แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

แสวง บอกกำลังใจดี ไม่กระทบการทำงาน หลังกระแสข่าว ถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน ดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.34 น.

‘แสวง’บอกกำลังใจดี  ไม่กระทบการทำ งาน หลังข่าวประเมินผลงาน บอกดีใจได้ทำงานร่วมกับ กกต.ทุกชุด และภูมิใจที่เป็นคนของกกต.

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ภายหลังถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลังจบงานแถลงผลงาน 28 ปี กกต. กรณีกระแสข่าวไม่ผ่านผลการประเมินการปฏิบัติงาน ว่า การประเมินเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตนไม่สามารถพูดอะไรได้ 

“สิ่งเดียวที่บอกได้คือรู้สึกดีที่ทำงานกับกกต.ทุกชุดที่ผ่านมา และข่าวที่ออกมาไม่กระทบกับการทำงาน และไม่รู้สึกเสียขวัญกำลังใจแต่อย่างใด ยืนยันว่าที่ผ่านมาทำงานดีที่สุด นอกจากนี้ ยังรู้สึกดีๆกับทุกอย่างที่กกต. และภูมิใจที่เป็นคนของกกต.

ภาคประชาชน เริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้

ภาคประชาชน เริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100%  ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้

ภาคประชาชน เริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

“ภาคปชช.”ยื่นริเริ่มล่า 5 หมื่นชื่อ ยื่นแก้รธน. ให้มี สสร.เลือกตั้ง100% ดีเดย์เปิดเข้าชื่อ 12 มิ.ย. นี้ พร้อมประกาศค้าน ร่างแก้รธน.ระบอบสีน้ำเงิน

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชน ในนามกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) นำโดย นายณัชปกร นามเมือง ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)  น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ได้ยื่นเจตจำนงต่อการริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง

โดยนายเลิศศักดิ์ กล่าวว่าตนยินดีที่ภาคประชาชนสนใจกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นนิมิตรหมายที่ดีของบ้านเมืองที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ หลังจากนี้จะทำตามขั้นตอนของสภาฯ หลังจากที่ตนรับเรื่องแล้วจะเสนอต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขณะที่ประชาชนสามารถเริ่มกระบวนการเข้าช่ือให้ได้ 5หมื่นชื่อ เมื่อครบแล้ว สามารถยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาโดยสภาฯจะใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อ เมื่อครบถ้วนและมีความพร้อมจะบรรจุเข้าสู่วาระต่อไป 

ขณะที่นายณัชปกร กล่าวว่า  บนหลักการ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย โดย สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100%  โดยมีที่มา 2 แบบ คือ สสร.ตัวแทนจังหวัด เพื่อให้เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ และสสร. แบบบัญชีรายชื่อ มาจากกลุ่มประเด็น ความหลากหลายต่างๆ  พร้อมกำหนดให้ สสร.มีอำนาจกำหนดกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) กำกับ ซักถามและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและออกแบบรัฐธรรมนูญ ส่วนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มีกมธ.ยกร่าง 35 คน มาจาก สสร. 25 คน ส่วนอีก 10 คน ให้มาจากการเชิญบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ต้องส่งให้ สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชอบ ก่อนส่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

“ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนผ่านทางเว็ปไซต์ของเครือข่าย ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลารวบรวมรายชื่อได้ครบภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ดีการเข้าชื่อดังกล่าวจะใช้กระบวนการออนไลน์ เบื้องต้นจะช่วยล่นเวลาของสภาต่อการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนที่เชื่อว่าจะใช้เวลาตรวจสอบน้อยกว่า45วัน” นายณัชปกร กล่าว

นายณัชปกร กล่าวด้วยว่าภาคประชาชนเห็นว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ตรงกับหลักการของประชาชน และไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเนื้อหาเอื้อให้เกิดการผูกขาด ทำให้มี สสร.สีน้ำเงินที่จับเลือก และไม่เอาสว.สีน้ำเงินน ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่สสร.ของระบอบสีน้ำเงินภาคประชาชนพร้อมโหวตโน

เมื่อถามว่ามองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำหนดเป็นต้นเดือนก.ค. ควรชะลอออกไปก่อนหรือไม่ นายณัชปกร กล่าวว่า ตนบอกไม่ได้ ว่ารัฐสภาควรจะรอหรือไม่ ถือเป็นความเห็นของประธานรัฐสภาที่จะดำเนินการ

เมื่อถามว่าหากรัฐสภาโหวตไม่รับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชนเพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร นายณัชปกร กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาล ดังนั้นจะขัดหรือไม่ขัด คนที่ชี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนมองว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ควรด่วนสรุป เมื่อสามารถบรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรพิจารณาดำเนินการ และให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาประชามติ ตามที่ศาลวินิจฉัยว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ดังนั้นอย่าขวางตั้งแต่ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการยื่นเจตจำนงของภาคประชาชนดังกล่าว พบว่ามีกลุ่ม สว. ได้แก่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้น.ส.นันทนา ได้ประกาศสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเนื่องในการครบรอบ100ปีประชาธิปไตยไทยด้วย

เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

“ศุภชัย”ยัน”ที่ดินปู่ชัย” ไม่เกี่ยวคดีที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ คนละเรื่องกัน ชี้ทางคดีขอรอฟังคำตัดสินศาลหลัง รฟท.ฟ้องรายแปลง อย่าอ้างคำพิพากษาศาลฎีกามาเหมารวม จวก”เสรีพิศุทธ์”อย่ามั่วหลังอ้างเคยจับ”เนวิน”ทุจริตเลือกตั้ง ยันไม่เคยเกิดขึ้น จ่อฟ้องทุกคน-สื่อ มีเจตนาทำพรรคเสียหาย

9 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ดินเขากระโดงที่ก่อนหน้านี้มีการชี้แจงหลายครั้งแล้ว ว่าสิ่งที่สังคมต้องรอฟัง คือการรอผลการตัดสินในคดีแพ่งที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทยอยฟ้องผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ 5,083 ไร่ พร้อมย้ำว่า ในการตัดสินของศาลฎีกา และศาลยุติธรรม เกี่ยวกับ 35 รายนั้น ที่แพ้คดีไม่ได้มีผลผูกพันกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่เป็นโฉนดที่ดิน หรือ นส.3 แปลงอื่นๆ อีก 995 ราย เพราะทุกคนมีอีกเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยราชการถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงของ 995 ราย มีข้อเท็จจริงข้อต่อสู้ที่แตกต่างกับ 35 ราย เพราะฉะนั้น จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาของ 35 รายนั้นมาบังคับใช้กับ 995 รายนี้ไม่ได้

นายศุภชัย กล่าวว่า ส่วนคำวินิจฉัยศาลปกครอง และคำตัดสินของศาลปกครองที่มีขึ้นระหว่างคู่กรณีคือ รฟท.กับกรมที่ดิน นั้น ศาลปกครองกลางเคยวินิจฉัยว่าให้กรมที่ดินไปดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินในการตั้งคณะกรรมการตรวจตรวจสอบ ว่าเอกสารสิทธิ์ที่ออกไปให้กับประชาชนที่ครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือคลาดเคลื่อน แต่เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว และฟังข้อเท็จจริงกับ รฟท. ซึ่ง รฟท.ไม่สามารถนำเอกสารแผนที่มาแสดงยืนยันเขตที่ดินของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นกรมที่ดินจึงไม่มีเหตุผลที่จะไปยกเลิกโฉนดที่ดิน

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ส่วนที่ขณะนี้ รฟท.ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ว่าการออกคำสั่งของกรมที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ดังนั้น จึงต้องรอหรือในขณะเดียวกันการตัดสินว่าที่ดินแปลงใดบุกรุกที่ดินของ รฟท.เป็นจำนวนพื้นที่เท่าไหร่นั้น ศาลปกครองก็ไม่เคยวินิจฉัย จึงขอทำความเข้าใจว่าวันนี้เอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยกรมที่ดินที่ให้กับประชาชนเป็นการยื่นออกเอกสารสิทธิ์ที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ ขึ้นอยู่กับศาลฎีกาจะวินิจฉัยจนถึงที่สุด เรื่องนี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้โดยพาดพิงด้วยว่าการแสดงความคิดเห็นของตนไม่ถูกต้องนั้น ยืนยันว่าความเห็นของ พ.ต.อ.ทวี ต่างหากที่ไม่ถูกต้อง ท่านบอกว่าอยากให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินที่มีการประกาศใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2497 ที่ดินของการรถไฟตรงนั้นได้มีการดำเนินการห่วงห้ามไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งไม่มีข้อเท็จจริงหรือเอกสารใดที่ปรากฏว่าที่ดินของ รฟท.ตรงนั้นมีการหวงห้าม และการได้มาซึ่งที่ดินของราชการจะต้องได้มาโดยผลของกฎหมาย การซื้อขาย การเวนคืนที่ดินมา หรือโดยมีการโอนกันระหว่างราชการ แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าว รฟท.ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดมายืนยันเลยว่าเป็นเจ้าของ อ้างแค่ว่ามี ส.ค.1 หรือมีแผนที่เป็นเอกสารภายในของ รฟท.

“ที่ดินเหล่านั้นออกมาโดย รฟท.เองไม่เคยมีการไปคัดค้าน ขณะที่ประชาชนไปยื่นขอ น.ส.3 หรือโฉนดที่ดิน แต่ในทางกลับกันที่ดินบางแปลง การรถไฟมีความเชื่อว่าที่ดินอยู่ใกล้กับรางรถไฟเป็นของเขา ประชาชนอยู่ที่นั่นก็เชื่อว่าที่ดินที่อยู่ใกล้รางรถไฟมาประมาณ 40 เมตร เป็นของการรถไฟ ดังนั้น เวลาประชาชนไปขอออกโฉนดที่ดินจึงให้การรถไฟมาชี้แนวเขตของการรถไฟ ซึ่งมีที่ดินหลายแปลงที่การรถไฟไปชี้แนวเขตว่าของตัวเองมีอยู่แค่ไหน ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 ล้วนเป็นการรับรู้ของการรถไฟมาโดยตลอด โดยที่ไม่เคยแสดงความคัดค้าน สิ่งที่ประหลาดต่อมาคือประชาชนไม่ว่าจะไปครอบครองที่ดินแปลงใด ถ้าเป็นที่ดินที่มีสิทธิ์จะครอบครองตามกฎหมายเขาก็แจ้งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประชาชนเท่านั้น ย้ำว่า ราชการจะมาได้มาซึ่งที่ดินต้องได้มาตามช่องทางอื่น แต่หลังจากประกาศเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2497 กลับไปแจ้งสิทธิครอบครอง ซึ่งไม่มีหน่วยงานราชการไหนต้องไปแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน วันนี้ประชาชนจำนวนมากฟังไม่ชัดไม่เข้าใจ เรื่องกฎหมายใครโพสต์อะไรก็ว่าไปตามนั้นด่าต่างๆนานา จึงขอยืนยันว่า ขอให้รอคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลในส่วนของคดีแพ่งจนกว่าจะถึงที่สุด” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีสัญญาที่ดินของ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา และ สส.บุรีรัมย์ ที่ทำกับการรถไฟฯ ในปี 2513 นั้น ยืนยันว่าที่ดินแปลงนี้ไม่เกี่ยวกับที่ดิน 5,083 ไร่ แต่เป็นที่ดินที่ใกล้เคียงกับบริเวณรางรถไฟที่โรงโม่หินของนายชัย ใช้ประโยชน์ในการที่จะมากองหินเพื่อที่จะขนใส่ขบวนรถไฟ เพื่อบรรทุกไปดำเนินการก่อสร้างหรือซ่อมแซมของการรถไฟเส้นทางสายอีสาน อย่างไรก็ตาม วันนี้มีคนพยายามผูกโยงว่านายชัยยอมรับว่าเป็นที่ของการรถไฟเฉพาะพื้นที่ที่ติดกับรางรถไฟ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่า 5,083 ไร่ จะเป็นที่ของการรถไฟทั้งหมดด้วยซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนบอกว่าปู่ยอมรับแล้ว แต่หลานยังไม่ยอมรับ

“ตอนที่นายชัยขอเอกสารสิทธิ์ในส่วนของเฉพาะบ้านของนายชัย ผมเห็นหลักฐานการขอเอกสารสิทธิ์เมื่อปี 2551 ผมทำเรื่องนี้มานาน ซึ่ง รฟท.เองก็ได้ชี้แนวเขตของตัวเองด้วย เรื่องเหล่านี้ทำให้เกิดความสับสนกับประชาชน โดยสื่อเองก็มีการดำเนินการอะไรบางอย่างที่ไปตัดต่อทำอินโฟบางเรื่องโค้ดคำพูดซ้ำๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่างๆ ก็ขอฝากตรงนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวร้ายป้ายสีพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก แต่วันนี้ใครก็ตามที่แชร์ด้วยความไม่ฉลาดของตัวเอง ความรู้สึกเชื่อโดยสนิทใจแบบนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจมีเจตนาประสงค์ไม่ดีต่อพรรคหรือหัวหน้าพรรค หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพรรคนับจากนี้เป็นต้นไป ผมจะดำเนินคดีทุกคดีกับผู้ที่มีเจตนาที่จะใส่ร้ายป้ายสีทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ตาม ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สื่อมวลชนจำนวนมากจับกระแสบางส่วนนำไปบิดเบือนก่อให้เกิดความเสียหาย” นายศุภชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายศุภชัยจะนำโทรศัพท์มือถือซึ่งมีการเปิดรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เปิดให้สื่อมวลชนได้เห็น โดยเป็นการนำเสนอข่าว “ย้อนอดีตบุกจับเนวิน สะเทือนวงการเลือกตั้งไทย” พร้อมยืนยันว่านายเนวินไม่เคยถูกจับเรื่องทุจริตการเลือกตั้งในเหตุการณ์ครั้งนั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาเล่าว่าเคยจับนายเนวินอย่างไร นายศุภชัย กล่าวว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และตนจะดำเนินคดี พร้อมกับแจ้งให้นายเนวินดำเนินคดีด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการมักง่ายต่อคนอื่นปากพล่อย และใช้เวทีของสื่อช่องหนึ่ง ซึ่งช่องนั้นไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ ขึ้นตัวหนังสือเช่นนี้ ทั้งที่คดีนี้ไม่เคยบุกจับเนวิน เพราะฉะนั้น แม้ว่านายเนวินจะไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ต่อไปว่ากล่าวในการมอบหมายทนายทนายความให้ดำเนินคดีต่อไป

“วันนี้ผมไม่ยอมแล้ว ใครที่โพสต์หรือแชร์อะไรเสียหาย บางเรื่องผมก็อาจจะยอมได้ เอาภาพเท้ามาวางไว้ที่หน้าผมไม่เป็นไร แต่หากเกินไปผมก็ไม่ยอม เพราะถ้าท่านมีสติ ไม่รับจ้างใครมา และโง่โดยสุจริตสุจริตไม่เป็นไร แต่เมื่อท่านมีเจตนาผมไม่ยอมแล้ว จะดำเนินคดีทุกคดี วันนี้มีอยู่ 30 – 35 คดี ดังนั้นถ้าท่านทำอะไรผิดกฎหมาย ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ได้กระทำ พร้อมยืนยันว่าดำเนินคดีกับทุกคนรวมถึงสื่อด้วยไม่ว่าสื่อไหนก็ตาม” นายศุภชัย กล่าว

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมช.ดีอี อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว โครงการTH-AI Passport ยันระดมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายแบบ โอเพ่น-รอบด้าน ไม่ปิดกั้น 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในโครงการ TH-AI Passport ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ที่กระทรวงดีอี ว่า ทางรมว.ดีอี มอบหมายตน และปลัดดีอี ไปรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดในโลกออนไลน์ หรือพื้นที่ต่างๆ แต่อาจจะยังเป็นทางเดียว จึงเปิดเวทีรับฟังความเห็น ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ใครสนใจจะเข้าร่วมเราก็เชิญชวนทั้งหมดหลายส่วน ไม่ได้ปิดกั้นว่าให้ใครไปหรือไม่ให้ใครไป เพื่อมาให้ข้อมูลว่าระบบนี้มันดีจริงหรือไม่ ติดขัดตรงไหน หรือควรเพิ่มตรงไหนเพราะขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นว่าเนื้องานเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า ความคิดเห็นในเวทีนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่  เนื่องจากตัวโครงการได้ผู้ว่าจ้างไปแล้ว น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ความคิดเห็นมองได้หลายแบบ บางความคิดเห็นอาจจะอยู่ในส่วนของสัญญาอยู่แล้ว หรือบางส่วนที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ถ้าเป็นความคิดเห็นที่ดีแล้วทางคู่สัญญา หรือนักพัฒนาเห็นว่า สามารถทำได้ก็คงเป็นเป็นการเจรจาเบื้องต้นแบบนั้นไปก่อนแต่ขอให้รอข้อสรุปจากการรับฟังก่อน

รมช.ดีอี กล่าวว่า เวทีการรับฟังความคิดเห็นนี้ ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าการทำโครงการรัฐ  จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญา ซึ่งโครงการนี้ตามความเป็นจริงก็มีเหมือนกัน แต่ในขณะนั้นที่ทำประชาพิจารณ์ ไม่มีใครเข้ามาให้ความเห็นอะไรเลย  แต่เมื่อโครงการผ่านแล้วได้ผู้รับจ้าง และกำลังเริ่มแต่ขั้นตอน เพิ่งมีความเห็น แต่เราก็เห็นว่า เปิดโอกาส เนื่องจากกระทรวงเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี จึงอยากทำให้ดีตามที่ทุกคนตั้งใจ ซึ่งความตั้งใจของเราคืออยากให้เป็นเหมือนประเทศอื่นที่แจกให้ทุกคน แต่เรายังติดงบประมาณ ที่ไม่สามารถทำได้เช่นนั้น เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่ให้สิทธิ์ประชาชนจำนวนเยอะกว่าไทยนิดนึง แต่ระยะเวลาสั้นกว่าไทยครึ่งหนึ่ง และใช้งบประมาณเยอะกว่า พร้อมย้ำว่า โครงการนี้กระทรวงมองถึงความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้  ไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

เมื่อถามถึงกรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นนี้จะเป็นเวทีฟอกขาวให้กับโครงการ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ถ้าบอกว่าเป็นเวทีฟอกขาว ถ้าอย่างนั้นเราต้องเชิญเฉพาะบุคคล เพื่อต้องการให้ข้อมูลเชิงบวกอย่างเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้เชิญเฉพาะบุคคล พร้อมเปิดเป็นสาธารณะ เพราะเราพร้อมที่รับฟังความคิดเห็น ฉะนั้น จะมาบอกว่าฟอกเขาหรือไม่ วันนี้ขออย่าชี้นำสังคมแบบนี้ ขอให้คุยกันด้วยเนื้องานจริงๆ 

“กลายเป็นว่าตอนนี้ใครที่ออกมาสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งที่อาจจะเป็นความเห็นต่างของสังคม ทุกคนมีความคิดเห็นได้หมดไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ทั้งดี ไม่ดี และความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการชี้นำไปว่าใครทำแบบนี้ถือว่าผิด ดิฉันเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่จิตใจที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่ ในการที่จะมองว่าทุกคนสามารถเห็นต่างได้” รมช.ดีอี กล่าว

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

“โฆษก ภท.”ยัน 13.2 ล้านสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังอยู่ในระบบ ไม่โดนตัด ส่วนคนยังไม่ได้-นอกระบบ ให้”มท.”ลงสำรวจ-ยืนยันตัวตน ย้ำหนุนให้คนที่จนจริงๆ ชี้ 11 มิ.ย.นี้ชัดเคาะทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิ”ผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดา-มารดา”

9 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการทบทวนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ที่มีการไปออกข่าวว่าผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะถูกตัดสิทธิ ต้องบอกให้ชัดๆ เลยว่า ผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั่วประเทศ 13.2 ล้านคน ยังไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่โดนตัดสิทธิ ทุกคนยังอยู่ในระบบเหมือนเดิม

ส่วนหลักเกณฑ์ล่าสุดที่ทางกระทรวงการคลัง ออกมา ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้มีการทบทวนแล้ว ก็ต้องไปพิจารณากันใหม่ ขณะที่ในมุมมอง สส. เราได้รับทราบปัญหาเหล่านี้มานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะประชาชนที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ขณะเดียวกันก็เป็นการครบรอบที่กระทรวงการคลังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์พอดี เราทำตามคำเรียกร้องของประชาชนในกลุ่มที่ต้องเรียกว่าเป็นคนจนจริงๆ จึงมีหลักเกณฑ์ออกมาสำหรับรอบนี้ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้น นายกฯ สั่งทบทวนหลักเกณฑ์ไปหลายข้อแล้ว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะมีการพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติมหรือไม่นั้น จะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งว่าจะใช้วิธีอย่างไรในการคัดกรองคน ขณะที่กระแสข่าวให้ยืนยันตัวตนผ่านอำเภอหรือสถานที่ราชการนั้น จะมีกลไกของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาบริการประชาชนตามแต่ละหมู่บ้านในการสำรวจสิทธิ และยืนยันตัวตน รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนจะนำไปพิจารณาผ่านกระทรวงการคลัง สำหรับหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกฯ ได้สั่งทบทวน อาทิ การยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ต่างๆ ยืนยันว่าไม่ใช่สำรวจแล้วปุ๊บ ได้ใครก็ต้องได้ คนนั้นเลย จะต้องผ่านทางประชาคมหมู่บ้านเพื่อรับรองว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิจะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และเป็นคนที่ไม่มีจริงๆ เป็นคนจนจริงๆ” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ ‘ไอซ์’ ปมฟอกขาว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ 'ไอซ์' ปมฟอกขาว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ ‘ไอซ์’ ปมฟอกขาว

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาชี้แจงความคืบหน้าและข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ “TH-AI PASSPORT” ก่อนที่จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยกระทรวงฯ ยืนยันถึงความคุ้มค่าของงบประมาณและข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาที่ได้ลงนามไปแล้ว พร้อมชี้แจงเป้าหมายหลักที่มุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมจัดเวทีเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI PASSPORT ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ กระทรวงดีอี (ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี จะเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วยตนเอง พร้อมทั้งเชิญบริษัทเอกชนผู้รับจ้างเข้าร่วมรับฟังในเวทีนี้ด้วย

ข้อจำกัดเรื่องสัญญาและขอบเขตงาน (TOR)

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าความคิดเห็นจากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ได้หรือไม่นั้น ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถแก้ไข TOR ได้ เนื่องจากได้มีการลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ จะนำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปเจรจากับผู้รับจ้าง (คู่สัญญา) เพื่อพิจารณาว่าสามารถปรับปรุงส่วนใดได้บ้างภายใต้กรอบ TOR เดิม เพื่อให้โครงการบรรลุผลสำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การตอบโต้ประเด็น “ฟอกขาว” และความคุ้มค่าของโครงการ

กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ว่าเวทีนี้เป็นเพียงการฟอกขาวให้โครงการนั้น นายพชรระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่ในส่วนของกระทรวงฯ ยืนยันว่าการจัดทำโครงการนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการใช้งานให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนของโครงการกับราคาในท้องตลาดหรือภาคเอกชน พบว่าโครงการนี้มีราคาที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ซึ่งมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย โดยนายชัชชาติระบุว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

สถานะของคดีและการตรวจสอบในปัจจุบัน

นายชัชชาติ เน้นย้ำว่า คดีนี้ยังไม่ยุติ” และยังอยู่ในกระบวนการดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนของคณะกรรมการ (ก.ก.) กระบวนการสอบสวนของ กทม. ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งฝ่ายบริหารได้สั่งการให้ทบทวนผลการลงโทษแล้ว

การดำเนินการที่ยังไม่มีข้อยุติ บทลงโทษที่ออกมาเบื้องต้นเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบราชการ แต่ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย

การตรวจสอบเส้นทางการเงินโดย ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่ง ป.ป.ช. มีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงินและร้านค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจของ กทม.

ข้อจำกัดเรื่องอำนาจผู้ว่าฯ และการทบทวนบทลงโทษ

ต่อประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่ดูเบาบาง (เช่น การปรับ 600 บาท) นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ระบบราชการถูกออกแบบมาให้มีการถ่วงดุลอำนาจ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษหรือไล่ข้าราชการออกได้โดยตรง คณะกรรมการสอบสวนถูกแต่งตั้งโดยปลัด กทม. ตามสายบังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติยืนยันว่าตน “ไม่เห็นชอบ” กับผลการลงโทษเบื้องต้น และได้ใช้อำนาจสั่งให้มีการสอบสวนทบทวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ก. (ซึ่งมีอำนาจสูงสุดและประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานภายนอก) เป็นผู้พิจารณาในมิติที่หลากหลายขึ้น หากพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน คณะกรรมการ ก.ก. มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกได้

การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ กทม.

น.ส.ทวิดา กมลเวชช ได้อธิบายเสริมถึงไทม์ไลน์การทำงาน เพื่อยืนยันว่า กทม. เอาจริงเอาจังและไม่ได้ประวิงเวลา

รับเรื่องร้องเรียนและสั่งการทันที: กทม. รับเรื่องจากชมรม STRONG เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 67 นายชัชชาติได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทันที พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ป., ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.

ตั้งคณะกรรมการสอบสวนรวดเร็ว: ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ (17 มิ.ย. 67) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการปกติที่มักใช้เวลาเป็นเดือน

ผลสอบออกภายในครึ่งปี: แม้จะติดช่วงเกษียณอายุราชการ แต่ กทม. สามารถสรุปผลสอบสวนวินัยร้ายแรงเบื้องต้นได้ภายในวันที่ 6 ธ.ค. 67 ซึ่งการดำเนินการสืบสวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สืบสาวไปถึงระดับรองปลัด กทม.

ยกระดับระบบการทำงาน ป้องกันการทุจริตในอนาคต

เหตุการณ์นี้ทำให้ กทม. ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานในหลายมิติ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันการทุจริต:

ยกระดับความร่วมมือกับองค์กรอิสระ ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ป. อย่างใกล้ชิด เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องอำนาจการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ปรับปรุงกระบวนการสำนักงบประมาณ การเสนองบประมาณต้องใช้เอกสารที่ละเอียดและเข้มข้นมากขึ้น ไม่ให้หละหลวมเหมือนในอดีต

พัฒนาระบบสอบสวนทางวินัย ปรับกระบวนการให้รัดกุม รอบคอบ รวดเร็วขึ้น (ตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี) และนำข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

ระบบ E-Bidding นายชัชชาติชี้แจงว่า ระบบ E-Bidding ของกรมบัญชีกลางมีระบบตรวจสอบในตัว หากพบการล็อกสเปกสามารถร้องเรียนได้ ปัญหาของคดีนี้เกิดจากการไม่มีราคากลางที่เหมาะสมและมีความหลากหลายของคุณสมบัติ ซึ่ง กทม. จะต้องเข้าไปควบคุมการตั้งราคากลางให้รัดกุมยิ่งขึ้น

การขยายผลตรวจสอบและการแสดงความรับผิดชอบ

นายชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบ และหวังว่าเรื่องนี้จะถูกผลักดันเป็นวาระระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่กระแสช่วงเลือกตั้ง

ขยายผลทุกโครงการ จากคำถามเรื่องการตรวจสอบโครงการอื่นๆ นายชัชชาติยืนยันว่า ไม่ได้หยุดแค่ 7 โครงการแรก หรือ 17 โครงการตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต แต่ได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และ กทม. จะขยายผลตรวจสอบทุกโครงการที่มีฐานวิธีคิดเดียวกัน (รวมถึงคดีทุจริตซ่อมรถทิพย์ในปี 2563 ที่พบว่าเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดเดียวกัน)

ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ต่อข้อท้วงติงที่ว่าทีมงานของนายชัชชาติอาจจะ “ไม่ใสซื่อ” นายชัชชาติยืดอกรับว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนต้องรับผิดชอบต่อทุกคน หากพบว่ามีทีมงานคนใดไม่บริสุทธิ์หรือทำไม่ดี ก็พร้อมที่จะให้ออกทันที

ในช่วงท้าย นายชัชชาติได้กล่าวย้ำจุดยืนว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตนขยะแขยงที่สุด และรับไม่ได้หากถูกกล่าวหาว่าทุจริต หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย จะลุยเรื่องนี้ต่อให้สุดซอย ต้องขยายผลให้ครบทุกโครงการ เพราะหากไม่แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาด ก็จะตกเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต”

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

“เจมส์ อนุชา”เบอร์ 5 ย้ำ 5 นโยบายพลิกโฉม กทม. ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชันด้วยแพลตฟอร์ม”ส่องรัฐ”

9 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ประกาศความพร้อมในการเป็น “เจ้าภาพ” แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า “นอกเหนืออำนาจ กทม.” อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”

นายอนุชา ระบุว่า ได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆ จนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจร

นอกจากนี้ นายอนุชา กล่าวอีกว่า พร้อมผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม” ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์ (Feeder)

อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด

สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย “อุโมงค์ยักษ์” เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย

ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ PM 2.5 มีมาตรการขั้นเด็ดขาด โดย กทม.จะเข้าไประงับใบอนุญาตไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานและสร้างมลพิษทันที รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับให้รถบรรทุกวัสดุทุกคันต้องมีผ้าใบคลุมมิดชิด พร้อมเตรียมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฝุ่นผ่าน SMS ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือประชาชน โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชัน

สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า “ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี” การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที

ส่วนปัญหาตึกร้างของรัฐกว่า 24 แห่งที่ผู้รับเหมาทิ้งงานจากปัญหาต้นทุน นายอนุชา ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาในฐานะอดีตนักธุรกิจ โดยระบุว่าจะนำภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และ กกร.เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อหาจุดสมดุลในการปรับแก้สัญญาหรือชดเชยต้นทุนวัสดุ เพื่อให้โครงการของรัฐสามารถเดินหน้าต่อไปได้และไม่เป็นภาระของบ้านเมือง

นายอนุชา ยังได้ฝากถึงชาวกรุงเทพฯ ว่า นโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภา กทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

“กทม.จากนี้ไป จะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้ง เราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

9 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ้นสุดแล้ว! ศาลฎีกาพิพากษายืน ในคดีของไพฑูรย์ และ สุขสันต์ ที่ถูกฟ้องว่า ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ด้วยว่า 9 มิ.ย. 2569 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ในนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ และ “ดั๊ก” สุขสันต์ ที่ถูกฟ้องว่า ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านพักใน จ.นนทบุรีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นจากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้ศาลชั้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์และคดีสิ้นสุดไปแล้วในชั้นอุทธรณ์ ส่วนไพฑูรย์ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะแก้โทษ เพิ่มเป็น 8 ปี

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่งของศาลอาญา 22 ปี 2 เดือน 20 วัน

คำพิพากษาของศาลฎีกาทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญา อ.3264/2564 เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างอุทธรณ์

นับจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วันหรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566

ย้อนอ่านข่าวพิพากษาศาลอุทธรณ์: https://tlhr2014.com/archives/72389

‘ดีอี’ ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

'ดีอี' ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

‘ดีอี’ ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

หลังจากเกิดปัญหามากมายจนต้องพับเก็บโครงการไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โพสต์เฟซบุ๊ค เชิญชวน พร้อมเดินหน้าลุยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อีกระลอก เตรียมจัดเวทีเสวนาใหญ่ “TH-AI Passport Forum” เชิญชวนภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไป ร่วมชี้ชะตาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อหาทางออกและนำข้อเสนอแนะไปต่อยอดโครงการ “TH-AI Passport” ให้เกิดขึ้นจริง ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ เตรียมจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองภายใต้ชื่องาน “TH-AI Passport Forum” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโครงการดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน จะเน้นการระดมสมองและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ภาครัฐสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึก นำไปปรับปรุงและขยายผลการดำเนินงานของโครงการ TH-AI Passport ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง

การจัดประชุมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในงาน โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

กำหนดการจัดงาน
วันที่
 วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569
เวลา 09.00 – 12.00 น.
สถานที่ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร