การดี ยื่น สตง. ตรวจสอบโปรเจกต์ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ตั้งข้อสังเกต 7 ข้อ

21 กันยายน 2569 เวลา 12:42 น.

“การดี” ยื่น สตง. ตรวจสอบโปรเจกต์ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ชี้ ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ เป็นเงื่อนไขบังคับสร้างความโปร่งใส หวั่นสัญญาส่อโมฆะ

21 กันยายน 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีวงเงินงบประมาณรวมกว่า 1,621 ล้านบาท

ดร.การดี เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการยกระดับทักษะ AI ให้กับคนไทยอย่างเต็มที่ แต่งบประมาณแผ่นดินทุกบาทต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างอนาคตให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งจากการติดตามตรวจสอบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พบความเสี่ยงสำคัญเร่งด่วนที่จำเป็นต้องให้องค์กรอิสระอย่าง สตง. เข้ามาตรวจสอบก่อนที่จะมีการตรวจรับและเบิกจ่ายงบประมาณ

ดร.การดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเร่งด่วนในขณะนี้คือเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณใกล้เข้ามาแล้ว โดยในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมได้เปลี่ยนรูปแบบมาจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ ‘Pay per Active User’ (ผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่) แต่เมื่อเข้าไปวิเคราะห์ในรายละเอียดของ TOR และสัญญาที่ทำขึ้นใหม่ กลับไม่พบหลักเกณฑ์การคำนวณที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร สาระสำคัญส่วนใหญ่ถูกปล่อยให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ว่าจ้าง

“สิ่งที่เรากังวลมากคือ การเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจโดยไม่มีเกณฑ์ในสัญญาที่รัดกุม ท่ามกลางกระบวนการที่เราเริ่มเห็นข้อสังเกตเรื่องการ ‘ปั๊มยอดใช้งาน’ เข้ามาในระบบเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เงินภาษีของประชาชนอาจต้องจ่ายไปโดยไม่สะท้อนการยกระดับทักษะที่แท้จริง” ดร.การดี กล่าว

สำหรับประเด็นหัวใจสำคัญ คือ การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขว่าด้วยข้อตกลงคุณธรรมตามที่ TOR กำหนดไว้ โดยเอกสาร TOR หมวด 3 ข้อ 3.16 ระบุไว้ชัดเจนในคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอว่า “ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องลงนามในข้อตกลงคุณธรรม กรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป” และข้อ 3.15 กำหนดให้ต้องมีนโยบายป้องกันการทุจริต

ดร.การดี ได้ย้ำว่า ข้อตกลงคุณธรรมคือกลไกสากลที่เปิดให้มีตัวแทนภาคประชาชนหรือบุคคลภายนอก (Third Party) เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงการตรวจรับงาน แต่โครงการนี้กลับไม่มีกระบวนการดังกล่าว

“เงื่อนไขนี้เขียนไว้ในหมวดคุณสมบัติ จึงเป็น ‘เงื่อนไขบังคับ’ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอต้องปฏิบัติ แม้หน่วยงานจะอ้างว่าไม่ได้รับคัดเลือกผู้สังเกตการณ์อิสระ แต่การลงนามเป็นข้อผูกพันตรงของผู้ยื่นข้อเสนอที่ต้องทำ เมื่อไม่มีการลงนาม จึงเกิดคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า การประกาศผู้ชนะและลงนามสัญญาโดยขาดคุณสมบัติตาม TOR ที่กำหนดขึ้นเองนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเข้าข่ายทำให้สัญญาจ้างนี้มีปัญหาจนถึงขั้นเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ สตง. ต้องชี้ขาด” ดร.การดี ระบุ

ทั้งนี้ในหนังสือที่ยื่นต่อ สตง. ได้ระบุข้อสังเกตสำคัญรวม 7 มิติ ได้แก่

1. ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและข้อสังเกตการล็อกสเปก

2. การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงคุณธรรมตาม TOR

3. ความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ของระบบ AI ที่ใช้งานจริง ซึ่งพบว่าคุณภาพยังต่ำกว่า AI ฟรีทั่วไป

4. นิยาม ‘ผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่’ ฐานเบิกจ่ายกว่า 1,481 ล้านบาท ที่มีส่วนต่างทางการเงินสูง

5. การแก้ไขข้อกำหนดทางเทคนิค (Concurrent Users) เพิ่มขึ้น 10 เท่าหลังลงนามสัญญา

6. ความเสี่ยงด้านอธิปไตยข้อมูลและการส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ ขัดเงื่อนไข Data Localization

7. การขาดดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ (KPI) ที่วัดการเพิ่มทักษะของคนไทยได้จริง

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ขอให้ สตง. ใช้อำนาจตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินฯ มีหนังสือแจ้งเตือนภัยไปยังกระทรวงดีอี ให้ชะลอการตรวจรับงานและเบิกจ่ายงบประมาณในงวดถัดไปไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเงินแผ่นดินที่มิอาจเรียกคืนได้

“การยื่นหนังสือในครั้งนี้มิได้มีเจตนาขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ หากแต่เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการปกป้องเงินภาษีของประชาชน และส่งเสริมให้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐเติบโตไปพร้อมกับหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างโปร่งใส คุ้มค่า และยั่งยืนอย่างแท้จริง” ดร.การดี กล่าว

นายกฯ ยันครม.ชุดนี้ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยว ‘ธุรกิจสีเทา-ธุรกิจเถื่อน’

21 กันยายน 2569 เวลา 12:31 น.

วันที่ 21 ก.ย.69 ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ ทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทํางานร่วมกันของทีมประเทศไทย ยืนยันรัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์ โดย 3 เดือนของรัฐบาลก่อนหน้า รวม 7 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ ไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมทั้งการป้องกันธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย ยืนยันได้ว่าขณะนี้การทำธุรกรรมผิดปกติหรือผิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากจริง ๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ เห็นได้จาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือนานาชาติ ทั้ง Fitch Ratings , เอส แอนด์ พี , moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ถือว่าประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เรื่องยาเสพติด รัฐบาลก็ดำเนินการปราบปรามอย่างเต็มที่ เหลือเพียงอย่างเดียวคือการเข้าไปปราบปรามโรงงานเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ได้เริ่มพูดคุย กรณีที่มีโรงงานที่ผลิตยาเสพติดแล้วเข้ามาขายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงในการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ของฝ่ายไทย ซึ่งได้พูดคุยเรื่องนี้กับประเทศเพื่อนบ้านด้านฝั่งตะวันตกของเราอย่างชัดเจน ว่าคงจะปล่อยไปเป็นเช่นนั้นไม่ได้ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้แสดงให้นานาชาติได้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของประเทศไทยในการปราบปราม อาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ สามารถพูดได้เลยว่ารัฐบาลของตนเองไม่มีใครหากินกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด ไม่มีคณะรัฐมนตรีคนไหนที่ไป มีความสัมพันธ์ กับธุรกิจเทา ธุรกิจเถื่อน ย้ําว่าไม่มีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประนีประนอม กับผู้กระทำผิดกฎหมาย

ศุภจี เร่งสรุปเจรจาปิดดีลภาษี ไทย–สหรัฐฯ ก่อนมาตรการ 301 เดินหน้าหวังรักษาภาษีในกรอบเดิม 19%

21 กันยายน 2569 เวลา 12:24 น.

“ศุภจี” เร่งสรุปเจรจาปิดดีลภาษี ไทย–สหรัฐฯ ก่อนมาตรการ 301 เดินหน้าหวังรักษาภาษีในกรอบเดิม 19% พร้อมให้นายกฯ หารือผู้นำสหรัฐฯ

วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนหน้านี้ ในการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงการเดินทางไป สหรัฐอเมริกา ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA ว่า วัตถุประสงค์หลักในการประชุมที่ผ่านมาก็มีการคุยกันหลายเรื่อง ซึ่งมีประเด็นที่หลายคนอยากทราบ ว่าด้วยเรื่องของภาษีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้น ได้มีการหารือกับ นายริก สวิตเซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และมีการคุยกันต่อเนื่องหลังจากพบปะกันที่วอชิงตันดีซี มีการสรุปกรอบหลักการของการเจรจากับ นายเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายละเอียดและเนื้อหาจะเป็นในเรื่องของทางเทคนิคที่ต้องมีการตกลงกันให้ลงตัว อาจมีประเด็นติดค้างเพียงเล็กน้อย ส่วนตัวก็ได้ไปเพื่อทำความเข้าใจและได้เขียนรายละเอียดที่ตรงกัน ทำให้ขณะนี้หลักการต่างๆนั้นไม่ได้มีอะไรติดขัด ด้านรายละเอียดนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกับ ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องระมัดระวังและทำอย่างรอบคอบ

สำหรับการเดินทางมาร่วมภารกิจกับนายกรัฐมนตรีนั้น นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นก็จะเป็นการประชุมกับทีมประเทศไทย ในเรื่องความคืบหน้าต่างๆ เพราะประเทศไทยและญี่ปุ่น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน และมีเรื่องของการค้าขายที่ส่วนตัวอาจจะต้องมาสนับสนุนข้อมูลกับนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็จะเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กับ นายกรัฐมนตรี ที่สหรัฐอเมริกาต่อ และจะมีโอกาสพบกับ นายเจมีสัน กรีเออร์ และ นายริก สวิตเซอร์ อีกครั้ง เพื่อสรุปการเจรจาให้เสร็จเรียบร้อย

ส่วนกระบวนการภาษีของสหรัฐฯนั้น นางศุภจี กล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังจะมีการประกาศผลการพิจารณาข้อไต่สวน 301 ว่าด้วยเรื่องของการขึ้นภาษีและการผลิตส่วนเกิน หรือเรื่องของแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้จบก่อนที่จะมีการประกาศ 301 ของสหรัฐ เพื่อที่จะได้คงภาษีให้อยู่ในกรอบตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

สำหรับความกังวลจากกรณีที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศขึ้นภาษีกับ รัสเซียและกลุ่มประเทศที่มีการซื้อน้ำมันและพลังงานกับทางรัสเซียนั้น นางศุภจี มองว่าอาจไม่เกี่ยวกับประเทศไทยทางตรง แต่ในแง่ของภูมิศาสตร์โลกอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่และได้รับผลกระทบทางอ้อม ขณะนี้ไทยต้องเน้นเรื่องของการเจรจากับทางสหรัฐฯให้จบ ซึ่งตัวกรอบภาษียังเป็นเป้าเดิมที่คงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และก็จะเป็นตัวภาษีที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีการตกลงกันแล้ว โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีขีดความสามารถแข่งขันเท่าเทียมกัน

สำหรับกรอบภาษีที่ทางไทยต้องการเพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ นางศุภจี กล่าวว่า กรอบภาษีเดิมหากจำได้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วทางสหรัฐฯ มีการคิดภาษีสำหรับประเทศที่ทางสหรัฐฯ ขาดดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ฉะนั้นทางสหรัฐฯ ก็อยากใช้มาตรการภาษีที่ทำให้ประเทศของเขามีความสมดุลกับการค้าขายในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้า

นางศุภจี กล่าวว่าตอนแรกที่มีประกาศออกมา 36% แต่เมื่อมีการเจรจา ช่วงอดีตรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเจรจาจนได้ภาษีอยู่ที่ 19 % แต่ในรายละเอียด ณ ขณะนั้น มีการคุยกันในสิ่งที่ไม่ใช่ภาษีด้วย ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เจรจาในรัฐบาลที่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางศาลสูงสหรัฐฯ ระบุว่า การกำหนดภาษีของสหรัฐฯนั้น ทำไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐฯ ออกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยเรียกว่า มาตรการ 122 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ยังสามารถเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆได้ โดยเป็นการคิดภาษีเหมือนกันทุกประเทศอยู่ที่ 10% แต่ใช้ได้เพียง 150 วัน ซึ่งหมดไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่สิ่งที่ สหรัฐฯ ทำทันทีหลังหมดมาตรการนี้ ก็คือ การออกมาตรการ 301 เพื่อดึงภาษีตัวเองขึ้นมาอีก โดยสิ่งที่ไทยต้องเจรจาด้วยก็คือ เรื่องของแรงงานบังคับ และเรื่องดัชนีการผลิตส่วนเกิน เพราะสหรัฐฯ บอกว่าไทยอาจจะไม่ได้มีการผลิตอะไรที่มากมาย

ส่วนการประกาศเรื่องแรงงานบังคับได้มีการประกาศผลออกมาเรียบร้อยซึ่งไทยอยู่ที่ 12.5% แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเจรจาไปเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ที่ 10% ดังนั้น หน้าที่ของไทยก็คือ ต้องพยายามเจรจาให้จบเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่ระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดการแข่งขันในระดับเดียวกัน หน้าที่ของไทย ต้องพยายามเจรจาให้จบ ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีการประกาศมาตรการ 301 ออกมา เพื่อที่จะไม่ทำให้อัตราภาษีของไทยสูงเกินประเทศเพื่อนบ้านและไม่เกินกรอบเดิมที่มีการเจรจาไว้อยู่ที่ 19%

นางศุภจี ยืนยันหลักการและรายละเอียดนั้น ได้มีการหารือจบไปแล้วจากการเดินทางไปที่กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งภาพรวมนี้ ส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่รายละเอียดเป็นเรื่องของทางเทคนิคที่ทางทีมงานจะต้องตกลงกันให้ได้ในความเข้าใจที่ตรงกัน ส่วนหลักการนั้น ส่วนตัวก็พยายามจะให้ไม่เกินกรอบเดิมที่ได้มีการตั้งไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะขอให้นายกรัฐมนตรี เจรจาเพิ่มเติมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะที่ผ่านมาไทยก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งความสำคัญตรงนี้ต้องเป็นในระดับผู้นำประเทศคุยกัน

นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต มั่นใจยังลงทุนไทยต่อ

21 กันยายน 2569 เวลา 12:19 น.

“นายกฯ” ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมั่นใจยังลงทุนไทยต่อ ชู EV–พลังงานสะอาด จับมือปราบสแกมเมอร์–ย้ำระบบการเงินไทยได้มาตรฐาน

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 09.30.น. ตามเวลากรุงโตเกียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ รวมถึงทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทย ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว กงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซาก้า และนครฟุกุโอกะ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์ประเทศไทย ก่อนเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว นำเสนอ จะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินนโยบายต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยอาจไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลเหมือนในอดีต หรืออาจชะลอตัวลงบ้าง แต่ควรมองภาพรวมของการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งในอดีตประเทศไทยต้องพึ่งพาญี่ปุ่นในหลายด้าน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีการพัฒนาศักยภาพของตัวเองมากขึ้น และสามารถลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศหลายรายการ เนื่องจากสามารถผลิตได้ภายในประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ขณะเดียวกันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีน
ส่วนกระแสข่าวว่าญี่ปุ่นอาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมดนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้รับการปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมมองว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบันอาจไม่เหมือนกับในอดีต โดยในอดีตไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติในประเทศไทยทำได้ยากขึ้น และมาตรฐานการตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเมื่อประกอบกับความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงร่วมมือและลงทุนในประเทศไทยต่อไป

‘จุติ’ หนุนต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลุยปฏิรูปภาษี-ปราบทุจริต-ลดงบซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบปีละ 1 แสนล.

21 กันยายน 2569 เวลา 11:56 น.

’จุติ‘ หนุนต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อีก2เดือน กระตุ้นบริโภค-ต่อลมหายใจค้าปลีก เดินหน้าดัน ‘ปฏิรูปภาษี-ปราบทุจริต-ลดงบซ้ำซ้อน’ ประหยัดเงินปีละ 1 แสนล้าน

วันที่ 21 กันยายน 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในการวางแนวทางปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีและลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณโครงการ รวมถึงประเมินกองทุนและองค์การมหาชนที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน เพื่อลดงบประมาณและจำนวนลูกจ้างลง โดยมุ่งเน้นการทำงานที่วัดผลจากคุณภาพและผลลัพธ์จริงมากกว่าเชิงปริมาณ

นายจุติ กล่าวต่อว่า ภารกิจสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงมีหลายด้านคือ 1.กฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการผูกขาดจากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ส่งเสริมการแข่งขัน และช่วยลดค่าครองชีพ 2.การปราบปรามการทุจริต และการฟอกเงิน โดยนายอนุทินย้ำให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งการปราบปรามธุรกิจฟอกเงิน ธุรกิจผิดกฎหมาย การทุจริตงบประมาณรัฐ รวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีสรรพากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐ โดยการดำเนินการจะสอดคล้องกับผลสอบการทุจริตของกระทรวงมหาดไทย

นายจุติ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนด้านระบบไอทีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนั้น จะต้องแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561, พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย และธุรกิจนอมินีด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างจริงจัง โดยไม่สร้างความตื่นตระหนกจนกระทบการลงทุน ยึดหลัก “คุ้มครองคนดี แต่ไม่ต้อนรับคนชั่ว” หากดำเนินการได้จะช่วยประหยัดงบประมาณและเงินภาษีประชาชนได้ 70,000-100,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฟอกเงิน ฉบับใหม่จะพิจารณาเสร็จทันในสมัยประชุมนี้

นายจุติ ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือนว่า เป็นมาตรการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ค้าปลีก ซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากการใช้จ่ายของประชาชนเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต

ประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ตนยังมีความห่วงใยต่อต้นทุนพลังงานของประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน และเตรียมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจกระทบผู้ส่งออกไทย

‘เอ็ดดี้’ ชำแหละ แคมเปญ ‘สว.ประชาชน’ ถ้าสละคะแนนเทตามโพยจริง เท่ากับ ‘ฮั้ว’ ทางการเมือง

21 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

เอ็ดดี้

วันนี้ 21 กันยายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ถึงแคมเปญ ‘สว. ประชาชน’ ของ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “แคมเปญ “สว. ประชาชน” ของธนาธร อั้ว สว.หรือไม่? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ แคมเปญ “สว. ประชาชน” ของธนาธรและคณะก้าวหน้า ประกาศตัวว่าเป็นความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนผู้สมัครอิสระ เพื่อสู้กับ “เสียงจัดตั้ง” ในระบบเลือก สว. ที่ซับซ้อน โดยเน้นให้ประชาชนที่ สามารถจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทได้ ไปลงสมัคร

ธนาธร ระบุว่า หากมีประชาชนเข้าไปสมัครจำนวนมาก เช่น หลัก 1 แสนคน ก็จะช่วยทลายการบล็อกโหวต และเป้าหมายของคณะก้าวหน้าคือต้องการให้มี “สว. ประชาชน” อย่างน้อย 70 คน จาก 200 คน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของวุฒิสภา ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า ”ถ้า“มีการกำหนดรายชื่อเป้าหมาย แล้วตกลงให้ผู้สมัครสละคะแนนของตนเพื่อเทคะแนนตามโพยจริง พฤติกรรมเช่นนี้มีลักษณะของการสมยอมจัดคะแนน หรือ “ฮั้ว” ในความหมายทางการเมือง การเรียกกิจกรรมว่า “สว.ประชาชน” ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนั้นพ้นจากการตรวจสอบ

การรณรงค์นี้ควรถูกตั้งคำถามว่า “มีเป้าหมายทางอำนาจ ไม่ใช่เพียงเพิ่มการมีส่วนร่วม”
______________________________________________

อัษฎางค์ ยมนาค

ผู้สื่อข่าวท็อปนิวส์ ได้ข้อมูลจากผู้สมัคร สว.รายหนึ่ง ว่าตนเองเคยถูกชักชวนจากผู้สมัคร สว.ที่เรียกตัวเองว่า สว.ประชาชน พร้อมเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนวันเลือกระดับประเทศ 1 วัน ในวันที่ 25 มิถุนายน 67 ตนเองถูกดึงเข้าเครือข่ายขบวนการจัดตั้งที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ สายสีส้ม นัดรวมตัวกันที่ห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีพฤติการณ์ฮั้วกันที่ชัดเจน มีการกักตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน

มีการรณรงค์ให้ยอมเสียสละไม่โหวตให้ตัวเอง แต่ให้เทคะแนนเลือก “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางโพยลับ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน เพื่อเป้าหมายต้องการ สว.อย่างน้อย 100 คน เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ สอดรับกับที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ในคืนเดียวกันไม่ให้ผู้สมัครแตกแถว

โดยผู้สมัครสว.รายนี้เปิดเผยอีกว่า ตนได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.หลังเกิดเหตุ โดยนำหลักฐานพฤติการณ์สมยอมกัน และตารางโพยทั้งหมด ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.
______________________________________________
หากยึดตามคำอธิบายแคมเปญตามข่าว การตั้งเป้าให้ได้ สว.อย่างน้อย 70 คนเพื่อผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ สะท้อนความพยายามเปลี่ยนการระดมประชาชนให้เป็นอำนาจต่อรองในวุฒิสภา
ในมุมรัฐศาสตร์ จึงตั้งคำถามได้ว่า ผู้สมัครที่เรียกว่า “อิสระ” นั้นอิสระในระดับใด เพราะการไม่มีสมาชิกภาพพรรค กับการไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายการเมือง เป็นคนละเรื่องกัน
และ หากข้อกล่าวหาเรื่องโพยเป็นจริง คำอธิบายว่า “สู้เสียงจัดตั้ง” จะมีปัญหาในตัวเอง

เพราะหากใช้วิธีคัดผู้สมัครเป้าหมาย จัดสรรคะแนน และกำกับให้สมาชิกเครือข่ายลงคะแนนตามกัน วิธีการนั้นก็คือการจัดตั้งคะแนนเช่นกัน แม้ผู้จัดจะเชื่อว่าเป้าหมายของตนดีกว่าฝ่ายอื่น
______________________________________________
อย่างไรก็ดี ข้อประเมินของผมคือ ข้อกล่าวหาที่ระบุพฤติการณ์ซึ่งควรตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตกลงลงคะแนนตามโพย แต่ยังไม่พอให้ฟันธงว่า “ธนาธรฮั้ว สว.” คำถามที่ตรงประเด็นที่สุดคือ แคมเปญนี้เปิดให้ผู้สมัครตัดสินใจโดยอิสระ หรือมีศูนย์กลางกำหนดว่าใครต้องเลือกใคร และธนาธรเกี่ยวข้องกับส่วนหลังอย่างไรครับ”

อัษฎางค์ ยมนาค

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ผมเอ๊ะใจในกรณีที่เก็บโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมงาน ลิสแบนด์สามสี และผมมีความเชื่อว่าต้องมีคนบันทึกเสียงหรือมีคลิปแน่นอน แต่จากเคืองของใคร? ใคร,หน่วยงานไหนที่ต้องหาข้อมูลนี้?”

“เท่าที่ผมสังเกตุพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาบุคคลและกลุ่ม(แม้หลักฐาน+พยานบุคคล=ยังบ่งชี้ลัดเจนไม่ได้)=มีการฮั้วแน่นอน(ผู้บงการ ผู้ปฏิบัติและผลงาน) สรุป=การเลือกตั้งน่าจะโมษะ.”

“คือระบบแบบการเลือกตั้งแบบนี้มันเหมือนกับบังคับฮั้วอยู่โดยธรรมชาติ คือต้องมีการพูดคุย ปรึกษา หารือ วางแผน กำหนดวิธีการฯลฯ)ที่น่าสนใจคือมีเส้นเงินของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายหรือไม่ มากน้อยอย่างไร ถ้ายังมีการเลือกตั้งแบบนี้อีกต่อไป มองอนาคตของประเทศแล้ว น่าจะค่อยๆหมดหวัง ไม่อยากคาดการณ์เลยว่าจะเป็นเช่นไร และไม่คิดว่าพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง(เก่าดั้งเดิม)จะร่วมมือกับอนุรักษ์เทียม(เทาและเอาประโยชน์ส่วนตนแลกการได้มาซึ่งอำนาจ) จนกลายเป็นการขัดแย้งทางความคิดอยู่ในขณะนี้ เพียงเพราะต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จหวังว่าจะสยบทุกอย่างได้แต่กลายเป็นเชื้อไฟรอวันอย่างดี”

“แบบนี้ไม่ฮั้วสำหรับธนาธร”

“ทอนว่าฝ่ายตนทำไม555”

“กักขังหน่วงเหนี่ยว”

“มีศูนย์กลางกำหนดว่าใครต้องเลือกใคร อย่างแน่นอนค่ะ เพราะพฤติการณ์ตามที่ไล่เรียงมามันบ่งชี้อย่างนั้น จะแปลเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย ตามเหตุและผลจึงฟันธงได้ว่า ปชน.มีการฮั้วอย่างแน่นอนค่ะ”

“พวกลูกหลานศรีธนญชัยทั้งนั้น”

“ถ้าเป็นคนอื่นฮั้วหมดแต่เป็นแบบของธนาธรคือดีมากไม่ฮั้วเลย”

อัษฎางค์ ยมนาค
อัษฎางค์ ยมนาค
อัษฎางค์ ยมนาค
อัษฎางค์ ยมนาค

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

‘สส.ปชน.เชียงใหม่’แจ้งความเพจ หลังโดนโยง ‘สท.’ ปมบ่อนช้างเผือก ยันไม่ได้สนิท-ไม่รู้จักส่วนตัว

21 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู อายุ 38 ปี สส.พรรคประชาชน เขต 1 เชียงใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่ชื่อของพลอยถูกโยงเพื่อโจมตีแล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องทลายบ่อนในจังหวัดเชียงใหม่

โดยระบุว่า จากที่เมื่อวานนี้ ได้มีโพสจากเพจ Facebook เพจหนึ่ง โพสข้อความอันเป็นเท็จ ด้วยข้อความกล่าวหาว่าพลอย “ทำงานใกล้ชิดกับสท.“ คนหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวในปฏิบัติการทลายบ่อนกลางเมืองเชียงใหม่ นั้น

ข้อแรก ไม่จริงค่ะ นี่คือการโจมตีทางการเมืองและเป็นการกระทำเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต

พลอยไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่ได้สนิทสนมอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง ในงานสาธารณะที่ สส. ต้องไปตามหน้าที่ อาจเคยอยู่ในงานเดียวกัน แต่ไม่เคยมีการติดต่อกันเป็นการส่วนตัว วิธีทำงานของพลอยกับเทศบาลทุกแห่งในเขตเหมือนกันหมด คือ ทำเป็นหนังสือถึงหน่วยงาน ไม่ใช่โทรฝาก ไม่ใช่คุยกันส่วนตัว หนังสือทุกฉบับมีเลขหนังสือ มีวันที่ มีเลขรับของเทศบาล ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกฉบับ ใครอยากรู้ ขอมาได้เลยค่ะ พลอยพร้อมให้ข้อมูล

วันนี้เวลา 14.00 น. พลอยจะเดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.ช้างเผือก เพื่อให้มีหลักฐานทางราชการว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง และหากยังมีการขยายความเกินเลยไปมากกว่านี้ พลอยจะดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจนถึงที่สุด

ข้อสอง เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าคือ การทลายบ่อนทั้งสองแห่ง: บ่อนภัทรวัลย์ ย่านสันติธรรม และบ่อนศรีปิงเมือง ย่านหายยา อยู่ในเขตพลอยทั้งคู่ พลอยไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ และจะไม่ปล่อยให้เรื่องจบ หรือเรื่องเงียบเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา

สิ่งที่พลอยจะตามต่อและคนเชียงใหม่ต้องได้คำตอบคือ:

1. บ่อนถาวรเปิด 24 ชั่วโมงใจกลางเมืองแบบนี้ อยู่มาได้อย่างไร
พลอยอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพว่า นี่ไม่ใช่บ่อนวิ่ง ที่ย้ายไปย้ายมา ฝ่ายปกครองระบุเองว่าเป็นบ่อนถาวร เปิดต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และพบเอกสารบัญชีย้อนหลังไปถึงปี 2565
“อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพัก มาอย่างน้อยสองปี คำถามคือใครปล่อยให้เปิด และใครได้ประโยชน์”

2. คำสั่งย้ายเมื่อวานนี้ ยังไม่ใช่คำตอบ
เมื่อวานนี้ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เซ็นคำสั่งให้ ผกก.สภ.ช้างเผือก ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ ศปก.ภ.จว. พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พลอยขอบคุณที่มีการดำเนินการเร็ว แต่ขอตั้งข้อสังเกต 2 ข้อค่ะ
หนึ่ง เหตุผลที่ระบุในคำสั่ง คือจำนวนผู้ถูกจับกุมเกินเกณฑ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด นั่นแปลว่านี่เป็นการทำตามเกณฑ์ ไม่ใช่ผลการตรวจสอบว่าใครบกพร่องหรือไม่ คำสั่งนี้ไม่ได้บอกว่าใครผิด มันบอกแค่ว่าคืนนั้นจับได้กี่คน

สอง บ่อนเกิดขึ้นในสองพื้นที่ คือ สภ.ช้างเผือก และ สภ.เมืองเชียงใหม่ คณะกรรมการตรวจสอบครอบคลุมทั้งสองโรงพัก แต่คำสั่งย้ายมีที่เดียว พลอยไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ขอให้ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ชี้แจงต่อสาธารณะว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร และการตรวจสอบอีกโรงพักจะเดินไปทางไหน พร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน

3. เหตุการณ์นี้ต้องไม่ให้เชียงใหม่ซ้ำรอยห้วยขวาง
เมื่อ 29 สิงหาคม ชุดปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทย บุก 577 Club ย่านห้วยขวาง ตอนนั้นมีการเด้ง 5 เสือ สน.ห้วยขวาง และมีการประกาศว่าจะขยายผลเรื่องนอมินีทุนต่างชาติกับเส้นทางการเงิน
ผ่านมาสามสัปดาห์ เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าว่าไปถึงตัวผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงหรือยัง ถ้ามีความคืบหน้าแล้ว ก็ขอให้ชี้แจงออกมาด้วย สิ่งที่พลอยอยากเห็นในกรณีเชียงใหม่ คือคำตอบที่ไปถึงตัวต้นตอ ไม่ใช่แค่การปิดสถานที่กับการย้ายเจ้าหน้าที่ เพราะการย้ายตำรวจไม่กี่นาย ไม่ได้แปลว่าเราจัดการต้นตอได้ แต่แปลว่าแค่มีคนย้ายที่นั่ง

พลอยจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้คนเชียงใหม่ได้รู้ความคืบหน้าถึง:
1. ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตำรวจทั้งสองโรงพัก พร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน
2. การขยายผลถึงเจ้าของบ่อนตัวจริง ผู้ให้เช่าสถานที่ และเส้นทางการเงิน
3. สถานที่ที่มีประวัติเคยถูกจับกุมมาแล้ว ยังกลับมามีบ่อนได้อีก เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครรับผิดชอบ

พลอยจะนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี สส.รังสิมันต์ โรม เป็นประธาน และจะรายงานความคืบหน้าให้พี่น้องทราบเป็นระยะค่ะ

การดี บุกยื่น สตง. สอบ TH-AI Passport จี้ระงับงวดแรก

21 กันยายน 2569 เวลา 09:48 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว การดี เลียวไพโรจน์-Karndee Leopairote ระบุว่า ไปกันต่อค่ะทุกคนน

เช้านี้ 10 โมง อ้อจะไปยื่นหนังสือตรวจสอบโครงการ TH-AI passport ที่ สตง. ระงับการเบิกจ่ายเงิน งวดแรกตาม pay per active user ที่คําจํากัดความไม่แน่ชัด หลังจากมีการปั๊มยอดลงทะเบียน

และที่ผ่านมาไม่มีการทําข้อตกลงคุณธรรมซึ่งเป็นคุณสมบัติ (ไม่ใข่ scpoe งาน) ที่ปรากฏชัด TOR สําหรับโครงการมากกว่าพันล้านบาทขึ้นไป ทําให้ไม่มีบุคคลที่สามเข้าร่วมสังเกตการณ์ตรวจสอบ เรื่องนี้หนักอยู่นะคะ

กรรมการจัดซื้อจัดจ้าง กรรมการตรวจรับ ท่านดูแลตัวเองด้วยนะคะ

อ้อเห็นข้าราชการติดคุกแทนนักการเมืองมาเยอะแล้ว

‘เดชรัต’ โพสต์ขอบคุณทุกกำลังใจ หลังแพ้การเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี

21 กันยายน 2569 เวลา 09:39 น.

เดชรัต

จากกรณีเมื่อวานนี้ (20 กันยายน 2569) เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน แถลงแสดงความยินดีต่อ นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จากกลุ่มผึ้งหลวง หลังพ่ายแพ้เลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ส่วนต่างคะแนนไปถึง 55,379 คะแนน

ล่าสุดวันนี้ 21 กันยายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด โพสต์ภาพของสำนักข่าว The Politics พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กขอบคุณทุกกำลังใจในช่วง 31 วันที่ผ่านมา ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ผมขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกกำลังใจในช่วง 31 วันที่ผ่านมา และจะขอจดจำความต้องการในการเปลี่ยนแปลงของพี่น้องชาวนนทบุรีเอาไว้ต่อไป และผมจะพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงที่พี่น้องมุ่งหวังไว้ให้เกิดขึ้น ในบทบาทใดๆ ก็ตามที่ผมสามารถดำเนินการได้ แล้วพบกันใหม่ ในเวลาที่สังคมต้องการความเปลี่ยนแปลงครับ”

เดชรัต สุขกำเนิด

หลังจากที่โพสต์ของ เดชรัต สุขกำเนิด เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชื่นชมวิธีคิด วิธีทำงานของอาจารย์ค่ะ ช่วยกันทำต่อนะคะ”

“สู้​สู้​ค่ะ​อย่าท้อนะคะ”

“ศาลากลาง บางกรวย 3X ครับ สู้ๆนะครับ”

“เสียดายค่ะ ตอนนี้ทำงานเพื่อสร้างผลงานทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพ รอบหน้าสมัครใหม่ค่ะ”

“สู้ต่อไปนะคะ ทางนี้ยังยึดมั่นและศรัทธาอย่างเต็มหัวใจค่ะ”

“ให้กำลังใจ อ. เดชรัต”

“เป็นกำลังใจให้ทำงานเพื่อเราชาวนนท์ต่อไปค่ะ สักวันโอกาศนั้นจะมาถึงเราค่ะ ทำแล้วให้ทำต่อ และให้มีสิ่งใหม่ ที่ดีๆ เข้ามาค่ะ”

“เป็นกำลังใจอาจารย์ ขอบคุณที่ทำงานหนักและต่อเนื่องค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้คุณเดชและเสมอสู้ๆต่อไปอย่าให้เขาเสื่อมศรัทธาเราวันนี้ไม่ได้วันหน้าเราจะได้เพราะเราไม่ได้มีทำอะไรเลยสู้ๆไปด้วยกันนะรักพรรคประชาชนเหมือน”

เดชรัต สุขกำเนิด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เดชรัต สุขกำเนิด

ทำไม โพยฮั้ว สว. ล้มกระดานไม่ได้? ‘อดีตผู้พิพากษา’ กางรัฐธรรมนูญไขปมความลับ สส. vs สว.

21 กันยายน 2569 เวลา 09:31 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกปมร้อน “โพยฮั้ว สว.” กับ “หลักการลงคะแนนโดยลับ” 

ปรากฏการณ์ “จัดตั้ง-ทำโพย” ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ส่งผลให้ผลคะแนนการนับบัตรตรงตามโพยอย่างน่าอัศจรรย์ ได้นำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายครั้งใหญ่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อ

หลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่? และมีศาลใดบ้างที่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องนี้?

1. หลักการลงคะแนนโดยลับ: สส. vs สว. ต่างกันอย่างไร? 

ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลักการเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว. ถูกออกแบบไว้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

การเลือกตั้ง สส. (รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 (ที่แก้ไขแล้ว) และมาตรา 85):

• รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองหลักการไว้ในระดับแม่บทชัดเจนว่า ต้องใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

• หาก กกต. จัดการให้ลงคะแนนในคูหาไม่เป็นความลับ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้การเลือกตั้ง สส. เป็นโมฆะทั้งประเทศได้โดยตรง (ดังคำวินิจฉัยปี 2549 และ 2557)

การเลือก สว. (รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 & พ.ร.ป. สว. มาตรา 33):

• รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 บัญญัติเพียงว่า สว. มาจากระบบ “เลือกกันเอง” โดยไม่ได้ระบุคำว่า “โดยตรงและลับ” ไว้ในระดับรัฐธรรมนูญ

• หลักการ “ลงคะแนนโดยลับ” ถูกนำไปเขียนไว้ใน มาตรา 33 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (เขียนในระดับกฎหมายลูก ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญโดยไม่ทราบสาเหตุ)

เมื่อหลักความลับไม่ได้อยู่ในระดับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจสั่งล้มการเลือก สว. ทั้งกระบวนการด้วยเหตุ “ไม่ลับ” ได้โดยตรง เหมือนกรณีเลือกตั้ง สส.

2. ปม “โพยฮั้ว” ทำให้การลงคะแนน “ไม่ลับ” หรือไม่?

หากผลคะแนนออกมาตรงกับโพย จะถือว่าขัดต่อหลักความลับหรือไม่? สามารถพิจารณาได้ 2 มิติ:

1)มิติเชิงรูปแบบ (Formality): หากผู้สมัครถือโพยเข้าไปเขียนหมายเลขลงในบัตรด้วยตนเอง โดยไม่มีใครมองเห็นในขณะทำรายการ “ยังคงถือว่าเป็นการลงคะแนนลับ” ในทางขั้นตอน

2) มิติเชิงเจตนารมณ์ (Substance): การทำโพย บล็อกโหวต หรือตกลงกันล่วงหน้า เป็นการทำลาย “ความเป็นอิสระในการลงคะแนน” เข้าข่ายความผิดฐานทุจริต หรือทำให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตาม พ.ร.ป. สว. 

3. ไขข้อข้องใจคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ (18 มิถุนายน 2567)

เหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงเคยรับวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ในช่วงกลางปี 2567?

คดีดังกล่าวคือเรื่องอะไร?: ผู้สมัคร สว. ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โต้แย้งว่า พ.ร.ป. สว. 4 มาตรา (มาตรา 36, 40, 41, 42 ซึ่งเป็นเรื่องระบบการลงคะแนนเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เรื่อง “การเลือกกันเอง” หรือไม่

กลไกส่งต่อ (มาตรา 212): ศาลปกครองส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 212 เนื่องจากเป็นประเด็นข้อกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ผลคำวินิจฉัย: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า “ระบบเลือกไขว้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107” ส่งผลให้กฎหมายแม่บทรอดพ้น และการเลือก สว. ดำเนินต่อไปได้ ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยเรื่องการทุจริตในการบุคคล

4. โครงสร้างอำนาจศาลและการตรวจสอบการเลือก สว.

เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจศาลใดสั่งล้มการเลือก สว. ทั้งกระบวนการในประเด็น “ความลับ” ได้โดยตรง กฎหมายจึงใช้วิธีการตรวจสอบและลงโทษเป็นรายบุคคลแทน โดยแบ่งขั้นตอนและอำนาจศาลออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้:

การตรวจสอบโดย กกต. (ก่อนประกาศผลการเลือก):

หาก กกต. สืบสวนพบเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริต ฮั้ว หรือกระทำการให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ และมีอำนาจตามมาตรา 60 ในการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว (ใบส้ม)

การสอย/เพิกถอนสิทธิโดย ศาลฎีกา (หลังประกาศผลการเลือก):

หาก กกต. ประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า สว. ผู้ใดกระทำการทุจริต ฮั้ว ซื้อเสียง หรือแจกโพย กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา ตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 62 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) มีผลทำให้ให้พ้นจากตำแหน่ง สว.

การวินิจฉัยคุณสมบัติโดย ศาลรัฐธรรมนูญ (หลังประกาศผลการเลือก):

หากเป็นกรณีที่ สว. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 63 กำหนดให้ สมาชิกสภาฯ และ กกต. ส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อให้สมาชิกภาพของ สว. ผู้นั้นสิ้นสุดลง

การดำเนินคดีอาญาโดย ศาลยุติธรรม (ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา):

ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.ป. สว. หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องต่อ ศาลอาญา/ศาลจังหวัด เพื่อลงโทษจำคุกจำเลยตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสูงสุดถึง 20 ปี

บทสรุป

การมีโพยตรงกับผลคะแนน ไม่ได้ทำให้กระบวนการลงคะแนนหลุดจากการเป็น “การลงคะแนนลับ” ในเชิงรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถนำหลักการเลือกตั้ง สส. ตามมาตรา 83 หรือ 85 มาสั่งล้มการเลือก สว. ได้

โครงสร้างของกฎหมายไทยในปัจจุบันดูเหมือนจะถูกออกแบบให้กรณี “การฝ่าฝืนความลับหรือการฮั้ว สว.” ตกเป็นเรื่องของการกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล โดยทำได้เพียงการให้ ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ (สอยรายบุคคล) หรือให้ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาลงโทษทางอาญา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างที่การเลือก สว. ไม่สามารถถูกสั่ง “โมฆะล้มกระดาน” ในประเด็นความลับได้เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.

ปัญหาการฮั้วกันเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการครั้งใหญ่ของประเทศครั้งนี้ ได้แต่หวังให้ศาลฎีกาเข้ามาช่วยพิจารณาแก้ไขปัญหาอันเลวร้ายที่บ้านเมืองกำลังได้รับอยู่เวลานี้ ครับ

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

21/9/69