สมชัย บุก กกต. 12 พ.ค. ขอเอกสาร 20 รายการ พิสูจน์บัตรเลือกตั้งรักษาความลับได้จริงหรือ?

สมชัย บุก กกต. 12 พ.ค. ขอเอกสาร 20 รายการ พิสูจน์บัตรเลือกตั้งรักษาความลับได้จริงหรือ?

สมชัย บุก กกต. 12 พ.ค. ขอเอกสาร 20 รายการ พิสูจน์บัตรเลือกตั้งรักษาความลับได้จริงหรือ?

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

10 พฤษภาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ผมและคณะ จะไปยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อขอเอกสาร จำนวน 20 รายการ ที่เป็นหลักฐานว่า กกต. ได้ ออกแบบบัตรเลือกตั้งโดยรอบคอบ สามารถรักษาความลับของผู้เลือกตั้งได้จริง เอกสารทั้ง 20 ชิ้นที่ขอจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่าง เช่น รายการที่ 12

: เหตุผลและเอกสารประกอบการตัดสินใจในการเลือกออกแบบตัวระบุของบัตรเลือกตั้งแต่ละชนิด (บัตรประชามติ บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ) ที่ใช้กลไกแตกต่างกัน ๓ ระดับ คือ(ก) ไม่มีตัวระบุ (ข) คิวอาร์โค้ดแบบรหัสเล่ม ๑ต่อ ๒๐ ใบ และ (ค) บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดแบบไม่ซ้ำกันทุกใบ พร้อมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Impact Assessment — PIA) ของแต่ละกลไก รวมถึงระเบียบ คำสั่ง หรือมติ ที่อนุญาตให้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใช้ตัวระบุแบบไม่ซ้ำกันทุกใบ ซึ่งเกินกว่าที่ระเบียบพ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๑๓๐-๑๓๒ ที่กำหนดไว้รองรับ

ส่วนอีก 19 รายการล้วนเข้มข้นไม่แพ้กัน พร้อมจะเปิดชื่อรายการเอกสารที่ขอทั้ง 20 ชิ้นในวันดังกล่าว

ไม่สงวนสิทธิในการให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ หน่วยงานใด ๆ ตลอดจนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรียกดู / ขอดู เอกสารดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาว่า กกต. มีความรอบคอบในการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่รักษาความลับของผู้เลือกหรือไม่

นายกฯอนุทิน ถึงภูเก็ตแล้ว ลุยล้างบางบุกรุกที่ดินรัฐ หาดบางเทา-หาดฟรีด้อม

นายกฯอนุทิน ถึงภูเก็ตแล้ว ลุยล้างบางบุกรุกที่ดินรัฐ หาดบางเทา-หาดฟรีด้อม

นายกฯอนุทิน ถึงภูเก็ตแล้ว ลุยล้างบางบุกรุกที่ดินรัฐ หาดบางเทา-หาดฟรีด้อม

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

นายกฯอนุทิน เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

10 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อปฏิบัติราชการกำชับและติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะ และบุกรุกที่ดินของรัฐ หาดบางเทา อำเภอถลาง และหาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต โดยมี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมลงพื้นที่ โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมรายงานข้อมูล

โดยจุดแรก นายกฯจะเดินทางไปยัง หาดบางเทา ตำบบเชิงทะเล อำเภอถลาง เพื่อรับฟังรายงานสรุปกรณีการบุกรุกพื้นที่ชายหาดที่ยืดเยื้อมานาน ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้ มีการลักลอบสร้างอาคารไม้เป็นบาร์เบียร์และร้านอาหาร ซึ่ง อบต.เชิงทะเล เคยเข้ารื้อถอนไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งแต่ปลายปี 2564 พบว่ามีการกลับมาก่อสร้างใหม่ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงกว่าเดิมจนเต็มพื้นที่ โดยมีการอ้างสิทธิ์ในโฉนดที่ดินบางส่วนและการยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ในส่วนการดำเนินการ อบต.เชิงทะเล ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ติดคำสั่งทางกฎหมายเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาด

จากนั้นช่วงบ่ายนายกฯ จะเดินทางต่อไปยัง หาดฟรีดอม พื้นที่คาบเกี่ยว ตำบบป่าตอง อำเภอกะทู้ และ ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต เพื่อติดตามผลปฏิบัติการตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ซึ่งผลการปฏิบัติงานภายใต้การอำนวยการของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร  ผวจ.ภูเก็ต และหน่วยงานด้านความมั่นคงและป่าไม้ ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนฯ พบการบุกรุกอย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจยึดและร้องทุกข์กล่าวโทษรวมทั้งสิ้น 23 คดี ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และพบว่ามีการบุกรุกเนื้อที่รวมกว่า 57 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 24,750 ไร่ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ต.

ทร.ยันไม่ป้องคนผิด ส่งตัวกำลังพลเอี่ยวค้าอาวุธให้ตำรวจ พร้อมขยายผลเครือข่ายจีนเทา

ทร.ยันไม่ป้องคนผิด ส่งตัวกำลังพลเอี่ยวค้าอาวุธให้ตำรวจ พร้อมขยายผลเครือข่ายจีนเทา

ทร.ยันไม่ป้องคนผิด ส่งตัวกำลังพลเอี่ยวค้าอาวุธให้ตำรวจ พร้อมขยายผลเครือข่ายจีนเทา

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.16 น.

ทร. ยันไม่ปกป้องกำลังพลที่ทำผิด พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่กับกระบวนการสอบสวนทขยายผลเครือข่ายค้าอาวุธผิดกฎหมาย 

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนขยายผลคดีชาวจีนครอบครองอาวุธสงครามและมีการซัดทอดถึงบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืน โดยพบว่ามีข้าราชการสังกัดกองทัพเรือมากกว่า 1 นาย ที่อาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น กองทัพเรือได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในเบื้องต้น ผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการนำกำลังพลที่ถูกพาดพิงเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ข้อมูลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน ทั้งนี้ กองทัพเรือขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า จะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นกำลังพลในสังกัดหรือไม่ หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน เพื่อให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมยืนยันว่า การกระทำใดที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม การกระทำผิดกฎหมาย หรืออาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่กองทัพเรือให้ความสำคัญสูงสุด และจะไม่มีการละเว้นต่อผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด

กองทัพเรือขอให้สังคมเชื่อมั่นว่า จะติดตามผลการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษามาตรฐาน วินัย และความเชื่อมั่นต่อองค์กร.

ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เล็งเป็นโอกาสดันการเงิน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

10 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และตุรกี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย

สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

“ท่านนายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.44 น.

10 พฤษภาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมไทยควรช่วยกันตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ คือ “คุณภาพของการใช้เงิน” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณของเงิน”

ที่ผ่านมา เวลาประเทศเผชิญวิกฤต เรามักคุ้นเคยกับแนวคิดการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายสถานการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น

แต่โลกยุคใหม่ การใช้งบประมาณของรัฐไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใช้เงินได้เร็วแค่ไหน”

แต่ต้องวัดว่า “สร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศได้หรือไม่”

เงินกู้จำนวนมหาศาล จึงไม่ควรจบลงเพียงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสในการวางรากฐานระยะยาวให้ประเทศด้วย

ผมคิดว่า มีหลักคิดสำคัญที่ควรนำมาใช้กำกับการใช้งบประมาณครั้งนี้เพิ่มเติม

– ทุกโครงการควรตอบคำถามให้ได้ว่า “ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นอย่างไรหลังใช้งบนี้” ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว

– ต้องสร้างเศรษฐกิจที่กระจายโอกาส ไม่ใช่กระจุกตัว เม็ดเงินภาครัฐไม่ควรหมุนอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือเมืองหลัก แต่ต้องเปิดโอกาสให้ SME วิสาหกิจชุมชน และคนตัวเล็กเข้าถึงได้จริง

– งบประมาณควรถูกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การศึกษา ทักษะแรงงาน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต

– ต้องกล้ายกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า การรักษาวินัยทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้เงิน แต่หมายถึงการกล้าหยุดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ แม้จะผ่านการอนุมัติไปแล้วก็ตาม

– ประเทศไทยต้องสร้าง “วัฒนธรรมความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ เอกชน หรือประชาชน ต้องร่วมกันมองว่าเงินงบประมาณคือเงินของประเทศ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผมเชื่อว่า คนไทยไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาประเทศ และไม่ได้ปฏิเสธการลงทุนของรัฐ

แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือความมั่นใจว่า ทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

เพราะสุดท้ายแล้ว ความเข้มแข็งของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินมากที่สุด แต่เกิดจากการใช้เงินอย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบมากที่สุด

#สนธิรัตน์ #ความเข้มแข็งของประเทศ

สวนดุสิตโพลเผย คนกรุงฯยังเทใจ หนุน ชัชชาติ นั่งผู้ว่าฯต่อ ชูแก้จราจร-ทางเท้า ภารกิจเร่งด่วน

สวนดุสิตโพลเผย คนกรุงฯยังเทใจ หนุน ชัชชาติ นั่งผู้ว่าฯต่อ ชูแก้จราจร-ทางเท้า ภารกิจเร่งด่วน

สวนดุสิตโพลเผย คนกรุงฯยังเทใจ หนุน ชัชชาติ นั่งผู้ว่าฯต่อ ชูแก้จราจร-ทางเท้า ภารกิจเร่งด่วน

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

10 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 1)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,074 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า สิ่งที่คนกรุงเทพฯ อยากเห็น “กรุงเทพมหานคร” มากที่สุดคือ เมืองที่รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง ร้อยละ 28.82 รองลงมาคือเมืองสะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย ร้อยละ 23.86

สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปที่อยากให้เป็น คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 56.70 เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สก. กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 40.13 รองลงมาคือผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 21.23

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าคะแนนนิยมของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังนำค่อนข้างชัด จากภาพจำด้านการบริหารเมืองที่ยังครองใจคนกรุง ขณะที่โจทย์สำคัญของผู้สมัครคือ การตอบความคาดหวังและเปลี่ยนเสียงสะท้อนของประชาชนให้เป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่ “อยู่ได้จริง” และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ วันนี้ไม่ได้ต้องการเมืองที่แค่ “ดูดี” แต่ต้องการเมืองที่ “อยู่แล้วสบาย ใช้ชีวิตได้จริง” สิ่งที่คนอยากเห็นมากที่สุดคือเมืองที่รถไม่ติด เดินทางสะดวก มีขนส่งมวลชนที่ดี และค่าโดยสารไม่แพง ตามมาด้วยเมืองที่สะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย ไม่ต้องลุ้นทุกวันว่าจะสะดุด หลบหลุม หรือเบียดกับรถ ชื่อของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ที่คะแนนนำโดด แสดงว่าคนกรุงเทพฯ ยังมองว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ปัญหาเมืองได้ต่อเนื่อง คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับผลงานที่เห็นได้จริงมากกว่าคำพูดหรือกระแสการเมืองระยะสั้น ส่วนการเลือก สก. ที่ไปทาง “พรรคประชาชน” และ “ผู้สมัครอิสระ” จำนวนไม่น้อย สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ อยากได้ตัวแทนที่ทำงานให้พื้นที่ของตัวเองจริง ๆ ไม่ได้อยากผูกติดกับพรรคการเมืองเดิมๆ มากนัก โดยรวมโพลนี้จึงสะท้อนเสียงของคนกรุงเทพฯ ว่าต่อจากนี้ ผู้ว่าฯ และ สก. คนไหนก็ตาม หากไม่ลงมือแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างเรื่องการเดินทาง ทางเท้า ความสะอาด และความเป็นระเบียบของเมืองอย่างจริงจัง ก็อาจต้องเผชิญกับความไม่พอใจจากประชาชนได้ในอนาคตอันใกล้

– 006

ศึกชิงเสาชิงช้าไม่คึกคัก? โพลชี้ คนกรุงส่วนใหญ่มอง ไม่น่าตื่นเต้น คาดเดาผลได้

ศึกชิงเสาชิงช้าไม่คึกคัก? โพลชี้ คนกรุงส่วนใหญ่มอง ไม่น่าตื่นเต้น คาดเดาผลได้

ศึกชิงเสาชิงช้าไม่คึกคัก? โพลชี้ คนกรุงส่วนใหญ่มอง ไม่น่าตื่นเต้น คาดเดาผลได้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.12 น.

10 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 น่าตื่นเต้นไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเมืองระดับประเทศส่งผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.97 ระบุว่า ไม่ส่งผลเลย รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า ค่อนข้างส่งผล ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ส่งผลมาก ร้อยละ 20.99 ระบุว่า ไม่ค่อยส่งผล และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านรายชื่อและประวัติของผู้ที่จะเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครส่งผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ไม่ส่งผลเลย รองลงมา ร้อยละ 24.20 ระบุว่า ค่อนข้างส่งผล ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ส่งผลมาก และร้อยละ 21.60 ระบุว่า ไม่ค่อยส่งผล

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความน่าตื่นเต้นในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.59 ระบุว่า ไม่น่าตื่นเต้น เพราะพอจะคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับการเลือกตั้งรองลงมา ร้อยละ 29.24 ระบุว่า ไม่น่าตื่นเต้น เพราะใครได้รับการเลือกตั้งก็เหมือนกัน ร้อยละ 22.06 ระบุว่า น่าตื่นเต้น เฉพาะผู้สมัครประมาณ 2-4 คนเท่านั้น ที่มีสิทธิได้รับการเลือกตั้ง และร้อยละ 16.11 ระบุว่า น่าตื่นเต้น เพราะผู้สมัครทุกคนมีสิทธิได้รับการเลือกตั้ง

– 006

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว ผุดก.ม.ลูก2ฉบับรองรับ
กลั่นกรองคุมเข้มเบิกใช้ ปชป.จิกทิ้งหนี้ระยะยาว

นายกฯ อนุทินลั่น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย ขอเป็นผู้รับผิดชอบ ยันจะสอดส่องดูแลใช้งบให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่รั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว ขณะที่แหล่งข่าวเปิด 2 กฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คุมเข้มหลักเกณฑ์แผนงานโครงการเสนอขอใช้เงิน พร้อมกลไกติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ให้บรรลุเป้าหมาย

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันเดียวกันนี้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ตนและนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมถึงรัฐมนตรีทั้งหลายที่กำกับดูแลใช้งบประมาณโดยตรงจะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่างๆ มาขั้นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิตค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ลั่นจากนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตามกฎหมายเลย เรื่องนี้ได้มีการโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น จากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์แดงเดียว รัฐมนตรีทุกคนในครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน“ นายอนุทิน กล่าว

มีกฎหมายสำรองอีก 2 ฉบับ

รายงานข่าวจากทำเนียบแจ้งว่าจากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นอกจากการออกร่าง พ.ร.ก.ฉบับใหญ่แล้ว ภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้ ยังมีกฎหมายลำดับรองที่สำคัญอีก 2 ฉบับ ซึ่งออกเป็นร่างระเบียบกระทรวงการคลัง โดยที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว ประกอบด้วย 1. ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. และ2. ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …

กำหนดหลักเกณฑ์ดำเนินแผนงาน

สำหรับรายละเอียดของร่างระเบียบฉบับแรก คือ ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งออกตามมาตรา 7 วรรคสามของร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ที่กำหนดให้การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้ร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินแผนงานหรือโครงการเงินกู้ภายใต้ร่างพระราชกำหนดดังกล่าว โดยครอบคลุมขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอ การพิจารณากลั่นกรอง และการอนุมัติโครงการ การดำเนินโครงการ การเก็บรักษาเงินกู้และการเบิกจ่ายเงินกู้ และหลักเกณฑ์การใช้วงเงินกู้สำหรับรายการเงินสำรองจ่ายและเงินกู้เหลือจ่าย ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่างพระราชกำหนดพิจารณากำหนดวงเงินโครงการที่หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอให้มีความเหมาะสมที่จะใช้จ่ายจากเงินกู้ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

ทั้งนี้ได้กำหนดลักษณะโครงการที่หน่วยงานจะจัดทำข้อเสนอ ต้องเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานหรือโครงการตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนด หรือเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันโดยเร็วแต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ หรือได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้วแต่มีจำนวนไม่เพียงพอ หรือเป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าในการดำเนินงานและก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมตามวัตถุประสงค์ไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้ด้วย

ติดตามประเมินผลใช้จ่ายเงินกู้

ส่วนฉบับที่ 2 คือ ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งออกตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้เมื่อมีการใช้จ่ายเงินกู้แล้วให้มีการติดตามประเมินผลและรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลเพื่อทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการติดตามประเมินผล โดยจัดให้มีการประเมินผลโครงการและจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบทุก6 เดือนนับแต่วันที่ดำเนินโครงการแล้วเสร็จ

รวมทั้งจัดทำรายงานการประเมินผลโครงการในภาพรวมตลอดจนรายงานการประเมินผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายใน 120 วันนับตั้งแต่วันสิ้นสุดโครงการสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดด้วย

‘รองโฆษก ปชป.’ซัด‘ภราดร’

ทางด้าน น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้กรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์โจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านและออกมาตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า เหตุใดไม่ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินตามระบบเหมือนกับที่ระบุไว้ตอนหาเสียง ซึ่งนายภราดร อ้างว่าตัวเองไม่ใช่นอสตราดามุส ที่จะรู้ล่วงหน้าว่ามีสงครามเกิดขึ้นว่า เข้าใจว่าคุณภราดรไม่ใช่นอสตราดามุส แต่ที่แน่ๆ ขอแนะนำให้ท่านไปตรวจประเมินความจำเพื่อยืนยันความผิดปกติด้านความจำ เพราะการตรวจพบแต่เนิ่นๆจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด

เตือนความจำหาเสียงไว้อย่างไร

ท่านจำไม่ได้จริงๆ เหรอคะ ว่าตอนหาเสียงในนโยบายอันน้อยนิดที่พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ มีการชี้แจงที่มาของโครงการคนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทยพลัสจะใช้เงิน 44,000 ล้าน จากงบประมาณโดยไม่ใช้เงินกู้ และประชาธิปัตย์เองเห็นด้วยกับความจำเป็นในการช่วยเหลือเยียวพี่น้องประชาชน แต่ด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เงินกู้ของท่าน สังคมจึงกังวลว่าท่านจะนำเงินไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และแนวคิดแบบบ้านใหญ่ของรัฐบาลนี้จะทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาว ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นนอสตราดามุส ท่านไปถามผีถ้วยแก้วก็ได้ ว่าสุดท้ายความไม่ชัดเจนนี้จะเป็นการทิ้งภาระหนี้ระยะยาวไว้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่

ท้ากู้4แสนล.ทำGDPบวกให้ได้แบบปชป.

และท่านจำไม่ได้จริงๆ เหรอคะว่าในยุครัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ โดยมีคุณกรณ์เป็นรมต.คลังนั้น อยู่ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่มี GDP ติดลบ ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้แจกอย่างเดียว และได้ใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพจนเศรษฐกิจฟื้น GDPโตกว่า 7.5% ภายในระยะเวลา 18 เดือน จะเป็นเรื่องดีหากท่านสามารถวางแผนการใช้เงินกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และการที่ท่านเปรียบเทียบอัตราเงินกู้ต่อ GDPว่าต่ำกว่า แต่ท่านทราบหรือไม่ ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่พุ่งจะทะลุ ร้อยละ 70 ในยุคของท่าน สามารถทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาวและอาจล้มละลายได้ หากเงินที่กู้มาไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ดิฉันเองไม่มีสถานะใดๆ ที่ ครม. จำเป็นต้องมาถามความเห็น แต่ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของเงินภาษีที่จ่ายเงินเดือนให้ท่านมาทำงาน และจะต้องแบกหนี้ที่ท่านกำลังจะกู้ คงมีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีทุกบาทของพี่น้องประชาชนจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เว้นแต่ท่านเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่รับฟังความเห็นของคนเห็นต่าง

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

ปิดฉากอาเซียนชื่นมื่น นายกฯอนุทิน เจรจาผู้นำฟิลิปปินส์เจ้าภาพ ก่อนบินกลับไทย ย้ำให้ทุกชาติสมาชิกร่วมมือกันปราบแก๊งสแกมเมอร์จับมือพัฒนาภูมิภาค

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์) วันที่ 9 พ.ค. 2569 ที่ห้อง Business Center โรงแรมแชงกรี-ลา มักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายเฟอร์ดินานด์ โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์ (H.E. Mr.Ferdinand Romualdez Marcos Jr.)ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง ส่งผลให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

ในโอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป

เผยผลสำเร็จของอนุทิน

นางสาวรัชดา ยังเปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน

โดยนายกฯได้ใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การยึดมั่นในกฎกติกาสากล และการผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนชาวไทย

ยกระดับปราบสแกมเมอร์

สำหรับการวันที่ 9 พ.ค. 2569ก่อนเดินทางกลับ ยังได้หารือกับนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งนายกฯ ได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์

“ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

หนูโพสต์เกาะกูดเป็นของไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในช่วงระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ โดยมีข้อความระบุว่า โดยปกติตนเป็นคนที่ทำงานใดๆ แล้วไม่ประสงค์ที่จะต้องออกมาประโคมข่าวหรือสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง เพราะหน้าที่ในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือต้องทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทำยังไงก็ได้ที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและพี่น้องประชาชนของผม

นายกฯ ระบุอีกว่า สำหรับตนการได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้วและนอกเหนือจากนั้น กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของเขาด้วย และยังได้ประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 จากไทยหรือไม่ หากไม่ได้มีการพบกันในครั้งนี้รัฐบาลไทยก็จะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชาและกว่าจะจบกระบวนการได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของตนสบายใจได้เลยว่า #เกาะกูดเป็นของประเทศไทย และไม่มีการเปิดด่าน

เตือนพวกนั่งเทียนเขียนข่าวเท็จ

“ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมายและเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังทั้งที่ผมและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ก็ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกและ มท.1 จนมาเป็นนายกฯรอบสองแล้ว ผมทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไร ทุกขั้นตอนผมจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจในนายกฯของท่านคนนี้ในเรื่องนี้ได้เลย แล้วพบกันที่กรุงเทพฯนะครับ กราบสวัสดีทุกท่านจากเมือง Cebu ฟิลิปปินส์ ครับ” นายกฯ ระบุ

หนูกลับถึงประเทศไทย

เมื่อเวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ว่า ประเทศไทยย้ำเจตนารมณ์ในการแก้ไขความขัดแย้งและแนวทางสร้างสันติภาพโดยยึดกติกาสากลและประโยชน์ของชาติ พร้อมเสนอความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีสมาชิกท่ามกลางความผันผวนของโลกโดยยึดประเด็นการผลักดันอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ และในที่ประชุมสิ่งที่ทุกประเทศพูดถึงมากกว่าเรื่องน้ำมันและพลังงานก็คือเรื่องอาหาร

นายกฯ กล่าวว่าในส่วนของประเทศไทยได้สร้างความมั่นใจต่อประเทศอาเซียนว่าไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก โดยจะให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค และไม่ว่าประเทศใดในโลกจะมีปัญหาเรื่องสงครามพลังงาน แต่ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยพร้อมเป็นฐานในการสนับสนุนเรื่องอาหารให้กับมวลหมู่ภาคีสมาชิก ตนเคยบอกมาตลอดว่าน้ำมันกินไม่ได้ ถ้าเราต้องเลือกในวันที่มีวิกฤตน้ำมัน ซึ่งระหว่างวิกฤตน้ำมันกับอาหาร ประเทศไทยมีความมั่นคงเรื่องอาหารมากกว่า น้ำมันมีเงินก็ยังหาซื้อได้ แต่ถ้าเราไม่มีความเข้มแข็งด้านอาหารความลำบากอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งตนได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองในเชิงเห็นด้วยและเชิงความพร้อมที่จะแสวงหาการสนับสนุนซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิกแทบทุกประเทศ การร่วมประชุมครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้เสียอะไรเลยมีแต่โอกาสและความเชื่อมั่นจากภาคีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มมูลค่าของการค้าการลงทุนและการสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียน

ยึดแถลงการณ์หยุดยิง

นายอนุทิน กล่าวถึงการพบปะกับนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ว่า นายเฟอร์ดินานด์ โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ประชุมอาเซียน จึงจัดให้มีการพบปะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ในรายละเอียดการพูดคุยเชื่อว่าประชาชนรับทราบแล้วจากการแถลงของตน ยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามการลงนาม Joint Statement (แถลงการณ์ร่วมหยุดยิง) เมื่อปี 2568 และที่หารือกันไม่ได้มีการพูดคุยถึงการปักปันเขตแดนและการเปิดด่านพรมแดน และให้ยึดถือตามกรอบ JBCและ GBC ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมต่อไป ซึ่งนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส รับทราบว่าเรายังพูดคุยกันได้ในการรักษาบรรยากาศที่ดีของการประชุมที่ผ่านมา

นายกฯกล่าวว่า นอกจากนี้การเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ตนยังพบกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งยังให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และนัดหมายกันว่าโอกาสต่อไปที่ท่านจะมาเยือนประเทศไทย ตนได้เรียนเชิญให้มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะหารือร่วมกันถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของไทย