ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน
วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ซึ่งมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย โดยนายชัชชาติระบุว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
สถานะของคดีและการตรวจสอบในปัจจุบัน
นายชัชชาติ เน้นย้ำว่า “คดีนี้ยังไม่ยุติ” และยังอยู่ในกระบวนการดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
ขั้นตอนของคณะกรรมการ (ก.ก.) กระบวนการสอบสวนของ กทม. ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งฝ่ายบริหารได้สั่งการให้ทบทวนผลการลงโทษแล้ว
การดำเนินการที่ยังไม่มีข้อยุติ บทลงโทษที่ออกมาเบื้องต้นเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบราชการ แต่ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย
การตรวจสอบเส้นทางการเงินโดย ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่ง ป.ป.ช. มีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงินและร้านค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจของ กทม.
ข้อจำกัดเรื่องอำนาจผู้ว่าฯ และการทบทวนบทลงโทษ
ต่อประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่ดูเบาบาง (เช่น การปรับ 600 บาท) นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ระบบราชการถูกออกแบบมาให้มีการถ่วงดุลอำนาจ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษหรือไล่ข้าราชการออกได้โดยตรง คณะกรรมการสอบสวนถูกแต่งตั้งโดยปลัด กทม. ตามสายบังคับบัญชา
อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติยืนยันว่าตน “ไม่เห็นชอบ” กับผลการลงโทษเบื้องต้น และได้ใช้อำนาจสั่งให้มีการสอบสวนทบทวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ก. (ซึ่งมีอำนาจสูงสุดและประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานภายนอก) เป็นผู้พิจารณาในมิติที่หลากหลายขึ้น หากพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน คณะกรรมการ ก.ก. มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกได้
การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ กทม.
น.ส.ทวิดา กมลเวชช ได้อธิบายเสริมถึงไทม์ไลน์การทำงาน เพื่อยืนยันว่า กทม. เอาจริงเอาจังและไม่ได้ประวิงเวลา
รับเรื่องร้องเรียนและสั่งการทันที: กทม. รับเรื่องจากชมรม STRONG เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 67 นายชัชชาติได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทันที พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ป., ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.
ตั้งคณะกรรมการสอบสวนรวดเร็ว: ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ (17 มิ.ย. 67) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการปกติที่มักใช้เวลาเป็นเดือน
ผลสอบออกภายในครึ่งปี: แม้จะติดช่วงเกษียณอายุราชการ แต่ กทม. สามารถสรุปผลสอบสวนวินัยร้ายแรงเบื้องต้นได้ภายในวันที่ 6 ธ.ค. 67 ซึ่งการดำเนินการสืบสวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สืบสาวไปถึงระดับรองปลัด กทม.
ยกระดับระบบการทำงาน ป้องกันการทุจริตในอนาคต
เหตุการณ์นี้ทำให้ กทม. ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานในหลายมิติ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันการทุจริต:
ยกระดับความร่วมมือกับองค์กรอิสระ ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ป. อย่างใกล้ชิด เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องอำนาจการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ปรับปรุงกระบวนการสำนักงบประมาณ การเสนองบประมาณต้องใช้เอกสารที่ละเอียดและเข้มข้นมากขึ้น ไม่ให้หละหลวมเหมือนในอดีต
พัฒนาระบบสอบสวนทางวินัย ปรับกระบวนการให้รัดกุม รอบคอบ รวดเร็วขึ้น (ตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี) และนำข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
ระบบ E-Bidding นายชัชชาติชี้แจงว่า ระบบ E-Bidding ของกรมบัญชีกลางมีระบบตรวจสอบในตัว หากพบการล็อกสเปกสามารถร้องเรียนได้ ปัญหาของคดีนี้เกิดจากการไม่มีราคากลางที่เหมาะสมและมีความหลากหลายของคุณสมบัติ ซึ่ง กทม. จะต้องเข้าไปควบคุมการตั้งราคากลางให้รัดกุมยิ่งขึ้น
การขยายผลตรวจสอบและการแสดงความรับผิดชอบ
นายชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบ และหวังว่าเรื่องนี้จะถูกผลักดันเป็นวาระระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่กระแสช่วงเลือกตั้ง
ขยายผลทุกโครงการ จากคำถามเรื่องการตรวจสอบโครงการอื่นๆ นายชัชชาติยืนยันว่า ไม่ได้หยุดแค่ 7 โครงการแรก หรือ 17 โครงการตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต แต่ได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และ กทม. จะขยายผลตรวจสอบทุกโครงการที่มีฐานวิธีคิดเดียวกัน (รวมถึงคดีทุจริตซ่อมรถทิพย์ในปี 2563 ที่พบว่าเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดเดียวกัน)
ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ต่อข้อท้วงติงที่ว่าทีมงานของนายชัชชาติอาจจะ “ไม่ใสซื่อ” นายชัชชาติยืดอกรับว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนต้องรับผิดชอบต่อทุกคน หากพบว่ามีทีมงานคนใดไม่บริสุทธิ์หรือทำไม่ดี ก็พร้อมที่จะให้ออกทันที
ในช่วงท้าย นายชัชชาติได้กล่าวย้ำจุดยืนว่า “เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตนขยะแขยงที่สุด และรับไม่ได้หากถูกกล่าวหาว่าทุจริต หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย จะลุยเรื่องนี้ต่อให้สุดซอย ต้องขยายผลให้ครบทุกโครงการ เพราะหากไม่แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาด ก็จะตกเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต”