ปชป. จี้ กทม.-รัฐบาล ลุยตรวจ Data Center กลางเมือง หวั่นผลาญไฟ-แย่งน้ำประชาชน

4 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

“ปชป.” จี้ กทม.-รัฐบาล ลุยตรวจ “Data Center” กลางเมือง หวั่นผลาญไฟ-แย่งน้ำประชาชน แฉ ขบวนการกากพิษไร้การเซฟคนไทย

วันที่ 4 กันยายน 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย และ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมาย ร่วมแถลงข่าวตั้งคำถามถึงการอนุมัติจัดตั้ง Data Center ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคตะวันออก

นายพงศกร กล่าวว่า จากกรณีการก่อสร้างและอนุมัติโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่พระราม 9 นั้น แม้ กทม. จะสั่งระงับในเวลาต่อมา แต่ยังเกิดคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการอนุมัติย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2565 ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างมลภาวะโดยไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนตั้งแต่แรก จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลเร่งตรวจสอบโครงสร้างการอนุมัติทั้งหมด

ด้าน นายพรชัย ระบุเพิ่มเติมว่า Data Center ยุคปัจจุบันต้องใช้ชิปประโมลผลระดับสูง (GPU) ซึ่งใช้น้ำปริมาณมหาศาลในการระบายความร้อน และใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก แต่ประเทศไทยกลับไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานรับผิดชอบตรง มีเพียงการใช้วิธีเทียบเคียงกับประเภทอาคารสำนักงานหรือโกดัง ซึ่งเป็นการมองเพียงตัวเลขเงินลงทุน (KPI) โดยมองข้ามผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม และหากเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นในอนาคต ประชาชนอาจต้องถูกแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

ขณะที่ นายไพศาล เผยถึงกลุ่มทุนและกากอุตสาหกรรมพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยอง ว่า ที่ผ่านมากลุ่มทุนโรงงานมักใช้วิธีการทำ CSR สานสัมพันธ์ชุมชนเพื่อสร้างเสียงโหวตผ่านประชามติ แต่กลับปล่อยควันและน้ำเสียปนเปื้อนลงสู่พื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และชีวิตของชาวบ้านโดยไร้การควบคุมจากรัฐ จึงขอจี้ไปยังผู้บริหาร กทม. และรัฐบาล ให้ตระหนักถึงผลกระทบระยะยาว และเร่งแก้ไขการตั้ง Data Center กลางเมืองรวมถึงปัญหากากพิษอุตสาหกรรมเพื่อคุ้มครองประชาชนคนไทยเป็นหลัก

Data Centerประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์

ศุภชัย ซัด ฝ่ายค้าน จ้องใช้เวทีสภาฯ กดดัน กกต. บี้ปมฮั้ว สว. จนกลายเป็นซักฟอกองค์กรอิสระ 

4 กันยายน 2569 เวลา 14:05 น.

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต.?

การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการตั้งคำถามต่อการทำงาน กับการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อวานนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีวาระการประชุม พิจารณา รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปี 2567 ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กกต. ทั้งการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน งานพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร

อย่างไรก็ตาม สามารถคาดการณ์ได้จากการกล่าวของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านว่าการอภิปรายกลับมุ่งเน้น คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่า สภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากมีการนำ ข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุด มาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารเหล่านั้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้เปิดเผยมีอำนาจเปิดเผยหรือไม่ และสมควรหรือไม่ที่จะนำเนื้อหาภายในสำนวนมาไล่ถามองค์กรที่กำลังทำหน้าที่พิจารณาสำนวนนั้นเสียเอง

โดยเฉพาะเมื่อผู้ตั้งคำถามเป็น สมาชิกรัฐสภา ซึ่งใช้อำนาจตรวจสอบในนามของฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งควรระมัดระวังไม่ให้การตรวจสอบถูกมองว่าเป็นการนำข้อมูลจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดมาใช้สร้างแรงกดดันต่อผู้มีหน้าที่วินิจฉัย

เอกสิทธิ์ในการอภิปราย ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นใบอนุญาตให้ละเลยคำถามเรื่องที่มาของเอกสาร ความชอบด้วยกฎหมาย และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในสำนวน

กกต. ต้องถูกตรวจสอบเรื่องความล่าช้า ความโปร่งใส และประสิทธิภาพได้ แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย ไม่ใช่นำข้อมูลบางส่วนมาสรุปล่วงหน้าว่าใครผิด หรือเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมากก่อนพิจารณาพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน

กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ดำเนินคดีกับทุกคนที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานของ แต่ละบุคคล อย่างรอบด้านและเป็นธรรม การมีชื่อในคำร้องหรือในสำนวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด

หลักการมีเพียงสองทาง

* หลักฐานเพียงพอ ต้องดำเนินการโดยไม่เกรงใจใคร

* หลักฐานไม่เพียงพอ ต้องกล้ายุติเรื่องโดยไม่หวั่นไหวต่อกระแส

สภามีหน้าที่ตรวจสอบ กกต. แต่ไม่ควรทำหน้าที่แทน กกต. ตั้งคำถามได้ แต่อย่าชี้นำ เร่งรัดได้ แต่อย่ากำหนดคำตอบล่วงหน้า และกระแสสังคมไม่อาจแทนที่พยานหลักฐาน

หากต้องการให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง ต้องเคารพความเป็นอิสระขององค์กร แม้ผลการพิจารณาจะไม่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายใด ตรวจสอบได้ แต่อย่ากดดันให้ได้คำตอบตามต้องการ

และก่อนจะนำ “สำนวน” มาตั้งคำถามกับคนอื่น ก็ควรตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า

สำนวนนั้นมาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีสิทธินำมาเปิดเผยหรือไม่ เพราะ กฎหมายต้องอยู่เหนือกระแส พยานหลักฐานต้องอยู่เหนือการเมือง และความเป็นอิสระของ กกต. ต้องอยู่เหนือแรงกดดันจากทุกฝ่าย

การอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้านก็จะเป็นดังที่ผมทำนายไว้ เพราะจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระคือ กกต. แทนที่จะเป็นการตรวจสอบตามปกติ อันมิใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร”

ซักฟอกศุภชัยฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์

ผอ.JIC สวนเดือด! อาชญากรรมสงครามไม่ใช่เรื่องพาดหัว ย้อนถามกัมพูชา BM-21 ใครยิง ยิงจากไหน เป้าหมายอะไร พลเรือนไทยเสียชีวิต 1-เจ็บหลายราย

4 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

“ผอ.JIC” สวนเดือด! อาชญากรรมสงครามไม่ใช่เรื่องพาดหัว ย้อนถามกัมพูชา BM-21 ใครยิง ยิงจากไหน เป้าหมายอะไร พลเรือนไทยเสียชีวิต 1-เจ็บหลายราย ไทยพร้อมเปิดหลักฐาน Full Timeline ขอประชาคมโลกใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย

4 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการสถานการณ์ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีสื่อกัมพูชานำความเห็นของช่างภาพข่าวชาวฝรั่งเศสมาระบุว่า การกระทำของทหารไทยอาจเข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม” ว่า ประเทศไทยเคารพเสรีภาพของสื่อและสิทธิในการตั้งคำถาม แต่คำว่า “อาชญากรรมสงคราม” เป็นข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่ร้ายแรง จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่จากความเห็นหรือภาพเพียงด้านเดียว

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า หากจะตรวจสอบว่าใครละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยประเทศไทยมีหลักฐานเกี่ยวกับการยิงจรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่พลเรือนของไทย รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จรวด BM-21 ตกในพื้นที่พลเรือน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้พลเรือนไทยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

“คำถามทางกฎหมายจึงง่ายมากครับว่า ใครยิง? ยิงจากที่ใด? เป้าหมายคืออะไร? และผลกระทบต่อพลเรือนคืออะไร? นี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบอย่างเป็นกลาง” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายไทยกำลังกล่าวหาว่ากัมพูชาก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินว่าเหตุการณ์ใดเป็นอาชญากรรมสงคราม เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายและผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของ JIC ที่จะตัดสินแทนศาล

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องแยกแยะระหว่างพลเรือนกับเป้าหมายทางทหาร และต้องคุ้มครองพลเรือน ดังนั้น หากมีการใช้อาวุธที่มีลักษณะกระจายผลกระทบอย่าง BM-21 ยิงเข้าสู่ชุมชนพลเรือน เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยได้ประกาศหลักการเช่นเดียวกันว่า แม้เผชิญการโจมตี ไทยยังคงผูกพันกับหลัก Necessity, Proportionality และ Distinction และมีหน้าที่ลดอันตรายต่อพลเรือน

เมื่อถามว่า ไทยมีหลักฐานพร้อมหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาสตอบว่า “พร้อม” พร้อมย้ำว่า ไทยไม่ได้ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยเป็นผู้พูด แต่ขอให้ตรวจสอบหลักฐาน ดังกล่าวประกอบด้วย ลำดับเหตุการณ์ จุดตกและความเสียหายของอาวุธ ภาพถ่ายและวิดีโอ ข้อมูลทางเทคนิค พยานในพื้นที่ ตลอดจนหลักฐานทางกายภาพที่เกี่ยวข้อง

“หากมีข้อกล่าวหาต่อประเทศไทย เราก็พร้อมให้ตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน” ผอ.JIC กล่าว พร้อมระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า

“Thailand is not asking the world to choose sides. We are asking the world to examine the evidence.”

ทั้งนี้ ไทยเคยชี้แจงต่อคณะทูตว่า เมื่อวันที่ 7–8 ธันวาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงและมีการใช้ BM-21 ต่อพื้นที่พลเรือน ขณะที่การตอบโต้ของไทยอ้างสิทธิป้องกันตนเองและจำกัดต่อเป้าหมายทางทหาร ภายใต้หลัก Necessity และ Proportionality

ผอ.JIC ยังกล่าวย้ำว่า “War crimes are determined by law and evidence, not by headlines. Thailand is ready for impartial scrutiny. We ask only that the same standard be applied to all sides—including the firing of BM-21 rockets into Thai civilian communities that caused civilian deaths and injuries.”

“อย่าตัดสินสงครามจากภาพเดียว อย่าตัดสินกฎหมายจากพาดหัวข่าว และอย่าตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline และหลักฐานของทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน” ผอ.JIC กล่าว

JIC,อาชญากรรมสงคราม,กัมพูชา,ชายแดนไทย,พลเรือนไทย,

สุดารัตน์ ตั้งคำถาม ถึงรัฐบาล-กทม. ออกใบอนุญาตก่อสร้าง Data Center กลางกรุงเทพฯ ถึง 34 แห่งได้อย่างไร ทั้งที่ผิดกฎหมาย

4 กันยายน 2569 เวลา 13:53 น.

“สุดารัตน์”ตั้งคำถาม ถึง”รัฐบาล-กทม.” ออกใบอนุญาตก่อสร้าง Data Center กลางกรุงเทพฯ ถึง 34 แห่งได้อย่างไร ทั้งที่ผิดกฎหมาย มีแท๊งเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล เหมือนเก็บคลังแสงระเบิดกลางกรุง เชื่อมีการทุจริตในการออกใบอนุญาตก่อสร้าง เตือนรัฐ อย่าเห็นแก่เงิน จนละเลยชีวิตคนไทย

4 กันยายน 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงรัฐบาล และ กทม. ว่าออกไปใบอนุญาตก่อสร้างให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ กลางกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนถึง 34 แห่ง ได้อย่างไร ทั้งที่ผิดกฎหมาย ในการกักเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล 200,000-500,000 ลิตร เปรียบเสมือนเก็บระเบิดกลางกรุง และตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการทุจริตหรือไม่ โดยมีการระบุในเฟซบุ๊กดังต่อไปนี้ “ค่า (ฆ่า) ชีวิตคนไทย ที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

Data Center
ผุดเกลื่อนกลางกรุง โดยไม่รู้ว่ามีการอนุมัติให้สร้างได้อย่างไร ใครอนุมัตให้สร้าง?
ทั้งมีความเสี่ยงหลักต่อความปลอดภัยของประชาชน และสิ่งแวดล้อม

รัฐบาล (ทั้งรัฐบาลก่อนหน้าและรัฐบาลในปัจจุบัน) ได้เชิญชวนต่างชาติมาลงทุน Data Center แล้วเอามาป่าวประกาศเป็นผลงานว่าดึงดูดการลงทุนได้มากมาย

แต่กลับยังไม่มีกฎหมายควบคุม Data Center ปล่อยให้ความเสี่ยงต่อชีวิตตกเป็นของประชาชนเอง
โดยรัฐไม่รับผิดชอบ ทั้งการเก็บน้ำมันมหาศาลถึง 200,000-500,000 ลิตร เหมือนมีระเบิดอยู่หน้าบ้าน
หรือมลภาวะทางเสียง เป็นต้น

ดิฉันจึงมีคำถามถึงสองหน่วยงาน

1) รัฐบาลอนุญาตให้มีการสร้าง
Data Center ในกรุงเทพฯ ถึง34 แห่ง และในต่างจังหวัดอีกเกือบร้อยแห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
แต่กลับไม่มีหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองประชาชนคนไทยได้อย่างไร ?

2) กรุงเทพมหานคร ให้ใบอนุญาตก่อสร้าง ได้อย่างไร
ทั้งทั้งที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
เพราะมีการสร้างแท๊งเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล?

จริงอยู่ Data Center มีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
แต่อย่าลืมว่าชีวิตคนไทยก็มีมีความสำคัญด้วยเช่นกัน”

Data Centerกทม.คุณหญิงสุดารัตน์รัฐบาลสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

เอกนิติ ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำ คุมไฟฟ้า-น้ำ-ผังเมือง-สิ่งแวดล้อม ยันประชาชนไม่กังวลผลกระทบ

4 กันยายน 2569 เวลา 13:26 น.

4 กันยายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า รัฐบาลกำหนดกรอบภายใน 1 เดือน ต้องมีนโยบายและมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบให้ชัดเจน โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้คณะกรรมการฯ จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่เพื่อปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อเปลี่ยนจากระบบต่างหน่วยต่างอนุมัติ ไปสู่ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ โดยประชาชนไม่ต้องรับผลกระทบ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ แต่ที่ผ่านมาไทยยังไม่มียุทธศาสตร์กลาง หลายโครงการไปขออนุญาต ขอใช้ไฟ ขอใช้น้ำ หรือขอส่งเสริมการลงทุนกับหลายหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวมเดียวกัน ดังนั้น ที่ประชุมจึงสั่งให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ระหว่างรอพิจารณา เพื่อทำ Dashboard กลางให้หน่วยงานรัฐเห็นสถานะเดียวกัน ทั้งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายไฟฟ้า ผังเมือง แหล่งน้ำ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“คณะกรรมการฯ จะตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและความคุ้มค่าประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ไฟ และดิจิทัล ด้านพื้นที่ อาคาร และผังเมือง และด้านสิ่งแวดล้อม โดยทุกชุดต้องเสนอทั้งมาตรฐานขั้นต่ำและกรอบนโยบายภายในสัปดาห์หน้า ก่อนสรุปนโยบายทั้งระบบภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลักการสำคัญคือการกำหนด Minimum Requirement หรือมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง อาคาร ความปลอดภัย น้ำ ไฟ และความมั่นคงของระบบดิจิทัล โดยมาตรฐานนี้จะนำไปใช้กับทุกโครงการ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว กำลังก่อสร้าง และโครงการใหม่ในอนาคต โดยไม่ใช่ว่าโครงการที่ได้รับอนุญาตไปแล้วจะไม่ต้องทำตามมาตรฐานใหม่ เพราะมาตรฐานดังกล่าวเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โครงการที่ดำเนินการแล้วอาจต้องมีช่วงเวลาปรับตัว ส่วนโครงการที่ยังไม่เริ่มต้องรอมาตรการใหม่ให้ชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ หลังจากผ่านมาตรฐานขั้นต่ำแล้ว โครงการใหม่จะต้องแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้ประเทศไทย ไม่ใช่ดูเพียงขนาดเงินลงทุน แต่ต้องตอบได้ว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้คนไทย เชื่อมยุทธศาสตร์ AI ใช้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการไทย และเป้าหมาย Net Zero อย่างไร

“ประชาชนไม่ต้องกังวล รัฐบาลไม่ได้หยุดการลงทุน แต่จะทำให้การลงทุนมีมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่กระทบประชาชน ทั้งเรื่องน้ำมัน เสียง สิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เคยกระจัดกระจายจะถูกบูรณาการให้เห็นภาพเดียวกันภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าว

ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งแรกมีเป้าหมายสำคัญคือจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เพราะข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน

ทั้งนี้ ในส่วนของดีอี ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาจัดทำ Dashboard แบบ Live รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง และข้อมูลประกอบอื่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น ต่อจากนี้ ข้อมูลด้านกฎ ข้อบังคับ และสถานะโครงการจะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าใจตรงกัน ติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้างและโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำกับดูแลในระยะต่อไป

ส่วน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กล่าวว่า ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอเพียง 11 โครงการ ส่วนที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมี 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณากำหนดเส้นแบ่งขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับเข้มข้น และจะจัดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทธุรกิจเฉพาะ เพื่อให้การอนุญาต การติดตามข้อมูล และการกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะกำกับ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การกำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เกณฑ์ไฟสะอาด ระบบสำรองไฟ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟปริมาณมาก โดยค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงภาระจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น โดยจะแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา ไม่ให้การใช้ไฟของธุรกิจนี้มากระทบค่าไฟประชาชน บ้านเรือน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่น

นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีเกณฑ์ไฟสะอาดที่ไม่เป็นตัวถ่วงเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ต้องมีระบบสำรองไฟที่ปลอดภัย ไม่กระทบชีวิตและทรัพย์สินประชาชน และต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าโดยไม่ทำให้โครงข่ายเสียเสถียรภาพ หรือกระทบผู้ใช้ไฟในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะดู 3 เรื่องหลัก คือ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และการให้บริการน้ำ พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการไฟฟ้าและน้ำแก่ประชาชน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จนกว่ามาตรการใหม่จะชัดเจน

ส่วน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้อง 6 โครงการ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ และยังไม่อนุมัติ 3 โครงการ โดยโครงการที่เปิดแล้วจะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น เพื่อดูผลกระทบ ความเดือดร้อน และใช้เป็นบทเรียนให้คณะกรรมการฯ ส่วนโครงการที่เหลือให้ชะลอไว้ก่อน

ทั้งนี้ การมีนิยามและแนวทางกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในหลายด้าน ทั้งผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ระยะเว้นระยะร่นที่เหมาะสม ความพร้อมเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ความปลอดภัย รวมถึงความพร้อมของระบบน้ำและไฟในพื้นที่

ดาต้าเซ็นเตอร์เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อรรถวิชช์ อัด กทม. ปิดตาข้างเดียว ปล่อย Data Center ผุดกลางเมือง จี้ออกกฎกระทรวงคุมเป็น โรงงานประเภทที่ 108

4 กันยายน 2569 เวลา 13:15 น.

“อรรถวิชช์”สงสัย ทำไม”กทม.”ไม่ส่งตรวจสถานะความเป็นโรงงานของ Data Center แต่รอจนเปิดใช้อาคาร ชี้ทางออกให้กรมโรงงานออกกฎกระทรวงประกาศเป็น”โรงงานประเภท 108” ถึงจะคุมโซนนิ่งได้

4 กันยายน 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เผยว่าทุกรัฐบาลชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน Data Center มุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่กลับไม่เตรียมกฎหมายไว้รองรับ และกทม.ที่เป็นด่านแรกที่ต้องตรวจคำขออนุญาตก่อสร้าง กลับปิดตาให้เค้าใช้ช่องโหว่กฎหมาย ตั้ง Data Center กลางเมืองได้ กทม. ไม่เอ๊ะเลยเหรอครับ ถ้าเพียงกรุงเทพมหานครส่งเรื่องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตีความตาม ม.5 พรบ.โรงงานว่าเข้าขอบเขตเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ ผลจะเป็นอีกเรื่องทันที

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ทางออกวันนี้คือ กรมโรงงานต้องเร่งตีความว่า Data Center เป็น “โรงงาน” ตาม ม.5 พรบ.โรงงานหรือไม่และเข้าข่ายใน 107 ประเภทโรงงานหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัดเจนออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้ Data Center เป็นโรงงานประเภทที่ 108 ทันที เพราะกระบวนการ ต้องใช้เวลาตามรัฐธรรมนูญถึง 60 วัน หากเป็นโรงงานแล้ว Data Center จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายทันทีทั้งกฎหมายผังเมือง ที่ห้ามตั้งในโซนที่อยู่อาศัย ต้องมีการทำ EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และกระทรวงอุตสาหกรรมจะสามารถเข้าไปตรวจสอบและควบคุมเรื่อง มลพิษ เสียง ความร้อน และความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่…กฎหมายมีต้องใช้ครับ

Data Centerกทม.รวมไทยสร้างชาติอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

นายกฯ กระตุก Data Center สั่งปราบพวกเก็งกำไรใบอนุญาต ลักลอบขุดบิทคอยน์ขโมยไฟ ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน

4 กันยายน 2569 เวลา 12:08 น.

4 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ กล่าวถึง​การวางกรอบขออนุญาต​ประกอบ​กิจการ​ดาต้า​เซ็นเตอร์​ ว่า​ ตอนนี้เราตั้งคณะกรรมการ Data Center เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อช่วงเช้าได้เข้าไปเปิดการประชุมและมอบนโยบาย ซึ่งทาง นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ ในฐานะประธานคณะกรรมการ​ จะนำไปประมวล และออกมาเป็นระเบียบ รวมถึงกฎเกณฑ์ต่าง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความกังวลของประชาชนได้รับการพิจารณา และจะทำให้ทุกประเด็นมีความเป็นธรรมมากที่สุด

เมื่อถามว่า มองถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทย​ จะตั้งเป็นศูนย์ของรัฐบาล และจะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความจริงเขาทำตลอดอยู่แล้ว และขณะนี้ไม่ได้มีการอนุมัติโครงการใหม่ ส่วนโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ต้องปล่อยให้เขาดำเนินการไป ซึ่งส่วนใหญ่โครงการที่อนุมัติไปแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีแหล่งพลังงานแหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ คือการขออนุญาตไว้ก่อน ทั้งเรื่องการขอใช้ไฟฟ้า น้ำ และขอใบอนุญาต แล้วหวังว่าจะนำมาทำการค้าในเชิงพาณิชย์ เก็งกำไร ซึ่งเราคงไม่ให้ แต่จะให้เฉพาะคนที่มีความพร้อม ที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ตั้งขึ้นมา พร้อมยืนยันว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ประเทศไทย เราต้องให้การสนับสนุน และมีนโยบายที่ชัดเจน เกี่ยวกับการที่จะทำให้ประเทศไทย ต้องมีเทคโนโลยีทางด้าน AI เทคโนโลยีขั้นสูง

เมื่อถามว่า นักลงทุนจะเสียความมั่นใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ไม่เสียความมั่นใจ

เมื่อถามว่า มีการลักลอบตั้งศูนย์ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็คือคำว่าลักลอบ ลักลอบก็ต้องโดน ใครไปลักลอบเปิดก็ต้องผูกติดแค่นั้นเอง​ เพราะคำว่าลักลอบคือผิดกฎหมาย คนที่จะมาทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกกฎหมาย สำหรับ Data Center คนที่ทำผิดกฎหมายคือพวกขุด bitcoin ซึ่งเป็น Data Center อย่างหนึ่งที่ลักลอบใช้ไฟฟ้า ต่อสายตรง พยายามตั้งนอกพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรม นอกกรุงเทพฯ นอกเมืองใหญ่ๆ และใช้เครื่องหมายเครื่องมือที่กินไฟ และยังมาขโมยไฟใช้อีก ซึ่งเราต้องพยายามปราบปรามอย่างเด็ดขาด

เมื่อถามว่า จะต้องกำชับทางกรุงเทพฯในการขออนุญาต ตั้งศูนย์ Data Center หรือไม่ เพราะจะนำไปสู่การทุจริต นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถาม ตอบคำถาม และพยายามเดินออกจากวงสัมภาษณ์ในทันที

อนุทิน​,นายกรัฐมนตรี,Data Center,ดาต้า​เซ็นเตอร์,

นายกฯ พบคณะทูต 76 คน ประกาศทิศทางไทย เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน ใช้การต่างประเทศเปิดประตูลงทุน-เทคโนโลยี

4 กันยายน 2569 เวลา 11:59 น.

4 กันยายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสพบปะคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการพบปะครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างความรู้จัก และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทูตกับรัฐบาลไทย เพื่อร่วมกันต่อยอดความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของประเทศไทยว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และสถาบันของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศต้องมีส่วนเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศและประชาชน โดยรัฐบาลมองความสัมพันธ์กับมิตรประเทศไม่เพียงในมิติทางการทูต แต่เป็น “ประตูสู่โอกาส” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ ตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์ ไทยจึงต้องการก้าวจากความสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นเพียงการซื้อขายสินค้าและบริการ ไปสู่การร่วมคิด ร่วมลงทุน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะในสาขาที่จะกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลก อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมขั้นสูง อาหาร และสุขภาพ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ โดยให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเป็นหุ้นส่วน พร้อมเชิญชวนคณะทูตใช้โอกาสในการพบปะกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมาชิกคณะรัฐมนตรี และผู้แทนการค้าไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอและค้นหาโอกาสใหม่ๆ ที่สามารถนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทยกับแต่ละประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการดำเนินงานด้านการต่างประเทศในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงภารกิจสำคัญของไทย ทั้งการเดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และการประชุม Pre-COP ที่ประเทศฟิจิในเดือนกันยายน การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม ตลอดจนการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งรัฐบาลจะใช้เวทีเหล่านี้ในการสื่อสารศักยภาพของประเทศไทย ขยายความร่วมมือ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ และพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การพบปะครั้งนี้สะท้อนทิศทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มุ่งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ควบคู่กับการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศ พร้อมแสดงบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมร่วมรับมือกับความท้าทายและเติบโตไปกับประชาคมระหว่างประเทศ

รัฐบาล,เอกอัครราชทูต,กงสุลต่างประเทศ,องค์การระหว่างประเทศ,อนุทิน,นายกรัฐมนตรี

หมอวรงค์ ฟาด สส.ภูมิใจไทย โบ้ยสภาฯ ไม่มีข้าวให้กิน บอกปชช.ลำบากกว่า ยังหาข้าวกินเองได้ อย่าคิดเอาแต่ของฟรี

4 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

หมอวรงค์ ฟาด สส.ภูมิใจไทย โบ้ยสภาฯ ไม่มีข้าวให้กิน บอกปชช.ลำบากกว่า ยังดูแลมื้ออาหารตัวเองได้ ลั่นอย่าคิดเอาแต่ของฟรี

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 จากกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะพิจารณาญัตติด่วน เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ และได้เกิดเรื่องวุ่นขึ้น โดยฝ่ายค้านได้มีการขอให้นับองค์ประชุม ทำให้ สส.หลายคนจากพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นแสดงความเห็น โดยขอให้ใช้วิธีการนับองค์ประชุมแบบขานชื่อแทน โดยหนึ่งในนั้น มีการอ้างว่า ประเด็นวันนี้ เนื่องจากสภาไม่มีข้าวกิน พอไม่มีข้าวกิน ก็ต้องออกไปกินข้างนอก ต้องกินยา และเสนอให้มีการนับองค์ประชุมแบบชื่อด้วย

ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ระบุว่า “คงเห็นข่าวความวุ่นวายในสภาฯ ช่วงญัตติชายแดนใต้ มีสส.รัฐบาลบางคน ออกมาพูดว่า สภาฯ ไม่ได้จัดอาหารให้ บางคนออกไปทานข้างนอก อยากบอกว่า พี่น้องประชาชนทั่วไปลำบากกว่า สส. แต่จัดการอาหารการกินของตัวเองได้ทุกมื้อ ทั้งมือเช้า กลางวัน เย็น แต่พวกคุณเป็นถึง สส. จัดการอาหารมื้อเย็นไม่ได้ อย่ามาเป็น สส. ไม่ใช่มาเอาแต่ของฟรี เพราะประชาชนเขารู้ทันหมดแล้ว”

ภูมิใจไทยสภาฯหมอวรงค์แนวหน้าออนไลน์

ไทยส่งต่อมิตรภาพ-ความห่วงใย มอบเงิน 7 ล้านบาท พร้อมสิ่งของจำเป็น ช่วยผู้ประสบภัยเนปาล

4 กันยายน 2569 เวลา 11:02 น.

4 กันยายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยพิบัติในเนปาล โดยมอบสัญลักษณ์แสดงการให้ความช่วยเหลือแก่เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลและประชาชนเนปาล จากความสูญเสียและความเดือดร้อนที่เกิดจากอุทกภัยครั้งล่าสุด พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยและประชาชนไทยยืนหยัดเคียงข้างเนปาลในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยรัฐบาลไทยมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จำนวน 7 ล้านบาท (ราว 210,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งรวมค่าขนส่งสิ่งของบริจาคไปยังเนปาล พร้อมจัดส่งสิ่งของจำเป็นเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

สำหรับสิ่งของช่วยเหลือ จากหน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย ชุดป้องกัน Level C จำนวน 500 ชุด ถุงบรรจุศพ 2,700 ใบ รวมถึง หน้ากากกู้ภัยและหน้ากากอนามัย ชุดกรองอากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งของอื่นๆ จากภาคเอกชนไทย อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุน ผ้าห่ม เพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ประสบภัยในเนปาล

รัฐบาลไทย,ผู้ประสบภัย,ภัยพิบัติ,อุทกภัย,เนปาล,