เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบตามที่ “นายกฯอนุทิน” ในฐานะประธาน ก.ตร. เสนอชื่อ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

ขั้นตอนหลังจากนี้ นายกฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

มติของ ก.ตร.ครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ “บิ๊กราญ” ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างอำนาจในกรมปทุมวัน เพราะ พล.ต.อ.สำราญเป็นผู้มีอาวุโสลำดับที่ 3 จากแคนดิเดตทั้งหมด 4 คน

นอกจากนี้ หากอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.ต่อเนื่องจนเกษียณอายุราชการในปี 2576 พล.ต.อ.สำราญจะมีเวลาอยู่บนเก้าอี้ ผบ.ตร.นานถึง 7 ปี เป็น ผบ.ตร.ที่มีวาระยาวนานที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

จากเด็กเพชรบุรีสู่รั้วสามพราน

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2516 เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี จบการศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50

พล.ต.อ.สำราญสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งศึกษาต่อด้านกฎหมายในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทางชีวิตราชการเริ่มต้นในปี 2540 ในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง ก่อนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในงานทะเบียนพล และเคยเป็นนายตำรวจติดตาม “พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์” อดีต ผบ.ตร.

ผ่านเส้นทาง 191 ก่อนผงาดเป็นบิ๊กนครบาล

ปี 2546 ดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวน สน.ทองหล่อ ก่อนขยับเป็นสารวัตรงานสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และสารวัตรป้องกันปราบปราม สน.บางนา

ปี 2552 ขึ้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นกลับมารับตำแหน่งรองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ในปี 2554

ปี 2555 เป็นผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ก่อนไปรับตำแหน่งผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ในปี 2557

จากนั้นเส้นทางรับราชการขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2559 และขึ้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือผู้บังคับการ 191 ในปี 2561

ประสบการณ์ใน 191 ทำให้ พล.ต.อ.สำราญมีภาพของนายตำรวจสายปฏิบัติการที่คุ้นเคยกับงานป้องกันปราบปราม การควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน การระดมกำลัง และการบริหารหน่วยที่ต้องตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

ปี 2563 พล.ต.อ.สำราญ ซึ่งขณะนั้นมียศพลตำรวจตรี ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนใช้เวลาเพียงปีเดียวก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ขณะมีอายุ 48 ปี

จากแม่ทัพนครบาลสู่รอง ผบ.ตร.

หลังดำรงตำแหน่ง ผบช.น. พล.ต.อ.สำราญได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ในปี 2565 และได้รับมอบหมายงานสำคัญหลายด้าน ทั้งงานป้องกันปราบปราม งานความมั่นคง และภารกิจพิเศษ

ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

ผลงานเข้าตารัฐบาล

ในช่วงปี 2568-2569 ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญปรากฏในภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปราบปรามทุนเทา นอมินีต่างด้าว ผู้มีอิทธิพล และขบวนการที่อาศัยช่องโหว่ทางทะเบียนและกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

หนึ่งในผลงานที่ถูกจับตาคือปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” กวาดล้างขบวนการรับจ้างแจ้งเกิดเท็จและจัดทำเอกสารให้คนต่างด้าว ซึ่งไม่ใช่เพียงคดีปลอมแปลงเอกสารทั่วไป แต่เกี่ยวพันกับสถานะบุคคล สัญชาติ ความมั่นคง และการแทรกซึมเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายนอมินีต่างด้าวหลายพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินและการประกอบธุรกิจที่อาจใช้คนไทยบังหน้า รวมถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และกำกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์สำคัญ

ด้วยหน้าที่กำกับงานความมั่นคง พล.ต.อ.สำราญจึงปรากฏตัวร่วมกับนายกฯ ในหลายภารกิจ จนนำไปสู่กระแสวิจารณ์เรื่องความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวว่ารู้จักกับ “อนุทิน” มาตั้งแต่เป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์

จาก “สำราญ นวลมา” ถึงกระแส “สำราญ นอนมา”

กระแสเรื่องความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองเข้มข้นขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย จนชื่อของ “สำราญ นวลมา” ถูกล้อในแวดวงสีกากีและสื่อมวลชนว่า “สำราญ นอนมา”

ที่น่าสนใจคือ กระแสดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดก่อนการประชุม ก.ตร.ไม่กี่วัน แต่ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญถูกพูดถึงในฐานะว่าที่ ผบ.ตร.คนที่ 16 มาเป็นเวลาหลายเดือน โดยเฉพาะหลังได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. และรับผิดชอบงานที่ใกล้ชิดกับนโยบายรัฐบาล

เมื่อประกอบกับอายุราชการที่เหลือถึงปี 2576 ทำให้เกิดการประเมินว่า ฝ่ายการเมืองอาจต้องการ ผบ.ตร.ที่สามารถทำงานต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ต้องเปลี่ยนผู้นำองค์กรทุกปี และมีเวลาสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาขับเคลื่อนนโยบาย

ท้ายที่สุด เมื่อนายกฯอนุทินเลือกเสนอชื่อ พล.ต.อ.สำราญ และ ก.ตร.มีมติเห็นชอบ ทำให้ ผบ.ตร.คนใหม่ต้องเผชิญแรงกดดันตั้งแต่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งว่า จะพิสูจน์ความเป็นอิสระในการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแยกผลประโยชน์ขององค์กรออกจากความต้องการของฝ่ายการเมืองได้เพียงใด

7 ปีบนเส้นทางที่ต้องรักษาดุลอำนาจ

การอยู่ในตำแหน่งยาวถึง 7 ปีเป็นจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.สำราญวางนโยบายและขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีบทบาทในการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงหลายระลอก ตั้งแต่รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ไปจนถึงระดับผู้กำกับการ

แต่ระยะเวลาที่ยาวนานก็มีความอ่อนไหวและอาจก่อให้เกิดแรงกดดันภายในองค์กร เพราะการที่ นรต.รุ่น 50 ขึ้นครองเก้าอี้ ผบ.ตร.จนถึงปี 2576 ย่อมทำให้เส้นทางสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของนายตำรวจรุ่นพี่และนายตำรวจระดับสูงหลายคนเกิดภาวะทางตันเป็นเวลานาน

นับจากนี้จึงต้องจับตาว่า “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จะรักษาดุลอำนาจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างไร ท่ามกลางความคาดหวังจากรัฐบาล แรงกดดันภายในสตช. และสายตาของสังคมที่เฝ้ามองว่า ผบ.ตร.ซึ่งมีเวลาอยู่ในตำแหน่งถึง 7 ปี จะใช้โอกาสนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรตำรวจได้มากน้อยเพียงใด

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment