อนุทินเผยข่าวดี 2 บิ๊กธุรกิจนิวซีแลนด์ เตรียมลงทุนตั้งฐานในไทย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 21:37 น.

อนุทินเผยข่าวดี 2 บิ๊กธุรกิจนิวซีแลนด์ เตรียมลงทุนในไทย เล็งตั้งฐานกระจายผลไม้-ผุดสวนสนุกในอาคาร

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือแบบส่วนตัว (One on one) กับผู้บริหารบริษัท T&G Global ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ และนายเจฟฟ์ แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกายไลน์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (Skyline Enterprises) ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ว่า ทั้ง 2 บริษัทตัดสินใจจะเข้ามาลงทุนและมีพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยธุรกิจแรกคือการส่งออกผลไม้ และอีกธุรกิจเป็นประเภทความบันเทิง (Amusement) ในลักษณะของสวนสนุกที่อยู่ในอาคาร สำหรับธุรกิจส่งออกผลไม้ของ T&G Global จะเน้นที่แอปเปิล ซึ่งมียอดขายเฉพาะในประเทศไทยปีละกว่า 3,000 ล้านบาท และมียอดขายทั่วโลกประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท ทางบริษัทไม่ได้ปลูกแอปเปิลที่นิวซีแลนด์ แต่มีเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมและไปรับผลผลิตจากทั่วโลก โดยเห็นว่าประเทศไทยมีทำเลที่ตั้ง (Location) ที่เหมาะสมในการเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง

การลงทุนในเฟสแรก บริษัทจะเน้นการใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้าที่มีปริมาณมากและมีความต้องการตลอดเวลาก่อน ส่วนในเฟสที่ 2 มีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีทางพันธุกรรมมาศึกษาว่าเกษตรกรไทยจะสามารถปลูกแอปเปิลเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มผลผลิตได้หรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม หากนำมาร่วมกันทำวิจัยและพัฒนาการผลิตต่อไปก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท ประเทศไทย และเกษตรกร

“ บริษัทมีความมั่นใจและตัดสินใจที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้า โดยเดินทางมาถึงวันแรกก็ขอเข้าพบก่อนทันที และในวันพรุ่งนี้จะมีการพบกับผู้ประกอบการที่สนใจจะเป็นพาร์ทเนอร์ หรือสนใจใช้ประโยชน์จากไทยในการเป็นฐานการผลิตสินค้าเพิ่มเติมต่อไป”นายกฯ กล่าว

ส่วนการเจรจา One on oneของบริษัท Skyline Enterprises นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทางบริษัทได้นำแบบแปลนมาให้ดูแล้ว เพียงแต่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยซึ่งยังไม่สามารถเอ่ยนามได้ เนื่องจากธุรกิจต้องใช้พื้นที่ เยอะมาก จึงต้องพิจารณาว่าจะร่วมมือในสถานที่ที่มีความพร้อมอยู่แล้วหรือจัดหาสถานที่ใหม่ โดยสรุปคือบริษัทตัดสินใจแล้วว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

‘ศิลปอาชา’ ยกที่ดิน 92 ไร่ 150 ล้าน ลุยสร้าง รพ.เจ้าพระยายมราช 2 สานต่อปณิธาน ‘บรรหาร’

20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:49 น.

ครอบครัวศิลปอาชา”-มอบที่ดิน-92-ไร่-มูลค่า-150-ล้านบาท-

“ครอบครัวศิลปอาชา” มอบที่ดิน 92 ไร่ มูลค่า 150 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุข สร้างโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชแห่งที่ 2 ขยายขีดความสามารถ รองรับการรักษาชาวสุพรรณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

​“วราวุธ” สานต่อปณิธาน “บรรหาร” ลั่น มีอีกหลายร้อยไร่หากไม่พอ ส่วนของลูกค่อยหาใหม่ เผยย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ทำรัฐมนตรีเยือนสุพรรณบุรีไม่ขาดสาย พร้อมหยอดหวานฝากสุพรรณฯ ไว้ในอ้อมใจ “พัฒนา”

​20 ส.ค. 69 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นางสุวรรณา ศิลปอาชา ภรรยา และครอบครัวศิลปอาชา ได้มอบที่ดินจำนวน 92 ไร่ มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เพื่อใช้จัดสร้างโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชแห่งที่สอง และศูนย์การแพทย์ฟื้นฟู

และการดูแลผู้สูงอายุครบวงจร

Screenshot 2026-08-20 204113

​ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมสส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ (เขต 1) รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ (เขต 2), นายเสมอกัน เที่ยงธรรม (เขต 4), นายประภัตร โพธสุธน (เขต 5),นายนพดล มาตรศรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข, ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมในพิธี

Screenshot 2026-08-20 204228

​นายวราวุธ กล่าวเปิดใจในนามพี่น้องชาวสุพรรณบุรีว่า ขอบคุณนายพัฒนาและคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขที่ให้เกียรติเดินทางมาเยือนจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งในวันที่ 21 ส.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็จะเดินทางมาตรวจราชการเช่นกัน

​”พอมาอยู่พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีเดินทางมา จ.สุพรรณบุรี กันเป็นชุดเลย วันนี้เราดีใจที่ได้หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้ชาวสุพรรณบุรี ที่ผ่านมาเราเคยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายประภัตร โพธสุธน และวันนี้ก็นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเยือน จึงขอฝาก จ.สุพรรณบุรี ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วย หากมีสิ่งใดที่กระทรวงอุตสาหกรรมสามารถช่วยเหลือได้ ทางเรายินดีเสมอ”

Screenshot 2026-08-20 204127

​นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังกล่าวว่า ต้องรบกวนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรานั่งอยู่ใน ครม.ด้วยกัน เราต้องมาตามงบประมาณในส่วนของกรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และต้องรบกวนปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการจะดูแลงบประมาณที่จะมาลงในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อสืบสานความฝันของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่อยากเห็นชาวสุพรรณบุรีมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมกล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ และพี่น้อง อสม. ที่เปรียบเสมือนปราการด่านหน้า คอยดูแลประชาชนมาโดยตลอดตั้งแต่ยุคไข้หวัดนกจนถึงโควิด-19

​นายวราวุธ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการมอบที่ดินครั้งนี้ว่า ตนเติบโตมากับ จ.สุพรรณบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ได้เห็นการเติบโตและงบประมาณปีแล้วปีเล่าที่นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ที่ทุ่มเทให้ความสำคัญกับระบบสาธารณสุขมาตลอด จนปัจจุบันโรงพยาบาลเกิดความแออัด เพราะประชาชนมั่นใจในคุณภาพการรักษา ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้ถือเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่รองรับผู้ป่วยจากจังหวัดใกล้เคียงด้วย

​”ตนมีความปรารถนามาตลอดว่า หากมีโอกาสอยากจัดหาที่ดินสักแปลงมอบให้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกในการให้บริการประชาชน ครั้งนี้เรามอบให้ 92 ไร่ และขอเรียนท่านรมว.สธ. ว่า หากพื้นที่ยังไม่พอ เรายังมีที่ดินเหลืออยู่อีกหลายร้อยไร่ พร้อมที่จะมอบให้อีก”

​สำหรับรายละเอียดพื้นที่มอบให้กระทรวงสาธารณสุข มีดังนี้

พื้นที่ 29 ไร่ 32 ตารางวา ใช้สนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์แผนไทย

พื้นที่ตัดถนนกว้าง 40 เมตร ยาวเกือบ 400 เมตร สร้างเป็นถนน 4 เลน (แบบไม่มีเกาะกลาง เพื่อลดภาระการดูแลในระยะยาว) เชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

Screenshot 2026-08-20 204846

นอกจากนี้ ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ในจุดที่มีศักยภาพสูง ติดกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งในอนาคตสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้ ส่วนในวีดิทัศน์โครงการมีการออกแบบพื้นที่รองรับลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Helipad) ไว้ด้วย หากกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรงบจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ให้ ทางจังหวัดก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีถึงมรดกครอบครัวว่า “บางครั้งตนก็สงสัยว่า มรดกที่ได้รับจากนายบรรหาร มีไว้ให้ตนกับลูกๆ หรือมีไว้ส่งต่อให้คนสุพรรณบุรีกันแน่ แต่ตอนนี้เข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อแล้วว่า ‘การให้มีความสุขมากกว่าการได้รับ’ ตอนเด็กๆ คุณพ่อเคยยกที่ดินสวย 40 ไร่ ตรงศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ อ.เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นมรดกของตนให้ส่วนรวมไปก่อน มาวันนี้ตนจึงบอกลูกๆ ทั้ง 3 คนว่า ขอเอามรดกของลูกมามอบให้โรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยไปหาซื้อใหม่ในรุ่นลูก นี่คือความภูมิใจเล็กๆ ของครอบครัวศิลปอาชาที่ได้สานต่อปณิธานของคุณพ่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้เห็น 92 ไร่นี้พัฒนาขึ้นมาเป็นความหวัง ความสุขกาย สุขใจ ของชาวสุพรรณบุรี ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด สถานะใด และการทำงานของครอบครัวศิลปอาชา ข่าวจะเป็นอย่างไรตนไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรครอบครัวศิลปอาชาจะอยู่คู่ จ.สุพรรณบุรีตลอดไป”

Screenshot 2026-08-20 204221

​ภายหลังพิธีมอบที่ดิน นายวราวุธ ได้เข้าร่วมพิธีคิกออฟ โครงการอาสาพยาบาล (อสพ.) จ.สุพรรณบุรี พร้อมร่วมกับ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เยี่ยมเสริมพลังใจแก่บุคลากรสาธารณสุขและพี่น้อง อสม. ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงที่จะใช้ก่อสร้าง โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชแห่งที่สอง และศูนย์การแพทย์ฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุครบวงจร

​โครงการก่อสร้างดังกล่าว ประกอบด้วย

– อาคารผู้ป่วยนอก (OPD) 5 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 9,796 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 3 ไร่)

– อาคารผู้ป่วยวิกฤติและผู้ป่วยใน 5 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 4,682 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 2 ไร่)

– อาคารผู้ป่วยในและผู้ป่วยวิกฤติ (ดูแลผู้สูงอายุ) 6 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 10,700 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 6 ไร่)

– อาคารสนับสนุน 3 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 3,714 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 2 ไร่)

– อาคารพักอาศัยและบ้านพักบุคลากร: บ้านพัก 2 ชั้น (2 หลัง) และอาคารพักอาศัย 4 ชั้น (รวมใช้พื้นที่ 4 ไร่)

– ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม: ระบบประปา (2 ไร่), ระบบบำบัดน้ำเสีย (5 ไร่), งานภูมิสถาปัตย์ คูน้ำและสระน้ำรอบพื้นที่ (2 ไร่)

​- การปรับปรุงพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก: งานถมดินความสูง 1.80–2.20 เมตร (ประมาณ 40 ไร่), ลานจอดรถ 350 คัน (8 ไร่), รั้วรอบโรงพยาบาลยาว 1,100 เมตร

ระบบโครงสร้างพื้นฐาน: ถนนทางเข้าภายนอกโครงการ (24,900 ตร.ม.), ระบบประปาบาดาลพร้อมท่อส่งน้ำระยะไกล, และการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูงพร้อมหม้อแปลง 5 ชุด

​การมอบที่ดินและเดินหน้าโครงการในครั้งนี้ จะช่วยขยายขีดความสามารถด้านการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิต และรองรับการให้บริการระบบสาธารณสุขแก่ชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ยกที่ดินวราวุธ ศิลปอาชาสร้างโรงพยาบาลสุพรรณบุรี

กระแสตอบรับแรง! TH-AI Passport วันที่ 2 ทะลุ 1 ล้านรายแล้ว

20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:35 น.

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

TH-AI Passportรัฐบาลเทคโนโลยี AI

‘ธรรมนัส’ ส่งทีมงานลุยน้ำท่วมน่าน ช่วย 300 ครัวเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:23 น.

ธรรมนัส

วันนี้ 20 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ได้ส่งทีมงานจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน หลังชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือนต้องเผชิญกับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยบางพื้นที่ถนนถูกตัดขาดและไฟฟ้าถูกตัด ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือน ไม่ได้ทานอาหารตั้งแต่เมื่อวาน เนื่องจากการเดินทางเข้าออกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงได้มอบหมายให้มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งนำอาหารและน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ธรรมนัส พรหมเผ่า

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ ทีมงานได้นำอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าไปส่งมอบให้ประชาชนถึงจุดพักพิง พร้อมจัดเตรียมพื้นที่สำหรับประกอบอาหารและแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธรรมนัส พรหมเผ่า

การเมืองธรรมนัส พรหมเผ่าน่านน้ำท่วมพรรคกล้าธรรม

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:07 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.และผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เตือนกัมพูชาหากมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายกัมพูชาที่จะเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อประเทศไทย กองทัพไทยจะตอบโต้ทันที ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่จะมาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนไทย

พล.อ.อ.ประภาส ให้สัมภาษณ์”แนวหน้าออนไลน์” ระหว่างเดินทางลงพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน350 ในพื้นที่อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ ตั้งข้อสังเกตถึงสามพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผอ.ศูนย์ข่าวฯคาดอาจมีการเคลื่อนไหวทางทหารจากฝ่ายกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่จากทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน ชายแดนจว.สระแก้ว บ้านทมอดา ชายแดนจว.ตราด และพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมชายแดนจว.สุรินทร์

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ในสามพื้นที่ ที่อาจมีการเคลื่อนไหวจากกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมาสองครั้ง

“อาจมีการดำเนินการในบางจุดเพื่อยึดพื้นที่คืน หน่วยงานความมั่นคงเราไม่ปล่อยให้มายึดคืนแน่นอน ครั้งที่หนึ่ง ครั้งสองมีแล้ว ครั้งที่สามเราไม่ปล่อยให้เริ่มต้นก่อนแน่นอน”

“ถ้ามีสิ่งบอกเหตุที่เรียกว่า Imminent Threat ภัยคุกคามที่ชัดเจนที่จะมาทำร้ายเรา เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจน จะไม่ปล่อยให้มาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนของเรา” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวในอีกตอนหนึ่ง

พล.อ.อ.ประภาส ยังได้กล่าวถึงการละเมิด ละเลย ไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 27ธ.ค.2568 ของ ฝ่ายกัมพูชาจากการกล่าวโจมตี ให้ร้าย ยั่วยุ บิดเบือนข้อมูล ออกข่าวกับต่างประเทศ เรียกร้องในสิ่งที่เป็นข้อตกลงในบางเรื่องตีความผิดจากข้อตกลงที่มีร่วมกัน

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงข้อที่สี่ ในเรื่องให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบได้เดินทางกลับบ้านและประกอบอาชีพตามปกติ โดยมีเงื่อนไขพื้นที่ที่กลับไป”จะต้องเป็นพื้นที่ภายในฝั่งของตนเอง” ถูกกัมพูชาตีความหมายถึงพื้นที่เดิมที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนการสู้รบ ซึ่งผอ.ศูนย์ข่าวฯยืนยันพื้นที่บ้านหนองจานที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ โดยถูกผลักดันออกไปทั้งหมดในช่วงสู้รบเดือนธ.ค.68 อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เคยถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงมาก่อน

“หลัง 27ธ.ค. เรามีการวางแนวกำลังทั้งหมด ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าเป็นแนวเขตแดน มันเป็นการวางกำลังเพื่อความปลอดภัย หลังการสู้รบจะต้องคุยกันในอีกเวที(เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน) หลังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน สามารถพูดคุยกันได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาตลอดช่วงที่ผ่านมาให้จัดประชุม JBCแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนทางบก เห็นว่าตราบที่กัมพูชายังโจมตีกล่าวให้ร้ายไทยเหมือนอย่างที่ทำตลอดช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โอกาสเจรจาทวิภาคีสองฝ่ายยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

กัมพูชาชายแดนปราสาทตาควายไทยกัมพูชา

หมออลงกต แนะคนไทยลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:46 น.

’ปธ.กมธ.ดีอีเอส‘ แนะ ’คนไทย‘ ลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ในโครงการ TH-AI Passport ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน ชี้ต้องไม่จบแค่ ‘แจกฟรี’ ชง KPI 5 มิติ ลดต้นทุน-ยกระดับ AI ชุมชนทั่วไทย ดีเดย์ 31 ส.ค.นี้

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มอบสิทธิ์ใช้งาน AI Pro ให้คนไทยได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้วกว่า 1,000,000 ราย

นพ.อลงกต กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงแค่การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี แต่คือหัวใจสำคัญในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่ม Productivity และขับเคลื่อนไปสู่ National AI รวมถึงส่งต่อไปยัง “AI ชุมชน” ทุกหมู่บ้าน โดยให้มีการวางกรอบตัวชี้วัด (KPI) 5 มิติ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ดังนี้คือ 1. Saving การประหยัดเงินของประชาชน หากคำนวณมูลค่าบริการเฉลี่ย 600 บาท/เดือน สำหรับสิทธิ์ 5 ล้านราย เป็นเวลา 12 เดือน จะมีมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านบาท โดยต้องวัดผลจากผู้ใช้งานจริงและผู้ที่ลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง 2. Usage อัตราการใช้งานจริง ไม่เน้นแค่ยอดลงทะเบียน แต่ต้องติดตาม Active Users รายเดือน จำนวนครั้ง ชั่วโมงการใช้งาน สัดส่วนผู้ใช้ และอัตราการใช้งานต่อเนื่อง 3-6-12 เดือน 3. Productivity ต้องทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด เป็นการวัดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เช่น เปอร์เซ็นต์การลดเวลาทำเอกสาร ต้นทุนธุรกิจที่ลดลง เวลาที่ครูหรือนักเรียนประหยัดได้ การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้กี่ราย และการเพิ่มยอดขายของ SME

นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า 4. National AI สร้างศักยภาพให้ประเทศ แปลงข้อมูลการใช้งานแบบปกปิดตัวตนไปพัฒนา ThaiLLM โดยวัดผลจาก Dataset ภาษาไทยที่เพิ่มขึ้น Use Case โมเดลภาษาไทย และนักพัฒนาที่เข้ามาเติมเต็ม Ecosystem และ5. Sovereignty ประมวลผลในประเทศมากขึ้นแค่ไหน โดยการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศผ่านห่วงโซ่คุณค่า Thai Cloud → Thai Compute → Thai Data → Thai Model → Thai Application → Thai Economic Value เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลและมูลค่าทางเศรษฐกิจรั่วไหลออกนอกประเทศ

ประธาน กมธ.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการต่อยอดสู่ “AI ชุมชน” (Community AI) เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเกษตรแม่นยำ มีการวิเคราะห์สภาพดิน พยากรณ์อากาศ และตรวจจับโรคพืชให้เกษตรกรรายย่อย 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม ติดตามปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเฝ้าระวังภัยพิบัติในพื้นที่ 3.สาธารณสุขชุมชน คัดกรองโรคเบื้องต้นและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหหรือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล 4.เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้า OTOP วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และวางแผนการท่องเที่ยวชุมชน และ 5.การอนุรักษ์วัฒนธรรม บันทึกและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาษาถิ่นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

“เป้าหมายสำคัญ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี หรือ Digital Divide และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง และอยากให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิ์และสามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.นี้เป็นต้นไป” นพ.อลงกต กล่าว

รุทธพล โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:40 น.

“รุทธพล” โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน ปัดตอบจำนวนผู้ต้องหาDSIใกล้เคียง 229 รายหรือไม่ พร้อมยืนยันไม่ก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยันดีเอสไอไม่ปักธงเล่นงานพรรคประชาชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมสรุปสำนวนกรณีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ประกอบด้วยนักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ ย้ำว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐานของแต่ละหน่วยงาน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนในบางส่วน และมีการสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ แต่ต่อมามีการส่งสำนวนกลับมายังดีเอสไอ ขณะที่ กกต. เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคดีในส่วนดังกล่าว จึงขอให้สอบถามรายละเอียดจาก กกต. โดยตรง

ส่วนกรณีคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ระบุว่าไม่เคยได้รับพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเข้ามาสู่ชั้นตรวจสอบนั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด และไม่ขอให้ความเห็นว่ากระบวนการของ กกต. จะสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ โดยเชื่อว่าแต่ละหน่วยงานมีการแบ่งหน้าที่ตามกรอบอำนาจ และพิจารณาจากพยานหลักฐาน

กรณีสำนวนดีเอสไอในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ สว. ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสั่งฟ้อง 8 ราย ก่อนอัยการคดีพิเศษส่งสำนวนกลับมา และมีรายงานว่าอาจมีการพิจารณาสั่งฟ้องเพิ่มเติมนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องสอบถามดีเอสไอโดยตรง เพราะตนในฐานะรัฐมนตรีไม่สามารถลงลึกถึงจำนวนผู้ต้องหาที่จะถูกดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า หนังสือของอัยการคดีพิเศษที่ส่งกลับมายังดีเอสไอ ระบุให้ต้องนำผลการพิจารณาของบอร์ด กกต. ซึ่งจะวินิจฉัยว่ามีผู้ใดเข้าข่ายดำเนินคดีบ้าง มาประกอบการพิจารณาสำนวนของดีเอสไอด้วย

ส่วนกรอบเวลาการสรุปสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะใกล้เคียงกับกรอบเวลาที่ กกต. สรุปสำนวนหรือไม่นั้น

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากไม่สามารถลงรายละเอียดหรือก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ไม่ก้าวก่ายหลักฐาน “พริษฐ์-ไอลอว์” เปิดข้อมูล

สำหรับกรณีนายพริษฐ์ วัชสินธุ์ หรือ “ไอติม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน และเพจ iLaw เดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินและพยานปากสำคัญในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจอยู่ในสำนวนดีเอสไอนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายรายละเอียดภายในสำนวนได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การดำเนินคดีของดีเอสไอไม่ได้มีเป้าหมายหรือปักธงว่าพรรคประชาชนจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทุกอย่างต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ส่วนกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งดีเอสไอเชิญชี้แจงกรณีถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในข่าวพบว่า เรื่องดังกล่าวมีสื่อท้องถิ่นร้องเรียนมาเป็นเวลานานแล้ว

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.รุทธพล เคยเปิดเผยว่าพบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “สส.ป้อม” ในคดี Forex จำนวน 33 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเชื่อมโยงกับบริษัทสปาร์ก ดิจิทัล จำกัด เช่นเดียวกับเส้นทางเงิน 28 ล้านบาทก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากตนไม่ทราบรายละเอียดว่าเส้นทางเงินดังกล่าวเชื่อมโยงกับบริษัทใด โดยข้อมูลที่กล่าวถึงเป็นเพียงการรายงานเบื้องต้นเท่านั้น

กกตดีเอสไอฮั้ว สว.

ชัยชนะ กระทุ้ง สส.เมืองคอน-ฝ่ายรัฐบาล ช่วยชวน ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ดูราคามังคุด

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ฝากข้อความนี้ถึง สส.นครศรีธรรมราช ฝ่ายรัฐบาล ช่วยชวนคุณศุภจี ลงมาดู ราคามังคุดที่บ้านเราหน่อยครับ ดีกว่าเอาเวลาไป

ชัยชนะ เดชเดโชพรรคประชาธิปัตย์ศุภจี

‘ศุภชัย’เดินเกม ชง ประธานสภาฯ วินิจฉัยขอบเขตอำนาจ กมธ.สามัญ 35 คณะ ให้ชัดเจน หวั่นทำงานซ้ำซ้อน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:22 น.

‘ศุภชัย’ เดินเกม! ชง ‘ประธานสภาฯ’ เคาะกำหนดแนวทางการทำงาน ‘กมธ.สามัญ 35 คณะ’ ให้ชัดเจน หลังพบบางคณะใช้อำนาจซ้ำซ้อน-คาบเกี่ยวกัน หวั่นเกิดข้อโต้แย้ง เพิ่มภาระผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงถึงการขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวินิจฉัยและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เพื่อให้การพิจารณาศึกษา สอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปตามภารกิจและขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละคณะอย่างชัดเจนว่า ในทางปฏิบัติ การทำงานของ กมธ. บางคณะอาจมีประเด็นซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน โดยเฉพาะการสอบหาข้อเท็จจริง การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล หรือการดำเนินการในเรื่องที่โดยเนื้อหาอาจอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กมธ. อีกคณะโดยตรง จึงอาจเกิดปัญหาว่าแต่ละคณะมีขอบเขตในการพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงได้เพียงใด และหากเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. มากกว่า 1 คณะ จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยก ประสานงาน หรือกำหนดคณะเจ้าของเรื่อง

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การใช้อำนาจของ กมธ. ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงต้องสอดคล้องกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของแต่ละคณะ หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อน การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงเรื่องเดียวกันหลายครั้ง หรือเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจของ กมธ. ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่ของสภาฯ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขอให้ประธานสภาฯ พิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.วินิจฉัยขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. แต่ละคณะ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ รวมถึงกรณีที่ กมธ. จะพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจโดยตรง ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และเพียงใด

2.กำหนดหลักเกณฑ์กรณีเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ว่าจะกำหนดคณะเจ้าของเรื่องหรือประสานการทำงานระหว่างกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานซ้ำซ้อน

3.วินิจฉัยกรณี กมธ. คณะหนึ่งดำเนินการในเรื่องที่โดยสาระสำคัญอยู่ในหน้าที่และอำนาจของอีกคณะโดยเฉพาะ รวมถึงการสอบหาข้อเท็จจริงหรือเรียกบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจง ว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับหรือไม่

4.พิจารณากำหนดแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อน การก้าวล่วงขอบเขตหน้าที่ระหว่างกัน และลดภาระแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจงในเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

“การมีคำวินิจฉัยหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ กมธ. ทุกคณะ และช่วยวางบรรทัดฐานการใช้อำนาจของ กมธ. สภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ มีความชัดเจน โปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เกินขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ข้อบังคับกำหนด” นายศุภชัย กล่าว

กมธ.สามัญประธานสภาพรรคภูมิใจไทยศุภชัย ใจสมุทร

กัมพูชาไม่กลัว F-16? เจ้าสัวสร้างบังเกอร์แข็งโป๊ก แนวรบ ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.

“ผอ. JIC” ตรวจแนวรบ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” พบ “กัมพูชา” วางกำลังหลังถนน K58 มีจุดรวมพล-ตั้งรถถัง ขณะที่เจ้าสัวจีน-เขมร ผนึกกำลัง ระดมทุนสร้างบังเกอร์แข็งโป๊ก ไม่กลัว F-16 แถมวางระเบิดอื้อ สุนัขรับเคราะห์

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC นำคณะลงพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, ให้กำลังกำลังพลแนวหน้า และมอบสิ่งของจำเป็นแก่หน่วยทหาร

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างเส้นทางทำถนนคอนกรีต จนมาถึงตัวปราสาทฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบัน บริเวณโดยรอบเส้นทางการเดินทาง มีการเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ และในอนาคตจะมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ตัวปราสาทฯ หลังจากที่กรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่า จะสามารถเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ได้ปี 2570 และคาดว่า จะแล้วเสร็จในปี 2572

อีกทั้งยังมีการก่อสร้างถนน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างประสาทตาควาย ไปเนิน 350 ทำให้การระหว่างสองยุทธศาสตร์นี้ สามารถเดินทางได้ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จากเดิมใช้เวลา 30 นาที เหลือเพียง 15 นาที พร้อมกับมีการสร้างบันไดเหล็ก จำนวน 147 ขั้น เพื่อใช้เดินขึ้นเนิน 350

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน บริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350 ภายหลังการสู้รบรอบที่ 2 ที่ผ่านมา ทหารไทยสามารถตีทหารกัมพูชาไปถึง 4 กองพัน กองพันละ 500 คน ซึ่งถือเป็นจุดที่สร้างความเจ็บใจให้กับทหารกัมพูชาเป็นอย่างมาก จนฝ่ายกัมพูชาต้องถอยร่น ไปตั้งฐานปฎิบัติการอยู่บริเวณหลังถนนเลียบชายแดน K58 ซึ่งห่างจากฝ่ายแนวไทยประมาณ 2.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่ถูกก่อสร้างตลอดแนวชายแดน หากไปทางซ้ายจะไปช่องจอม และทางขวาจะสามารถเดินทางไปจังหวัดสระแก้วได้ และสามารถเชื่อมต่อไปที่ปราสาทตามเมือนธมได้ ซึ่งถนนดังกล่าวถูกสร้างโดยกลุ่มทุนในพื้นที่

อีกทั้งยังมีรถถังประมาณ 10 คัน ระยะห่างจากแนวลึกไป ประมาณ 3-4 กิโลเมตร และจะมีการใช้โดรน บินบริเวณใกล้ ๆ ในพื้นที่ปราสาทตาควาย แต่ฝ่ายไทยมีเครื่องตรวจจับสัญญาณ แอนตี้โดรน โดยเป็นการบินขึ้นระยะไกลเป็นบางวัน ไม่ได้ขึ้นทุกวัน เมื่อถูกฝ่ายเราจับได้ ก็จะถอยห่างออกไป

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ปัจจุบันทหารกัมพูชา ไม่ได้กลัวเครื่องบินรบ F-16 แล้ว เนื่องจากมีการสร้างบังเกอร์หนา และแข็งแรง ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนการก่อสร้าง จากกลุ่มทุน ธุรกิจที่เป็นชาวจีน และชาวกัมพูชา โดยจะแบ่งพื้นที่การรับผิดชอบ เพื่อให้เงินสนับสนุน เพื่อปกป้องพื้นที่ของตัวเอง เช่น ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบจุดรวมพลของทหารกัมพูชา ในช่วงเช้า และช่วงเย็น ซึ่งอยู่ห่างจากแนวไทยประมาณ 2 กิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มีสุนัขของทหารไทย 3 ตัว ได้เดินออกแนวรั้วลวดหนามไป และได้ไปเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้สุนัข 2 ตัวตาย และบาดเจ็บกลับมา 1 ตัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงมีการแอบวางทุ่นระเบิด เพื่อไม่ให้ทหารไทยเดินออกแนวรั้วลวดหนาม

อย่างไรก็ตามในวันที่ 20 ธันวาคมนี้จะมีการจัดกิจกรรม เดิน-วิ่งครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี RUN FOR HONOR ภายใต้แนวคิด ‘ทุกก้าว เพื่อเกียรติยศของผู้เสียสละ’ บนเส้นทางปราสาทตาควายและเนิน 350 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรำลึกถึงความกล้าหาญ และเชิดชูเกียรติวีรชนผู้เสียสละ

ช่องจอมชายแดนไทยกัมพูชาปราสาทตาควายปราสาทตามเมืองทม