เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.24 น.

พรรคเพื่อไทย สรุปปรับแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญส่วนที่มา ส.ส.ร. ให้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด หวังผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

วันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก 

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย จึงมีข้อสรุปว่า จะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร. โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540 และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร. ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป 

ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ 

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’ วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’  วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’ วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

พรรคประชาชน ยื่น ป.ป.ช. – กกต. สอบปมแชตไลน์ฉาว อ้าง’อธิบดีกรมการปกครอง’สั่งข้าราชการช่วยพรรคการเมืองตอนเลือกตั้ง แฉมีขรก.น้ำดีโดนกลั่นแกล้งจัดฉากย้าย หากไม่ยอมทำตาม ด้าน’วิโรจน์’ สะกิดนายกฯ เลิกเกรงใจบิ๊กเบื้องหลัง สั่งย้ายด่วนเปิดทางสอบสวน

วันที่ 9 มิถุนายน 5699 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) ร่วมยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีแชตไลน์หลุดที่อ้างว่าเป็นของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งมีข้อความสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายข้าราช การวางตัวไม่เป็นกลางและเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องข้อมูลผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆตามที่อธิบดีฯ พยายามชี้แจง แต่คือ มีการพิมพ์ข้อความนี้จริงหรือไม่ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถตรวจสอบผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับไลน์ไอดีได้ภายใน 2 วัน หากประสานตำรวจไซเบอร์และบริษัท ไลน์ ประเทศไทย พร้อมแสดงความกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบกันเองของระบบราชการอาจจะล่าช้า แต่เชื่อว่าสุดท้ายความจริงจะปรากฏและผู้กระทำผิดต้องติดคุก


 
นอกจากนี้ นายวิโรจน์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า ควรมีความกล้าหาญที่จะสั่งโยกย้ายอธิบดีรายนี้ออกไปก่อน ไม่ควรปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพียงเพราะเกรงใจ “ผู้สนับสนุนหลัก” ที่อยู่เบื้องหลังอธิบดีท่านนี้”

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต ระบุว่า ในช่วงเลือกตั้งพื้นที่ภูเก็ตสัมผัสได้ถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีการสั่งการเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ นำเงินไปซื้อเสียง จนถึงอธิบดีฯ ส่งไลน์สั่งปลัดจังหวัดและปลัดอำเภอให้ช่วยผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย หากข้าราชการคนไหนไม่ทำตามจะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้าย เช่น กรณีจัดฉากว่านายอำเภอเมืองรับสินบนปืนเพื่อหาเรื่องย้ายออก ทั้งนี้ตนจะเดินทางไปร้องเรียนต่อ กกต. ควบคู่กันไปด้วย

ขณะที่ นายภัทรพงศ์ (ทนายอั๋น) ในฐานะทนายความของปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยว่า ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการปกครองต่อศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 8 แล้วในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของสภาฯ ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จึงขอท้าให้อธิบดีฯ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ต่อมานายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) เดินทางมายื่นหนังสือถึงกกต.ให้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวด้วย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ อย่าพยายามยื้อด้วยวิธีต่างๆ เพราะสังคมจับตาอยู่ ต้องทำให้สังคมกระจายโดยเร็วที่สุด

กรมคุมประพฤติ ยันชัด! ‘ทักษิณ’ ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว จ่อบินดูไบ สิ้น มิ.ย.69

กรมคุมประพฤติ ยันชัด! ‘ทักษิณ’ ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว จ่อบินดูไบ สิ้น มิ.ย.69

กรมคุมประพฤติ ยันชัด! ‘ทักษิณ’ ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว จ่อบินดูไบ สิ้น มิ.ย.69

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

“กรมคุมประพฤติ” ยืนยัน “ทักษิณ” ถอดกำไล EM พ้นโทษเรียบร้อยแล้ว หลังศาลอาญาธนบุรีตรวจเอกสารรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวพ้นโทษจากการคุมประพฤติ รวม 22 ราย ขณะที่ไทม์ไลน์ทักษิณ ระบุ สิ้นเดือน มิ.ย.69 เตรียมบินดูไบ

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น.  ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกรมคุมประพฤติ เกี่ยวกับความคืบหน้าขั้นตอนการปลดกำไล EM ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ภายหลังจากที่ศาลอาญาธนบุรีได้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีหมายปล่อยตัวพ้นโทษและลดโทษ ส่งแจ้งไปยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ซึ่งหนึ่งในนี้ คือ ชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร โดยสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะต้องดำเนินการปล่อยตัวผู้ถูกคุมความประพฤติตามขั้นตอน หรือแจ้งให้กับผู้ที่ได้รับการลดโทษระหว่างคุมประพฤติรับทราบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ได้รับหมายแจ้งปล่อยตัวดังกล่าว จึงได้เดินทางมาถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ให้แก่นายทักษิณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อนึ่ง ตามกรอบระยะเวลาการพักโทษคุมประพฤติของนายทักษิณ ภายหลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัวไป ก็ตรงกับวันที่ 9 มิ.ย.69 จึงเป็นเหตุผลว่านายทักษิณ ชินวัตร ต้องได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษและถอดกำไล EM ในวันนี้ 

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการที่จะเดินทางไปยังประเทศดูไบในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.69 โดยอดีตนายกฯ จะใช้เวลาอยู่ที่ดูไบระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำธุระส่วนตัวก่อนที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทย และหลังจากนั้นจะมีการเดินทางไป-กลับอีกหลายครั้ง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมสำหรับแนวทางปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษพ.ศ. 2569 สำหรับผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ มีดังนี้

1.สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติจัดทำบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานทราบเพื่อจะได้ไม่ดำเนินการอภัยโทษให้

2.เรือนเรือนจำ/ทัณฑสถานในเขตพื้นที่คุมประพฤติตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติซึ่งมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ และจัดทำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดเพื่อดำเนินการตามมาตรา 7 ต่อไป

3.เสนอคณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 21 วรรคแรก ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ (กรณีเรือนจำกลาง เรือนจำอำเภอ เรือนจำพิเศษ ทัณฑสถาน มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการเรือนจำ) ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่ หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่ 1 คน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่ 1 คน รวม 3 คนเป็นกรรมการ พิจารณาตรวจสอบและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ตามมาตรา 21 เพื่อออกหมายลดโทษหรือหมายปล่อย

4.เรือนจำ/ทัณฑสถาน จัดทำบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป หรือลดโทษแล้วคุมประพฤติต่อไป และส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวไปยังสำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติโดยเร็วเพื่อจะได้ยุติการคุมประพฤติ หรือคุมประพฤติต่อไป

5.สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือกำไล EM ให้แก่ผู้ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวตามมาตรา 7 ที่สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติ

6.สำนักงานคุมประพฤติในเขตพื้นที่คุมประพฤติแจ้งให้ผู้ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวตามมาตรา 7 ไปรับใบสุทธิ (รท.25) ที่เรือนจำในเขตพื้นที่คุมประพฤติ

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจไทย–เวียดนาม ผสานจุดแข็งสองประเทศ ดันการค้า–การลงทุนเติบโตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 ซึ่งจัดโดย BOI โดยมีผู้แทนภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรมองกันเพียงในฐานะ “คู่ค้า” แต่ควรก้าวสู่การเป็น “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” ที่ร่วมกันสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และพลังงาน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านดิจิทัล และเครือข่ายการค้าเสรี ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจ หากนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาผสานกัน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการลงทุน สร้างงาน และขยายตลาดให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองรัฐบาลจึงผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตสมัยใหม่ พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างรายได้และการจ้างงานคุณภาพ

พร้อมกันนี้ ไทยและเวียดนามยังเดินหน้ากรอบความร่วมมือ “Three Connects” หรือ 3 การเชื่อมโยงสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่ ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต เพื่อให้ภาคธุรกิจใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของเวียดนามไม่ใช่การแข่งขันที่ไทยต้องกังวล แต่เป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน เพราะเมื่อไทยและเวียดนามร่วมมือกันมากขึ้น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์ Three Connects ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมระบุว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้ไทยและเวียดนามสร้าง
ความร่วมมือเชิงลึกมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามให้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วที่สุด

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เวียดนามเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทยในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.34 น.

‘แสวง’บอกกำลังใจดี  ไม่กระทบการทำ งาน หลังข่าวประเมินผลงาน บอกดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด และภูมิใจที่เป็นคนของกกต.

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ภายหลังถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลังจบงานแถลงผลงาน 28 ปี กกต. กรณีกระแสข่าวไม่ผ่านผลการประเมินการปฏิบัติงาน ว่า การประเมินเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตนไม่สามารถพูดอะไรได้ 

“สิ่งเดียวที่บอกได้คือรู้สึกดีที่ทำงานกับกกต.ทุกชุดที่ผ่านมา และข่าวที่ออกมาไม่กระทบกับการทำงาน และไม่รู้สึกเสียขวัญกำลังใจแต่อย่างใด ยืนยันว่าที่ผ่านมาทำงานดีที่สุด นอกจากนี้ ยังรู้สึกดีๆกับทุกอย่างที่กกต. และภูมิใจที่เป็นคนของกกต.

ภาคประชาชน เริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้

ภาคประชาชน เริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100%  ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้

ภาคประชาชน เริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

“ภาคปชช.”ยื่นริเริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รธน. ให้มี สสร.เลือกตั้ง100% ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้ พร้อมประกาศค้าน ร่างแก้รธน.ระบอบสีน้ำเงิน

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชน ในนามกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) นำโดย นายณัชปกร นามเมือง ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)  น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ได้ยื่นเจตจำนงต่อการริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง

โดยนายเลิศศักดิ์ กล่าวว่าตนยินดีที่ภาคประชาชนสนใจกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นนิมิตรหมายที่ดีของบ้านเมืองที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ หลังจากนี้จะทำตามขั้นตอนของสภาฯ หลังจากที่ตนรับเรื่องแล้วจะเสนอต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขณะที่ประชาชนสามารถเริ่มกระบวนการเข้าช่ือให้ได้ 5หมื่นชื่อ เมื่อครบแล้ว สามารถยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาโดยสภาฯจะใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อ เมื่อครบถ้วนและมีความพร้อมจะบรรจุเข้าสู่วาระต่อไป 

ขณะที่นายณัชปกร กล่าวว่า  บนหลักการ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย โดย สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100%  โดยมีที่มา 2 แบบ คือ สสร.ตัวแทนจังหวัด เพื่อให้เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ และสสร. แบบบัญชีรายชื่อ มาจากกลุ่มประเด็น ความหลากหลายต่างๆ  พร้อมกำหนดให้ สสร.มีอำนาจกำหนดกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) กำกับ ซักถามและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและออกแบบรัฐธรรมนูญ ส่วนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มีกมธ.ยกร่าง 35 คน มาจาก สสร. 25 คน ส่วนอีก 10 คน ให้มาจากการเชิญบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ต้องส่งให้ สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชอบ ก่อนส่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

“ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนผ่านทางเว็ปไซต์ของเครือข่าย ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลารวบรวมรายชื่อได้ครบภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ดีการเข้าชื่อดังกล่าวจะใช้กระบวนการออนไลน์ เบื้องต้นจะช่วยล่นเวลาของสภาต่อการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนที่เชื่อว่าจะใช้เวลาตรวจสอบน้อยกว่า45วัน” นายณัชปกร กล่าว

นายณัชปกร กล่าวด้วยว่าภาคประชาชนเห็นว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ตรงกับหลักการของประชาชน และไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเนื้อหาเอื้อให้เกิดการผูกขาด ทำให้มี สสร.สีน้ำเงินที่จับเลือก และไม่เอาสว.สีน้ำเงินน ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่สสร.ของระบอบสีน้ำเงินภาคประชาชนพร้อมโหวตโน

เมื่อถามว่ามองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำหนดเป็นต้นเดือนก.ค. ควรชะลอออกไปก่อนหรือไม่ นายณัชปกร กล่าวว่า ตนบอกไม่ได้ ว่ารัฐสภาควรจะรอหรือไม่ ถือเป็นความเห็นของประธานรัฐสภาที่จะดำเนินการ

เมื่อถามว่าหากรัฐสภาโหวตไม่รับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชนเพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร นายณัชปกร กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาล ดังนั้นจะขัดหรือไม่ขัด คนที่ชี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนมองว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ควรด่วนสรุป เมื่อสามารถบรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรพิจารณาดำเนินการ และให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาประชามติ ตามที่ศาลวินิจฉัยว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ดังนั้นอย่าขวางตั้งแต่ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการยื่นเจตจำนงของภาคประชาชนดังกล่าว พบว่ามีกลุ่ม สว. ได้แก่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้น.ส.นันทนา ได้ประกาศสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเนื่องในการครบรอบ100ปีประชาธิปไตยไทยด้วย

เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

“ศุภชัย”ยัน”ที่ดินปู่ชัย” ไม่เกี่ยวคดีที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ คนละเรื่องกัน ชี้ทางคดีขอรอฟังคำตัดสินศาลหลัง รฟท.ฟ้องรายแปลง อย่าอ้างคำพิพากษาศาลฎีกามาเหมารวม จวก”เสรีพิศุทธ์”อย่ามั่วหลังอ้างเคยจับ”เนวิน”ทุจริตเลือกตั้ง ยันไม่เคยเกิดขึ้น จ่อฟ้องทุกคน-สื่อ มีเจตนาทำพรรคเสียหาย

9 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ดินเขากระโดงที่ก่อนหน้านี้มีการชี้แจงหลายครั้งแล้ว ว่าสิ่งที่สังคมต้องรอฟัง คือการรอผลการตัดสินในคดีแพ่งที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทยอยฟ้องผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ 5,083 ไร่ พร้อมย้ำว่า ในการตัดสินของศาลฎีกา และศาลยุติธรรม เกี่ยวกับ 35 รายนั้น ที่แพ้คดีไม่ได้มีผลผูกพันกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่เป็นโฉนดที่ดิน หรือ นส.3 แปลงอื่นๆ อีก 995 ราย เพราะทุกคนมีอีกเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยราชการถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงของ 995 ราย มีข้อเท็จจริงข้อต่อสู้ที่แตกต่างกับ 35 ราย เพราะฉะนั้น จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาของ 35 รายนั้นมาบังคับใช้กับ 995 รายนี้ไม่ได้

นายศุภชัย กล่าวว่า ส่วนคำวินิจฉัยศาลปกครอง และคำตัดสินของศาลปกครองที่มีขึ้นระหว่างคู่กรณีคือ รฟท.กับกรมที่ดิน นั้น ศาลปกครองกลางเคยวินิจฉัยว่าให้กรมที่ดินไปดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินในการตั้งคณะกรรมการตรวจตรวจสอบ ว่าเอกสารสิทธิ์ที่ออกไปให้กับประชาชนที่ครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือคลาดเคลื่อน แต่เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว และฟังข้อเท็จจริงกับ รฟท. ซึ่ง รฟท.ไม่สามารถนำเอกสารแผนที่มาแสดงยืนยันเขตที่ดินของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นกรมที่ดินจึงไม่มีเหตุผลที่จะไปยกเลิกโฉนดที่ดิน

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ส่วนที่ขณะนี้ รฟท.ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ว่าการออกคำสั่งของกรมที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ดังนั้น จึงต้องรอหรือในขณะเดียวกันการตัดสินว่าที่ดินแปลงใดบุกรุกที่ดินของ รฟท.เป็นจำนวนพื้นที่เท่าไหร่นั้น ศาลปกครองก็ไม่เคยวินิจฉัย จึงขอทำความเข้าใจว่าวันนี้เอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยกรมที่ดินที่ให้กับประชาชนเป็นการยื่นออกเอกสารสิทธิ์ที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ ขึ้นอยู่กับศาลฎีกาจะวินิจฉัยจนถึงที่สุด เรื่องนี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้โดยพาดพิงด้วยว่าการแสดงความคิดเห็นของตนไม่ถูกต้องนั้น ยืนยันว่าความเห็นของ พ.ต.อ.ทวี ต่างหากที่ไม่ถูกต้อง ท่านบอกว่าอยากให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินที่มีการประกาศใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2497 ที่ดินของการรถไฟตรงนั้นได้มีการดำเนินการห่วงห้ามไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งไม่มีข้อเท็จจริงหรือเอกสารใดที่ปรากฏว่าที่ดินของ รฟท.ตรงนั้นมีการหวงห้าม และการได้มาซึ่งที่ดินของราชการจะต้องได้มาโดยผลของกฎหมาย การซื้อขาย การเวนคืนที่ดินมา หรือโดยมีการโอนกันระหว่างราชการ แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าว รฟท.ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดมายืนยันเลยว่าเป็นเจ้าของ อ้างแค่ว่ามี ส.ค.1 หรือมีแผนที่เป็นเอกสารภายในของ รฟท.

“ที่ดินเหล่านั้นออกมาโดย รฟท.เองไม่เคยมีการไปคัดค้าน ขณะที่ประชาชนไปยื่นขอ น.ส.3 หรือโฉนดที่ดิน แต่ในทางกลับกันที่ดินบางแปลง การรถไฟมีความเชื่อว่าที่ดินอยู่ใกล้กับรางรถไฟเป็นของเขา ประชาชนอยู่ที่นั่นก็เชื่อว่าที่ดินที่อยู่ใกล้รางรถไฟมาประมาณ 40 เมตร เป็นของการรถไฟ ดังนั้น เวลาประชาชนไปขอออกโฉนดที่ดินจึงให้การรถไฟมาชี้แนวเขตของการรถไฟ ซึ่งมีที่ดินหลายแปลงที่การรถไฟไปชี้แนวเขตว่าของตัวเองมีอยู่แค่ไหน ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 ล้วนเป็นการรับรู้ของการรถไฟมาโดยตลอด โดยที่ไม่เคยแสดงความคัดค้าน สิ่งที่ประหลาดต่อมาคือประชาชนไม่ว่าจะไปครอบครองที่ดินแปลงใด ถ้าเป็นที่ดินที่มีสิทธิ์จะครอบครองตามกฎหมายเขาก็แจ้งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประชาชนเท่านั้น ย้ำว่า ราชการจะมาได้มาซึ่งที่ดินต้องได้มาตามช่องทางอื่น แต่หลังจากประกาศเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2497 กลับไปแจ้งสิทธิครอบครอง ซึ่งไม่มีหน่วยงานราชการไหนต้องไปแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน วันนี้ประชาชนจำนวนมากฟังไม่ชัดไม่เข้าใจ เรื่องกฎหมายใครโพสต์อะไรก็ว่าไปตามนั้นด่าต่างๆนานา จึงขอยืนยันว่า ขอให้รอคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลในส่วนของคดีแพ่งจนกว่าจะถึงที่สุด” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีสัญญาที่ดินของ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา และ สส.บุรีรัมย์ ที่ทำกับการรถไฟฯ ในปี 2513 นั้น ยืนยันว่าที่ดินแปลงนี้ไม่เกี่ยวกับที่ดิน 5,083 ไร่ แต่เป็นที่ดินที่ใกล้เคียงกับบริเวณรางรถไฟที่โรงโม่หินของนายชัย ใช้ประโยชน์ในการที่จะมากองหินเพื่อที่จะขนใส่ขบวนรถไฟ เพื่อบรรทุกไปดำเนินการก่อสร้างหรือซ่อมแซมของการรถไฟเส้นทางสายอีสาน อย่างไรก็ตาม วันนี้มีคนพยายามผูกโยงว่านายชัยยอมรับว่าเป็นที่ของการรถไฟเฉพาะพื้นที่ที่ติดกับรางรถไฟ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่า 5,083 ไร่ จะเป็นที่ของการรถไฟทั้งหมดด้วยซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนบอกว่าปู่ยอมรับแล้ว แต่หลานยังไม่ยอมรับ

“ตอนที่นายชัยขอเอกสารสิทธิ์ในส่วนของเฉพาะบ้านของนายชัย ผมเห็นหลักฐานการขอเอกสารสิทธิ์เมื่อปี 2551 ผมทำเรื่องนี้มานาน ซึ่ง รฟท.เองก็ได้ชี้แนวเขตของตัวเองด้วย เรื่องเหล่านี้ทำให้เกิดความสับสนกับประชาชน โดยสื่อเองก็มีการดำเนินการอะไรบางอย่างที่ไปตัดต่อทำอินโฟบางเรื่องโค้ดคำพูดซ้ำๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่างๆ ก็ขอฝากตรงนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวร้ายป้ายสีพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก แต่วันนี้ใครก็ตามที่แชร์ด้วยความไม่ฉลาดของตัวเอง ความรู้สึกเชื่อโดยสนิทใจแบบนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจมีเจตนาประสงค์ไม่ดีต่อพรรคหรือหัวหน้าพรรค หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพรรคนับจากนี้เป็นต้นไป ผมจะดำเนินคดีทุกคดีกับผู้ที่มีเจตนาที่จะใส่ร้ายป้ายสีทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ตาม ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สื่อมวลชนจำนวนมากจับกระแสบางส่วนนำไปบิดเบือนก่อให้เกิดความเสียหาย” นายศุภชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายศุภชัยจะนำโทรศัพท์มือถือซึ่งมีการเปิดรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เปิดให้สื่อมวลชนได้เห็น โดยเป็นการนำเสนอข่าว “ย้อนอดีตบุกจับเนวิน สะเทือนวงการเลือกตั้งไทย” พร้อมยืนยันว่านายเนวินไม่เคยถูกจับเรื่องทุจริตการเลือกตั้งในเหตุการณ์ครั้งนั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาเล่าว่าเคยจับนายเนวินอย่างไร นายศุภชัย กล่าวว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และตนจะดำเนินคดี พร้อมกับแจ้งให้นายเนวินดำเนินคดีด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการมักง่ายต่อคนอื่นปากพล่อย และใช้เวทีของสื่อช่องหนึ่ง ซึ่งช่องนั้นไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ ขึ้นตัวหนังสือเช่นนี้ ทั้งที่คดีนี้ไม่เคยบุกจับเนวิน เพราะฉะนั้น แม้ว่านายเนวินจะไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ต่อไปว่ากล่าวในการมอบหมายทนายทนายความให้ดำเนินคดีต่อไป

“วันนี้ผมไม่ยอมแล้ว ใครที่โพสต์หรือแชร์อะไรเสียหาย บางเรื่องผมก็อาจจะยอมได้ เอาภาพเท้ามาวางไว้ที่หน้าผมไม่เป็นไร แต่หากเกินไปผมก็ไม่ยอม เพราะถ้าท่านมีสติ ไม่รับจ้างใครมา และโง่โดยสุจริตสุจริตไม่เป็นไร แต่เมื่อท่านมีเจตนาผมไม่ยอมแล้ว จะดำเนินคดีทุกคดี วันนี้มีอยู่ 30 – 35 คดี ดังนั้นถ้าท่านทำอะไรผิดกฎหมาย ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ได้กระทำ พร้อมยืนยันว่าดำเนินคดีกับทุกคนรวมถึงสื่อด้วยไม่ว่าสื่อไหนก็ตาม” นายศุภชัย กล่าว

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมช.ดีอี อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว โครงการTH-AI Passport ยันระดมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายแบบ โอเพ่น-รอบด้าน ไม่ปิดกั้น 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในโครงการ TH-AI Passport ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ที่กระทรวงดีอี ว่า ทางรมว.ดีอี มอบหมายตน และปลัดดีอี ไปรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดในโลกออนไลน์ หรือพื้นที่ต่างๆ แต่อาจจะยังเป็นทางเดียว จึงเปิดเวทีรับฟังความเห็น ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ใครสนใจจะเข้าร่วมเราก็เชิญชวนทั้งหมดหลายส่วน ไม่ได้ปิดกั้นว่าให้ใครไปหรือไม่ให้ใครไป เพื่อมาให้ข้อมูลว่าระบบนี้มันดีจริงหรือไม่ ติดขัดตรงไหน หรือควรเพิ่มตรงไหนเพราะขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นว่าเนื้องานเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า ความคิดเห็นในเวทีนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่  เนื่องจากตัวโครงการได้ผู้ว่าจ้างไปแล้ว น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ความคิดเห็นมองได้หลายแบบ บางความคิดเห็นอาจจะอยู่ในส่วนของสัญญาอยู่แล้ว หรือบางส่วนที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ถ้าเป็นความคิดเห็นที่ดีแล้วทางคู่สัญญา หรือนักพัฒนาเห็นว่า สามารถทำได้ก็คงเป็นเป็นการเจรจาเบื้องต้นแบบนั้นไปก่อนแต่ขอให้รอข้อสรุปจากการรับฟังก่อน

รมช.ดีอี กล่าวว่า เวทีการรับฟังความคิดเห็นนี้ ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าการทำโครงการรัฐ  จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญา ซึ่งโครงการนี้ตามความเป็นจริงก็มีเหมือนกัน แต่ในขณะนั้นที่ทำประชาพิจารณ์ ไม่มีใครเข้ามาให้ความเห็นอะไรเลย  แต่เมื่อโครงการผ่านแล้วได้ผู้รับจ้าง และกำลังเริ่มแต่ขั้นตอน เพิ่งมีความเห็น แต่เราก็เห็นว่า เปิดโอกาส เนื่องจากกระทรวงเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี จึงอยากทำให้ดีตามที่ทุกคนตั้งใจ ซึ่งความตั้งใจของเราคืออยากให้เป็นเหมือนประเทศอื่นที่แจกให้ทุกคน แต่เรายังติดงบประมาณ ที่ไม่สามารถทำได้เช่นนั้น เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่ให้สิทธิ์ประชาชนจำนวนเยอะกว่าไทยนิดนึง แต่ระยะเวลาสั้นกว่าไทยครึ่งหนึ่ง และใช้งบประมาณเยอะกว่า พร้อมย้ำว่า โครงการนี้กระทรวงมองถึงความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้  ไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

เมื่อถามถึงกรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นนี้จะเป็นเวทีฟอกขาวให้กับโครงการ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ถ้าบอกว่าเป็นเวทีฟอกขาว ถ้าอย่างนั้นเราต้องเชิญเฉพาะบุคคล เพื่อต้องการให้ข้อมูลเชิงบวกอย่างเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้เชิญเฉพาะบุคคล พร้อมเปิดเป็นสาธารณะ เพราะเราพร้อมที่รับฟังความคิดเห็น ฉะนั้น จะมาบอกว่าฟอกเขาหรือไม่ วันนี้ขออย่าชี้นำสังคมแบบนี้ ขอให้คุยกันด้วยเนื้องานจริงๆ 

“กลายเป็นว่าตอนนี้ใครที่ออกมาสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งที่อาจจะเป็นความเห็นต่างของสังคม ทุกคนมีความคิดเห็นได้หมดไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ทั้งดี ไม่ดี และความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการชี้นำไปว่าใครทำแบบนี้ถือว่าผิด ดิฉันเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่จิตใจที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่ ในการที่จะมองว่าทุกคนสามารถเห็นต่างได้” รมช.ดีอี กล่าว

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

“โฆษก ภท.”ยัน 13.2 ล้านสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังอยู่ในระบบ ไม่โดนตัด ส่วนคนยังไม่ได้-นอกระบบ ให้”มท.”ลงสำรวจ-ยืนยันตัวตน ย้ำหนุนให้คนที่จนจริงๆ ชี้ 11 มิ.ย.นี้ชัดเคาะทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิ”ผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดา-มารดา”

9 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการทบทวนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ที่มีการไปออกข่าวว่าผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะถูกตัดสิทธิ ต้องบอกให้ชัดๆ เลยว่า ผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั่วประเทศ 13.2 ล้านคน ยังไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่โดนตัดสิทธิ ทุกคนยังอยู่ในระบบเหมือนเดิม

ส่วนหลักเกณฑ์ล่าสุดที่ทางกระทรวงการคลัง ออกมา ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้มีการทบทวนแล้ว ก็ต้องไปพิจารณากันใหม่ ขณะที่ในมุมมอง สส. เราได้รับทราบปัญหาเหล่านี้มานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะประชาชนที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ขณะเดียวกันก็เป็นการครบรอบที่กระทรวงการคลังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์พอดี เราทำตามคำเรียกร้องของประชาชนในกลุ่มที่ต้องเรียกว่าเป็นคนจนจริงๆ จึงมีหลักเกณฑ์ออกมาสำหรับรอบนี้ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้น นายกฯ สั่งทบทวนหลักเกณฑ์ไปหลายข้อแล้ว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะมีการพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติมหรือไม่นั้น จะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งว่าจะใช้วิธีอย่างไรในการคัดกรองคน ขณะที่กระแสข่าวให้ยืนยันตัวตนผ่านอำเภอหรือสถานที่ราชการนั้น จะมีกลไกของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาบริการประชาชนตามแต่ละหมู่บ้านในการสำรวจสิทธิ และยืนยันตัวตน รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนจะนำไปพิจารณาผ่านกระทรวงการคลัง สำหรับหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกฯ ได้สั่งทบทวน อาทิ การยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ต่างๆ ยืนยันว่าไม่ใช่สำรวจแล้วปุ๊บ ได้ใครก็ต้องได้ คนนั้นเลย จะต้องผ่านทางประชาคมหมู่บ้านเพื่อรับรองว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิจะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และเป็นคนที่ไม่มีจริงๆ เป็นคนจนจริงๆ” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ ‘ไอซ์’ ปมฟอกขาว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ 'ไอซ์' ปมฟอกขาว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ ‘ไอซ์’ ปมฟอกขาว

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาชี้แจงความคืบหน้าและข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ “TH-AI PASSPORT” ก่อนที่จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยกระทรวงฯ ยืนยันถึงความคุ้มค่าของงบประมาณและข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาที่ได้ลงนามไปแล้ว พร้อมชี้แจงเป้าหมายหลักที่มุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมจัดเวทีเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI PASSPORT ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ กระทรวงดีอี (ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี จะเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วยตนเอง พร้อมทั้งเชิญบริษัทเอกชนผู้รับจ้างเข้าร่วมรับฟังในเวทีนี้ด้วย

ข้อจำกัดเรื่องสัญญาและขอบเขตงาน (TOR)

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าความคิดเห็นจากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ได้หรือไม่นั้น ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถแก้ไข TOR ได้ เนื่องจากได้มีการลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ จะนำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปเจรจากับผู้รับจ้าง (คู่สัญญา) เพื่อพิจารณาว่าสามารถปรับปรุงส่วนใดได้บ้างภายใต้กรอบ TOR เดิม เพื่อให้โครงการบรรลุผลสำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การตอบโต้ประเด็น “ฟอกขาว” และความคุ้มค่าของโครงการ

กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ว่าเวทีนี้เป็นเพียงการฟอกขาวให้โครงการนั้น นายพชรระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่ในส่วนของกระทรวงฯ ยืนยันว่าการจัดทำโครงการนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการใช้งานให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนของโครงการกับราคาในท้องตลาดหรือภาคเอกชน พบว่าโครงการนี้มีราคาที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน