ดีเอสไอ ออกหมายเรียก สส.ภูเก็ต ปชน. 31 ส.ค.นี้ แจงครหานอมินีต่างชาติ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:56 น.

DSI ออกหมายเรียกพยาน’สส.สมชาติ เตชถาวรเจริญ’ พรรคประชาชน เข้าชี้แจง 31 ส.ค.69 เหตุส่อเป็นนอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ ด้านพนักงานสืบสวน ยืนยันให้ความเป็นธรรม ให้เจ้าตัวนำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจง

จากกรณีที่สอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมายอมรับว่า คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างเตรียมออกหมายเรียกพยานแก่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนมาสอบสวนปากคำชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยมีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ โดยรายงานข้อมูลยังระบุด้วยว่า สส.สมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ โดยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกตินั้น

ซึ่งล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวน พบว่านายสมชาติ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้กองคดีความมั่นคง DSI อยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องดังกล่าว และล่าสุดได้มีการออกหมายเรียกแก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค.69 แต่ถ้าหากนายสมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาชี้แจงก่อนกำหนดนัดหมาย ก็สามารถเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ โดยทางพนักงานสืบสวนมีความพร้อมในการเปิดพื้นที่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานของพยานอยู่แล้ว

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ยังคงยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังเป็นเพียงเรื่องสืบสวน ยังไม่ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษ และยังไม่ได้มีการกล่าวหาดำเนินคดีกับบุคคลใดทั้งสิ้น เพราะจำเป็นจะต้องสอบสวนปากคำพยาน และรวบรวมพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน อนึ่ง ล่าสุดตามที่ สส.สมชาติ ได้โพสต์ว่าวันนี้จะเข้าชี้แจงกับดีเอสไอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจนั้น ทางพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง มีความพร้อมในการรอสอบปากคำชี้แจงในฐานะพยาน แต่เบื้องต้นยังไม่มีการประสานเข้ามาพบแต่อย่างใด

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ระบุอีกว่า สำหรับพยานหลักฐานเอกสารที่นายสมชาติ ประสงค์จะเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวนนั้น กรณีหากไปเกี่ยวข้องในเรื่องของการถูกระบุว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท เจ้าตัวก็จะต้องนำเอาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โครงสร้างบอร์ดผู้บริหาร หน้าที่การทำงานภายในบริษัท และรายการเดินบัญชีทางการเงิน เพื่อชี้แจงได้ว่าเส้นทางการเงินที่รับโอนไปนั้น มาจากการทำธุรกรรมในเรื่องใด และยิ่งโดยเฉพาะในกรณีของแหล่งที่มาของเงินทุนในการใช้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ห้องชุดร่วมกับคนต่างชาติ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินจากแหล่งทุนใดมาใช้ในการหมุนเวียนทำธุรกิจ และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี เพื่อไปถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติอย่างไร โดยจะต้องมีหลักฐานการประกอบกิจการ การทำงาน ผลประกอบการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานจะไม่ได้เป็นการสรุปทันทีว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดในคดีตามที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของดีเอสไอว่าในคดีดังกล่าวมีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไรบ้างในการบริหารกิจการธุรกิจการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และห้องชุด

รายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้เพจเฟสบุ๊กของนายสมชาติ ชื่อ “สมชาติ เตชถาวรเจริญ – สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน“ ได้มีการโพสต์ข้อความว่า จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่า “ผมเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว” วันนี้ผมจะเดินทางไปพบ DSI เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประ โยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ผมก็มา

ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ผมเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ผมได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยผมขอยืนยันว่า ในการดำเนินธุรกิจของผม ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว หรือจะถูกชาวต่างชาติใด ๆ ฉกฉวยไปจากมือของคนไทย และผมจะไม่มีวันดำเนินการใดๆ ให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด

ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขต ไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และล้วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชนและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใดๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สส.พรรคส้ม ภูเก็ต เขต 1 โต้ครหา นอมินีต่างด้าว จ่อพบ DSI ยืนยันบริสุทธิ์ใจ ให้ตรวจสอบ

ถือหุ้นแทนต่างชาตินอมินีพรรคประชาชนสมชาติ เตชถาวรเจริญ

เปิดทรัพย์สิน 95 ล้าน! ‘กังฟู’ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ทองคำแท่ง-นาฬิกาหรู-ที่ดิน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:53 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยทรัพย์สินหนี้สินของนายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี หรือ ‘กังฟู’หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กรณีเข้าดำรงตำแหน่งสส.บัญชีรายชื่อ เมื่อ 15 มี.ค.69 โดยนายวสวรรธน์ แจ้งสถานะโสด มีทรัพย์สินรวม 95,074,706 บาท แบ่งเป็นเงินสด 300,000 บาท เงินฝาก 13 บัญชี 3,151,106 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด หุ้นกู้และซื้อขายหลักทรัพย์ 18,122,498 บาท เงินให้กู้ยืมแก่นายวีระชาติ จิตรพิทักษ์เลิศ เมื่อปี 63 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน200,000 บาท

ที่ดิน นส.3ก. 7 แปลงทั้งในกรุงเทพฯ บึงกาฬ นครราชสีมา และอยุธยารวม 33.75 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16.8 ล้านบาทโดยเป็นบ้านจัดสรรในจังหวัดอยุธยา 1 หลัง มูลค่า 4.5 ล้านบาท และห้องชุด 1หลัง ในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ ซื้อเมื่อ 28 พ.ย. 68 มูลค่า 5.8 ล้าน และอีก 1 หลังในอ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซื้อเมื่อ 17 มี.ค.67 มูลค่า 6.5 ล้าน ยานพาหนะ 1.5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 6,792,300 บาท ซึ่งนอกจากจะเป็นประกันชีวิต ยังมีสิทธิในหมายเลขทะเบียนรถที่ประมูลมามูลค่า185,000บาท และสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ในอ.จอมเทียน พัทยา กับ บจก.เอวา แลนด์ ดีเวลล้อปเม้นท์ มูลค่า5,316,000 บาท

กังฟู

ส่วนทรัพย์สินอื่นรวม 14, 458,800 บาท อาทิทองคำแท่ง 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัมจำนวน 2 แท่งมูลค่า 4,788,800 ล้านบาท กำไลข้อมือ Cartier มูลค่า 350,000 บาท และนาฬิกาหรู 7 เรือนทั้ง Patek Philippe และ Rolex รุ่นต่างๆ

นอกจากนี้ ยังแจ้งมีหนี้สินรวม6,039,847 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 174,103 บาทและ หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ
5,865 ,744 ล้านบาท

ส่วนรายได้ต่อปีแจ้งว่ามีรายได้รวม 5,894,491 บาท เป็นเงินเดือน 360,000 บาท รายได้จากการให้เช่า 946,105 บาท รายได้จากพืชไร่/ตากมัน 4,588,386 บาท และมีรายจ่ายต่อปีรวม 2,483,917 บาท เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป 1.2 ล้านบาท ค่าผ่อนที่อยู่อาศัย 213,600บาท ค่าจอดรถ 220 317 บาท ค่าเบี้ยประกัน 250,000 บาท ดูแลบิดามารดา 600,000 บาท

สำหรับนายวสวธรรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ในการเลือกตั้งปี’66 แม้จะไม่ได้เป็น สส. แต่พรรคฯก็มีสส.จำนวน2 เขต ในจ.อุบลราชธานี โดยเป็นพรรคเล็กที่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่ในการเลือกตั้งปี’69 แม้เปลี่ยนเป็นพรรคไทรวมพลัง นายวสวรรธน์ ยังสามารถนำลูกทีมเข้ามาเป็นส.สได้ถึง 6 คน คืออุบลราชธานี 4 คน สุราษฎร์ธานี1คน และตนเองในฐานะสส.บัญชีรายชื่อสมัยแรก

กังฟูการเมืองทรัพย์สินพรรคไทรวมพลังวสวรรธน์ พ่วงพรศรี

เสรี เตือนภาคเหนือตอนล่าง-น่าน เฝ้าระวัง 23 ส.ค. ฝนมาอีกรอบ หวั่นดินอิ่มตัวรับน้ำไม่ไหว เสี่ยงดินถล่ม-น้ำป่า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:33 น.

“เสรี” เตือน ภาคเหนือตอนล่าง-น่าน เฝ้าระวัง 23 ส.ค.นี้ ฝนมาอีกรอบ หวั่น ดินอิ่มตัว ไม่สามารถรับน้ำไหว เสี่ยงเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก แจง ระบบเตือนภัยจากส่วนกลางแจ้งได้แค่ภาพเฉลี่ย อยากให้ท้องถิ่นทำวอร์รูมคู่ขนาน เหตุรู้สภาพพื้นที่ดี

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สถานการณ์ภาพรวมน้ำในพื้นที่ จ.น่านขณะนี้ว่า วันนี้ยังคงมีฝนตกอยู่ แต่ระดับน้ำที่เมืองน่านถือว่า ทรงและลดลงเล็กน้อย แต่พื้นที่ อ.เวียงสาระดับน้ำยังสูง ทั้งนี้ ในวันที่ 21-22 ส.ค. ระดับน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในวันที่ 21 ส.ค. น้ำน่าจะต่ำกว่าตลิ่ง ทั้งนี้ การคาดการณ์ในวันที่ 23 ส.ค. จะมีฝนตกขึ้นอีกชุดหนึ่ง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศ บริเวณเวียดนามตอนเหนือ การคาดการณ์ขณะนี้เป็นอย่างนั้น ซึ่งต้องอัพเดตสถานการณ์ทุกๆ วันและให้ชัดว่า ตกลงฝนจะมาแบบเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้พื้นดินอิ่มตัวมากแล้ว ไม่สามารถที่จะรับน้ำไหว จึงถือเป็นความเสี่ยงในพื้นที่ตอนบนจะเกิดดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายเสรี กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วเวลาเราเตือนภัยจากส่วนกลาง หรือส่ง Cell Broadcast เข้าไป เราจะได้รับฟีดแบกกลับมาว่า เตือนแล้วจะให้ประชาชนไปที่ไหน ไม่แจ้งพื้นที่พักพิงเลย จึงขอชี้แจงว่า ระบบเตือนภัยจากส่วนกลาง เราส่งไปเพื่อให้ท้องถิ่นได้แจ้งเตือนว่า ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านๆ นั้น ควรจะไปที่ศูนย์พักพิงจุดไหน ส่วนกลางไม่สามารถจะบอกได้ เพราะเราดูแลทั่วประเทศ ทั้ง 76 จังหวัด ดังนั้น จึงขอให้ท้องถิ่นตั้วอร์รูมคู่ขนานกับส่วนกลาง เพื่อการประสานงานจะได้ใกล้ชิด ทั้งที่ส่วนกลางส่ง Cell Broadcast ไปตั้งแต่ 04.00 – 06.00 น. แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิต นั่นหมายความว่า มันมีช่องว่างอะไรที่ไม่ไปถึงประชาชนหรือไม่ ซึ่งเราต้องดูว่า เหตุการณ์มันเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีการถอดบทเรียนกันค่อนข้างมาก อย่างกรณีน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีการถอดบทเรียน แต่ครั้งนี้ในภาคเหนือยังคงมีการท่วมอยู่ จะมีแนวทางอย่างไร นายเสรี กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่า โครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ดินมันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนอาจจะตก 100 – 200 มิลลิเมตร ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย แต่ตอนนี้ตก 60 มิลลิเมตรก็เป็นแล้ว สภาพที่เปลี่ยนไป ท้องถิ่นต้องประเมินให้ได้ว่า แต่ละพื้นที่มันรับน้ำได้ต่างกัน ตรงนี้มันเป็นประเด็นสำคัญที่ตนอยากจะเน้นว่า ท้องถิ่นต้องมีระบบเตือนภัยของตัวเอง ระบบประเมินความเสี่ยงของตนเอง ถ้าไม่เช่นนั้นปัญหาจะกลับมาอย่างนี้ตลอด มีผู้เสียชีวิต ผู้เสียหาย จำนวนสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลเองต้องมีนโยบายผลักดันเรื่องนี้ให้จริงจัง ตอนนี้ทุกอย่างมารวมที่ส่วนกลาง ซึ่งส่วนกลางก็เตือนเขาไม่ได้ เพราะมันเป็นพื้นที่เฉพาะ ใครสามารถเตือนได้ว่า ฝนตกเฉพาะ อ.ปัว 300 มิลลิเมตร ส่วนกลางก็เตือนในภาพเฉลี่ยว่า ฝนตก 60-80 มิลลิเมตร แต่ความจริงตก 300 มิลลิเมตร ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ

เมื่อถามว่า หากใช้โมเดลนี้ทั่วประเทศ จะทำให้ผู้เสียชีวิตน้อยลงและความเสียหายจะไม่หนักขนาดนี้ใช่หรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า ถูกต้อง ถ้าพื้นที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน แต่การที่จะเปลี่ยนผ่านให้เขาเข้มแข็งต้องใช้เวลา ต้องมีคน เครื่องมือ องค์ความรู้ ทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามว่า วันที่ 23 ส.ค.นี้ ที่มีการคาดการณ์ว่า จะมีฝนมาอีกช่วงหนึ่ง มีจังหวัดไหนที่ต้องระวังบ้าง นายเสรี กล่าวว่า ในส่วนของภาคเหนือตอนล่าง รวมถึง จ.น่าน ต้องเฝ้าระวัง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคอยอัพเดตสถานการณ์ตั้งแต่ 21 – 22 ส.ค.ว่า เป็นเช่นไร เพื่อให้วันที่ 23 ส.ค.มีการคาดการณ์แม่นยำขึ้น

น่านน้ำท่วมน่านน้ำป่า

อนุทิน บุกนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:14 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้แก่ Skyline Enterprises ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว และ T&G Global บริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลก เจ้าของแบรนด์ Envy™ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นผู้จัดการพบหารือ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยโดยตรงต่อภาคธุรกิจนิวซีแลนด์ โดยเน้นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่สามารถเป็นทั้ง ฐานการลงทุน ฐานการผลิต และประตูเชื่อมธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนและภูมิภาคอื่นของโลก รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน

สำหรับการหารือกับ Skyline Enterprises นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้บริษัทพิจารณาขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยไทยมีจุดแข็งทั้งความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยว และศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัท

ผู้บริหาร Skyline Enterprises แสดงความสนใจต่อโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของตลาดและแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงโอกาสในการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ BOI ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และต่อยอดไปสู่การลงทุนในประเทศไทย

ขณะที่การหารือกับ T&G Global บริษัทแสดงความสนใจในการหาฐานกระจายสินค้าเพื่อรองรับการขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและอินเดีย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้บริษัทพิจารณาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยไทยมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และตลาดนอกภูมิภาค ประกอบกับไทยมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน T&G Global มองประเทศไทยในฐานะ หุ้นส่วนด้านการเกษตร ไม่ใช่เพียงจุดกระจายสินค้า โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก มีวัตถุดิบที่หลากหลาย รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่มีศักยภาพ ขณะที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการทำตลาดระดับโลก หากนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาร่วมกัน จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายตลาดไปพร้อมกัน

นายกรัฐมนตรียังเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือไปถึงการใช้ความแข็งแกร่งของ แบรนด์ Envy และเครือข่ายตลาดระหว่างประเทศของ T&G Global สนับสนุนการเปิดตลาดให้ผลไม้คุณภาพของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย คือ นิวซีแลนด์สามารถใช้ไทยเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนและอินเดีย ขณะที่ผลไม้ไทยจะมีโอกาสใช้เครือข่ายของพันธมิตรนิวซีแลนด์เข้าถึงตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ BOI ติดตามผลการหารือกับทั้งสองบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนความสนใจของภาคเอกชนให้ไปสู่โครงการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดของภูมิภาค

อนุทินชาญวีรกูล,นิวซีแลนด์,เกษตร,ท่องเที่ยว,

เปิดโผนายพลตำรวจ บอร์ดกลั่นกรองนัดประชุม 23 ส.ค. เช็กรายชื่อขยับขึ้นพรึบ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:06 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล มีบันทึกข้อความลงวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ถึง ผบช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า หัวหน้าหน่วยที่มิได้สังกัด สง.ผบ.ตร. , ผบช. และ จตร.(หน.จต.) หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด สง.ผบ.ตร. เรื่องเตรียมตอบข้อซักถามข้อมูลข้าราชการตำรวจ

โดยมีสาระสำคัญว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยการประชุมกำหนดขึ้นใน วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สกพ.ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลของข้าราชการตำรวจ ทั้งรายชื่อผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ผู้ที่ยังไม่เหมาะสม ตลอดจนข้อมูลเสนอแต่งตั้งและผลการปฏิบัติงาน รวมถึงข้อมูลอื่นที่มีความสำคัญต่อการพิจารณา เพื่อให้สามารถตอบข้อซักถามในที่ประชุมได้อย่างครบถ้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการจัดทำ “โผนายพลตำรวจ วาระปี 2569” โดยเฉพาะตำแหน่งระดับผู้บริหารตั้งแต่ ผบก.ขึ้นไป ซึ่งต้องจับตาว่าบุคคลใดจะได้รับการคัดเลือกเลื่อนตำแหน่งและเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

มีรายงานว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. ถึง ผบก.มีตำแหน่งว่าง 156 ตำแหน่ง ดังนี้ รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง มีการเลื่อนผู้ช่วย ผบ.ตร. ตามลำดับอาวุโส ดังนี้ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. และ พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง มีการเลื่อน ผบช.ตามลำดับอาวุโส ดังนี้ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5

ระดับ ผบช. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผบช.รร.นรต. นรต.รุ่น 43 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงานของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ขยับมาเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.รุ่น 45 เดิมมีรายชื่อได้เลื่อนเป็น ผบช.กมค.สลับมา เป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เดิมมีรายชื่อเลื่อนเป็น ผบช.ภ.7 สลับมาเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รอง ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ.8) เดิมมีรายชื่อโยกเป็น ผบช.ภ.3 สลับไปเป็น ผบช.ภ.7

พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8 พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ. 3 นรต.รุ่น 42 ถูกโยกเป็น จตร.(สบ.8) พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. นรต.46 มือทำงานคดีสำคัญ เลื่อนเป็น ผบช.สอท.

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รองผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รองผบช.สกพ. เลื่อนเป็นผบช.สกพ. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร.

แต่งตั้ง,ข้าราชการตำรวจ,ตำรวจ,โผนายพล,โผนายพลตำรวจ,

สส.พรรคส้ม ภูเก็ต เขต 1 โต้ครหา นอมินีต่างด้าว จ่อพบ DSI ยืนยันบริสุทธิ์ใจ ให้ตรวจสอบ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:02 น.

สส.พรรคส้ม ภูเก็ต เขต 1 โต้ครหา นอมินีต่างด้าว จ่อพบ DSI ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ว่าที่ ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่า “ผมเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว” วันนี้ ผมจะเดินทางไปพบ DSI เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ผมก็มา

ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ผมเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ผมได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยผมขอยืนยันว่า ในการดำเนินธุรกิจของผม ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว หรือจะถูกชาวต่างชาติใด ๆ ฉกฉวยไปจากมือของคนไทย และผมจะไม่มีวันดำเนินการใด ๆ ให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด

ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขต ไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และล้วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชนและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใด ๆ “

DSIนอมินีต่างด้าวประชาชนสส.พรรคส้มแนวหน้าออนไลน์

วัชระ จี้อธิบดีสรรพากร ครั้งที่ 3 ยึดทรัพย์ ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ขู่ชง ป.ป.ช. ฟัน ม.154 โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตหากละเว้นหน้าที่

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:27 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือฉบับที่ 3 ถึง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เรียกร้องให้เร่งยึดและอายัดทรัพย์สินของ นายทักษิณ ชินวัตร เพื่อชำระหนี้ภาษี 17,629 ล้านบาท พร้อมเตรียมยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเอาผิดทางอาญา หากยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายก่อนอธิบดีฯ เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้

หนังสือร้องเรียนของนายวัชระ อ้างอิงถึงการแจ้งประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายทักษิณเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 ซึ่งรัฐมีสิทธิเรียกร้องหนี้ภายในอายุความ 10 ปี โดยเรียกร้องให้อธิบดีกรมสรรพากรใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 สั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ศาลออกหมายยึด เพื่อป้องกันความเสียหายจากกรณีคดีสุ่มเสี่ยงที่จะขาดอายุความ

นอกจากหนี้เงินต้นจำนวน 17,629 ล้านบาท นายวัชระยังเรียกร้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบและคำนวณยอดหนี้ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระ โดยระบุให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2560 ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 ก่อนปรับเป็นร้อยละ 5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

นายวัชระ ระบุเพิ่มเติมว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ถือเป็นการทวงถามครั้งสุดท้าย หลังจากสองครั้งแรกไม่ปรากฏความคืบหน้าและไม่มีการเผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชนรับทราบ หากอธิบดีกรมสรรพากรละเว้นการบังคับภาษีอากรรายนี้ จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 อย่างเด็ดขาด

โดยนายวัชระได้อ้างอิงข้อกฎหมายดังกล่าวว่า หากเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีอากร ละเว้นไม่เรียกเก็บ หรือกระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 400,000 บาท

นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ มีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569 ขั้นตอนหลังจากนี้คือการติดตามท่าทีของกรมสรรพากรว่าจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่ออายัดทรัพย์สินของนายทักษิณก่อนครบวาระหรือไม่ หากยังไม่มีความคืบหน้า คาดว่านายวัชระจะเข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 154 ต่ออธิบดีกรมสรรพากรทันทีตามที่ได้สงวนสิทธิ์ไว้

วัชระเพชรทอง,อธิบดีกรมสรรพากร,ยึดทรัพย์ทักษิณ,ทักษิณชินวัตร,

มท.4 ถก กมธ.กระจายอำนาจ ปมรักษาสิทธิ์ผู้สอบท้องถิ่นสุจริต ยันกระบวนการถอดถอน 5,925 รายชื่อ ไม่ยืดเยื้อ-ไร้ฟอกขาว

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:21 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มึการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ที่มี นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องการเสียสิทธิบางประการของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นในกลุ่มผู้ที่ไม่อยู่ในข่ายทุจริตในการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 โดยเชิญ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุม

นายคงกฤษ กล่าวว่า เนื่องจากครั้งนี้ผู้ที่ไม่ได้ทุจริตอาจเสียสิทธิ์ในการบรรจุหรือแต่งตั้งในจังหวัดที่เขาไม่ได้เลือกมาก่อน สำหรับวันนี้เมื่อได้ขึ้นบัญชีเราก็อยากให้โอกาสกับผู้ที่ได้รับสิทธิ์เลื่อนบัญชีขึ้นมา

ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หากได้ติดตามกระบวนการตอนนี้กำลังส่งข้อมูล ผู้ที่มีคะแนนผิดปกติให้กับทาง ก.จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากนั้น ก. จังหวัด จะมีการประชุมและส่งข้อมูลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้ถอดถอนผู้ที่ทุจริตและถูกบรรจุเข้าไป เมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ถูกถอดถอนออกไปก็จะทำให้มีที่ว่างเดิมเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า นอกจากสิทธิ์สอบแล้วจะสืบเนื่องถึงสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น เรื่องเงินเดือน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะเราถือว่ามันเป็นสิทธิ์ที่ไม่ควรได้ ก็ต้องดำเนินการต่อแต่นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรก ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มวันบรรจุหลังจากมีการเรียกบัญชีและบริหารบัญชีเสร็จ เมื่อเรียกคนไปบรรจุก็จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่ตอนนั้น รวมแล้วประมาณ 5,000 กว่าคน แต่ตัวเลขมีการขยับทุกวัน

เมื่อถามว่า การถอดถอนรายชื่อ 5,925 คน จะมีอุปสรรคหรือไม่เพราะบางท้องถิ่นยังกังวล สุดท้ายจะยืดเยื้อออกไปหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่ยืดเยื้อ ตนเข้าใจนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่ ว่ามีความกังวลและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเหตุมันเกิดไปแล้วและมีข้อเท็จจริงที่เราสามารถพิสูจน์ได้ ก็ต้องดำเนินการปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ไม่ควรได้รับการบรรจุตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ในส่วนของความกังวลก็ทราบว่ามีหลายกลุ่ม เพราะยังไม่เห็นข้อมูลจากส่วนกลางส่งไปให้ ซึ่งตอนนี้มีหลายที่เมื่อได้รับข้อมูลไปแล้วเขาก็สบายใจแล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ อบจ.ลำพูน ก็ออกมาโพสต์ว่าได้รับข้อมูลทาง อบจ.กระบี่ก็ได้ถอดถอนไปแล้วทั้งหมด 112 คน ซึ่งเราขีดเส้นการถอดถอนทั้ง 5,925 คน ไว้วันที่ 31 ส.ค.69

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ไปยื่น ป.ป.ช. นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราได้ยื่นไปแล้วเราดำเนินการ 2 ส่วน คือทางบริหารและทางอาญา ในส่วนของอาญา ทาง ป.ป.ช.และตำรวจ เป็นผู้รับผิดชอบ

“วันนี้ถ้าเราไม่ดำเนินการในฝ่ายบริหาร คำถามก็คือว่ามันจะเห็นผลเมื่อไหร่ มันจะเสร็จเมื่อไหร่เพราะฉะนั้นเราสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ ข้อมูลที่เราพบเห็นปรากฏทั้งหมด ก็รวบรวมข้อมูลและส่งให้ ป.ป.ช.ไปแล้วด้วย เพื่อให้ ป.ป.ช.ไปประกอบสำนวน และทำในส่วนของอาญาต่อ” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์​ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ต้นตอปัญหาการทุจริตสอบครั้งนี้เกิดจากที่ยุคก่อนยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาออกจากการเป็นผู้จัดสอบ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุกคนมีข้อมูล ที่บอกว่าเขาไปพบบการทุจริตก่อนหน้านี้ ฉะนั้น กระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เกิดในปี 67 หรือ 68 และการที่ยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา ตรงนี้ตนจะให้มหาวิทยาลัยบูรพา นำข้อมูลไปให้กับ ป.ป.ช.เลย ถ้าคิดว่ามีความผิดปกติ ก็เชื่อว่าจะสามารถนำข้อูลมาตรวจสอบกันได้หมด และในส่วนของกรม สถ. ตนเชื่อว่า ในการดำเนินการมีข้อมูลเอกสารหลักฐานตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นกรมฯ ก็แย่ ซึ่งข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้นนต้องบอมรับว่ามีกลุ่มผู้มาร้องเรียนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เวลานั้น ก็ให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนฯ บอกว่าควรที่จะเพิ่มมาตรฐานในการสอบเพื่อให้เกิดการรัดกุมมากกว่านี้ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัญญาใน TOR และงบประมาณ เปลี่ยนแปลงไปจึงไม่สามารถสามารถใช้ตัวเดิมได้ เพราะข้อแตกต่างในเรื่องรายละเอียดเยอะ ซึ่งตรงนี้ทาง สถ.ได้มีการปรึกษากับกรมบัญชีกลางในการหาผู้รับจ้างรอบใหม่ ซึ่งเรามีการสืบราคาทั้ง 67 มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ละมหาวิทยาลัยก็แจ้งข้อมูลเข้ามาที่สำคัญ กระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้าง จัดทำแบบ e-Bidding ฉะนั้น ทำไมมหาวิทยาลัยอื่นไม่ยื่น เพราะทุกมหาวิทยาลัยมีสิทธิ์ยื่น ซึ่งเป็นกระบวนการไม่มีการปิดกั้น

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ กังวลว่าเรื่องนี้จะมีการตัดตอน เพราะข้อมูลของทั้งมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลตรงกันคือมีการเรียกรับข้อมูล ที่มียศเหนือกว่าอธิบดี โดยมีการไปพูดคุยกันในเซฟเฮ้าส์ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ถ้ามีข้อมูลก็ควรส่งให้ ป.ป.ช.ไม่ต้องส่งมาให้ตน ซึ่งท่านอาจจะไม่ไว้ใจตน เพราะเป็นฝ่ายการเมือง ดังนั้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจขอให้ส่งไปที่ ป.ป.ช.เพราะตนมั่นใจเหลือเกินว่า ป.ป.ช.ทำงานเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะมีการกีดกันหรือเข้าไปแทรกแซงจากฝั่งการเมือง ตนคิดว่าการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบครั้งนี้ คงไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะทุกคนก็เห็นว่าบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลายคนอยู่ใกล้ชิด รู้จักสนิทสนมกัน ถ้าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปกันเพื่อไม่ให้เกี่ยวข้อง คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร เราสนใจแค่ว่าเขาทำอะไรมากกว่า

เมื่อถามว่า มหาวิทยาลัยบูรพา ยังสงสัยว่าทำไมถึงถูกปลดออกจากการจัดการสอบ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทางมหาวิทยาลัยบูรพาคุยกับ สถ.อยู่ ถ้าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ก็มาคุยกันในรายละเอียดได้ และถ้าใครมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่สมควรกระทำก็ส่ง ป.ป.ช.ได้เลย เพราะเขาพร้อมอยู่แล้ว และตนเชื่อว่าป.ป.ช. มีข้อมูลพอสมควรอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ไม่ใช่เป็นการฟอกขาวใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่อยู่แล้ว เราไม่มีการฟอก ถ้าฟอก ก็พูดกันตรง ๆ ว่าระบบพังทั้งหมด รัฐบาลอยู่ไม่ได้หรอกครับ เราไม่ฟอกให้ใคร เราตรงไปตรงมาแน่นอน”

เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นหากฝ่ายค้านจะมีการอภิปราย จะมีการตั้งรับอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ด้วยความยินดี เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านพึงกระทำ และเป็นเรื่องที่ดีด้วยที่เขาจะเข้ามาตรวจสอบ แต่เรายืนยันได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง และกระบวนการที่เกิดขึ้นทำอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะครั้งนี้เป็นการสอบครั้งที่ 4 ทุกคนก็รู้

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์,มท4,ทุจริตสอบท้องถิ่น,สอบท้องถิ่น,

มท.4 ยันขยายผลฟันสวมสิทธิ์บัตรชมพูต่างด้าวทั่วไทย ย้ำเคสเขตดินแดงแค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:10 น.

“มท.4″ยันขยายผลฟันสวมสิทธิ์”บัตรชมพูต่างด้าว”ทั่วไทย ย้ำเคส”เขตดินแดง”แค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ เจ้าหน้าที่-นายหน้า-เจ้าบ้าน ชี้ค่าหัวพุ่งหลักหมื่นถึงแสน รับไม่กล้าประเมินยอด เหตุมีเพียบ บอกที่เห็นจับกุมกวาดล้างกันเยอะ เพราะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน

20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เขตดินแดงสวมบัตรสีชมพู ของแรงงานต่างด้าว โดยจ่ายค่าหัวให้กับเจ้าหน้าที่ ว่า ตัวเลขจริงมีมากกว่านั้นอยู่แล้ว ส่วนที่เจอ 100 กว่าราย ที่ดินแดง เป็นแค่จุดเริ่มต้น เราจะขยายผลจากพื้นที่เดิมด้วย รวมถึงพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อถามว่า จำนวนตัวเลขของกรณีที่เกิดขึ้นลักษณะนี้มีกี่รายทั่วประเทศ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนไม่กล้าบอกจำนวน เพราะมีเยอะ เรายังรวบรวมตัวเลขไม่เสร็จ ซึ่งมีปริมาณเยอะมากแต่เรามีเป้าที่เล็งไว้อยู่ คิดว่าอย่างไรก็เจอตัว แล้วจะนำมาดำเนินการแน่นอน โดยตามหมายจับ 7 หมายจับที่ออกไป ประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 เจ้าหน้าที่ กลุ่ม 2 นายหน้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ กลุ่ม 3 เจ้าบ้านที่ให้ที่พักอาศัย

“บางครั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามา เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่นายหน้าก็บอกให้เขามา บอกว่า คุณจ่ายเงินแบบนี้ เดี๋ยวผมทำให้ กระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียด” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ปกตินายหน้าเรียกค่าหัวเท่าไหร่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มีหลักหมื่นถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประเภทอะไร ส่วนได้ขยายผลไปถึงกระทรวงแรงงานหรือไม่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่แล้ว เพราะกลุ่มคนที่เอามาแอบอ้างในการขึ้นทะเบียน ก็เป็นลูกหลานของกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ซึ่งต้องแยกเป็นสัดส่วนไป โดยต้องบูรณาการข้อมูลทำงานร่วมกันกับกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว

“ช่วงหลังจะสังเกตว่า เวลาเราไปกวาดล้าง ที่เห็นว่าเจอนู่นเจอนี่เต็มไปหมด เพราะเราทำงานร่วมกันอยู่แล้ว เคสเมื่อวานซืน ก็เป็นกรณีที่ทางปกครอง ปปท. ปปง. ดีเอสไอ ทำงานร่วมกัน 4-5 หน่วยงาน เพื่อทำให้การตรวจสอบเข้าถึงได้ง่าย และครอบคลุมที่สุด” นายวรศิษฎ์ กล่าว

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,มหาดไทย,สวมสิทธิ์ต่างด้าว,ต่างด้าว,

ผอ.JIC ไม่สน ทอม แอนดรูวส์ เรียกร้องไทย ให้คนกัมพูชา กลับบ้านหนองจาน ลั่น!ประชาชนไม่ใช่เครื่องมือชี้เส้นเขตแดน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:51 น.

20 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงกรณี ทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา เรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยอนุญาตให้ชาวกัมพูชากลับบ้านในพื้นที่หนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ขอให้กลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมทั้งฉบับ ไม่ควรหยิบข้อความเพียงบางส่วนมาตีความโดยตัดบริบทออก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ในข้อ 4 ของถ้อยแถลงร่วมระบุหลักการสำคัญว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะอำนวยให้พลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์กลับไปดำรงชีวิตตามปกติ ในพื้นที่ของตนเองโดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

“คำสำคัญจึงมีหลายคำ ไม่ใช่เฉพาะคำว่ากลับ แต่รวมถึงพื้นที่ของตนเองปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี ทุกคำต้องได้รับการเคารพเท่าเทียมกัน”

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ดังนั้น ก่อนที่จะให้ประชาชนกลับเข้าสู่พื้นที่ใด จำเป็นต้องมั่นใจก่อนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัย ไม่มีทุ่นระเบิด ไม่มีความเสี่ยงจากการปะทะ และการกลับเข้าไปจะไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์เผชิญหน้ารอบใหม่

ส่วนประเด็นว่าพื้นที่ใดเป็นของฝ่ายใดนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และกลไกด้านเขตแดนที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน ไม่สามารถใช้การเคลื่อนย้ายประชาชนหรือข้อเรียกร้องของบุคคลภายนอกมาเป็นเครื่องตัดสินอธิปไตยได้

“ไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักมนุษยธรรม แต่เราต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบ ปลอดภัยก่อน ไว้วางใจก่อน ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงดำเนินการตาม”

พร้อมย้ำว่า “ข้อ 4 ไม่ได้มีแค่คำว่า กลับบ้าน แต่เขียนว่า พื้นที่ของตนเอง-ปลอดภัย-มีศักดิ์ศรี ทุกคำต้องได้รับการเคารพเท่ากัน”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนสามารถกลับบ้านได้ แต่ต้องกลับอย่างปลอดภัย และต้องเป็นพื้นที่ของตนเอง โดยการกลับของประชาชนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดเส้นเขตแดน หรืออธิปไตยของประเทศ

ประภาสสอนใจดี,ทอมแอนดรูว์ส,สหประชาชาติ,กัมพูชา,ไทยกัมพูชา,บ้านหนองจาน,