
นพดล วิเคราะห์ยิบ ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท
วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.
นพดล วิเคราะห์ยิบ ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มิได้มีความหมายเพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเชื่อมต่อกับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การพบปะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink ซึ่งยืนยันแผนลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทยรวมกว่า 70,000 ล้านบาท ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับการขยายการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลาวด์ (Cloud) ของ Huawei สะท้อนให้เห็นว่า ไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า AI ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ โฟโตนิกส์ และอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูง
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “จีนลงทุนดีหรือไม่ดี” แต่คือ “ประเทศไทยมีความสามารถในการบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้ดีเพียงใด” อย่าปิดประตูประเทศด้วยความหวาดระแวง และอย่าเปิดประตูประเทศโดยปราศจากกติกาและหลักประกันที่เหมาะสม
เพราะในโลกยุทธศาสตร์ยุคใหม่ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ประเทศที่ปฏิเสธการลงทุนจากต่างชาติแต่คือประเทศที่เปลี่ยนการลงทุนจากต่างชาติ ให้กลายเป็นความเข้มแข็งของคนในชาติได้ในระยะยาว
ในฐานะผู้ศึกษาด้านการบริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยไซเบอร์ ยุทธศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และระเบียบวิธี จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์และมหาวิทยาลัยมิชิแกน และเคยศึกษาระดับปริญญาโทบางสาขาวิชาด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ผมเห็นว่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตาที่สุดไม่ใช่ตัวเลข 70,000 ล้านบาท แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Risk) ได้แก่ การสูญเสียอำนาจต่อรอง การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเกินไป และการที่ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานสำคัญของประเทศ อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อื่น โดยที่ประเทศไทยมีทางเลือกไม่เพียงพอ
หากบริหารไม่ดี ตัวเลข 70,000 ล้านบาท อาจเป็นเพียง “ตัวเลขที่สวยงาม” โดยที่คนไทยไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง โดยมีความเสี่ยงที่น่าพิจารณา คือ
1) ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คือ “การสูญเสียโอกาส”
ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การที่จีนเข้ามาลงทุน แต่คือการที่ประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนเงินลงทุนก้อนนี้ ให้กลายเป็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ หากเป็นเช่นนั้น ไทยอาจยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางต่อไปอีกหลายทศวรรษ
2) ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ ข้อมูล และอธิปไตยดิจิทัล
ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบประมวลผลข้อมูลบนเครือข่าย (Cloud Computing) ข้อมูลมิใช่เพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หากแต่ได้กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องถามว่า ข้อมูลสำคัญของประเทศไทยจะถูกจัดเก็บที่ใด ใครสามารถเข้าถึงหรือควบคุมข้อมูลเหล่านั้นได้ และหากเกิดวิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ระบบสำคัญของชาติจะยังคงดำเนินการได้หรือไม่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบธรรมาภิบาลข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และอธิปไตยทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติในระยะยาว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องถามต่อไปว่า ข้อมูลสำคัญของประเทศจะถูกจัดเก็บที่ใด ใครสามารถเข้าถึงหรือควบคุมข้อมูลเหล่านั้นได้ หากเกิดวิกฤตหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบสำคัญของประเทศจะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบ Data Governance, Cybersecurity และ Digital Sovereignty ที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาความมั่นคงและอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ
3) ความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ
หากไม่มีเงื่อนไขด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาคนไทย ประเทศไทยอาจได้รับเพียงงานระดับปฏิบัติการ ขณะที่องค์ความรู้ สิทธิบัตร การออกแบบ และผลกำไรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในต่างประเทศ ประเทศไทยอาจได้เพียง “โรงงาน” แต่ไม่ได้ “เทคโนโลยี”
และยังมีความเสี่ยงอื่นอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงตระหนักและเตรียมมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงไว้แล้ว
แต่หากบริหารจัดการได้ดี ในฉากทัศน์ที่คาดการณ์ “ขั้นต่ำ” เป็นอย่างน้อย เงินลงทุนครั้งนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ดีต่อประเทศไทย ภายใน 3–5 ปี เงินลงทุนจากจีน 70,000 ล้านบาท อาจเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับคนไทย ดังนี้
1) งานใหม่ของคนไทย 20,000–28,000 ตำแหน่ง
เทียบเท่าประชาชนหลายหมื่นครอบครัวมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
2) บุคลากรเทคโนโลยีไทยเพิ่มขึ้น 1,500–2,500 คน
ทั้งวิศวกร นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ AI และความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
3) SMEs ไทย 300–500 ราย มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
พร้อมเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 14,000–21,000 ล้านบาท
4) งบวิจัย พัฒนา และพัฒนาคนไทยกว่า 1,400–2,100 ล้านบาท
เพื่อสร้างนักวิจัย เทคโนโลยี สิทธิบัตร และนวัตกรรมของประเทศไทยเอง
5) รายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500–3,000 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งสามารถนำกลับมาพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน
หากทำได้สำเร็จ เงินลงทุน 70,000 ล้านบาท จะไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง คนไทยมีงานทำมากขึ้น คนไทยมีทักษะและเทคโนโลยีมากขึ้น ธุรกิจไทยเติบโตมากขึ้น ประเทศไทยมีรายได้และอำนาจการแข่งขันสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือ
ประเทศไทยอาจก้าวจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยี” และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของโลก
กล่าวโดยสรุป เราคนไทยต้องกล้าเผชิญโอกาสด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่ระแวงจนเกินเหตุ อย่านำความกังวลมาปิดประตูแห่งความเจริญของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าเปิดประตูจนผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเกิดความสั่นคลอน
ขอให้เราวางใจในกลไกของรัฐภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ พร้อมทั้งช่วยกันส่งสัญญาณ เตือน และเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เกณฑ์ที่จะตัดสินว่า เงินลงทุน 70,000 ล้านบาท จะกลายเป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์” หรือเป็นเพียง “ตัวเลขที่ผ่านประเทศไทยไป”…..เกณฑ์นั้นไม่ใช่ “จีน” แต่คือความสามารถของประเทศไทยในการรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ
ผมขอฝากข้อเสนอไว้ว่า ประเทศไทยควรเลือก “การเปิดประตูอย่างมียุทธศาสตร์” เพื่อให้การลงทุนทุกบาททุกเงินตราต่างชาติสร้างประโยชน์สูงสุดแก่คนไทย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการจัดการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และศึกษาระดับปริญญาโทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงด้านการบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอดจนศึกษาด้าน Data Science และระเบียบวิธีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และเคยศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์การลงทุนครั้งนี้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง ความมั่นคงไซเบอร์ การบริหารความเสี่ยง และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย
“เราไม่ได้มาเรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง” พระราชดำรัส รัชกาลที่ ๕

