รัฐบาล เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

รัฐบาล เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

รัฐบาล เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

รัฐบาลเผยตลาดสมุนไพรไทย มีมูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สร้างประโยชน์ครอบคลุม เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่ “พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542”  หลังยกร่างแก้ไขตั้งแต่ปี 60 แก้ไขเมื่อปี 63 กระทั่งรวมร่าง 2 ฉบับในปี 2565 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเริ่มใหม่! ปรับแก้ปี 69  ให้ทันสมัย  เพิ่มประเภท “ภูมิปัญญาชุมชน”  เป็นประเภทที่ 4  ให้สิทธิชุมชนขึ้นทะเบียนและรับค่าตอบแทนเมื่อถูกนำไปใช้ทางการค้า พร้อมเพิ่มโทษปรับสูงสุด 1 แสนบาทกรณีละเมิดสิทธิทางการค้า  

สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ….. ประกอบด้วย 

1.การระบุบทบาทของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้ชัดเจน ให้อำนาจอธิบดีสามารถเปรียบเทียบปรับคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือจำคุกไม่เกิน 1 ปีได้ เมื่อจ่ายค่าปรับตามกำหนด คดีถือเป็นที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องขึ้นศาล

2.ประเภทการคุ้มครองภูมิปัญญา การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ได้มีการเพิ่ม “ภูมิปัญญาชุมชน” เพื่อคุ้มครองตำรับยาของกลางบ้านหรือสูตรยาเฉพาะของบางชุมชน ซึ่งหากใครต้องการนำภูมิปัญญาของชุมชนไปใช้ประโยชน์ จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับชุมชนนั้น ๆ เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน แต่หากชุมชนนั้นสลายตัวไป ภูมิปัญญาดังกล่าวจะกลับไปเป็นภูมิปัญญาของชาติต่อไป

3.การใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาของชาติเพื่อการค้า ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึงการนำไปขอขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วย และเพิ่มข้อกำหนดให้สามารถลดหรือยกเว้นค่าตอบแทนได้ตามหลักเกณฑ์ 

4.ในส่วนของ “กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย” มีการวางแผนให้นำเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ กลับเข้าสู่กองทุนโดยตรง 

5.ในส่วนขององค์ประกอบและวาระของคณะกรรมการ มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีวาระ 2 ปี ให้เพิ่มเป็น 4 ปี 

6.การปรับปรุงเรื่องบทกำหนดโทษเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน เพิ่มโทษ กรณีนำภูมิปัญญาไปใช้ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาและยกระดับสมุนไพร ซึ่งจะสร้างประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ประชาชนผู้ปลูกสมุนไพร กลางน้ำ คือ การแปรรูปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสารสกัด และปลายน้ำ คือ ผลิตภัณฑ์สุดท้ายและการนำไปใช้รักษาโรค กระบวนการเหล่านี้จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันมูลค่าตลาดของผลิจภัณฑ์สมุนไพรของไทย ประมาณ 45,000 ล้านบาท

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งรัดดำเนินการคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริต ส่งฟ้องศาลโดยเร็วเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และรักษาศรัทธาของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีเนื้อหาดังนี้

กลุ่มพี่น้องมหิดลประกอบด้วยมวลสมาชิกในสาขาวิชาชีพทางการแพทย์และการสาธารณสุข  ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักเทคนิกการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักรังสีเทคนิค นักกายภาพบำบัด นักสาธารณสุข นักอนามัยสิ่งแวดล้อม  มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของบ้านเมือง ที่มีแนวโน้มว่า กระบวนการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเป็นไปอย่างน่าเคลือบแคลงสงสัย อันจะนำไปสู่การผูกขาด อำนาจสถาบันการเมืองชั้นสูงของประเทศอย่างทุจริตและไม่เป็นธรรม และนำไปสู่ความเสียหายของชาติและเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในที่สุด

ในการณ์นี้ทางกลุ่มพี่น้องมหิดล มีความเห็นว่าทั้งที่ที่ผ่านมาได้มีผู้ยื่นคำร้องและหลักฐานต่างกรรม ต่างวาระต่อข้อสงสัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)บางส่วนเป็นไปอย่างไม่ชอบธรรมและมีการทุจริต อย่างเป็นระบบเกิดขึ้น ดังที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมายปรากฏในสื่อสารมวลชนและสื่อโซเชียลต่างๆ  รวมถึงผลการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ว่า น่าจะมีการจัดตั้งเพื่อให้มีการจับคู่แลกคะแนน อย่างเป็นระบบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานสั่งลงโทษมาแล้วในหลายคดี เนื่องจากกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ทำลายระบบประชาธิปไตยและทำลายศรัทธาของประชาชนต่อระบบการเมืองการปกครองของชาติอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยตรง

กกต.ถือได้ว่าเป็นกลไกขั้นต้นที่สำคัญยิ่งในการตรวจตรวจสอบและทำให้กระบวนการเลือกตั้ง ทุกระดับเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้น การดำเนินการตรวจสอบหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง ส.ว.ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริต ที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วก่อนส่งฟ้อง ศาลสถิตยุติธรรม จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งการยกคำร้องหรือการประวิงเวลาใดๆ ย่อมส่งผลเสมือนกับเป็น การทำลายระบบการเลือกตั้งโดยตรงอันเป็นหัวใจที่สำคัญ ของระบบประชาธิปไตยและบ่อนทำลายหัวใจ สำคัญของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรมนั่นเอง

การปล่อยให้คนทุจริตเข้าไปกุมอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแต่งตั้งคนของตนเองเข้าไป คุมอำนาจและทุจริตในองค์กรอิสระรวมถึงช่วยฟอกขาวคนของตนเอง จึงเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง

ด้วยความห่วงใยต่อหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ชาวกลุ่มพี่น้องมหิดล จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โปร่งใสและเป็นธรรม ให้เป็นไปตามบรรทัดฐานของศาลฎีกาในการส่งฟ้องคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว. ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริตเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และรักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การปล่อยปละละเลยต่อข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ที่อาจบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและการบริหารงานของรัฐ กลุ่มเพื่อนมหิดลเห็นว่า การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โปร่งใส และเป็นไปตามหลักกฎหมายเท่านั้น จึงจะเป็นการยืนยันว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจ หรือผู้ไม่มีอำน่าจใดๆก็ตาม

กลุ่มพี่น้องมหิดลขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการดังนี้

ก. ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบด้านและเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง และดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อส่งฟ้องคดีต่อศาลตามบรรทัดฐานและคำพิพากษาของศาลฎีกา

ข. เปิดเผยความคืบหน้าและผลการสอบสวนต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความโปร่งใส และเป็นธรรม

ค. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อหามาตรการป้องกันการเกิดทุจริตในทำนองนี้ซ้ำในอนาคต และเสนอแนวทางปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ความยุติธรรมที่เข้มแข็งและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน เป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ภาคประชาชนพร้อมให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส รวดเร็ว และตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา รับสมัครออนไลน์ ก.ย.-ม.ค.นี้ 2.5 หมื่นอัตรา

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา รับสมัครออนไลน์ ก.ย.-ม.ค.นี้ 2.5 หมื่นอัตรา

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา รับสมัครออนไลน์ ก.ย.-ม.ค.นี้ 2.5 หมื่นอัตรา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.01 น.

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา เปิดรับสมัครออนไลน์ ก.ย.69 – ม.ค.70 นี้ จำนวน 2.5 หมื่นอัตรา ขณะที่ สภา กห. เคาะกฎกระทรวงรองรับ เตรียมหารือกรมบัญชีกลางสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 มีรายงานว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณ 2570 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 29 มิ.ย.- 1 กค.2569 ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ได้ตั้งงบประมาณในโครงการพลทหารอาสาจำนวน 25,000 อัตรา วงเงิน 1,455.9156 ล้านบาท แบ่งเป็น

กองทัพบก 18,784 อัตรา

กองทัพเรือ 3,496 อัตรา

กองทัพอากาศ 2,174 อัตรา

กองบัญชาการกองทัพไทย 300 อัตรา

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 246 อัตรา

โดยงบประมาณดังกล่าวอยู่ในแผนงานบุคลากรภาครัฐของกระทรวงกลาโหม ภายใต้ชื่อโครงการพลทหารอาสา (10พลัส) ตามนโยบายรัฐบาลที่เคยแถลงต่อรัฐสภาและ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

โดยการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 4/2569 เมื่อ 25 มิถุนายน 69 ที่ประชุมได้เห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาการทำหน้าที่ เงินเดือนและค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบ และวินัยของบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการรองรับการดำเนินโครงการทหารอาสา

 โดยมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า “ส่วนราชการ” ให้ครอบคลุมถึง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อให้สามารถรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) เข้าปฏิบัติภารกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับนโยบายโครงการทหารอาสาของรัฐบาล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายทหารอาสา ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยเฉพาะ พร้อมดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวง ข้อบังคับ และยกร่างระเบียบกระทรวงกลาโหมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานในแต่ละด้านไว้อย่างชัดเจน

สำหรับการรับสมัครทหารอาสา จะดำเนินการผ่าน ระบบออนไลน์ โดยมีเป้าหมายรับสมัคร ปีละ 25,000 นาย ในห้วง เดือนกันยายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ทั้งนี้ ได้แบ่งมอบความรับผิดชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในแต่ละด้านเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ กระทรวงกลาโหมได้กำหนดเข้าหารือและทำความตกลงร่วมกับกรมบัญชีกลาง ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเปิดรับสมัครทหารอาสาได้ตามแผนที่กำหนด

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผล สก. ที่เกินกว่าใครคาดหมาย ยกเว้นโพล

ไม่มีใครคาดว่า ในบรรดาผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองพรรคประชาชนจะได้ สก. 22 ที่ ประชาธิปัตย์จะได้ 8 ที่ เพื่อไทยจะเหลือ 4 ที่

คำอธิบาย คือ การเลือก สก. ของคน กทม. ไม่ใช่การตัดสินใจในระบบพรรคล้วน ๆ แต่มีปัจจัยตัวบุคคลเข้ามาประกอบ

4 ที่ของเพื่อไทย อยู่ที่ทุ่งครุ จอมทอง มีนบุรี สายไหม น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยบุคคลล้วน ๆ คือ สก.ไอซ์ ทุ่งครุ ทำลงเดินตลาดทุกวันและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สก.เฮียล้าน สุทธิชัย วีรกุลสุนทรแห่งเขตจอมทองที่เป็นต่อเนื่องมาไม่รู้กี่สมัย วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ที่นามสกุลผูกขาดพื้นที่มีนบุรี เป็นต้น

ประชาธิปัตย์ 8 ที่ ถ้าไม่มี พินิจ กาญจนชูศักดิ์ ที่ครองใจคนจีนย่านเยาวราช ก็ไม่ได้สัมพันธวงศ์ ไม่มี สก.เก่า นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ก็ไม่ชนะป้อมปราบ ส่วนที่เหลือ ก็ล้วนเป็นคนทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ประชาชน 22 ที่ ส่วนหนึ่งมาจากการกวาดพื้นที่ชั้นใน เช่น ราชเทวี พญาไท ดุสิต ดินแดง ห้วยขวาง วัฒนา ซึ่งถือว่า กระแสพรรคยังสำคัญกว่าตัวบุคคล แต่รอบนอกที่ได้ เช่น หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ จาก หนองจอก

ถือว่า มาจากตัวบุคคลและครอบครัว ในขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ที่เหลือในชั้นกลางและรอบนอกมาจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในฐานะ สก.เก่าอย่างต่อเนื่อง

ส่วนอิสระที่เข้ามาได้ไม่น้อย คือ สก.เก่าที่ถอดเสื้อพรรค ไม่ว่าจะเป็น นวรัตน์ อยู่บำรุง เปลี่ยนเสื้อแดงมาใส่เสื้อขาว ตระกูลม่วงศิริ ที่ชนะในบางบอน บางขุนเทียน ก็อยู่มาหลายพรรค คันนายาว ผู้ชนะอิสระ นามสกุล วิภัติภูมิประเทศ ก็บ่งบอกว่าอยู่พรรคใด

การเลือก สก. จึงยังสะท้อนความสำเร็จของการเมืองแบบบ้านใหญ่ในเมืองหลวงของประเทศว่ายังคงอยู่ต่อไป

ส่วนโพลที่หาญทายผล สว. ออกตอน 17.00 น. มีโพลเดียว คือ โพลพระปกเกล้า ถือว่านายแม่นมาก แต่ ทายผลผู้ว่า คนละเรื่องนะครับ นิด้า กินขาด”
 

เรื่อง “ผล สก. ที่เกินกว่าใครคาดหมาย ยกเว้นโพล” ระบุว่า ไม่มีใครคาดว่า ในบรรดาผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองพรรคประชาชนจะได้ สก. 22 ที่  ประชาธิปัตย์จะได้ 8 ที่ เพื่อไทยจะเหลือ 4 ที่  คำอธิบาย คือ การเลือก สก. ของคน กทม. ไม่ใช่การตัดสินใจในระบบพรรคล้วน ๆ แต่มีปัจจัยตัวบุคคลเข้ามาประกอบ 

4 ที่ของเพื่อไทย อยู่ที่ทุ่งครุ จอมทอง มีนบุรี สายไหม  น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยบุคคลล้วน ๆ  คือ สก.ไอซ์ ทุ่งครุ ทำลงเดินตลาดทุกวันและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์  สก.เฮียล้าน สุทธิชัย วีรกุลสุนทรแห่งเขตจอมทองที่เป็นต่อเนื่องมาไม่รู้กี่สมัย  วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ที่นามสกุลผูกขาดพื้นที่มีนบุรี  เป็นต้น

ประชาธิปัตย์ 8 ที่  ถ้าไม่มี พินิจ กาญจนชูศักดิ์ ที่ครองใจคนจีนย่านเยาวราช ก็ไม่ได้สัมพันธวงศ์  ไม่มี สก.เก่า นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ก็ไม่ชนะป้อมปราบ  ส่วนที่เหลือ ก็ล้วนเป็นคนทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เท้ง-ไหม ยันพร้อมอภิปรายงบฯ 70 จัดหนัก 3 วัน ไม่กลัวองครักษ์พิทักษ์นาย-ลูกนาย

เท้ง-ไหม ยันพร้อมอภิปรายงบฯ 70 จัดหนัก 3 วัน ไม่กลัวองครักษ์พิทักษ์นาย-ลูกนาย

เท้ง-ไหม ยันพร้อมอภิปรายงบฯ 70 จัดหนัก 3 วัน ไม่กลัวองครักษ์พิทักษ์นาย-ลูกนาย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.35 น.

‘เท้ง-ไหม’ ยันพร้อมอภิปรายงบฯ 70 จัดหนัก 3 วัน ภาพรวมดูดี แต่เน้นแก้ของเดิม ขาดการลงทุนใหม่ ย้ำไม่กลัวองครักษ์พิทักษ์นาย-ลูกนาย 

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 29 มิ.ย. ที่รัฐสภา​ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการ อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ทางพรรคมีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งนี้ถ้าเพียงผิวเผินอาจจะดูว่าเหมือนจัดงบฯ ดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วเป็นการแค่จัดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ยกตัวอย่างเห็นชัดๆ งบลงทุนที่โดนปรับลดไปเยอะในหลายส่วนที่อาจจะดูว่าไม่จำเป็น ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมในอนาคต เช่น งบฯ สร้างถนน งบฯ สร้างตึก อาคารราชการใหญ่โตที่ไม่จำเป็นต่างๆ ก็มีไว้เพื่อตัด เพื่อไปเพิ่มกับในส่วนของบำนาญ หรือรายจ่ายประจำอื่นๆ ที่จำเป็นต้องจ่ายอยู่แล้ว จากอดีตอาจต้องใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อน แล้วใช้งบฯ มาชดเชยทีหลัง 

พรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จริงๆ ตนคิดว่ายังมีปัญหาใหญ่ๆ ที่เราเห็นยังขาดอยู่คือการลงทุนที่จำเป็น ภาคการเกษตรก็อาจจะยังไม่ได้เห็นว่ามีการลงทุนเพื่อการเกษตรที่ทำให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งเป็นปัญหาในอดีตมาค่อนข้างนานแล้ว หรือแม้แต่งบฯ ในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งไฟป่า PM 2.5 และสิ่งที่น่าสงสัยอีกมาก คือ ในขณะที่หลายๆ กระทรวงใหญ่ๆ ถูกปรับลดงบฯ ลง  แต่กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม (DE ) ที่ได้เพิ่มเกือบ 30% ยิ่งมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการที่เกี่ยงข้องกับ AI อีก จากเดิมอาจจะมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงอยู่ประมาณ 30 กว่าโครงการ แต่เพิ่มเป็น 100 กว่าโครงการ นี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเรากำลังจับตามอง ส่วนสุดท้ายประเด็นใหญ่คือ เงินนอกงบประมาณ อย่างกรณี TH-AI Passport ก็เป็นเงินในกองทุน DE ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ

“โดยสรุปในภาพใหญ่ๆ ที่พวกเรากำลังจับตามองอยู่ในตอนนี้ก็คือ งบประมาณปี 70 ดูเพียงผิวเผินอาจจะดูว่าจัดดีขึ้น อาจจะดูว่าพยายามไปแก้ปัญหาในอดีตที่เป็นสะสมมาต่อเนื่องหลายปีงบประมาณ แต่อย่าลืมว่าจริงๆ แล้ว ส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ก็คือเงินนอกงบประมาณที่มีขนาดใหญ่กว่ากว่าเงินในงบประมาณด้วยซ้ำ นี่อยู่ในกรอบการอภิปรายของพวกเรา” นายณัฐพงษ์ กล่าว

พรรคประชาชน

ด้านนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ผู้อภิปรายของพรรคประชาชนมีประมาณ 30 ท่าน กระจายการอภิปรายในประเด็นต่างๆ ที่สังคมอาจจะให้ความสนใจในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นงบ ฯ ที่ถูกตัดจะไปตัดที่ไหนบ้าง จะกระทบกับกระเป๋าเงินของผู้รับเหมาที่เป็นเจ้าประจำที่จะเป็นผู้อุดหนุน ผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองใด ส่วนงบกองทัพก็พบว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นในช่วงที่ยากลำบาก เรามีวิธีการที่สามารถทำให้การจัดซื้อจัดจ้างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องเพิ่มงบประมาณก็ได้ ทั้งนี้ มองว่ายุทธศาสตร์หลักๆ เรายังไม่เห็นว่างบปี 70 จะสะท้อนยุทธศาสตร์ในการที่จะดำเนินนโยบายหลักของรัฐบาลเท่าที่ควร จริงๆ รัฐบาลนี้ได้เสนอนโยบายที่เป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ไม่มาก จากที่โฆษณาเอาไว้ อย่างงบฯ หลักหมื่นพอทำจริงก็เหลือหลักพัน เช่น อาสาพยาบาล หรือ พลทหารอาสาที่เคยตั้งเป้าไว้ที่หลักแสนคน ก็เหลือแค่ 25,000 คน เป็นต้น หรืองบฯ เกี่ยวข้องกับความมั่นคง งบฯ ชายแดนใต้ปีนี้ก็ไม่มีแผนบูรณาการชายแดนใต้แล้ว 

งบประมาณปี 70 ไม่สะท้อนถึงปัญหาที่เป็นแผลเรื้อรังมานานของงบประมาณไทย แล้วก็โชคร้ายที่เป็นรัฐบาลนี้ที่ต้องเข้ามารับ แต่ก็ยังไม่มีแนวทางที่จะแก้ไขให้เราออกจากวงวังวนนี้ได้ มันเลยออกอาการเป็นฝีแตก คือรายจ่ายประจำพุ่งขึ้นไม่หยุด ในขณะที่รายจ่ายลงทุนถูกปรับลดลง แล้วก็ขาดดุลงบประมาณไม่ใช่น้อย แต่ว่ากลายเป็นว่าหน่วยรับงบฯ ประมาณ 70% ถูกตัดลดงบฯ ลง นี่จะเป็นภาพรวมที่จะมีการอภิปรายลงลึกในแต่ละประเด็นไปตลอด 3 วันนี้

พรรคประชาชน

เมื่อถามว่า ในส่วนของงบฯ กระทรวงมหาดไทย พรรคประชาชนจะดูตรงนี้ด้วย หรือไม่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า แน่นอน เพราะมีหลากหลายประเด็น เรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นด้วยที่จะต้องมีการพูดถึงโดยที่จะต้องเกี่ยวเนื่องมาที่ตัวงบฯ 70  เพราะถ้าดูงบฯ ที่ใช้ในการจัดสอบนี้นจะเห็นไม่ค่อยมาก เพราะว่าอาจไปใช้งบดำเนินงานอื่นๆ ในการจัดสอบ แต่อย่างไรก็ตามก็จะมีภาพสะท้อนการคัดเลือก หรือการบริหารบุคคลท้องถิ่น ในงบประมาณแผ่นดิน 

​ นางสาวศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในการอธิบายเราไม่ได้กังวลอะไรเพราะเราทำงานอย่างตรงไปตรงมา หากมีการประท้วงในประเด็นเหล่านี้สุดท้ายประชาชนจะเห็นเองว่า การประท้วงนั้นสมเหตุสมผลหรือว่าเป็นการประท้วงเพื่อให้แค่พิทักษ์นาย หรือลูกนาย ดังนั้นเราก็ทำงานของเราอย่างเต็มที่ ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม.

พรรคประชาชน

พลพีร์ จ่อแถลงร่วม กรมที่ดิน ปมนอมินีภูเก็ต เผยอีก 2 อาทิตย์ ลงพื้นที่ซ้ำร่วม วรศิษฎ์

พลพีร์ จ่อแถลงร่วม กรมที่ดิน ปมนอมินีภูเก็ต เผยอีก 2 อาทิตย์ ลงพื้นที่ซ้ำร่วม วรศิษฎ์

พลพีร์ จ่อแถลงร่วม กรมที่ดิน ปมนอมินีภูเก็ต เผยอีก 2 อาทิตย์ ลงพื้นที่ซ้ำร่วม วรศิษฎ์

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.18 น.

พลพีร์ จ่อแถลงร่วม กรมที่ดิน ปมนอมินีภูเก็ต เผยอีก 2 อาทิตย์ ลงพื้นที่ซ้ำร่วม วรศิษฎ์

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการลงพื้นที่จัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต ว่า หลังจากที่ตนได้ลงพื้นที่ตอนนี้มี 159 บริษัท ที่เราเชื่อว่าเป็นนอมินี และดำเนินคดีไปแล้ว 39 บริษัท และบังคับจำหน่ายไปแล้ว 34 บริษัท ส่วนที่เหลืออีกเกือบ 200 บริษัทจะดำเนินการต่อไป โดยคาดว่าในวันที่ 2 ก.ค.หรือวันที่ 3 ก.ค. จากแถลงข่าวร่วมกันกันกรมที่ดิน 

นายพลพีร์ กล่าวว่า อีก 2 อาทิตย์ ตน และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย จะลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต อีกครั้ง ส่วนเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการธุรกิจโรงแรม  ที่ผ่านมาทางจังหวัดภูเก็ตสามารถออกใบรับรองการบริการโรงแรมปีละประมาณ 40 ใบ แต่ด้วยการเปลี่ยนวิธีทำงาน ซึ่งตอนนี้ 10 วันที่ผ่านมาภายหลังจากที่ลงพื้นที่สามารถออกใบอนุญาตได้แล้ว 15 ใบ ย้ำว่าทุกอย่างเราอยากช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการ จ.ภูเก็ต ได้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เป็นการขจัดเรื่องกุ๊ย และเรื่องส่วย ทำให้ประชาชนที่อยากประกอบธุรกิจโดยสุจริตไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ปลดล็อกภาระ 30 ปี พลพีร์ ดันแผนถอด ค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลปชช.

ปลดล็อกภาระ 30 ปี พลพีร์ ดันแผนถอด ค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลปชช.

ปลดล็อกภาระ 30 ปี พลพีร์ ดันแผนถอด ค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลปชช.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.16 น.

 ‘พลพีร์’ดันแผนถอด ‘ค่าไฟสาธารณะ’ ออกจากบิลปชช. หลังทนแบกมา 30 ปี เร่งปรับโครงสร้าง 3 การไฟฟ้า หาเงินชดเชยปีละ 2 หมื่นล้าน ยันหน้าเร็วที่สุด เล็งออกกฎกระทรวง​-เสนอครม.บังคับใช้ทัน 

เมื่อเวลา 08.25 น.วันที่ 29 มิ.ย.69 ที่อาคารรัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน  ถึงการแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน ว่า เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้หารือกับนายเอกนัฏ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)  และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการ มีอยู่ 2-3 สมการที่สามารถนำเอาค่าไฟฟ้าผันแปร(FT) หรือภาระตรงนี้ออกจากค่าใช้จ่ายของประชาชน และจะมีการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ภายหลังการอภิปรายร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

พลพีร์ สุวรรณฉวี

เมื่อถามว่ามีความจำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือออกเป็นกฎกระทรวงหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะ ภาพรวมทั้งของท้องถิ่นและทางหลวง ประมาณ 20,000 ล้านต่อปี แบ่งเป็นค่าไฟท้องถิ่น 6,000 ล้านต่อปี ซึ่งต้องไปดูกลไกการจ่ายภาษีของทั้ง 3 การไฟฟ้า ปรับโครงสร้างภายในรวมถึงอาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างภายในของแต่ละหน่วยงาน และต้องดูการจ่ายไฟ ของกฟผ. เพราะฉะนั้นต้องรื้อทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนจะไม่ต้องจ่ายค่าไฟนอกเหนือจากที่ใช้อยู่แล้ว ทั้งนี้หากต้องแก้ไขกฎกระทรวง ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้บังคับใช้ได้ทันที  ส่วนระยะเวลาจะต้องดำเนินการนานหรือไม่ จะทำให้เร็วที่สุด เพราะรอมา 30 ปีแล้ว ที่ประชาชนรู้สึกว่ามีภาระที่จะต้องแบก 

เมื่อถามต่อว่าการตั้งงบประมาณ มาดูแลในส่วนนี้ นายพ​ลพี​ร์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่อยากนำภาษีมาดูแลในส่วนนี้ เพราะก็จะทำให้ประชาชนต้องแบบรับค่าใช้จ่ายอีก ย้ำว่า เรื่องนี้ต้องเป็นการบูรณาการร่วมกันของ 3 การไฟฟ้า รวมถึงรายได้ต่างๆก็ต้องนำมาช่วยในส่วนนี้ด้วย 

พลพีร์ สุวรรณฉวี

มาแล้ว ผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ

มาแล้ว ผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ

มาแล้ว ผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

พรรคประชาชนคว้าแชมป์ ส.ก. 69 กวาด 22 เขต ทิ้งห่างกลุ่มคนทำงาน-ปชป. ผลนับคะแนน 94.99% ประชาชนใช้สิทธิทะลุ 2.1 ล้านเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 มีรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จำนวน 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 94.99% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 2,201,738 เสียง โดยปรากฏภาพรวมการขับเคี่ยวและสัดส่วนเก้าอี้ของแต่ละพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเด่นชัด

ผลการนับคะแนนระบุว่า พรรคประชาชน ประสบความสำเร็จกวาดเก้าอี้ ส.ก. มาได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 22 เขตพื้นที่ ประกอบด้วย เขตพระนคร, ดุสิต, หนองจอก, พระโขนง, ยานนาวา, พญาไท, ห้วยขวาง, ตลิ่งชัน, ราษฎร์บูรณะ, ดินแดง, สาทร, บางซื่อ, จตุจักร, ดอนเมือง, ราชเทวี, ลาดพร้าว, วัฒนา, บางแค, หลักสี่, คลองสามวา, บางนา และทวีวัฒนา 

ส.ก.

ขณะที่กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่น ๆ มีสัดส่วนคะแนนนำตามมาในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

กลุ่มคนทำงาน ชนะ 11 เขต ประกอบด้วย เขตบางรัก, บางกะปิ, ธนบุรี, บางขุนเทียน, ภาษีเจริญ, บึงกุ่ม, บางคอแหลม, สวนหลวง, คันนายาว, สะพานสูง และบางบอน 

พรรคประชาธิปัตย์ ชนะ 8 เขต ประกอบด้วย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, บางกอกใหญ่, คลองสาน, บางกอกน้อย, ประเวศ, คลองเตย และวังทองหลาง

กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชนะ 4 เขต ประกอบด้วย เขตมีนบุรี, จอมทอง, สายไหม และทุ่งครุ 

ผู้สมัครอิสระ ชนะ 3 เขต ประกอบด้วย เขตบางเขน, หนองแขม และบางพลัด

กลุ่ม Better Bangkok ชนะ 2 เขต ประกอบด้วย เขตปทุมวัน และลาดกระบัง

ส.ก.

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาระบบแผนที่และกราฟิกรังผึ้งรายงานผลจาก Bangkok Vote 69 จะเห็นว่าเกือบทุกโซนพื้นที่ของกรุงเทพมหานครถูกระบายพื้นที่ด้วยสัญลักษณ์สีส้มของพรรคประชาชนกระจายตัวอยู่หนาแน่นเกือบทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี อย่างไรก็ตาม รายงานตัวเลขทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงผลคะแนนการเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประชาชนยังคงต้องติดตามการสรุปยอดนับคะแนนจนครบ 100% และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก thaipbs.or.th, bangkokvote69.bangkok.go.th

อนุทิน มอบ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

อนุทิน มอบ  เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

อนุทิน มอบ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

นายกฯ ถวายงานรัฐมนตรีเกียรติยศทึ่ฝรั่งเศส มอบรองนายกฯ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง  เนื่องในโอกาสครบ 170 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อ 2399  และต่อเนื่องการครบรอบ 340 ปี  ของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2228  เมื่อปีที่ผ่านมา   

รัชดา ธนาดิเรก

ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570    ในวาระที่ 1 (รับหลักการ)  และขอให้คณะรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ ตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กระจ่าง และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และเป้าหมายสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ วาระที่ 1 (รับหลักการ) มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569 รวม 3 วัน  

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ นี้ ได้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มีงบประมาณรายจ่ายรวม 3.78 ล้านล้านบาท ครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ  ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และคุณภาพชีวิตประชาชน

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำสัปดาห์ ในวันพรุ่งนี้  (30 มิถุนายน)  นายกรัฐมนตรีมอบหมายนายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ณ อาคารรัฐสภาแทน เพื่อความสะดวกต่อการชี้แจงข้อซักถามของสภา“ โฆษกรัฐบาล กล่าว

ปชป.โวจัดเต็ม ชำแหละพรบ.งบ’70 นายกฯสั่งรมต.ชี้แจง

ปชป.โวจัดเต็ม  ชำแหละพรบ.งบ’70  นายกฯสั่งรมต.ชี้แจง

ปชป.โวจัดเต็ม ชำแหละพรบ.งบ’70 นายกฯสั่งรมต.ชี้แจง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” จัด 12 ขุนพล ชำแหละงบฯ ปี’70 พุ่งเป้า AI เทคโนโลยี สับแค่ใช้หนี้ก็เกลี้ยง ด้านประธานกมธ.การเงินฯรับลูก ปมร้องเรียนสอบฟอเร็กซ์ ภายใน 2 สัปดาห์ คุยแบงก์ปล่อยสินเชื่อ อุ้ม SMEs ฝ่าวิกฤต

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาวาระแรกในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ก่อนจะมีการลงมติในวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ประมาณ 10-12 คน โดยจะอภิปรายในภาพรวมของงบประมาณ และโครงสร้างงบประมาณโดยรวม ที่ปัจจุบันงบลงทุนยังต้องมาจากการกู้เงิน และภาษีที่เก็บเป็นรายได้ของรัฐ เพียงแค่ใช้จ่ายงบประจำและการใช้หนี้ก็หมดแล้ว ดังนั้นในอนาคตจะมีความจำเป็นจะต้องมีการปรับโครงสร้างงบประมาณ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ร่างงบประมาณปี 2570 ฉบับนี้ ยังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางการจัดทำ ทั้งที่การจัดทำงบประมาณ ควรเป็นไปตามความจำเป็นของประเทศ จึงควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง แต่ตนก็ยังไม่เห็นการจัดทำงบประมาณให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สส.ของพรรคฯ ยังจะอภิปรายเจาะรายละเอียดในบางงบประมาณ อาทิ การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการศึกษา อยากตั้งข้อสงสัยว่าในบางโครงการของงบประมาณ ยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะหน่วยงานที่ของบประมาณมักนำคำว่า AI และเทคโนโลยีมาอ้าง แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นประเทศยังไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยกำชับให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมตอบทุกข้ออภิปรายของ สส.เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในแต่ละด้าน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 กำหนดวงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 จากคำของบประมาณที่หน่วยงานต่างๆ เสนอรวมกว่า 5.97 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณา คัดกรอง และจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่า

ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สำหรับการลงทุนของประเทศ รัฐบาลเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงวางแนวทาง “ลงทุน พลัส” โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุน Thailand Future Fund การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI การอำนวยความสะดวกผ่าน Thailand Fast Pass ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม แม้งบลงทุนโดยตรงในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะอยู่ที่ 789,172 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน แต่เมื่อรวมการลงทุนจากทุกกลไกดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าระดมเม็ดเงินได้ประมาณ 1.568 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนในอนาคต

ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาฯ กล่าวว่า นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องพิจารณาศึกษาฯ ในกมธ.การเงินฯ นำเรื่องที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ให้ตรวจสอบตลาดการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนจากโบรกเกอร์ผิดกฎหมายจำนวนมาก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่มีกฎหมายรองรับ เข้าสู่ที่ประชุมกมธ.การเงินฯ โดย กมธ.จะพิจารณาอย่างรอบด้าน และเร่งสรุปเรื่องการฉ้อโกงประชาชนทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ปัญหาผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ได้รับความเป็นธรรม และปัญหาหุ้นกู้ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา นำกลับมารายงานต่อที่ประชุมภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งเรายึดหลักการทำงาน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน

นายจุติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กมธ.การเงินฯ ได้หารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแนวทางสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไทย เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ที่มีความสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ ซึ่งกำลังขาดสภาพคล่อง ให้สามารถรักษาความเป็นเจ้าของกิจการไม่ถูกต่างชาติเข้ามากลืนธุรกิจ โดยธนาคารรัฐจะไม่เพียงแค่ปล่อยกู้แล้วจบ แต่ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทั้งด้านการเงินและการตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอด สิ่งที่เป็นห่วงคือทำอย่างไรประชาชนจะเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น หากใครมีปัญหาร้องเรียนมายังกมธ.ได้ เราจะช่วยประสานงาน พิจารณาแนวทางช่วยเหลือ และทำงานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนยังมีงานทำ และผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก กำลังซื้อภายในประเทศลดลงและภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่