เดชรัต ปชน. แถลงแสดงความยินดี นฤพนธ์ กลุ่มผึ้งหลวง ชนะเลือกตั้งนายกอบจ.นนท์ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง

20 กันยายน 2569 เวลา 20:27 น.

เดชรัต ปชน. แถลงแสดงความยินดี นฤพนธ์ กลุ่มผึ้งหลวง ชนะเลือกตั้งนายกอบจ.นนท์ หลังล่าสุดทิ้งห่างเกือบ 3 หมื่น ขอบคุณทุกคะแนนเสียง

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หมายเลข 4 พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายงานบริหารท้องถิ่น พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว ภายหลังทราบผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการ โดยผล อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง คะแนนนำทิ้งห่างนายเดชรัต 

โดยนายพิจารณ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนยอมรับความพ่ายแพ้ แม้ยังนับคะแนนไม่เสร็จ และยินดีกับ นฤพนธ์ ว่าที่ นายก อบจ.นนทบุรี พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียง จากชาวนนทบุรีที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่มอบให้ อ.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 จากพรรคประชาชน แต่คะแนนยังไม่มากพอที่จะให้เราเข้าไปทำหน้าที่บริหาร อบจ.นนทบุรี อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นอีกที่หนึ่ง ที่ปชน.อยากเข้าไปบริหาร

ด้านนายเดชรัต กล่าวว่า ตนรู้สึกขอบคุณแรงใจ และเสียงของประชาชน ที่ออกมาใช้สิทธิ์วันนี้ แม้มีอุปสรรค ทุกคะแนนเสียงไม่ว่าจะลงให้พรรคประชาชน หรือพรรคอื่น ล้วนมีความหมายในความรู้สึกของตน และพรรคประชาชน เราเชื่อมั่นและเคารพในเสียง และการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน

ขณะเดียวกัน ขอแสดงความยินดีกับนายนฤพนธ์ จากกลุ่มผึ้งหลวง ที่ชนะเลือกตั้ง และจะได้เข้ามาทำหน้าที่นายกอบจ.ต่อไป สำหรับตน 31 วันที่ผ่านมา มีความหมายมาก ได้สัมผัสพี่น้องทั่วถึง ไม่มีวันใดที่เราหยุดเดิน สิ่งเหล่านี้แม้เรายังไม่ชนะ แต่ความหมายจะยังคงอยู่ และจะทำหน้าที่การเมืองเพื่อความเปลี่ยนแปลงในบทบาทที่เราจะทำได้ทุกบทบาท

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดเวลา 20.09 น. 

นับแล้ว 53% หรือ 769 จากทั้งหมด 1,450 หน่วยเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิจากหน่วยที่นับแล้ว 197,447 คน

อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 101,635 คะแนน คิดเป็น 55.95%

อันดับ 2 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 พรรคประชาชน ได้ 72,464 คะแนน คิดเป็น 39.89%

อันดับ 3 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครหมายเลข 6 ได้ 3,927 คะแนน คิดเป็น 2.16%

วรงค์ แฉ นักธุรกิจ ขอเคลียร์ปม ขุดสนง.อาชีวศึกษา ล็อกสเปกอุปกรณ์หุ่นยนต์ จี้ ประเสริฐ-ยศนันท์ ตั้งกก.สอบ-ชี้แจงประชาชน

20 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หลังจากที่ผมทั้งอภิปรายงบประมาณ และมีการแถลงข่าว กรณี มีการจัดซื้ออุปกรณ์หุ่นยนต์ เพื่อการเรียนการสอน ของสำนักงานอาชีวศึกษา ว่ามีการล็อคสเปคผ่านชุดควบคุม 6 D mouse โดยการจัดการของนาย M50

แทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน

กลับกลายเป็นว่า วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ ช่วงเวลาประมาณบ่ายๆ มีนักธุรกิจคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี 6 D mouse มาขอพบผม ที่พรรคไทยภักดี โชคดีที่พบแต่ทีมงานผม เพราะผมมาต่างจังหวัด

ทางทีมงานได้ต่อสาย ให้คุยกับผม นักธุรกิจท่านนั้น ไม่ขอคุยทางโทรศัพท์ อยากจะขอพบผม เพื่อขอคุยกับผมต่อหน้า เรื่องที่ผมอภิปราย โดยอ้างว่าจะเล่าข้อเท็จจริง และมีการส่งเงินผ่านให้ใคร

ผมอยากจะเรียกร้องไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา รวมทั้งท่านรองนายกยศชนัน ที่ดูแลกระทรวงศึกษาว่า ผมไม่มีหน้าที่ต้องพบ หรือไปเคลียร์กับนักธุรกิจ ในเรื่องที่ผมอภิปราย

พวกท่านต่างหากที่มีหน้าที่ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับประชาชนทราบ เพราะผมมีหน้าที่ปกป้อง ประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ ไม่ได้มีหน้าที่ไปเคลียร์หรือทำความเข้าใจกับนักธุรกิจคนไหนทั้งสิ้น” 

อัปเดตล่าสุด! ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการ นฤพนธ์ จากกลุ่มผึ้งหลวง นำโด่ง 46,165 คะแนน ขณะที่ เดชรัต ปชน. ตามมา 31,745 คะแนน

20 กันยายน 2569 เวลา 18:49 น.

อัปเดตล่าสุด! ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการ นับแล้ว 24.1% นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จากกลุ่มผึ้งหลวง นำโด่ง 46,165  คะแนน ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ตามมา 31,745 คะแนน 

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้าผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี แทน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ. นนทบุรี ที่เสียชีวิตไป

โดยมีการทยอยนับคะแนนตั้งแต่ปิดหีบเวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดเวลา 18.40 น. 

นับแล้ว 24.1% หรือ 349 จากทั้งหมด 1,450 หน่วยเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิจากหน่วยที่นับแล้ว 88,426  คน

อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 46,165 คะแนน คิดเป็น 56.79%

อันดับ 2 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 พรรคประชาชน ได้ 31,745 คะแนน คิดเป็น 39.05%

อันดับ 3 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครหมายเลข 6 ได้ 1,769 คะแนน คิดเป็น 2.18%

สำหรับนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ปัจจุบัน อายุ 57 ปี เป็นหลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี  จบการศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาล้ยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ด้านการทำงาน เป็นวิศวกรบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ภรรยา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ โรงเรียนชลประทานวิทยา 

โดยกลุ่มผึ้งหลวงส่งนายนฤพนธ์ลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หลังตำแหน่งว่างลงจากการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย และประกาศสานต่องานที่วางรากฐานไว้

ทั้งนี้ การเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีครั้งนี้ มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 1,450 หน่วย ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี บางบัวทอง ปากเกร็ด บางใหญ่ บางกรวย และไทรน้อย มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 1,075,971 คน

มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง, หมายเลข 2 พล.อ.นิพนธ์ สีตบุตร, หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี, หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน, หมายเลข 5 ว่าที่ ร.ต.นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ และหมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร

อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนดังกล่าว ยังเป็นผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ และอยู่ระหว่างการนับคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งที่เหลือ ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

รัฐบาลสั่งสอบชุด อส.ด่านถลาง ถูกร้องเรียนไถ่เงินชาวบ้าน หากผิดจริงดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

20 กันยายน 2569 เวลา 17:22 น.

วันที่ 20 ก.ย.6 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการร้องเรียนถึงพฤติกรรมการเรียกรับเงิน ของ อาวาสมัครรักษาดินแดง (อส.) สำรอง ของด่านตรวจอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จนกลายเป็นกระแสทางสัมคมโซเซียลในขณะนี้


นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนายอำเภอถลาง เร่งตรวจสอบข้อมูลชี้แจงให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน หากตรวจสอบพบ อส. มีพฤติกรรมตามที่ร้องเรียนให้ดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่มีการละเว้น เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อหน่วยงาน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อส. มีหน้าที่หลักในการช่วยเหลือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนใน ไม่ใช่เอาเปรียบประชาชน หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง

สำหรับความคืบหน้า ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชุดที่ถูกร้องเรียนหยุดปฎิบัติหน้าที่แล้วพร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ชุดใหม่มาปฏิบัตหน้าที่แทน จำนวน 2 ชุด รวมกำลังประมาณ 30 นาย โดยการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการจัดกำลังใหม่ เพื่อให้ภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การปฏิบัติงานของสมาชิก อส. เป็นไปด้วยความเหมาะสมในระหว่างการตรวจสอบ

ในส่วนของการตรวจสอบข้อร้องเรียนขณะนี้ อยู่ระหว่างเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีการร้องเรียน โดยพยานส่วนอื่นได้ดำเนินการสอบแล้ว เหลือเพียงข้อมูลจากผู้เสียหายที่จะนำมาประกอบการพิจารณาให้มีความครบถ้วนรอบด้าน โดยจังหวัดให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อร้องเรียนทุกกรณี ยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายกฯ ถึงโตเกียว ลุยกระชับการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น พร้อมส่งใจเชียร์ทัพไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 17:14 น.

วันที่ 20 ก.ย.69 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเตรียมเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo ในวันพรุ่งนี้ โดยจะรับฟังผลการปฏิบัติงาน ปัญหา และข้อเสนอแนะ เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานไทยในญี่ปุ่นสอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมธุรกิจและการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงการขยายห่วงโซ่อุปทานการผลิตและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนไทย

“ทีมประเทศไทย” ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานของไทยในต่างประเทศ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศนั้น ๆ โดยบูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายของไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการทูต เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ทั้งนี้ ทีมประเทศไทยในญี่ปุ่นประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีแนวคิด “ทีมประเทศไทย พลัส” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 53,204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 7.77 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศทั้งหมด โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ด้านการลงทุน ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มียอดการลงทุนสะสมในไทยเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2568 มีมูลค่า 184,741 ล้านบาท ขณะที่ BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นจำนวน 248 โครงการ มูลค่ารวม 67,158 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอันดับ 5 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด สาขาการลงทุนหลัก ได้แก่ เครื่องจักรและยานยนต์ อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

“นอกจากการเตรียมประชุมทีมประเทศไทยในวันพรุ่งนี้แล้ว วันนี้นายกรัฐมนตรียังฝากส่งแรงใจถึงทัพนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ขอให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ทุกคนคือตัวแทนประเทศไทยที่มุ่งมั่นทำหน้าที่และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศในการแข่งขันระดับนานาชาติ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ” นายเอกภพ กล่าว

ปกครอง เรียก นอภ.เมืองเชียงใหม่-2 ปลัดอำเภอ เข้าส่วนกลางแจงปม ทลายบ่อนพนัน พรุ่งนี้ หากพบจนท.ปล่อยปละ ฟันทั้ง วินัย-อาญา

20 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

กรมการปกครอง เรียก นอภ.เมืองเชียงใหม่ 2 ปลัดอำเภอ เข้าส่วนกลางแจงปมปฏิบัติการ ปราบเซียนนครพิงค์ ทลายบ่อนพนันเชียงใหม่ พรุ่งนี้ ชี้หากสอบพบจนท.ปล่อยปละ ฟันทั้ง วินัย-อาญา

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารเมื่อวันที่ 18ก.ย.2569 กรณี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมกรมการปกครอง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” เดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและผู้มีอิทธิพล หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้รวมกว่า 100 ราย แบ่งเป็น นักพนันกว่า 100 ราย เป็นบุคคลต่างด้าว 2 ราย ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 14 รายเป็นบุคคลต่างด้าว 8 ราย ผู้สนับสนุนให้มีการเล่นการพนัน 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางหลายรายการ อาทิ เงินสด และชิปแทนเงินสด รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท อุปกรณ์การเล่นการพนัน บัญชีเงินหมุนเวียน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับการเช่าสถานที่ ซึ่งได้ดำเนินการนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในการนี้ อธิบดีกรมการปกครองได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองเชียงใหม่ มาชี้แจงข้อเท็จจริงที่กรมการปกครอง ในวันที่ 21ก.ย.69 ทั้งนี้ หากปรากฎข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองได้ปล่อยปละละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว อันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยหรืออาญา กรมการปกครองจะดำเนินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

กกต. เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ข้อกล่าวหาที่ 3 

20 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

กรณ์ สอนมวยรัฐบาล ลดภาษีน้ำมันดีเซล อุ้มช่วยค่าครองชีพ ลากได้ถึงเกือบครึ่งปี ดีกว่ากู้มาแจกซ้ำไทยช่วยไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 13:47 น.

20 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอคิดต่างนะครับ หากรัฐบาลยอมลดภาษีนํ้ามันดีเซลลงสักลิตรละ 5 บาท ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดเหลือ 35 บาททันที เราใช้ดีเซลวันละประมาณ 67 ล้านลิตร เท่ากับรัฐจะเสียรายได้ไป 330 ล้านบาทต่อวัน หรือเดือนละ 10,000 ล้านบาท แทนที่จะกู้เพิ่มมาแจกโครงการ ‘ไทยช่วยไทย‘ 50,000 ล้านให้คนกลุ่มเดิม เราสามารถลดราคานํ้ามันได้ถึงเกือบครึ่งปี!

การแจกผ่าน #ไทยช่วยไทย ไม่ได้ทำให้ของถูกลง ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ ไม่ได้ช่วยลดค่าขนส่งแต่อย่างใด เราอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง แต่ไม่มีคำตอบว่าเมื่ออีกสองเดือนผ่านไปรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร

ประสบการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างชัดว่า ไทยช่วยไทย พอแจกหมดประชาชนก็ต้องอยู่กับค่าครองชีพที่แพงขึ้นอยู่ดี รัฐบาลบอกเองว่า จำเป็นต้องมี ไทยช่วยไทย เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นจากต้นทุนราคานํ้ามันที่สูงขึ้น ดังนั้นทำไมเราไม่ไปแก้ที่ต้นตอปัญหา!?

และวิธีนี้ไม่เพิ่มหนี้ให้ประเทศด้วย รัฐบาลมีการใช้งบในเรื่องที่ไม่จำเป็นมากมาย ปรับลดลงเพื่อรองรับรายได้ภาษีที่ลดลงน่าจะเป็นวิธีการช่วยประชาชนที่ดีกว่า

ไร้สัญญาณพิเศษ! วันวิชิต ชี้รัฐบาลอนุทิน ยังแข็งแรง-กองทัพหนุน ทำงานแบบทีมไทยแลนด์

20 กันยายน 2569 เวลา 13:24 น.

20 กันยายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกระแสข่าวที่อ้างว่า มีกลุ่มอำนาจหรือ “สัญญาณพิเศษ” ต้องการล้มรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า จากข้อมูลและสภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว และขอใช้เสียงหัวเราะเป็นคำตอบต่อข่าวลือที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้เพียงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า ผู้ปล่อยข่าวอาจไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล แต่ก่อนพูดถึงการล้มรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า หากรัฐบาลนายอนุทินพ้นจากอำนาจแล้ว ใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อ และจะรับมือกับปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นรอบด้านได้ดีกว่าหรือไม่

ปัจจุบันรัฐบาลต้องรับผิดชอบทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนสถานการณ์ฝั่งเมียนมา หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกลางทาง ความต่อเนื่องของนโยบายและทีมงานด้านความมั่นคงอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการอีกประมาณ 12 เดือน ทีมงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องควรได้ทำงานต่อให้จบ เพราะเป็นเรื่องอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ควรเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบกลางทางเพียงเพราะเกมการเมือง

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ผศ.ดร.วันวิชิตเชื่อว่า กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาลนายอนุทิน และทุกฝ่ายยังทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขณะที่การประสานงานด้านความมั่นคงยังดำเนินไปตามปกติ

จึงไม่เห็นเหตุผลว่ากองทัพจะออกมาเคลื่อนไหวล้มรัฐบาล หรือมีดีลลับตามที่มีการปล่อยข่าว เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงต่างต้องพึ่งพาและร่วมมือกัน โดยเฉพาะการรักษาอธิปไตยและรับมือกับความท้าทายตามแนวชายแดน

ผศ.ดร.วันวิชิตยังไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ “ระบอบเนวิน-อนุทิน” หรือรัฐบาลใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะหากรัฐบาลควบคุมทุกองคาพยพและปิดกั้นเสรีภาพจริง สื่อมวลชนและประชาชนคงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินได้อย่างเปิดเผยทุกวันเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

การที่ประชาชนและสื่อยังตรวจสอบรัฐบาลได้ แสดงว่าพื้นที่เสรีภาพยังคงมีอยู่ และยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่านายอนุทินหรือนายเนวิน ชิดชอบพยายามรวบอำนาจหรือท้าทายพลังจารีตตามข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมมีคำวินิจฉัยต่อรัฐบาลหรือบุคคลใด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับและดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ควรใช้ข่าวลือ ความไม่พอใจ หรือจินตนาการเรื่อง “สัญญาณพิเศษ” มาสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง

รัฐบาลนายอนุทินจึงยังมีความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ และยังไม่ปรากฏสัญญาณจากกองทัพหรือกลุ่มอำนาจใดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกระบบ

“วันนี้ยังไม่มีสัญญาณพิเศษล้มรัฐบาล กองทัพกับรัฐบาลยังร่วมมือกันทำงานในลักษณะทีมไทยแลนด์ ภารกิจด้านความมั่นคงยังไม่จบ โดยเฉพาะเรื่องไทย-กัมพูชาที่ควรให้ทีมเดิมทำงานต่อเนื่องจนครบกระบวนการ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ธนกร สวน ณัฐพงษ์ อย่าเหมารวม แจง 21 ล้านเสียงเพื่อให้แก้ รธน. ไม่ใช่เห็นด้วยกับแนวทางพรรคประชาชน

20 กันยายน 2569 เวลา 12:37 น.

“ธนกร”สวน”ณัฐพงษ์”อย่าเหมารวม แจง 21 ล้านเสียงเพื่อให้แก้ รธน. ไม่ใช่เห็นด้วยกับแนวทางพรรคประชาชน ชี้อำนาจของประชาชนพิสูจน์แล้วผ่านผลเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยการหนุน”อนุทิน”นั่งนายกฯ ส่งผล”ภท.”ชนะถล่มทลาย

20 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า เสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 แม้พรรคก้าวไกลจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่ทำให้การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารสิ้นสุดลงว่า ไม่อยากให้นายณัฐพงษ์ตีความเข้าข้างตัวเอง เสียงของประชาชนในวันนั้นเพราะหลงเชื่อคำหาเสียงที่ว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมือง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นกว่าเดิม แต่พอเอาเข้าจริง งานในสภาฯ มีแต่จ้องจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไว้ค่อยมาคิดแก้ ส่วนงานนอกสภาฯ สร้างความเข้าใจให้ประชาชนก็ไม่ทำ เน้นให้ ส.ส.ประกันตัวแกนนำม็อบเป็นหลัก จนทุกวันนี้ประชาชนตาสว่างกันหมดแล้ว ผ่านผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย

ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์เรียกร้องให้ 21 ล้านเสียงร่วมกันหยุดยั้งระบอบสีน้ำเงิน ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น นายธนกร กล่าวว่า 21 ล้านเสียงที่เอามากล่าวอ้าง เป็นเสียงที่ประชาชนต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เสียงที่เห็นด้วยกับนายณัฐพงษ์หรือพรรคประชาชน อย่าพยายามเหมารวม และวันนี้อำนาจสูงสุดก็เป็นของประชาชนอยู่แล้ว โดยใช้ผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกใจประชาชน ทุกนโยบายพูดแล้วทำ จึงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. จนได้รับเสียงสนับสนุนมากถึง 192 เสียง

“วันนี้ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ อยากให้นายณัฐพงษ์หยุดสร้างวาทกรรมรายวัน เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ก็ควรทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผลผ่านกลไกของสภาฯ ไม่ใช่ทำหน้าที่แกนนำม็อบ ปลุกระดมให้ประชาชนออกมาเรียกร้องชุมนุมบนถนน ยืนยันว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนทุกนโยบายให้ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังที่พี่น้องประชาชนเลือกเราเข้ามา” นายธนกร กล่าว