รัฐบาล เปิดผลสำรวจ ‘บ้านไม่มีเลขที่’ กว่า 4.9 แสนครัวเรือน เร่งทำฐานข้อมูลรองรับประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

21 กันยายน 2569 เวลา 09:07 น.

บ้าน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

วันที่ 21 ก.ย.69 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” โดยได้เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัย ในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าเร่งสำรวจ “บ้านไม่มีเลขที่” จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 มีการสำรวจแล้ว 517,525 หลังคาเรือน จากจำนวนบ้านทั่วประเทศ 29,812,688 หลังคาเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร พบว่า เป็นบ้านที่ไม่มีบ้านเลขที่ 491,453 หลังคาเรือน และพบที่พักอาศัยที่มีบุคคลพักอาศัยอยู่จริง 82,810 หลังคาเรือน ขณะเดียวกันมีการจำหน่ายรายการบ้านแล้ว 1,377 หลังคาเรือน สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งจัดทำฐานข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถระบุได้ว่า “ใครอยู่ที่ไหน” และเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยชั่วคราวหรือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่จริง แต่ยังไม่มีข้อมูลบ้านเลขที่ในระบบ

บ้าน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

สำหรับการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว มีวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นความเสียหายจากอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน ส่วนความเสียหายจากวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากทั้ง 3 ภัย 2,000,000 บาทต่อคน โดยกรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 1 ตุลาคม 2570

สุวินัย ฟันธง การเมืองแบบมวลชนลงถนน เป็นสิ่งตกยุคแล้ว

21 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

ม็อบ

วานนี้ 20 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ภาพพร้อมข้อความวิเคราะห์การเมืองเกี่ยวกับม็อบ ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อการเมืองมวลชนบนท้องถนนของไทยกำลังกลายเป็นสิ่งตกยุคทางประวัติศาสตร์ มีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ ถนนคือสนามรบสำคัญที่สุดของการเมือง หากผู้คนจำนวนมากพอออกมารวมตัวกัน

รัฐบาลอาจสั่นคลอน
นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออก
ระบบการเมืองทั้งระบบอาจเปลี่ยนทิศทาง

คนไทยหลายรุ่นจึงเติบโตมากับความทรงจำว่า

เมื่อการเมืองในระบบแก้ปัญหาไม่ได้
ประชาชนต้องออกมาบนถนน

…..

สุวินัย

ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอยู่ในยุคสมัยนั้น

ผู้เขียนจึงรู้ดีว่า
ความรู้สึกของการอยู่ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นนับแสนคนเป็นอย่างไร

เสียงปราศรัย
เสียงตะโกน
เสียงปรบมือ

ตลอดจนความรู้สึกว่า

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้จริง

แต่วันนี้
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี
ผู้เขียนกลับมีคำถามอีกแบบหนึ่ง

หรือยุคสมัยของการเมืองมวลชนบนท้องถนน
กำลังผ่านพ้นไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ?

…..

1. เมื่อถนนเคยเป็นศูนย์กลางของอำนาจ

หากย้อนกลับไปดูการเมืองไทยหลายสิบปี

เราจะพบการเมืองบนถนนครั้งแล้วครั้งเล่า

14 ตุลาคม 2516
พฤษภาคม 2535
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 2549
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ 2552
กปปส. 2557

ไม่ว่าคนแต่ละฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับขบวนการเหล่านี้
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ

ถนนเคยเป็นแหล่งกำเนิด Political Power ที่สำคัญของสังคมไทย

จำนวนคนมีความหมาย
การยึดพื้นที่มีความหมาย
การปักหลักยาวนานมีความหมาย

เพราะเมื่อผู้คนจำนวนมากอยู่บนถนนต่อเนื่อง
ต้นทุนของรัฐบาลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งในทางการเมือง
เศรษฐกิจ
ความชอบธรรม
และการบริหารประเทศ

…..

แต่สิ่งที่เราเรียกว่า Mass Movement
ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีผู้นำขึ้นเวที
และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีประชาชนไม่พอใจรัฐบาล

มันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้น

Grievance (ความคับข้องใจ)
→ Trigger (ตัวจุดชนวน)
→ Mobilization (เริ่มระดมคน)
→ Expansion (เริ่มขยายตัว)
→ Mass Mobilization (กลายเป็นการระดมมวลชนจำนวนมาก)
→ Mass Retention (การรักษาการชุมนุมของมวลชน)
→ Movement (ขบวนการล้มรัฐบาล)

ประชาชนจำนวนมากอาจไม่พอใจเรื่องเดียวกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะออกจากบ้าน

คนจำนวนมากอาจออกมาหนึ่งวัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลับมาอีกในวันรุ่งขึ้น

และต่อให้มีคนจำนวนมากอยู่บนถนนหลายวัน
ก็ไม่ได้หมายความว่าขบวนการจะสามารถขยายตัวต่อไปได้

…..

หัวใจของ Mass Movement จึงไม่ใช่เพียงจำนวนคน

แต่คือความสามารถในการ
เปลี่ยนความไม่พอใจ
ให้กลายเป็นการเข้าร่วมทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง

นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า
Mass Retention (การรักษาการชุมนุมของมวลชน)

หากรักษามวลชนไม่ได้
การชุมนุมก็เป็นเพียง Event

หากรักษาได้เฉพาะแกนนำและผู้สนับสนุนเดิม
มันก็เป็นเพียง Campaign

แต่ถ้าสามารถดึงคนที่เดิมไม่ได้อยู่ในขบวนการเข้ามา
และคนเหล่านั้นกลับมาอีก

วันแล้ววันเล่า

จนเกิดแรงกดดันทางการเมืองที่ขยายตัวเองได้
เมื่อนั้นจึงเริ่มเกิด

Movement (ขบวนการล้มรัฐบาล)

…..

2. ทำไมม็อบในอดีตจึงเติบโตได้?

Mass Movement ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้นำเก่งเพียงอย่างเดียว

ผู้นำอาจมีความสามารถในการปราศรัย
มีสื่อ
มีเครือข่าย
มีองค์กร

แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง
เครื่องรับและขยายคลื่น

มันไม่ใช่ตัวคลื่น

คลื่นเกิดขึ้นเมื่อความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในสังคม
พบกับเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากเกิดความรู้สึกร่วมว่า

พอแล้ว!

เหตุการณ์เช่นนี้คือ Trigger (ตัวจุดชนวน)

แต่ Trigger ก็ยังไม่เพียงพอ
มันต้องทำให้คนจำนวนมากข้ามเส้นที่ผู้เขียนเรียกว่า

Participation Threshold (เส้นแบ่งการเข้าร่วมชุมนุม)

คนที่เคยนั่งดูอยู่บ้าน
เริ่มคิดว่า
ครั้งนี้ฉันควรออกไป

เพื่อนออก
ญาติออก
เพื่อนร่วมงานออก

เมื่อคนเห็นคนอื่นออกมา
ต้นทุนทางจิตวิทยาของการเข้าร่วมก็ลดลง

การระดมมวลชนจึงเริ่มขยายตัวเอง

…..

ในช่วงรุ่งเรืองของการเมืองมวลชนไทย
ยังมีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก
คือ
Organizational Network หรือเครือข่ายจัดตั้ง

พรรคการเมือง
สหภาพแรงงาน
NGO
เครือข่ายนักศึกษา
กลุ่มวิชาชีพ
องค์กรท้องถิ่น
สื่อ
กลุ่มผลประโยชน์
และเครือข่ายประชาชน

ช่วยกันเปลี่ยนความไม่พอใจที่กระจัดกระจาย
ให้กลายเป็น

Collective Action หรือปฏิบัติการรวมหมู่

ดังนั้น Mass Movement ที่แท้จริง
ไม่เคยเกิดจากบุคคลคนเดียว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)

…..

3. แต่โลกการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงในวันนี้คือ
โครงสร้างของ Attention (ความสนใจ)

ในอดีต
เมื่อสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสถานีดาวเทียมไม่กี่แห่ง
สามารถทำให้คนจำนวนมาก

เห็นเรื่องเดียวกัน
ฟังเรื่องเดียวกัน
โกรธเรื่องเดียวกัน

การสร้าง Grand Narrative (เรื่องเล่าใหญ่) จึงทำได้ง่ายกว่า

แต่วันนี้
โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง
เปิดประตูเข้าสู่เรื่องเล่านับพันเรื่อง

การเมือง
ดารา
สงคราม
หุ้น
กีฬา
ละคร
TikTok
YouTube
ข่าวอาชญากรรม
เรื่องพระ
เรื่องชู้สาว
เรื่องเศรษฐกิจ
เรื่อง AI

ทั้งหมดกำลังแข่งขันกันแย่ง Attention
ของมนุษย์คนเดียวกัน (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)

…..

ดังนั้นก่อนที่ผู้นำทางการเมืองคนหนึ่ง
จะทำให้ประชาชนเชื่อเรื่องเล่าของตน

เขาต้องทำสิ่งที่ยากกว่านั้นเสียก่อน

คือ
ทำให้ประชาชนหยุดดูเรื่องอื่น
แล้วหันมาฟังเขา

นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนแยก
Narrative Power (พลังในการเล่าเรื่อง)
ออกจาก Attention Power (พลังในการดึงความสนใจ)

คนคนหนึ่งอาจยังมีความสามารถสูงมากในการเล่าเรื่อง
แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ได้หันมาสนใจฟังอีกเหมือนแต่ก่อน

Narrative Power นั้นก็ไม่สามารถแปลงเป็น Political Power (พลังทางการเมือง) ได้เหมือนเดิม

…..

และสิ่งที่ยิ่งยากขึ้นไปอีกคือ

Attention (ความสนใจ) ยังไม่เท่ากับ Commitment (ข้อผูกมัด)

คนอาจดูคลิปหนึ่งล้านครั้ง
คอมเมนต์หนึ่งหมื่นครั้ง
แชร์หนึ่งแสนครั้ง

แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่เท่ากับ

การออกจากบ้าน
เดินทางไปสถานที่ชุมนุม
ยืนกลางแดด
อยู่จนกลางคืน
กลับมาอีกวัน

และทำเช่นนั้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์

…..

ดังนั้น
Online Engagement ≠ Mobilization
การเข้าร่วมทางออนไลน์ ยังไม่ใช่การระดมคนจริง

และ Mobilization ≠ Movement
การระดมคนจริง ก็ยังไม่ใช่ขบวนการล้มรัฐบาล

นี่คือความแตกต่างสำคัญของการเมืองยุคใหม่

…..

4. เมื่อผู้นำมวลชนจากโลกเก่ากลับมา

คำถามนี้กลับมาหาผู้เขียนอีกครั้ง

เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้นำ พธม. เมื่อยี่สิบปีก่อน
ประกาศกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง
พร้อมถ้อยคำใหญ่โตหลายครั้ง

ทั้งการชูคำขวัญ
“เอาประเทศไทยคืนมา”
และการประกาศเดินสายทั่วประเทศ

สำหรับคนที่เคยเห็นพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีต

คำประกาศเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า
ประวัติศาสตร์กำลังจะกลับมาหรือไม่?

ผู้เขียนเองเคยร่วมอยู่ในสนามการเมืองยุคนั้นจึงรู้ว่า

คุณสนธิเคยมี
สื่อ
เครือข่าย
ทุนทางเรื่องเล่า
และความสามารถในการระดมมวลชนมากเพียงใด

แต่การที่คุณสนธิมี Historical Mobilization Power
ไม่ได้หมายความว่า จะยังมี Present Mobilization Power
เท่าเดิม

เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงอายุของผู้นำ
แต่คือโลกทั้งใบที่ล้อมรอบผู้นำนั้น

…..

5. Narrative Capital ยังอยู่ แต่ Conversion Rate เปลี่ยนไป

คุณสนธิยังมีสิ่งที่ผู้เขียรเรียกว่า
Narrative Capital (ทุนเรื่องเล่า)

เขามีผู้ติดตามเดิม
มีผลงานในอดีต
มีชื่อเสียง
มีความทรงจำร่วมกับคนรุ่นหนึ่ง
และมีระบบสื่อของตัวเอง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไป
ดังนั้นเขายังสามารถหยิบประเด็นต่าง ๆ

ตั้งแต่ทุนเทา
สิ่งแวดล้อม
Data Center
การทุจริต
ทุนต่างชาติ
SME
หรือปัญหาเศรษฐกิจ

ขึ้นมาสร้างเรื่องเล่าใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

…..

แต่ปัญหาของคุณสนธิคือ

Narrative Capital (ทุนเล่าเรื่อง) ไม่เท่ากับ Mobilization Power (พลังในการระดมมวลชน)

ระหว่างสองสิ่งนี้ ต้องมี Conversion (กระบวนการเปลี่ยนผลัด) หลายชั้น

Narrative Capital (ทุนเล่าเรื่อง)
× Attention Capture (จับความสนใจของผู้คนได้อยู่หมัด)
× Belief Conversion (เปลี่ยนเรื่องเล่าใหญ่ให้กลายเป็นความเชื่อสุดจิตสุดใจ)
× Participation Conversion (กระทั่งเปลี่ยนความเชื่อนั้นให้เป็นการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุม)

= Mobilization Power

หากคนฟังสนธิ
แต่ไม่เชื่อ

ย่อมไม่เกิดการ Mobilize

หากเชื่อสนธิ
แต่ไม่ออกจากบ้าน
ก็ไม่เกิดการ Mobilize

หากออกมาหนึ่งครั้ง
แต่ไม่กลับมาร่วมชุมนุมอีก
ก็ไม่เกิด Mass Retention (การรักษาม็อบ)

และหากไม่มี Mass Retention
ก็ไม่มี Mass Movement

ตรงนี้เอง
ที่ทำให้ผู้เขียนเริ่มมองการเคลื่อนไหวปัจจุบันของคุณสนธิ
ต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อน

…..

6. Campaign ไม่เท่ากับ Movement

การเดินสายต่างจังหวัด
การขึ้นเวทีของเครือข่ายท้องถิ่น

การทำคลิป
การปราศรัย

การสร้างประเด็นรายสัปดาห์
และการรักษาฐานผู้ติดตามเดิมเอาไว้

สามารถทำให้ Campaign
ดำรงอยู่ได้นานมาก
โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็น
Mass Movement

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ

Campaign สามารถดำรงอยู่ด้วย

สื่อ
ผู้ติดตามเดิม
กิจกรรมเป็นระยะ
และประเด็นใหม่อย่างต่อเนื่อง

แต่ Movement ต้องการคนใหม่
และต้องการคนใหม่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)

…..

ดังนั้นคำถามที่ผู้เขียนสนใจ
จึงไม่ใช่ว่าคุณสนธิยังจัดกิจกรรมได้หรือไม่
หรือยังมีคนฟังหรือไม่

เพราะคำตอบคือ ได้อยู่แล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เขาสามารถเปลี่ยน Campaign
ให้กลายเป็น Movement ได้หรือไม่

และสำหรับเรื่องนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ
Trigger (ตัวจุดชนวน)

…..

7. ผู้นำสร้างคลื่นไม่ได้ทุกครั้ง

นี่เป็นบทเรียนสำคัญอย่างหนึ่ง
ที่ผู้เขียนได้จากการย้อนกลับไปศึกษาการเมืองมวลชนอีกครั้ง

เรามักจดจำประวัติศาสตร์ผ่านชื่อผู้นำ
จนเผลอคิดว่าผู้นำคือผู้สร้างประวัติศาสตร์

แต่ในความเป็นจริง
ผู้นำจำนวนมากเพียงบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
เมื่อคลื่นทางประวัติศาสตร์กำลังมาเท่านั้น

คนที่มีความสามารถ

สามารถขี่คลื่น
ขยายคลื่น
หรือกำหนดทิศทางคลื่นได้

แต่ไม่มีใครสามารถสร้างคลื่นมหาสมุทรขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้

…..

นี่ทำให้ผู้เขียนกลับไปคิดถึงการเมืองไทยในปัจจุบัน

ปัญหาของประเทศมีจริงมากมาย

ค่าครองชีพ
คอร์รัปชัน

ทุนเทา
ความเหลื่อมล้ำ

ปัญหาสิ่งแวดล้อม
การแข่งขันจากทุนต่างชาติ

ความไม่พอใจต่อรัฐบาล

ทั้งหมดสามารถกลายเป็นGrievance (ความคับข้องใจ) ได้

แต่ Grievance ไม่เท่ากับ Trigger

และ Trigger ต่อรัฐบาล ถ้ามีขึ้นมาจริง
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็น Trigger ให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งโดยอัตโนมัติ

…..

ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ใหญ่
จนคนจำนวนมากข้าม Participation Threshold

ประชาชนอาจออกมาด้วยตัวเอง

ผ่านเครือข่ายใหม่
พรรคการเมืองใหม่
ประชาสังคม
หรือการรวมตัวรูปแบบที่เรายังไม่รู้จัก

คลื่นนั้น
ไม่จำเป็นต้องไหลเข้าสู่เวทีของผู้นำจากอดีตแต่อย่างใด

…..

8. หรือสิ่งที่กำลังหมดไปไม่ใช่ “ม็อบ” แต่คือยุคสมัยหนึ่ง

เมื่อผู้เขียนคิดมาถึงตรงนี้
คำถามเรื่องคุณสนธิจึงค่อย ๆ เล็กลง
จนแทบไม่ใช่คำถามสำคัญในสายตาผู้เขียนอีกต่อไป

คำถามใหญ่กว่าคือ
การเมืองไทยกำลังเปลี่ยน Political Form หรือไม่?

อำนาจทางการเมืองอาจกำลังย้ายจากถนนไปสู่

พรรคการเมือง
ระบบราชการ
เครือข่ายทุน
ข้อมูล

แพลตฟอร์ม
อัลกอริทึม
สื่อดิจิทัล
การจัดการ Attention
และระบบนิเวศของอำนาจที่ซับซ้อนกว่าเดิม

ใช่หรือไม่?

…..

นั่นไม่ได้หมายความว่า
จะไม่มีการชุมนุมใหญ่อีกเลย

ประวัติศาสตร์ไม่มีใครรับประกันเช่นนั้นได้

หากเกิด Trigger ที่รุนแรงเพียงพอ
ประชาชนจำนวนมหาศาล
ยังสามารถกลับลงถนนได้เสมอ

แต่สิ่งที่ผู้เขียนกำลังตั้งข้อสังเกตคือ

ถนนอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของ Political Power
อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป

และนี่เป็นคนละเรื่องกับการบอกว่า

“ม็อบตายแล้ว”

…..

9. The Last Mass Movement

บางที
สิ่งที่คนรุ่นผู้เขียนกำลังเห็น

อาจไม่ใช่เพียง
การโรยราของผู้นำมวลชนคนหนึ่ง

แต่มันอาจเป็น
การโรยราของรูปแบบการเมืองที่คนรุ่นเราเคยคุ้นเคย

เราเคยเชื่อว่า

เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา
ต้องลงถนน

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากโพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชัดเจนมากคะ อาจาร์ย”

“ขอบคุณครับอาจารย์เชื่อมโยงประเด็นได้น่าสนใจมากครับมีหลักคิดและรูปธรรมมากทำให้ต้องกลับมาอ่านใหม่เพื่อตรวจสอบทบทวนกรอบความคิดตัวเอง”

“นอกจากอาหารดี ดนตรีไพเราะ ถ้ามารอบนี้คงต้องแจกแพมเพิสด้วย”

“ฟืนเปียกน้ำอย่างไรก้อจุดไฟไม่ติด”

“จุดไม่ติดเพราะเหตุผลในจัดม็อบมันไม่เป็นเหตุเป็นผลเพียงพอ ข้ออ้างในการออกมาต่อต้านรัฐบาลฟังไม่ขึ้น ประกอบกับประชาชนก็เห็นว่าปัญหาของประเทศส่วนใหญ่ก็เกิดมาก่อนมีรัฐบาลนี้และเห็นว่ารัฐบาลได้กำลังแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่เห็นเหตุผลที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งไม่ดีในสายตาต่างชาติและนักลงทุน รวมถึงผู้นำม็อบขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ที่รู้ข้อมูล”

“เพราะไม่มีใครซื่อสัตย์ทำเพื่อชาติตามที่พูด ประชาชนผิดหวัง ไม่ยอมเปนเหยื่ออีก”

สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย

ขอขอบคุณข้อมูลแลพภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ไชยันต์ เตือนอย่าตัดตอน บทเรียนรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ยกเคสคาเมรอน เทียบทักษิณ ยุบสภาหนีปัญหาสร้างวิกฤต

21 กันยายน 2569 เวลา 08:59 น.

21 กันยายน 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า ใครก็ตามที่ออกหน้ามาพูด “ 20 ปีรัฐประหาร 2549 ” โปรดพูดให้ครบเถิดครับ อย่าตัดตอน อย่าเลือกเฉพาะส่วน ! #20ปีรปห2549

…..

ทักษิณ ก่อนรัฐประหาร 2549

กรณี “ปานามาเปเปอร์ส”

#การยุบสภา

การซื้อขายหุ้นโดยไม่เสียภาษีของครอบครัวนายกรัฐมนตรีอังกฤษ: กรณีที่คล้ายคลึงกัน แต่ใช้วิธีการแตกต่างกัน

ที่น่าสังเกตเปรียบเทียบก็คือ กรณีที่คล้ายกันกับการซื้อขายหุ้นโดยไม่เสียภาษีของครอบครัว พ.ต.ท.

ทักษิณได้เกิดขึ้นกับนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษด้วยในช่วงที่เกิดกระแสข้อมูลที่แพร่กระจายไปทั่วโลกในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

กรณี “ปานามาเปเปอร์ส” รายงานว่าผู้นําหลายประเทศได้เข้าไปพัวพันในการยักย้ายหลักทรัพย์ไปลงทุนในประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี

และหนึ่งในผู้นําที่ว่าคือ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ปานามาเปเปอร์มีข้อมูลบ่งชี้ว่าเครือข่ายครอบครัวของนายคาเมรอนได้ไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี

แน่นอนว่า ข่าวนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวนายคาเมรอนและรัฐบาลของเขา

การถือหลักอำนาจสูงสุดของรั ฐสภา (parliamentary supremacy) ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ: ให้สภาฯตรวจสอบ

สิ่งที่นายคาเมรอนทํานั้น ถือได้ว่าเป็นการเคารพหลักการ “อํานาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา” อย่างแท้จริง

เพราะเขายอมไปตอบกระทู้ถามในกรณีดังกล่าวนี้ในสภา

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ หน้า ๑๕ ได้ลงข่าวเรื่องนี้ว่า

“ในการอภิปรายอย่างดุเดือดในรัฐสภาจนมีสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ ายค้านรายหนึ่งต้องถูกเชิญตัวออกไป

นายคาเมรอนกล่าวปกป้องผู้ที่ต้องการนําเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นจุดประสงค์ของบิดาผู้ล่วงลับของเขาในการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตหรือออฟชอร์คอมปะนีที่ถูกเปิดเผยไว้ใน ‘ปานามา เปเปอร์ส’

เอกสารที่รั่วไหลออกมาของบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย ‘มอสแสค ฟอนเซกา’ ในปานามา”

อีกทั้ง “นายคาเมรอนพยายามที่จะเน้นยํ้าถึงความแตกต่างของการหนีภาษีแบบผิดกฎหมายและ
การหลีกเลียงภาษีแบบถูกกฎหมาย และพยายามที่จะกล่าวถึงความห่วงกังวลในเรื่องความเป็ นผู้นําของเขาที่ได้รับความเสียหาย

ไม่เพียงแต่จากคําถามเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ยังเป็นเรื่องความแตกแยกในพรรคอนุรักษ์นิยมรวมถึงในเรื่องสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปด้วย”

อย่างไรก็ดี นายเดวิด คาเมรอน กล่าวว่า “กําลังปรับแก้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้นเพื่อขจัดการหนี
ภาษีให้หมดไป และหวังว่าจะยุติการถูกตรวจสอบอย่างละเอียดในเรื่องความมั่งคั่งรํ่ารวยส่วนตัว และฟื้นความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นําของเขาให้กลับมา”

นายคาเมรอนกล่าวว่า “เป็นเรื่องถูกต้องในการออกกฎหมาย
ให้เข้มงวดยิ่งขึ้นและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อทําให้การหนีภาษีเป็นเรื่องผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง และชักจูงให้เลิกใช้ช่องโหว่เพื่อใช้สิทธิบรรเทาภาษีอย่างสุดโต่ง ซึ่งในการจะทําเช่นนั้นเราควรจะสร้างความแตกต่างระหว่างโครงการที่ออกมาเพื่อลดภาระทางภาษีและโครงการที่กระตุ้นการลงทุนอย่างแท้จริง ความทะเยอทะยานและการสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องสกปรก สิ่งเหล่านี้เป็นนกลไกหลัก
ในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งในประเทศของเรา และเราควรจะให้การสนับสนุนผู้ที่ต้องการถือหุ้นหรือลงทุนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลครอบครัว”

แต่กระนั้น “มาตรการที่นายคาเมรอนประกาศออกมา ไม่ช่วยให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อตัวเขา
ลดน้อยลงเท่าใดนัก

โดยเขาถูกกล่าวหาจากฝ่ ายค้านว่าเป็นคนมือถือสากปากถือศีล จากการไล่ล่าเอาผิด ผู้หลบเลี่ยงภาษี เนื่องจากกองทุนของบิดาของตนถูกเปิ ดเผยและจากความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลการยื่น
แบบเสียภาษีของตน”

หัวหน้าพรรคแรงงาน นายเจเรมี คอร์บิน กล่าวหานายคาเมรอนว่าเป็น “เจ้าแห่งการเบี่ยงประเด็น”

ขณะที่ นายเดนนิส สกินเนอร์ ส.ส. พรรคแรงงานที่ถูกเชิญออกจากห้องประชุมไป หลังไม่ยอมถอนคําพูดที่เรียกนายคาเมรอนว่า “จอมเจ้าเล่ห์”

———-

กรณีของนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร: ก็อ้างอำนาจสูงสุดอยู่ที่สภา แต่กลับยุบสภา !?

พ.ต.ท. ทักษิณ กลับใช้วิธีการยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น
ของครอบครัวของตน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มีผู้อ้างว่าการยุบสภาของทักษิณเป็นสิ่งที่ทําได้และไม่ผิดกติกาของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาแต่อย่างใด

อีกทั้งเขาเองยังไปออกรายการสัมภาษณ์โทรทัศน์รายการ
หนึ่ง หลังจากที่ยุบสภาไปแล้ว และรอเลือกตั้งอยู่ แต่ผู้คนก็ยังประท้วงต่อเนื่อง

ในรายการนั้น ที่มีคุณสรยุทธ สุทัศนจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ

พ.ต.ท. ทักษิณ ได้อ้างว่า ที่ยุบสภาก็เป็นไปตามหลักการที่ทักษิณได้ใช้คําในภาษาอังกฤษว่า “parliamentary supremacy” (อํานาจะสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา)

แต่ถ้า พ.ต.ท. ทักษิณเชื่อหลักที่ว่านี้จริง ก็ไม่ควรยุบสภา

แต่ควรจะเข้าประชุมสภาเหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอนได้กระทําภายใต้ข้อกล่าวหาเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า กรณีซื้อขายหุ้นโดยเลี่ยงภาษีของครอบครัวนายคาเมรอนไม่ต่างจากกรณีซื้อขายหุ้น
ของครอบครัวของ พ.ต.ท. ทักษิณ แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ

1. นายคาเมรอนเคารพหลักการอํานาจสูงสุดของรัฐสภา กล้าที่จะเข้าไปตอบข้อซักถามโดยไม่ได้
กล่าวอ้างหลักการ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณกลับยุบสภาไปเฉยๆ และกล่าวอ้างผ่านทางโทรทัศน์ว่า
“เคารพหลักการ”

2. นายคาเมรอนจะแก้กฎหมายไม่ให้กรณีแบบนี้ เกิดขึ้นอีกเพื่อ “หวังกู้ภาพลักษณ์”

แต่สําหรับพ.ต.ท. ทักษิณ และสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่เป็ นเสียงข้างมากในสภากลับแก้กฎหมายให้มีช่องโหว่ที่จะเลี่ยงภาษีเสียเอง

ทั้งๆ ที่กฎหมายเดิมห้ามไว้อยู่แล้ว เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กําหนดไว้ว่า ต้องมิใช่คนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น

รวมทั้งต้องมีกรรมการทั้งหมดและผู้มีอํานาจกระทําการผูกพันนิติบุคคลนั้นต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยด้วย ในการนี้ คณะกรรมการ
(กทช.) อาจกําหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตสําหรับประกอบกิจการบางลักษณะหรือบางประเภทที่
เป็นนิติบุคคลจะต้องกําหนดข้อห้ามการกระทําอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการครอบงํากิจการโดย
บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยอีกด้วยก็ได้’ เห็นได้ว่าชาวต่างชาติไม่สามารถถือหุ้นได้เกินร้อยละ 25
ทั้งยังถูกจํากัดสัดส่วนของกรรมการที่ต้องเป็นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกซึ่งมี ส.ส. ในสภา 375 เสียง และ ส.ว. ที่เป็ นพรรคพวกเดียวกันอีกมากกว่าครึ่ง

ทำให้การผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว แก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ ตัดเงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามดังกล่าวออกไป

เห็นได้ว่า การยุบสภาครั้งนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบที่อำพรางไว้ด้วยความถูกต้องตามกฎกติกา

เป็นปฏิบัติการอำนาจนิยมอำพรางนี้นำพาให้การเมืองไปสู่ทางตันมากกว่าจะเป็นทางออก

การยุบสภาโดยมิชอบคือการหนีปัญหา หนีการตรวจสอบโดยกระบวนการรัฐสภา

หากนําประเด็นข้อกล่าวหาส่วนตัวไปสู่สนามเลือกตั้งให้ผู้เลือกตั้งตัดสิน ความเคลือบแคลงของ
การใช้กลไกการยุบสภาของทักษิณในครั้งนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่นํามาซึ่งวิกฤตการเมืองที่รุนแรงยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นับเสร็จแล้ว เลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี พรรคส้มแพ้หลุดลุ่ย

21 กันยายน 2569 เวลา 08:09 น.

นนทบุรี

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ช่วงเวลา 23.03 น. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยผลการนับคะแนนศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี อย่างไม่เป็นทางการ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งจัดขึ้นทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ. โดยการแข่งขันครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมรวม 6 ราย และมีผลคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้

อันดับ 1 หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้คะแนน 193,653 คะแนน

อันดับ 2 หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ได้คะแนน 138,274 คะแนน

อันดับ 3 หมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 7,376 คะแนน

อันดับ 4 หมายเลข 2 พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 3,770 คะแนน

อันดับ 5 หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,961 คะแนน

อันดับ 6 หมายเลข 5 ว่าที่ร้อยตรี นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,263 คะแนน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี

ซึ่ง เดชรัต สุขกำเนิด จาก พรรคประชาชน แพ้คะแนน นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จาก กลุ่มผึ้งหลวง ไปด้วยส่วนต่างคะแนนมากถึง 55,379 คะแนน

การเลือกตั้ง นายก อมจ. นนทบุรี 2569 ในครั้งนี้มีจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 1,075,199 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 376,278 คน แบ่งเป็นบัตรดี 346,297 ใบ บัตรเสีย 5,296 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24,685 ใบ.

กางตัวเลขสวน ‘กรณ์’ ‘สมภพ ‘ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส ดีกว่าลดภาษีดีเซล

21 กันยายน 2569 เวลา 07:46 น.

สมภพ พอดี

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (20 ก.ย. 2569) นาย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงการที่รัฐบาลยอมลดภาษีน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท จะอุ้มช่วยค่าครองชีพ ลากได้ถึงเกือบครึ่งปี ดีกว่ากู้มาแจกซ้ำไทยช่วยไทยนั้น

ล่าสุดวันนี้ 21 กันยายน 2569 นายสมภพ พอดี นักธุรกิจ และนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่าน Sompob Pordi กางตัวเลขเรื่องเศรษฐกิจ สวน นาย กรณ์ จาติกวณิช ในเรื่องดังกล่าว ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เซียนเศรษฐ​กิจ​

เมื่อคืนก่อนฟุตบอล​ มีแควนๆมาชวนคุยเรื่องตัวเลขเรื่องเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่แควนผม​ เป็นแควนพรรคการเมืองนักการเมือง​ ก็เลยคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง​ แต่ตลกดี​ ผมแคปเอาที่คุยกันมาแปะไม่ได้เพราะดุเดือดเกินไป​ ไม่เหมาะกะวัยรุ่น​ อ่านแล้วอาจจะตื่นเต้น​ ใจสั่นหวิวๆเหมือนจะเป็นลม ก็เลยเอาสาระมาเล่าแทนละกัน

เอาล่ะนะ

+++++

ถึงวันนี้​ ไทยช่วยไทยใช้เงินภาษีไปทั่งหมดประมาณ​ 92 พันล้านบาท

ถ้าเอาเงินจำนวนนี้ไปลดภาษีนํ้ามันดีเซลลิตรละ​ 5​ บาท​ อย่างที่กรณ์เสนอ​ ก็จะได้​ 18 พันล้านลิตร​หน่อยๆ หรือเท่ากับ​ 2/3 ของนํ้ามันดีเซลที่คนไทยใช้รวมกันทั้งปี​ 26 พันล้านลิตร

​แล้วคนไทยทุกคนทุกบ้านมีรถต้องเติมน้ำมัน​ดีเซลมั้ย?
ไม่นะ เด็กประถมก็รู้

ต่อให้​ สมมุติให้คนไทยทุกคนทุกบ้านมีรถต้องเติมน้ำมัน​เชื้อเพลิงด้วย​ แต่ละคนเติมน้ำมัน​เชื้อเพลิง​เท่ากันมั้ย?
ยิ่งไม่เข้าไปใหญ่​ ถามเด็กมัธยมก็ได้

​ละถ้าทำอย่างที่กรณ์บอก​ ใครล่ะจะได้ประโยชน์?
ก็ต้องเป็นใครที่ใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงมากๆ​ อย่าง​ บริษัทขนส่ง​สินค้า ธุรกิจรถโดยสาร​ ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม​ แต่ประชาชนคนทั่วไปใช้รวมๆกันแค่ประมาณแค่​ 9% ของปริมาณทั้งหมดก็จะได้ประโยชน์​แค่นั้นแหละ
นอกจากนี้ธุรกิจกลั่นและขายนํ้ามันเชื้อเพลิงที่จะขายได้เท่ามากขึ้นเพราะคนไทยไม่หัดไม่ต้องประหยัด​ ฟุ่มเฟือยล้างผลาญต่อไปได้ อันนี้ถาม​นศ.ปีหนึ่งปีสองที่ไม่ได้เรียนสายสังคมก็น่าจะได้คำตอบที่ถูกต้อง

​แต่ถ้าราคานํ้ามันถูกลง​ ภาคธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆก็จะมีต้นทุนตํ่าลง​ ค่าขนส่งจะถูกลง ราคาสินค้าก็จะลดลงไม่ใช่เหรอ?
ใช่เหรอ​ ที่ว่ามาเนี่ย​มันเคยเกิดขึ้นมั้ยล่ะ

แล้วควรทำมั้ยล่ะ? ถึงตรงนี้แล้วควรจะคิดเองได้ว่า​ ระหว่างข้อเสนอของกรณ์​ กับ​ ไทยช่วยไทย​ แบบไหนประชาชนได้ประโยชน์​มากกว่ากันทั่วถึงกว่ากันนะ​

ถ้าอยากได้แบบที่กรณ์เสนอ​ ต้องทำไง? ​หนหน้าก็เลือกกรณ์และบรรดาเซียนเศรษฐ​กิจไปเป็นรัฐบาลละกัน​
แต่ตอนนี้ควรไปพบแพทย์​ก่อนนะ​ ไปรักษาแต่เนิ่นๆมีโอกาสหายไวกว่ามากกว่า​

ไปโรงพยาบาลศรีธัญ​ญาถูกมั้ย? ภาพปลากรอบ​ แคปมาจากเฟสบุ๊ค​ของกรณ์ที่แควนของเขาพาผมไปดูว่ามีคนเห็นด้วยเยอะแยะเลย”

สมภพ พอดี
สมภพ พอดี

หลังจากที่โพสต์ของ สมภพ พอดี เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ปากไว…คิดสั้น ขยันออกสื่อ เห็นแป๊ก..ทุกมุกเลยนะ เราอ่ะ_คังง หลังๆ มา”

“ผมไม่ได้เก่งเศรษฐกิจ แต่พอเห็นโจทย์ว่า ให้เอาเงินไทยช่วยไทย ไปลดราคาน้ำมันแทน คือ ผมได้อะไรวะเพราะไม่มีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล แล้วร้านอาหารได้อะไรวะ ถ้าเขาไม่มีรถยนต์ใช้น้ำมันดีเซลเหมือนผม เมื่อผมไม่มีสิ่งจูงใจให้ออกไปใช้เงิน ผมก็ไม่ออกไปใช้เงินซื้อของตามร้านที่ร่วมรายการ เมื่อไม่ออกไปใช้เงิน ร้านที่เข้าร่วมรายการก็นั่งหงอยไปซิ ตบยุงไปซิ คนที่ได้คือ คนมีรถที่เติมน้ำมันดีเซล แล้วพวกวัยรุ่นสร้างตัวเครื่องยนต์ 2.5 มันก็เติมดีเซล กลายเป็นว่าลดราคาน้ำมันให้มันเติมมาพ่นควันดำตอนออกไปเขียวหรอ มันไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหนเลยนะ อย่าคิดว่าการที่รัฐช่วยอุ้มค่าน้ำมันดีเซลแล้วราคาสินค้ามันจะถูกลง มันก็ขายเท่าเดิมแหละ แต่จะทำให้พวกขนส่งได้กำไรมากขึึ้นเพราะรัฐอุ้มราคาน้ำมันไว้”

“ความอะไรหนอที่ทำให้ คนๆนี้ ลอกคราบความปลอมออกจากร่างจนเห็นไส้พุงได้ชัดขนาดนี้ ไม่อายหมาอายแมวจรจัดที่ไหนเลย พ่ออิลิทไฮโซออกฟอร์ด”

“ตั้งเป้าว่า”ต้องค้าน” แล้วหาเหตุประกอบ…แค่นั้นจริงๆ ถ้ารัฐบาลลดค่าน้ำมัน แทนใช้คนละครึ่ง ก็จะมีเหตุผลค้านอีกแบบ สมองเขาคิดแค่นี้ ปชช.ไม่เกี่ยว”

“ผมดูข้อมูลมาในจีนเค้าใช้วิธีเปลี่ยนผ่านรถขนส่งสินค้าเป็นรถพลังงานไฟฟ้ากัน..ตอนนี้ก็ได้ประมาณ 30% แล้ว..น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่ามาช่วยราคาน้ำมันนะครับ”

“โครงสร้างการทำงานของเศรษฐกิจมันซับซ้อนเกินกว่า 1 + 1 เป็น 2”

สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sompob Pordi, เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

จับโป๊ะก๊วนสว.สีส้ม แฉ5ปมพิรุธ พิสิษฐ์ดับเครื่องชน จี้สอบเกณฑ์เดียวกัน ซัดส้มปั่นคนลงถนน อนุทินย้ำภท.ไม่เกี่ยว

21 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

กกต. เปิดเผยมติคดีฮั้วสว.ข้อกล่าวหาที่ 3 ชงศาลฎีกา-ฟันอาญา 36 ราย ยกคำร้อง 135 ราย “อนุทิน-เนวิน” รอด 5-2 เสียง ขณะที่ “ไชยชนก” ผ่านเอกฉันท์ ด้านนายกฯไม่หวั่นคนขยายปม สว.เคลื่อนไหวการเมือง ยันทุกอย่างต้องยึดตามกฎหมาย ย้ำพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วน “พิสิษฐ์” เปิดหน้าชนตั้ง 5 ข้อสังเกต จับโป๊ะก๊วนสว.สีส้มจี้นำเข้าสู่กระบวนการแบบเดียวกัน จวกปากบอกประชาธิปไตยแต่ลากคนลงถนน นักวิชาการเผยยังไม่มีสัญญาณพิเศษล้มรัฐบาลยันกองทัพทำงานร่วมเป็นทีมไทยแลนด์+ลุยภารกิจชายแดน

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติกกต.สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ในข้อกล่าวหาที่ 3 เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาโดยมีรายละเอียดดังนี้ข้อกล่าวหาที่3 มาตรา 36 วรรค1 ประกอบมาตรา70แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

1)สว. (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) มี 137คน โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 1 คนคือนายสุพรรณ์ ศรชัย และสำนักงาน กกต.กันไว้เป็นพยานจำนวน 3 คนสำหรับกลุ่มนี้ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 26คน ขณะที่ กกต.มีมติยกคำร้องและไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาดำเนินคดีอาญาจำนวน 107 คน

เปิดมติปล่อยผี-ฟันอาญา36ราย

2)สว.สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ)ถูกร้อง1คน กกต.มีมติยกคำร้อง3)ผู้มีสิทธิเลือก สว.(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ 1 – 2)จำนวน 2 คนนั้น กกต.มีมติให้ส่งคำร้อง 1คน และยกคำร้อง 1คน4)กรรมการบริหารพรรค/สส. / ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 20คน กกต.มีมติยกคำร้องทั้งหมด และ5) บุคคลอื่นจำนวน 15 คน กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 9 คน และมีมติยกคำร้อง 6 คน

นอกจากนี้ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาจำนวน 36 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 16 คน,มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 15 คน, มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คนส่วนมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา(ยกคำร้อง) จำนวน 135 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้มติเอกฉันท์ จำนวน 7 คนมติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 คน,มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 121 คน ,มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน

 ‘หนู-เน-ลูกนก’รอดข้อกล่าวหาที่3

โดยผู้ถูกร้องตามข้อกล่าวหาที่ 3 ที่ กกต.มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ด้วยเสียง 5-2 อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ รวมทั้งบุคคลอื่นๆ เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยนายภราดร ปริศนานันทกูล สส.พรรคภูมิใจไทย,นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวีระศักดื์วิจิตร์แสงศรี (ผู้ว่าฯปู) สว. นายประพันธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. เป็นต้น

ส่วนผู้ถูกร้องที่ กกต.มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ด้วยมติเอกฉันท์ อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ,นายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, นางสาวศุภมาส อิสระภักดี กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นางสาวแนน บุณย์ธิตา สมชัย สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดตามเอกสารแนบสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งwww.ect.go.thหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

 ‘อนุทิน’ไม่หวั่นคนขยายปมสว.

ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมืองนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฮั้ว สว.ที่ดูเหมือนยังไม่จบในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ยังมีการขยายไปยังหน่วยงานอื่น มีความกังวลหรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กฎหมายระบุไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่เหมือนยังมีการหยิบยกเรื่องนี้ไปเคลื่อนไหวต่อ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ภายใต้กฎหมาย เพราะเรามีกรอบรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรอิสระในการวินิจฉัยกรณีอะไรบ้างและยังกำหนดสิทธิประชาชนว่ามีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ประเมินหรือไม่ว่าทำไมคนยังไม่เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ประเมิน เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

โชว์มือลงยันต์ป้องกันสื่อถาม

 ‘สว.พิสิษฐ์’จับโป๊ะก๊วนสว.สีส้ม

ด้าน นายพิสิษฐ์   อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีเวทีฝ่ายค้านที่ น.ส.นันทนานันทวโรภาส สว.ไปร่วมงานด้วย และมีการระบุ มีการบอกว่าโดนขึดสีน้ำเงินเอาคืน ทั้งนี้นายพิสิษฐ์ ได้ยกการประชุมของผู้สมัครวุฒิสภา ที่ห้องจูปิเตอร์อิมแพคอารีน่า เมือทองธานี 1 วันก่อนวันเลือก สว.

โดยนายพิสิษฐ์กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกต 5ข้อ คือ 1.น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ได้เคยออกมาเปิดเผยว่ามีการเชิญกกต.เข้าร่วมการประชุมด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหน เพราะ น.ส.พรรณิการ์ ไม่เคยพูดชื่อออกมา และไม่แน่ใจว่าจะได้ยินคำตอบหรือไม่2.จากที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ให้สัมภาษณ์ว่า งานวันนั้นไม่ใช่ไอลอว์จัด ตนก็เอะใจในคำตอบ เพราะนายเทวฤทธิ์บอกว่าได้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หนึ่งคือ senate67 ซึ่งเป็นโครงการของไอลอว์ จึงมองว่าคำตอบของนายเทวฤทธิ์ย้อนแย้งกันหรือไม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้จัดงานแต่เชื่อว่ามีคนจัดงานแน่นอน

ถามเอี่ยวรับผลประโยชน์หรือไม่

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.งานดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการให้การรับผลประโยชน์หรือไม่ เพราะการจัด งานที่อิมแพคอารีน่า โดยเฉพาะห้องจูปิเตอร์มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทราบมาว่าออกมาเป็นบิลใบเสร็จใบเดียว ซึ่งคนที่ไปในงานวันนั้นบอกว่ามีกล่องบริจาคและใส่เงินบริจาคเข้าไปจึงเกิดคำถามว่าการตั้งกล่องบริจาคเก็บไปเท่าไหร่เก็บไปมากกว่าหรือเก็บไปน้อยกว่า หากเก็บไปมากกว่าใครได้ประโยชน์ ถ้าเก็บน้อยกว่าแสดงว่ามีคนเติมเข้าไปใช่หรือไม่แต่ไม่มีการชี้แจง 4.ก่อนที่จะเข้างานวันนั้นจะต้องลงทะเบียนในsenate67 ก่อน ซึ่งในงานมีการตั้งคำถามถึง ประเด็นมาตรา 112 ส่วนตัวจึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมคนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องถามประเด็นเหล่านี้ด้วย

 “ลองเปิดข้อมูลในไอลอว์ได้เลย จะมีบอกเลยว่าใครตอบคำถามใดบ้างและที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าบอกว่าเป็นการประชุมแบบเปิดเผยเปิดเผยจริงหรือไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวพอจะประชุมกันนักข่าวเชิญข้างนอกแล้วเก็บมือถือ จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องเก็บมือถือ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็แนะนำตัวกันธรรมดา แต่เท่าที่ผมทราบมามีอะไรมากกว่านั้น» นายพิสิษฐ์ กล่าว

ริสแบนด์3สีใส่เพื่ออะไร

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 5.ตนถามไปยังผู้เข้าร่วมงานและไม่มีใครตอบตนได้เกี่ยวกับริสแบนด์3 สี สีขาว สีเขียว สีฟ้า ใส่เพื่ออะไร ทำไมต้องมี 3 สีหากบริสุทธิ์ใจจะหมายถึง กลุ่มอาชีพก็ต้องเป็น 20 สี 20กลุ่มอาชีพ แต่ทำไมมีเพียงแค่ 3 สี

 “แล้วคุณไปดูสีที่นายเทวฤทธิ์ใส่กับสีที่น.ส.นันทนา ใส่เป็นสีเดียวกันแล้วได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็อยากรู้ว่าคนที่ใส่สีนี้ ทุกคนได้เป็นหรือไม่แล้วถ้าไม่ได้เป็นคนอื่นที่เป็นสีอื่นได้เป็นหรือไม่ก็ไม่มีใครมาชี้แจง แล้วจะมาบอกว่าผมต้องการเรียกร้องอะไร ผมต้องการเรียกร้องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กกต.ควรใช้มาตรการเดียวกันกับ ตรวจสอบการฮั้ว สว.ของสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ผมขอความเป็นธรรมแค่นั้นเองไม่ได้มีเจตนาที่ให้ทำอะไรนอกเหนือจากนี้ ให้ได้มีระดับการตรวจสอบที่เข้มข้นเดียวกัน» นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า สว.สีส้ม ไม่ได้ไปให้การกับ กกต.สะท้อนอะไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาที่โดนกล่าวหา 138 คน ได้เข้าให้การกับ กกต.อย่างครบถ้วนและได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงคิดว่าถ้าบริสุทธิ์ใจก็ควรไปให้การทุกอย่างเหมือนกับที่ทางวุฒิสภา 138 คน ได้ทำ

จี้ลากเข้าสู่กระบวนการแบบ138 คน

เมื่อถามว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อหากอีกฝ่ายยังคงเล่นเกมอยู่แบบนี้ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยของท่าน ที่ท่านพูดท่านไม่ได้พูดอย่างที่ท่านปฏิบัติ ท่านพูดว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยแต่เอามวลชนลงทำถนน อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือไม่ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่พูดจริงก็ต้องใช้กระบวนการ ตามระบบระเบียบตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญปี 60 ในเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติอยู่แล้วส่ง 26 คน ไปศาลฎีกานั่นคือมติของ กกต. กกต.เป็นองค์กรอิสระที่อย่าลืมว่าทุกคนถูกรับรองมาจาก กกต.และรัฐธรรมนูญปี 60 ก็ถูกรับรองจากประชาชน

ปากบอกปชต.แต่พฤติกรรมไม่ใช่

 “คุณต้องเคารพกติกา และก็เคารพกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมมันไม่ใช่ อย่างนี้ก็ไม่จบสักที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่จบในเมื่อ กกต.ยุติแล้ว และขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนทุกคน ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกันกับที่ทำกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันข้อมูลต่างๆ ก็ขอให้เจาะลึกและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อประชาชนให้ตรงตามความเป็นจริง» นายพิสิษฐ์ กล่าว

สวนนักวิชาการฟันแค่มดไม่ใช่ช้าง

นายพิสิษฐ์ ยังให้สัมภาษณ์กรณีคดีฮั้ว สว.ที่มีนักวิชาการมองกกต. ฟ้องคดีนี้แค่ระดับมดเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับช้างว่า กกต.ชี้แจงทั้ง 7 ประเด็นข้อกล่าวหาชัดเจนแล้ว ช้างอะไรตนไม่ทราบ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ตาม หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา กกต.ก็ชี้แจงหมดทุกอย่างแล้ว จะบอกว่า เอาบรรทัดฐานอะไร ในเมื่อ กกต.เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอยู่แล้ว ตนเชื่อว่าก็คงต้องจบในกระบวนการตรงนั้น

เมื่อถามว่า หลังจากนี้อาจจะมีการใช้โมเดลเหมือน นางแดง กองมา สว.และนายสมพาน พละศักดิ์ สว.ไปยื่นศาลฎีกา และศาลฎีการับคำร้องในความผิดฐานต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องผ่าน กกต. สว.จะดำเนินการอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกการเลือกตั้งอยู่แล้ว อีกอย่างเป็นสิทธิของผู้ร้อง หากผู้ร้องต้องการจะร้อง ตนคงไม่สามารถไปห้ามอะไร ใดๆ ได้ เช่นกรณีของนางแดง และนายสมพาน เป็นผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3 ผู้ถูกร้องที่ 1 คือทางกกต.ที่ต้องมาชี้แจงจริงๆ ทั้งหมด กกต.ควรออกมาชี้แจงว่าแต่ละกรณีที่มีการออกมาร้องเป็นอย่างไร แต่หากถามตน ส่วนตัวคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะถาม ต้องไปทาง กกต.คงจะมีคำตอบ

ไม่กังวลถูกฟ้องศาลฎีกา

เมื่อถามว่า ไม่กังวลใช่หรือไม่ หากไม่โดนฟ้องในชั้น กกต.แต่จะโดนฟ้องในชั้นศาลฎีกา นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายอยู่แล้ว ตนไม่เคยกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น เราเชื่อในกระบวนการ ของกฎหมายและกระบวนการการยุติธรรมต่างๆ ซึ่งขณะนี้เราได้รับความเป็นธรรมมาแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุด

 “ยังไม่จบสักที เพราะจริงๆ แล้วกระบวนการทุกอย่างถ้าเอาตามกฎหมาย ตามหลักประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ควรจะต้องยุติแล้ว แต่หลายๆ คนก็ยังไม่หยุด ผมก็คงไม่สามารถไปห้ามใดๆ ได้» นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมินฝ่ายค้านาใช้คดีฮั้วยื่นซักฟอก

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว.เป็นธงในการซักฟอกรัฐบาลด้วย จะมีการติดตามอย่างไรหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ตนไม่ทราบ เราอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เราอยู่กันคนละฝั่งสภาผู้แทนราษฎร เราอยู่สภากลั่นกรองกฎหมาย ส่วนสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องไปตอบเองว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอย่างไร ตนไม่สามารถตอบแทนได้

เมื่อถามว่า แต่ สว.อาจจะมีการโดนพาดพิง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาบอกว่าเป็นเรื่องฮั้ว สว. ในเมื่อ กกต.ให้คำวินิจฉัยหมดทุกอย่างแล้วและมีคำตัดสินหมดแล้ว ตนเชื่อว่าทุกอย่างมันเคลียร์หมดแล้ว และมั่นใจว่าทุกฝ่ายน่าจะมีคำตอบให้กับแต่ละฝ่ายได้

ลั่นไม่ปกป้องคนผิดคดีโกงสอบ

ทางด้านความเคลื่อไหวในประเด็นทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นนั้น วันเดียวกันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหนังสือตอบกลับจากผบ.ตร. หลังถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับคดีโกงสอบท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ว่า รอให้ถึงเวลา เพราะส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ตนถามข้อมูลไป

เมื่อถามต่อว่า ที่เคยบอกว่าเผื่อมีใครมาถามจะได้ตอบถูก วันนี้ยังยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ใช่ แน่นอน ไม่ต้องห่วง ไม่งั้นจะถามทำไม” ตนได้ถามอย่างเปิดเผย และมั่นใจจะปราบคนโกงได้

สั่งทีมงานตรวจสอบปม‘ทองเจือ’

เมื่อถามว่าได้สอบถามนายทองเจือ กรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายทองเจือ ได้ทำรายงานว่าสิ่งที่มีคนกล่าวหาเขาคืออะไร และเขาได้ทำอย่างไร เมื่อนายทองเจือทำรายงานมาแล้ว ตนก็ให้ทีมงานตรวจสอบว่ามีอะไรที่ผิดหรือไม่ ทีมงานยืนยันไม่มีอะไรผิด ตนบอกว่างั้นต้องขอตรวจสอบประวัติ ทั้งจากตำรวจและ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) แต่ป.ป.ช. ตนไม่ได้ดูแลก็ส่งไปที่ตำรวจก่อน

 “จากนี้ตนจะทำเรื่องส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่าพบอะไรที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่นายทองเจือคนเดียว ที่ผ่านมาก็มีมาบ้าง ถ้ามีการเกี่ยวพันกับระบบงานของตน ตนก็จะสอบถามให้เกิดความแน่ใจโดยเป็นการขอแบบมีลายลักษณ์อักษร คนที่ลงนามมาก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ตนพยายามที่จะแสดงความโปร่งใสความชัดเจน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขอ1สัปดาห์จะไม่ปกป้องใคร

เมื่อถามย้ำว่า ต้องดำเนินการให้เกิดความรวดเร็วหรือไม่เนื่องจากเป็นคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ถามไปใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็ได้รับคำตอบ ส่วนคำตอบนั้นหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามตนก็จะพิจารณา แต่อาจจะส่งเป็นคำตอบของตนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สรุป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแนวทางปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ยังมีอยู่

 “ขอให้พี่น้องประชาชนคลายกังวล ว่า ผมจะไปปกป้องคุ้มครองใครในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมี นั่นคือทำให้ตนเองอายุสั้น ไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นเด็ดขาด “นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าตราบใดที่ยังเป็นรัฐบาลนี้ หากมีการสอบข้าราชการจะไม่มีการโกงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าบล็อกได้จากนี้ไปจะไม่มีแน่นอน

ติดตลกบอกบงยันต์กันสื่อถาม

นอกจากนี้  นายอนุทิน ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ขอดูมือที่พระครูสิทธิธรรมวิภัช หรือหลวงพ่อสำลี รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก เจิมฝ่ามือและลงยันต์ “นะมะมน มนต์นางพญา” บริเวณหลังฝ่ามือให้ โดยนายอนุทินหัวเราะพร้อมลูบหลังมือซ้ายที่ลงยันต์ก่อนจะบอกว่า อาบน้ำแล้ว ถามพระท่านแล้วว่า อาบน้ำได้

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความขลังและพุทธคุณของการเจิมฝ่ามือและลงยันต์คืออะไร นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า กันผู้สื่อข่าวถาม ก่อนจะโบกมือพร้อมกล่าวว่าโชคดีและเดินเข้าห้องรับรองของท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่าบริเวณหลังมือของนายอนุทิน รอยลงยันต์จางลงจากเดิมที่ถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว

 ‘วันวิชิต’ชี้ไร้สัญญาณพิเศษล้มรบ.

ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกระแสข่าวที่อ้างว่า มีกลุ่มอำนาจหรือ “สัญญาณพิเศษ” ต้องการล้มรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า จากข้อมูลและสภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว และขอใช้เสียงหัวเราะเป็นคำตอบต่อข่าวลือที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้เพียงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า ผู้ปล่อยข่าวอาจไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล แต่ก่อนพูดถึงการล้มรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า หากรัฐบาลนายอนุทินพ้นจากอำนาจแล้ว ใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อ และจะรับมือกับปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นรอบด้านได้ดีกว่าหรือไม่

ถ้าเปลี่ยนแปลงจะกระทบมั่นคง

 “ปัจจุบันรัฐบาลต้องรับผิดชอบทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนสถานการณ์ฝั่งเมียนมา หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกลางทาง ความต่อเนื่องของนโยบายและทีมงานด้านความมั่นคงอาจได้รับผลกระทบโดยตรงโดยเฉพาะกรณีไทย–กัมพูชา ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการอีกประมาณ 12 เดือน ทีมงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องควรได้ทำงานต่อให้จบ เพราะเป็นเรื่องอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ควรเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบกลางทางเพียงเพราะเกมการเมือง”ผศ.ดร.วันวิชิตระบุ

กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาล

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ผศ.ดร.วันวิชิตเชื่อว่า กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาลนายอนุทิน และทุกฝ่ายยังทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขณะที่การประสานงานด้านความมั่นคงยังดำเนินไปตามปกติ  จึงไม่เห็นเหตุผลว่ากองทัพจะออกมาเคลื่อนไหวล้มรัฐบาล หรือมีดีลลับตามที่มีการปล่อยข่าว เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงต่างต้องพึ่งพาและร่วมมือกัน โดยเฉพาะการรักษาอธิปไตยและรับมือกับความท้าทายตามแนวชายแดน

ไม่ห็นด้วยข้อครหาระบอบเนวิน

ผศ.ดร.วันวิชิตยังไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ “ระบอบเนวิน–อนุทิน” หรือรัฐบาลใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะหากรัฐบาลควบคุมทุกองคาพยพและปิดกั้นเสรีภาพจริง สื่อมวลชนและประชาชนคงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินได้อย่างเปิดเผยทุกวันเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 “การที่ประชาชนและสื่อยังตรวจสอบรัฐบาลได้ แสดงว่าพื้นที่เสรีภาพยังคงมีอยู่ และยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่านายอนุทินหรือนายเนวิน ชิดชอบพยายามรวบอำนาจหรือท้าทายพลังจารีตตามข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม”ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุ

ทุกฝ่ายยังทำงานทีมไทยแลนด์

อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมมีคำวินิจฉัยต่อรัฐบาลหรือบุคคลใด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับและดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ควรใช้ข่าวลือ ความไม่พอใจ หรือจินตนาการเรื่อง “สัญญาณพิเศษ” มาสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวด้วยว่า รัฐบาลนายอนุทินจึงยังมีความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ และยังไม่ปรากฏสัญญาณจากกองทัพหรือกลุ่มอำนาจใดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกระบบ

 “วันนี้ยังไม่มีสัญญาณพิเศษล้มรัฐบาล กองทัพกับรัฐบาลยังร่วมมือกันทำงานในลักษณะทีมไทยแลนด์ ภารกิจด้านความมั่นคงยังไม่จบ โดยเฉพาะเรื่องไทย–กัมพูชาที่ควรให้ทีมเดิมทำงานต่อเนื่องจนครบกระบวนการ” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว

นิด้าโพลชี้ไม่คาดหวังคดีฮั้วสว.

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “มติ กกต.” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วย

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการคาดการณ์ของประชาชนต่อมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 77 ราย รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 ราย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.27 ระบุว่า ไม่เคยคาดการณ์อะไรเลย รองลงมา ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ตรงตามที่คาดการณ์ไว้มาก ร้อยละ 17.86 ระบุว่า ไม่ตรงตามที่คาดการณ์ไว้เลย ร้อยละ 15.50 ระบุว่า ค่อนข้างตรงตามที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10.84 ระบุว่า ไม่ค่อยตรงตามที่คาดการณ์ไว้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.34 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 30.46 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 19.16 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 15.04 ระบุว่า กังวลมาก

ประเมินกกต.-อนุทินโดนหนักแน่

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คาดว่าจะต้องเผชิญศึกหนักทางการเมืองและ/หรือกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลัง กกต. มีมติ กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 ระบุว่า กกต. ชุดปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 31.53 ระบุว่าเป็น นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 25.42 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด ร้อยละ 15.88 ระบุว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่จะถูกสั่งฟ้อง จำนวน 77 คน ร้อยละ 13.97 ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.66 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ ร้อยละ 8.24 ระบุว่า กลุ่ม สว. จำนวน 26 คนที่จะถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ 7.86 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ร้อยละ6.64 ระบุว่าเป็น กลุ่ม สว.ที่ไม่ถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ4.58 ระบุว่าเป็น คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และร้อยละ2.14 ระบุว่าเป็น คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และไอลอว์

หนูนำทัพบินถึงโตเกียว ดึงทุนญี่ปุ่น ลุยโรดโชว์3ประเทศ จับตาคุยภาษี‘ทรัมป์’

21 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯดีเดย์ทัวร์ 3 ประเทศเริ่มภารกิจที่โตเกียว ประชุมขับเคลื่อนหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อสหรัฐฯ ร่วมถก UNGA81 ลุ้นเจอทรัมป์พร้อมทวงสัญญา เผย เจรจาภาษีมะกัน ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบ ย้ำ ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังผลักดันให้ได้อัตราที่ต่ำกว่า 19% เชื่อ“ศุภจี” มั่นใจปิดดีลได้ ด้านไทยช่วยไทย พลัส รบ.แถลงยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท คลังจ่อชงครม. 22 กย.ขยายเวลาโครงการ

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 20 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายกฯทัวร์3ปท.-เริ่มภารกิจที่โตเกียว

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

สำหรับคณะทางการฝ่ายไทยที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ในภารกิจทั้ง 3 ประเทศ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย

21กย.ร่วมถกUNGA81ที่นิวยอร์ก

นายเอกภพกล่าวว่า นายกฯและคณะเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง มีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ โดยภารกิจที่กรุงโตเกียว ในวันที่ 21 กันยายน นายกฯเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นช่วงบ่าย นายกฯเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ที่นครนิวยอร์ก

มั่นใจศุภจีปิดดีลภาษีสหรัฐฯได้

ด้านนายอนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทาง เกี่ยวกับการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกาว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตนไม่ใช่ผู้ตั้งโจทย์ และไม่มีการนัดพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทางคณะเจรจาที่เป็นผู้แทนการเจรจา และผู้แทนการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย รายงานมาว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว และยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สหรัฐฯได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งไทยต้องกลับมาหาวิธีให้บรรลุข้อสรุปให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางไปครั้งนี้ มีโอกาสพบกับนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีโอกาสได้เจอ ถามต่อว่า จะมีโอกาสได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวสั้นๆว่า play it by ear (ดูตามสถานการณ์) เพราะหลักการมีอยู่แล้ว ซึ่งไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไข ที่สหรัฐฯ ขอเพิ่มขึ้นมา ตนถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ว่า จะสามารถปิดจบข้อตกลงได้หรือไม่ ซึ่งนางศุภจีก็ตอบตนกลับมาว่าได้ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมาแก้ไขเนื้องาน เมื่อถามอีกว่า เงื่อนไขที่ว่าคืออะไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้ถามในรายละเอียด

ถามย้ำว่าจะราบรื่นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ดูแล้วว่านางศุภจีมั่นใจ การเดินทางไปนิวยอร์กครั้งนี้ ตนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับตัวแทนของนางศุภจี และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งทุกอย่างจะอยู่ในกรอบ ถามอีกว่า รัฐบาลจะคงภาษีให้อยู่ที่ร้อยละ 19 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามจะกดให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาขั้นตอนตัวร่างก็จะถูกส่งไปให้ผู้นำแต่ละประเทศ ซึ่งปกติแล้วจะจัดให้นั่งหรือโทรศัพท์พูดคุยกัน เมื่อถึงเวลานั้นต้องดูว่าจะคุยอะไรกันได้

พร้อมทวงสัญญาทรัมป์

ผู้สื่อข่าวถามว่า อุปสรรคในการพูดคุยเรื่องการค้าคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่า คณะเจรจาไม่ได้รายงานว่ามีสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งเวลาเจรจาต่างฝ่ายก็ต่างมีเงื่อนไขสุดโต่ง ก่อนพูดคุยให้ได้ข้อสรุปที่ต่างฝ่ายต่างรับได้ นี่คือการเจรจา ไม่ใช่การตบมือข้างเดียวแล้วเราจะได้สิ่งที่เราต้องการทั้งหมด หรือสิ่งที่เขาต้องการทั้งหมด ดังนั้น จึงเรียกว่าการเจรจา

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสได้เจอประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อหน้าจะพูดคุยและทวงสัญญาที่มีการตกลงในถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีโอกาสก็ต้องคุยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปเยือนเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA81)

ยอดใช้ไทยช่วยไทยฯ1.61แสนล.

ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40)ข้อมูลจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น.ว่า มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,528 ราย สะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการไปสู่ประชาชน ร้านค้า และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ ยอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติรวม 155,335.8 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery รวม 6,219.8 ล้านบาท

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยฯ ไม่ได้อยู่เพียงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่เป็นกลไกร่วมจ่ายที่นำเงินภาครัฐมาสมทบกับกำลังซื้อของประชาชน และส่งต่อไปเป็นรายรับของร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคบริการ ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 “ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน”นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดย Fitch Ratings ประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคและมาตรการภาครัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

คลังชงครม.22กย.ขยายเวลาโครงการ

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยประชาชนได้ตรงจุดและทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ไทยช่วยไทย พลัสจึงดูแลทั้งสองด้านพร้อมกันคือช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยประคองรายได้ของผู้ประกอบการ โดยยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสะท้อนการหมุนเวียนของกำลังซื้อไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแนวทางดำเนินมาตรการระยะต่อไป รองโฆษกรัฐบาลเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยการขยายระยะเวลา วงเงิน สิทธิหรือเงื่อนไขต่างๆ ต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจะแจ้งรายละเอียดเป็นทางการให้ประชาชนทราบโดยเร็วขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ และอย่าหลงเชื่อข้อความที่ระบุว่าโครงการระยะต่อไปได้รับอนุมัติแล้วก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี

สำหรับโครงการระยะปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิยังสามารถใช้สิทธิได้ตามหลักเกณฑ์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้

เช็กชื่อ ใครรอด-ใครร่วง !? กกต.เปิดมติสอบฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7

20 กันยายน 2569 เวลา 21:43 น.

กกต.เปิดมติสอบฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7 ส่งศาลฎีกาดำเนินคดี 77 ราย ระบุชื่อผู้ถูกร้องชัดเจน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ขณะที่บางสำนวนมีมติยกคำร้องทั้งเอกฉันท์และเสียงข้างมาก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในข้อกล่าวหาที่ 4-7 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีการพิจารณาเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 และเผยแพร่เป็นข่าวเลขที่ 456/2569 วันที่ 20 ก.ย. 2569 ข้อกล่าวหาดังกล่าวประกอบด้วย

ข้อกล่าวหาที่ 4 จัดทำ เสนอ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด

ข้อกล่าวหาที่ 5 เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด

ข้อกล่าวหาที่ 6 เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์เพื่อสมัครหรือไม่สมัครรับเลือก เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัคร

ข้อกล่าวหาที่ 7 เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด

เปิดรายชื่อกลุ่มที่ กกต.มีมติส่งศาลฎีกา

1. กลุ่มจังหวัดสุราษฎร์ธานี
กรณีที่ 1 กกต.มีมติเอกฉันท์ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่
นายสุบิน ศักดา ผู้ถูกร้องที่ 212
นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ถูกร้องที่ 224
นางสาวนิสิตา หมั่นไชย ผู้ถูกร้องที่ 225
ส่วนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 227 มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยกคำร้อง ได้แก่ พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ และ นางสาวญาณี สีฟ้า ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ 203 คือ นายพิชัย ชมภูพล มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

กรณีที่ 2 กกต.มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่ ผู้ถูกร้องที่ 150-158 ประกอบด้วย
นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว
นายโกศล สงรักษ์
นายเมธา หมานพัฒน์
นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์
นายเชาวลิตร พระเลิศ
นางสาวทัศนีย์ อินทวิเศษ
นายโกวิทย์ สินกลิน
นางสาวศุรดำ เดชจันทร์แสง
นายสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว

2. กลุ่มจังหวัดอุทัยธานี
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 10 นายเศก จุลเกษร
ผู้ถูกร้องที่ 134 นายอลงกต วรกี่

3. กลุ่มจังหวัดนครศรีธรรมราช
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 29 นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
ผู้ถูกร้องที่ 35 นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
ผู้ถูกร้องที่ 135 นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
ผู้ถูกร้องที่ 207 นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์
ผู้ถูกร้องที่ 211 นางสาววาริน ชิณวงศ์
ผู้ถูกร้องที่ 220 นายอธิวัฒน์ มนตรี

4. กลุ่มจังหวัดสงขลา
กรณีที่ 1 ผู้ถูกร้องที่ 63 นายโสภณ มะโนมะยา และผู้ถูกร้องที่ 174 นายอำนาจ กิติโชติ มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
กรณีที่ 2 นายโสภณ มะโนมะยา และผู้ถูกร้องที่ 175 นายปรีชา วิเศษสินธุ์ มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
กรณีที่ 3 นายโสภณ มะโนมะยา และผู้ถูกร้องที่ 176 นายสุพร บริสุทธิ์ มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

5. กลุ่มจังหวัดหนองบัวลำภู
กรณีที่ 1 ผู้ถูกร้องที่ 84 นายสรชาติ วิชยสุวรรณพรหม มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
กรณีที่ 2 ผู้ถูกร้องที่ 221 นางสาวภัณนิภา ผาสุก มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในประเด็นที่ 1-5, 7 และ 8 ส่วนประเด็นที่ 6 มีมติให้ยกคำร้อง
นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกร้องที่ 416 นางสาวธัญรัตน์ สุวรรณพรหม, ผู้ถูกร้องที่ 417 นางสุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์, ผู้ถูกร้องที่ 418 นางสาวปิยลักษณ์ ศิลาแดง, ผู้ถูกร้องที่ 419 นายเสกสรร นิสัยกล้า และผู้ถูกร้องที่ 330 นายสมศักดิ์ บุญตี อยู่ในประเด็นต่าง ๆ ตามที่ กกต.ระบุในเอกสาร

6. กลุ่มจังหวัดสิงห์บุรี
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 115 นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนา และผู้ถูกร้องที่ 427 นางภณิดาทิพย์ เต็งวงษ์วัฒนา
ผู้ถูกร้องที่ 50 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
ผู้ถูกร้องที่ 226 นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร

7. กลุ่มจังหวัดภูเก็ต
กรณีที่ 1 มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 56 นาย นิพนธ์ เอกวานิช
ผู้ถูกร้องที่ 207 นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์
ผู้ถูกร้องที่ 210 นายวงศกร ชนะกิจ
กรณีที่ 2 นาย นิพนธ์ เอกวานิช และผู้ถูกร้องที่ 181 นายปิติพงษ์ ลิ่มรัช มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง

8. กลุ่มจังหวัดราชบุรี
มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทุกประเด็น ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 202 นายนภินทร ศรีสรรพางค์
ผู้ถูกร้องที่ 215 นายเมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์
ผู้ถูกร้องที่ 217 นายไชยวิทย์ บัวงาม
ผู้ถูกร้องที่ 218 นายสำอาง แก้วประดับ
ผู้ถูกร้องที่ 139 นายวิถี สุพิทักษ์ ซึ่งเป็น สว.สำรอง

9. กลุ่มจังหวัดนครพนม
กรณีที่ 1 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 114 นายสากล ภูลศิริกุล
ผู้ถูกร้องที่ 213 นายศุภชัย โพธิ์สุ
ผู้ถูกร้องที่ 214 นายปริญญา ธรเสนา
ส่วนประเด็นที่ 3 ของผู้ถูกร้องที่ 114 มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

กรณีที่ 2 ผู้ถูกร้องที่ 127 นายสิทธิกร ธงยศ มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในประเด็นที่ 1 และ 4 ขณะที่ประเด็นที่ 2 และ 3 มีมติยกคำร้อง
นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกร้องที่ 102 นายสมหมาย ศรีจันทร์, ผู้ถูกร้องที่ 371 นายเกรียงไกร ศักดี และผู้ถูกร้องที่ 421 นายทิชากร อติวรรณกุล รวมถึงผู้ถูกร้องที่ 422-426 ได้แก่ นายสมโภช อ้วนดี, นายกิติศักดิ์ จำปา, นายนพพร พรหมจันทร์, นายประพจน์ วงศ์ล่าม และนายบรรจบ พรหมสา

10. กลุ่มจังหวัดสุโขทัย
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 6 พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา
ผู้ถูกร้องที่ 209 นายวิรัช บัวคง
ผู้ถูกร้องที่ 208 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์
ผู้ถูกร้องที่ 25 นายฤชุ แก้วลาย

มติรายบุคคล ระบุชื่อผู้ถูกร้อง
ในส่วนการกระทำรายบุคคล กกต.มีมติแตกต่างกันไปตามประเด็นและพยานหลักฐาน โดยมีรายชื่อสำคัญ ดังนี้
นายวีระ สุดสังข์ ผู้ถูกร้องที่ 184 มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
นายบำรุง ทองรอด ผู้ถูกร้องที่ 185 มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง
นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว ผู้ถูกร้องที่ 17 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในประเด็นที่ 1, 3 และ 4

ส่วนประเด็นที่ 2 ให้ยกคำร้อง

นายสมบูรณ์ หนูนวล ผู้ถูกร้องที่ 23 มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

นายสุเทพ สังข์วิเศษ ผู้ถูกร้องที่ 18 และ นายพินัย วรรณทอง ผู้ถูกร้องที่ 182 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

นายสนั่น ไพโรจน์ ผู้ถูกร้องที่ 179 มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ผู้ถูกร้องที่ 178 นางผกามาศ ตันธนะสาร มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ผู้ถูกร้องที่ 180 นายสุวัชรพงษ์ ทินสุข มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ถูกร้องที่ 224 และ นายสืบศักดิ์ แววแก้ว ผู้ถูกร้องที่ 37 มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

นายคัมภีร์ ฉายแสง ผู้ถูกร้องที่ 222 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง

นายวิเชียร ชัยสถาพร ผู้ถูกร้องที่ 108 และ นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ผู้ถูกร้องที่ 104 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

นายอาทร โยธา ผู้ถูกร้องที่ 216 มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในหลายสำนวน

นายปริญญา แสนไชย ผู้ถูกร้องที่ 144, นางเดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม ผู้ถูกร้องที่ 145, นายพิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์ ผู้ถูกร้องที่ 146, นางวชิรญา วงษ์โสมะ ผู้ถูกร้องที่ 147 และ นายจำานง ฉางข้าวชัย ผู้ถูกร้องที่ 148 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาตามประเด็นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมี หลายสำนวนมีมติยกคำร้อง

สำหรับข้อกล่าวหาที่ 5 และสำนวนอื่น กกต.มีมติยกคำร้องหลายสำนวน โดยส่วนใหญ่เป็นมติเอกฉันท์ เช่น
สำนวนเลขคดี สว. 42/2567 ผู้ถูกร้องที่ 56-62
สำนวนเลขคดี สว. 113/2567 ผู้ถูกร้องที่ 97-102
สำนวนเลขคดี สว. 23/2567 ผู้ถูกร้องที่ 22-27
สำนวนเลขคดี สว. 51/2567 ผู้ถูกร้องที่ 49, 51-55 และ 231-279
สำนวนเลขคดี สว. 71/2567 ผู้ถูกร้องที่ 77-83 และ 280-282
สำนวนเลขคดี สว. 35/2567 ผู้ถูกร้องที่ 112, 113 และ 116
สำนวนเลขคดี สว. 43/2567 ผู้ถูกร้องที่ 111-117 และ 141-143
สำนวนเลขคดี สว. 73/2567 ผู้ถูกร้องที่ 30-34 และ 286-289

และยังมีสำนวนที่มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยกคำร้อง ได้แก่ สำนวน นภ.สว.1/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร และผู้ถูกร้องที่ 333-335 รวมถึงสำนวน นภ.สว.13/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายสมศักดิ์ บุญตี

กกต.ระบุว่า รายชื่อผู้ถูกร้องทั้งหมดและเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนเสร็จสิ้นภายใน 60 วันแล้ว จะเผยแพร่คำวินิจฉัยให้ประชาชนรับทราบต่อไป

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1444

อย่างไรก็ตามการมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา เป็นขั้นตอนตามกระบวนการของ กกต. ไม่ใช่คำพิพากษาว่าผู้ถูกร้องมีความผิดแล้ว โดยต้องรอการพิจารณาของศาลต่อไป ทั้งนี้ รายชื่อและรายละเอียดข้างต้นเรียบเรียงจากเอกสารข่าว กกต. เลขที่ 456/2569 และควรตรวจสอบกับคำวินิจฉัยฉบับเต็มและเอกสารแนบก่อนนำไปเผยแพร่ในรายละเอียดเฉพาะรายบุคคล

สว. เตรียมถกรายงานอัพเกรดเลือกตั้ง ‘เสรี-เป็นธรรม’ กมธ.ชง ริบอำนาจ กกต.

20 กันยายน 2569 เวลา 20:51 น.

วันนี้ 20 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 21ก.ย.นี้ โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือ รายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการรเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม เสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธานกมธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานในรายฉบับดังกล่าว ได้ยกบทเรียนการเลือกตั้ง สส. ปี2562 ปี2566 และ ปี2569 เป็นฐานการพิจารณา และพบปัญญหาสำคัญ คือ 1.ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และระบบการเลือกตั้ง ที่พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ดุลยพินิจเพื่อวินิจฉัยและชี้ขาดในประเด็นต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เช่น กรณีที่พรรคการเมืองแจกน้ำดื่มในคูหาเลือกตั้ง โดย กกต.ในอดีตวินิจฉัยว่าไม่ผิด แต่ปัจจุบันถูกวินิจฉัยว่าผิด ซึ่งกระทบต่อผู้รับสมัครรับเลือกตั้งไม่มั่นใจในการใช้นโยบายหาเสียง เพราะกังวลว่าจะถูกใช้เป็นประเด็นกลั่นแกล้ง ผ่านการฟ้องร้องต่อ กกต. นอกจากนั้น กกต. ยังล่าช้าตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เช่น ถือหุ้นสื่อ คดีอาญา ที่ต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี เพราะขาดอำนาจมาตรฐานประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่น ทำให้ผู้ได้รับเลือกตั้งถูกวินิจฉัยความผิดย้อนหลัง นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ

สว.

รายงานของกมธ.พัฒนาการเมือง ยังระบุต่อว่า กกต. มีปัญหาตีความ โดยมักเป็นไปเพื่อป้องกันความรับผิดของตนนเอง โดยตีความอย่างงเคร่งครัดที่เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือ ตีความคับแคบ และระมัดระวังเกินไป เช่น บัตรเลือกตั้งที่ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทั้งที่หลายประเทศพัฒนาไปสู่การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ลงคะแนนผ่านมือถือ ที่ทำให้การพัฒนาการเลือกตั้งที่ทันสมัยสะดุดลงและไม่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ การใช้บทลงโทษที่รุนแรงในการตัดสินทางการเมือง ทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร โดยเฉพาะการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตรุนแรงเกินไป และครอบคลุมถึงกรรมการบริหารพรรคได้ ที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของ กกต. บางครั้งอาจเป็นการทำลายโครงสร้างของพรรคการเมือง ผ่านการตัดสิทธิ์ผู้บริหารพรรค

รายงานระบุด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีข้อกังขาต่อที่มาของ กกต. และความยึดโยงของประชาชน โดย กกต.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีรากฐานจากการยึดอำนาจ ทำให้กกต.ถูกตั้งคำถามของที่มาและความชอบธรรม โดยเฉพาะ กกต. บางคนมาจากการเลือกของ สนช.ที่มาจากการสรรรหาของ คสช. ขณะที่สว.ชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกกันเองของสายอาชีพ ทำให้มีคำถามการยึดโยงของประชาชน ขณะเดียวกันกกต.สวนกลางกับภูมิภาค มีมาตรฐานทำงานไม่ตรงกัน นอกจากนั้นยังพบปัญหาความไม่เป็นกลางงของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ที่เป็นข้าราชการในท้องที่ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ส่งผลต่อการทำงาน และมีข้อกังวลต่อการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยที่ผันแปรไปตามสถานการณ์การเมือง ที่ถูกโยงถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการรับคะแนน ที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครรับบเลือกตั้ง ที่ไม่มีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานดังกล่าว ระบุถึงข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขใน 3 แนวทาง คือ ข้อเสนอในระดับหลักการ ปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. แบ่งบทบาท ตรวจสอบ ถ่วงดุล กระจายอำนาจในการเลือกตั้งไปสู่ท้องถิ่น โดยหัวใจของข้อเสนอส่วนดังกล่าวคือ สร้างความยึดโยงงของ กกต. กับประชาชน ผ่านการให้ความเห็นชอบจากมติร่วมกันของรัฐสภา คือ สส. และ สว. และปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา ให้เป็นแบบดุลยภาพไตรภาคี มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชากการ และภาคประชาชน เพื่อลดผูกขาด ขณะที่คุณสมบัติของ กกต. ให้ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ 35 ปี และ ให้ กกต. มาจาก 4 สายงานหลัก คือ กฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ขณะที่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ต้องแยกอำนาจจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเองเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของการเลือกตั้ง พร้อมกับให้อำนาจรัฐสภาถอดถอน กกต. ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐสภา เช่น 2 ใน 3 หรือ 3ใน5 ขณะที่ในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ ประชาชนสมัครเป็น กปน. แทนข้าราชการท้องถิ่นเพื่อลดอิทธิพลทางการเมือง

ขณะที่ข้อเสนอระยะสั้น รายงานมีข้อเสนอ อาทิ ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน คืนสิทธิผู้ที่พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งเสริมการสังเกตการณ์โดยประชาชน และยกเว้นค่าใช้จ่ายผู้สังเกตการณ์ของพรรคกาเมือง รายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล ใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ กำหนดเกณฑ์ส่วนต่างราษฎรในแต่ละเขตไม่เกิน 5% เพื่อป้องกันการแบ่งเขตไม่เป็นธรรม โดยยไม่แยกพื้นที่ระดับตำบลออกจากกัน ส่วนข้อเสนอระยะยาว คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกสส. และ พ.ร.ป.กกต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานของกมธ.การพัฒนาการเมือง ยังได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ในท้ายรายงานด้วย

นฤพนธ์ ประกาศชัยชนะเลือกตั้งนายก อบจ.นนท์ ขอบคุณปชช.ยังไว้ใจกลุ่มผึ้งหลวง ลั่น อาธงชัยครับ เราทำให้สำเร็จแล้ว! 

20 กันยายน 2569 เวลา 20:50 น.

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569  นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง ได้แถลงข่าว หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีการนับคะแนนผ่านไปกว่า 50% แล้ว โดยนายนฤพนธ์ ได้คะแนนอันดับ 1 ทิ้งห่างคะแนนจากอันดับ 2 คือนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 จากพรรคประชาชน กว่า 30,000 คะแนน

โดยนายนฤพนธ์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกขอบคุณพี่น้องชาวนนทบุรีทุกท่านที่ยังไว้วางใจกลุ่มผึ้งหลวง เพราะถ้าไม่ได้ท่านมาเลือกตั้งในวันนี้ เราคงไม่มีรู้ว่าเรายังเป็นที่ไว้วางใจอยู่ และขอขอบคุณทีมงานผึ้งหลวงทุกท่านที่ร่วมเหนื่อยตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย ทุกคนทำงานหนัก ทำให้ผลที่ออกมาเราได้รับความสำเร็จดังที่ใจตั้งไว้

“ผมคิดว่าดวงวิญญานของพ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ยังเฝ้าดูว่าลูกหลานของท่านจะได้รับความสำเร็จหรือไม่ ผมขอพูดเลยว่า อาครับ ผม และทีมงานทุกคนเราทำให้สำเร็จแล้ว และเราจะสานต่อนโยบายที่เราเคยพูดไว้ เพราะฉะนั้น ขอให้อาสบายใจได้” นายนฤพนธ์ กล่าว