสความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังคุกรุ่น แม้ว่าจีนจะกวักมือเรียกให้นายกรัฐมนตรีไทยให้ไปเยือนก็ตาม

ส่วนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า ที่ไทยเปิดรับการลงทุนจากจีนอย่างมากนั้น แม้ในไตรมาสแรกของปี 2569 นักลงทุนจากประเทศจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่าสูงถึง 22,042 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนหลักที่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติผ่านการอนุมัติรวมกว่า 9.78 หมื่นล้านบาท ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ก็ตาม แต่ทว่าหลายธุรกิจก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อประชาชนไทยอย่างมาก ทั้งเรื่องโรงงานศูนย์เหรียญ ที่แทบไม่มีการจ้างงานคนไทยเลย มีแต่ขนคนจีนเข้ามาทำงาน แต่กลับปล่อยน้ำเสีย ขยะพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนไทยรับกรรม ฯลฯ โดยหน่วยงานราชการไทยก็แสร้งทำไม่เห็นในหลายพื้นที่ เช่น แถว ๆ บ่อวิน บ่อกวางทอง ชลบุรี เป็นต้น

“ดังนั้น เมื่อจีนมีพฤติการณ์ที่อาจไม่ใช่มิตรประเทศของไทย จำเป็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องส่งสัญญานหรือแสดงออกให้เห็นว่า ประเทศไทยและคนไทย ไม่ใช่ประเทศราชหรือเป็นบริวารที่ไทยต้องหงอหรือเกรงใจอีกต่อไป จึงควรลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า และความมั่นคงกับสาธารณรัฐประชาชนจีนลงเสีย” นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ยันใช้เงินเพื่อประคอง ปชช.-ศก.

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ยันใช้เงินเพื่อประคอง ปชช.-ศก.

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ยันใช้เงินเพื่อประคอง ปชช.-ศก.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ติดภารกิจ ตปท. ยันใช้เงินเพื่อประคอง ประชาชน-เศรษฐกิจ-วางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง เน้น 6 ยุทธศาสตร์ สร้างคนดี พัฒนาโครงการพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพ-สร้างความเข้มแข็ง 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 09.20 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เสนอร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 ต่อสภาฯ แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า  ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้จำนวนไม่เกิน 3.788 ล้านล้านบาท และเพื่อใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะ เมื่อ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12 ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท รัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลง และความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ

“ร่างพ.ร.บ.งบฯ2570 ทำหน้าที่ ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ  และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน  ดังนั้นได้คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพ และการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส  โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัส เมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่วนด้านสังคม ให้ความสำคัญกับนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ปรับหลักสูตรการเรียน สอดคล้องกับการจ้างงานในอนาคต พัฒนาระบบประกันสุขภาพรักษาทุกที่ได้ทันที ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นใช้พลังงานสะอาด การบริหารภาครัฐปฏิรูปกฎหมาย เพื่อความสะดวก รวดเร็วโปร่งใส และแก้ปัญหาคอรัปชันเชิงโครงสร้าง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณ ปี2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง กำหนดไว้ 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายของหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียยน จำนวน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9%  ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน  จำนวน 3.48แสนล้านบาท  มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน6.11 แสนล้านบาท มี 8 แผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุข และขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม จำนวน 9.6แสนล้านบาท  มี 12 แผนงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิกาโดยรัฐเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวอีกว่า 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม จำนวน 1.37 แสนล้านบาท  มี 9 แผนงาน เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากรร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และ 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ จำนวน 6.76 แสนล้านบาท  มี 7 แผนงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย 

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท

“ร่างพ.ร.บ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว