‘อนุชา-อภิสิทธิ์’ แถลงยินดี ‘ชัชชาติ’ ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. สมัยสอง รับสถานการณ์เป็นรอง พลิกผลยาก

'อนุชา-อภิสิทธิ์' แถลงยินดี 'ชัชชาติ' ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. สมัยสอง รับสถานการณ์เป็นรอง พลิกผลยาก

‘อนุชา-อภิสิทธิ์’ แถลงยินดี ‘ชัชชาติ’ ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. สมัยสอง รับสถานการณ์เป็นรอง พลิกผลยาก

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.21 น.

’ปชป.‘ แถลงยินดี ’ชัชชาติ‘ ซิว ‘ผู้ว่าฯกทม.’ อีกสมัย ยินดีให้นำ ‘นโยบายฟ้าอมร’  ไปทำประโยชน์เพื่อ ‘คนเมือง’ ควบคู่เดินหน้าทำงานตรวจสอบ เชื่อได้ ‘ส.ก.’ ตามเป้า รับสถานการณ์เป็นรอง พลิกผลยาก

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 17.50 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอนุชา บูรณพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 

โดยนายอนุชา กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการนับคะแนน แต่เชื่อว่านายชัชชาติจะได้ทำหน้าที่ให้คนกทม.อีกครั้ง  ทั้งนี้ตนหวังว่าในนโยบายที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอในประเด็นที่เป็นประโยชน์ไม่อยากให้จบที่ผลเลือกตั้ง แต่อยากให้นำไปใช้ หากเป็นประโยชน์และสามารถนำไปช่วยเสริมนโยบายของนายชัชชาติและตนยินดีให้ความสนับสนุน

“ผมขอบคุณคนกทม. ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และหวังว่าปีนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิสูงกว่าการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา รวมถึงขอบคุณผู้สมัครส.ก. สมาชิกพรรคและผู้บริหารพรรคที่ให้โอกาสเป็นส่วนหนึ่ง ที่นำเสนอแนวคิดและนโยบาย รวมถึงขอบคุณทุกคะแนนเสียง ไม่ว่าจะได้คะแนนเท่าใด” นายอนุชา กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีกับนายชัชชาติ ในส่วนของนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอหากนายชัชชาติเห็นว่าสามารถเข้าไปเสริมหรือสร้างประโยชน์ให้คนกทม.ได้ พวกเราพร้อมสนับสนุนข้อมูลเต็มที่เพื่อให้งานและนโยบายลุล่วง ส่วนประเด็นที่เคยพูดถึงปัญหาการตรวจสอบ จะทำต่อเพื่อรักษาประโยชน์ของคนกทม.

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผู้สมัคร ส.ก. จากที่ได้รับรายงาน ทราบว่าจะได้รับเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายในสมัยที่แล้ว เพื่อเป็นกลุ่มคนทำงานที่สำคัญให้คนกทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสนับสนุนนโยบายให้สำเร็จและตรวจสอบผู้บริหากทม. 

“ผมขอบคุณหลายฝ่ายและคนกทม. ผมทราบว่าสถานการณ์เป็นรอง ไม่สามารถพลิกผลในระยะเวลาที่มี แต่ได้ทำหน้าที่เต็มที่และไม่ได้เสียกำลังใจ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้น สิ่งที่ประชาชนรับรู้และทุกคะแนนที่สนับสนุนไม่สูญเปล่า เดินหน้าทำงานในฐานะองค์กรเพื่อประโยชน์คนกทม.และส่วนรวม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ประวัติ ‘ชัชชาติ’ จากนักวิชาการสู่เส้นทางการเมือง คว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2

ประวัติ 'ชัชชาติ' จากนักวิชาการสู่เส้นทางการเมือง คว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2

ประวัติ ‘ชัชชาติ’ จากนักวิชาการสู่เส้นทางการเมือง คว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับการตัดสินใจครั้งสำคัญของชาวเมืองหลวง โดยหลังปิดหีบเลือกตั้งในปี 2569 ผลคะแนนชี้ชัดว่า ชาวกรุงเทพมหานครยังคงมอบความไว้วางใจให้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้สมัครอิสระ ทำหน้าที่ผู้นำเมืองหลวงอีกครั้ง ส่งผลให้เขากำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สานต่องานต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จจากแคมเปญ “กรุงเทพทำงาน!” ที่เน้นแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บทความนี้จะพาย้อนรอยประวัติและผลงานของชายผู้ได้ฉายาว่าแข็งแกร่งที่สุดในปฐพีผู้นี้

ขอบคุณรูปภาพจาก: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

พื้นเพและเส้นทางการศึกษาชั้นยอด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือ “ทริป” ปัจจุบันอายุ 60 ปี เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 เป็นบุตรชายของ พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เขามีพี่สาว 1 คน และมีพี่ชายฝาแฝดคือ รศ. ดร.นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านการศึกษา ชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนคว้าปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรมโครงสร้างที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และบริหารธุรกิจที่จุฬาฯ ก่อนจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ชีวิตครอบครัวและบทบาทคุณพ่อ

ด้านชีวิตครอบครัว ชัชชาติเคยสมรสกับ ปิยดา สิทธิพันธุ์ (นามสกุลเดิม อัศวฤทธิภูมิ) โดยมีบุตรชายด้วยกันเพียงคนเดียวคือ “แสนดี” แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาพัฒนารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA) จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University) ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีข้อมูลเปิดเผยว่าชัชชาติและอดีตภรรยาได้หย่าขาดจากกันด้วยดีมาเป็นเวลา 5 ปีก่อนที่เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก แต่ทั้งคู่ยังคงทำหน้าที่พ่อและแม่ ดูแลบุตรชายอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นมาโดยตลอด

ขอบคุณรูปภาพจาก: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ประสบการณ์บริหารครบเครื่องทั้งรัฐและเอกชน

ชัชชาติเริ่มต้นอาชีพการทำงานในตำแหน่งวิศวกรโครงสร้างที่บริษัท สคิดมอร์ โอวิ่ง แอนด์ เมอร์ริลล์ (Skidmore, Owings & Merrill) ประเทศสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2536–2537) จากนั้นก้าวสู่งานวิชาการในฐานะอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2546–2555) และได้รับความไว้วางใจให้บริหารงานในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ (พ.ศ. 2548–2555) นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์บริหารระดับสูงในภาคเอกชน โดยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (พ.ศ. 2558–2561) รวมถึงเคยเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจสำคัญ เช่น รฟม., บขส. และวิทยุการบินฯ

ก้าวพ้นรั้ววิชาการ สู่รัฐมนตรีเจ้าของฉายา “ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

เส้นทางการเมืองของชัชชาติไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักการเมืองอาชีพ แต่มาจากการใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นที่ปรึกษาเบื้องหลังให้กับกระทรวงคมนาคมมาตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณ 2 จนถึงรัฐบาลสมัคร จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2555 เมื่อเขาได้รับการทาบทามสายตรงจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้มาร่วมงานในคณะรัฐมนตรี เขาตัดสินใจรับความท้าทายในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในช่วงแรกเขาถือเป็นคนหน้าใหม่ในวงการการเมืองที่สังคมอาจจะยังไม่คุ้นชื่อนัก ทว่าด้วยฝีมือการทำงาน เพียงไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ขยับขึ้นกุมบังเหียนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเต็มตัวในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้ชื่อของชัชชาติกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เพียงบทบาทการบริหารงานระดับชาติ แต่เกิดจากภาพถ่ายที่เขาสวมเสื้อแขนกุด เดินเท้าเปล่าหิ้วถุงแกงไปใส่บาตรที่จังหวัดสุรินทร์ ความเรียบง่ายติดดินทว่าดูมีพลังนี้ ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์จนกลายเป็นกระแสไวรัล และเป็นจุดกำเนิดของฉายา “ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ที่ผู้คนยังคงพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้เขาได้รับเลือกเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งใหญ่ปี พ.ศ. 2562 ก่อนที่ต่อมาเขาจะตัดสินใจเบนเข็ม มุ่งเป้าหมายมาที่การแก้ปัญหาเมืองหลวงในฐานะนักการเมืองอิสระ

ทำลายสถิติคะแนนเสียง สู่ผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย

ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี พ.ศ. 2565 ชัชชาติลงสมัครในนามอิสระและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการกวาดคะแนนเสียงแบบแลนด์สไลด์ถึง 1,386,215 คะแนน ทำลายสถิติเดิมทั้งหมด และก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าฯ กทม. (พ.ศ. 2565–2569) ตลอดวาระแรก เขาผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเมืองอย่างต่อเนื่อง และในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ ทิศทางคะแนนเสียงที่ออกมาแบบนี้ยังคงยืนยันชัดเจนว่า ชาวกรุงเทพฯ ตัดสินใจเลือกให้เขาเดินหน้าสานต่องานในฐานะผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย เพื่อขับเคลื่อนเมืองหลวงต่อไป

ผู้นำยุคใหม่กับศิลปะการสื่อสารและเหรียญสองด้านของคอนเทนต์

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ชัชชาติยังคงครองใจคนกรุงเทพฯ ได้อย่างเหนียวแน่น คือ “ศิลปะการสื่อสาร” และความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อยุคใหม่ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ผ่านการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะการลงพื้นที่ถ่ายทอดสด (Live) ทางโซเชียลมีเดีย เพื่อพาประชาชนไปร่วมรับรู้และสำรวจปัญหาหน้างานจริงพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมขัง ปัญหาการจราจร หรือการตรวจสอบโครงสร้างถนนที่ชำรุด กลยุทธ์การสื่อสารนี้ ได้สร้างภาพจำที่ชัดเจนถึงตัวตนของชัชชาติ ซึ่งทำให้เป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างมาก และนับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเรียกคะแนนนิยมได้อย่างล้นหลาม

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง เขากลับเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนนิยมที่ติดลมบนนั้น เป็นผลจากการกุมพื้นที่สื่อและสร้างคอนเทนต์เก่ง มากกว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่ต้องเผชิญมรสุมข้อกังขาเรื่อง “ระบอบอากง” หรือรอยด่างในอดีตอย่าง “เครื่องออกกำลังกาย” แต่ท้ายที่สุด ก็สามารถฝ่ากระแสวิจารณ์และผ่านพ้นวิกฤตความเชื่อมั่นมาได้

บทพิสูจน์สมัยที่ 2 กับความท้าทายในอีก 4 ปีข้างหน้า

การกลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสมัยที่ 2 ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จึงไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเก้าอี้ไว้ได้สำเร็จ แต่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าเขาจะสามารถสลัดหลุดจากข้อครหาและปลดล็อกโซ่ตรวนของปัญหาเรื้อรังที่ยังคงค้างคาอยู่ได้หรือไม่ วาระการทำงาน 4 ปีนับจากนี้ จะเป็นเครื่องตัดสินว่า ทักษะการสื่อสารที่โดดเด่นและวิสัยทัศน์ที่เคยวางไว้ จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริงได้มากน้อยเพียงใด กรุงเทพฯจะก้าวไปสู่ทิศทางไหน ซึ่งผลงานในอนาคตเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับคนกรุงเทพมหานคร

เช็กได้ที่นี่ ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 2569 เรียลไทม์

เช็กได้ที่นี่ ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 2569 เรียลไทม์

เช็กได้ที่นี่ ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 2569 เรียลไทม์

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.52 น.

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 รายงานสด ผลเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม.2569 อัปเดตล่าสุด เช็กคะแนนเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ได้ที่ คลิก : https://bangkokvote69.bangkok.go.th/map/map

หรือ ที่นี่ คลิก : https://www.thaipbs.or.th/bkkelection69/result

ชัชชาติ นำเกือบทุกเขต ทะลุ 3 หมื่นคะแนนแล้ว

ชัชชาติ นำเกือบทุกเขต ทะลุ 3 หมื่นคะแนนแล้ว

ชัชชาติ นำเกือบทุกเขต ทะลุ 3 หมื่นคะแนนแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลา 17.00 น

ล่าสุด เวลา 17.37 น. ผลนับคะแนนผู้ว่าฯ กทม.  พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีคะแนนนำในเกือบทุกเขต และมีคะแนนรวมทุกเขต 34,175 แต้ม

ตามด้วย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่มีคะแนนตามมาในอันดับที่ 2 และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน (ปชน.) และนายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ

ขอบคุณ : https://www.thaipbs.or.th/bkkelection69/result

โพลพระปกเกล้า เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ชัชชาติ เข้าวิน ส่วน ส.ก. มีแนวโน้ม สภาหลายขั้ว ปชน. มากสุด 22 ที่นั่ง

โพลพระปกเกล้า เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ชัชชาติ เข้าวิน ส่วน ส.ก. มีแนวโน้ม สภาหลายขั้ว ปชน. มากสุด 22 ที่นั่ง

โพลพระปกเกล้า เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ชัชชาติ เข้าวิน ส่วน ส.ก. มีแนวโน้ม สภาหลายขั้ว ปชน. มากสุด 22 ที่นั่ง

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.25 น.

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69 โค้งสุดท้าย: ทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก. คนใหม่ (ครั้งที่ 3)” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน 

การแถลงผลการสำรวจ  KPI Poll ครั้งที่ 26 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,150 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. โค้งสุดท้ายคะแนนเริ่มนิ่ง ชัชชาติทะลุครึ่ง — คนลังเลลดฮวบ
•    “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนำชัดเจนที่ 53.6% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากครั้งที่ 1 
•    รองลงมา คือ “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” 12.0%, “ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” 9.8%, “อนุชา บูรพชัยศรี” 6.6%, “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” 2.3% และผู้สมัครอื่น ๆ 9.9% ขณะที่ “คนยังไม่ตัดสินใจ” ลดลงมาก เหลือเพียง 4.9% 
➡ สนามผู้ว่าฯ กทม. เข้าสู่ภาวะ “คะแนนตกผลึก” มากขึ้นอย่างชัดเจน ในโค้งสุดท้าย แต่ในทางการเมือง การนำในโพลยังไม่เท่ากับผลเลือกตั้งจริง เพราะตัวแปรสำคัญในช่วงท้ายคือ “การออกมาใช้สิทธิของฐานสนับสนุนแต่ละฝ่าย”

2. “สภา ส.ก. หลายขั้ว” — ผู้สมัคร “พรรคประชาชน” จ่อเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ยังไม่ถึงเสียงข้างมาก
•    สนาม ส.ก. มีแนวโน้มเป็น “สภาหลายขั้ว” โดยคาดการณ์ว่า ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะได้มากที่สุด 22 ที่นั่ง (±2) ตามด้วยกลุ่มคนทำงาน กทม. 10 ที่นั่ง (±2), พรรคเพื่อไทย 6 ที่นั่ง (±2), พรรคประชาธิปัตย์ 6 ที่นั่ง, กลุ่ม Better Bangkok 2 ที่นั่ง และ กลุ่มอิสระอื่น ๆ 4 ที่นั่ง
➡ แม้สนามผู้ว่าฯ จะมีแนวโน้มชัด แต่สนาม ส.ก. ยังสะท้อนการกระจายตัวของฐานเสียง ทำให้หลังเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่อาจไม่ได้เผชิญโจทย์เรื่อง “ความชอบธรรมจากคะแนนเลือกตั้ง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเผชิญโจทย์ “ความสามารถในการทำงานกับสภา กทม.” ด้วย

3. ฐานเดิมแน่น ฐานข้ามพรรคกว้าง: “ชัชชาติ” นำทุกวัย-ทุกเขตชั้น — “ดร.โจ” มีแรงส่งในฐานส้มและคนรุ่นใหม่
•    ฐานเสียงผู้ว่า กทม. ปี 2565: ผู้ที่เคยเลือกชัชชาติ ในปี 2565 ยังเลือก “ชัชชาติ”อีกถึง 80.2% ขณะที่ฐานผู้เลือกวิโรจน์เดิมเทไปทาง “ดร.โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด 55.5%
•    ฐานเสียง ส.ก. ปี 2565: ทุกฐาน ส.ก. ปี 65 จะเลือก “ชัชชาติ” สูงสุด ยกเว้น ฐาน ส.ก. ที่เคยเลือกพรรคก้าวไกลเดิม จะเลือก “ดร.โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด 44.1%
•    ฐานเสียง ส.ส. เขต ครั้งล่าสุด 8 ก.พ. 69: ทุกฐานพรรคการเมือง จะเลือก “ชัชชาติ” สูงสุด ยกเว้น ฐานที่เคยเลือกพรรคประชาชน จะเลือก “ดร.โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด 40.3%
•    เขตชั้นของ กทม.: “ชัชชาติ” นำทุกเขตชั้น โดยได้ 54.4% ในเขตชั้นใน, 51.9% ในเขตชั้นกลาง และ 54.8% ในเขตชั้นนอก ขณะที่ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” มีคะแนนเด่นในเขตชั้นกลาง 19.2% 
•    ช่วงวัย: “ชัชชาติ” มีคะแนนนำใกล้เคียงกันทุกช่วงวัย อยู่ที่ประมาณ 52.6–53.9% ขณะที่ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” มีคะแนนสูงสุดในกลุ่มอายุ 18–27 ปี ที่ 18.3%

สะท้อนว่า ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ” มีความได้เปรียบจากการเป็นผู้สมัครที่มี “ฐานเสียงกว้าง” ทั้งในแง่ฐานเสียงเดิม ฐานข้ามพรรค ช่วงอายุ และพื้นที่เขตชั้นของ กทม. กล่าวคือ คะแนนไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายตัวอยู่ในหลายฐานพร้อมกัน แต่สนามนี้ยังมีจุดแข่งขันสำคัญ โดยเฉพาะฐาน “ผู้เลือกวิโรจน์/ก้าวไกลเดิม ฐานผู้เลือกพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ส. ล่าสุด และกลุ่มคนรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “ดร.โจ” มีแรงส่งชัดเจนกว่าในฐานอื่น ๆ สนามนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อสร้างการรับรู้แล้ว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อ “รักษาคะแนนเดิม–เร่งคนสนับสนุนให้ออกมาใช้สิทธิ” มากกว่าเดิม ขณะที่ผู้ท้าชิงต้องเร่งเปลี่ยนคะแนนนิยมเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นคะแนนจริงในวันเลือกตั้ง พร้อมทั้ง ขยายคะแนนออกนอกฐานเดิมให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือ

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 26

ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามผู้ว่าฯ กทม. ใกล้เข้าสู่ภาวะคะแนนตกผลึก โดยผู้สมัครนำมีคะแนนเกินครึ่ง และกลุ่มยังไม่ตัดสินใจลดลงอย่างมาก ขณะเดียวกัน สนาม ส.ก. กลับเป็นโจทย์ที่น่าจับตาไม่น้อยกว่าสนามผู้ว่าฯ เพราะมีแนวโน้มเป็นสภาหลายขั้ว นั่นหมายความว่า หลังเลือกตั้ง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงใครชนะผู้ว่าฯ แต่คือ “ผู้ว่าฯ คนใหม่จะบริหารเมืองร่วมกับสภา กทม. ที่หลากหลายได้อย่างไร” และ “จะเปลี่ยนคะแนนนิยมในวันเลือกตั้งให้เป็นความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายจริงได้มากน้อยเพียงใด”

‘สุชาติ’ ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ต เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

'สุชาติ' ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ต เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

‘สุชาติ’ ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ต เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

28 มิถุนายน 2569  นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด​ ทส. นำคณะผู้บริหาร ทส. นายวิจิตร​ กิจวิรัตน์​ รอง​ ผวจ.นครราชสีมา​ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร นายเทวินทร์ มีทรัพย์ อดีต มือปราบกรมป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา  เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามแผนที่ One Map และรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่จริง มุ่งหวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการคุ้มครองสิทธิของชุมชนดั้งเดิมอย่างเป็นธรรม​ ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

โดยมีนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เพื่อร่วมกันชี้แจงแนวทางการดำเนินการการสอบพิสูจน์สิทธิ์ และข้อกฎหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน พร้อมแสดงแผนที่พื้นที่ทับซ้อน จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม” (คจก.) เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนจากราษฎรดั้งเดิมที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยุคปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงประสบปัญหาขาดความชัดเจนเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินมานานหลายสิบปี ก่อนที่รัฐมนตรีฯ จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตอำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหานี้​ คือ การเร่งรัดตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านดั้งเดิมผู้ยากไร้เป็นรายแปลงอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ทที่บุกรุกป่าอย่างเข้มงวด โดยไม่มีการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใด ๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่าจะไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติอย่างแน่นอน​

“การดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมาย ยึดหลักข้อเท็จจริงและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างโปร่งใส การปรับปรุงแนวเขตครั้งนี้ไม่ใช่การเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมด แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่วนคดีบุกรุกป่าที่อยู่ในกระบวนการศาล ยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด​ โดยในวันนี้ได้ลงพื้นที่พบกับคุณตาสถิตย์ พันหอม อายุ 87 ปี ซึ่ง​ เป็นส่วนหนึ่งของราษฎรที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานและช่วงที่มีการอพยพราษฎรมาอยู่ในพื้นที่โดยหน่วยงานความมั่นคงในยุคสงครามแย่งชิงประชาชน​

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า​ “สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย​ ในวันนี้ทางอุทยานแห่งชาติทับลานได้นำหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ครอบครองโรงแรมรีสอร์ทที่คดีถึงที่สุดแล้วดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุปัน ตามกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ความผิดมูลฐานมาตรา 3 (15) ทําผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครอง ทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวน การแสวงหา ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการค้า​ ซึ่งขณะนี้อุทยานแห่งชาติทับลานได้นำประกาศแจ้งเตือนให้รื้อถอนไปติด​ 3 รีสอร์ท ในท้องที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และจะเริ่มต้นรื้อถอนโรงแรมหรือรีสอร์ททุกราย เพื่อนำที่ดินคืนมาให้อุทยานแห่งชาติฟื้นฟูป่าต่อไป​”

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางจัดการปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะการถือครองและวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์พื้นที่ ดังนี้

1. ​​พื้นที่ ส.ป.ก. (53,416 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อดำเนินการตามหลักการ One Map

2. ​โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี (8,328 ไร่) เร่งตรวจสอบสิทธิ์และจัดการคดีความให้สิ้นสุดก่อนดำเนินการตามระเบียบ

3. ​พื้นที่ พมพ./คจก. (87,500 ไร่) เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ โดยจะทำประชามติสอบถามความต้องการรูปแบบสิทธิ์ของราษฎร

4. ​พื้นที่อื่นนอกเขต ส.ป.ก. และโครงการมั่นคง (109,420 ไร่) ตรวจสอบสิทธิ์รายแปลงอย่างเข้มงวด เพื่อคัดกรองกลุ่มทุนออกก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

5. ​พื้นที่ราชพัสดุ (6,621 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อให้เป็นไปตามการใช้ประโยชน์ในราชการทหารตามสถานะเดิม

สำหรับขั้นตอนต่อไป จะนำข้อเสนอแนะและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประสานงานร่วมกับ สคทช. เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงการกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดมั่นในความถูกต้องทางกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน ควบคู่กับการรักษาผืนป่าสมบูรณ์ไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติสืบไป

ชัชชาติส่อทำสถิติใหม่! นิดาโพลฟันธงชนะขาด ทิ้ง มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา-หม่อมกร

ชัชชาติส่อทำสถิติใหม่! นิดาโพลฟันธงชนะขาด ทิ้ง มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา-หม่อมกร

ชัชชาติส่อทำสถิติใหม่! นิดาโพลฟันธงชนะขาด ทิ้ง มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา-หม่อมกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ทำนายผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-25 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 73.70 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 12.10 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.37 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 3.43 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) และร้อยละ 1.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)  

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.43 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.57 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.67 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.87 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.57 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.60 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.29 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 94.07 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.13 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 43.70 สถานภาพโสด ร้อยละ 53.63 สมรส และร้อยละ 2.67 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.47 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 10.83 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 24.57 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.57 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 45.39 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 11.17 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.07 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 28.50 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 27.70 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.13 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.03 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 23.50 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.07 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 23.27 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.37
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 27.27 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 17.57
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 7.93 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.67
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 3.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.99
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.63 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.77
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.07 ไม่ระบุรายได้

ทั้งนีเในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 นายชัชชาติ ได้คะแนน 1,386,215 คะแนน

รมว.กลาโหม โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน จีน กระชับสัมพันธ์

รมว.กลาโหม โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน จีน กระชับสัมพันธ์

รมว.กลาโหม โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน จีน กระชับสัมพันธ์

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

’รมว.กลาโหม‘ โยน ‘สีหศักดิ์‘ แจงปม ‘ฮุน มาเนต’ ดอดเยือน ’จีน‘ กระชับสัมพันธ์

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ โดยระบุสั้นๆว่า ให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด

เอกนัฏ-พลพีร์ ประสานเสียงคอนเฟิร์ม เร่งดึงค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน คาดค่าไฟลด ก.ค.-ส.ค.นี้

เอกนัฏ-พลพีร์ ประสานเสียงคอนเฟิร์ม เร่งดึงค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน คาดค่าไฟลด ก.ค.-ส.ค.นี้

เอกนัฏ-พลพีร์ ประสานเสียงคอนเฟิร์ม เร่งดึงค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน คาดค่าไฟลด ก.ค.-ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

‘เอกนัฏ-พลพีร์’ ประสานเสียงเฟิร์ม! เร่งลดภาระประชาชน ดึง ‘ค่าไฟสาธารณะ’ ออกจาก ‘บิลประชาชน’ คาดเริ่มเห็นผลช่วง ก.ค.-ส.ค.นี้ ขอรอถก ‘เอกนิติ’ ก่อนชง ‘นายกฯ’ เคาะเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน  กล่าวถึงความคืบหน้าในการแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนว่า ทุกคนเห็นด้วยว่าจะต้องแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และส่วนที่ถูกผลักไปในบิลค่าไฟจะต้องแยกออกมา โดยทุกหน่วยงานยินดีที่จะรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่นำเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดผลเร็วที่สุด โดยตนเตรียมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อแยกค่าไฟสาธารณะออกมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะต้องมีการแยกบัญชีออกมาก่อน เนื่องจากไปซ่อนอยู่ในไฟฐาน เมื่อดึงออกมาจะทำให้ค่าไฟลดลง และใช้กลไกของกพช. ไปกำหนดอัตราค่าไฟใหม่ ซึ่งหากถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในที่สุดทั้ง 3 การไฟฟ้า จะต้องมาดูเรื่องของการเสริมประสิทธิภาพ การจัดการต้นทุน เพื่อที่จะชดเชยในส่วนที่หายไป ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ในภาพใหญ่ต้องพูดคุยกับกระทรวงการคลัง ท้องถิ่นกทม. กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และทุกหน่วยงาน ว่าในที่สุดจะบริหารจัดการกันอย่างไร แต่จะต้องดึงออกมาจากบิลค่าไฟของประชาชนก่อน

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ในขั้นตอนแรกเมื่อแยกค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลค่าไฟประชาชน จะต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และกพช. ซึ่งสามารถจัดการได้ในทันที ส่วนขั้นตอนที่ 2 สามารถทำได้พร้อมกัน เมื่อดึงค่าไฟสาธารณะออกมาแล้ว ก็ไปลดอัตราค่าไฟที่ชาร์จกับประชาชนได้ ขั้นตอนที่ 1 และ 2 สามารถเกิดขึ้นได้โดยเร็ว ส่วนขั้นตอนที่ 3 ตัวรายได้ของการไฟฟ้าทั้ง 3 การไฟฟ้า จะมีรายได้ลดลง แต่ในที่สุด การไฟฟ้าทั้ง 3 ก็จะหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพว่าจะให้ทางหลวง ทางหลวงชนบท ท้องถิ่น กทม. จะร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งยังมีเวลาอยู่ แต่สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายตกลงกันว่าจะดำเนินการตามนี้

เมื่อถามว่าจะสามารถดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนได้เร็วที่สุดเมื่อใด รมว.พลังงาน กล่าวว่า ย้ำว่าทำเลยและทำเร็วที่สุด ซึ่งเข้าใจว่าในการประชุม กพช. นัดต่อไปเดือนกรกฎาคมจะนำเรื่องนี้เข้าหารือ เสร็จแล้วจะนำเข้าสู่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อรับฟังความคิดเห็น และจะพยายามทำให้เสร็จ ในการคำนวณรอบไฟใหม่ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมก็น่าจะเห็นผล

เมื่อถามว่าหากพูดง่ายๆค่าไฟจะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เมื่อดึงไฟฐานออกมา เรามีความตั้งใจว่า จะนำไปใช้ ในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ส่วนที่จำเป็นที่ต้องใช้มากที่สุดคือบ้านอยู่อาศัย ตนคิดว่า ตรงกับนโยบายที่จะลดค่าไฟของประชาชน ลงมาให้เหลือ 3 บาท โดยไม่ต้องให้ประชาชนมาแบก ส่วนนี้เราสามารถทำได้เลยทันทีที่ดึงออกมาจะทำให้ค่าไฟลดลง

เมื่อถามว่าจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม กพช. และ กบง. 

เมื่อถามว่า ยังมีอะไรแอบแฝงในบิลค่าไฟที่ประชาชนไม่รู้อีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่าภาพรวมในการลดค่าไฟตนพูดอยู่ทุกครั้งว่า ส่วนที่ตนออกมาเปิดเผยอย่างค่าไฟทาง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ต้องทำ แม้กระทั่งเรื่องที่เราสูญเสีย ที่เกิดขึ้นจริงก็ต้องช่วยการบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ทุกคนรับผิดชอบก็ต้องบริหารจัดการ และสิ่งสำคัญ ที่เราทำมาตลอดคือการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพ ต้นทุนตรงไหนที่แพง ไปผูกสัญญาในอดีต ผูกสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงจากโรงไฟฟ้า สัญญาแอดเดอร์ กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่เขาเรียกว่า SPP แล้วมาบังคับให้การไฟฟ้าซื้อไฟในราคาแพง หรือในอดีตมีการประมาณการใช้ไฟที่สูงเกินไป ให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้า และไม่มีการผลิตไฟในที่สุดก็ต้องเสีย ค่าพร้อมจ่าย รวมไปถึงบางประเภทผู้ใช้ไฟ อย่าง Data Center ที่เข้ามา โดยที่เราไม่เคยมีการทบทวน ถึงอัตราที่เหมาะสม ก็จะต้องมีการกำหนด ดังนั้นเมื่อทำ 3 เรื่องนี้ก็จะทำให้ค่าไฟของประชาชนถูกลง ดังนั้น นี่คือการลดค่าไฟลงโดยไม่ได้ผลักภาระให้ใคร แต่ต้องจัดการให้ระบบมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวเสริมว่า ต้องการหาสมการที่ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าไฟและต้องมีหน่วยงานมาแบกรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ เพราะเฉพาะค่าไฟสาธารณะ 1 ปีมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ได้สมการพอสมควรแล้ว แต่ต้องขอหารือ กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง จากนั้นก็จะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และจะเป็นขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป ส่วนจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ต้องรอหารือตามขั้นตอนก่อน เพื่อหาสมการที่จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เลย แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที

“หลักเกณฑ์เดียวกันคือเอาภาระออกจากประชาชน และจะต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับประชาชนอีก และต้องขอโทษประชาชนด้วย เพราะมาตรการเก็บค่าไฟในบิลของประชาชน เป็นมา 30 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นผมก็อายุแค่ 10 ต้นๆ เราก็เกิดมาพร้อมกับค่าไฟ Ft ที่อยู่ในบิลค่าไฟฟ้า ต้องขอบคุณคุณเอกนัฏ ที่หยิบปัญหานี้ขึ้นมา รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน เร็ววันนี้น่าจะรู้ว่าสมการเป็นอย่างไร” นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงเงินส่วนเพิ่มที่รัฐบาลบวกเพิ่มให้ หรือค่าไฟแบบแอดเดอร์(Adder) จะต้องแก้ไขอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า มีหลายสมการที่คุยกัน แต่ขอให้ตกผลึกทีเดียว ก่อนแถลงให้พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนรับทราบ เพราะต้องการให้ เป็นข้อความเดียวกันว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ทรงศักดิ์ เผย มอบฝ่าย กม.รวบรวมหลักฐาน จ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียงพาดพิงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

ทรงศักดิ์ เผย มอบฝ่าย กม.รวบรวมหลักฐาน จ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียงพาดพิงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

ทรงศักดิ์ เผย มอบฝ่าย กม.รวบรวมหลักฐาน จ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียงพาดพิงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ทรงศักดิ์ เผยมอบฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมหลักฐานจ่อดำเนินคดีปมคลิปเสียง ส้ม-กิจ พาดพิงลามเชื่อมโยงเคส ทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียหาย ยันไม่รู้จัก-ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้ เชื่อความจริงจะปรากฏ เชียร์รับเป็น คดีพิเศษ ฟันยึดทรัพย์จมเขี้ยว ดำเนินคดีเด็ดขาด เมินคนมอง มท. ป่วนเกาเหลากันเองภายใน

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 14.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตรมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีคลิปเสียงที่พาดพิงมีส่วนร่วมในขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างการรวบรวมว่ามีใครออกมาพูดบ้าง รวมถึงรวบรวมคลิปเสียงว่ามีการพาดพิงถึงใคร พาดพิงถึงตนหรือไม่ ส่วนคนที่สนทนาในคลิปเสียง ไม่ได้ยืนยันขนาดนั้น เป็นแค่การสนทนาพาดพิง และตนก็ไม่รู้จักว่าคนชื่อ “ส้ม” กับคนชื่อ “กิจ” เป็นใคร ยอมรับว่าขณะนี้ได้ชื่อมาบางส่วนแล้ว จะต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะตนอยากให้เกิดความชัดเจน ไม่อยากให้เอาคลิปมาพูดกันแบบกำกวม ตนไม่เห็นด้วยกับการพูดกลับไปกลับมา ถ้าเรายืนยันว่าไม่ได้ทำ และคลิปทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้อง เราก็ถือเป็นผู้เสียหาย

“ที่มีการพาดพิงถึงรัฐมนตรีช่วย จากที่ผมดูข่าว เป็นเสียงจริงๆ แต่มีการดูดเสียงออกไป แต่หากดูในคลิปเต็มก็มีอยู่บ้าง ซึ่งในคลิปเองก็พูดจาสับสนอยู่พอสมควรว่าใช่ผมหรือไม่ แต่ดูแล้วคิดว่าไม่ถึงผมโดยตรง ไปพาดพิงถึงคนอื่น แต่มาเกี่ยวกับผมเพราะเป็นรัฐมนตรีช่วยในขณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมต้องติดตาม ยืนยันเป็นเรื่องที่ไม่จริง ผมไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้” นายทรงศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยมานาน มองปัญหาที่เกิดขึ้นในกระทรวงอย่างไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร กระทรวงนี้เป็นกระทรวงเก่าแก่ ทำงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขมาโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาที่เกิดเป็นมุมมองที่มีความแตกต่าง

เมื่อถามว่า มีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระทบกระทั่งกันเองของราชการภายใน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องคนมอง แต่ตอนที่ตนอยู่ในกระทรวงก็ไม่มีอะไร วันนี้ก็เหมือนกัน ตนก็ดูตามที่เป็นข่าวก็ไม่มีอะไร เป็นเรื่องของการทำงาน บางครั้งการทำงานคนก็มองความแตกต่าง เมื่อมองต่างกันก็มีความเห็นไม่ตรงกัน เป็นความขัดแย้ง แต่ไม่ได้มีอะไร เป็นเรื่องปกติของกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ข่าวที่ออกมาจากกระทรวงมหาดไทย จะทำให้เกิดเป็นวิกฤตศรัทธาของประชาชนหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรทำให้คิดถึงขนาดนั้น เพียงแต่วันนี้คนอาจจะดูข่าว จนมองเป็นเรื่องความขัดแย้ง

นายทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ตนเป็นรมช.มหาดไทย ยอมรับว่าได้ยินข่าวการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น จาก สส.ที่ไปตั้งกระทู้ถามในสภาฯก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง เราก็ได้นำบทเรียนมาปิดช่องว่าง ในสมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็ได้กำชับไป และได้มีการเชิญหน่วยงานเข้ามาบูรณาการป้องกันการทุจริต เพื่ออุดช่องว่าง ตอนที่เราอยู่ก็ป้องกันอย่างเต็มที่ นายอนุทินก็ได้ย้ำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปแล้วว่า ต้องรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ต้องยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด ดังนั้นเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เมื่อข้อสอบจริงมีอยู่แล้ว และนำข้อสอบไปใส่ในห้องมั่นคงเพื่อสแกนคำตอบไว้ เมื่ออยากรู้ว่าคนไหนสอบได้จริงหรือไม่ ก็เอาคำตอบจริงที่อยู่ในห้องมั่นคงมาตรวจ ตนเชื่อว่าความจริงจะปรากฏ