ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“โฆษก ศธ.” ย้ำครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม หลักวิชาชีพครู และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

วันที่ 9 มิ.ย.2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวครูสอนวิชาพละศึกษาสั่งลงโทษนักเรียนชั้น ป.4 ด้วยการให้กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนนักเรียนได้รับบาดเจ็บที่น่องต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอนั้น จากการที่ตนได้ตรวจสอบข้อมูล ทราบว่าขณะนี้ทางโรงเรียน ที่เกิดเหตุ อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา (สพป.)สุรินทร์ เขต 3  และทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยขณะนี้นักเรียนได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วและอยู่ระหว่างพักฟื้นที่บ้าน โดยทางโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนทดแทนและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวของครูเองนั้นทางเขตกำลังฯได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ สพฐ.ได้กำชับให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักเรียนเป็นสำคัญ 

ตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

“เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ความปลอดภัย และพัฒนาการของเด็กเป็นสำคัญ กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ห้ามการดำเนินการด้านวินัยหรือการลงโทษนักเรียน แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ความเหมาะสม หลักวิชาชีพครู และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ควรกระทำเกินกว่าเหตุ หรือใช้อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจและปฏิบัติต่อนักเรียน“ นายตติยภัทร์ กล่าว 

โฆษก ศธ.กล่าวย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรนำไปศึกษาและตระหนักร่วมกัน เพราะการกระทำเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และอนาคตของเด็ก รวมถึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อสถานศึกษาและวิชาชีพครูด้วย

ครูลงโทษนักเรียน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

‘วิโรจน์’ นำทีมจี้แชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

'วิโรจน์' นำทีมจี้แชต 'ช่วยน้ำเงินด้วย' ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

‘วิโรจน์’ นำทีมจี้แชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ในการตรวจสอบกรณีไลน์อธิบดีกรมการปกครองหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน โดยสามารถพิสูจน์ได้ผ่านระบบดิจิทัลว่า ได้มีการพิมพ์ข้อความจริงหรือไม่ โดยเท่าที่ตนได้ติดตามการชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครอง มักจะชี้แจงถึงประเด็นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ โดยสาระสำคัญคือ อธิบดีได้มีการพิมพ์คุยกับข้าราชการในบังคับบัญชาจริงหรือไม่ และปรากฏว่ามีการพิมพ์ข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จริงหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องตีความเลยว่าคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งนั้น หมายถึงช่วยพรรคการเมืองใด ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การเป็นข้าราชการจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง โดยจะต้องไม่อิงฝักฝ่ายใดเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ หรือใช้อำนาจรัฐในการเอื้อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงของการเลือกตั้ง ซึ่งในวันนี้ นอกจากที่จะมาร้องเรียนที่ ป.ป.ช. แล้ว เฉลิมพงศ์จะไปร้องกับเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย

แฉ “ระบอบสีน้ำเงิน” แทรกแซงการเลือกตั้ง

ด้านนายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ตนก็รู้สึกถึงระบอบสีน้ำเงินในการสั่งการต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อสงสัยว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงในพื้นที่ รวมไปถึงอธิบดีที่มีการสั่งให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ถึงปลัดจังหวัดภูเก็ต และยังมีถึงปลัดป้องกันอำเภอถลาง ที่มีการบอกให้ช่วยผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย

สำหรับตนแล้วกรณีดังกล่าวแสดงถึงการสั่งการที่เป็นขั้นตอนและเป็นระบบที่สีน้ำเงินทำในช่วงการเลือกตั้ง ในวันนี้ตนจึงจะมาร้องในเรื่องของการไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และรวมถึงมาตรา 172 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี และเอาความผิด รวมถึงเอาโทษกับอธิบดีกรมการปกครอง

ความไม่โปร่งใส และการกลั่นแกล้งโยกย้ายข้าราชการ

นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังชี้ให้เห็นชัดว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นมีความไม่โปร่งใส มีการทำงานเป็นขั้นตอน รวมถึงหน่วยงานข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ตเองที่มีข้อครหาว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงให้กับนักการเมืองในพื้นที่ รวมถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน

โดยหากข้าราชการท่านใดไม่ทำงานตามที่สั่ง ก็จะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้ายอย่างที่ปรากฏชัด หากทำงานไม่ตอบสนอง ก็จะมีการจัดฉากในเรื่องของการย้ายนายอำเภอเมืองที่ทำงานไม่สำเร็จ แพ้การเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่ามีการรับสินบนในเรื่องของใบอนุญาตปืน เพื่อให้ย้ายออกจากพื้นที่

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ชัดว่ามีการสั่งให้ย้ายนายอำเภอเมือง โดยย้ายออกนอกพื้นที่ จากการที่ไม่ตอบสนองระบอบสีน้ำเงิน จึงเห็นได้ชัดว่ามีการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะต้องขอความเป็นธรรมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยด้วย ที่โดนผู้บังคับบัญชาบีบบังคับให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ทำให้เราเห็นแล้วว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาและเป็นระบอบที่กัดกินประเทศไทยของพวกเราอยู่ วันนี้ตนจึงได้มายื่นเรื่องกับทาง ป.ป.ช. เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบข้าราชการระดับอธิบดี

ท้าตรวจสอบแชต 77 จังหวัด พร้อมจี้ถามนายกรัฐมนตรี

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าถ้าเราเปิดแชตไลน์ของจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ก็คงทราบว่ามีการสั่งการจริงหรือไม่ และแชตไลน์ที่มีการพูดคุยกันนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ ตรวจสอบไอดีไลน์ได้ โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถขอออกมาเพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานที่จะใช้ในชั้นศาลต่อไป

ขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าทำไมจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบในกรณีแชตไลน์ดังกล่าว ทั้งที่นายกฯ เป็นคนสั่งการเองว่าข้าราชการควรวางตนเป็นกลางและเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้เบื้องหลัง

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

9 มิถุนายน 69 มีรายงานข่าวเบื้องต้นว่า ขณะนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รอศาลอาญาธนบุรี พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และหากเสร็จสิ้นภายในวันนี้ นายทักษิณก็จะสามารถถอดกำไล EM ได้ในวันนี้

มัลลิกา ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าแห่ต้อนรับอบอุ่น ชมคลิป

มัลลิกา ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าแห่ต้อนรับอบอุ่น ชมคลิป

มัลลิกา ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าแห่ต้อนรับอบอุ่น ชมคลิป

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“มัลลิกา” เบอร์ 14 ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าตลาดฝั่งโขง-สรงประภา แห่ต้อนรับอบอุ่น

วันที่ 9 มิ.ย 69 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่เขตดอนเมืองกลับมาคึกคักและทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ ดร.มัลลิกา (หมายเลข 14) พร้อมทีมงาน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนแบบใกล้ชิด ชนิดที่ว่าไม่กลัวแดดไม่กลัวร้อน

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

​แม้ว่าสภาพอากาศในวันดังกล่าวจะร้อนระอุทะลุองศาเดือด แต่ ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ก็ไม่ได้ถอย จัดเต็มขึ้นรถแห่กระจายเสียงเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ย่านดอนเมือง โดยจุดแรกพุ่งเป้าไปที่ ตลาดฝั่งโขง แหล่งชุมชนและศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของชาวดอนเมือง ทันทีที่ไปถึง ดร.มัลลิกา ได้ลงจากรถแห่เข้าไปกราบไหว้ทักทาย พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น

​ลุยต่อเส้นทางสายเศรษฐกิจ “สรงประภา – สรณคมณ์”

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

​หลังจากนั้น ขบวนรถแห่ของ ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่ ถนนสรงประภา และเลี้ยวเข้าสู่ ซอยสรณคมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย โดยตลอดเส้นทาง ดร.มัลลิกา ได้ชูนโยบายเด่นที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวดอนเมือง พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนที่ชะโงกหน้าออกมาจากบ้านเรือนและร้านค้าตลอดสองข้างทาง

​ดร.มัลลิกา เปิดเผยระหว่างการลงพื้นที่ว่า “อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะ เพราะความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวดอนเมืองนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า วันนี้เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับของพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องในซอยสรณคมณ์และถนนสรงประภาแล้ว ทำให้มีพลังใจพร้อมทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน ขอฝากเบอร์ 14 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ”

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

​สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมและคะแนนนิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในเขตดอนเมือง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเขตสมรภูมิเลือกตั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน ขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนามสู่อนาคตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

1. ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ

ประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองว่า ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นคนตรงต่อเวลามากขึ้น เพราะใช้นาฬิกาที่ประธานาธิบดีเวียดนามมอบให้ระหว่างการเยือนไทย อีกทั้งย้ำว่าการหารือที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจจำนวนมาก และประชาชนไทยต่างชื่นชมประธานาธิบดีเวียดนามและภริยาอย่างกว้างขวาง โดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ

2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกัน

ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย

ประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตร และพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญา

ประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด

6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนาม

ไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม

ทักทายตามมารยาท!! โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ไม่มีอะไรในกอไผ่

ทักทายตามมารยาท!! โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ไม่มีอะไรในกอไผ่

ทักทายตามมารยาท!! โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ไม่มีอะไรในกอไผ่

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ยัน ไม่มีอะไรในกอไผ่ ทักทายตามมารยาท งาน ASEAN Future Forum 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงมีการเผยแพร่ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จับมือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างร่วมงานประชุม ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนาม ว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่นะคะ ตรงไปตรงมา ไม่มีการประชุม.. นายกฯอนุทินมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อช่วงเช้า มีผู้นำหลายประเทศอาเซียนเข้าร่วม ก่อนงานเริ่มได้มีการทักทายตามมารยาท ไม่มีการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด มีแต่การนั่งสนทนาระหว่างผู้นำขณะรอเวลาเปิดงานและกล่าวสปีช”

สว.สำรอง ร้องฝ่ายค้าน สอย 2 กกต. ส่อเปิดช่องเกิดฮั้ว สว.

สว.สำรอง ร้องฝ่ายค้าน สอย 2 กกต. ส่อเปิดช่องเกิดฮั้ว สว.

สว.สำรอง ร้องฝ่ายค้าน สอย 2 กกต. ส่อเปิดช่องเกิดฮั้ว สว.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับเรื่องร้องเรียนจาก นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ กรณีการทุจริตการเลือก สว.เมื่อเดือน มิ.ย.67 ซึ่งมีหลักฐานที่พบว่า นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง ส่อไปในทางขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมทั้งมีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่ามีการฮั้วเลือก สว.ระดับประเทศ

โดย พ.ต.อ.มนัส กล่าวว่า ในการเลือก สว.เมื่อ 26 มิ.ย.67 ในช่วงก่อนเลือก เวลา 08.10 น.ตนไปพบกับผู้สมัคร สว.หญิงในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ขอให้ตนนำข้อมูลบอกกับ กกต. ว่าผู้สมัครที่เข้ามานั้นมีการจับกุม จัดทำโพยฮั้ว ซึ่งพบหลักฐานภายหลัง ตนฐานะผู้ตรวจเลือกตั้ง จึงได้นำข้อมูลบอกกับนายแสวง ฐานผู้อำนวยการเลือก สว.ถึงการได้รับข้อมูลจากผู้สมัครถึงการจัดทำโพย เมื่อเวลา 08.29 น. ทั้งนี้ นายแสวงบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว ทั้งนี้ การปกปิดข้อมูลของนายแสวง เท่ากับเปิดประตูให้การโกง สว.สำเร็จ จนถึงเวลา 09.00 น.ที่การเลือกรอบแรกสำเร็จ

“มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่เห็นนายฐิติเชษฐ์ ที่ไล่เก็บโพยจากผู้สมัคร คือหลักฐานที่ผมแจ้งกับนายแสวงตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อบอก กกต. แต่เขาไม่ทำ และนายแสวงไม่เคยโต้ตอบอะไร จนวันที่ 20 พ.ค.68 มีแถลงข่าวว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นไม่เป็นความจริง แต่สิ่งที่ได้ ทั้งคลิปเก็บโพย เป็นหลักฐานว่ามีเกิดขึ้นจริง นอกจากนั้น เมื่อคดีเกิดขึ้นมีคนร้องดีเอสไอ รวมถึง กกต. จนตั้งอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่พบกระบวนการโกงเลือก สว. 229 คน มีทั้ง สว.ปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง 136 คน ที่พบว่ามีมูล แต่ กกต.กลับตั้งคณะที่ 36 เป็นพรรคพวกตัวเองมาช่วยเหลือ จนมี มติ 5 ต่อ 2 ยกเรื่องทั้งหมด ทั้งที่มีพยานหลักฐาน ดังนั้น ผมถือว่า กกต.เป็นผู้จัดโกงเลือกตั้ง” พ.ต.อ.มนัส กล่าว

ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้วิปฝ่ายค้านจะนำไปดำเนินการและตรวจสอบทันที ทั้งนี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ระบุว่า กกต.จะเริ่มพิจารณาตามผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ในวันนี้ (9 มิ.ย.) ดังนั้น ตนขอฝาก 4 ประเด็นที่เป็นข้อพิรุธให้ กกต.ได้ชี้แจง คือ 1.หาก กกต.เป่าคดีฮั้ว สว.จริง มีประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 หรือไม่ 2.เหตุผลที่ กกต.ตั้งอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 เพื่อตรวจสอบการไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 นั้น เพื่อต้องการฟอกขาวบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้ง 226 คน ในคดีฮั้ว สว.หรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.มีประเด็นต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต.จำนวน4 คน จาก 7 คนในปัจจุบัน พบว่าจากการรับรองโดย สว.ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาและถูกตรวจสอบในคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนของการได้รับตำแหน่งผ่านเงื่อนไขช่วยน้ำเงินด้วย และ 4.มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือตรวจสอบกรณีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการยื่นหลักฐาน แสดงว่ามีโพยเลือก แต่ กกต.กลับออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่มีโพย

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาวิปฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามเรื่องการทุจริตฮั้ว สว.โดยเฉพาะ ดังนั้น จะเดินหน้าตรวจสอบทั้งกลไกของสภาฯ และกลไกภายนอกสภาฯ อย่างไรก็ดี ในกลไกของสภาฯ นั้น คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสะ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ได้ติดตามและเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ใช้มติออกคำสั่งเรียกให้ กกต.เข้าชี้แจงในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ แต่ล่าสุดได้รับแจ้งว่า กกต.ไม่สามารถมาชี้แจงได้ เท่ากับว่าไม่ให้ความร่วมมือตรวจสอบ ดังนั้น ที่ประชุม กมธ.ฯ จะหารือร่วมกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

อรรถวิชช์ แฉยับ!! จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ

อรรถวิชช์ แฉยับ!! จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ

อรรถวิชช์ แฉยับ!! จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

อรรถวิชช์ จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ แฉ ไม่ได้ตรวจคุณภาพเหล็กทุกเตาหลอม-โรงงานลักไก่ไร้เตาปรุง ทำเหล็กไร้คุณภาพ เตือน ห้ามใช้เหล็ก IF สร้างตึก-โครงสร้างพื้นฐานประเทศ ถาม รมต.อุตฯ ใครจะรับผิดชอบ 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมผู้ค้าเหล็ก แถลงกรณีความกังวลที่กระทรวงอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ ว่า บริษัทดังกล่าวอักษรย่อ SKY เป็นเหล็กตัวหนึ่งที่อยู่ในการก่อสร้างตึก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และถล่มช่วงแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการตรวจสอบเหล็กมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ยังไม่ได้มีบทสรุปว่าเกิดอย่างไรบ้าง แต่ปรากฏว่าวันนี้กลับมาเปิดโรงงาน จึงสร้างความกังวลใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งตนมองว่าการเปิดโรงงานซิน เคอ หยวน มีพิรุธหลายอย่าง โดยโรงงานเคยเกิดไฟไหม้ และมีการแก้ไขระบบในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันได้รับการแก้ไขแล้ว ในเรื่องของความปลอดภัย แต่สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องของความปลอดภัยแต่คือเรื่องของมาตรฐาน โรงงานซิน เคอ หยวน เป็นโรงงานผลิตเหล็กประเภทเหล็กแบบ IF (Induction Furnace) ซึ่งเหล็กแบบนี้โดยหลักการแล้ว เศษเหล็กมีคุณภาพอย่างไรก็จะออกมาอย่างนั้น หรือเข้าใจง่ายๆว่าถ้าเศษเหล็กเลว เหล็กเส้นที่ออกมาก็จะเลวตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับเศษเหล็ก และสาระสำคัญคือต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace หรือ Ladle Refining Furnace: LRF) โดยสมัยที่ตนอยู่ในทีมสุดซอย และเคยเป็นประธานที่ปรึกษาของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม ในขณะนั้น ไปตรวจสอบบริษัทดังกล่าวพบว่าไม่มีเตาปรุง แปลว่าไม่สามารถดึงแร่ธาตุบางตัวออกจากเหล็กได้ หากดึงออกมาไม่ได้ เหล็กก็จะไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก็จะเป็นไปตามคุณภาพของเหล็กที่เข้าไป

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า การทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระบุว่ามีเตาปรุง ซึ่งหมายถึงตอนขออนุญาต มีเตาปรุงแต่ปัจจุบันไม่มี จึงเกิดคำถามว่าแล้วเปิดได้อย่างไร ซึ่งวันที่ไปตรวจได้ตรวจเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ ทั้งของตัวพนักงานหรือคนทำ แต่มาตรฐานไม่มีเตาปรุง ส่วนข้อพิรุธ  คือ 1. ปัจจุบันเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมคือให้ตรวจทุกเตาหลอม แต่ปรากฏว่ากรณีของบริษัทดังกล่าว ไม่ได้ตรวจทุกเตาหลอมก่อนเปิด ซึ่งสมัยทีมสุดซอยเข้าไปยึดเหล็ก ได้ยึดหลายล็อตมากเพื่อนำไปตรวจ ซึ่งมีอยู่ 1 ล็อต ถือเป็นล็อตใหญ่ที่สุดมีจำนวน 40,000 เส้น แต่เหล็กล็อตดังกล่าว มีการตรวจปล่อยช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐมนตรีจากนายเอกนัฏ มาเป็นนายธนกร ซึ่งเป็นช่วงตะเข็บต่อกัน เป็นช่วงที่นายนายเอกนัฏ ออก นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามา กำลังจะเข้ามาแต่ยังไม่ทันเข้า ได้ไปตรวจเหล็ก 40,000 เส้นดังกล่าว แล้วให้ผ่านด้วยวิธีการสุ่มตรวจ แต่ไม่ได้ตรวจทุกเตา แล้วเวลาต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกเกณฑ์ว่าต่อไปนี้หากมีการตรวจต้องตรวจทุกเตา แต่กฎนี้ไม่ได้ใช้กับบริษัทซิน เคอ หยวน ปัจจุบันเหล็ก 40,000 เส้นได้ออกสู่ตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันนี้โรงงานกลับมาเปิดและขายเหล็กได้เต็มรูปแบบแล้ว

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า หลังจากที่กลับมาเปิดโรงงานก็มีการเข้าไปตรวจเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพ ซึ่งการตรวจคุณภาพของเหล็กก็ไม่ได้ตรวจทุกเตาหลอมอีก และที่สำคัญคือไม่ได้ส่งสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) ตรวจ ซึ่งตอนขออนุญาต ได้ผ่านกับเครื่องตรวจสอบของสถาบันเหล็กฯ แต่รอบนี้บริษัทซิน เคอ หยวน ขอให้ไปตรวจสถาบันอื่น กระทรวงอุตสาหกรรมก็ให้ไปตรวจสถาบันอื่น ทำไมถึงไม่ตรวจที่สถาบันเหล็กฯ เพราะขออนุญาตที่ไหนก็ควรตรวจที่เดิม นี่คือพิรุธที่เกิดขึ้น

นายอรรถวิชช์ ขอเรียกร้องว่า 1. บริษัทซิน เคอ หยวน สามารถเปิดโรงงานได้แต่ต้องขายไม่ได้ เพราะจะต้องมีเตาปรุงให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมคิดเรื่องของมาตรฐานโดยต้องให้มีเตาปรุง รวมถึงโรงเหล็กทั่วประเทศไทย ไม่ใช่แค่ซิน เคอ หยวน ทีเดียว ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะมีความเสี่ยง 2. เหล็กประเภท IF จะต้องไม่อนุญาตให้ใช้ก่อสร้างตึกสูงในประเทศไทยอีกต่อไป ต้องไม่อยู่ในตึกสูงของประเทศไทยอีกต่อไป และต้องไม่อยู่ในงานโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในงานสาธารณะ สะพานต่าง ๆ ที่ราชการเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง เจ็บต้องจำ เจ็บแล้วจำคือคน ซึ่งเรื่องมาตรฐานเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำให้มีความชัดเจน

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตนหนักใจ และรู้สึกผิดหวังเพราะเคยเป็นที่ปรึกษา และอยู่ทีมสุดซอย ผิดหวัง เป็นคนวางแผนเข้าดำเนินการในเรื่องนี้ ถ้าวันนี้คำสั่งได้ออกไปแล้วขอให้มีการทบทวน และไปถามว่าใครรับผิดชอบเรื่องนี้บ้าง และเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งงานกันข้ามช็อตแบบไหน ถึงเปิดโรงงานนี้ได้โดยที่ไม่มีเตาปรุง ซึ่งตนจะรอสัญญาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ฝากช่วยตอบด้วย 

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อปชช.

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อปชช.

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อปชช.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 นอกจากการหารือระดับผู้นำเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนามแล้ว ฝ่ายความมั่นคงของทั้งสองประเทศยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวขับเคลื่อนความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงควบคู่กัน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

โฆษกฯกล่าวว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงด้านความมั่นคงของไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ หารือทวิภาคีกับ พลเอก ฟาน วัน ซาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ ห้องรับรองกระทรวงกลาโหมเวียดนาม กรุงฮานอย

การหารือดังกล่าวสะท้อนการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้นำ ระดับนโยบาย และระดับกองทัพ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม
ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อพัฒนาการความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกองทัพประชาชนเวียดนามที่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือน การศึกษา การฝึก การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพ โดยเฉพาะความร่วมมือทางทะเลซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยทางทะเล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

2. ความร่วมมือในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่
การหารือยังครอบคลุมประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ อาทิ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายพร้อมพิจารณาขยายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมของกองทัพ ในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

3. การผลักดันกลไก 2+2 และความร่วมมือระดับภูมิภาค
ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมสนับสนุนการจัดประชุมในรูปแบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อสะท้อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน และเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ไทยยังได้เชิญชวนเวียดนามเข้าร่วมการประชุม ASEAN–ROK Defence Industry Cooperation Conference และงาน THAIDEF-EX 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในระดับภูมิภาคต่อไป

“การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพของทั้งสองประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่ดำเนินควบคู่ไปกับการหารือระดับผู้นำ สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยและเวียดนามในการเสริมสร้างความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ ความพร้อมในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงในทุกมิติ และร่วมกันสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคอาเซียนต่อไป” นางสาวรัชดากล่าว

ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! ‘เชษฐา’ ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่

ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! 'เชษฐา' ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่

ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! ‘เชษฐา’ ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารประเทศในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และสะท้อนภาวะผู้นำที่พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม

จากจุดยืนทางการเมือง สู่การบรรเทาผลกระทบครอบครัว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางการเมืองมักมีความเข้าใจว่าการยืนหยัดในจุดยืนเดิมคือความเข้มแข็ง ขณะที่การปรับเปลี่ยนท่าทีถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริง ภาวะผู้นำสมัยใหม่กลับให้ความสำคัญกับความสามารถในการรับฟัง ปรับตัว และเรียนรู้จากเสียงสะท้อนของสังคมมากกว่า

สำหรับกรณีดังกล่าว เดิมรัฐบาลมีเหตุผลในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ และบริหารงบประมาณให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่เมื่อมีการเผยแพร่รายละเอียดต่อสาธารณะ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนจำนวนมากเห็นว่าเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยที่บุตรจำนวนไม่น้อยยังคงช่วยเหลือดูแลบิดามารดา แม้ตนเองจะไม่ได้มีฐานะมั่นคงนัก

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลยกเลิกหรือปรับแก้เกณฑ์ดังกล่าวเท่านั้น แต่อยู่ที่การตัดสินใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพร้อมนำข้อกังวลเหล่านั้นมาทบทวนนโยบาย” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

 ‘Resilience’ ความยืดหยุ่นในการบริหารภาครัฐ

นักรัฐศาสตร์รายนี้อธิบายว่า ในทางวิชาการมีแนวคิดเรื่อง Resilience หรือความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากแรงกดดัน ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของการบริหารภาครัฐยุคใหม่ การบริหารประเทศไม่ใช่การเดินหน้าตามแผนเดิมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่คือการพร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางเมื่อพบว่านโยบายอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

“รัฐบาลที่มีความยืดหยุ่น ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือรัฐบาลที่พร้อมเรียนรู้และปรับแก้ข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว”

‘Empathy’ นโยบายที่ต้องเข้าใจบริบทชีวิตประชาชน

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจประชาชน ซึ่งกำลังเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้นำในศตวรรษที่ 21 โดยการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ดีไม่สามารถอาศัยเพียงข้อมูลเชิงสถิติ หลักวิชาการ หรือการคำนวณทางงบประมาณเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ และบริบทการดำรงชีวิตของประชาชนด้วย

นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ยังเห็นว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ใช่การยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง แต่เป็นการยอมรับว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ภาครัฐต้องนำมาประกอบการตัดสินใจเช่นเดียวกับข้อมูลทางวิชาการ

‘People-Centric Governance’ ประชาชนคือศูนย์กลาง

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนแนวคิด People-Centric Governance หรือการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของการบริหารภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลก โดยการออกแบบนโยบายสาธารณะในปัจจุบันต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงความสะดวกในการบริหารจัดการของระบบราชการ

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น

ถอยหนึ่งก้าว เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

“ในทางการเมือง การยอมถอยหนึ่งก้าวอาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หากเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงกว่าเดิม เพราะผู้นำที่เข้มแข็งที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ แต่คือผู้ที่กล้ารับฟังเสียงของประชาชน และพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อพบว่ามีทางเลือกที่ดีกว่า”

พร้อมย้ำว่า การรับฟังประชาชนไม่ใช่อุปสรรคของการบริหารประเทศ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะความสำเร็จของนโยบายไม่ได้วัดจากการดำเนินการได้ตามที่ภาครัฐต้องการเท่านั้น หากยังต้องวัดจากการยอมรับของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายนั้นโดยตรงด้วย